นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in นิทานนานาชาติ, นิทานยุโรป, นิทานสอนใจ, Grimm's Fairy Tales

ชาวประมง ภรรยา และปลาวิเศษ : นิทานก่อนนอนจากยุโรปที่ให้ข้อคิดล้ำค่า

นิทานเรื่อง “ชาวประมง ภรรยา และปลาวิเศษ” เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิกจากนิทานกริมส์ (Grimm’s Fairy Tales) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความปรารถนาและผลลัพธ์ที่ตามมาได้อย่างแยบยล จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่การใช้สัญลักษณ์เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ถ่ายทอดผ่านตัวละครอย่าง “ชาวประมง” และ “ปลาวิเศษ” ที่มีบทบาทมากกว่าการสร้างความอัศจรรย์

แม้จะมีที่มาจากยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่เนื้อเรื่องยังคงความร่วมสมัย และสามารถตีความในหลากหลายมุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การตัดสินใจ หรือการสะท้อนความคิดของผู้คนในสังคม นิทานกริมส์ต้นฉบับนั้นเป็นการรวบรวมเรื่องเล่าชาวบ้านโดยสองพี่น้องชาวเยอรมัน คือ ยาค็อบ และวิลเฮล์ม กริมส์ ซึ่งตั้งใจเก็บรวบรวมเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและแฝงข้อคิดเชิงศีลธรรมในแต่ละเรื่อง

การเรียบเรียงในฉบับนี้มีการปรับภาษาให้น่าอ่านสำหรับคนรุ่นใหม่ เสริมจินตนาการด้วยภาพประกอบที่สวยงาม และคงไว้ซึ่งสาระสำคัญของนิทานต้นฉบับ โดยไม่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด จึงเหมาะสำหรับการเล่าให้เด็กฟังก่อนนอน หรือใช้เป็นสื่อสร้างแรงบันดาลใจในชั้นเรียน

ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมชายฝั่งทะเล มีชาวประมงยากจนคนหนึ่ง ชื่อว่า “อันเซิล” อันเซิลใช้ชีวิตอยู่กับ “เกรธ่า” ผู้เป็นภรรยาในกระท่อมไม้เก่า ๆ ที่ผุพังจากลมทะเล อันเซิลเป็นคนที่พอใจในสิ่งที่ตนมี เขายินดีแม้จะต้องกินขนมปังแห้ง ๆ และปลาตัวเล็ก ๆ ที่จับได้ในแต่ละวัน แต่เกรธ่าไม่ได้มีความคิดเหมือนกับสามีเลย

ทุกเช้า เกรธ่ามักนั่งอยู่ที่หน้าต่างเล็ก ๆ ของกระท่อม แล้วมองออกไปยังทะเลอันกว้างใหญ่ พร้อมกับถอนหายใจ “ชีวิตแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไป! ถ้าเรามีบ้านที่สวยงามกว่านี้ ฉันจะไม่บ่นอีกเลย” เกรธ่าพูดซ้ำ ๆ อยู่เช่นนี้ทุกวัน จนกลายเป็นถ้อยคำที่อันเซิลฟังจนชินชา

วันหนึ่ง ในขณะที่อันเซิลออกไปหาปลาเหมือนเช่นเคย ทะเลในยามเช้าดูสงบ สายลมอ่อน ๆ พัดเย็นสบาย อันเซิลรู้สึกว่ามันอาจเป็นวันที่โชคดีอีกวันหนึ่งของเขา

หลังจากอันเซิลเฝ้ารอสัญญาณว่าปลากินเหยื่ออยู่นาน ในที่สุด แหก็เริ่มกระตุก อันเซิลรีบดึงมันขึ้นมา “วันนี้ ข้าต้องได้ปลาตัวใหญ่แน่ ๆ” อันเซิลรำพึงอย่างมีความหวัง แต่เมื่อแหพ้นน้ำ สิ่งที่ติดมากับแหกลับเป็นปลาสีทองตัวหนึ่งที่ดูแปลกตาไม่เหมือนปลาตัวไหน ๆ เพราะเกล็ดของมันเป็นประกายระยิบระยับเหมือนทองคำ และที่น่าประหลาดกว่านั้นก็คือ มันเป็นปลาที่พูดได้!

“ข้าขอร้องล่ะ ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่ใช่ปลาธรรมดา แต่ข้าเป็นเจ้าชายที่ต้องคำสาป หากเจ้าช่วยข้า ข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยการให้พร”

อันเซิลผู้มีจิตใจเมตตารู้สึกว่า ปลาตัวนี้ไม่ควรอยู่ในหม้อของเขา เขาจึงบอกกับปลาว่า “ข้าไม่ต้องการอะไรตอบแทนหรอก ขอให้เจ้าปลอดภัยนะ” จากนั้น อันเซิลก็ปล่อยปลากลับสู่ท้องทะเล

เมื่ออันเซิลกลับถึงบ้าน เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เกรธ่าฟัง เมื่อฟังจบ เกรธ่าเบิกตากว้างด้วยความโกรธ “เจ้าบ้า! เจ้ามีโอกาสขออะไรก็ได้ แล้วเจ้ากลับไม่ขออะไรเลย! รีบไปตามหาปลาตัวนั้นให้พบ แล้วขอบ้านใหม่ที่งดงามมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

อันเซิลพยายามอธิบายว่าเขาไม่ต้องการอะไรจากปลา แต่เกรธ่าไม่ฟัง เธอได้แต่ตะคอกใส่เขาว่า “หุบปาก! จงไปขอบ้านใหม่จากปลามาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

เมื่ออันเซิลเห็นว่าเกรธ่าโกรธและต้องการให้เขาไปขอพรจากปลาสีทองตัวนั้นจริง ๆ อันเซิลจึงต้องยอมทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้

อันเซิลกลับไปที่ทะเล ซึ่งท้องทะเลยามเย็นมีสีเทาหม่น ๆ ไม่สดใสเหมือนท้องทะเลในยามเช้า เมื่ออันเซิลพายเรือไปถึงบริเวณที่เขาได้พบและปล่อยปลาไป เขาก็ส่งเสียงพูดกับปลาว่า “เจ้าปลาเอ๋ย! ภรรยาของข้าต้องการบ้านใหม่ที่สวยงาม ข้าจึงจำเป็นต้องกลับมา เจ้าพอจะช่วยให้พรข้อนี้แก่ข้าจะได้ไหม?”

เจ้าปลาสีทองโผล่ขึ้นมาจากน้ำ มันมองอันเซิลด้วยสายตาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความเข้าใจ จากนั้น ปลาสีทองก็พูดกับอันเซิลว่า “ตอนนี้ บ้านใหม่ของเจ้า รอเจ้าอยู่แล้วนะ”

เมื่ออันเซิลกลับถึงไปยังชายฝั่ง เขาพบว่ากระท่อมไม้เก่า ๆ ที่เขาอาศัยได้เปลี่ยนเป็นบ้านหินหลังงามที่มีหน้าต่างบานใหญ่ และมีสวนเล็ก ๆ ดูร่มรื่น

ในตอนแรก เกรธ่ามองบ้านหลังใหม่ด้วยความพอใจ แต่ไม่นาน เธอก็เริ่มบ่นว่า “บ้านหลังนี้ยังเล็กไปนะ คนอย่างฉันควรได้อยู่ในคฤหาสน์หรูหรา จงไปขอคฤหาสน์หลังใหญ่จากปลามาให้ฉันเดี๋ยวนี้!!”

อันเซิลจำใจต้องกลับไปที่ทะเลอีกครั้ง ซึ่งในคราวนี้ ท้องทะเลดูน่ากลัวขึ้น น้ำทะเลกลายเป็นสีดำ และคลื่นก็ซัดแรงกว่าที่เคย อันเซิลรู้สึกหนักใจมาก แต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งของภรรยา เมื่ออันเซิลพายเรือไปถึงบริเวณที่เขาได้พบและปล่อยปลาไป เขาก็ส่งเสียงพูดกับปลาว่า “เจ้าปลาเอ๋ย! ภรรยาของข้าต้องการคฤหาสน์ใหญ่โต ข้าจึงจำเป็นต้องกลับมา เจ้าพอจะช่วยให้พรข้อนี้แก่ข้าจะได้ไหม?”

ปลาสีทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดวงตามันดูเศร้า มันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ข้าสัมผัสได้ถึงความโลภที่เพิ่มขึ้นในใจของภรรยาเจ้า มันเหมือนเงาดำที่ขยายตัว ข้าเกรงว่ามันจะไม่หยุดง่าย ๆ แต่ข้าจะทำตามคำขอ กลับไปเถอะ ตอนนี้ คฤหาสน์ใหม่ของเจ้า รอเจ้าอยู่แล้วนะ”

เมื่ออันเซิลกลับถึงไปยังชายฝั่ง เขาพบว่าบ้านหลังงามได้เปลี่ยนเป็นคฤหาสน์หรูหรา ที่มีห้องหลายสิบห้องและสวนดอกไม้ขนาดใหญ่

ในตอนแรก เกรธ่ามองคฤหาสน์ด้วยความพอใจ แต่ไม่นาน เธอก็เริ่มรู้สึกว่า แม้จะมีคฤหาสน์ เธอก็ยังคงเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา ดังนั้น เธอจึงไม่พอใจแล้วบ่นออกมาว่า “คฤหาสน์แบบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย! สิ่งที่ฉันต้องการจริง ๆ ก็คือ … ฉันต้องการเป็นราชินี!”

“ราชินี?” อันเซิลอุทานด้วยความตกใจ “แต่นี่มันก็ดีมากแล้วนะ!”

“หุบปาก! รีบไปตามหาปลาตัวนั้น แล้วไปบอกมันว่า ฉันต้องการเป็นราชินี!” เกรธ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

อันเซิลถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้ว่าเขาไม่สามารถห้ามภรรยาได้ เขาจึงต้องกลับไปที่ทะเลอีกครั้ง ซึ่งทะเลในขณะนั้นมีคลื่นสูง ลมแรง และปั่นป่วนจนแทบพยุงตัวเอาไว้ไม่อยู่ เมื่ออันเซิลพายเรือไปถึงบริเวณที่เขาได้พบและปล่อยปลาไป เขาก็ส่งเสียงพูดกับปลาว่า “เจ้าปลาเอ๋ย! ภรรยาข้าต้องการเป็นราชินี เจ้าพอจะช่วยให้พรข้อนี้แก่ข้าจะได้ไหม?”

เจ้าปลาสีทองปรากฏตัวขึ้นจากน้ำ แต่ครั้งนี้แววตามันดูเหนื่อยล้า มันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ข้ารับรู้ถึงความโลภที่กำลังกัดกินภรรยาของเจ้า ข้าจะให้พรแก่เจ้า แต่มันอาจนำพาพวกเจ้าไปสู่จุดจบ”

เมื่ออันเซิลกลับถึงไปยังชายฝั่ง เขาพบว่าคฤหาสน์ได้กลายเป็นพระราชวังที่งดงามมาก ส่วนเกรธ่าได้สวมมงกุฎทองคำและนั่งอยู่บนบัลลังก์ตามที่เธอปรารถนา ในที่สุด เกรธ่าก็ได้เป็นราชินีสมดังใจ

ในตอนแรก เกรธ่าก็มีความสุขที่ได้เป็นราชินี แต่ไม่นาน เธอก็เริ่มรู้สึกว่า แม้จะได้เป็นราชินี แต่ก็ยังมีผู้ที่อยู่เหนือกว่าเธอ ยิ่งใหญ่กว่าเธอ มีคนเคารพมากกว่าเธอ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่พอใจแล้วบ่นออกมาว่า “การเป็นราชินีไม่มีความหมายอะไรเลย! ถ้ายังมีใครที่เหนือกว่าฉัน สิ่งที่ฉันต้องการจริง ๆ ก็คือ … ฉันต้องการเป็นพระเจ้า!” เกรธ่าหันมาออกคำสั่งกับสามีด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจังว่า “ไปขอปลาเดี๋ยวนี้ ไปบอกมันว่า ฉันต้องการควบคุมทุกสิ่ง ฉันต้องการเป็นพระเจ้า!”

อันเซิลรู้สึกหมดหนทาง เขารู้ว่าเขาไม่สามารถห้ามภรรยาได้ เขาจึงจำใจกลับไปที่ทะเลอีกครั้ง ซึ่งทะเลในครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป น้ำทะเลสีดำสนิทราวกับหมึก คลื่นซัดโหมกระหน่ำเหมือนอยากจะกลืนกินทุกสิ่ง

เมื่ออันเซิลพายเรือไปถึงบริเวณที่เขาได้พบและปล่อยปลาไป เขาตะโกนเรียกปลาแข่งกับเสียงพายุว่า “เจ้าปลาเอ๋ย! ภรรยาข้าต้องการเป็นพระเจ้า เจ้าพอจะช่วยให้พรข้อนี้แก่ข้าจะได้ไหม?

เจ้าปลาปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ มันดูอ่อนแรงและเศร้ายิ่งกว่าเดิม “ข้าให้พรข้อนี้ไม่ได้หรอก เพราะผู้ที่โลภเกินไป มักจบลงด้วยการสูญเสียทุกสิ่ง” ปลามองอันเซิลด้วยความเวทนา “กลับไปเถอะ แล้วเจ้าจะพบกับสิ่งที่เหมาะกับเจ้าและภรรยาอย่างแท้จริง”

เมื่ออันเซิลกลับถึงไปยังชายฝั่ง เขาพบว่าคฤหาสน์ พระราชวัง และสิ่งเนรมิตต่าง ๆ ได้หายไปจนหมด เหลือก็แต่กระท่อมไม้โทรม ๆ ที่พวกเขาเคยอาศัย

เกรธ่านั่งนิ่ง มองท้องทะเลอย่างไร้ความรู้สึก เธอไม่พูดอะไรอีก ส่วนอันเซิลกลับรู้สึกโล่งใจเพราะคิดว่า “บางที นี่อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว”

ตั้งแต่นั้นมา อันเซิลใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนเดิม เขาไม่เคยไปรบกวนเจ้าปลาอีก ส่วนเกรธ่าก็ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิต.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความพอใจในสิ่งที่ตนมี นำไปสู่ความสงบในชีวิต
  • ความโลภที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ทำให้สูญเสียสิ่งดี ๆ ที่เคยมี
  • อำนาจและฐานะไม่สามารถเติมเต็มหัวใจที่ไม่รู้จักพอ
  • สิ่งวิเศษไม่มีคุณค่าถ้าใช้อย่างไร้ความหมาย

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

หมากับรางหญ้า: นิทานอีสปสอนใจเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว

แม้นิทานเรื่อง “หมากับรางหญ้า” จะไม่เป็นที่รู้จักเท่า “กระต่ายกับเต่า” หรือ “ราชสีห์กับหนู” แต่ข้อคิดในเรื่องกลับเฉียบคมและใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันอย่างน่าทึ่ง นิทานกล่าวถึงความเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ แม้ตัวเองจะไม่ได้ใช้อะไรเลยก็ตาม

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำหรับทุกวัย ให้รู้จักละวาง และเปิดใจให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพยากรที่มีประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเติบโตไปด้วยกัน

Original (Townsend):

A Dog lay in a Manger, filled with hay. An Ox, being hungry, came near and wished to eat of the hay, but the Dog barked and snapped at him. The Ox said, “Selfish creature! You cannot eat the hay yourself, and yet you will not let others eat who can.”

แปลไทยแบบตามเนื้อหา:

สุนัขนอนอยู่ในรางหญ้า ครั้นวัวมาหวังจะกินหญ้า เจ้าสุนัขก็กระโจนเข้าใส่และเห่าใส่อย่างดุร้าย วัวจึงว่า “เจ้าช่างเห็นแก่ตัวนัก ทั้งที่เจ้าก็หาใช่ผู้กินหญ้าไม่ แต่กลับไม่ยอมให้ข้าผู้กินได้กินเสีย”

แปลไทยแบบเข้าใจง่าย:

หมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในรางหญ้า พอวัวจะมากินหญ้า มันก็เห่าไล่ วัวจึงพูดว่า “เจ้าหมาเอ๋ย เจ้าก็ไม่ได้กินหญ้าอยู่แล้ว แต่ยังจะหวงไม่ให้ใครกินอีก ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ”

ข้อคิด:

อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมให้คนอื่นได้ประโยชน์ แม้ตนเองก็ไม่ได้ใช้สิ่งนั้น


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานจากทั่วโลก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานสอนใจ

นิทานก่อนนอนจากญี่ปุ่น เรื่อง โมโมทาโร่ เจ้าหนูลูกท้อ | นิทานสอนใจจากทั่วโลก

โมโมทาโร่ หรือที่แปลว่า “เจ้าหนูลูกท้อ” เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่เล่าขานกันมานานหลายร้อยปี เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่เกิดจากลูกท้อ และมีจิตใจกล้าหาญ ออกเดินทางไปปราบเหล่าปีศาจด้วยความมุ่งมั่น พร้อมด้วยเพื่อนสัตว์ผู้ซื่อสัตย์ เรื่องนี้ไม่เพียงสนุกและชวนติดตาม แต่ยังแฝงข้อคิดเกี่ยวกับความกล้าหาญ ความเสียสละ และพลังของมิตรภาพ เหมาะสำหรับเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่รักการอ่านนิทานจากทั่วโลก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตากับยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ หมู่บ้านอันห่างไกล ทุกวัน คุณตาจะขึ้นเขาไปเก็บฟืนเพื่อนำไปขาย ส่วนคุณยายจะทำหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ ให้บ้านเรียบร้อยและน่าอยู่ที่สุด คุณตากับคุณยายรักกันมาก ทั้งคู่ใช้ชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุขร่วมกันมาตลอดตั้งแต่แต่งงานกัน สิ่งเดียวที่คุณตากับคุณยายเฝ้ารอแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ คือ การได้มีลูกสักคนเพื่อเป็นพยานแห่งความรัก แต่หลังจากที่เฝ้ารอมานาน ทั้งคู่ก็ได้แต่ทำใจว่าพวกตนคงไม่มีวาสนาที่จะมีลูก

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่คุณตาขึ้นเขาไปเก็บฟืน ส่วนคุณยายไปซักผ้าริมลำธารตามปกติ จู่ ๆ คุณยายก็สังเกตเห็นลูกท้อลูกหนึ่งลอยมาตามกระแสน้ำ ลูกท้อมีขนาดใหญ่กว่าปกติและดูน่ากินมาก คุณยายจึงลุยน้ำไปเก็บลูกท้อโดยตั้งใจจะเก็บไว้กินกับคุณตาผู้เป็นที่รัก แต่เมื่อคุณยายลุยน้ำไปเก็บลูกท้อ คุณยายก็พบว่าลูกท้อลูกนั้นหนักกว่าที่คุณยายคาดไว้หลายเท่า

หลังจากเก็บลูกท้อได้แล้ว คุณยายก็หอบลูกท้อกลับบ้าน จากนั้น คุณยายก็จัดโต๊ะอาหาร แล้วรอให้คุณตาลงมาจากภูเขา

ตกบ่าย เมื่อคุณตากลับมาถึงบ้าน คุณยายก็จูงคุณตามาที่โต๊ะอาหาร แล้วชี้ชวนให้คุณตาดูลูกท้อที่เก็บได้ จากนั้น ทั้งคู่ก็ลงมือผ่าลูกท้อ

แต่ทันทีที่คุณตากับคุณยายผ่าลูกท้อจนแยกออกเป็นสองส่วน สิ่งที่คุณตากับคุณยายได้เห็นก็คือ มีเด็กทารกเพศชายคนหนึ่งนอนร้องไห้อยู่ในลูกท้อ คุณตากับคุณยายมองเด็กน้อยที่อยู่ในลูกท้อด้วยความประหลาดใจ คุณตารำพึงว่า “หรือนี่คือลูกที่สวรรค์ส่งมาให้พวกเรานะยาย” คุณยายมองคุณตาแล้วน้ำก็ไหลออกมา จากนั้น คุณยายก็พูดว่า “ต้องใช่แน่ ๆ ต้องใช่แน่ ๆ” เมื่อทั้งคู่เห็นพ้องต้องกัน ความแปลกใจจึงแปรเปลี่ยนเป็นความ ปลื้มปีติ คุณตากับคุณยายอุ้มเด็กทารกตัวน้อยออกมาจากลูกท้อ แล้วขนานนามให้ลูกชายของพวกเขาว่า “โมโมทาโร่” ซึ่งมีความหมายว่า “เด็กชายลูกท้อ” หรือ “เจ้าหนูลูกท้อ” ตามลูกท้อที่คุณยายเก็บมาได้

นับจากวันนั้น คุณตากับคุณยายก็เฝ้าดูแลโมโมทาโร่ด้วยความรัก คุณยายทำข้าวปั้นแสนอร่อยให้โมโมทาโร่กินทุกวัน โมโมทาโร่ก็ชอบกินข้าวปั้นฝีมือคุณยายมาก เมื่อเวลาผ่านไป โมโมทาโร่ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงาม มีร่างกายแข็งแรง และที่สำคัญ เขามีพละกำลังมหาศาลมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเท่ากับว่า โมโมทาโร่คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้าน

อยู่มาวันหนึ่ง โมโมทาโร่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจแห่งเกาะโอนิงาชิม่า ที่คอยรังควานผู้คนในหมู่บ้านจนทุกคนหวาดกลัวกันไปทั่ว โมโมทาโร่ผู้มีจิตใจดีงามและมีร่างกายแข็งแกร่ง จึงขออนุญาตคุณตาคุณยายเดินทางไปปราบปิศาจ

ในตอนแรก คุณตากับคุณยายเป็นห่วงโมโมทาโร่มาก แต่เมื่อโมโมทาโร่ขอร้องและยกเหตุผลว่า “การช่วยเหลือผู้คนที่กำลังเดือดร้อนเป็นสิ่งที่ควรกระทำมิใช่หรือ” ในที่สุด คุณตากับคุณยายจึงอนุญาต โดยคุณตากำชับให้โมโมทาโร่ระวังตัว ส่วนคุณยายได้ทำข้าวปั้นแสนอร่อยให้โมโมทาโร่นำไปกินระหว่างทางด้วย

เมื่อโมโมทาโร่ออกเดินทาง เขามุ่งหน้าไปยังเกาะโอนิงาชิม่าด้วยจิตใจที่กล้าหาญ แต่ก่อนที่โมโมทาโร่จะเดินพ้นจากหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็มีหมาตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วถามโมโมทาโร่ว่า “ท่านกำลังจะไปไหนน่ะ แล้วท่านพอจะมีของกินติดตัวมาบ้างไหม”

โมโมทาโร่ตอบว่า “ฉันกำลังจะไปปราบปิศาจที่เกาะโอนิงาชิ ส่วนของกินก็มีข้าวปั้นแสนอร่อยที่คุณยายทำไว้ให้ เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยินดีไปปราบปิศาจกับฉัน ฉันจะแบ่งข้างปั้นแสนอร่อยให้เธอชิ้นนึง”

เจ้าหมาอยากชิมรสชาติของข้าวปั้นแสนอร่อย และมันก็คิดว่า การไปปราบปิศาจเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น เจ้าหมาจึงขอกินข้าวปั้นด้วย แล้วมันก็ร่วมเดินทางไปปราบปิศาจกับโมโมทาโร่

ในเวลาต่อมา โมโมทาโร่ได้พบกับไก่ฟ้าตัวหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถามเขาว่า “ท่านกำลังจะไปไหนน่ะ แล้วท่านพอจะมีของกินติดตัวมาบ้างไหม”

โมโมทาโร่ตอบว่า “ฉันกำลังจะไปปราบปิศาจที่เกาะโอนิงาชิ ส่วนของกินก็มีข้าวปั้นแสนอร่อยที่คุณยายทำไว้ให้ เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยินดีไปปราบปิศาจกับฉัน ฉันจะแบ่งข้างปั้นแสนอร่อยให้เธอชิ้นนึง”

ไก่ฟ้าอยากชิมรสชาติของข้าวปั้นแสนอร่อย และมันก็คิดว่า การไปปราบปิศาจเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น ไก่ฟ้าจึงขอกินข้าวปั้นด้วย แล้วมันก็ร่วมเดินทางไปปราบปิศาจกับโมโมทาโร่และเจ้าหมา

ก่อนถึงเกาะโอนิงาชิ โมโมทาโร่ได้พบกับลิงตัวหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถามเขาว่า “ท่านกำลังจะไปไหนน่ะ แล้วท่านพอจะมีของกินให้ติดตัวมาบ้างไหม”

โมโมทาโร่ตอบว่า “ฉันกำลังจะไปปราบปิศาจที่เกาะโอนิงาชิ ส่วนของกินก็มีข้าวปั้นแสนอร่อยที่คุณยายทำไว้ให้ เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยินดีไปปราบปิศาจกับฉัน ฉันจะแบ่งข้างปั้นแสนอร่อยให้เธอชิ้นนึง”

เจ้าลิงอยากชิมรสชาติของข้าวปั้นแสนอร่อย และมันก็คิดว่า การไปปราบปิศาจเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น เจ้าลิงจึงขอกินข้าวปั้นด้วย แล้วมันก็ร่วมเดินทางไปปราบปิศาจกับโมโมทาโร่ เจ้าหมาและไก่ฟ้า

เมื่อโมโมทาโร่กับเพื่อนสัตว์ทั้งสามเดินทางมาถึงเกาะโอนิงาชิม่า พวกเขาก็พบว่ามีประตูบานใหญ่ขวางทางอยู่ แต่โชคดี ที่โมโมทาโร่มีไก่ฟ้ามาด้วย ไก่ฟ้าจึงบินข้ามประตูไปเปิดกลอนจากด้านใน ซึ่งทำให้ทุกคนผ่านประตูไปได้อย่างง่ายดาย

เมื่อทุกคนเดินผ่านประตูมาแล้ว พวกเขาก็พบว่า เหล่าปิศาจกำลังจัดงานฉลองดื่มสุรายาเมาจนคอพับคออ่อน ขาดสติ และไม่มีใครสังเกตเห็นการมาถึงของพวกโมโมทาโร่เลย

เมื่อโมโมทาโร่เห็นว่าปิศาจกำลังอ่อนแอแถมไม่รู้ตัวว่ามีผู้บุกรุก โมโมทาโร่ผู้แข็งแกร่งและเพื่อนสัตว์ทั้งสามก็ตรงเข้าจู่โจมเหล่าปิศาจที่บังอาจสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ด้วยการ….จิกด้วยจะงอย ต่อยด้วยหมัด กัดด้วยเขี้ยวคม ๆ ถล่มด้วยผลไม้ แถมด้วยท่าไม้ตาย ต่อตัวกระโดดเตะแบบควงสว่าน จนเหล่าปิศาจสิ้นฤทธิ์

เด็กน้อยที่เติบโตและมีพละกำลังมหาศาลจากการกินข้าวปั้นแสนอร่อยฝีมือคุณยาย และเหล่าเพื่อนสัตว์ใจสู้ที่พร้อมใจกันสู้ด้วยความสามัคคี ทำให้พวกเขาเอาชนะเหล่าปิศาจไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ในที่สุด โมโมทาโร่ก็เอาชนะเหล่าปิศาจได้สำเร็จ หัวหน้าของพวกปีศาจยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เพราะมันรู้ดีว่า จริง ๆ แล้ว โมโมทาโร่ยังเหลือพละกำลังอีกมาก ที่สามารถจัดการกับพวกมันได้อย่างสบาย ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าปิศาจจึงพูดว่า

“โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด พวกเราจะไม่รังแกผู้คนอีกแล้ว และพวกเราขอมอบสมบัติทั้งหมดที่เรามีให้แก่ท่านอีกด้วย”

เมื่อเหล่าปิศาจให้สัญญาและมอบสมบัติทั้งหมดให้ โมโมทาโร่และสัตว์ทั้งสาวก็นำสมบัติเหล่านั้นเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน

และแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็จบลงด้วยดี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • จิตใจที่ดีงามและความกล้าหาญคือพลังที่แท้จริง
  • มิตรภาพและความสามัคคีเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
  • น้ำใจเล็กน้อย สร้างผลลัพธ์ยิ่งใหญ่
ภาพโมโมทาโร่ เจ้าหนูลูกท้อ เด็กชายในชุดญี่ปุ่น เดินทางไปปราบปีศาจกับสัตว์ต่าง ๆ
โมโมทาโร่ เจ้าหนูลูกท้อ เด็กผู้กล้าแห่งนิทานญี่ปุ่น
Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานรักโรแมนติก, นิทานสอนใจ, นิทานสำหรับผู้ใหญ่, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของตัวประหลาด – เมื่อความรักเอาชนะรูปลักษณ์

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวโรแมนติกสุดอบอุ่นของเจ้าชายผู้มีรูปลักษณ์ประหลาดกับเจ้าหญิงผู้สวยแต่ไร้ปัญญา ความรักของทั้งคู่ค่อย ๆ ก่อตัวจากความเข้าใจและความเมตตา จนกลายเป็นความรักแท้ที่งดงาม นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่ความรัก ความเข้าใจ และความจริงใจต่างหากที่มีคุณค่าที่แท้จริง เหมาะสำหรับใช้เป็นนิทานก่อนนอน นิทานสอนใจ หรืออ่านเล่นเพื่อเติมแรงบันดาลใจ

นิทานเรื่อง “ความรักของตัวประหลาด” เรียบเรียงจากนิทานคลาสสิกเรื่อง Riquet with the Tuft ซึ่งเป็นนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจมาก แต่ฉบับดั้งเดิมนั้นเขียนด้วยภาษาที่ยุ่งยากต่อการอ่านในปัจจุบัน

ผู้เรียบเรียงจึงพยายามถ่ายทอดเรื่องราวให้อ่านง่ายขึ้น โดยคงไว้ซึ่งสาระสำคัญ และจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับ มีการตัดตัวละครรองที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ให้สื่อความหมายชัดเจนขึ้น และเรียบเรียงเนื้อหาให้เข้าใจได้ง่ายและร่วมสมัย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านจะได้รับทั้งความสนุก ความประทับใจ และแง่คิดดี ๆ จากนิทานเรื่องนี้ และหากมีโอกาส อยากขอชวนให้ลองหาอ่านนิทานฉบับดั้งเดิม เพื่อเปรียบเทียบและค้นพบเสน่ห์ของต้นฉบับด้วยตนเอง

กาลครั้งหนึ่ง มีราชินีองค์หนึ่งทรงให้กำเนิดพระโอรสชื่อ “เจ้าชายริเกต์” ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด

เจ้าชายเกิดมาพร้อมจมูกโตสีแดงระเรื่อ แถมมีกระจุกผมที่กลางศีรษะ ดูคล้ายลูกลิงมากกว่าลูกคน พระราชินีทรงเป็นห่วงเจ้าชายว่าจะถูกผู้คนรังเกียจ และต้องทนทุกข์กับรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดของตนเอง นางฟ้าจึงปลอบพระราชินีว่า “เจ้าชายจะไม่เป็นไร เพราะเจ้าชายมีสติปัญญาที่ชาญฉลาด ทั้งยังมีพรวิเศษที่สามารถมอบสติปัญญาให้คนที่พระองค์รักได้ สติปัญญานี้เองที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาทุกอย่าง” พระราชินีไม่เข้าใจว่าสติปัญญาจะช่วยเจ้าชายได้อย่างไร พระองค์จึงได้แต่หวังว่า คำพูดของนางฟ้าจะเป็นความจริง

เจ็ดปีต่อมา พระราชินีแห่งอาณาจักรข้างเคียงได้ให้กำเนิดพระธิดาที่มีหน้าตางดงามราวกับนางฟ้า พระราชินีทรงเป็นห่วงว่า ความงามอาจทำให้เจ้าหญิงต้องวุ่นวายในการเลือกเจ้าชายรูปงามที่แย่งกันมาเป็นคู่ครอง นางฟ้าจึงปลอบพระราชินีว่า “เจ้าหญิงจะไม่เป็นไร เพราะเจ้าหญิงเกิดมาสวยแต่เซ่อ แค่คุยกับเจ้าชายไม่กี่คำ เจ้าชายทั้งหลายก็คงเบื่อและหนีหายไปหมด”

พระราชินีมีสีหน้าไม่พอใจ นางฟ้าจึงพูดแก้เก้อไปว่า “แต่เพื่อให้ท่านไม่ต้องกังวลใจ ข้าขอมอบพรวิเศษให้เจ้าหญิงเนรมิตบุคคลที่เจ้าหญิงรัก ให้มีหน้าตาดีขนาดไหนก็ได้ ยังไงเจ้าหญิงก็จะมีคู่ครองที่คู่ควร” เมื่อพูดจบ นางฟ้าก็รีบลาจากไป

เมื่อเจ้าหญิงเติบโตขึ้น ความงามของเจ้าหญิงก็เลื่องลือไปทั่ว แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายได้มาพบและพูดคุยกับเจ้าหญิง ความซื่อบื้อของเจ้าหญิงที่สวนทางกับความสวย ก็ทำให้เจ้าชายทุกพระองค์พากันมองเจ้าหญิงเหมือนตัวประหลาด แล้วค่อย ๆ ตีตัวออกห่างไปทีละคน

แม้เจ้าหญิงจะสมองช้าและเบาปัญญากว่าคนทั่วไป แต่พระองค์ทรงมีจิตใจและมีความรู้สึก เจ้าหญิงอยากมีความฉลาดเพิ่มขึ้นสักนิด อย่างน้อย…พระองค์ก็คงไม่ถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาดอยู่เช่นนี้

คืนหนึ่ง เจ้าหญิงผู้น่าสงสารได้แอบเข้าไปในป่าเพื่อหาที่นั่งร้องไห้ เจ้าหญิงโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า

ในช่วงเวลานั้นเอง มีชายแปลกหน้าผูกผมจุกคนหนึ่งได้เดินออกมาจากพุ่มไม้ ซึ่งเขาก็คือ เจ้าชายริเกต์ นั่นเอง เจ้าชายริเกต์เคยเห็นเจ้าหญิงแสนสวยจากภาพวาด ซึ่งพระองค์ก็ทรงหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น

“ท่านร้องไห้ทำไม?” เจ้าชายริเกต์เอ่ยถามเจ้าหญิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เจ้าหญิงเช็ดน้ำตา แล้วตอบอย่างขมขื่นว่า “ข้าเป็นคนสวยแต่เซ่อ ข้าจึงถูกคนอื่นมองเหมือนเป็นตัวประหลาด ข้าอยากมีสติปัญญาแบบคนอื่นบ้าง ท่านเข้าใจข้าไหม?”

เจ้าชายริเกต์ยิ้มอย่างอบอุ่น แล้วตอบว่า “ข้าเข้าใจดี ข้าถูกมองว่าแปลกประหลาดมาตลอดชีวิต แต่ข้าไม่ยอมปล่อยให้ความคิดของผู้อื่น มากำหนดคุณค่าของตัวข้าหรอกนะ”

เจ้าหญิงเงยหน้าขึ้น แล้วตั้งใจฟังคำพูดของเจ้าชายแปลกหน้า โดยที่พระองค์ก็ไม่เข้าใจความหมายสักเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหญิงรู้สึกได้ก็คือ เจ้าหญิงรู้สึกถึงความเข้าอกเข้าใจที่เจ้าชายมีให้ ซึ่งเจ้าหญิงไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน

เจ้าชายริเกต์กล่าวต่อไปว่า “สติปัญญาเป็นสิ่งสำคัญ มันทำให้เราเห็นคุณค่าของตัวเอง และทำให้เรารู้วิธีปฏิบัติตัวให้ผู้อื่นเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของตัวเรา” เจ้าชายริเกต์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า “จริง ๆ แล้ว ข้ามีพรวิเศษที่สามารถมอบสติปัญญาให้คนที่ข้ารักได้ ถ้าเจ้าหญิงต้องการพรข้อนี้ ข้ายินดีมอบให้นะ แต่ท่านต้องตกลงว่าจะแต่งงานกับข้า”

เจ้าหญิงนิ่งคิดอยู่นาน นานจนเจ้าชายอมยิ้ม จากนั้น เจ้าชายก็พูดกับเจ้าหญิงอย่างเอ็นดูว่า “หากท่านยังไม่แน่ใจ ข้าจะให้เวลาท่านคิด 1 ปี ระหว่างนี้ ข้าจะมอบพรวิเศษให้ท่านนำไปใช้ก่อน ท่านจะได้คลายทุกข์ลงบ้าง”

คำพูดของเจ้าชายริเกต์อบอุ่นมาก เจ้าหญิงจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล

หลังจากคืนนั้น เจ้าหญิงที่สวยแต่เซ่อ ได้กลายเป็นเจ้าหญิงผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม พระองค์สามารถพูดจาโต้ตอบได้อย่างน่าฟัง และมีความรอบรู้ในทุก ๆ เรื่อง จนพระราชาผู้เป็นพระบิดายังขอความคิดเห็นจากเจ้าหญิงเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองต่าง ๆ ซึ่งคำแนะนำของเจ้าหญิงล้วนมีประโยชน์และใช้แก้ปัญหาได้จริงชนิดที่ทุกคนพากันทึ่ง

ไม่นานนัก ข่าวเรื่องเจ้าหญิงแสนงามในเวอร์ชั่นใหม่ที่เจิดจรัสด้านสติปัญญาก็แพร่สะพัดจนเจ้าชายรูปงามทั้งหลายพากันมาขอพบเพื่อผูกสัมพันธ์ด้วย

แต่เจ้าหญิงผู้มีสติปัญญาไม่ได้สนใจเจ้าชายเหล่านั้นเลย เพราะพระองค์มัวแต่กังวลใจ เกี่ยวกับข้อตกลงที่พระองค์มีกับเจ้าชายริเกต์”

ในวันที่เจ้าหญิงยังสวยแต่เซ่อ เจ้าหญิงยังงง ๆ กับข้อตกลงดังกล่าว แต่ในเวลานี้ เจ้าหญิงเพิ่งตระหนักว่า ข้อตกลงเรื่องแต่งงานนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะการแต่งงานต้องเกิดขึ้นจากความรัก ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้…พระองค์ไม่แน่ใจตัวเองว่า พระองค์รักเจ้าชายริเกต์บ้างหรือไม่?

เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี เจ้าหญิงได้เดินทางเข้าป่าเพื่อพบกับเจ้าชายริเกต์อีกครั้ง ในเวลานี้ ภายในใจของเจ้าหญิงยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามที่พระองค์ยังหาคำตอบไม่ได้

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงสถานที่นัดพบ เจ้าชายริเกต์ได้ปรากฎตัวในชุดเจ้าบ่าว พร้อมกับกล่าวทักทายเจ้าหญิงอย่างอบอุ่นว่า “เจ้าหญิงตกลงจะแต่งงานกับข้าแล้วใช่ไหม?”

เจ้าหญิงทรงมองตาเจ้าชายริเกต์ แล้วตอบอย่างลังเลว่า “ณ วันนี้ ข้ามีปัญหาที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า ข้ารักท่านหรือไม่ ซึ่งหากข้าไม่ได้รักท่าน ข้าก็ไม่ควรตอบตกลงแต่งงานกับท่านนะ”

เจ้าชายริเกต์มองเจ้าหญิงอย่างใจดี แล้วพระองค์ก็พูดกับเจ้าหญิงว่า “ความฉลาดอาจทำให้เราต้องคิดอะไรมากหน่อย แต่มันไม่ควรทำให้เราทุกข์ใจมากขึ้นนะ”

เจ้าชายริเกต์ส่งยิ้มอันอบอุ่นให้เจ้าหญิง แล้วพูดต่อไปว่า “ให้ข้าช่วยท่านนะ เจ้าหญิงลองคิดแล้วตอบข้าหน่อยว่า มีสิ่งใดในตัวข้าที่ท่านรังเกียจหรือรู้สึกแปลกประหลาดบ้างไหม?”

เจ้าหญิงมองเจ้าชายริเกต์ แล้วตอบเจ้าชายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีเลย ข้าชื่นชมทุกสิ่งที่เป็นตัวท่าน ท่านมีความสุภาพ รับฟังความทุกข์ของข้า ให้คำแนะนำข้า ช่วยเหลือข้า ไม่เคยมองข้าเป็นตัวประหลาด!”

“แล้วเรื่องรูปกายภายนอกล่ะ” เจ้าชายริเกต์ถาม

“รูปกายของท่านเป็นอย่างไรหรือ? ท่านอ่อนโยน ไว้ผมจุกสุดเท่ ท่าเดินก็ดูมีเสน่ห์ จมูกสีแดงก็ดูขี้อายน่ารัก หนังตาที่กระตุกในบางครั้งก็ดูขี้เล่นอย่างบอกไม่ถูก”

เจ้าชายริเกต์ยิ้มเขิน ๆ จากนั้น พระองค์ก็บอกเจ้าหญิงว่า “เจ้าหญิงรู้ไหม ในวันที่เจ้าหญิงเกิด นางฟ้าได้มอบพรวิเศษให้เจ้าหญิงสามารถเนรมิตบุคคลที่เจ้าหญิงรักให้มีหน้าตาดีขนาดไหนก็ได้” เจ้าชายริเกต์มองตาเจ้าหญิงอย่างมีลึกซึ้ง แล้วพูดต่อไปว่า “ถ้าเจ้าหญิงเห็นว่า ตัวประหลาด อย่างข้ามีหน้าตาดีตามที่กล่าวไว้จริง ๆ นั่นก็หมายความว่า…..”

เจ้าหญิงผู้งดงามและชาญฉลาดเติมคำในช่องว่างทันทีว่า “หมายความว่า….ท่านคือบุคคลที่ข้ารัก”

เจ้าหญิงตกหลุมรักเจ้าชายริเกต์ไปตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ คือ เจ้าชายริเกต์รักเจ้าหญิงมานานแล้ว ส่วนเจ้าหญิงก็รักเจ้าชายเช่นกัน

ในที่สุด เจ้าหญิงก็ได้รู้ว่า พระองค์ควรตอบตกลงแต่งงานกับเจ้าชายริเกต์หรือไม่

และแล้ว …เรื่องราวความรักของบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวประหลาด” ก็จบลงอย่างมีความสุข.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าวัดคุณค่าคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ความสวยงามหรือความแปลกประหลาดของร่างกาย ไม่ได้สะท้อนคุณภาพจิตใจ หรือความสามารถที่แท้จริงของใครเลย
  • ความเข้าใจคือรากฐานของความรัก ความรักของเจ้าชายริเกต์และเจ้าหญิงเติบโตจากการเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แค่ความดึงดูดทางกายภาพ
  • สติปัญญาทำให้เรารู้คุณค่าของตัวเอง เมื่อเจ้าหญิงได้รับพรแห่งปัญญา พระองค์ไม่เพียงพูดเก่งขึ้น แต่ยังตระหนักถึงความเป็นตัวเอง จนสามารถแนะนำเรื่องสำคัญของบ้านเมืองได้
  • รักแท้ไม่เกิดจากการแลกเปลี่ยน แต่เกิดจากใจจริง เจ้าหญิงไม่ตอบตกลงแต่งงานทันที เพราะพระองค์ต้องมั่นใจว่า สิ่งนั้นคือ “ความรัก” ไม่ใช่การตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่ได้รับมา
  • คนที่เคยถูกมองเป็นตัวประหลาด อาจเป็นคนที่มีค่ามากที่สุด เจ้าชายริเกต์แสดงให้เห็นว่าความแปลกไม่ใช่ข้อด้อย หากแต่เป็นเอกลักษณ์ที่มีคุณค่า เมื่อประกอบกับหัวใจที่ดีงาม
“ภาพประกอบนิทาน เจ้าชายรูปลักษณ์แปลก กับเจ้าหญิงแสนงาม ยืนอยู่กลางป่าใต้แสงจันทร์”
Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, วรรณกรรมคลาสสิก, วรรณกรรมเล่าใหม่, เรื่องเล่าก่อนนอนผู้ใหญ่

80 วันรอบโลก – เรื่องเล่าก่อนนอนแนวผจญภัย | อ่านเพลินก่อนนอน

80 วันรอบโลก (Around the World in 80 Days) คือวรรณกรรมเยาวชนระดับโลกที่เขียนโดย ฌูล แวร์น (Jules Verne) นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวรรณกรรมไซไฟ” หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1872 และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ด้วยเนื้อหาที่สนุก เข้มข้น และเปี่ยมแรงบันดาลใจจากการเดินทางรอบโลกในยุคที่เทคโนโลยียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

แวร์นใช้เรื่องราวของ ฟีเลียส ฟ็อก สุภาพบุรุษผู้เคร่งครัดในระเบียบ และ ปาสปาร์ตู ผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์ ร่วมเดินทางข้ามทวีปเพื่อตามให้ทันเดิมพัน 20,000 ปอนด์ ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญความล่าช้า พายุ อุปสรรค และการไล่ล่าจากสารวัตรฟิกซ์ ซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นโจรปล้นธนาคาร นอกจากนี้ยังมีตัวละครหญิงชาวอินเดียชื่อ อัลดา (จากชื่อเดิม Aouda) ซึ่งฟ็อกช่วยไว้จากพิธีกรรมโบราณกลางป่า

ในเวอร์ชันที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ นิทานนำบุญ เราได้ทำการ เรียบเรียงใหม่ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้อ่านทั้งที่เป็นวัยรุ่น วัยทำงานและกลุ่มครอบครัวที่ต้องการอ่านวรรณกรรมคลาสสิกในรูปแบบ เรื่องเล่าก่อนนอน

80 วันรอบโลก ฉบับ นิทานนำบุญ คือการเปิดประตูเข้าสู่วรรณกรรมต้นฉบับ ผู้อ่านที่สนใจควรหาวรรณกรรมฉบับดั้งเดิมมาอ่านเพิ่ม เพราะมีรายละเอียดมากกว่า มีภาษาที่งดงามกว่า และมีมุมมองจากยุคปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งอาจสะท้อนภาพของโลกต่างยุคได้ดี

กาลครั้งหนึ่งในกรุงลอนดอน มีสุภาพบุรุษผู้เคร่งครัดในระเบียบชื่อว่า ฟีเลียส ฟ็อก ทุกเช้า เขาจะตื่นตรงเวลา ดื่มชาตามกิจวัตร และก้าวออกจากบ้านในจังหวะที่นาฬิกาพกบอกเวลาแบบพอดิบพอดี เขาไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบเรื่องจุกจิก แต่รักในความเที่ยงตรง ราวกับชีวิตขับเคลื่อนด้วยเข็มนาฬิกา

ยามบ่ายของวันหนึ่ง ฟ็อกได้ไปที่ รีฟอร์มคลับ ซึ่งเป็นสโมสรของบรรดานักคิดผู้รักการสนทนาและการเดิมพัน วันนั้น มีเสียงฮือฮาเกี่ยวกับข่าวในหนังสือพิมพ์เรื่อง “ทางรถไฟสายใหม่ในอินเดียจะทำให้การเดินทางรอบโลกเร็วขึ้นมาก” ฟ็อกฟังคนอื่นคุยอย่างเงียบ ๆ แล้วเขาก็ถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “ถ้าอย่างนี้ การเดินทางรอบโลก…ต้องใช้เวลาสักกี่วัน?”

มีเสียงหนึ่งตอบเขาว่า “อย่างเก่งที่สุด ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 80 วัน…ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเลย”

ฟ็อกยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า “ถ้าเช่นนั้น ผมขอเดิมพัน…ผมจะเดินทางรอบโลกภายใน 80 วันให้สำเร็จ” สมาชิกในสโมสรต่างพากันหัวเราะ บางคนบอกว่าเขาบ้า บางคนว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ฟ็อกยังยืนยัน “เรามาเดิมพันกันสัก 20,000 ปอนด์ดีไหม”

เมื่อกลับถึงบ้าน ฟ็อกไม่รีรอใด ๆ เขาหันไปพูดกับผู้ช่วยคนใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา ชายคนนี้ชื่อว่า ปาสปาร์ตู เป็นคนจิตใจดี มีอารมณ์ขัน และเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เก็บกระเป๋าเถอะ” ฟ็อกพูด “เราจะออกเดินทางทันที”

“ออกเดินทาง…ตอนนี้เลยหรือครับ?” ปาสปาร์ตูเบิกตาโต ฟ็อกพยักหน้า “ใช่ เราต้องไม่เสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว เพราะเวลา…คือสิ่งมีค่าที่สุด”

และแล้ว การเดินทางเริ่มต้นขึ้นทันที ทั้งสองโดยสารรถไฟจากลอนดอนไปยังเมืองโดเวอร์ ข้ามเรือสู่ฝรั่งเศส แล้วต่อรถไฟผ่านปารีสสู่ตูริน ประเทศอิตาลี

ในรถไฟ ปาสปาร์ตูถามอย่างไม่มั่นใจว่า “คุณฟ็อก เราจะไปที่ไหนกันแน่ครับ?”

“บรินดีซี” ฟ็อกตอบเรียบ ๆ “เมืองที่เราจะลงเรือกลไฟต่อไปยังบอมเบย์ ประเทศอินเดีย”

ปาสปาร์ตูได้แต่มองออกนอกหน้าต่าง รถไฟพุ่งผ่านทุ่งหญ้ากว้าง เมืองเล็ก และหมู่บ้านแสนเงียบสงบ เขาไม่เคยไปไกลขนาดนี้มาก่อน หัวใจของเขาจึงเต้นแรง เหมือนจะบอกว่า…ชีวิตกำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เมื่อถึงฝรั่งเศสและอิตาลี พวกเขาพบเจอกับพายุ ฝน และทางรถไฟที่ต้องซ่อมแซม แต่ฟ็อกไม่เคยบ่น เขายังคงดูนาฬิกาพกเรือนเก่าอย่างเงียบ ๆ แล้วพูดเบา ๆ กับตัวเองว่า “ทุกนาทีล้วนมีค่า”

เมื่อมาถึงบรินดีซี ทั้งคู่ขึ้นเรือกลไฟเพื่อเดินทางต่อไปยังบอมเบย์ เมืองหลวงทางตะวันตกของประเทศอินเดีย กลางคืนบนดาดฟ้าเรือ ปาสปาร์ตูยืนมองดวงดาวที่พร่างพรายอยู่ทั่วฟากฟ้า ลมทะเลพัดเย็นจนเสื้อคลุมปลิวไปมาตามจังหวะ

เขาหลับตา พึมพำเบา ๆ กับตัวเองว่า…“ขอให้เราทำสำเร็จเถอะนะ… การเดินทาง 80 วันรอบโลก”

เมื่อฟีเลียส ฟ็อกและปาสปาร์ตูเดินทางถึงเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย กลิ่นเครื่องเทศตลบอบอวลอยู่ทุกทิศทาง เสียงรถลาก เสียงม้า และเสียงผู้คนเจรจาซื้อขายดังไม่หยุด ฟ็อกยังคงเงียบขรึม ไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาดูนาฬิกา และพึมพำกับตัวเองว่า “ไปกัลกัตต้า…ต่อเรือสู่อีสเทิร์นเอเชีย”

แต่เมื่อไปถึงสถานีรถไฟ ข้าราชการในชุดขาวแจ้งข่าวไม่คาดฝัน “ขออภัยครับ…รางรถไฟยังสร้างไม่เสร็จในบางช่วง ท่านจะไปถึงกัลกัตต้าไม่ได้ในตอนนี้”

ปาสปาร์ตูอุทาน “ถ้าอย่างนั้น…เราจะเดินทางต่อยังไงล่ะครับ?” ฟ็อกไม่ตอบทันที เขาเพียงนิ่งคิด แล้วเดินตรงไปยังตลาดที่มีช้างให้เช่า

หน้าตลาด มีช้างตัวโตชื่อ “คีโอนี” ยืนอยู่อย่างสง่างาม ฟ็อกจ่ายเงินทันที พร้อมจ้างควาญช้างที่ชื่อว่า “กีซาล” จากนั้น ทั้งสามคนก็ออกเดินทางฝ่าแดดร้อน ผ่านป่ารก ผ่านต้นไทรใหญ่ และแม่น้ำที่ใสเย็น มุ่งหน้าไปทางตะวันออก

กลางป่า มีเสียงนกและเสียงลิงดังแว่วมาเป็นระยะ ลมพัดใบไม้ไหว ปาสปาร์ตูตื่นเต้น มือของเขาลูบเบา ๆ ที่คอคีโอนีแล้วพูดว่า “เจ้านี่น่ารักจังเลย”

แต่แล้ว…ก็มีเสียงกลองดังมาแต่ไกล เสียงโห่ร้อง และเสียงเครื่องเป่าดังขึ้นเรื่อย ๆ

ควาญช้างกีซาลขมวดคิ้ว “มีพิธีกรรมบางอย่างเกิดขึ้นที่วัดร้างข้างหน้า…บางทีพวกเขากำลังประกอบพิธีบูชายัญ”

เมื่อพวกเขาแอบมองจากพุ่มไม้ ก็เห็นกลุ่มคนพื้นเมืองรายล้อมอยู่รอบหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้สวมชุดส่าหรีสีขาว หลับตาอยู่กลางพิธี “เธอชื่อ อัลดา” กีซาลกระซิบ “เธอถูกบังคับให้ตามสามีที่ล่วงลับเข้าสู่ไฟมรณะ…”

ปาสปาร์ตูอุทาน “เราต้องช่วยเธอ” ฟ็อกไม่พูด เขาพยักหน้า แล้ววางแผนลอบเข้าไปช่วยในช่วงกลางคืน

ยามค่ำ ท้องฟ้าสีดำสนิท ดาวประดับอยู่เบื้องบน ปาสปาร์ตูแอบคลานเข้าไปแทนที่นักบวชคนหนึ่งในพิธี ส่วนฟ็อกรอเวลาอยู่ด้านหลังวัด

เมื่อถึงวินาทีสุดท้าย ก่อนเปลวไฟจะถูกจุด ปาสปาร์ตูลุกขึ้นอุ้มอัลดา แล้ววิ่งเต็มฝีเท้า ฝูงชนแตกฮือ เสียงตะโกนลั่นวัด ฟ็อกกระโดดขึ้นหลังคีโอนี พร้อมปาสปาร์ตูและอัลดา แล้วช้างก็กระโจนฝ่าความมืดด้วยฝีเท้าที่แข็งแรง

เสียงไล่หลังและกลองเบาลงเรื่อย ๆ ในขณะที่คีโอนีวิ่งเข้าสู่แสงแรกของยามเช้า อัลดาน้ำตาคลอ เธอกล่าวแบบคนเสียขวัญว่า “ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้…ฉันจะเดินทางไปกับคุณ ไม่ว่าจะต้องไปที่ใด”

ฟ็อกเพียงพยักหน้า ส่วนปาสปาร์ตูยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา

การเดินทางที่เริ่มด้วยผู้ชายสองคน บัดนี้มีผู้ร่วมทางเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง… และบางที หัวใจที่เคยเงียบงันก็เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นทีละน้อยโดยไม่อาจอธิบายได้

หลังจากช่วยชีวิตอัลดาออกจากพิธีบูชายัญได้อย่างหวุดหวิด ฟีเลียส ฟ็อก ปาสปาร์ตู และอัลดา ก็เดินทางต่อไปยังเมืองฮ่องกง เมืองท่าซึ่งเต็มไปด้วยเรือสำเภา เสียงระฆังดังจากร้านค้า และกลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยฟุ้งบนถนน

ฟ็อกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาดูนาฬิกาเป็นระยะ แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “เราต้องขึ้นเรือ คาร์นาติก เพื่อไปโยโกฮามาให้ทันวันพรุ่งนี้”

แต่เมื่อมาถึงบริษัทเรือ กลับพบว่ามีพายุเข้า และเรือจะออกคืนนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้

ฟ็อกรีบกลับโรงแรมเพื่อเก็บของ ส่วนปาสปาร์ตูซึ่งคิดว่าฟ็อกขึ้นเรือไปแล้ว ก็วิ่งขึ้นเรือ คาร์นาติกโดยไม่รู้ว่าเจ้านายและอัลดายังมาไม่ถึง

เมื่อฟ็อกกลับมาถึงท่าเรือ เขาเห็นเรือออกไปแล้ว พร้อมผู้ช่วยของเขาที่อยู่บนเรือลำนั้น

แทนที่จะสิ้นหวัง ฟ็อกกลับหันไปเช่าเรือเล็กชื่อ แทงกาแดร์ แล้วลงเรือไม้ฝ่าคลื่นลมในคืนเดือนมืด เพื่อไล่ตามเรือใหญ่สู่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น

อัลดานั่งเงียบอยู่ข้างฟ็อก เธอมองบุรุษผู้นิ่งเฉย แต่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค สายลมพัดปลายผมของเธอเบา ๆ ขณะที่เธอเอ่ยถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนว่า “คุณยอมเสี่ยงขนาดนี้ เพียงเพื่อไม่ให้เสียเวลา…หรือเพื่อช่วยคนที่คุณห่วงใยกันแน่?”

ฟ็อกยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะตอบเรียบ ๆ ว่า “เวลาเป็นสิ่งมีค่า…แต่บางคนที่ร่วมเดินทางก็มีค่ามากกว่าเวลาเสียอีก”

เมื่อถึงโยโกฮามา เมืองแห่งโคมแดง เสียงเครื่องดนตรีที่เรียกว่าซามิเซ็น และรอยยิ้มของชาวญี่ปุ่น ฟ็อกกับอัลดารีบเดินหาเบาะแสของปาสปาร์ตู จนพบว่า…ผู้ช่วยของเขากำลังแสดงเป็นตัวตลกอยู่ในโรงละครสัตว์

เมื่อฟ็อกกับอัลดาไปที่โรงละครสัตว์ พวกเขาพบว่าปาสปาร์ตูกำลังแสดงเป็นตัวตลกในฉากสัตว์ประหลาด เพื่อหาเงินกลับบ้าน

เมื่อปาสปาร์ตูเห็นฟ็อก เขาก็ตะลึงจนน้ำตาไหล พร้อมกับพูดออกมาว่า “เจ้านาย ผมดีใจที่ยังได้เจอทุกคนอีกครั้ง”

ฟ็อกไม่พูดอะไร เขาแค่ยิ้มเล็กน้อย แล้วก้มดูนาฬิกาของเขา

การเดินทางยังต้องดำเนินต่อไป แม้อุปสรรคยังมีอีกมาก แต่ความผูกพันของผู้ร่วมทางทั้งสาม ก็แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งจนไม่น่าจะแพ้อะไรไปง่าย ๆ

หลังจากเดินทางผ่านประเทศญี่ปุ่น ฟีเลียส ฟ็อก, ปาสปาร์ตู และอัลดา ได้โดยสารเรือชื่อ เจนเนอรัล แกรนท์ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก มุ่งสู่ฝั่งอเมริกา

ทันทีที่ถึงเมืองซานฟรานซิสโก พวกเขาก็กระโจนขึ้นรถไฟสายข้ามทวีป ด้วยเป้าหมายคือเมืองนิวยอร์ก เพื่อขึ้นเรือกลับอังกฤษให้ทันกำหนด

แต่การเดินทางในทวีปอเมริกาไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด พวกเขาต้องเผชิญกับพายุหิมะ หมอกหนา และควายป่านับร้อยตัวที่วิ่งขวางทางรถไฟกลางทุ่ง รถไฟต้องจอดชั่วคราว ปาสปาร์ตูหายใจแรงเมื่อเห็นฝูงสัตว์โถมมาแบบไม่หยุดยั้ง

“เราต้องรอ…ทุกชีวิตมีสิทธิ์เดินทางเหมือนกัน” ฟ็อกพูดเรียบ ๆ ขณะมองเวลาที่เดินไปอย่างไม่หยุดยั้ง

และเมื่อรถไฟกลับมาแล่นต่อ จู่ ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้น “ปัง! ปัง!” กลุ่มโจรพุ่งขึ้นรถไฟกลางสายฝน พวกเขาพยายามปล้นของมีค่าและข่มขู่ผู้โดยสาร

ฟ็อกคว้าร่มไม้เก่าขึ้นมา “หลบอยู่ด้านหลังฉันนะอัลดา” เขาตะโกน ปาสปาร์ตูปีนขึ้นหลังคารถไฟ วิ่งฝ่าลมและความกลัว ไล่ตามโจรจนตกลงข้างทาง

แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ความกล้าหาญและสามัคคีของผู้โดยสารช่วยกันสกัดโจรเอาไว้ได้ ทว่าหลังเหตุการณ์สงบ…ปาสปาร์ตูกลับหายตัวไปอีกครั้ง

แม้เวลาจะเหลืออยู่เพียงไม่กี่วัน แต่ฟ็อกก็ตัดสินใจกระโดดลงจากรถไฟ ฝ่าหิมะและความมืดเพื่อออกตามหาเพื่อน เวลาเป็นสิ่งมีค่า แต่เพื่อนก็มีค่าไม่แพ้เวลา หลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ ในที่สุด ฟ็อกก็พบปาสปาร์ตูถูกขังอยู่ในกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ และเขาก็ช่วยปาสปาร์ตูให้รอดกลับมาได้อย่างหวุดหวิด แต่รถไฟเที่ยวสุดท้ายที่จะไปนิวยอร์ก…ได้ออกเดินทางไปเสียแล้ว!

ท่ามกลางความสิ้นหวัง แต่ฟ็อกกลับไม่ยอมแพ้ เขารีบหาเรือเล็ก เพื่อใช้เดินทางลัดเลาะผ่านแม่น้ำและเส้นทางในป่า จนในที่สุด เขาก็พาอัลดาและปาสปาร์ตูมาถึงนิวยอร์กได้สำเร็จ

แต่ความท้าทายยังไม่จบ เพราะเรือกลไฟลำสุดท้ายที่มุ่งสู่อังกฤษได้ออกจากท่าไปแล้ว ปาสปาร์ตูถึงกับหมดแรง “พลาดแล้ว…ยังไงเราก็คงไปไม่ทัน”

แต่ฟ็อกกลับตรงดิ่งไปหาเรือขนถ่านลำหนึ่งชื่อ The Henrietta เขาขอเช่าเรือทั้งลำ พร้อมขอเปลี่ยนเส้นทางเดิมให้มุ่งหน้าสู่ลิเวอร์พูลทันที

“แต่เรือของฉันไม่ได้มีไว้สำหรับผู้โดยสาร” กัปตันร้อง ฟ็อกตอบเรียบ ๆ “ถ้าอย่างนั้น…ก็เปลี่ยนมันซะ” พร้อมจ่ายทองคำจำนวนมหาศาล

เรือแล่นท่ามกลางพายุ มหาสมุทรแอตแลนติกเต็มไปด้วยคลื่นลูกใหญ่ มันต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมากกว่าที่คิด และในช่วงกลางของการเดินทาง…เชื้อเพลิงก็หมด!

ในภาวะวิกฤต ฟ็อกนิ่งคิด แล้วสั่งด้วยเสียงแน่วแน่ว่า “ถ้าไม่มีถ่านหิน…ก็ใช้ไม้บนเรือแทน”

ปาสปาร์ตูตกใจ “หมายถึง ให้รื้อเสาไม้ พื้นเรือ แล้วต้มเป็นไอน้ำหรือครับ?”

ฟ็อกพยักหน้า “เราต้องแล่นต่อไปให้ถึง แม้จะต้องแล่นด้วยหัวใจแทนเครื่องจักร”

ไม้บนเรือค่อย ๆ ลดลงจนแทบไม่เหลือ แต่เรือก็ยังแล่นไปข้างหน้า จนในที่สุด…เรือก็เทียบท่าที่ลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในช่วงเช้ามืด

ฟ็อกรีบวิ่งไปที่สถานีรถไฟ เพื่อตรงกลับลอนดอนซึ่งเป็นจุดหมายให้ทัน แต่ที่สถานีรถไฟ มีเสียงหนึ่งตะโกนลั่นว่า “คุณฟ็อก! ผมขอจับคุณในนามของกฎหมาย”

สารวัตรฟิกซ์ซึ่งเป็นตำรวจปรากฏตัวขึ้น พร้อมหมายจับเรื่องปล้นธนาคาร แม้ทุกคนจะอธิบายว่าเขาจับผิดคน แต่ฟ็อกก็ถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราว และเวลาก็ยังคงเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด

หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย ฟีเลียส ฟ็อกก็ได้รับข่าวดีว่า ตำรวจที่ลอนดอนจับโจรตัวจริงได้แล้ว เขาถูกปล่อยตัวทันที และเขาก็รีบขึ้นรถไฟกลับบ้านด้วยหัวใจที่ยังพอมีหวัง

แต่เมื่อฟ็อกมาถึงลอนดอน นาฬิกาในบ้านบอกเวลา 20 นาฬิกา 47 นาที ของวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม

ตามเงื่อนไขการเดิมพัน เขาต้องกลับถึง สโมสรรีฟอร์มคลับ ภายในเวลา 20 นาฬิกา 45 นาที ของวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม ฟ็อกนิ่งเงียบ ดูเหมือนเขาจะสายไปแล้ว หนึ่งวันกับสองนาที

ฟ็อกไม่พูดอะไร เขาถอดหมวกอย่างสงบ แล้วนั่งลงข้างนาฬิกาพกที่เคยพาเขาท่องโลก ปาสปาร์ตูได้แต่นั่งเงียบอยู่มุมห้อง ในใจมีเพียงประโยคเดียว “เรามาช้าเกินไป…”

เช้าวันรุ่งขึ้น… บรรยากาศยังเงียบเหมือนเดิม แต่เมื่อปาสปาร์ตูหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา เขากลับต้องเบิกตาโพลง

“หนังสือพิมพ์ระบุว่า วันนี้คือ วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม

เขาหยิบหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่มีอยู่มาดู วันที่ในนั้นตรงกันหมด “เดี๋ยวก่อน…เราคิดผิด” เขาร้องอย่างตกใจ “คุณฟ็อกครับ เรากลับถึงลอนดอน ทันเวลา…มันไม่ได้ช้าเกินไปอย่างที่เราคิด”

ฟ็อกหันมา สีหน้าสงสัย

ปาสปาร์ตูจึงรีบอธิบายว่า “ตอนที่เราเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตก เราเดินตามแสงอาทิตย์ทุกวัน เวลาในแต่ละวันของเราถูก ‘ยืดออก’ ทีละนิด โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อครบ 80 วัน…เราจึงได้เวลาเพิ่มขึ้นมาหนึ่งวันเต็ม ๆ”

ฟ็อกนิ่งไปครู่หนึ่ง…แล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ถ้าวันนี้ยังเป็นวันเสาร์ และตอนนี้เพิ่ง 8 นาฬิกา เรายังมีเวลาเหลืออีก 12 ชั่วโมงกับ 45 นาทีนี่นา”

ฟ็อกหยิบหมวก หยิบไม้เท้า และออกจากบ้านอย่างไม่รอช้า

เมื่อฟ็อกเดินเข้าสู่สโมสรรีฟอร์มคลับ เสียงนาฬิกากลางห้องก็ดังขึ้นพอดี “ติ๊ง…ติ๊ง…” นาฬิกาบอกเวลา 20 นาฬิกา 45 นาที ของวัน เสาร์ที่ 21 ธันวาคม

เสียงคนในสโมสรเฮลั่น “เขามาทันเวลาจริง ๆ”

ในที่สุด ฟีเลียส ฟ็อกก็ได้รับรางวัลจากการเดิมพัน

หลังจาก 80 วันแห่งการเดินทาง ฟีเลียส ฟ็อกได้กลับมาสู่บ้านของเขาอีกครั้ง แต่ในบ้านหลังนั้น คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังเหมือนเดิม วันนี้ เขามีปาสปาร์ตู ผู้ซื่อสัตย์คอยรินชาให้ด้วยรอยยิ้ม เขามีอัลดาหญิงสาวผู้เคยเกือบสูญเสียทุกสิ่ง คอยอยู่เป็นกำลังใจให้เขา ดังนั้น สิ่งที่เขาได้รับจากการเดินทาง 80 วันรอบโลก จึงไม่ใช่แค่เงินเดิมพัน แต่คือชีวิตที่ได้รับการเติมเต็มด้วยความรักจากคนที่อยู่เคียงข้างและหัวใจของตัวเองที่กล้าหาญแต่อ่อนโยนกว่าเดิม

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

นิทานอีสปสอนใจเรื่อง หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น | นิทานก่อนนอนแสนสนุก

นิทานอีสปเรื่องหมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เล่าขานกันมายาวนานทั่วโลก นิทานสั้น ๆ เรื่องนี้ไม่เพียงสนุกและเข้าใจง่าย แต่ยังแฝงข้อคิดสอนใจลึกซึ้งให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการยอมรับความจริง และการไม่หลอกตัวเองเมื่อผิดหวัง เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหา นิทานสอนใจสำหรับเด็ก เพื่ออ่านให้ลูกฟังก่อนนอน หรือใช้ประกอบการเรียนรู้ในห้องเรียน นิทานเรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งนิทานที่ไม่ควรพลาดในคลังนิทานของคุณ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าแห่งหนึ่ง ในวันที่มีแสงแดดแผดเผา มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินหาของกินเหมือนเช่นทุกวัน หมาจิ้งจอกเดินวนไปเวียนมาอยู่หลายชั่วโมง แต่มันก็ยังไม่พบอะไรที่สามารถกินได้เลย หมาจิ้งจอกหิวยิ่งกว่าหิว แถมมันยังกระหายน้ำจนแทบจะหมดแรงไปกองอยู่กับพื้น

แต่แล้วจู่ ๆ หมาจิ้งจอกก็มองเห็นต้นองุ่น ที่มีพวงองุ่นห้อยลงมาจากเถาไม้ใหญ่ พวงองุ่นสีม่วงเข้มที่สุกงอม เปล่งประกายเหมือนอัญมณีที่แวววาวภายใต้แสงแดด

“โอ้… นั่นมันองุ่นม่วงแสนหวานนี่นา!” สุนัขจิ้งจอกคิดในใจ มันจ้องมองพวงองุ่น แล้วตัดสินใจทันทีว่า “วันนี้ฉันจะได้กินองุ่นอร่อย ๆ สักที!”

เมื่อคิดเช่นนั้น มันจึงรีบสาวเท้าไปที่ต้นองุ่น แล้วกระโดดขึ้นไปงับองุ่นอย่างสุดแรงเกิด แต่เนื่องจากพวงองุ่นอยู่สูงและแกว่งไกวไปมา หมาจิ้งจอกจึงงับองุ่นไม่สำเร็จ

หมาจิ้งจอกพยายามกระโดดงับอีกครั้งและอีกครั้งและอีกครั้ง มันพยายามกระโดดให้สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น แต่จนแล้วจนรอด มันก็ยังงับองุ่นไม่ได้สักที

“อีกนิดเดียว… แค่กระโดดให้สูงขึ้นอีกนิดเดียว!” สุนัขจิ้งจอกพูดกับตัวเอง

แม้หมาจิ้งจอกจะเริ่มขาสั่นเพราะหมดแรง แถมยังหอบแฮ่ก ๆ ด้วยความเหนื่อย แต่มันก็ยังไม่ยอมแพ้ มันกระโดดอีกครั้งและอีกครั้งและอีกครั้ง แต่มันก็ยังงับองุ่นไม่ได้

หลังจากที่หมาจิ้งจอกพยายามกระโดดงับองุ่นรวมเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าครั้ง หมาจิ้งจอกก็เริ่มหายใจเสียงดังแฮ่กแฮ่กแฮ่ก หมาจิ้งจอกเหนื่อยมาก ขาของมันสั่นเหมือนจะหลุดออกจากกัน ในที่สุด หมาจิ้งจอกก็ล้มตัวลงนอนหอบอยู่ใต้ต้นองุ่น พร้อมกับอ้าปากหายใจเพราะหายใจไม่ทันจริง ๆ

“สุดยอดไปเลย!” หมาจิ้งจอกหายใจหอบแฮ่กแฮ่ก “ทำไมองุ่นถึงได้อยู่สูงขนาดนี้กันนะ…แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แต่… ฉันยังมีแรงกระโดดได้อยู่นะ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก”

หมาจิ้งจอกพยายามวางมาดเท่ แต่จริง ๆ แล้ว มันเหนื่อยและกระหายน้ำจนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว

หมาจิ้งจอกนอนหอบ แล้วพูดต่อไปว่า “แต่องุ่นพวงนี้ ดู ๆ ไปแล้วก็คงไม่อร่อยหรอกนะ!” หมาจิ้งจอกพูดไป ขาสั่นไป “องุ่นสีม่วงแบบนี้….คงเปรี้ยวและฝาดเกินไปแหละ….ไม่เห็นจะน่ากินตรงไหน…..ฉันไม่อยากกินองุ่นแบบนี้หรอก!”

หมาจิ้งจอกเบือนหน้าจากองุ่น แล้วพยายามชันตัวลุกขึ้นจากพื้น หมาจิ้งจอกพยายามยืนให้ตัวเองดูเท่ แต่พอยืนได้ ขาของมันกลับสั่นพั่บ ๆ จนมันเกือบล้มลงไปอีก

หมาจิ้งจอกพยายามทรงตัวยืนให้อยู่เพื่อรักษาความเท่ แล้วมันก็ยืดคอและพูดว่า “ใช่แล้ว! องุ่นม่วงไม่หวานหรอก แหยะ! ไม่เห็นน่ากินตรงไหนเลย”

เมื่อพูดจบ หมาจิ้งจอกก็เดินจากไป พร้อมกับอาการขาสั่น ๆ และเสียงหายหายใจหอบที่ค่อย ๆ จางหายไปในป่า.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้:

เมื่อเราทำสิ่งใดไม่สำเร็จ บางครั้งเราก็อาจพยายามลดคุณค่าของสิ่งนั้น เพื่อปลอบใจตัวเอง ทั้งที่ลึก ๆ แล้ว เรายังอยากได้มันอยู่ จงกล้ายอมรับความจริงและกล้ายอมรับความล้มเหลว ไม่ควรกล่าวโทษสิ่งรอบข้างหรือแกล้งทำเป็นไม่อยากได้สิ่งนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน : คนเลี้ยงแกะกับทะเล | นิทานอีสปสอนใจเรื่องความโลภ

ในโลกของนิทานอีสปที่เปี่ยมด้วยข้อคิดและคติสอนใจ มีเรื่องราวมากมายที่เล่าให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม เรื่อง “คนเลี้ยงแกะกับทะเล” ก็เป็นอีกหนึ่งนิทานที่สอนเราเกี่ยวกับความโลภและความพอเพียงได้อย่างลึกซึ้ง นิทานเรื่องนี้เล่าถึงชายเลี้ยงแกะผู้มีความฝันอยากรวยจากทะเล แต่เมื่อความโลภเข้าครอบงำ เขากลับต้องพบกับบทเรียนครั้งใหญ่

กาลครั้งหนึ่ง ณ เชิงเขาอันเขียวขจี มีชายเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ชื่อว่า “ไคลอส” ไคลอสใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พออยู่พอกิน โดยเขามีฝูงแกะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและทรัพย์สินอันมีค่า ไคลอสรักงานของเขา แม้ว่าบางครั้ง…เขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยมากก็ตาม

เย็นวันหนึ่ง หลังจากไคลอสต้อนแกะกลับคอก เขานั่งพักใต้ต้นโอ๊กใหญ่ แล้วมองไปยังทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกสะท้อนแสงสีทองส่องประกายอยู่บนผิวน้ำ ทะเลช่างงดงามและลึกลับเสียเหลือเกิน

ทันใดนั้น ไคลอสก็สังเกตเห็นเรือสินค้าลำหนึ่งล่องผ่านไป เรือลำนั้นบรรทุกของมีค่าเอาไว้มากมาย พ่อค้าและลูกเรือดูร่ำรวยและมีความสุขสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของพวกเขาดังแว่วมาถึงชายฝั่ง

“ชีวิตของพวกเขาช่างน่าตื่นเต้นและอู้ฟู่เหลือเกิน” ไคลอสคิด “ต่างจากข้าที่มีแต่ฝูงแกะกับชีวิตจำเจ หากข้ามีเรือ ข้าอาจได้ผจญภัยและพบโชคลาภเช่นนั้นบ้างก็ได้”

ด้วยความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต ไคลอสจึงตัดสินใจขายฝูงแกะทั้งหมดของเขา แล้วซื้อเรือขนาดเล็ก ที่แม้มันจะเก่าคร่ำคร่า แต่มันก็เป็นเรือที่ยังใช้งานได้

วันแรกที่ไคลอสออกเดินทาง ท้องทะเลดูสงบ สายลมอุ่น ๆ พัดมาเบา ๆ เสียงคลื่นลูบไล้เรือราวกับเชื้อเชิญให้คนช่างฝันเกิดความฮึกเหิมในการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้ากลับมืดครึ้ม เมฆฝนก่อตัว พายุใหญ่พัดกระหน่ำ น้ำซัดกระแทกเรือให้โคลงเคลง จนในที่สุด เรือก็ล่ม ไคลอสจมลงทะเล ส่วนเรือที่เขาคิดว่าจะนำความร่ำรวยมาให้ก็จมหายไปในพริบตา

แต่โชคยังดี ไคลอสพาตัวเองขึ้นฝั่งได้สำเร็จ เนื้อตัวของเปียกปอนและไร้ทรัพย์สินใด ๆ คนเลี้ยงแกะที่เคยมีฝูงแกะเล็ก ๆ เป็นทรัพย์สินอันมีค่า กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

ไคลอสมองทะเลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นแล้วรำพึงว่า “เจ้าช่างงดงามและยั่วยวน แต่เจ้าแสนหลอกลวงและกลืนกินทุกสิ่ง”

ไคลอสกลับไปที่บ้านบนภูเขา แม้ไคลอสจะไม่มีฝูงแกะอีกแล้ว แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขารู้คุณค่าของสิ่งที่เขาเคยมี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“ความโลภมักทำให้เรามองข้ามสิ่งที่มีอยู่แล้ว จนสูญเสียทุกอย่างไปในที่สุด”

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

มดกับตั๊กแตน นิทานอีสปก่อนนอน | สอนใจเรื่องความขยันและการเตรียมความพร้อม

นิทานอีสปสอนใจ เรื่อง “มดกับตั๊กแตน” (The Ant and the Grasshopper) เป็นนิทานสั้น ๆ แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการวางแผนชีวิต การใช้เวลาอย่างฉลาด และคุณค่าของความขยันหมั่นเพียร นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่และครูที่นำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการทำงาน และรู้จักเตรียมตัวล่วงหน้า

ในเวอร์ชันนิทานนำบุญที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เราได้ขยายเนื้อหาให้สนุกมากยิ่งขึ้น โดยคงสาระสำคัญของต้นฉบับไว้ พร้อมเพิ่มสีสันของบทสนทนาและบรรยากาศ เพื่อให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินและเข้าใจบทเรียนชีวิตที่แฝงอยู่ในนิทานได้อย่างชัดเจน

ในฤดูร้อนที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี เสียงจิ้งหรีดขับกล่อมยามเช้า ผีเสื้อเต้นรำอยู่เหนือดอกไม้ และท้องฟ้าสดใสราวกับไม่เคยมีเมฆฝนมาก่อน

ท่ามกลางความสุขนั้น มีมดตัวหนึ่งกำลังแบกเมล็ดข้าวโพดเม็ดเท่าหัวของมันเอง เดินอย่างมุ่งมั่นบนเส้นทางแคบ ๆ สู่รังของมัน มันหยุดหอบหายใจเป็นพัก ๆ แต่ไม่เคยบ่น มันทำงานหนักทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย แต่มดก็ยิ้มในใจ เพราะมันรู้ว่า… ฤดูหนาวกำลังจะมา

บนใบหญ้าไม่ไกลนัก ตั๊กแตนสีเขียวสดตัวหนึ่งนอนหงายดีดขาเล่น เป่าใบไม้เป็นทำนองเหมือนเป่าฟลุต และหัวเราะเสียงใสดังไปทั่วทุ่ง

“เฮ้! เจ้ามดน้อย ทำไมต้องเหนื่อยยากขนาดนั้น?” ตั๊กแตนร้องขึ้น พลางตีลังกาอย่างสนุกสนาน “อากาศก็ดี อาหารก็หาได้ทั่วไป เจ้าควรจะมาเต้นรำกับข้า หรืออย่างน้อยก็นั่งพักใต้เงาไม้สักหน่อย!”

มดหอบเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบว่า “ข้ากำลังเตรียมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว… เจ้าเองก็ควรเก็บสะสมไว้บ้างนะ เวลาฤดูหนาวมา เจ้าอาจไม่มีอะไรจะกิน”

ตั๊กแตนหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “ฮะฮะฮ่า! เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ฤดูหนาวยังมาไม่ถึง ข้ามีเวลาสนุกอีกตั้งหลายวัน!”

หลังจากวันนั้น ตั๊กแตนก็ยังคงเต้นรำ เล่นดนตรี และร้องเพลงตลอดฤดูร้อน ในขณะที่มดก็ยังคงทำงานแบบไม่หยุดพัก

และแล้ววันหนึ่ง สายลมเย็นก็เริ่มพัดมา ใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง และในที่สุด… หิมะก็โปรยปรายลงมาจากฟ้า

ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวกลับกลายเป็นสีขาวโพลน ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงลมครวญครางในความว่างเปล่า

ในรังใต้ดินที่อบอุ่น มดนั่งกินเมล็ดธัญพืชที่สะสมไว้ รู้สึกอิ่ม อุ่น และปลอดภัย ในขณะที่ตั๊กแตน… ได้แต่ตัวสั่นอยู่ใต้กิ่งไม้ โดยไม่มีอาหาร ไม่มีที่ซ่อน และไม่มีเพื่อน

สุดท้าย เมื่ออากาศหนาวเหน็บจนเกินจะรับไหว ตั๊กแตนจึงตัดสินใจไปเคาะประตูรังของมด

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก เจ้ามด… ข้า… ข้าหิว… ข้าหนาว… ข้าผิดไปแล้ว ข้าควรฟังเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น…”

มดมองเขาผ่านช่องประตู แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกช้า ๆ จากนั้น มดก็พูดว่า “เข้ามาก่อนเถอะ ตั๊กแตน” มดพูดอย่างอ่อนโยน “ตอนนี้ เธอคงได้เรียนรู้แล้วว่า… เวลาแห่งการทำงานมีค่าไม่แพ้เวลาแห่งความสนุก”

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ตั๊กแตนก็เปลี่ยนไป แม้มันจะยังคงเล่นดนตรี แต่มันแบ่งเวลาเอาไว้สะสมอาหารด้วย และเมื่อฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง มันก็สามารถรับมือกับความหนาวได้ด้วยกำลังของมันเอง

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“คนที่ขยันหมั่นเพียรและรู้จักเตรียมพร้อมในเวลาที่เหมาะสม จะไม่ลำบากในภายหลัง ต่างจากคนที่มัวแต่สนุกสนานโดยไม่คิดถึงอนาคต”


Posted in Uncategorized

นิทานอีสป สอนใจ | หมากับเงา

นิทานอีสป (Aesop’s Fables) คือวรรณกรรมคลาสสิกที่ได้รับความนิยมทั่วโลกมานานหลายศตวรรษ เป็นนิทานขนาดสั้นที่แฝงข้อคิดและคติสอนใจไว้อย่างเรียบง่าย เข้าใจง่าย และเหมาะกับทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่สามารถเรียนรู้คุณธรรมและการแยกแยะความดีความชั่วได้จากเรื่องเล่าแสนสนุกเหล่านี้

หนึ่งในผู้แปลนิทานอีสปให้เป็นภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย คือ จอร์จ ไฟเลอร์ ทาวน์เซนด์ (George Fyler Townsend) ซึ่งแปลผลงานไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1867 งานแปลของเขามีความเรียบง่าย ตรงประเด็น และคงความหมายของนิทานต้นฉบับไว้อย่างชัดเจน จนกลายเป็นฉบับมาตรฐานที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงและแปลต่อในหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย

ในหน้านี้ คุณจะได้พบกับ นิทานอีสปเรื่อง “หมากับเงา” ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิกจากฉบับแปลของ Townsend ที่ยังคงเปี่ยมด้วยข้อคิดแม้เวลาจะผ่านไปกว่าร้อยปี เป็นนิทานที่สอนให้รู้จักพอใจในสิ่งที่มี และไม่หลงเชื่อภาพลวงตาจนทำลายสิ่งดี ๆ ที่อยู่ในมือ

Original (Townsend):

A dog, crossing a bridge over a stream with a piece of meat in his mouth, saw his own shadow in the water and took it for another dog with a piece of meat double his own. He immediately let go of his own and fiercely attacked the other dog to get his larger piece. He thus lost both: that which he grasped at in the water, because it was a shadow, and his own, because the stream swept it away.

แปลไทยแบบตามเนื้อหา:

สุนัขตัวหนึ่งคาบเนื้อข้ามสะพาน เมื่อมองลงไปในน้ำ เห็นเงาของตนเองก็คิดว่าเป็นสุนัขตัวอื่นถือเนื้อชิ้นใหญ่กว่า จึงอ้าปากจะคว้าชิ้นของผู้อื่น ทำให้เนื้อที่คาบอยู่ตกลงไปในน้ำ และเงาก็หายไปตามกระแสน้ำเช่นกัน

แปลไทยแบบเข้าใจง่าย:

หมาคาบเนื้อเดินข้ามสะพาน เห็นเงาในน้ำคิดว่าเป็นหมาอีกตัวที่ได้เนื้อใหญ่กว่า มันรีบกระโจนใส่เงา เนื้อของตัวเองเลยหล่นน้ำไป ส่วนเนื้อในเงาก็ไม่มีจริง มันเลยไม่ได้อะไรเลย

ข้อคิด:

โลภมากลาภหาย



Posted in Uncategorized

นิทานอีสป สอนใจ | ราชสีห์กับหนู

ในบางคืน ที่คุณพ่อคุณแม่ง่วงมาก ๆ หลังจากอ่านนิทานให้ลูกฟังไปแล้ว 1 เรื่อง ลูกอยากขอฟังนิทานเพิ่มอีกเรื่อง หรือคุณครูที่อยากให้รางวัลเด็ก ๆ ด้วยนิทาน แต่มีเวลาไม่มากนัก นิทานอีสปสอนใจ ที่แปลจากต้นฉบับของ George Fyler Townsend น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

นิทานชุดนี้ จะนำเสนอนิทานอีสปฉบับภาษาอังกฤษตามสำนวนของ George Fyler Townsend โดยแปลเป็นไทย 2 แบบ คือ แบบตามเนื้อหา และแบบเข้าใจง่าย

Original (Townsend):

A Lion was awakened by a Mouse running over his face. Rising in anger, he caught him and was about to kill him. The Mouse pleaded for his life, saying:
“Spare me, and I will repay you someday.”
The Lion laughed but let him go.
Later, the Lion was caught in a net. The Mouse came and gnawed the ropes, and set him free.

แปลไทยแบบตามเนื้อหา:

สิงโตตื่นขึ้นเพราะหนูวิ่งผ่านหน้า ด้วยโทสะ มันจับหนูไว้และคิดจะฆ่าเสีย หนูจึงร้องขอชีวิตว่า “โปรดไว้ชีวิตข้า แล้ววันหนึ่งข้าจะตอบแทนท่าน”
สิงโตหัวเราะ แต่ก็ปล่อยหนูไป
ไม่นาน สิงโตติดกับดัก หนูกลับมา กัดเชือกขาดและปล่อยสิงโตเป็นอิสระ

แปลไทยแบบเข้าใจง่าย:

หนูตัวเล็กก็ช่วยสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้น คนเล็ก ๆ ก็ทำเรื่องยิ่งใหญ่ได้

ข้อคิด:

อย่าดูถูกคนที่ด้อยกว่า เพราะเขาอาจช่วยเราได้ในยามยาก