Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ

โทปอร์โกกับเจ้าชายทั้งเก้า (Lutonjica Toporko i devet župančića) : นิทานจากโครเอเชีย

“โทปอร์โกกับเจ้าชายทั้งเก้า” เป็นนิทานจากโครเอเชีย ที่ไม่เพียงเล่าเรื่องการถือกำเนิดของเจ้าชาย แต่ยังพาผู้อ่านดำดิ่งสู่ความหมายของการเติบโต การฟัง และการกลับคืนสู่รากเหง้าแห่งชีวิต นิทานเรื่องนี้มีโครงสร้างที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยสัญลักษณ์ทางธรรมชาติและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง ซึ่งหาได้ยากในนิทานร่วมสมัย

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่องนี้โดดเด่นจากงานอื่นของผู้แต่ง Ivana Brlić-Mažuranić  คือการเลือกใช้ “ความเงียบ” เป็นเครื่องมือหลักในการเล่าเรื่อง แทนที่จะใช้บทสนทนาและเหตุการณ์ที่เร้าใจ ผู้เขียนกลับใช้ความนิ่งของป่า ความเงียบของต้นไม้ และเสียงที่ไม่มีถ้อยคำเป็นตัวนำทางให้ผู้อ่านเข้าใจตัวละครและโลกภายในของพวกเขา การดำเนินเรื่องจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหว แต่เป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้แต่งที่เชื่อในพลังของความสงบและการฟื้นคืนผ่านความทรงจำ

การเรียบเรียงนิทานเรื่องนี้ให้เข้าถึงผู้อ่านไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความต่างทางวัฒนธรรม ยุคสมัย และการใช้สัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคย การแปลและเรียบเรียงจึงต้องอาศัยความตั้งใจอย่างสูงในการรักษาอารมณ์และจิตวิญญาณของต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด โดยไม่ลดทอนความลึกของเรื่องราว แม้จะเข้าใจยากในบางช่วง แต่หากผู้อ่านเปิดใจฟังเสียงของต้นไม้ในเรื่องนี้ ก็อาจได้ใกล้ชิดกับหัวใจของผู้แต่งมากกว่าการอ่านงานอื่นใดของเขา สำหรับผู้ที่สนใจต้นฉบับดั้งเดิม สามารถค้นหาได้ภายใต้ชื่อ “Lutonjica Toporko i devet župančića” ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของวรรณกรรมพื้นบ้านโครเอเชีย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชากับพระราชินีผู้ครองแคว้นอันสงบสุข ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระทัยเมตตาและเปี่ยมด้วยปัญญา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พระทัยของทั้งสองยังไม่สมบูรณ์ คือการไม่มีบุตรไว้สืบสกุล แม้จะทรงอธิษฐานและเฝ้ารอด้วยความหวังมานานหลายปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพระเจ้าจะประทานลูกให้

วันหนึ่ง พระราชาเสด็จออกล่าสัตว์ในป่าใหญ่ และเมื่อทรงหลงทางอยู่กลางพงไพร ท่ามกลางความเงียบงันของธรรมชาติ พระองค์ก็ได้พบชายชราผู้หนึ่งนามว่า เนอูมีโก (Neumijko) ผู้มีดวงตาลึกซึ้งและท่าทีสงบเยือกเย็น ชายชราผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นผู้รู้แห่งป่า ผู้ที่เข้าใจเสียงของต้นไม้และลมหายใจของแผ่นดิน

เนอูมีโกรับฟังความทุกข์ของพระราชาอย่างเงียบงัน ก่อนจะกล่าวว่า “หากพระองค์ปรารถนาจะมีบุตร ก็จงกลับไปยังพระราชวัง แล้วให้พระราชินีปลูกต้นไม้เก้าต้นไว้ในสวนหลวง ดูแลมันด้วยความรักและความอดทน ไม่เร่งรัด ไม่ถอนรากถอนโคน หากต้นไม้เติบโตดี วันหนึ่งพระองค์จะได้สิ่งที่ปรารถนา”

พระราชาทรงประหลาดใจ แต่ก็รับคำด้วยความหวัง เมื่อเสด็จกลับถึงวัง พระองค์จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชินีฟัง และทั้งสองก็ลงมือปลูกต้นไม้เก้าต้นในสวนหลวงด้วยพระหัตถ์ของตนเอง

วันเวลาผ่านไป ต้นไม้ทั้งเก้าก็เติบโตขึ้นอย่างงดงาม ลำต้นตั้งตรง ใบเขียวชอุ่ม และแผ่กิ่งก้านราวกับจะโอบอุ้มท้องฟ้าไว้ พระราชาและพระราชินีดูแลต้นไม้เหล่านั้นด้วยความรักราวกับเป็นลูกของตนเอง และในคืนหนึ่งที่พระจันทร์เต็มดวง แสงเงินสาดส่องลงมายังสวนหลวง ต้นไม้ทั้งเก้าก็สั่นไหวเบา ๆ และจากรากไม้ก็มีเสียงหัวเราะของเด็กชายดังขึ้น

รุ่งเช้า พระราชินีพบเด็กชายเก้าคน นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้แต่ละต้น เด็ก ๆ เหล่านั้นมีใบหน้าอ่อนโยน ดวงตาเปล่งประกาย และเมื่อพระราชินีอุ้มพวกเขาขึ้นมา ก็รู้ทันทีว่านี่คือคำตอบจากฟ้า

หลายปีผ่านไป เด็กชายทั้งเก้าคนเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีคุณธรรม พวกเขาไม่เพียงเป็นเจ้าชาย แต่เป็นบุตรแห่งต้นไม้ที่พระราชินีปลูกด้วยความรัก ความอดทน และความศรัทธาในธรรมชาติ พี่ชายทั้งเก้าต่างมีนิสัยแตกต่างกันไป บางคนเงียบขรึม บางคนร่าเริง บางคนชอบเรียนรู้ บางคนชอบออกเดินทาง แต่ทุกคนล้วนมีหัวใจที่อ่อนโยนและเคารพในผู้ให้กำเนิด

พระราชาและพระราชินีทรงปลื้มปีติในลูกชายทั้งเก้า แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังรู้สึกว่า “ยังมีบางสิ่งที่ยังไม่ครบ” ราวกับเสียงของต้นไม้ยังไม่เงียบลงเสียทีเดียว และแล้ว ในคืนหนึ่งที่สายลมพัดผ่านสวนหลวงอย่างแผ่วเบา พระราชินีทรงฝันเห็นขวานเล็ก ๆ วางอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ขวานนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อฟันต้นไม้ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแยกตัว การตัดใจ และการเลือกด้วยตนเอง

รุ่งเช้า พระราชินีเล่าความฝันให้พระราชาฟัง และในวันนั้นเอง เด็กชายคนที่สิบก็ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่การถือกำเนิดจากต้นไม้ แต่จากความตั้งใจของพระราชินีที่จะ “ให้กำเนิดด้วยหัวใจของตนเอง” เด็กชายผู้นั้นมีนามว่า โทปอร์โก (Toporko) ซึ่งหมายถึง “ขวานเล็ก” ในภาษาของชาวแคว้น

โทปอร์โกเติบโตขึ้นมาอย่างแตกต่างจากพี่ชายทั้งเก้า เขาไม่ได้มีต้นไม้เป็นที่มา แต่มีความตั้งใจของแม่เป็นรากฐาน เขาเป็นเด็กที่เงียบขรึม ชอบฟังเสียงลม และมักตั้งคำถามกับสิ่งที่คนอื่นมองข้าม เขาไม่ได้แข็งแรงที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเทียบได้ นั่นคือ…ความสามารถในการฟังสิ่งที่ไม่มีเสียง และเข้าใจสิ่งที่ไม่มีคำพูด

เมื่อโทปอร์โกโตขึ้นจนถึงวัยหนุ่ม เขาเริ่มสังเกตว่าพี่ชายทั้งเก้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มห่างเหินจากธรรมชาติ ไม่ออกไปดูแลต้นไม้เหมือนเคย และบางคนเริ่มพูดถึงการออกเดินทางไปยังดินแดนอื่นเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต พระราชาและพระราชินีทรงเป็นห่วง แต่ก็ไม่อาจห้ามปรามได้ เพราะการเติบโตคือการเลือกด้วยตนเอง

และแล้ววันหนึ่ง พี่ชายทั้งเก้าก็ออกเดินทางโดยไม่บอกลา พวกเขาเดินทางไปยังทิศต่าง ๆ และหายไปจากแคว้นอย่างไร้ร่องรอย พระราชินีทรงเฝ้ารอด้วยความหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน ความหวังก็เริ่มกลายเป็นความเงียบ พระราชาเองก็ทรงเศร้า และเริ่มหลีกเลี่ยงสวนหลวงที่เคยเป็นที่รวมของครอบครัว

โทปอร์โกไม่พูดอะไร แต่เขาเริ่มเดินไปยังต้นไม้ทั้งเก้าในทุกเช้า เขาแตะลำต้นเบา ๆ ฟังเสียงใบไม้ และเฝ้ารอคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีเสียง วันหนึ่ง เขากล่าวกับพระราชาว่า “ข้าจะออกเดินทางตามหาพี่ชายทั้งเก้า ไม่ใช่เพื่อพาพวกเขากลับมา แต่เพื่อฟังว่าพวกเขาได้ยินอะไรบ้างระหว่างทาง”

พระราชาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า และมอบขวานเล็กที่พระราชินีเคยฝันถึงให้แก่โทปอร์โก พร้อมคำพูดเพียงประโยคเดียว “จงฟังให้ลึกกว่าที่ข้าเคยฟัง”

……

โทปอร์โก (Toporko) ออกเดินทางในยามเช้าตรู่ โดยมีเพียงขวานเล็กที่พระราชาทรงมอบให้ และเสียงของต้นไม้ในใจเป็นเพื่อนร่วมทาง เขาไม่ได้เร่งรีบ แต่เดินอย่างมั่นคงผ่านทุ่งหญ้า ลำธาร และหมู่บ้านที่เงียบงัน เขาไม่ถามใครถึงทางไปยังพี่ชายทั้งเก้า เพราะเขารู้ดีว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในถ้อยคำของมนุษย์ แต่อยู่ในเสียงที่ไม่มีใครฟัง

หลายวันผ่านไป เขาเข้าสู่ป่าที่ลึกและเงียบที่สุดในแคว้น ป่าแห่งนี้ไม่เหมือนป่าใดที่เขาเคยพบ มันไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงลม มีเพียงความนิ่งที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกใบไม้ ทุกกิ่งไม้ดูเหมือนจะหยุดหายใจ และแสงแดดก็ไม่อาจส่องผ่านลงมาได้เต็มที่ โทปอร์โกรู้ทันทีว่าเขาได้เข้าสู่ “ป่าแห่งการลืม” สถานที่ที่พี่ชายทั้งเก้าหายไป

เขาเดินต่อไปโดยไม่ลังเล และในค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงเบา ๆ ก็แว่วขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้เคียง เป็นเสียงของเด็กชายคนหนึ่งที่พูดกับต้นไม้ว่า “ทำไมข้าจำบ้านไม่ได้เลย” โทปอร์โกลุกขึ้นและเดินไปยังต้นไม้ต้นนั้น เขาพบชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่คนเดียว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า แต่ในดวงตายังมีประกายบางอย่างที่ไม่ดับสูญ

“เจ้าคือหนึ่งในพี่ชายของข้าใช่ไหม” โทปอร์โกถามเบา ๆ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ “ข้าเคยเป็น…แต่ข้าจำไม่ได้แล้วว่าข้าเคยเป็นใคร” โทปอร์โกไม่ตอบ แต่หยิบขวานเล็กขึ้นมา และแตะเบา ๆ ที่ลำต้นของต้นไม้ใกล้ตัวชายหนุ่ม เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของเขา มันเป็นเสียงที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า “เขายังอยู่…เขายังฟังได้”

วันต่อมา โทปอร์โกเดินลึกเข้าไปในป่า และพบพี่ชายอีกคนในลำธารที่นิ่งสนิท อีกคนในถ้ำที่มีแสงจันทร์ลอดผ่าน อีกคนในทุ่งหญ้าที่ไม่มีดอกไม้ และอีกคนในเงาของต้นไม้ที่ไม่เคยสั่นไหว เขาพบพี่ชายทีละคน ไม่ใช่ด้วยการตามหา แต่ด้วยการฟัง เมื่อเขาแตะขวานเล็กลงบนพื้นดินหรือกิ่งไม้ใกล้ตัวพี่ชายแต่ละคน เสียงของความทรงจำก็เริ่มกลับมาอย่างช้า ๆ

พี่ชายทั้งเก้าไม่ได้ถูกคำสาปให้ลืมเพราะความผิด แต่เพราะพวกเขาเลือกที่จะละทิ้งเสียงของต้นไม้ เลือกที่จะเติบโตโดยไม่ฟังสิ่งที่เคยดูแลพวกเขา และเมื่อพวกเขาหลงทางในป่าแห่งการลืม เสียงของธรรมชาติก็เงียบลงจากใจของพวกเขา

โทปอร์โกไม่ได้ตำหนิพี่ชาย แต่เขาเลือกที่จะฟังแทน เขาไม่พยายามปลุกพวกเขาด้วยคำพูด แต่ด้วยการอยู่เคียงข้าง และแตะขวานลงบนสิ่งที่เคยมีชีวิต

……..

การที่โทปอร์โก (Toporko) ได้พบพี่ชายทั้งเก้าคนในป่าแห่งการลืม เขาไม่ได้พยายามพาพวกเขากลับบ้านทันที หากแต่เลือกอยู่เคียงข้างพวกเขาอย่างเงียบ ๆ เขาใช้เวลาหลายวันในแต่ละที่ ฟังเสียงของต้นไม้ที่พี่ชายเคยเติบโตจากมัน และแตะขวานเล็กลงบนรากไม้ที่ยังคงเต้นเบา ๆ ใต้ดิน

พี่ชายแต่ละคนเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพราะถูกปลุกด้วยเวทมนตร์ แต่เพราะความเงียบของโทปอร์โกทำให้พวกเขาเริ่มฟังอีกครั้ง พวกเขาเริ่มจำได้ว่าตนเคยมีบ้าน เคยมีแม่ที่ปลูกต้นไม้ด้วยมือเปล่า เคยมีพ่อที่เฝ้าดูการเติบโตของพวกเขาอย่างเงียบ ๆ และเคยมีน้องชายที่เกิดจากความตั้งใจ ไม่ใช่จากรากไม้

เมื่อความทรงจำกลับคืนมา พี่ชายทั้งเก้าก็รวมตัวกันอีกครั้งใต้ต้นไม้ใหญ่กลางป่า โทปอร์โกยืนอยู่ตรงกลาง และกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มาพาเจ้ากลับบ้าน ข้ามาเพื่อให้เจ้ารู้ว่าเจ้ามีบ้านอยู่ในใจเสมอ” พี่ชายทั้งเก้ามองหน้ากัน และในแววตาของพวกเขามีประกายของต้นไม้ที่เคยเติบโตจากความรัก

ในคืนหนึ่งที่พระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง แสงเงินสาดส่องลงมายังพื้นดินที่พี่น้องทั้งสิบยืนอยู่ เสียงของต้นไม้ดังขึ้นในใจของทุกคน เสียงที่เคยเงียบไปนาน เสียงที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นความรู้สึกว่า “เจ้ากลับมาแล้ว”

พี่ชายทั้งเก้าก้มลงแตะพื้นดิน และโทปอร์โกก็วางขวานเล็กลงบนรากไม้ที่เขาเคยฟัง เสียงของป่าเปลี่ยนไป ลมเริ่มพัด ใบไม้เริ่มสั่น และแสงจันทร์ก็สว่างขึ้นราวกับจะโอบอุ้มทุกชีวิตไว้ในอ้อมแขน

รุ่งเช้าในวันถัดมา พี่น้องทั้งสิบออกเดินทางกลับสู่แคว้นของตน ไม่ใช่ด้วยความเร่งรีบ แต่ด้วยความสงบ พวกเขาเดินผ่านทุ่งหญ้า ลำธาร และหมู่บ้านที่เคยเงียบงัน แต่ครั้งนี้ ทุกสิ่งดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อพวกเขามาถึงวัง พระราชาและพระราชินีออกมาต้อนรับด้วยน้ำตาแห่งความสุข พระราชินีทรงแตะใบหน้าของลูกชายแต่ละคน และกล่าวว่า “เจ้าคือผลของต้นไม้ที่ข้าเคยปลูกด้วยมือเปล่า และเจ้าคือผลของหัวใจที่ข้าเคยตั้งใจให้เกิดขึ้น” โทปอร์โกยิ้มโดยไม่กล่าวอะไร เพราะเขารู้ดีว่า คำพูดไม่อาจแทนเสียงของต้นไม้ได้

จากวันนั้นเป็นต้นมา พี่น้องทั้งสิบไม่ได้เป็นเพียงเจ้าชาย แต่เป็นผู้ดูแลต้นไม้ทั้งเก้าในสวนหลวง พวกเขาไม่เพียงเฝ้าดูการเติบโต แต่ฟังเสียงของใบไม้ ลมหายใจของดิน และความเงียบของรากไม้ที่ยังคงเต้นอยู่ใต้พื้นดิน

และนิทานเรื่องนี้ก็ถูกเล่าขานต่อไปในหมู่บ้านและแคว้นต่าง ๆ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า การเติบโตไม่ใช่การออกเดินทางเพียงอย่างเดียว หากแต่คือการฟังสิ่งที่เคยดูแลเรา และกลับคืนสู่รากที่ไม่เคยหายไป

จบบริบูรณ์.

บทตาม: (จากนิทานนำบุญ)

นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าชายสิบคน แต่คือเรื่องของการฟังสิ่งที่ไม่มีเสียง และการกลับคืนสู่รากเหง้าที่เคยดูแลเราอย่างเงียบ ๆ

โทปอร์โกเป็นเจ้าชายที่เกิดจากความตั้งใจของแม่ ไม่ใช่จากต้นไม้เหมือนพี่ชายทั้งเก้า เขาไม่พูดมาก แต่ฟังเก่ง ฟังเสียงลม เสียงใบไม้ และเสียงในใจของคนที่หลงทาง เขาไม่ได้ออกเดินทางเพื่อพาพี่ชายกลับบ้าน แต่เพื่อฟังว่าแต่ละคนได้ยินอะไรบ้างระหว่างทาง

บางครั้ง เราอาจไม่ต้องพูดเยอะ แค่ฟังด้วยหัวใจ ก็อาจช่วยให้คนที่เรารักรู้สึกดีขึ้นได้ นิทานเรื่องนี้อยากบอกเราว่า…การเติบโตไม่ใช่แค่การออกเดินทาง แต่คือการฟังสิ่งที่เคยดูแลเรา และจำไว้ว่าบ้าน…อาจอยู่ในใจเราตลอดเวลา แม้เราจะลืมไปชั่วคราว.

Posted in นิทานธรรมะ, นิทานสอนใจ, นิทานไทย

ศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง: ตำนานพระธาตุพนม พญานาค และเรื่องเล่าธรรมะจากอุรังคธาตุ

นิทานเรื่อง “ศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง” ที่คุณกำลังจะได้อ่านนี้ เป็นการเรียบเรียงใหม่จาก “อุรังคนิทาน” ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ที่เล่าขานกันในดินแดนลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะบริเวณพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

นิทานเรื่อง “ศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง” ฉบับเรียบเรียงใหม่นี้ มีการแต่งเติมองค์ประกอบบางส่วนจากต้นฉบับ “อุรังคนิทาน” เพื่อให้เนื้อเรื่องเข้าถึงผู้อ่านร่วมสมัยมากขึ้น เช่น การสร้างตัวละคร “แลนคำ” ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานสีทองที่ไม่แลบลิ้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสงบและการเฝ้ารอธรรมะ, การตั้งชื่อพญานาคว่า “สุขหัตถีนาค” เพื่อสื่อถึงพญานาคผู้มีจิตใจมั่นคงดุจช้าง แม้ในต้นฉบับจะไม่ได้ระบุชื่อชัดเจน, และการแต่งเติมตัวละคร “ชมพู” เด็กชายผู้เติบโตเป็นพระยาศรีไชยชมพู เพื่อเป็นตัวแทนของผู้สืบทอดธรรมะจากรุ่นสู่รุ่น หากผู้อ่านต้องการศึกษาเนื้อเรื่องดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมจาก “ตำนานอุรังคธาตุ” ซึ่งเป็นเอกสารโบราณที่บันทึกเรื่องราวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า การประทับรอยพระบาท และการสร้างพระธาตุพนมโดยกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีโคตรบอง

นานมาแล้ว ณ หนองน้ำใหญ่ชื่อ “หนองคันแทเสื้อน้ำ” ที่โอบล้อมด้วยป่าเขียวชอุ่ม มีสัตว์ต่าง ๆ อาศัยอยู่อย่างสงบ ทั้งปลาเล็กปลาน้อยที่ว่ายวนอยู่ในหนองน้ำ นกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเพลงรับแสงอรุณ และสัตว์สารพัดชนิดที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย มี”แลนคำ” ตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ใต้ร่มไม้ แลนคำตัวนี้แปลกกว่าสัตว์อื่นตรงที่ มันไม่เคยแลบลิ้นเลยสักครั้ง ผู้เฒ่าผู้แก่จึงเล่าให้ลูกหลานฟังว่า ตัวแลนทั้งหลายนั้นมักแลบลิ้นเป็นวิสัยธรรมชาติ แต่แลนคำหรือแลนสีทองตัวนี้มันดูสงบสำรวมดุจผู้ภาวนา ผู้เฒ่าคนหนึ่งกล่าวว่า “บางที ในกาลข้างหน้า มันจักเป็นนิมิตหมายแห่งบุญญาธิการ หากเมื่อใดแลนคำนี้แลบลิ้น เมื่อนั้นจักมีเหตุใหญ่หลวงอุบัติขึ้นในโลก”

วันหนึ่งท้องฟ้าสว่างใสเกินปกติ แสงทองทาบผิวน้ำจนระยิบระยับ แลนคำผู้เงียบงันมายาวนาน พลันแลบลิ้นออกมาเป็นครั้งแรก! เหล่าสัตว์ต่างตกตะลึงและบอกกันไปทั่วป่า ผู้เฒ่าผู้แก่จึงพากันพนมมือแล้วกล่าวว่า “นิมิตมาถึงแล้ว พระศาสดาจักเสด็จมาที่หนองนี้แน่แท้”

ไม่นานนัก พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาจริงดังคำทำนาย พระพักตร์ของพระองค์เปี่ยมเมตตาดุจจันทราส่องแสงในยามกลางคืน สัตว์ทั้งหลายต่างหมอบกราบดุจดอกบัวหุบรับแสงอรุณ แลนคำก็น้อมกายลง กราบแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ใต้บาดาล ณ ดินแดนใกล้เคียง มีพญานาคนาม “สุขหัตถีนาค” ผู้เคยบวชเป็นพระภิกษุแต่ยังไม่บรรลุธรรม ได้เฝ้ารอพระพุทธองค์มาอย่างช้านาน เมื่อพญานาคเห็นแสงแห่งศาสดาส่องมาถึงบาดาล หัวใจของพญานาคก็พลันพองโต เพราะเต็มไปด้วยศรัทธา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง สุขหัตถีนาคจึงโผล่ขึ้นจากน้ำ เผยกายอันโอฬาร กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ยังติดอยู่ในบ่วงกิเลส แต่ปรารถนาให้แผ่นดินนี้เป็นที่ตั้งแห่งธรรม ขอพระองค์โปรดประทับรอยพระบาทไว้ เพื่อเป็นนิมิตแก่อนุชนภายหน้า”

พระพุทธองค์ทรงเมตตาจึงประทับรอยพระบาท ณ เวินปลา พร้อมตรัสพยากรณ์ว่า “สถานที่นี้จักกลายเป็นเมืองแห่งธรรม เป็นที่ชุมนุมแห่งศรัทธาในกาลภายหน้า” สุขหัตถีนาคและสัตว์ทั้งหลายพากันโสมนัส น้ำตาแห่งศรัทธาไหลรินดุจสายฝน

…………………

เมื่อกาลเวลาล่วงผ่าน ดินแดนแห่งนั้นและดินแดนใกล้เคียงค่อย ๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพราะผู้คนเคารพในธรรมด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ รอยพระบาทกลายเป็นที่สักการะซึ่งมีคุณค่าสูงสุด

แต่ไม่นานนัก เสียงสวดมนต์กลับค่อย ๆ แผ่วเบาลง ผู้คนหลงลืมคุณธรรม แล้วเพลินเข้าไปมัวเมาในลาภยศ สุขหัตถีนาคที่ยังคงเฝ้าดูแลรอยพระบาทมองภาพที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

หลายร้อยปีหลังพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน รอยพระบาทยังคงอยู่ ณ ที่แห่งเดิม ซึ่งเป็นดินแดนศรีโคตรบอง แต่ผู้คนบางส่วนลืมเลือนความศักดิ์สิทธิ์และหมดสิ้นซึ่งศรัทธา

แต่ในกาลนั้น ณ ริมฝั่งโขง ยังมีหมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่บ้านหนึ่ง ที่ผู้เฒ่ายังคงเล่าเรื่องราวเก่าแก่ให้ลูกหลานฟัง

เด็กชายคนหนึ่งชื่อว่า “ชมพู” มักนั่งอยู่ข้างตักยาย เพื่อขอให้ยายเล่าเรื่องซ้ำ ๆ เกี่ยวกับแลนคำที่แลบลิ้น พระพุทธเจ้าที่ประทับรอยพระบาท และเรื่องพญาสุขหัตถีนาคผู้เฝ้ารอ โดยที่เขาฟังเรื่องเหล่านี้ได้ไม่เคยเบื่อ เด็กน้อยซึมซับเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ในใจ ดวงตาของเขากลมโตและเปล่งประกายด้วยแสงแห่งศรัทธา

เมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่ เขากลายเป็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมเมตตา ยึดถือในความยุติธรรม และไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ชาวเมืองจึงรักและนับถือเขากว่าใคร

ครั้นเมื่อขุนนางผู้ครองเมืองริมโขงสิ้นชีพโดยไร้ทายาท ประชาชนจึงพร้อมใจกันอัญเชิญชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยมีพระนามว่า “พระยาศรีไชยชมพู”

หลังจากครองราชย์แล้ว พระราชาศรีไชยชมพูนึกถึงถ้อยคำจากนิทานที่ยายเคยเล่า พระองค์จึงนำเรื่องที่ได้ฟังมาเป็นประทีปนำทาง

พระราชาศรีไชยชมพูได้ตัดสินใจสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อรวบรวมศรัทธาของผู้คน โดยอาราธนาพระอรหันต์ห้ารูปจากศรีโคตรบอง มาร่วมสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือกระดูกของพระพุทธเจ้า

การสร้างพระธาตุนั้นมิใช่เรื่องที่ง่าย ชาวเมืองต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำงานท่ามกลางสายฝน ลมพายุและความเหน็ดเหนื่อย แม้บ่อยครั้งที่ความพยายามมีทีท่าจะล้มเหลว แต่ดูเหมือนมีสิ่งอัศจรรย์ที่คอยปัดเป่าให้พายุหรืออุปสรรคต่าง ๆ สงบลง ซึ่งช่วยเสริมกำลังใจและทำให้ผู้คนทำงานตามศรัทธาได้โดยไม่ท้อถอย

พระยาศรีไชยชมพูรู้อยู่ในใจว่า เบื้องหลังของปาฏิหาริย์ต่าง ๆ คือ พญาสุขหัตถีนาคที่ยังคอยเกื้อหนุน แม้จะมิได้เผยกายให้ใคร ๆ ได้เห็นก็ตาม

หลังจากที่ชาวเมืองร่วมแรงร่วมศรัทธากันอย่างยาวนาน ในที่สุด พระธาตุพนมที่งดงามก็สร้างเสร็จ ผู้คนจากทั่วทุกทิศต่างพากันมากราบไหว้ ศรัทธาค่อย ๆ ไหลรวมกลับคืนมา โดยเรื่องราวการสร้างพระธาตุพนมได้ถูกจารึกลงในใบลาน และเล่าสืบต่อกันมาเป็น “ตำนานอุรังคธาตุ” ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช และยังคงเล่าขานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ แม้ผู้คนอาจเริ่มลืมเลือนเรื่องราวต่าง ๆ ไป แต่รอยธรรมในใจของผู้คน โดยเฉพาะผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขง ยังคงมีร่องรอยที่ฝังลึกมาจากอดีตชาติ เมื่อถึงวันเวลาที่เหมาะสม เสียงธรรมในใจจะพาทุกคนผู้มีศรัทธากลับเข้าสู่ร่มเงาแห่งธรรม แล้วความร่มเย็นเป็นสุขก็จะกลับคืนสู่ชีวิตอย่างยั่งยืน

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ศรัทธาเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
  • ความดีงามไม่มีวันสูญหาย
  • ผู้นำที่ดีคือผู้มีเมตตาและยึดมั่นในคุณธรรม
ภาพประกอบนิทานศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง แสดงพญานาคสุขหัตถี แลนคำ และพระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาท ณ เวินปลา
ตำนานพระธาตุพนมจากนิทานอุรังคธาตุ
Posted in นิทานตลกก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ยักษ์ตุ้มตุ้ยกับลูกชายพระอาทิตย์ : นิทานชวนยิ้มแนว The Lucky Fool

ในโลกของนิทานพื้นบ้านยุโรป มีตัวละครประเภทหนึ่งที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้ง คือ “คนโง่ผู้โชคดี” หรือที่เรียกกันว่า the lucky fool ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ “Emelya the Fool” จากนิทานรัสเซียที่ Alexander Afanasyev รวบรวมไว้ ซึ่งเล่าเรื่องชายหนุ่มขี้เกียจที่ดูเหมือนไม่มีอะไรดี แต่กลับได้รับพรวิเศษจากปลาวิเศษ และใช้มันอย่างไม่คาดคิดจนกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

นิทานแนวนี้มักสะท้อนความเชื่อว่า ความดี ความจริงใจ หรือแม้แต่ความซื่อ อาจนำพาโชคดีมาให้โดยไม่ต้องใช้ไหวพริบหรือความกล้าหาญแบบฮีโร่ทั่วไป ตัวละคร “คนโง่” จึงไม่ใช่คนโง่จริง ๆ หากแต่เป็นตัวแทนของคนเรียบง่ายที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งโลกมักมองข้าม

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านนิทานยุโรปเก่า ๆ หลายเรื่อง และพบว่านิทานแนวนี้เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมในอดีต ผมจึงนึกสนุกอย่างแต่งนิทานแบบนี้ออกมาบ้าง

นานมาแล้ว ในดินแดนที่แสงอาทิตย์ส่องถึงทุกซอกทุกมุม มียักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่กลางหุบเขา ยักษ์ตนนั้นมีรูปร่างอ้วนกลมตุ้มตุ้ยจนดูเหมือนลูกบอลยักษ์ และมีนิสัยประหลาด คือ เขาหลงใหลในการชิมของอร่อย ๆ เป็นที่สุด

ถ้าใครบอกว่ามีอะไรอร่อย ยักษ์ตุ้มตุ้ยจะดั้นด้นไปชิมให้ได้ ไม่ว่าจะต้องว่ายน้ำ ปีนเขา ลุยป่า หรือแอบยื่นมือเข้าไปในครัวของชาวบ้านกลางดึก แต่ถ้าไม่มีใครแนะนำอะไรใหม่ ๆ เขาก็จะชิมทุกอย่างที่ขวางหน้า ตั้งแต่ขนม ถุงเท้า ผ้าขาวม้า ไปจนถึง…กางเกงลิง!

ชาวบ้านจึงเดือดร้อนกันทั่ว เมื่อพระอาทิตย์ทราบเรื่อง พระอาทิตย์ซึ่งเป็นเทพที่ดูแลผู้คนในดินแดนแห่งนั้นจึงเรียกลูก ๆ ทุกคนมาหารือ

ลูกของพระอาทิตย์แต่ละคนต่างเสนอวิธีจัดการกับเจ้ายักษ์ด้วยวิธีที่รุนแรง บางคนบอกว่าจะใช้เปลวไฟเผาเจ้ายักษ์ บางคนเสนอว่าจะใช้แสงส่องให้แสบตาจนมองอะไรไม่เห็น

พระอาทิตย์ได้ฟังแล้วก็ส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า “เอะอะก็จะใช้แต่ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เขาไม่ใช่ยักษ์ชั่วร้ายสักหน่อย เขาแค่หลงใหลในรสชาติและการกินเท่านั้น”

ในขณะนั้นเอง ลูกชายคนเล็กของพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่มีผิวสีแดงอมส้มคล้ายเปลวเพลิง ได้อาสาไปจัดการกับยักษ์ โดยสัญญาว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด

พระอาทิตย์รู้ดีว่าลูกคนเล็กเป็นคนฉลาดและรักษาคำพูด จึงอนุญาตให้เขาไปจัดการเรื่องนี้

เมื่อลูกชายพระอาทิตย์เหาะไปถึงหุบเขา เขาพบยักษ์ตุ้มตุ้ยกำลังเคี้ยวเปลือกไม้อย่างเอร็ดอร่อย เขาจึงเข้าไปกระซิบว่า “ฮัลโหล ตุ้มตุ้ย ฉันคือลูกชายพระอาทิตย์ ฉันเป็นมิตรนะ ฉันมาเพื่อบอกความลับว่า…มีของอร่อยที่สุดในโลกอยู่อย่างหนึ่ง ที่น้อยคนจะรู้จัก นั่นคือ ‘เงาของยักษ์’ ล่ะ”

ยักษ์ตุ้มตุ้ยเบิกตากว้าง “เงาของยักษ์เหรอ…มันอร่อยยังไง?”

“หวาน หอม ละมุนละไม แถมอิ่มเอมใจ เหมือนดั่งรสชาติแห่งความรัก” ลูกชายพระอาทิตย์บอก

ยักษ์ตุ้มตุ้ยมีทีท่าสนใจจนเนื้อตัวสั่น นับตั้งแต่เกิดมา…ยักษ์ยังไม่เคยรู้เลยว่า รสชาติแห่งความรักนั้นเเป็นอย่างไร ลูกชายพระอาทิตย์จึงอาสาช่วย โดยส่องแสงจากร่างกายให้เกิดเงาของยักษ์บนพื้นหญ้า

เมื่อยักษ์เห็นเงาทอดยาวอยู่บนพื้น มันก็รีบวิ่งไล่เพื่อจะจับเงามากิน ยักษ์วิ่ง…วิ่ง…วิ่ง ไล่เงาอย่างไม่ย่อท้อ จากหนึ่งชั่วโมง เป็นหนึ่งวัน จากหนึ่งวัน เป็นหนึ่งสัปดาห์ จากหนึ่งสัปดาห์ กลายเป็นหนึ่งเดือน

ยักษ์ตุ้มตุ้ยวิ่งไม่หยุด เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนไขมันที่พุง ที่ต้นแขนต้นขา ค่อย ๆ เผาผลาญ พุงค่อย ๆ ยุบ แขนขากระชับ แก้มห้อย ๆ ก็หายไป จนในที่สุด…ยักษ์ตุ้มตุ้ยกลายเป็น “ยักษ์รูปหล่อ” โดยไม่รู้ตัว

ถึงอย่างนั้น ยักษ์ก็ยังคงวิ่ง…วิ่ง…แล้วก็วิ่ง เพราะมันอยากรู้จริง ๆ ว่า “รสชาติของความรัก” เป็นอย่างไรกันแน่ ยักษ์ติดต่อกันยาวนานจนแรงหมด จากนั้น ยักษ์ทรุดตัวลงนอนหอบอยู่ที่สนามหญ้า

ในช่วงเวลานั้นเอง มียักษ์สาวแสนสวยเดินผ่านมา เธอเป็นนางพยาบาล เมื่อเห็นคนที่ไม่สบาย เธอจึงรีบเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลด้วยความเมตตา

ยักษ์หนุ่มมองหน้ายักษ์สาวที่สวยเหมือนนางฟ้า แล้วก็ตกหลุมรักทันที แต่เมื่อเธอจากไป เขาก็ได้แต่มองตามอย่างเศร้า ๆ พลางพูดว่า “ถ้าฉันไม่อ้วนตุ้มตุ้ย ฉันคงจีบเธอแน่ ๆ…”

ลูกชายพระอาทิตย์มองแล้วยิ้มเบา ๆ ก่อนจะส่งกระจกให้ยักษ์ดูหน้าตัวเอง

เมื่อยักษ์ดูกระจก เขาก็ตกใจ เหมือนเห็นดาราอย่างเจมส์จิปรากฏอยู่ตรงหน้า “นั่นใครกัน?” เจ้ายักษ์คิด

และทันใดนั้น…เขาก็รู้ตัวว่า ตอนนี้ได้กลายเป็นยักษ์หุ่นดีไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ!

ยักษ์หนุ่มจึงมีความกล้า และมีกำลังใจที่จะไปจีบยักษ์สาว เขาสัญญากับตัวเองว่าจะกินแต่อาหารดี ๆ และไม่กินอะไรมั่วซั่วอีกต่อไป

หลังจากวันนั้น ไม่มีใครรู้ว่า ยักษ์หนุ่มจะจีบยักษ์สาวได้สำเร็จไหม แต่ที่ทุก ๆ คนรู้ก็คือ ลูกชายพระอาทิตย์ช่วยให้ชาวบ้านกลับมามีชีวิตที่สงบสุขได้อีกครั้ง

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
  • ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ควรยอมรับ
  • ความรักเกิดขึ้นได้เสมอ