Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คำแนะนำของตลกหลวง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “คำแนะนำของตลกหลวง” เป็นนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจ คล้าย ๆ กับนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ หากนำมาใช้จริงก็อาจจะเกิดประโยชน์ได้ในวงกว้าง หรืออย่างน้อย แง่คิดในเรื่องความตั้งใจและการร่วมแรงร่วมใจที่มีพลังมากกว่าเงินจำนวนมาก ๆ ก็เป็นแง่มุมที่น่าสนใจสำหรับเด็ก หวังว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง คำแนะนำของตลกหลวง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาณาจักรแห่งหนึ่งปกครองโดยพระราชาผู้รักเด็กสุดหัวใจ

วันหนึ่ง พระราชาทรงทุบกระปุกออมสินของตนเอง แล้วนำเงินในกระปุกจำนวน 200 ล้านเหรียญทองไปปรึกษากับผู้คนในพระราชวัง เพื่อหาวิธีใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนำไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ 

หลังจากที่ข้าราชการได้ฟังความประสงค์ของพระราชา เหล่าข้าราชการจึงเสนอให้พระราชานำเงินทั้งหมดมาสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเมืองหลวง เพราะเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

แต่นักการเมืองเสนอว่า พระราชาควรแบ่งเงินให้แต่ละภูมิภาคเท่า ๆ กัน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กในแต่ละภูมิภาค เพราะเด็ก ๆ จะไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า

ส่วนทหารเสนอว่า หากนำเงิน 200 ล้านเหรียญทองมาหารแบ่งตามจำนวนเมือง เพื่อให้แต่ละ เมืองสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กของตนเอง แบบนี้น่าจะเกิดประโยชน์ทั่วถึงมากที่สุด

หลังจากบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เสนอความคิดเห็นจนครบถ้วน ตลกหลวงก็กล่าวว่า ” วิธีที่ทุกท่านเสนอล้วนน่าสนใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันก็คล้าย ๆ กับโครงการอื่น ๆ คือ แนวคิดดูดี แต่พอลงมือทำทีไร สุดท้าย โครงการก็มักจะไม่สำเร็จ แล้วเงินก็ไม่รู้หายไปไหนหมด” ตลกหลวงยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า   “ในมุมมองของข้าพเจ้า ถ้าเราแบ่งเงินให้ทุกเมือง เมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อให้นำไปทำพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ภายในเวลา 1 ปี  เมื่อครบกำหนด หากเมืองใดสร้างพื้นที่แห่งความสุขได้ดีที่สุดก็จะได้รับรางวัลอีก 100 ล้านเหรียญทอง แบบนี้รับรองว่า ทุกเมืองจะต้องมีพื้นที่แห่งความสุขชั้นยอดเกิดขึ้นแน่ๆ”

พระราชาทรงทึ่งกับข้อเสนอแนะที่ไม่เหมือนใครของตลกหลวง จริงดั่งที่ตลกหลวงพูด หลายโครงการที่มีการปรึกษาหารือกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อลงมือทำ ผลที่ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า ด้วยเหตุนี้ พระราชาจึงตัดสินใจทำตามแนวความคิดของตลกหลวงทันที

แม้ผู้คนในพระราชวังจะไม่มั่นใจในความคิดอันแปลกประหลาดของตลกหลวง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านการตัดสินใจของพระราชา ดังนั้น เมืองต่าง ๆ  จึงได้รับเงินจากพระราชาในการสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง โดยมีเงินอีก 100 ล้านเหรียญทองเป็นรางวัลล่อใจ

เมื่อผู้คนในเมืองต่าง ๆ ได้ทราบถึงรางวัล 100 ล้านเหรียญทอง ชาวเมืองทุกคนจึงพร้อมใจกันสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กที่ดีที่สุดเพื่อชิงรางวัลอันมีค่ามหาศาล ชาวเมืองทั้งหลายสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั้งในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, ห้องสมุด, สนามกีฬา ฯลฯ ซึ่งแต่ละเมืองก็พยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเอง และสอบถามความชอบของเด็กเพื่อสร้างให้ถูกใจเด็ก ๆ มากที่สุด ที่สำคัญ เมื่อเงิน 1 ล้านเหรียญทองเริ่มร่อยหรอ ชาวเมืองทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำเงินส่วนตัวมาสมทบเพื่อทำให้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ในเมืองของตนมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

หนึ่งปีผ่านไป  เมืองทุก ๆ เมืองจึงมีพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ที่โดดเด่นกันโดยถ้วนหน้า  ครั้นเมื่อพระราชา พาตัวแทนชาวเมืองต่าง ๆ ไปดูพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรเพื่อลงคะแนนตัดสิน  ทุกคนก็รู้สึกคล้าย ๆ กันว่า การตัดสินเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ เมื่อมีเงินทุนจำนวนหนึ่ง บวกเข้ากับการร่วมแรงร่วมใจกัน  แม้เงินทุนอาจไม่มาก แต่พวกเขามั่นใจว่า พวกเขาจะต้องสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่เมืองของตนเองได้อย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อพระราชาขอให้ตัวแทนชาวเมืองตัดสินใจว่าควรมอบเงิน 100 ล้านเหรียญทองให้แก่เมืองใดดี  ตัวแทนของชาวเมืองจึงกราบทูลพระราชาว่า “หากพระองค์ไม่ว่าอะไร พวกเราอยากแบ่งเงินรางวัลกันเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อนำเงินไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับคนชราบ้าง เพราะพวกเราเชื่อว่า  เมื่อเราสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับเด็กจากเงินเท่านี้ได้ เราก็ต้องสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับผู้สูงอายุได้เช่นกัน”

พระราชาทรงยิ้มเมื่อได้ฟังคำขอจากตัวแทนของชาวเมือง  เมื่อชาวเมืองเชื่อในพลังของตนเอง  พระองค์จึงไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้าน 

หนึ่งปีหลังจากนั้น  ชาวเมืองก็สร้างสิ่งที่พวกเขาตั้งใจได้สำเร็จ. ส่วนพระราชาก็ทรงปูนบำเหน็จให้แก่ตลกหลวงที่เสนอแนะวิธีที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว ยังได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับผู้สูงอายุ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้คนในอาณาจักรได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แก๊งจ๊ะเอ๋

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “แก๊งจ๊ะเอ๋” เป็นนิทานที่ใช้คำคล้องจอง มีท่วงทำนองในการเล่าเรื่อง เวลาอ่าน ถ้าอ่านออกเสียงจะสนุกกว่าการอ่านในใจ และถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่าน โดยเว้นคำว่า “จ๊ะเอ๋” ที่ท้ายประโยค ให้เด็ก ๆ เป็นคนพูด ก็คงทำให้การเล่านิทานสนุกขึ้น ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง แก๊งจ๊ะเอ๋

ฉันเป็นพี่            นี่คือน้อง

เราทั้งสอง          ชอบเล่นจ๊ะเอ๋

ในวันว่าง           เราชอบไป

หลังพุ่มไม้          เพื่อซุ่มจ๊ะเอ๋

หมาเดินมา        ต้องสะดุ้ง

เมื่อเราพุ่ง          ออกไปจ๊ะเอ๋

แมวเดินผ่าน      ตอนเผลอ ๆ

เป็นต้องเจอ       พวกเราจ๊ะเอ๋

ไก่กุ๊ก ๆ             ไข่แทบไหล

เพราะตกใจ       เจอเราจ๊ะเอ๋

เด็ก, ผู้ใหญ่        แก่หรือท้อง

ทุกคนร้อง          เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

หลายคนเตือน    หลายคนว่า

เรายังซ่า            ที่ได้จ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           สอนจนเบื่อ

เราไม่เชื่อ           ยังคงจ๊ะเอ๋

เย็นวันหนึ่ง         เรากลับบ้าน

แสนสำราญ       หลังเล่นจ๊ะเอ๋

ตอนเดินผ่าน      แนวพุ่มไม้

ไม่รู้ใคร              โผล่มาจ๊ะเอ๋

เราตกใจ            จนฉี่ราด

ใจแทบขาด        เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

พอได้เจอ           กับตัวเอง

จึงกลัวเกรง        การเล่นจ๊ะเอ๋

หากพลาดพลั้ง   อันตราย

หัวใจวาย           เพราะโดนจ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           อยากสั่งสอน

ให้สังวรณ์          ยามเล่นจ้ะเอ๋

นับแต่นี้             ฉันกับน้อง

จะตรึกตรอง       ก่อนเล่นจ๊ะเอ๋

ไม่แกล้งใคร       อีกแล้วจ้า

ขอสัญญา          จ๊ะเอ๋ จ๊ะเอ๋

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่กำลังจะต้องทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ชื่อ “กล่องนักคิด” ทางช่องไทยพีบีเอส

ในตอนนั้น ผมทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟ (ผู้คิดรายการ) คนเขียนบท และพิธีกรของรายการ ช่วงที่คิดรูปแบบรายการ ผมนำหุ่นไม้ที่เคยทำไว้สมัยไปเรียนที่ประเทศสวีเดน มานำเสนอให้รุ่นพี่เจ้าของรายการพิจารณาว่า หุ่นรูปร่างคล้ายตัวต่อแปลนทอยหรือเลโก้แบบนี้ เหมาะที่จะนำมาทำเป็นหุ่นแมสคอต ( mascot) ประจำรายการหรือไม่ เมื่อรุ่นพี่เจ้าของรายการตกลง ผมจึงส่งรูปหุ่นที่เคยทำไว้ให้ทีมงานนำไปออกแบบเป็นหุ่นแมสคอต ส่วนตัวผมก็นำหุ่นไม้ที่ตัวเองทำไว้มาแต่งเป็นนิทานและลงรูปหุ่นไม้ไว้ในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อยืนยันว่าผมเป็นคนออกแบบหุ่นรูปร่างแปลก ๆ ตัวนี้ด้วยตนเอง

แม้นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย จะมีที่มาแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้น่าจะถูกใจผู้อ่านบางคนแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่รักหุ่นเหมือนกับผม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว   มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักเด็กมาก  ความฝันสูงสุดในชีวิตของเขาคือการได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ   ด้วยเหตุนี้  เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปรอบโลก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของเล่น, ขนม, เกมและสิ่งต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ โดยหวังจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขามีความสุข

ชายหนุ่มรอนแรมไปยังทุกถิ่นที่ ทั้งในเขตเมือง, ป่าเขา, ทะเลทราย รวมทั้งดินแดนที่ยากแก่การเข้าถึง  ซึ่งตลอดการเดินทาง เขาได้จดเรื่องราวที่ผู้คนบอกเล่าให้ฟังเอาไว้มากมาย  หนำซ้ำ เขายังถ่ายรูปขนมต่าง ๆ ,การละเล่น และซื้อหาของเล่น เก็บใส่ถุงแล้วแบกเดินทางไปด้วย จนถุงใส่ของเล่นของเขาค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นถึงขนาดที่ทำให้เขาก้าวเท้าเดินทางต่อไปแทบไม่ไหว 

วันหนึ่ง ในขณะที่ชายหนุ่มเดินแบกถุงใส่ของเล่นและข้าวของต่าง ๆ ผ่านกระโจมที่พักของชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของโลกอันหนาวเหน็บ   ชายหนุ่มได้พบเด็กน้อยสามพี่น้องนั่งผิงไฟรอพ่อแม่กลับจากหาอาหารอยู่ที่หน้ากระโจมที่พัก  เด็กทั้งสามท้องร้องจ๊อก ๆ ด้วยความหิว  ชายหนุ่มสงสารเด็ก ๆ มาก เขาจึงมอบขนมปังทั้งหมดที่เตรียมไว้เป็นเสบียงให้แก่เด็ก ๆ แล้วรีบเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินและก่อนที่เขาจะหิวจนไม่มีแรงเดินต่อ

ในขณะที่ชายหนุ่มเดินทางมาได้สักพัก  เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนวิ่งตามมา  เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปดู  เขาก็พบว่าเด็กน้อยสามพี่น้องพากันวิ่งตรงมาหาเขา  เมื่อเด็ก ๆ วิ่งมาถึงที่ ๆ เขายืนอยู่  เด็ก ๆ ก็นำหุ่นตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาทำขึ้นมามอบให้แก่ชายหนุ่มแทนคำขอบคุณ หุ่นตัวน้อยของเด็ก ๆ มีหัว, ตัวและมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า มีจมูกยาวทรงกระบอก, มีตากลม ๆ อยู่ข้างจมูกดูบ้องแบ๊ว  แม้หุ่นตัวน้อยจะไม่มีปาก  แต่มันก็ดูน่ารักมากและทำให้ชายหนุ่มชื่นใจที่ได้เห็น

เมื่อชายหนุ่มอำลาจากเด็ก ๆ  แล้วเข้าพักในโรงแรม  ชายหนุ่มพบว่า ตอนนี้เขาเหลือเงินในการเดินทางเพียงแค่น้อยนิด  ที่สำคัญคือ เขามีเงินไม่พอที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

คืนวันนั้น  ชายหนุ่มเครียดมาก เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินเป็นค่าเดินทางกลับบ้านได้อย่างไร ชายหนุ่มกังวลจนนอนหลับฝันร้าย  แต่ในขณะที่ชายหนุ่มนอนหลับอยู่นั้น  เจ้าหุ่นตัวน้อยที่เด็ก ๆ มอบให้เป็นของขวัญก็ค่อย ๆ กระดุกกระดิกตัว  แล้วกระโดดออกมาจากถุงใส่ของเล่นเพื่อทำสิ่งที่ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคาดไม่ถึง

สิ่งที่เจ้าหุ่นตัวน้อยทำก็คือการดัดแปลงกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มให้กลายเป็นโรงละครหุ่นขนาดเล็ก แล้วนำถุงเท้ากับผ้าพันคอของชายหนุ่มมาทำเป็นหุ่นในรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อให้ชายหนุ่มใช้เร่แสดงหารายได้เป็นทุนเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เขาแปลกใจมากที่เห็นโรงละครหุ่นกับตัวหุ่นมากมายตั้งอยู่บนพื้นห้อง  แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ การที่เขาได้เห็นเจ้าหุ่นตัวน้อยกล่าวทักทายเขา พร้อมกับแนะนำตัวว่ามันชื่อ “บ๊อกซ์บ๊อกซ์” เป็นหุ่นที่ชาวเผ่าเร่ร่อนเนรมิตขึ้นเพื่อให้มาเป็นผู้ช่วยของคนที่มีจิตใจดีงาม 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง  เมื่อเจ้าหุ่นชวนเขาไปแสดงละครหุ่นเพื่อหาเงินกลับบ้าน  ชายหนุ่มก็ทำตามอย่างงง ๆ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหลือเชื่อเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดได้เฉพาะในความฝัน

เมื่อชายหนุ่มเปิดการแสดงละครหุ่นที่ริมถนน  แม้ชายหนุ่มจะเชิดหุ่นที่ทำจากถุงเท้าและผ้าพันคอได้ไม่เก่งนัก  แต่เจ้าบ๊อกซ์บ๊อกซ์ก็ช่วยเข้าไปร่วมแสดงด้วย (โดยไม่มีคนเชิด) ซึ่งทำให้คนดูเพลิดเพลินและรู้สึกว่าการแสดงมีชีวิตชีวายิ่งกว่าการแสดงของมืออาชีพ  เย็นวันนั้น ชายหนุ่มจึงได้เงินจากการแสดงมากมายอย่างที่เขาคาดไม่ถึง   นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจให้ร่วมทุนจัดการแสดงเก็บเงินไปทั่วประเทศ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนชายหนุ่มแทบจะตั้งตัวไม่ทัน  แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็ตัดสินใจปฏิเสธคำเชิญของนักธุรกิจคนนั้น  โดยเลือกที่จะเก็บข้าวของ รวมทั้งหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์  แล้วออกเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาทันที

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศของเขา  ชายหนุ่มก็ปรึกษากับบ๊อกซ์บ๊อกซ์ว่าเขาอยากทำรายการโทรทัศน์สนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขาได้ดูอย่างมีความสุข  บ๊อกซ์บ๊อกซ์เห็นด้วย  ทั้งคู่จึงหารือกันแล้วลงมือทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กไปเสนอให้สถานีโทรทัศน์พิจารณา

ไม่นานนัก  ชายหนุ่มก็ได้ทำรายการโทรทัศน์สร้างความสุขให้เด็ก ๆ สมดังที่เขาปรารถนา โดยมีเจ้าหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์คอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่  

ในที่สุด ความฝันของชายหนุ่มผู้รักเด็กก็เป็นจริง  เขาได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ มากมาย และได้รับจดหมายจากเด็ก ๆ ที่เฝ้าดูรายการของเขาอย่างมีความสุข….จากทั่วทุกสารทิศ 

#นิทานนำบุญ

……………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ขนมสายรุ้ง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” มีที่มาแปลกมาก ๆ กล่าวคือ ในปีนั้น (นานมาแล้ว) ผมไปเยี่ยมพ่อครูมาลา คำจันทร์ ที่เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าผมต้องนั่งรถสองแถวจากตัวเมือง เพื่อไปยังบ้านของพ่อครูที่อยู่ต่างอำเภอ ก่อนขึ้นรถ ผมคิดว่าผมควรหาอะไรไปฝากพ่อครูสักนิด จึงตัดสินใจซื้อขนมไทยจากร้านแถวท่ารถติดมือไปด้วย พอซื้อขนมเสร็จ ก็ขึ้นรถ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ขนมที่ซื้อไปน่ากินทุกอย่างเลย (เป็นขนมไทยของภาคเหนือที่ผมไม่เคยชิม) ถ้าให้พ่อครูไป แล้วผมจะรู้รสชาติของขนมเหล่านี้ได้อย่างไร! ความตะกละในตอนนั้น จุดประกายให้ผมคิดนิทานออกมาได้เรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็คือนิทานเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” ที่นำมาให้อ่านกันในวันนี้ นิทานเรื่องนี้แต่งขณะนั่งในรถสองแถว พอถึงจุดหมาย ผมก็แต่งนิทานเสร็จพอดี นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานก่อนนอนที่ค่อนข้างสั้น กระชับ แต่เชื่อว่าข้อคิดที่ซ่อนไว้ในนิทานน่าจะทำให้คนอ่านหิวขนม เอ้ย..ได้รับประโยชน์บ้างตามสมควร

นิทานเรื่อง ขนมสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน  เด็กผู้ชายมีชื่อว่า “เกาลัด”  ส่วนเด็กผู้หญิงมีชื่อว่า “มะลิ”  วันหนึ่ง เกาลัดจะไปหามะลิที่บ้าน  เขาจึงแวะซื้อขนมที่ร้านของป้าฉลวย

ร้านป้าฉลวยมีขนมเหลืออยู่แค่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นขนมสีสวยเหมือนสายรุ้ง ส่วนอีกชิ้นเป็นขนมสีดำคล้ายทำจากถั่ว  เกาลัดซื้อขนมมาทั้งสองชิ้น  เขาอยากกินขนมสายรุ้ง  ส่วนขนมสีดำเขาจะนำไปฝากมะลิ

เมื่อเกาลัดไปถึงบ้านของมะลิ เกาลัดยิ้มแล้วบอกว่า “มีขนมแสนอร่อยมาฝากจ้า”

มะลิดีใจ เพราะใคร ๆ ก็ชอบกินขนม  ครั้นเมื่อเกาลัดวางขนมบนโต๊ะ มะลิก็หยิบขนมสายรุ้งมาดูใกล้ ๆ  “ขนมชิ้นนี้สีสวยน่ากินจัง ขอบใจมาก ๆ ที่ซื้อมาฝาก”

เกาลัดอ้ำอึ้งอยู่สักพัก จากนั้น เขาก็พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าว่า “เอ่อ…ขนมสีดำน่าจะทำจากถั่ว มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ยูเรนัส เนปจูน พลูโต … มันมีประโยชน์กับเธอนะ เธอกินขนมสีดำดีกว่า ส่วนฉันจะกินขนมสายรุ้งเอง” 

เมื่อมะลิได้ฟังเกาลัดโม้และมั่ว มะลิก็เริ่มงอนแล้วตัดพ้อว่า “แต่ฉันอยากกินขนมสายรุ้งนี่นา นี่เธอซื้อขนมมาฝากตัวเองหรือซื้อมาฝากฉันกันแน่?”

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ เด็กทั้งสองได้แต่มองขนม…หน้างอหน้าหงิก  เกาลัดกับมะลิอยากกินขนมสายรุ้งเหมือนกัน แต่มีขนมสายรุ้งอยู่แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น   

ในขณะที่เพื่อนรักทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไร จู่ ๆ เด็ก ๆ ก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังมาจากที่โต๊ะ 

“แบ่งกันกินคนละครึ่งชิ้นสิจ๊ะ”  ขนมสายรุ้งพูด  

“ใช่แล้ว ถ้าแบ่งกันกินก็ได้ชิมทั้ง 2 รสชาติเลยนะ” ขนมสีดำบอก

เมื่อเด็กทั้งสองได้ฟัง  ทั้งคู่จึงแบ่งขนมกันคนละครึ่งชิ้น  ขนมสายรุ้งอร่อย แต่ขนมสีดำอร่อยมากกว่า ถ้าเด็ก ๆ ไม่แบ่งขนมกันกิน คงไม่มีโอกาสได้รู้รสชาติอร่อย ๆ ของขนมทั้งสองชิ้นแน่ ๆ

  “การแบ่งปันนี่ดีจัง” มะลิคิด  

 “การแบ่งปันนี่ดีจริง” เกาลัดคิด

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ  เด็กทั้งสองกินขนม, ส่งยิ้มให้กัน พร้อมกับหัวเราะในใจเสียงดัง “คิก ๆ ๆ ๆ”

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

ในมุมมองของผู้ใหญ่ สัตว์ที่พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ ชอบ มักจะเป็นสัตว์น่ารัก ๆ ชนิดต่าง ๆ เช่น กระต่าย กระรอก หมีแพนด้า ฯลฯ แต่ในช่วงที่ผมได้ดูแลหลานตัวน้อย ผมสังเกตเห็นว่า สัตว์ที่ดึงดูดความสนใจของหลานได้อย่างอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า “จระเข้”

หลังจากที่ผมได้แต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์น่ารัก ๆ มาสักระยะ วันหนึ่ง ผมจึงคิดอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้บ้าง แต่การแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (เพราะตัวเองไม่ชอบจระเข้) ผมคิดอยู่นาน ในที่สุด ก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจผู้อ่านบางคนบ้างนะครับ

                                           นิทาน แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีไข่ฟองหนึ่งลอยมาตามสายน้ำอย่างไร้จุดหมาย โชคดีเหลือเกินมีแม่ไก่ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า มันจึงเก็บไข่ฟองนั้นขึ้นจากน้ำ แล้วนำไข่กลับไปฟักที่บ้านของมัน

ไข่ที่แม่ไก่เก็บมาฟักเป็นไข่สีขาวฟองใหญ่ แม้แม่ไก่จะไม่รู้ว่าไข่ฟองนั้นเป็นไข่ของใคร แต่มันก็เต็มใจที่จะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในไข่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก

แม่ไก่อดทนนั่งฟักไข่ฟองใหญ่อยู่นานหลายต่อหลายคืน ในที่สุด…เปลือกไข่ฟองใหญ่ก็ค่อย ๆ ปริออก แล้วเจ้าจระเข้ตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับส่งเสียงทักแม่ไก่ว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า”

ใช่แล้ว…ไข่ฟองใหญ่ก็คือไข่ของจระเข้ (ศัตรูที่ไก่ทุกตัวทั้งกลัวทั้งเกลียด) เมื่อเพื่อน ๆ ของแม่ไก่รู้ข่าว พวกมันจึงพากันมาหาแม่ไก่ แล้วพยายามขับไล่เจ้าจระเข้ตัวน้อยให้ไปอยู่เสียที่อื่น

แม่ไก่เชื่อว่าไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ชอบลูกจระเข้ แม่ไก่จึงยอมพาเจ้าจระเข้ตัวน้อยออกจากฝูงไก่ โดยตั้งใจที่จะสอนให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยมีนิสัยแสนน่ารัก จนไก่ทุกตัวต้องยอมให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยเข้ามาอยู่ร่วมฝูงด้วย

เจ้าจระเข้ตัวน้อยรักแม่ไก่มาก มันจึงเชื่อฟังและทำตามที่แม่ไก่สอนทุกอย่าง ฝ่ายแม่ไก่เองก็รักเจ้าจระเข้มาก มันจึงพร่ำสอนสิ่งดี ๆ ให้แก่เจ้าจระเข้ตัวน้อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แม้เจ้าจระเข้ตัวน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นจระเข้แสนดีสมดังที่แม่ไก่อบรมบ่มนิสัย แต่ไก่ทั้งหลายก็ยังคงมีอคติต่อเจ้าจระเข้อย่างไม่แปรเปลี่ยน และยิ่งเจ้าจระเข้เติบโตมากขึ้นเท่าไร พวกไก่ก็ยิ่งหวาดกลัวเจ้าจระเข้มากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด เจ้าจระเข้ก็เริ่มท้อและตัดสินใจขอแยกไปอยู่ในหนองน้ำตามลำพัง เพื่อให้แม่ไก่ได้กลับไปอยู่กับเพื่อน ๆ และเพื่อให้ไก่ทั้งหลายไม่ต้องหวาดระแวงมันอีกต่อไป

แม่ไก่เสียใจมากที่ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ยอมรับเจ้าจระเข้ดังที่มันหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้แม่ไก่จะกลับมาอยู่ร่วมกับไก่ตัวอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็มักจะแอบไปหาและปลอบใจเจ้าจระเข้ตัวน้อยอยู่เสมอ ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในขณะที่ไก่ทุกตัวกำลังนอนหลับ จู่ ๆ สายฝน ก็เริ่มโปรยปรายลงมา และฝนก็ตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฝนตกหนักมาก ๆ เข้า น้ำฝนก็ท่วมพื้นดินจนไก่ทั้งหมดต้องหลบขึ้นไปอยู่ในที่สูง แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ระดับน้ำจึงค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ จนไก่ทั้งหลายจวนเจียนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ!

ในขณะที่ไก่ทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด พวกไก่กลับต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีซุงท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาให้พุ่งตรงมาทางที่พวกมันอยู่

ไก่บางตัวส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ไก่บางตัวหลับตาปี๋ แต่เมื่อท่อนซุงลอยเข้ามาใกล้ พวกไก่ก็พากันแปลกใจ จนบางตัวถึงกับอ้าปากค้าง

ท่อนซุงที่พวกไก่เห็น…แท้จริงแล้วก็คือเจ้าจระเข้ตัวน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นจระเข้ตัวใหญ่ เมื่อเจ้าจระเข้เห็นว่าพวกไก่กำลังลำบาก มันจึงตั้งใจว่ายน้ำตรงเข้ามาช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อไก่ทั้งหลายค่อยคลายความตกใจลงไปบ้าง เจ้าจระเข้ก็เชิญให้ไก่ทุกตัวรีบหนีน้ำขึ้นไปยืนบนหลังของมัน จากนั้น มันก็พาไก่ทั้งหมดล่องตามน้ำไปยังที่ที่ปลอดภัย

หลังฝนตก สายรุ้งก็โผล่ขึ้นมาสร้างสีสันให้แก่ท้องฟ้า ไก่ทุกตัวกล่าวขอบคุณเจ้าจระเข้ที่ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต และทั้งหมดก็พากันขอโทษที่มองเจ้าจระเข้ผิดมาโดยตลอด

แม่ไก่ดีใจที่เจ้าจระเข้ได้รับการยอมรับจากไก่ทุก ๆ ตัว และแล้ว…เจ้าจระเข้ก็ได้อยู่ร่วมกับไก่ทั้งหลาย รวมทั้งแม่ไก่ใจดีที่มันรักมากที่สุดในโลก

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว” เป็นนิทานที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ในยุคนั้น การสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุกเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน หัวข้อในการเรียนก็ยังไม่หลากหลายมากนัก แต่มีหัวข้อหนึ่งที่ผมสอน (ซึ่งเป็นหลักสูตรจากแคนาดา) มีชื่อว่่า “นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว” ซึ่งจากหัวข้อของบทเรียนดังกล่าว ก็นำมาสู่การแต่งนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อว่า “คิด” คิดเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่มักจะสอบได้เป็นที่สุดท้ายของชั้นเรียนเสมอ เพื่อน ๆ ในห้องจึงไม่ค่อยสนใจเขาสักเท่าไหร่  

อยู่มาวันหนึ่ง คุณครูให้เด็กนักเรียนออกมาเล่าว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เด็กส่วนใหญ่ต่างอยากเป็นหมอ, คุณครู, นักธุรกิจหรือดารานักร้อง แต่คิดกลับฝันต่างออกไป คือเขาอยากเป็น “นักประดิษฐ์” ผู้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้คนทั้งหลาย

เมื่อเด็ก ๆ ในห้องได้ยินสิ่งที่คิดใฝ่ฝัน  เด็กทุกคนก็พากันหัวเราะขบขัน เพราะคนที่จะเป็นนักประดิษฐ์ได้ควรจะเป็นคนเรียนเก่งเท่านั้น  ซึ่งคิดไม่ใช่คนเก่งเลยในสายตาของเพื่อน ๆ

แม้คิดจะน้อยใจที่ถูกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะ แต่เขายังโชคดีที่มีคุณครูคอยให้กำลังใจ โดยคุณครูบอกว่า “สิ่งประดิษฐ์คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาและทำให้ชีวิตของคนเราสะดวกสบายมากกว่าที่เป็นอยู่ นักประดิษฐ์จึงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่สังเกตเก่งคือมองเห็นความไม่สะดวกสบายของผู้คนและคิดสร้างสิ่งของเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ถ้าคิดตั้งใจจริง หมั่นฝึกสังเกต คิดต้องเป็นนักประดิษฐ์ได้แน่ ๆ ครูเชื่ออย่างนั้น”

คำพูดของคุณครูทำให้คิดมีกำลังใจมากขึ้นเป็นร้อยเท่า  เมื่อคิดกลับถึงบ้าน เขาจึงเริ่มสังเกตว่าคนในบ้านมีความไม่สะดวกสบายอะไรในชีวิตบ้างไหม

คิดพยายามสังเกตแล้วสังเกตอีก  แต่ดูเหมือนว่าคนในบ้านทุกคนต่างมีความสุขกันดี (เพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกไว้ใช้เต็มไปหมด) ในขณะที่คิดเกือบจะเลิกการสังเกตอยู่แล้ว  จู่ ๆ คิดก็ได้ยินเสียงคุณแม่ร้องบอกให้ทุกคนช่วยกันหาไม้เท้าของคุณยายซึ่งคุณยายไม่รู้ว่าลืมไว้ที่ไหนในบ้าน

จริง ๆ แล้ว คุณยายลืมไม้เท้าทิ้งไว้ตรงนู้นตรงนี้แทบทุกวัน  บางครั้งก็หาง่าย บางครั้งก็หายาก  แม้เรื่องการลืมไม้เท้าจะเป็นเรื่องเล็ก  แต่ถ้าทุกคนไม่ต้องเสียเวลานาน ๆ ในการหาไม้เท้า ทุกคนก็คงจะ “สะดวกสบาย” มากขึ้น!

เมื่อนึกถึงคำว่า “สะดวกสบาย”  เด็กน้อยก็รู้ในทันทีว่าโอกาสแสดงฝีมือของเขาได้มาถึงแล้ว  

คิดตัดสินใจเริ่มต้นงานของเขาด้วยการนำข้าวของมาวางกอง ๆ ไว้  เขามองดูเชือก, หนังยาง, เทปกาว, ขวดน้ำ, โทรศัพท์มือถือเก่า ๆ, กล่องกระดาษ ฯลฯ  ซึ่งเป็นของเหลือใช้เท่าที่มีอยู่ในบ้าน  จากนั้น เขาก็พยายามคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์จากสิ่งของเหล่านี้

เด็กน้อยคิด คิด…แล้วก็คิด  เขาใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่  ในที่สุด เขาก็คิดออก

คิดลงมือสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกในชีวิตของเขา ด้วยการนำเอาโทรศัพท์มือถือไปประกบกับไม้เท้าของคุณยายแล้วใช้เทปกาวพันจนแน่น  ครั้นเมื่อคุณยายลืมไม้เท้าอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น  แทนที่คิดจะเดินตามหาไม้เท้าอย่างที่คนอื่นทำ เขากลับโทรศัพท์ไปยังหมายเลขของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คิดก็รู้ในทันทีว่าไม้เท้าของคุณยายอยู่ที่ไหน

การใช้ความคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์อย่างง่าย ๆ ของคิดทำให้ทุกคนต่างทึ่งไปตาม ๆ กัน  เมื่อคิดนำเรื่องไปเล่าให้คุณครูฟัง คุณครูจึงขอให้คิดเขียนกระบวนการออกมาเป็นลำดับขั้นตอน แล้วคุณครูก็ส่งโครงงานที่ลูกศิษย์คิด เข้าร่วมประกวดในการแข่งขันนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋วระดับประเทศ!

สองเดือนผ่านไป  คณะกรรมการในงานประกวดซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสิ่งประดิษฐ์ได้ส่งจดหมายแจ้งผลให้ทางโรงเรียนทราบว่า  คิดซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนไม่ได้รับรางวัลที่ 1, ที่ 2 หรือที่ 3 จากการประกวด ทั้งยังไม่ได้รางวัลชมเชยใด ๆ อีกด้วย 

แต่ทางคณะกรรมการมีความเห็นว่า สิ่งประดิษฐ์ของคิดแสดงให้เห็นถึงความช่างสังเกตและความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งของใกล้ตัวมาใช้ทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างน่าทึ่ง ทางคณะกรรมการจึงขอมอบรางวัลขวัญใจกรรมการให้แก่คิด และมอบสิทธิ์ให้เขาเข้าร่วมฝึกฝนความคิดกับกลุ่มนักประดิษฐ์มืออาชีพเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อทุกคนในโรงเรียนได้ทราบข่าว  ทุก ๆ คนก็ดีใจและปรบมือให้คิดจนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งโรงเรียน  เพื่อน ๆ ที่เคยมองว่าคิดไม่เก่งก็เริ่มตระหนักว่า  ความเก่งมิได้วัดจากคะแนนสอบเท่านั้น  คนที่เรียนไม่เก่ง อาจมีความเก่งในด้านอื่น ๆ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้

คิดดีใจมากที่เขาได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ส่วนคุณครูก็ดีใจไม่แพ้กันที่ลูกศิษย์ตัวน้อยได้ก้าวเข้าใกล้ความฝันมากขึ้น….อีกหนึ่งก้าว

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณครูกับลูกสัตว์ทั้ง 6

การที่เด็ก ๆ ไม่ค่อยชอบกินผัก เป็นปัญหาที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวเป็นกังวล ในฐานะของนักเขียนนิทาน การแต่งนิทานเพื่อเชิญชวนให้เด็ก ๆ กินผักเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ผมได้รู้ความลับเกี่ยวกับการกินผักให้อร่อยจากกระต่าย ผมจึงนำความลับนั้นมาแต่งเป็นนิทานเรื่องนี้ เพื่อแบ่งปันความลับนั้นให้ทุก ๆ คนได้รู้ครับ

นิทานเรื่อง คุณครูกับลูกสัตว์ทั้ง 6

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีคุณครูหนุ่มคนหนึ่งสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับชายป่า  คุณครูเป็นคนใจดีมีเมตตา  เขาชอบใช้เวลาว่างเข้าไปในป่า พร้อมกับนำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากลูกสัตว์ที่ยังหาอาหารกินเองไม่ได้

วันหนึ่ง ในช่วงเวลาที่คุณครูอยู่ที่โรงเรียน  คุณครูสังเกตเห็นว่า เด็ก ๆ ที่กินอาหารกลางวันของโรงเรียนมักเลือกกินแต่อาหารที่ชอบ และเขี่ยอาหารที่ไม่ชอบทิ้งไว้ข้างจาน โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักและผลไม้  คุณครูคิดว่าสิ่งที่พบเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข เพราะการที่เด็ก ๆ ไม่ยอมกินผักและผลไม้ อาจทำให้เด็ก  ๆ มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายและทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น

หลังเลิกเรียนวันนั้น คุณครูจึงเข้าไปนั่งคิดวิธีแก้ปัญหาที่ลานกว้างกลางป่า โดยไม่ลืมนำอาหารติดมือไปด้วย

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ เห็นคุณครูเดินมา พวกมันก็ดีใจ  แต่เมื่อพวกมันได้ยินคุณครูหนุ่มรำพึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ลูกกระต่าย 3 ตัวที่อยู่บริเวณนั้นกับลูกลิง 3 ตัวที่อยู่ไม่ไกลกันก็รีบล้อมวงปรึกษาหารือ แล้วอาสาขอไปช่วยคุณครูจัดการกับปัญหาโดยที่คุณครูไม่ทันร้องขอ

คุณครูเห็นความตั้งใจจริงของลูกสัตว์ทั้ง 6 ตัว  คุณครูจึงยินยอมให้ลูกสัตว์ทั้ง 6 ช่วย

วันรุ่งขึ้น  คุณครูจัดโต๊ะ 3 ตัวไว้เป็นที่ตักอาหารให้เด็ก ๆ ตามแผนที่ลูกสัตว์ทั้ง 6 ได้วางเอาไว้  โต๊ะตัวแรกเป็นโต๊ะที่คุณครูใช้ตักข้าวและกับข้าวเหมือนเช่นทุกวัน  ส่วนโต๊ะตัวที่สอง คุณครูยกให้ลูกกระต่ายใช้เป็นที่ตักอาหารจำพวกผักโดยแยกใส่จานอีกจานหนึ่ง และโต๊ะตัวที่สามเป็นโต๊ะสำหรับลูกลิงที่เอาไว้ใช้แจกผลไม้เป็นของหวานปิดท้ายให้เด็ก ๆ

เมื่อเด็ก ๆ มาถึงโรงอาหาร เด็ก ๆ ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นกระต่าย 3 ตัวช่วยกันจัดอาหารจานผักไว้รอพวกเขาอย่างขมีขมัน   ในขณะเดียวกัน พวกลูกลิงก็ทำท่าตลก ๆ พร้อมกับร้องเชิญชวนให้เด็ก ๆ ไปรับผลไม้ทั้งกล้วยและส้มที่พวกมันจัดเตรียมไว้ให้  

เด็ก ๆ ทุกคนชอบอาหารกลางวันฝีมือของคุณครูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนผลไม้ก็เป็นอาหารที่เด็กส่วนใหญ่กินได้ และยิ่งมีลูกลิงคอยส่งเสียงเชิญชวนให้เด็ก ๆ กินผลไม้ให้หมด  ท่าทางตลก ๆ ของลูกลิงก็ทำให้เด็ก ๆ สนุกและกินผลไม้จนหมดไม่มีเหลือเลยแม้สักผลเดียว 

แต่อนิจจา แม้เด็ก ๆ จะตื่นเต้นที่ได้เห็นลูกกระต่าย  แต่การกินผักเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก ๆ  เด็กหลายคนจึงตั้งท่าจะลุกไปเล่นโดยไม่แตะต้องอาหารจานผักเลยสักนิด

ทันใดนั้นเอง  เด็กที่ทำท่าจะลุกไปเล่นก็เงยหน้าไปเห็นลูกกระต่ายทั้ง 3 ตัวทำหน้าหงอย ๆ จ๋อย ๆ เด็ก ๆ สงสารลูกกระต่ายมากพอ ๆ กับรู้สึกผิดหากไม่ลองชิมอาหารจานผักที่ลูกกระต่ายตั้งใจทำไว้ให้  ด้วยเหตุนี้ เด็กที่คิดจะไปเล่นจึงตัดสินใจนั่งลงและลองชิมอาหารจานผักให้ลูกกระต่ายดู

ทันทีที่เด็ก  ๆ ชิมอาหารจานผัก พวกเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นกับข้าวที่อร่อยอย่างบอกไม่ถูก  ทั้งนี้เพราะลูกกระต่ายพากันไปเลือกผักที่อ่อนที่สุด, สดที่สุด, กรอบที่สุดและอร่อยที่สุดมาใช้ในการปรุงอาหาร  นอกจากนี้ พวกมันยังทำอาหารจากใจ  ดังนั้น  อาหารจานผักที่เด็ก ๆ ได้ชิมจึงอร่อยมากกว่าปกติถึง 100 เท่า และทำให้เด็ก ๆ กินผักจนหมดจานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อลูกกระต่ายทั้ง 3 เห็นเด็ก ๆ กินอาหารจนหมดจาน พวกมันก็ร้องไชโยด้วยความยินดี เสียงดีใจของลูกกระต่ายทำให้เด็ก ๆ พลอยยิ้มตามไปด้วย   เมื่อคุณครูหนุ่มเห็นเช่นนั้น  คุณครูจึงรู้ในทันทีว่า นี่คือวิธีที่ถูกต้องที่สุดที่จะทำให้เด็ก ๆ กินผักและผลไม้ ด้วยเหตุนี้ คุณครูจึงถามเด็ก ๆ ว่า “ถ้าครูให้ลูกกระต่ายกับลูกลิงทำอาหารจานผักและเก็บผลไม้อร่อย ๆ มาฝากพวกเราทุกวัน พวกเราคิดว่าดีไหม”

เด็ก  ๆ ต่างส่งเสียงตอบรับและปรบมือดังกึกก้อง 

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา คุณครูจึงให้ลูกกระต่ายและลูกลิงเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการตักอาหารทุก ๆ  วัน  ซึ่งมันทำให้เด็ก ๆ ยอมกินอาหารประเภทผักและผลไม้จนหมดไม่มีเหลือ 

คุณครูดีใจที่ปัญหาเรื่องการกินอาหารของเด็ก ๆ หมดไป  ส่วนลูกสัตว์ทั้ง 6 ตัวก็ดีใจที่พวกมันช่วยเหลือคุณครูผู้ใจดีได้สำเร็จ  

#นิทานนำบุญ

…………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ดอกไม้ของใคร

นิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ เรื่องนี้ เป็นนิทานก่อนนอนที่สั้น กระชับ แต่มีข้อคิดสอนใจ แถมยังมีปริศนาให้คาดเดานิดหน่อยในตอนกลางเรื่อง หวังว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง ดอกไม้ของใคร

กาลครั้งหนึ่ง มีต้นไม้ต้นหนึ่งขึ้นอยู่บนก้อนเมฆ  ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ไม่สูงนัก แต่มันมีดอกขนาดใหญ่ยักษ์….ใหญ่กว่ารถยนต์เสียด้วยซ้ำ

เช้าวันหนึ่ง เป็นวันที่สายลมพัดแรงไปหน่อย  ดอกไม้ดอกยักษ์จึงปลิดปลิวจากต้น แล้วค่อย ๆ ร่วงลงมาที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเจ้ากระรอกอย่างช้า ๆ

วันนั้น เจ้ากระรอกตื่นสาย  เจ้ากระต่ายที่เดินออกกำลังกายจึงเห็นดอกไม้ยักษ์ก่อนใครเพื่อน  เจ้ากระต่ายตื่นเต้นที่เห็นดอกไม้ขนาดยักษ์ ซึ่งมีสีสวยสด แถมยังมีกลิ่นหอมอย่างที่มันไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้ที่ไหนมาก่อน   มันจึงตั้งใจจะเข้าไปแบกดอกไม้ยักษ์กลับบ้าน

ในขณะนั้นเอง  เจ้ากระรอกตื่นขึ้นมาเห็นเข้าพอดี  เจ้ากระรอกจึงรีบวิ่งออกจากบ้าน  แล้วบอกกับเจ้ากระต่ายว่า  “เธอเอาดอกไม้ยักษ์ไปไม่ได้นะ  ดอกไม้ยักษ์ตกในบ้านของฉัน  มันก็ต้องเป็นดอกไม้ของฉัน”

เมื่อเจ้ากระต่ายได้ฟัง มันก็รีบค้านว่า  “ถึงมันจะตกในเขตบ้านของเธอ แต่ฉันเห็นดอกไม้ดอกนี้เป็นคนแรก  เพราะฉะนั้น มันก็ต้องเป็นดอกไม้ของฉันถึงจะถูก”

กระต่ายกับกระรอกทะเลาะกันวุ่นวาย  แต่หลังจากที่ทั้งคู่เถียงกันได้สักพัก  นางฟ้าจากก้อนเมฆก็เหาะลงมา  แล้วบอกกับกระรอกและกระต่ายว่า “ขอโทษนะ  ฉันได้ยินเสียงพวกเธอทะเลาะกันอยู่นานแล้ว    ดอกไม้ดอกนี้เป็นดอกไม้จากต้นไม้บนก้อนเมฆ  ดังนั้น  ฉันจึงรู้ดีว่าดอกไม้ดอกนี้ควรเป็นดอกไม้ของใคร

เมื่อกระต่ายกับกระรอกได้ฟัง  ทั้งคู่ก็พอเดาได้ว่านางฟ้าคงอ้างว่าเธอเป็นเจ้าของตัวจริงของดอกไม้ดอกนี้แน่ ๆ  กระต่ายกับกระรอกที่ทะเลาะกันจนคอแห้งได้แต่ก้มหน้ามองพื้นด้วยความเสียดาย  พลางคิดว่าถ้าพวกมันไม่ทะเลาะกัน  บางที พวกมันอาจจะได้ชื่นชมดอกไม้ยักษ์นานกว่านี้อีกนิด

แต่แล้ว  นางฟ้าก็ทำให้กระรอกและกระต่าย รวมทั้งสัตว์อื่น ๆ ที่มายืนมุงดูต้องแปลกใจ  เมื่อ นางฟ้าบอกกับพวกมันว่า “ดอกไม้ดอกนี้ไม่ใช่ของเธอนะกระรอก  แล้วก็ไม่ของเธอด้วยนะกระต่าย มันคงไม่มีค่าสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นดอกไม้ของใครแค่คนเดียว  แต่มันจะมีค่ามากขึ้นมาก เมื่อมันได้เป็นดอกไม้ของพวกเราทุกคน”

เมื่อนางฟ้าพูดจบ  นางฟ้าก็ยิ้มแล้วให้สัตว์ทุกตัวแบ่งกลีบดอกไม้กันคนละกลีบ  แล้วชวนให้นำกลีบดอกไม้ยักษ์ไปใช้แทนเรือเพื่อให้สัตว์ต่าง ๆ ได้นอนในเรือกลีบดอกไม้ เพื่อมองดูเมฆบนท้องฟ้าในวันที่อากาศแสนสดใส

กระรอกและกระต่ายซึ่งงุนงงกับคำพูดที่เกินความคาดหมายของนางฟ้า ต่างยอมทำตามคำแนะนำของนางฟ้าแต่โดยดี  ซึ่งหลังจากที่ทั้งคู่ได้ล่องเรือกลีบดอกไม้ในทะเลสาบสักพัก  พวกมันก็ค่อย ๆ เข้าใจความหมายและคุณค่าของคำว่า “ดอกไม้ของพวกเรา” มากขึ้น  ๆ

เพียงแค่ไม่เห็นแก่ตัวและรู้จักแบ่งปัน  ของสิ่งหนึ่งก็มีค่ามากขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ 

เจ้ากระรอกกับเจ้ากระต่ายต่างอมยิ้มมองท้องฟ้า จากนั้น  พวกมันก็คิดในใจเหมือน ๆ กันว่า “การแบ่งปันนี่…ดีจังนะ” 

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ฝ้ายกับคราม

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำผ้าย้อมคราม อ่านแล้วก็ทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวบ้านรวมทั้งนับถือผู้คนที่สืบสานภูมิปัญญานี้ จนสามารถสร้างแบรนด์สินค้าที่ขายไปได้ไกลถึงต่างประเทศ ในเวลาต่อมา ผมนึกสนุกจึงอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับผ้าย้อมคราม แล้วก็นึกถึงการทอผ้าเป็นลวดลายอย่างโบราณ ตอนนั้น ผมยังไม่เคยเห็นใครทอลายผ้าแบบในนิทานเรื่องนี้ ผมจึงแต่งนิทานแปลก ๆ เรื่องนี้ออกมา (แต่ตอนนี้คงไม่แปลกแล้ว) ความยากในการโพสต์นิทานเรื่องนี้ คือการหาภาพมาประกอบนิทาน เพราะในจินตนาการของผม ภาพของลวดลายบนผ้าเป็นแบบหนึ่ง (แบบโบราณ) แต่ผมหาภาพไม่ได้สักที สุดท้าย จึงต้องลองทำภาพประกอบเองเท่าที่เป็นไปได้ (แม้จะไม่ตรงกับจินตนาการสักเท่าไหร่) อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชอบ และเป็นนิทานที่ทำให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในครอบครัวที่ทอผ้า เกิดความภูมิใจและได้แรงบันดาลใจในการทอผ้าของตัวเองต่อไปนะครับ

นิทานเรื่อง ฝ้ายกับคราม

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีคุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลักเล็ก  ๆ กับหลานชายหญิงสองคนที่กำพร้าพ่อแม่  แม้คุณยายจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่เพราะความรักที่มีต่อหลาน คุณยายจึงอดทนทำไร่ทำนาและใช้เวลาว่างทอผ้าขาย เพื่อหาเงินดูแลชีวิตน้อย ๆ ทั้งสองให้อยู่ดีมีสุขเท่าที่กำลังของคุณยายจะมี

หลานสาวคนโตของคุณยายมีชื่อว่า “ฝ้าย”   ส่วนหลานชายมีชื่อว่า “คราม”  คุณยายตั้งชื่อหลานตามชื่อผ้าฝ้ายย้อมครามซึ่งเป็นงานที่คุณยายรักและได้เรียนรู้สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น  นับตั้งแต่สองพี่น้องรู้ความ ทั้งคู่ก็สัมผัสได้ถึงความรักที่คุณยายมีให้  เด็กทั้งสองจึงตั้งใจช่วยงานคุณยายทุกอย่าง โดยฝ้ายขอเรียนวิธีทอผ้าจากคุณยายตั้งแต่เธออายุได้เพียง 8 ขวบ  ส่วนครามรับอาสาดูแลหม้อครามที่คุณยายใช้หมักใบครามเพื่อทำสีย้อมผ้า ซึ่งถือว่าเป็นงานยากแต่สำคัญ โดยเด็กน้อยตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ในขณะที่ฝ้ายตั้งใจเรียนรู้วิธีการทอผ้า  ครามก็ศึกษาวิธีดูแลหม้อครามด้วยความเอาใจใส่ ทุกวัน ฝ้ายมักเห็นน้องชายพูดคุยกับหม้อครามแล้วหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีจนฝ้ายอดแปลกใจไม่ได้  แต่การมีความสุขในสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีแล้ว  ฝ้ายจึงไม่ได้เข้าไปสอบถามอะไร  ซึ่งหลังจากที่เด็กทั้งสองทำหน้าที่ของตัวเองด้วยหัวใจ สามปีต่อมา ฝ้ายก็ทอผ้าได้เก่งขึ้น ส่วนครามก็ดูแลหม้อครามได้ดีจนน้ำครามในหม้อให้สีที่สวยจนคุณยายเอ่ยปากชม

แม้คุณยายกับหลาน ๆ จะทุ่มเททอผ้าย้อมครามอย่างเต็มกำลัง แต่เนื่องจากงานทอผ้าเป็นงานฝีมือที่มีคนเก่ง ๆ ทอขายอยู่ไม่น้อย ผู้ซื้อจึงมักซื้อผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าที่มีผลงานดีและมีชื่อเสียง ผ้าทอย้อมครามของคุณยายกับหลาน ๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก จึงขายได้ยาก  ทั้ง ๆ ที่เป็นผลงานที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน

คุณยายพยายามหาช่องทางในการขายด้วยการพาหลาน ๆ ไปจัดร้านขายผ้าร่วมกับหน่วยงานของราชการ  แต่เนื่องจากลายผ้าของคุณยายเป็นลายแบบโบราณที่แทบไม่แตกต่างจากผ้าทอของร้านอื่น ๆ  คนที่มาเที่ยวงานจึงมักเดินผ่านไปโดยไม่มีใครซื้อผ้าของคุณยายเลย

ฝ้ายกับครามเห็นคุณยายมีสีหน้าเศร้า ๆ จึงนึกห่วงและคิดว่าพวกเขาควรทำอะไรสักอย่าง ฝ้ายกับครามสังเกตว่า นอกจากลวดลายแบบโบราณแล้ว ผ้าของบางร้านมีการออกแบบลายที่ดูแปลกตา, บางร้านมีวิธีการย้อมผ้าที่ให้สีไม่เหมือนร้านอื่น และบางร้านมีการแปรรูปผ้าฝ้ายย้อมครามให้กลายเป็นสินค้าที่หลากหลาย เช่น เสื้อผ้า, กระเป๋าหรือสมุดบันทึก  ฝ้ายกับครามรู้สึกเหมือน ๆ กันว่า เมื่อผ้าหรือสินค้าของร้านใดมีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ลูกค้าก็จะจดจำร้านนั้นได้ง่ายกว่า และดูเหมือนว่าร้านเหล่านั้นจะมีลูกค้าเข้าไปซื้อของแทบจะไม่ขาดสาย

การสังเกตของเด็กทั้งสองทำให้ทั้งคู่ตั้งใจที่จะปรับปรุงผ้าทอย้อมครามของคุณยายให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น  ฝ้ายกับครามนั่งพิจารณาผ้าทอของคุณยาย แล้วทั้งคู่ก็ลงความเห็นเหมือน ๆ กันว่า ฝีมือการทอและสีสันของผ้าที่คุณยายทำงดงามไม่แพ้ใครอยู่แล้ว หากมีการทำลวดลายใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร  ผู้คนก็น่าจะหันมาสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่  ฝ้ายกับครามจึงตกลงกันว่าจะทำผ้าผืนตัวอย่างให้คุณยายช่วยแนะนำ โดยฝ้ายให้ครามเป็นคนคิดลาย ส่วนฝ้ายจะเป็นคนมัดลายและทอผ้า

หลังจากครามได้รับมอบหมายหน้าที่ เขาก็เฝ้าครุ่นคิดถึงลวดลายที่เหมาะสม ครามคิดไปคิดมาอยู่หลายวัน  จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ในขณะที่เขาดูแลหม้อครามและคุยเรื่องที่คาใจให้หม้อครามฟัง  จู่ ๆ เด็กน้อยก็มองเห็นฟองในหม้อครามหม้อหนึ่งดูคล้ายกับภาพของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ทำให้เขาอ้าปากค้างด้วยความดีใจ 

ครามรีบวิ่งไปหาพี่สาว แล้วบอกพี่สาวว่า “พี่ฝ้าย เรามาทำผ้าทอเป็นลายไดโนเสาร์กันดีไหม ลายไดโนเสาร์อาจดูเป็นลายใหม่ แต่ไดโนเสาร์เป็นสัตว์ยุคเก่า เพราะฉะนั้นก็น่าจะเข้ากับผ้าที่เป็นภูมิปัญญาโบราณได้เป็นอย่างดี แถมบ้านเรายังอยู่ในถิ่นที่เคยมีไดโนเสาร์มาก่อน ลายไดโนเสาร์จึงน่าจะเป็นลายเอกลักษณ์ที่เหมาะกับเรามากที่สุด”    

ทันทีที่ได้ฟัง  ฝ้ายก็พลอยตื่นเต้นและเห็นด้วยกับน้อง  เด็กหญิงผู้พี่จึงรีบวาดลายไดโนเสาร์แล้วมัดลายทอผ้าด้วยทักษะที่ได้ฝึกฝน ซึ่งหลังจากนั้นราว 1 เดือน ผ้าย้อมครามลายไดโนเสาร์ผืนแรกก็เสร็จสมบูรณ์ และสองพี่น้องก็นำผ้าทอลายไดโนเสาร์ไปขอความเห็นจากคุณยายที่พวกเขารัก

เมื่อคุณยายทราบความตั้งใจดีของหลานและได้เห็นผ้าลายไดโนเสาร์ที่ดูประณีตและไม่ซ้ำใคร  คุณยายก็ยิ้มน้อย ๆ  พร้อมกับพยักหน้าอนุญาตให้หลานใช้ลายไดโนเสาร์เป็นลายเอกลักษณ์ในการทอผ้าได้ แต่คุณยายขอให้หลาน ๆ ทอผ้าลายโบราณไปด้วย เพื่อเป็นการอนุรักษ์งานแบบดั้งเดิมเอาไว้

หลังจากที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันและเริ่มโครงการทอผ้าลายเอกลักษณ์ได้สักพัก  ผ้าทอย้อมครามลายไดโนเสาร์ก็กลายเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วทุกสารทิศ ไม่นานนัก คุณยายกับหลาน ๆ ก็มีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้น  และแล้ว…เรื่องราวก็จบลงอย่างมีความสุขพร้อม ๆ กับการเริ่มต้นของตำนานผ้าทอย้อมครามลายไดโนเสาร์ ที่เกิดจากสองพี่น้องผู้เป็นที่รักของคุณยายสุดหัวใจ.

#นิทานนำบุญ

…………………….