Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานพื้นบ้าน, เพลง, เพลงเล่านิทาน

เพลงเล่านิทาน : อึน้อยปราบยักษ์ – นิทานพื้นบ้านไทยผ่านบทเพลง 3 สไตล์

นิทานพื้นบ้านไทยเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์” เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่สะท้อนภูมิปัญญาและจินตนาการของคนไทยได้อย่างน่ารักและแปลกตา เรื่องราวของอึก้อนน้อย ๆ ที่ใช้ไหวพริบและความกล้าหาญในการเอาชนะยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่ด้วยพละกำลัง แต่ด้วยความสามัคคี เป็นนิทานที่มีทั้งความสนุก ความตื่นเต้น และแฝงข้อคิดอย่างแยบคาย

นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในแนว “นิทานสอนใจ” ที่ผสมผสานความแฟนตาซีเข้ากับบทเรียนชีวิตอย่างลงตัว เด็ก ๆ ฟังแล้วสนุก ผู้ใหญ่ฟังแล้วยิ้ม และเมื่อถูกนำมาเล่าใหม่ผ่านบทเพลง ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้เรื่องราวมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

ความทรงจำวัยเด็กที่กลับมาอีกครั้ง

ตอนเด็ก ๆ ผมชอบดูรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กมาก โดยเฉพาะรายการที่มีเพลงประกอบน่ารัก ๆ เพลงเหล่านั้นมักจะติดหูจนผมร้องตามได้ทุกคำ เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่อบอวลอยู่ในความทรงจำเสมอมา

เมื่อมีโอกาสได้ทำเพลงเล่านิทานสำหรับเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์” ความรู้สึกแบบนั้นก็กลับมาอีกครั้ง ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปนั่งหน้าทีวี ร้องเพลงไปพร้อมกับตัวละครในจอ ความสุขนั้นไม่เคยจางหาย และครั้งนี้ ผมได้เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง

เบื้องหลังการสร้างเพลงเล่านิทาน

ผมทำเพลงสำหรับนิทานเรื่องนี้ไว้มากกว่า 10 เวอร์ชั่น ทดลองทั้งแนวเสียงร้อง จังหวะ และอารมณ์ของเพลง เพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องและผู้ฟังหลากหลายกลุ่ม ส่วนตัวคิดว่า ถ้าทำต่อไปเรื่อย ๆ เพลงก็คงจะสมบูรณ์ขึ้นอีก แต่เมื่อได้ฟังเวอร์ชั่นที่ทำไว้แล้ว ก็ต้องยอมรับว่า หลายเวอร์ชั่นดีพอที่จะเผยแพร่ได้ทันที

บางเวอร์ชั่นมีเสน่ห์เฉพาะตัวจนเลือกไม่ลงว่าจะตัดออกเวอร์ชั่นไหน สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ทำเพิ่มอีก แต่เลือกเวอร์ชั่นที่ชอบที่สุดมาให้ฟังกัน 3 แบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เพลง 3 สไตล์ที่คุณต้องลองฟัง

เวอร์ชั่นกล่อมนอนเสียงร้องน่ารัก เพลงนี้เหมาะกับเด็ก ๆ ที่ไม่อยากฟังอะไรโลดโผนจนเกินไป เสียงร้องน่ารักและดนตรีกุ๊งกิ๊ง เหมือนนิทานก่อนนอนที่เล่าเบา ๆ ให้หลับฝันดี

เวอร์ชั่นนักร้องชาย 2 แบบต่อกัน ผมนำสองเวอร์ชั่นที่ใช้เสียงนักร้องชายสองเพลงมาต่อกัน ผู้ฟังจะเห็นได้ถึงความแตกต่างในอารมณ์และการนำเสนอ แม้จะเป็นเพลงเดียวกัน แต่เสน่ห์ของแต่ละเพลงก็ทำให้รู้สึกไม่เหมือนกันเลย

เวอร์ชั่นแนวละครเวที เวอร์ชั่นนี้มีความเป็น “ละครเวที” นิด ๆ แต่ยังคงความเป็นเพลงสำหรับเด็กอยู่ครบถ้วน มีการเล่าเรื่องผ่านเสียงร้องและดนตรีที่ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ เพลงนี้ควรฟังให้จบ เพราะเด็ดจริง ๆ จนถึงหยดสุดท้าย

ใครที่เคยอ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว แต่จำเนื้อเรื่องไม่ได้ ผมขอลงเรื่องย่อให้อ่านกัน ดังนี้

นิทานก่อนนอนเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์” (เวอร์ชั่นย่อ)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์เกเรตัวใหญ่ที่ชอบรังแกผู้คนและสัตว์ต่าง ๆ จนทุกชีวิตในหมู่บ้านต่างหวาดกลัว วันหนึ่งเจ้ายักษ์ประกาศว่าจะจับเด็ก ๆ ไปเป็นคนรับใช้ ทำให้คุณยายใจดีในหมู่บ้านเป็นห่วงหลานมาก จึงสวดมนต์ขอพรให้พระคุ้มครอง แม้จะไม่รู้บทสวดจริง ๆ แต่คุณยายก็ท่องตามนิทานที่เคยฟังด้วยใจหวังดี

ขณะนั้นเอง อึน้อยกองหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ได้เห็นความกังวลของคุณยาย จึงตัดสินใจออกเดินทางไปปราบยักษ์ แม้อึจะไม่มีชีวิต แต่ก็มีความกล้าและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้หลากหลาย ระหว่างทาง อึน้อยได้พบกับปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสก ซึ่งต่างก็เคยถูกยักษ์รังแกมาก่อน จึงขอร่วมภารกิจปราบยักษ์ด้วย

เมื่อถึงบ้านของเจ้ายักษ์ ทั้งห้าตัวช่วยวางแผนกันอย่างรอบคอบ พอตกกลางคืน แผนการก็เริ่มขึ้น:

  • ตะขาบกัดหน้ายักษ์
  • แมงป่องต่อยมือ
  • อึน้อยทำให้ยักษ์ลื่นล้ม
  • ปลาดุกกัดมือในโอ่งน้ำ
  • นกแสกจิกยักษ์ในความมืด

เจ้ายักษ์ตกใจและเจ็บปวดจนร้องขอชีวิต พร้อมสำนึกผิดและสัญญาว่าจะไม่รังแกใครอีก ทุกตัวช่วยจึงยอมให้อภัย และจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้ายักษ์ก็กลายเป็นยักษ์ที่สงบเสงี่ยม ไม่เบียดเบียนใครอีกเลย

ถ้าใครอยากอ่านนิทานก่อนนอนเรื่อง อึน้อยปราบยักษ์ ในเวอร์ชั่นที่ผมเรียบเรียงแบบเต็มเรื่อง (มีรายละเอียดมากกว่าฉบับย่อ) สามารถอ่านได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างนี้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน