นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชุดสวยของเจ้าหญิง

นิทานเรื่อง ชุดสวยของเจ้าหญิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กสาวแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามายา   มายาเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตเรียบง่าย  เธออาศัยอยู่กับแม่ตามลำพังในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไม่มากนัก  มายารักแม่ของเธอมาก  เธออยากให้แม่ที่มีอายุมากแล้วมีความสุข  ด้วยเหตุนี้มายาจึงรับอาสาหาเงินมาจุนเจือครอบครัวแต่เพียงลำพัง

ทุกๆ เช้า มายาจะออกไปเก็บดอกไม้ในสวนหลังบ้าน เพื่อนำไปขายที่ตลาดในตัวเมือง มายาเป็นคนรักดอกไม้  แม้รายได้จากการขายดอกไม้อาจจะไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพวกมัน

ทุกๆ เย็น มายามักจะแบ่งสตางค์ส่วนหนึ่งที่เธอหาได้ และนำมันไปซื้ออาหารมาแจกจ่าย ให้กับนกที่บินเข้ามาในสวนของเธอ  เมื่อนกรู้ว่ามีคนใจดีนำอาหารมาให้  ทุกๆ เย็น ในสวนดอกไม้ ของมายาจึงคราคร่ำไปด้วยฝูงนกน้อยใหญ่ที่แวะเวียนมาสังสันทน์กันอย่างไม่ขาดสาย

อยู่มาวันหนึ่ง  แม่ของมายาเกิดล้มป่วยลงด้วยโรคของผู้สูงอายุ  มายากังวลใจและคิดหาวิธีที่จะทำให้แม่ของเธอมีอาการดีขึ้น  แน่นอน..มายาควรที่จะพาแม่ของเธอไปหาหมอ  แต่น่าเสีย-ดาย…มายามีเงินไม่มากพอที่จะพาแม่ไปรักษา

มายาคิดว่าเธอควรจะมองหางานใหม่ที่จะทำให้เธอมีรายได้มากขึ้น  โชคดีที่มีทหารของ พระราชาออกมาป่าวประกาศรับสมัครคนดีมีฝีมือเพื่อทดลองเป็นช่างตัดชุดราตรีของเจ้าหญิงซึ่งมีพระนามว่าเจ้าหญิงมินตรา  ทุก ๆ คนรู้ดีว่า เจ้าหญิงมินตราเป็นเจ้าหญิงองค์น้อยที่มีนิสัยขี้เบื่อ ชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิงทนใส่ได้ตลอดทั้งคืนจึงต้องเป็นชุดราตรีที่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้ารับอาสาทำชุดให้เจ้าหญิงมินตราเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นก็แต่เพียงมายาที่เธอคิด ว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะสามารถหาเงินมารักษาแม่ของเธอได้

เย็นวันนั้น  มายาให้อาหารนกไปพร้อมๆ กับเฝ้าครุ่นคิดถึงแบบชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิง มินตรารู้สึกพอพระทัย  “ชุดแบบไหนที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เบื่อและไม่ถอดทิ้งไปเสียเฉยๆ นะ” มายา รำพึงออกมาเบาๆ 

เมื่อฝูงนกได้ยินเรื่องที่หญิงสาวที่แสนเมตตากำลังครุ่นคิดอยู่  ฝูงนกน้อยใหญ่จึงพยายามชี้ทางให้มายาด้วยการช่วยกันบินไปคาบกลีบดอกไม้หลากสี แล้วนำกลีบดอกไม้เหล่านั้นมาเรียงต่อกันบนพุ่มไม้ จนดูคล้ายๆ กับเป็นชุดราตรีที่มีสีสันแปลกตาอย่างน่าพิศวง  มายายิ้มขอบคุณ เหล่าบรรดานกทั้งหลายที่ช่วยให้ความคิดที่แสนวิเศษแก่เธอ  หลังจากนั้น มายาก็รีบลงมือร้อยกลีบ ดอกไม้ให้กลายเป็นชุดราตรีสำหรับเจ้าหญิงอย่างไม่รอช้า

รุ่งขึ้น มายารีบนำชุดราตรีที่เธอเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ไปมอบให้แก่เจ้าหญิงมินตราทันที เจ้าหญิงมินตราทรงประหลาดใจที่ได้เห็นชุดราตรีแสนสวยซึ่งทำจากกลีบของดอกไม้หลากสี  พระองค์ทรงหลงใหลในความงามของชุดราตรีทันทีที่ได้เห็น  และเมื่อเจ้าหญิงมินตราทรงลองสวมใส่ชุดราตรีที่ทำจากกลีบดอกไม้  ความนุ่มนวลและบางเบาของกลีบดอกไม้ รวมเข้ากับกลิ่นหอมเย็นที่เจ้าหญิงไม่เคยได้พานพบมาก่อน ก็ทำให้เจ้าหญิงขี้เบื่อทรงพอพระทัยและมีอารมณ์ที่เบิกบานอย่างเห็นได้ชัด

ในค่ำคืนนั้น  เจ้าชายรูปงามจากเมืองต่างๆ ต่างพยายามที่จะขอสนทนากับเจ้าหญิงมินตราจนไม่เหลือเวลาให้พระองค์รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย  เจ้าหญิงมินตราทรงมีความสุขมากที่ใครต่อใคร ต่างพากันชื่นชมชุดราตรีที่ทั้งสวยทั้งหอมที่พระองค์ทรงสวมใส่อยู่  และเมื่องานเลี้ยงผ่านพ้นไป เจ้าหญิงมินตราก็มีเรื่องสำคัญที่พระองค์จะต้องทูลให้พระบิดารับทราบให้จงได้

วันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงมินตรารีบเข้าเฝ้าพระบิดาตั้งแต่เช้า เจ้าหญิงมินตราทรงขอร้องให้พระราชามอบรางวัลให้แก่มายามากกว่าที่เคยสัญญาเอาไว้ถึง 3 เท่า และทรงขอให้พระบิดารับมายาเข้ามาเป็นช่างตัดชุดประจำพระองค์นับตั้งแต่วันนั้น

ในที่สุด มายาก็มีเงินมากพอที่จะพาแม่ไปหาหมอ  มิหนำซ้ำ เธอยังได้งานใหม่ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับดอกไม้ที่เธอรักแสนรัก   มายาตั้งใจทำชุดสวยจากดอกไม้ให้เจ้าหญิงสวมใส่อย่างไม่รู้เบื่อ ส่วนเจ้าหญิงมินตราเองก็ทรงมีจิตใจที่สงบเย็นและอ่อนหวานตามชุดดอกไม้ที่พระองค์ทรงสวมใส่ และเมื่อเวลาผ่านไป  เรื่องราวของชุดดอกไม้ก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันอย่างไม่รู้เบื่อ 

 และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in #นิทานนานาชาติ, #นิทานเจ้าหญิง, นิทานก่อนนอน

นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ

“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก

หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ

ภาพประกอบนิทานเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ เป็นฉากสำคัญที่แม่มดใจร้ายในคราบหญิงชรานำแอปเปิ้ลอาบยาพิษมายื่นให้เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คนต่อเทียน

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นนิทานที่มีความหมายสำหรับผมมาก ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้ไหมหรือจะเข้าใจเนื้อหาของนิทานไหม แต่หัวใจของนิทานเรื่องนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อจริง ๆ เหมือนที่ผมเลือกแต่งนิทาน เพราะผมเชื่อว่า การทำให้เด็กมีความสุขเป็นสิ่งที่ผมควรทำ

หลังจากนิทานได้พิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนไปแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับเสียงสะท้อนใด ๆ จากผู้อ่าน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่เมื่อผมนำนิทานเรื่องนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ หนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง “คนต่อเทียน” ก็ได้รับรางวัลราว 3-4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักเขียนนิทานของผม แต่ถ้อยคำในหนังสือคนต่อเทียน กับ นิทานต้นฉบับมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของสื่อหนังสือภาพและสื่อนิทาน ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านลองอ่านนิทานเรื่องนี้ในแบบดั้งเดิม และถ้าถูกใจอาจลองหาฉบับหนังสือภาพของสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์มาอ่านอีกครั้ง ผมเชื่อว่านิทานและหนังสือภาพเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นผลงานที่มีคุณค่าสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตครับ

นิทานเรื่อง คนต่อเทียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกที่ห่างไกลจากความเจริญ ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นคนยากจนและมีชีวิตที่ลำบาก  หนำซ้ำ…หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน  ชาวบ้านทุกคนก็แทบจะไม่กล้าออกจากเรือนพัก เพราะรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นป่าทึบที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังยากที่จะส่องลงมาได้  ทำให้สัตว์ร้ายต่าง ๆ มักแฝงตัวอยู่ในความมืด แล้วหาโอกาสทำร้ายชาวบ้านหรือนักเดินทางที่บังเอิญผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง  ชายชราซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านรู้สึกเป็นห่วงลูก ๆ หลาน  ๆ และผู้คนที่อาจโดนสัตว์ป่าทำร้ายไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ชายชราจึงปรึกษากับภรรยาที่มีอายุไล่เลี่ยกันเพื่อหาวิธีป้องกันอันตรายให้แก่ทุก ๆ คน

หลังจากที่สองตายายปรึกษาหารือกันอยู่หลายวัน  ในที่สุด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจนำเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตไปซื้อเทียนไขจำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม แล้วทำการจุดเทียน พร้อมกับนำมันไปติดตั้งบนก้อนหินทั้งในตัวหมู่บ้านและในราวป่า  จนหมู่บ้านและป่าที่เคยมืดสนิทในยามค่ำคืนกลับสว่างไสวด้วยแสงเทียนดูงามตาน่าพิศวง 

แสงเทียนที่งดงามทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอยากรู้ว่าแสงสว่างกลางป่ามีที่มาอย่างไร  ชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลบางคนเข้าใจว่า ผู้ที่นำเทียนมาติดตั้งในป่าอาจเป็นคนของพระราชาผู้ครองแคว้น, บางคนเดาว่าอาจเป็นความเมตตาของเศรษฐีใจบุญที่มีเงินมหาศาล, บางคนคิดไปว่าอาจเป็นฝีมือของเทวดาที่แอบมาช่วยเหลือมนุษย์  เมื่อความสงสัยทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันเข้าไปในป่าเพื่อหาคำตอบ 

เมื่อชาวเมืองทั้งหลายพากันเข้ามาในป่า  พวกเขาก็เห็นชายชรากับภรรยาค่อย ๆ เดินจุดเทียนไปทีละเล่ม ๆ จนครบทั้งหนึ่งหมื่นเล่มอย่างไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  หลังจากนั้น  ชาวเมืองก็ตามสองตายายกลับไปที่เรือนพัก ซึ่งเพียงแค่เห็นสภาพของเรือนพัก ทุกคนก็รู้ในทันทีว่า ผู้เฒ่าทั้งสองไม่น่าจะเป็นคนที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้แต่อย่างใดเลย

ชาวเมืองทั้งหลายจึงสงสัยว่า ชายชรากับภรรยาได้อะไรจากการจุดเทียนไปทั่วทั้งป่า (หรือมีคนจ้างวานให้ทำเช่นนี้) แต่เมื่อชาวเมืองได้ฟังคำตอบของผู้เฒ่าทั้งสอง ชาวเมืองก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะทั้งคู่ตอบว่า  สิ่งที่ได้จากการจุดเทียนมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

จริง ๆ แล้ว  สองตายายผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่าไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างในยามค่ำคืนเลยแต่เพียงเพราะผู้เฒ่าทั้งสองอยากป้องกันภัยให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในหมู่บ้านของตัวเองและผู้คนทั้งหลายที่อาจจำเป็นต้องเดินทางผ่านป่าในยามค่ำคืน  ชายชราและภรรยาจึงเสียสละเงินส่วนตัวก้อนสุดท้ายและเรี่ยวแรงที่มี ทำการจุดเทียนหนึ่งหมื่นเล่มทุกวันเพื่อให้ทุก ๆ คนปลอดภัยจากสัตว์ร้ายในป่า

ความตั้งใจดีของสองตายายจุดประกายให้ทุก ๆ คนนึกอยากทำความดีเพื่อผู้อื่นบ้าง  ชาว เมืองทั้งหลายจึงผลัดกันนำเทียนเล่มใหม่มาแทนเทียนหนึ่งหมื่นเล่มของชายชราและภรรยาที่ค่อย ๆ สั้นลงทุกวัน ๆ  รวมทั้งพวกเขายังบริจาคเงินทองและแบ่งปันข้าวของให้แก่ชาวบ้านในป่าที่มีฐานะยากจนกว่าอีกด้วย

ส่วนชาวบ้านในป่านั้น  พวกเขาก็นำอ่างใส่น้ำดื่มมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน, ทำเพิงนั่งพักให้คนที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางได้ใช้หลบแดด, ติดป้ายและกระดิ่งที่ประตูให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเรียกหาได้ทุกเวลา, จัดขนมผัดขนมต้มและผลไม้วางไว้ให้นักเดินทางได้ใช้รองท้อง และพยายามเสนอตัวช่วยเหลือคนทุกคนตามกำลังที่มีอยู่

ความดีที่ผู้สูงอายุทั้งสองได้กระทำลงไปเปรียบเหมือนการเริ่มต้นจุดเทียนให้แสงสว่างแก่สังคมที่มืดมิด  แม้ในตอนแรกแสงอาจยังน้อย แต่เมื่อผู้คนเห็นดีเห็นงามกับการทำความดีและพร้อมใจกันต่อเทียนแห่งความดีด้วย   ทุกหนทุกแห่งจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีงามและความสุข

สองตายายดีใจมากที่ได้เห็นคนทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ส่วนผู้คนทั้งหลายนั้น  เมื่อพวกเขาเล็งเห็นถึงจิตใจอันดีงามของผู้เฒ่าทั้งสอง  ทุกคนจึงช่วยกันดูแลชายชราและภรรยาผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้มีความสุขสืบมา…ตลอดชั่วชีวิตของท่าน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โถวงกต

นิทานเรื่อง โถวงกต

“นาธาน” เป็นเด็กหนุ่มซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แร้นแค้นแสนเข็ญ  แม้ชาวบ้านจะเป็นคนขยัน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจึงค่อย ๆ ย่ำแย่ลงตามลำดับ นาธานไม่อยากปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เขาอยากให้ทุก ๆ คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปแสวงโชค ณ ดินแดนแห่งอื่น

ในระหว่างการเดินทาง  นาธานได้พบหญิงชราคนหนึ่งนอนเป็นลมล้มฟุบอยู่ริมถนน  ชายหนุ่มนึกถึงคำของพ่อกับแม่ที่สอนให้เขามีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือหญิงชราผู้น่าสงสารทันที

เมื่อหญิงชรามีอาการดีขึ้น  นางจึงมอบโถดินเผาขนาดยักษ์ที่นางปั้นเองกับมือให้แก่นาธานเพื่อเป็นการขอบคุณ  แม้นาธานจะไม่ได้หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน แต่เขาก็ไม่อยากให้หญิงชราต้องเสียน้ำใจ  ดังนั้น นาธานจึงยอมรับโถดินเผาเอาไว้แต่โดยดี

โถดินเผาที่หญิงชราทำขึ้นนั้นมีชื่อเรียกว่า “โถวงกต”  มันเป็นโถแปลกประหลาดที่เมื่อใส่ของเข้าไปแล้ว ของที่ใส่ลงไปก็จะหลงทางอยูในโถโดยไม่มีใครสามารถนำมันออกมาจากโถได้อีก  นาธานไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดหญิงชราจึงทำโถแปลก ๆ เช่นนี้ออกขาย (เขาเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากซื้อโถประหลาด ๆ แบบนี้เป็นแน่) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  นาธานก็ยังคงแบกมันติดตัวไปด้วย โดยหวังว่าสักวัน เขาจะสามารถไขข้อสงสัยให้กระจ่างได้

นาธานออกเดินทางต่อจนได้พบกับเมืองร้างและปราสาทที่มีเพียงพระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงอาศัยอยู่ เมื่อนาธานสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุจากพระราชา พระองค์ก็ทรงเล่าให้นาธานฟังว่า เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเพราะมีปิศาจมากหน้าหลายตามาติดใจรักใคร่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวของพระองค์ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากเป็นเจ้าสาวของปิศาจ ปิศาจทั้งหลายจึงแกล้งมาหลอกหลอนจนผู้คนในเมืองพากันหนีหายไปจนหมด

เด็กหนุ่มไม่ชอบการกระทำของพวกปิศาจเอาเสียเลย และเมื่อเขานึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่ เขาจึงอาสาช่วยพระราชาจัดการกับปิศาจเหล่านั้น

แม้นาธานจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ ที่จะใช้ต่อกรกับพวกปิศาจ แต่เขาเชื่อมั่นว่าหากเขาใช้ปัญญาขบคิด เขาก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง นาธานจึงรวบรวมสมาธิเพื่อคิดหาวิธีปราบปิศาจ จนในที่สุด เขาก็ค้นพบหนทางที่น่าจะเป็นไปได้

นาธานเล่าแผนการทั้งหมดให้พระราชาฟัง จากนั้น เขาก็ขอร้องให้พระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงช่วยกันเล่นละครเพื่อลวงเหล่าปิศาจให้ติดกับ!

ตกกลางคืน เมื่อปิศาจทั้งหลายพากันมาชุมนุมที่ปราสาทของพระราชา พระราชากับพระราชินีจึงแกล้งทำทีว่าพระองค์ทรงตัดสินใจที่จะยกเจ้าหญิงให้แก่เหล่าปิศาจ เพื่อเป็นการยุติปัญหา พระราชาแจ้งให้พวกปิศาจทราบว่า พระองค์ได้ใส่แหวนประจำตระกูลเอาไว้ในโถดินเผาขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนพื้น ซึ่งหากปิศาจตนใดสามารถนำแหวนออกมาจากโถได้เร็วที่สุด พระองค์ก็จะยกเจ้าหญิงให้แต่งงานด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก

ทันทีที่พระราชาพูดจบ ปิศาจทั้งหลายก็แปลงกายเป็นหมอกควันแล้วแย่งกันพุ่งตัวเข้าไปในโถวงกตอย่างไม่รอช้า พระราชา พระราชินี เจ้าหญิงและนาธานต่างมองโถใบยักษ์ด้วยใจจดจ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไปนานพอควร  ทุก ๆ คนจึงมั่นใจว่าปิศาจทั้งหลายคงจะหลงวนเวียนอยู่ในโถวงกตโดยไม่มีโอกาสกลับมาก่อความเดือนร้อนได้อีกเป็นแน่

ในที่สุด นาธานก็ค้นพบประโยชน์ของโถประหลาดที่ช่วยให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างคาดไม่ถึง เมื่อสถานการณ์เลวร้ายคลี่คลายลง พระราชากับพระราชินีจึงกล่าวขอบคุณหนุ่มน้อยผู้มีน้ำใจ จากนั้น ทั้งสองพระองค์ ก็เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มพาชาวบ้านรวมทั้งพ่อแม่ของเขามาอาศัยอยู่ที่เมืองอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์แทนประชาชนที่อพยพออกไปแล้ว

นาธานดีใจที่ได้รับความกรุณาจากพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ และแล้ว…เขาก็สามารถช่วยผู้คนจากหมู่บ้านของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้สมดังปรารถนา

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ผีน้อยจอมเกเร

การอ่านนิทานผีก่อนนอนอาจทำให้เด็ก ๆ นอนหลับแบบไม่ค่อยสบายใจ แต่นิทานก่อนนอนเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” เป็นนิทานที่ต่างออกไป เพราะการได้อ่านหรือได้ฟังนิทานผีเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะ แถมตอนจบคงทำให้เด็ก ๆ โล่งใจและนอนหลับฝันดีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หวังว่านิทานเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” จะเป็นนิทานผีอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขนะครับ

นิทานเรื่อง ผีน้อยจอมเกเร

กองกอยเป็นผีน้อยขี้แกล้ง มันชอบแกล้งโผล่ขึ้นมาตอนที่เด็ก ๆ เผลอ เพื่อหลอกให้เด็ก ๆ ขวัญผวา ยิ่งกองกอยแกล้งเด็กให้กลัวได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งภูมิใจในความเป็นผีของมันมากขึ้นเท่านั้น กองกอยเคยแกล้งหลอกเสียจนเด็กตัวเล็ก ๆ น้ำตาร่วง และในบางครั้ง เด็กบางคนกลัวกองกอยเสียจนฉี่เลอะกางเกงเลยก็มี

เมื่อเวลาผ่านไป   เด็ก ๆ ที่เคยโดนกองกอยแกล้งก็ค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่  พวกเขาเริ่มรู้ว่ากองกอยเป็นเพียงผีกิ๊กก๊อกที่ทำได้แค่เพียงโผล่ขึ้นมาหลอกตอนที่มนุษย์เผลอ  ดังนั้นพวกเขาจึงบอกเล่าความไม่เอาไหนของกองกอยให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้  และในเวลาไม่ช้าไม่นาน  กองกอยก็กลายเป็นผีน้อยที่ไม่มีความน่ากลัวอีกต่อไป 

กองกอยไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเอาเสียมาก ๆ   ผีที่หลอกให้ใคร ๆ กลัวไม่ได้ จะอยู่เป็นผีต่อไปเพื่ออะไร  กองกอยไม่อยากเป็นผีกระจอก  มันจึงเริ่มหาทางแกล้งเด็กด้วยวิธีใหม่ ๆ  เพื่อทวงความน่ากลัวของมันกลับคืนมาอีกครั้ง

กองกอยเลือกที่จะทำตัวเป็นจิ๊กโก๋รุ่นเล็ก คือทำตัวเป็นนักเลงที่คอยแย่งของจากเด็ก ๆ มาเป็นของของตัวเอง  แม้กองกอยจะไม่มีอำนาจที่น่ากลัวเหมือนกับผีชนิดอื่น ๆ  แต่ถ้าดูจากรูปร่างของมันแล้ว  กองกองก็สามารถรังแกเด็กที่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบได้อย่างสบาย  ซึ่งหลังจากที่กองกอยตัดสินใจแกล้งเด็กด้วยวิธีนี้  เด็ก ๆ ก็กลับมากลัวผีน้อยจอมเกเรอย่างกองกอยอีกจนได้

ครูออยซึ่งเป็นครูสอนเด็กเล็ก ไม่พอใจต่อการกระทำของกองกอยเอาเสียมาก ๆ   ทุก ๆ วัน  ครูออยจะต้องคอยปลอบเด็ก ๆ ที่ร้องไห้ เพราะถูกกองกอยแย่งของต่าง ๆ ไปคนละชิ้นสองชิ้นเสมอ   ครูออยซึ่งเคยโดยกองกอยแกล้งสมัยที่เธอยังเป็นเด็กคิดในใจว่า  ถึงเวลาแล้วที่เจ้าผีน้อยจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูออยแอบไปที่บ้านของเด็ก ๆ แต่ละคน แล้วนำลูกโป่งสีสวยไปให้ลูกศิษย์ของเธอคนละ 1 ลูก  เด็ก ๆ ดีใจมากที่ได้รับลูกโป่งสวรรค์จากคุณครูของพวกเขา  แต่พวกเขากลับดีใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อครูออย กระซิบความลับบางอย่างให้พวกเขาฟัง

เมื่อใกล้ถึงเวลาโรงเรียนเข้า  เด็ก ๆ ทุกคนพร้อมใจกันนำลูกโป่งไปโรงเรียนด้วย  นี่คือแผนการที่ครูออยวางเอาไว้  และก็เป็นไปดังคาด เมื่อกองกอยเห็นลูกโป่งแสนสวยของเด็ก ๆ   เจ้าผีน้อยจอมเกเรก็ตรงรี่เข้าไปแกล้งเด็ก ๆ  ด้วยการแย่งลูกโป่งของเด็ก ๆ มาเป็นของ ๆ ตัวเอง

กองกอยแย่งลูกโป่งจากเด็ก ๆ ทีละลูกสองลูก  จนในที่สุด ลูกโป่งทั้งหมดของเด็ก ๆ ก็มารวมกันอยู่ในมือน้อย ๆ ของกองกอยแต่เพียงผู้เดียว

และแล้ว แผนการของครูออยก็สัมฤทธิ์ผล  เพราะเมื่อกองกอยถือลูกโป่งทั้งหมดเอาไว้ในมือ  ลูกโป่งสวรรค์ที่มีสีสันแสนสวยก็พาร่างน้อย ๆ ของกองกอยลอยล่องขึ้นไปบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ และสายลมก็ช่วยพัดพา กองกอยให้ลอยไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

เด็ก ๆ ต่างดีใจที่ลูกโป่งสวรรค์พากองกอยลอยไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาแกล้งพวกเขาได้ ส่วนครูออยเองก็แอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่เธอมอบบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้าผีน้อยจอมเกเร

#นิทานนำบุญ

………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

คำว่า “ความเท่าเทียม” เป็นคำที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ยินมานาน ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด คือสมัยที่ได้ฟังเพลง “สองเราเท่ากัน” ของเรวัต พุทธินันทน์ ที่พูดถึงความเท่าเทียมของผู้ชายผู้หญิงที่ควรก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในโลกของเด็ก คำว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้มีความหมายแบบในโลกของผู้ใหญ่ เด็กรู้จักการแบ่งขนมให้เท่า ๆ กัน แบ่งของเล่นให้เท่า ๆ กัน แต่ถ้าแบ่งแล้วไม่เป๊ะ ก็มองข้ามได้ เพราะแทนที่จะมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ สู้กินขนมให้เสร็จ ยิ้มให้กัน แล้วไปเล่นกันต่อดีกว่า มิตรภาพในป่าเท่าเทียมเป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งไว้ราว 10 ปีแล้ว แต่ข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลาย ๆ คน

นิทานเรื่อง มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่าเป็นเพื่อนกัน

ลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่า เกิดในป่าเท่าเทียม ซึ่งทุกสิ่งทุกทุกอย่างในป่าแห่งนี้มีขนาดที่เท่า ๆ กันไปหมด  ส่วนนกน้อยเพิ่งเดินทางเข้ามาในป่าได้ไม่นาน และเพิ่งเป็นเพื่อนกับลูกสัตว์ทั้งสามได้เพียงไม่กี่วัน มันจึงมีขนาดตัวที่แตกต่างจากเพื่อน ๆ และแตกต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างในป่าเท่าเทียม จนเพื่อนทั้งสามคิดว่าคงต้องหาทางช่วยให้นกน้อย “เหมือน” กับทุก ๆ สิ่งในป่าโดยเร็วที่สุด

ลูกเต่ายิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ฉันจะหาอาหารที่มีขนาดเท่ากับตัวฉัน มาให้เธอกินนะ เธอก็แค่กิน ๆ ๆ กินจนกว่าจะตัวโตเท่ากับฉัน  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกกระต่ายยิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ส่วนฉันจะฝึกให้เธอกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ๆ ผ่านป่าที่ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน มีขนาดเท่ากับตัวฉัน ฉันจะฝึกให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงและค่อย ๆ เติบโตจนมีขนาดตัวเท่ากับฉันให้ได้  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกช้างอมยิ้มแล้วพูดขึ้นบ้างว่า “ถ้าสองวิธีแรกไม่ได้ผล ฉันจะใช้งวงจุ๊บที่ปากของเธอ แล้วเป่าลมปู้ด ๆ ๆ ๆ ให้เธอพองลมจนตัวโตเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างในป่า พวกเรารักเธอมากนะ สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

นกน้อยฟังเพื่อน ๆ พูดจนจบ   มันครุ่นคิดอยู่สักพัก  แล้วมันก็ถามเพื่อน ๆ ว่า “เอ่อ.. ฉันอยากรู้จัง ที่พวกเธอยอมรับให้ฉันเป็นเพื่อน  พวกเธอชอบฉันที่ตรงไหนกันเหรอจ๊ะ”

ลูกเต่ารีบตอบทันทีว่า “ฉันชอบที่เธอให้เกียรติและเอ่ยปากขอเป็นเพื่อนกับพวกเราก่อนยังไงล่ะ มันทำให้รู้สึกดีจริง ๆ เลยนะ”

ลูกกระต่ายคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอพูด  เธอพูดเพราะ ฟังแล้วสบายใจ”

ส่วนลูกช้างตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอร้องเพลงนะ  ฟังทีไร เพลินทุกทีเลยล่ะ”

นกน้อยฟังคำตอบของเพื่อน ๆ แล้วก็ยิ้ม  จากนั้น มันก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่า “ถ้าพวกเธอรับฉันเป็นเพื่อนโดยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดร่างกายของฉัน ฉันอยากจะขอเป็นตัวเองแบบนี้ต่อไปจะได้ไหม เพราะฉันก็ชอบพวกเธออย่างที่พวกเธอเป็นเหมือนกันนะจ๊ะ”

คำพูดของนกน้อยทำให้ลูกสัตว์ทั้งสามได้คิด 

การเปลี่ยนให้เพื่อนมีขนาดตัวเหมือนเราไม่ใช่สิ่งที่เท่าเทียมกันเลย  แต่การรักและให้เกียรติเพื่อนอย่างเท่าเทียมกับที่เพื่อนรักและให้เกียรติเราต่างหาก  ที่เป็นความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ลูกสัตว์ทั้งสามตัวขอโทษนกน้อยที่คิดจะเปลี่ยนเพื่อนรักให้เป็นอย่างที่ตนเองอยากให้เป็น แทนที่จะยอมรับในสิ่งที่เพื่อนเป็นอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลูกสัตว์ทั้งสี่ปรับความเข้าใจจนตรงกัน  มิตรภาพของพวกมันจึงราบรื่น

และแล้ว ลูกช้าง, ลูกกระต่าย, ลูกเต่าและนกน้อยก็คบหาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” เป็นนิทานแนวนิทานสระ หรือนิทานตลก ๆ ก่อนนอนที่อาจใช้เป็นนิทานสอนอ่าน สำหรับให้เด็กได้ฝึกอ่านภาษาไทย แม้คำศัพท์ในนิทานเรื่องนี้อาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อเด็ก ๆ ได้ฟังนิทานหลาย ๆ ครั้งและเข้าใจความหมายของคำมากขึ้นแล้ว เมื่อต้องอ่านเอง ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นคำคล้องจองซึ่งลงท้ายด้วยสระอุทั้งหมด ก็น่าจะทำให้เด็ก ๆ คาดเดาคำที่อ่านได้ไม่ยากเกินไปนัก หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชื่นชอบนะครับ

นิทานเรื่อง เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

เรื่องจริง…ไม่ใช่เรื่องกุ

มีเด็กน้อยชื่อว่า ‘วสุ’

เป็นเด็กหน้าตาคิขุ

อาศัยอยู่ที่เกาะทะลุ

ในวันแดดร้อนระอุ

เด็กน้อยมักไปนอนอุตุ

หลบแดดที่เพิงผุผุ

ตรงชายหาดใกล้บ่อน้ำพุ

วันหนึ่ง มีฝูงวัตถุ

คลานมาหาเด็กชายวสุ

พวกมันคือเต่าตนุ

ตัวนิดเดียวแต่ดูอ้วนตุ๊

วสุถามเต่าตนุ

“มาจากไหนโปรดจงระบุ”

พวกเต่าบอกเด็กคิขุ

“ช่วยเราด้วย สาธุ…สาธุ…

พวกเราเจอยักษ์ยอดดุ

เขี้ยวแหลมแหลมแถมแก้มฉุฉุ

มันอยากกินเต่าตนุ

จึงไล่จับเราใส่กระชุ

โชคดีกระชุมันผุ

มีไม้ไผ่เป็นวัสดุ

พวกเราลูกเต่าตนุ

จึงมุดหนีตรงรูทะลุ”

เต่าน้อยอ้อนวอนวสุ

ให้ช่วยปราบเจ้ายักษ์ยอดดุ

ไม่นาน…เด็กน้อยคิขุ

ก็ยอมช่วยเต่าตามแรงยุ

ขั้นแรกเจ้าหนูวสุ

เริ่มจากหาตำราในกรุ

เป็นสูตรยาอันเอกอุ

ตำรับของพระวิษณุ

จากนั้น เด็กน้อยคิขุ

ก็ปรุงยาตามสูตรระบุ

ผสม ‘จุนสีสตุ’

ในเตาไฟที่ร้อนคุคุ

เมื่อเสร็จ..เด็กชายวสุ

ก็บอกกับเหล่าเต่าตนุ

ขออึที่เหม็นตุตุ

ใส่เข้าไปเป็นอันล่วงลุ

พวกเต่าหัวเราะหุหุ

เมื่อทราบสูตรยาของวสุ

เด็กน้อยบอกเต่าตนุ

“อย่าเอ็ดไป จุ๊จุ๊จุ๊จุ๊”

จากนั้น เด็กชายวสุ

ก็ทำการห่อพัสดุ

ส่งให้เจ้ายักษ์หน้าฉุ

หลอกว่าเป็นขนมทองพลุ

 เจ้ายักษ์หลงกลวสุ

กินขนมจากพัสดุ

ด้วยความที่มันกินจุ

ฤทธิ์ของยาจึงเริ่มประทุ

สงสาร..เจ้ายักษ์ยอดดุ

ที่ขนพองท้องไส้ระอุ

ฟันฟางก็ค่อยค่อยผุ

หมดเรี่ยวแรงแทบสิ้นอายุ

เมื่อเห็นว่ายักษ์หน้าฉุ

สิ้นฤทธิ์ด้วยยาของวสุ

บรรดาพวกเต่าตนุ

จึงฉลองด้วยการยิงพลุ

นี่คือเรื่องของวสุ

กับการช่วยเหลือเต่าตนุ

จบแล้วนิทานสระอุ

ช่วยหัวเราะ “ฮุฮุฮุฮุ”

#นิทานนำบุญ

—————————

คำศัพท์น่ารู้ :

กระชุ    หมายถึง ภาชนะสานอย่างหนึ่งใช้บรรจุของ

กรุ       หมายถึง ห้องที่ทำไว้ใต้ดิน

คิขุ       หมายถึง น่ารัก (ใช้ในภาษาพูด)

จุนสีสตุ  หมายถึง สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทองแดงและกำมะถัน 

พระวิษณุ หมายถึง เทพเจ้าฮินดูผู้ปกปักรักษาโลก

เอกอุ     หมายถึง เป็นเลิศ

Posted in ครอบครัว, นิทาน

ความฝันของนักเขียนนิทาน

ความฝันของนักเขียนนิทาน

คำว่า “นักเขียนนิทาน” หรือ “นักแต่งนิทาน” ถ้าจะบอกว่าเป็น “อาชีพ” มันก็ดูจะแปลก ๆ อยู่สักหน่อย เพราะถ้ามันเป็นอาชีพ มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำเงินเลี้ยงชีวิตได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว…ไม่ใช่

“นักเขียนนิทาน” หรือ “นักแต่งนิทาน” จึงน่าจะเป็นสถานะหรือบทบาทอะไรสักอย่าง ที่เวลาคนถามเราว่า “คุณทำงานอะไร” แม้ผมจะตอบว่า “เป็นนักเขียนนิทานครับ” แต่ความรู้สึกลึก ๆ ผมไม่ได้บอกว่า “ผมมีอาชีพเป็นนักเขียนนิทานครับ” ผมอยากสื่อสารเหมือนเวลาที่บอกว่า “ผมเป็นผู้ชายครับ ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ ผมเป็นนักเขียนนิทานครับ” อะไรทำนองนี้

การบังเอิญได้เป็นนักเขียนนิทาน แถมบังเอิญเป็นอยู่นาน จนแต่งนิทานเอาไว้เยอะมาก ทำให้ผมแอบมีความฝันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความฝันที่ไม่สลักสำคัญอะไร แค่อยากเฉย ๆ นั่นคือ การรวบรวมนิทานที่ผมแต่งเอาไว้ทั้งหมด พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ แบบหนังสือโบราณที่เห็นในหนังหรือเห็นในรูปภาพต่าง ๆ

ความฝันนี้อาจมีที่มาจากการที่ผมเป็นคนชอบหนังสือ (ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือนะครับ ผมชอบความเป็นหนังสือ ชอบกระดาษ ชอบรูปเล่ม ชอบสิ่งที่มันเป็น) ตอนเด็ก ๆ ผมชอบไปซื้อหนังสือการ์ตูนที่แผงหนังสือ พอเข้าชั้นมัธยมต้น ก็หัดเข้าร้านหนังสือ ในช่วงเดียวกัน ผมก็เริ่มรู้จักการเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในห้องสมุด เพื่อค้นหนังสือเก่า ๆ ตามชั้นหนังสือมามานั่งดู มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเหมือนการค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแบบในสมัยนี้ และการที่ผมได้เห็นหนังสือโบราณเล่มหนา ๆ จากต่างประเทศ (ซึ่งสมัยนั้นการได้สัมผัสสื่อจากต่างประเทศเป็นเรื่องยาก) มันจึงทำให้ผมแอบรู้สึกว่า ถ้าตัวเองมีหนังสือแบบนั้นบ้างก็คงจะดีทีเดียว

การทำหนังสือรวมนิทานเล่มหนา ๆ ขายเป็นเรื่องที่….ผมไม่ทำแน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยทำสำนักพิมพ์เล็ก ๆ และพิมพ์นิทานรวมเล่มของตัวเองมาหลายเล่ม ซึ่งประสบการณ์ตอนนั้นสอนให้รู้ว่า อย่าทำอีก

แต่ความฝันในการรวมผลงานนิทานเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ แบบหนังสือโบราณเป็นความคิดที่ต่างออกไป เพราะผมไม่ได้คิดจะทำขาย แต่เป็นการทำเพื่อรวบรวม “งานชีวิต” ที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ ให้ตัวเองได้ภูมิใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่ตัวเองทำฝากไว้ให้เด็ก ๆ

ก่อนหน้าที่ผมจะได้เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ความฝันเรื่องการรวมผลงานในลักษณะนี้ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะนิทานมีมากถึง 417 เรื่อง แถมมีความหลากหลายจนผมคิดไม่ออกจริง ๆ ว่า จะจัดเรียงนิทานและจัดรูปเล่มของหนังสืออย่างไรให้เหมาะสม แต่เมื่อผมได้ทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ และได้แบ่งนิทานออกเป็นหมวดหมู่ (ตาม Keyword เพื่อทำ SEO) ผลที่ตามมาคือ มันทำให้ผมเห็นแนวทางการจัดเรียงนิทานในเล่มได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

บทความนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกความคิดของผมเกี่ยวกับโครงสร้างของหนังสือรวมนิทานที่ผมแอบฝันเอาไว้ ผมคงเขียนและแก้ไขไปเรื่อย ๆ เท่าที่คิดได้ ซึ่งเมื่อลงตัวเมื่อไหร่ ก็คงนำสิ่งที่เขียนไปเป็นแนวทางในการจัดรูปเล่มของหนังสือต่อไป ดังนั้น บทความนี้อาจไม่มีสาระมากนักสำหรับคุณผู้อ่าน แต่สำหรับผมนั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยผมก็ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการทบทวนความคิด และอาจใช้เป็นแนวทางในการพิมพ์หนังสือ หากผมไม่ได้เป็นคนจัดการเอง (เพราะชีวิตไม่แน่นอน)

หากไม่นับหน้าคำนำและสารบัญของหนังสือ ผมอยากเริ่มต้นหนังสือของผมด้วยการเขียน “บทเกริ่นนำ” เพื่อเล่าความรู้สึกนึกคิดของการได้มาเป็นนักเขียนนิทาน รวมถึงแนวทางที่ผมใช้ในการแต่งนิทาน ให้คนอ่านได้รู้ ผมว่าการบอกเล่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่า เพราะมันทำให้คนอ่านเข้าใจ “โลกของคนเขียน” ชัดเจนยิ่งขึ้น (ผมเองก็อยากรู้ความคิดของนักแต่งนิทานในอดีตมาก ๆ แต่ก็หาอ่านไม่ค่อยได้)

ลำดับถัดไป ผมอยากเริ่มนิทานเรื่องแรกของเล่ม ด้วยนิทานเรื่อง “ชายผู้ปลูกดอกไม้สีจาง” และปิดท้ายเล่ม ด้วยนิทานเรื่อง “ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง” เพราะนิทานทั้งสองเรื่อง เป็นนิทานแทนตัวผม

https://bit.ly/3uEaiJ8
https://bit.ly/2RKj9KJ

เนื้อหาของเล่ม ผมอยากเริ่มด้วย “นิทานแสนรัก” ซึ่งผมอยากคัดเลือกนิทานที่ผมแต่งโดยมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง คนในครอบครัว หรือนิทานเรื่องพิเศษบางเรื่องที่มีความหมายกับชีวิตบางช่วงของผมมาก ๆ มาให้อ่านกันเป็นหมวดแรก เพราะนิทานเหล่านี้สะท้อนตัวตนภายในของผมในฐานะนักแต่งนิทานได้มาก

ลำดับถัดไป ผมอยากนำนิทานแต่ละหมวดในเว็บไซต์นิทานนำบุญ มาจัดเรียงนำเสนอที่ละหมวด ซึ่งนิทานในแต่ละหมวดจะมีอยู่ราว 10 เรื่อง (ยกเว้นบางหมวดที่อาจมีไม่ถึง 10 เรื่อง) เช่น นิทานก่อนนอนสั้น ๆ นิทานตลก ๆ ก่อนนอน นิทานก่อนนอนความรัก นิทานธรรมะก่อนนอน นิทานพ่อมดแม่มด นิทานปรับพฤติกรรมเด็ก (ควรปรับชื่อใหม่) ฯลฯ โดยนิทานแต่ละหมวดควรมีหน้าเปิด 1 หน้าเป็นหน้าคั่น เพื่อแยกนิทานแต่ละหมวดออกจากกัน และหากเป็นไปได้ ผมอยากให้นิทานทุกเรื่องมีภาพประกอบลายเส้นขาวดำ เรื่องละอย่างน้อย 1 ภาพ และอาจเขียนเกริ่นนำเกี่ยวกับนิทานในแต่ละชุด เพื่อให้ผู้อ่านได้พักอารมณ์จากนิทานในชุดก่อนหน้าสักนิด และเป็นพื้นที่ที่ให้ผมได้สื่อสารความรู้สึกนึกคิดกับผู้อ่านเกี่ยวกับมุมมองของผมที่มีต่อนิทานเหล่านั้น

เมื่อนำเสนอนิทานทีละหมวด ๆ หนังสืออาจคั่นนิทานเหล่านั้นด้วยนิทานหมวดพิเศษ คือ หมวดของนิทานที่มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้หนังสือไม่ราบเรียบจนเกินไป

https://bit.ly/33rHXdm

หลังจากนั้น จึงค่อยนำเสนอนิทานในหมวดอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ หรือหากรวมเป็นหมวดไม่ได้ ก็อาจนำเสนอนิทานที่เหลือในรูปแบบของคลังนิทานที่เรียงลำดับนิทานที่เหลือตามลำดับตัวอักษร (แต่วิธีการนี้อาจทำให้นิทานกระจัดกระจายไม่น่าอ่าน ดังนั้น จึงควรพิจารณาอีกครั้ง)

ก่อนเข้าสู่นิทานเรื่องสุดท้าย (ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง) ผมอยากปิดเล่มด้วยหมวดของ “นิทานที่เป็นเกียรติต่อชีวิตนักเขียนนิทานอย่างผม” ซึ่งได้แก่นิทานเรื่อง “พระราชาผู้เป็นที่รัก”และนิทานที่เคยพิมพ์เป็นเล่มในชุดตามรอยพระราชา เช่น “ของขวัญแด่พระราชา” และ “คนต่อเทียน” รวมทั้งนิทานเรื่องอื่น ๆ ที่ให้แง่คิดสอนใจในลักษณะเดียวกัน เพราะนิทานเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับผมมาก

ท้ายเล่ม หลังจบนิทานเรื่อง “ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง” หากมีโอกาส ผมก็อยากเขียนขอบคุณบุคคลทุกคนที่เกี่ยวกับการที่ผมได้มาเป็นนักเขียนนิทาน ทั้งครอบครัว ครูบาอาจารย์ นิตยสารขวัญเรือน เพื่อน และผู้อ่าน

ความฝันเรื่องการทำหนังสือรวมผลงานนิทานของชีวิต ดูแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น แถมปัจจุบัน การพิมพ์หนังสือก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก ผมจึงเชื่อว่า ฝันนี้น่าจะเป็นจริงได้ในสักวัน

#นิทานนำบุญ