Posted in นิทานร่วมสมัย, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

“บ้านที่ฟางชี้โด่ชี้เด่ – นิทานอบอุ่นหัวใจที่ปลุกชีวิตให้กลับมามีรอยยิ้ม”

12 thoughts on ““บ้านที่ฟางชี้โด่ชี้เด่ – นิทานอบอุ่นหัวใจที่ปลุกชีวิตให้กลับมามีรอยยิ้ม”

    1. ขอบคุณนะครับ ทุกวันนี้ นกก็ยังเอาฟางมายัดใส่รถผม ซนมาก ๆ ครับ

      Like

  1. ยกให้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเลยครับ ไม่เคยคิดว่าจะร้องไห้กับนิทานก่อนนอนเลย ดึงอารมณ์สุดๆ บทเนื้อเรื่องก็ทำให้อิน แต่ก็ยังอบอุ่นใจ ร้องจนนอนไม่หลับแล้วครับ🥹

    Like

    1. นิทานเรื่องนี้ มีเรื่องราวเบื้องหลังหลายอย่างที่ผู้อ่านอาจไม่รู้ครับ ผมในเวลาก่อนเขียนนิทานเรื่องนี้ ถูกนกรังแกเอาฟางมาเสียบมาสอดไปทั่วบ้าน ที่ซอกรถยนต์ก็โดนไปทั้งคัน แถมมาอึเต็มรถไปหมด จริง ๆ การจัดการกับนกแบบโหด ๆ มีวิธีมากมาย แต่แค่พลิกความคิด การมองว่านกมาทำให้ผมหายเหงา ได้ออกกำลังกายเขี่ยหญ้าเขี่ยฟาง สุขภาพจะได้ดีขึ้นบ้าง มันก็ทำให้ผมเผลอหัวเราะออกมาได้ (แม้จะรำคาญนก แต่ก็ไม่ได้โกรธ) – – หลังจากเขียนนิทานเสร็จ ผมว่านิทานเรื่องนี้อบอุ่นดีจัง (แต่ไม่คิดว่าจะทำให้ผู้อ่านร้องไห้) – – – นิทานเรื่องนี้อาจเป็นนิทานเรื่องสุดท้ายจริง ๆ ที่ผมแต่งในอาชีพนักเขียนนิทาน เพราะถ้าจัดการเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ ก็คงไม่เขียนอีก – – – ปีนี้ ผมยังคงโดนนกรังแกอย่างต่อเนื่อง และหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผมก็ยังคงเลือกที่จะใจดีกับนก แทนที่จะสวมบทโหดที่ทำได้ง่ายกว่า แต่มันไม่ดีเลย – – อย่างน้อย ผมก็เอาเรื่องนก มาเขียนนิทานได้ และมันก็คงเป็นชัยชนะของผมที่มีต่อนก (ขอชนะนิดนึง เพราะแพ้พวกเธอทุกอย่าง) ขอบคุณที่ส่งข่าวมานะครับ

      Like

  2. อ่านแล้วซึ้งมากครับ เหมือนอิงจากความรู้สึกของผู้เขียนโดยตรงเลย ผมที่ว่าจะอ่านให้แฟนก่อนนอน(อ่านนิทานของพี่นำบุญให้แฟนก่อนนอนบ่อยมากครับ) แต่เรื่องนี้ทำให้ผมได้กลับมาคิดถึงการสูญเสียหลายๆเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต แค่การปรับมุมมองก็ช่วยเราได้เยอะจริงๆนะครับ ขอบคุณนะครับ จะเป็นกำลังใจและติดตามเสมอครับ ต่อให้ไม่ได้เขียนอีกก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผลงานที่ทำมาก็อ่านได้ไม่มีเบื่อ

    Like

    1. ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ขอบคุณจากหัวใจเลย – – ผมในวัย 56 (แก่มาก ๆ แล้ว) ดีใจที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารผ่านนิทาน – – – ผมจำได้มา ตอนที่ผมเริ่มเขียนนิทานใหม่ ๆ กว่าจะเขียนประโยคแต่ละประโยค ก็คิดแล้วคิดอีก เพราะตัวเองมีความสามารถในการเขียนที่จำกัดมาก ผมใช้เวลานานเป็น 10 ปีกว่าจะกล้าบอกคนอื่นว่าตัวเองเป็นนักเขียน (แม้จะไม่เก่งเท่านักเขียนคนอื่น แต่เราก็เริ่มสื่อสารความคิดผ่านการเขียนได้คล่องขึ้น ตรงใจมากขึ้น) – – จนมาถึงนิทานเรื่อง บ้านที่ฟางชี้โด่เด่ นิทานเรื่องนี้เหมือนเป็นทักษะที่บ่มเพาะมานาน บวกกับจิตวิญญาณของนักเขียนนิทาน ที่อยากบอกเล่าสิ่งที่อยู่ในใจออกมา (หลังจากที่ห้ามตัวเองไม่ให้เขียนมานาน) – – การเขียนใช้เวลาตามสมควร แต่ไม่ได้ยากแบบนิทานเรื่องแรก ๆ – – และสิ่งที่น่าดีใจที่สุด คือ ผู้อ่านสัมผัสบางสิ่งที่ผมตั้งใจสื่อผ่านนิทานไปได้ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ผมดีใจจริง ๆ

      Like

Leave a reply to Anonymous Cancel reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.