Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์น้อย : นิทานก่อนนอน ชวนฝันดี

นิทานเรื่อง “พระราชาองค์น้อย” เป็นนิทานที่ผมแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานแล้ว และได้ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (สาขา 2) ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ผมเห็นว่า มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่ได้ตามไปอ่านในเว็บไซต์นั้น ผมจึงนำมาลงให้อ่านกันอีกครั้ง หวังว่าคงชอบนะครับ

ช่วงนี้ ผมไม่ได้แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเลย เพราะพอแต่งนิทานเรื่องใหม่ออกมา ไม่นานก็จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ นำนิทานไปทำคลิปหรือลงในเว็บอื่น ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก จนท้อ และที่น่าเศร้ามาก ๆ คือ คนละเมิดมักเป็นนักศึกษา ครู อาจารย์ สถาบันการศึกษา ซึ่งเมื่อผมพบอะไรแบบนี้ ผมมักจุก พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริง ๆ

ในเรื่องคดีความ ผมต้องเดินทางไปสถานีตำรวจตั้งแต่เดือนตุลา จนตอนนี้เมษา รวมแล้วเกิน 10 ครั้ง ทุกครั้งจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจ บางคดีผมต้องสืบหาหลักฐานนานราว 2 สัปดาห์ แล้วเรียบเรียงไปให้ตำรวจสอบปากคำ (ซึ่งเสียเวลา เสียค่าเดินทาง และเหนื่อยจริง ๆ ครับ) ถ้าไม่มีคนละเมิด ผมคงมีเวลาแต่งนิทานสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก

เอาล่ะ พักเรื่องปวดหัว มาสนุกกับนิทานกันดีกว่าครับ

เจ้าชายกลไกเป็นเจ้าชายที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระราชาที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จริง ๆ แล้ว เจ้าชายกลไกมิได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 6 ขวบเช่นนี้ แต่ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควร เจ้าชายกลไกจึงจำต้องครองราชบัลลังก์ด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้

ภารกิจของพระราชาทุกพระองค์คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ พระราชาองค์น้อยอย่างเจ้าชายกลไกเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระราชาองค์อื่น ๆ แต่เพราะอาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนที่ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินแร่, ป่าไม้หรือน้ำมัน มิหนำซ้ำ สภาพดินฟ้าอากาศยังแห้งแล้งเกินกว่าที่จะทำการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย ประชาชนในดินแดนแห่งนี้จึงอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสนและมีชีวิตที่น่าสงสารเป็นที่สุด

เจ้าชายกลไกตั้งใจที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบิดาได้ทรงทุ่มเทความพยายามมาตลอดชั่วชีวิต แต่เพราะพระองค์เป็นเพียงพระราชาตัวน้อย ๆ ปัญหาที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่จึงดูใหญ่หลวงเกินกว่าที่พระราชาอย่างพระองค์จะสามารถฟันฝ่าไปได้

พระราชาผู้น่าสงสารหลบไปนั่งที่ริมหน้าต่างในห้องส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่บนหอคอยสูงลิบ พระองค์เหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดถึงพระบิดาและพระมารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ในขณะนี้ พระองค์ทรงอยากได้คำแนะนำจากพระบิดาและพระมารดายิ่งนัก และทันใดนั้นเอง เจ้าชายกลไกก็ทรงมองเห็นเมฆขาวสองกลุ่มซึ่งแลดูคล้ายกับพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพระบิดาและพระมารดา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าชายผู้ระทมทุกข์อย่างช้า ๆ

เจ้าชายทรงเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คงเป็นปริศนาบางอย่างที่พระบิดาและพระมารดาต้องการจะสื่อถึงพระราชโอรส เจ้าชายจ้องมองปุยเมฆด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ฉับพลัน! พระองค์ก็ทรงเกิดความคิดที่แสนวิเศษในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

พระราชาองค์น้อยทรงสั่งให้ทหารรวบรวมของเหลือใช้ในวังอันได้แก่ ตะกร้าใบใหญ่, เชือกเหนียว ๆ, ไม้ไผ่ด้ามยาว, ถังเชื้อเพลิงและเศษผ้าหนา ๆ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นบอลลูนขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางตามแผนที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และเมื่อเหล่าทหารสร้างบอลลูนได้สำเร็จ เจ้าชายกลไกก็ขึ้นไปนั่งในตะกร้า แล้วจุดไฟจากถังเชื้อเพลิงจนทำให้บอลลูนพองใหญ่ และพาเจ้าชายองค์น้อยลอยจากพื้นดินขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทันทีที่บอลลูนเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับกลุ่มเมฆ เจ้าชายผู้ชาญฉลาดก็ยื่นไม้ไผ่ด้ามยาวเข้าไปจ่อที่ก้อนเมฆสีขาว จากนั้น พระองค์ก็ค่อย ๆ หมุนด้ามไม้ไผ่เพื่อเก็บปุยเมฆให้ติดกับปลายไม้คล้าย ๆ กับการปั่นไม้เก็บสายไหมของพ่อค้าขายขนม

เจ้าชายกลไกใช้ไม้ไผ่พันปุยเมฆจนได้ขนมสายไหมขนาดมหึมา และเมื่อพระองค์นำขนมสายไหมสุดวิเศษกลับมาให้เหล่าข้าราชการ, ทหารและประชาชนทดลองชิม ทุก ๆ คนต่างก็ลงความเห็นว่า ปุยเมฆสายไหมที่พระราชาองค์น้อยทรงมอบให้ เป็นขนมเลิศรสที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

เจ้าชายกลไกทรงตัดสินใจที่จะเก็บปุยเมฆส่งขายเป็นสินค้าสำคัญของพระราชอาณาจักรปุยเมฆสายไหมของพระองค์มีรสชาติดีเยี่ยมและได้รับการตอบรับจากอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเกินความคาดหมาย

ไม่ช้าไม่นาน พระราชาองค์น้อยก็มีทุนพอที่จะช่วยให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราษฎรทุกคนต่างรักและเทิดทูนพระราชาองค์น้อยยิ่งชีวิต ส่วนพระราชาองค์น้อยเองก็ทรงรู้สึกปลื้มปิติที่พระองค์สามารถทำให้ความตั้งใจของพระบิดาและพระมารดาเป็นความจริงขึ้นมาได้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงค่อย ๆ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับเด็กและครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงที่งามพร้อมและเหมาะจะเป็นแม่ที่ดีของพระโอรสและพระธิดาในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายจึงจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ทรงเชิญเจ้าหญิงจากทุกแว่นแคว้นมาร่วมในงาน พร้อมกับลงมือทำอาหารเลี้ยงเจ้าหญิงทั้งหมดด้วยตัวของพระองค์เอง

เมื่อวันงานมาถึง เจ้าหญิงจากทั่วทุกสารทิศทรงมาร่วมงานเลือกคู่กันอย่างคับคั่ง เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่ทรงสิริโฉมงดงามกันไปคนละแบบ แถมทุกพระองค์ยังแต่งหน้าแต่งตัวและใส่เพชรนิลจินดามาประชันกันอย่างเต็มที่ ยกเว้นก็แต่เจ้าหญิงทรายดาว (หรือที่เหล่าเจ้าหญิงชอบเรียกกันว่า ”เจ้าหญิงค่อย ๆ” ) เพียงพระองค์เดียว ที่นอกจากจะไม่แต่งตัวจนเกินงามแล้ว พระองค์ยังไปยืนหลบมุม…ไม่พยายามตีสนิทกับเจ้าชายเหมือนกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ อีก

จริง ๆ แล้ว เจ้าหญิงทรายดาวเป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก แต่เนื่องจากพระองค์เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทะเลและภูเขา พระองค์จึงยินดีที่จะปล่อยให้ตัวเองงามตามธรรมชาติมากกว่างามด้วยการแต่งเสริมเติมสวย ส่วนเรื่องที่พระองค์ถูกขนานนามว่า“เจ้าหญิงค่อย ๆ“นั้น เจ้าหญิงทรายดาวทรงทราบดี…แต่ก็ไม่เคยถือสาอะไร เพราะพระองค์ได้รับการอบรมจากพระบิดาและพระมารดาให้รักษากิริยามารยาทและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้น พระองค์จึงมักทำอะไรค่อย ๆ และค่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัย

เมื่อถึงเวลาเลี้ยงอาหาร เจ้าชายทรงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารที่พระองค์ปรุงขึ้นออกมาถวายให้เจ้าหญิงทั้งหลายได้ลองลิ้มชิมรส เมื่อเหล่าเจ้าหญิงได้เห็นอาหารฝีมือเจ้าชาย เจ้าหญิงที่มาร่วมงานซึ่งทั้งหิวและอยากเอาใจเจ้าชายจึงรีบชิมอาหารเสียงดังจ้วบจ้าบ ๆ เจ้าหญิงบางพระองค์กินอาหารไปด้วยพร้อมกับเอ่ยปากชมเจ้าชายไปด้วย ทำให้เจ้าชายได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารดังจั่บ ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหญิงหลายพระองค์ยังตักอาหารไม่ระวังทำให้ช้อนส้อมกระทบกับจานดังแคร้ง ๆ เป็นระยะ เจ้าชายไม่ค่อยพอพระทัยต่อกิริยามารยาทของเจ้าหญิงทั้งหลายนัก แต่ในขณะนั้นเอง เจ้าชายทรงเหลือบไปเห็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่กินอาหารไม่เหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ คือพระองค์ทรงกินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินอย่างมีมารยาท ซึ่งเมื่อเจ้าชายถามทหารคนสนิท เจ้าชายจึงได้ทราบว่าเจ้าหญิงองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่เจ้าหญิงทุกพระองค์กินอาหารเสร็จแล้ว  พระราชินีได้ออกมาถามไถ่เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ว่าอาหารฝีมือเจ้าชายมีรสชาติเป็นอย่างไร  เจ้าหญิงทั้งหลายต่างอยากทำให้พระราชินีประทับใจ  เหล่าเจ้าหญิงจึงแย่งกันชมฝีมือของเจ้าชายจนเกิดเสียงดังโหวกเหวกไปหมด  พระราชินีไม่ทรงพอพระทัยต่อสิ่งที่ได้เห็นนัก  แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น  เมื่อพระองค์ถามเจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วเจ้าหญิงองค์นั้นทรงตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบอย่างนุ่มนวลว่า “อาหารฝีมือของเจ้าชายมีรสชาติที่วิเศษมากเพคะ”  

เมื่อพระราชินีทรงไถ่ถามเจ้าหญิงทั้งหมดแล้ว พระราชินีจึงเชิญให้เจ้าหญิงทีละพระองค์เสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อรับของที่ระลึกจากพระราชา เจ้าหญิงทั้งหลายอยากทำให้พระราชาผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายเกิดความประทับใจ เมื่อข้าหลวงมาเชิญ เจ้าหญิงแต่ละพระองค์จึงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้พระราชาต้องรอนาน

แต่อนิจจา…เมื่อเจ้าหญิงทั้งหลายที่ใส่รองเท้าส้นสูงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรง เสียงรองเท้าของเจ้าหญิงจึงกระทบกับพื้นดังตึงตังราวกับเกิดจลาจลครั้งใหญ่ หนำซ้ำ..เจ้าหญิงบางองค์ยังพลาดพลั้งลื่นหกล้มเพราะเร่งรีบจนเกินเหตุเสียอีก! พระราชาทรงมอบของที่ระลึกให้กับเหล่าเจ้าหญิงที่มีเสียงฝีเท้าดังราวกับเสียงย่างก้าวของคิงคองด้วยความระอาใจ แต่แล้ว…พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น เมื่อพระองค์เห็นเจ้าหญิงองค์สุดท้ายที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหญิงพระองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่พระราชา พระราชินีและเจ้าชายได้พบเจ้าหญิงทุกพระองค์แล้ว พระราชาทรงพอพระทัยเจ้าหญิงที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินมากที่สุด ส่วนพระราชินีก็โปรดเจ้าหญิงที่ตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบมากเช่นกัน ฝ่ายเจ้าชายก็ทรงแอบปลื้มเจ้าหญิงที่กินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินมากกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

เมื่อทั้งสามพระองค์ต่างพอใจเจ้าหญิงผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเหมือน ๆ กัน พระราชากับพระราชินีจึงจัดขบวนไปสู่ขอเจ้าหญิงทรายดาวให้มาเป็นคู่ครองของของเจ้าชาย แล้วจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างสมเกียรติ

ในที่สุด เจ้าหญิงทรายดาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และเมื่อเจ้าหญิงทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ลูก ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีมารยาทและระแวดระวังเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เสมอ

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของลิงขาว : นิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง “บทเรียนของลิงขาว” เป็นนิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน ที่เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่ายแต่แฝงข้อคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับนิสัยของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความเย่อหยิ่ง การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และการมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เรื่องเล่าผ่านตัวละคร “ลิงขาว” ที่มีความโดดเด่นเหนือใคร จึงทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองได้ตั้งแต่ต้นว่า ความเก่งหรือความเหนือกว่านั้นเพียงพอจริงหรือไม่ในการใช้ชีวิต

ตลอดเรื่อง ผู้อ่านจะได้ติดตามการเดินทางของลิงขาวในป่าลึก ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้นึกภาพตาม ทั้งบรรยากาศของธรรมชาติ การเลือกตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา และการเผชิญหน้ากับ “คู่เปรียบเทียบ” อย่างลิงดำ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสำหรับความเพลิดเพลิน แต่ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การวางแผน และการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“บทเรียนของลิงขาว” จึงเป็นนิทานที่เหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน เพื่อช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องความถ่อมตน การไม่ดูถูกผู้อื่น และการพัฒนาตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยสำนวนเรียบง่าย อ่านลื่นไหล และให้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้นิทานเรื่องนี้ยังคงน่าจดจำและมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

นานมาแล้ว มีลิงขาวตัวหนึ่งเป็นลิงที่มีนิสัยเย่อหยิ่งคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ด้วยความที่เจ้าลิงขาวมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าลิงทั่วไป แถมยังปีนต้นไม้ได้ว่องไวเป็นพิเศษ มันจึงเชื่อมั่นว่าตัวของมันเก่งกาจเกินกว่าที่ลิงตัวอื่น ๆ จะเทียบเทียมได้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าลิงขาวเกิดไปตกหลุมรักลิงสาวแสนสวยเข้า เมื่อถึงวันเกิดของลิงสาว เจ้าลิงขาวจึงคิดอยากมอบของขวัญให้นางในดวงใจของมัน ดังนั้น มันจึงเดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาผลไม้ที่เลอเลิศที่สุดมามอบให้แก่ยอดหญิงที่มันรัก

ในขณะที่ลิงขาวเดินทางเข้าไปในป่า เจ้าลิงขาวพบว่ามีลิงดำตัวหนึ่งกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังป่าลึกเช่นเดียวกับมัน ลิงขาวเชื่อว่าลิงดำคงตั้งใจไปเก็บผลไม้มาให้ลิงสาวแน่ ๆ

มันจึงพูดจาดูถูกลิงดำว่าไม่รู้จักเจียมตัว เพราะนอกจากลิงดำจะมีหน้าตาหล่อสู้มันไม่ได้แล้ว ความสามารถของลิงดำก็ไม่อาจเทียบกับมันได้อีก ว่าแล้วเจ้าลิงขาวก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานเข้าไปในป่าเพื่อแย่งชิงผลไม้ที่ดีที่สุดก่อนที่คู่แข่งของมันจะไปถึง

ระหว่างทาง ลิงขาวพบผลไม้มากมาย ทั้งมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม น้อยหน่า มังคุดละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ ฯลฯ แต่เมื่อมันตั้งท่าจะเก็บผลไม้เหล่านั้น มันก็คิดว่าผลไม้ที่มัน เห็นดูเล็กเกินไปบ้าง แก่เกินไปบ้าง หรือมีข้อเสียอื่น ๆ ที่อาจด้อยกว่าผลไม้ของเจ้าลิงดำคู่แข่ง เมื่อลิงขาวเชื่อว่าผลไม้ที่มันพบไม่ใช่ผลไม้ที่ดีที่สุด มันจึงไม่ยอมเก็บผลไม้เหล่านั้น แต่มันกลับดั้นด้นเดินทางต่อเพราะหวังว่าในป่าลึกเบื้องหน้าอาจจะมีผลไม้ที่สมบูรณ์แบบรอมันอยู่

ฝ่ายเจ้าลิงดำที่เดินทางตามมาทีหลัง เนื่องจากมันวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่มันต้องทำในวันนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมันพบผลไม้ที่พอใช้ได้ (ซึ่งก็คือผลไม้ที่เจ้าลิงขาวไม่ยอมเก็บไปนั่นเอง) มันก็จัดการเก็บผลไม้เหล่านั้นใส่ตะกร้าแล้วนำกลับบ้านไปโดยไม่นึกรังเกียจ

ส่วนเจ้าลิงขาวที่เดินทางลึกเข้าไปในป่านั้น มันพยายามหาผลไม้ที่ดีที่สุดผลแล้วผลเล่าแต่ด้วยใจที่มัวกังวลว่าจะแพ้เจ้าลิงดำ ลิงขาวจึงหาข้อติผลไม้ที่มันพบได้ทุกผล จวบจนเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำและเมฆฝนเริ่มตั้งเค้า เจ้าลิงขาวจึงจำใจต้องเก็บผลไม้ใกล้มือใส่ตะกร้า แล้วรีบนำผลไม้ทั้งหมดกลับมาหาลิงสาวก่อนที่จะมืดค่ำจนมองทางไม่เห็น

เมื่อลิงขาวมาถึงบ้านของยอดหญิงมิ่งขวัญ มันพบว่าลิงดำได้นำเอาผลไม้มาให้ลิงสาวดังที่มันคิด แต่นอกจากผลไม้สดที่เจ้าลิงดำเก็บมาฝากลิงสาวแล้ว ลิงดำยังมีเวลาพอในการดัดแปลงผลไม้เป็นไอศกรีมแสนอร่อย, ทำน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์, เก็บดอกไม้สวย ๆ จากข้างทางและเหลือเวลาอาบน้ำจนเนื้อตัวหอมฟุ้งอีกด้วย

เจ้าลิงขาวรู้สึกตัวแล้วว่ามันไม่ได้เลิศเลอกว่าลิงตัวอื่น ๆ อย่างที่มันคิด เพราะแม้มันจะหน้าตาดีและมีความว่องไวในการปีนป่ายต้นไม้ แต่ในแง่ของความฉลาดโดยเฉพาะเรื่องการจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จในเวลาที่มีอยู่ มันคงไม่อาจเทียบกับลิงดำที่มันเคยพูดจาดูถูกดูหมิ่นได้

จริงๆ แล้ว ลิงทุกตัวหรือคนทุกคนต่างมีข้อดีที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเปรียบเทียบและหลงคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น รวมทั้งการพูดจาดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นจึงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก

เจ้าลิงขาวเสียใจที่เห็นลิงดำได้กินของอร่อย ๆ กับลิงสาวแสนสวยอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดีใจที่มันได้บทเรียนครั้งสำคัญซึ่งน่าจะช่วยให้มันตาสว่างและได้ข้อคิดในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

หลังจากที่เจ้าลิงขาวได้รับบทเรียนในครั้งนั้น มันก็ค่อย ๆ ปรับปรุงตัวทีละน้อย ๆ จนในที่สุด มันก็เลิกนิสัยไม่ดีต่าง ๆ ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นที่รักของเพื่อนลิงทั้งหลาย และกลายเป็นขวัญใจของสาว ๆ ชาวลิงโดยถ้วนหน้า

Posted in นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ : นิทานสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงมีชื่อยาวจัง ชื่อที่ฟังดูจริงจังปนขำนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความลับที่ทำให้นิทานเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ รายละเอียดทุกอย่างในเรื่อง (รวมทั้งชื่อเรื่อง) ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้แต่งตั้งใจวางไว้เช่นนั้น เพื่อชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดหน้าแรก

เมื่อเริ่มอ่าน ผู้อ่านจะพบว่าความตั้งใจนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อ ตัวละครอย่าง “คุณพ่อคณิตศาสตร์” และโจทย์ง่าย ๆ อย่างการบวกเลข (1+1) ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาด เพราะเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคยเหมือนเกมทายปัญหา ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพครอบครัวในยุคที่การเรียนและการแข่งขันกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน นิทานจึงเดินอยู่กึ่งกลางระหว่างความสนุกแบบเด็ก ๆ กับประเด็นที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ลึกกว่า

นี่ไม่ใช่นิทานแนวเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือโลกเวทมนตร์แบบใน Harry Potter หากเป็นนิทานร่วมสมัยที่ใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นเวทีเล่าเรื่อง ยิ่งอ่าน ยิ่งสังเกต ผู้อ่านจะยิ่งเห็นชั้นเชิงของผู้แต่งที่ซ่อนความคิดไว้ในความเรียบง่าย และทำให้นิทานที่ดูธรรมดา กลับมีเสน่ห์และชวนคิดอย่างน่าประหลาดใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคุณพ่อคนหนึ่งชื่อว่า “คณิตศาสตร์” คุณพ่อคณิตศาสตร์ฝันอยากให้ลูกชายเติบโตขึ้นเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ และวางแผนให้ลูกสาวเติบโตขึ้นเป็นคุณหมอที่ทำคะแนนสอบได้สูงลิ่วเกินกว่าใคร ๆ

คุณพ่อคณิตศาสตร์คำนวณเอาไว้ในใจว่า ถ้าเขายอมเสียเงินลงทุนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันเสาร์อาทิตย์และหลังเลิกเรียนในวันปกติตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อลูก ๆ เรียนจบ…ลูก ๆ ก็จะทำเงินกลับคืนมาอย่างมากมายมหาศาลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไปหลายร้อยหลายพันเท่านัก เมื่อคิดคำนวณเสร็จ คุณพ่อคณิตศาสตร์ก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” แล้วดำเนินการตามแผนที่วางไว้โดยไม่ถามความสมัครใจของลูก ๆ เลย

เมื่อลูก ๆ ของคุณพ่อคณิตศาสตร์ต้องเรียนหนังสือทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เด็กทั้งสองก็ค่อย ๆ มีความรู้เพิ่มขึ้น, ทำโจทย์ได้ไวขึ้น, ทำคะแนนสอบได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เด็กทั้งคู่กลับมีร่างกายที่เหนื่อยล้าจนหมดแรงที่จะยิ้ม และโลกรอบตัวก็ช่างดูหม่นหมองเสียเหลือเกิน

คุณแม่ของเด็ก ๆ ไม่ชอบแผนของคุณพ่อคณิตศาสตร์ที่ทำให้ลูก ๆ ต้องมีชีวิตแบบนี้เลย แม้มันดูเหมือนว่าจะดีต่ออนาคตของลูก ๆ แต่หากปัจจุบันลูก ๆ ไม่มีความสุข อนาคตของลูก ๆ จะดีได้อย่างไร!

คุณแม่จึงขอคุยกับคุณพ่อเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนดื้อรั้นและยึดหลักเหตุผลในการตัดสินใจเสมอ คุณพ่อคณิตศาสตร์บอกกับคุณแม่ว่า “ถ้าไม่ให้ลูกเรียนหนังสือเยอะ ๆ ลูกของเราจะไปเก่งกว่าเด็กคนอื่นได้ยังไง? ถ้าเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ อีกหน่อยก็สอบแข่งกับเค้าไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของเหตุและผลนะแม่ เหมือน 1+1 ยังไงก็ต้องได้เท่ากับ 2 แม่อย่าใช้อารมณ์มาทำลายโครงการของพ่อกับอนาคตของลูกเลย”

คำอธิบายของคุณพ่อมีเหตุมีผลจนยากจะโต้แย้ง ถ้าเรียนไม่เก่ง, มีสติปัญญาไม่ดี ก็สอบแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่คุณพ่อคณิตศาสตร์ลืมคิดไปก็คือ นอกจากการส่งเสริมให้ลูกเรียนเก่งแล้ว พ่อกับแม่ยังควรส่งเสริมเรื่องสุขภาพร่างกาย, อารมณ์และจิตใจ รวมทั้งทักษะการเข้าสังคมให้ลูกด้วย คุณแม่ของเด็ก ๆ คิดว่าการจะทำให้คุณพ่อคณิตศาสตร์เปลี่ยนใจได้นั้นมีเพียงวิธีเดียว คือต้องทำให้คุณพ่อยอมจำนนในเหตุผลว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป คุณแม่จึงบอกคุณพ่อว่า “ที่พ่อพูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่พ่อรู้ไหมว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแน่นอน มันอาจไม่ถูกแบบนั้นเสมอไปในทุกกรณีก็ได้ อย่าง 1+1 มันก็ไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเท่ากับ 2 เสมอไปหรอกนะจ๊ะ”

คุณพ่อทำหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำของคุณแม่ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงพูดว่า “ถ้าแม่พิสูจน์ว่า 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ได้จริง ๆ พ่อจะยอมเปลี่ยนใจและให้แม่เป็นคนจัดการเรื่องเรียนของลูกโดยที่พ่อจะไม่ไปบังคับลูกอีกดีไหม”

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟัง คุณแม่ก็ยิ้มแล้วรีบตอบว่า “พ่อให้สัญญาแล้วนะจ๊ะ คำไหนคำนั้นนะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็ไปหยิบแก้วใส่น้ำมา 2 ใบกับอ่างน้ำเปล่า ๆ มาอีก 1 ใบ จากนั้น คุณแม่ก็ยกแก้วน้ำให้คุณพ่อดูพร้อมกับพูดว่า “นี่คือน้ำหนึ่งแก้วและนี่ก็คือน้ำอีก 1 แก้ว มาดู 1+1 กันนะจ๊ะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็เทน้ำทั้งสองแก้วลงในอ่างน้ำแล้วบอกคุณพ่อที่มองดูอยู่แบบตั้งตัวไม่ติดว่า “1+1 บางครั้งก็เท่ากับ 1 นะจ๊ะ”

คุณแม่หัวเราะเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” ส่วนคุณพ่อคณิตศาสตร์ได้แต่มองน้ำในอ่างตาปริบ ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณพ่อได้เรียนรู้ว่าในบางกรณี 1+1 อาจไม่ได้คำตอบเท่ากับ 2 และสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูก หากมองในแง่มุมอื่นหรือมองหลาย ๆ ด้าน มันก็อาจไม่ได้ถูกเสมอไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ (แต่ในใจลึก ๆ ก็อดนึกดีใจไม่ได้ว่าตนเองได้แต่งงานกับสุภาพสตรีที่ชาญฉลาดและน่ารักเหลือเกิน)

นับจากวันนั้น คุณแม่ก็จัดการให้ลูก ๆ เรียนหนังสือเท่าที่จำเป็น แต่ส่งเสริมให้ลูกเล่นของเล่นและเล่นท่ามกลางธรรมชาติกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการเล่นเป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเติบโตโดยมีร่างกายที่แข็งแรง, มีจิตใจและอารมณ์ที่ดีงาม และสามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่มีปัญหา เด็กน้อยทั้งสองคนชอบวิธีที่คุณแม่จัดการเวลาให้พวกเขามาก ในที่สุด รอยยิ้มก็กลับคืนมาสู่ใบหน้าของสองพี่น้องอีกครั้ง

ครอบครัวกำลังคุยกันเรื่องการบวกเลข 1+1 คุณพ่อชูสองนิ้วถือแก้วน้ำสองใบ เด็กสองคนทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว : นิทานเจ้าหญิงผู้ใจดี กับพลังความร่วมมือของเหล่าแมลง

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว” เป็นนิทานแฟนตาซีสำหรับเด็กที่เล่าเรื่องของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจอ่อนโยน ท่ามกลางบ้านเมืองที่กำลังเผชิญความยากลำบาก นิทานเรื่องนี้นำพาผู้อ่านเข้าไปสัมผัสโลกของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม

นิทานเรื่องนี้สื่อถึงคุณค่าของความเมตตา การไม่ทำร้ายผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ผ่านบรรยากาศของสวนดอกไม้และชีวิตของเหล่าแมลงที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งจะทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน และเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครอง

ากคุณกำลังมองหานิทานที่อ่านสนุก ให้ข้อคิดดี ๆ และช่วยปลูกฝังความใจดีให้เด็ก ๆ เรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า แม้สิ่งเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเกิดมาในประเทศที่แสนยากจน

พระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงจึงต้องทำงานหนักเกือบตลอดทั้งปี เพื่อหาทางพัฒนาบ้านเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าหญิงตั้งใจจะไม่รบกวนการทำงานของเสด็จพ่อเสด็จแม่ พระองค์จึงมักใช้เวลาว่างอยู่ในสวนเพื่อปลูกต้นไม้และดอกไม้ต่าง ๆ ตามที่พระองค์ชอบ

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าหญิงองค์น้อยทรงมีต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกขึ้นเองเต็มสวนไปหมด เมื่อพวกแมลงทราบข่าว เหล่าแมลงจากทุกสารทิศจึงมาขออาศัยในสวนของเจ้าหญิงกันอย่างเนืองแน่น เจ้าหญิงผู้ใจดีปล่อยให้แมลงทั้งหลายอยู่ในสวนโดยไม่คิดทำร้าย มิหนำซ้ำ พระองค์ยังทรงปลูกต้นไม้เพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้เหล่าแมลงมีที่พำนักพักอาศัยอย่างพอเพียง

อยู่มาวันหนึ่ง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเจ้าหญิงทรงทำงานหนักจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เมื่อเสนาบดีรู้ข่าว เหล่าเสนาบดีที่คิดชิงอำนาจจากพระราชาจึงวางแผนขับไล่พระองค์ออกจากบัลลังก์ โดยพวกเขารวมหัวกันกำหนดให้พระราชาพัฒนาบ้านเมืองให้สำเร็จภายในเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งหากพระองค์ทำไม่ได้ พวกเขาก็จะแต่งตั้งพระราชาองค์ใหม่แทนพระราชาองค์เก่าผู้ไร้ความสามารถ

พระราชาและพระราชินีที่ป่วยหนักไม่อาจลุกขึ้นมาทำงานต่อได้ เจ้าหญิงองค์น้อยซึ่งรู้เท่าทันแผนการร้ายของเหล่าเสนาบดีจึงอาสาพัฒนาบ้านเมืองด้วยตัวของพระองค์เอง

ค่ำคืนนั้น เจ้าหญิงทรงนั่งคิดหาวิธีพัฒนาบ้านเมืองอยู่ในสวนของพระองค์อย่างเคร่งเครียด เวลาเพียงเดือนเดียวดูเหมือนจะน้อยเกินไปในการเปลี่ยนประเทศที่ยากจนให้กลายเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง เจ้าหญิงทรงไตร่ตรองอย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด พระองค์ก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังจะหมดหวัง เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีผมสีเขียวและมีแขนเหมือนตั๊กแตนก็เดินออกมาจากมุมมืดในสวน เด็กหนุ่มคำนับเจ้าหญิงด้วยความนอบน้อม เขาแนะนำตัวว่าเขาคือร่างแปลงของตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในสวนของเจ้าหญิง เขาซาบซึ้งในบุญคุณของพระองค์มาก ดังนั้น เขากับเพื่อนแมลงจึงอยากช่วยแก้ปัญหาให้แก่เจ้าหญิง

แม้เจ้าหญิงจะรู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่ได้พบ แต่เมื่อพระองค์มองแววตาที่มุ่งมั่นของเด็กหนุ่มผมเขียว เจ้าหญิงจึงตกลงให้เด็กหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ทันทีที่เจ้าหญิงทรงอนุญาต เด็กหนุ่มผมเขียวก็ผิวปากเรียกให้แมลงทุกตัวมาชุมนุมกัน

เด็กหนุ่มเล่าแผนการคร่าว ๆ ให้เพื่อนแมลงทุกตัวฟัง หลังจากนั้น เหล่าแมลงก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามแผนการที่วางเอาไว้

ฝูงผึ้งเริ่มงานด้วยการไปดูดน้ำหวานจากดอกไม้เพื่อสร้างสวนน้ำผึ้งทางทิศเหนือของเมือง ส่วนผีเสื้อก็ไปรวมตัวกันทางทิศใต้เพื่อทำสวนผีเสื้อแสนสวย ฝ่ายตั๊กแตนและแมลงที่พรางตัวเก่งก็เคลื่อนขบวนไปอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองจนเกิดเป็นสวนปริศนาท้าทายสายตาของผู้คนทั้งหลาย ส่วนทิศตะวันตกที่ติดกับแม่น้ำ…ฝูงหิ่งห้อยกับเหล่าจิ้งหรีดก็พากันไปสร้างแสงไฟวิบวับและเสียงเพลงไพเราะจนเกิดเป็นสวนแห่งความรักขึ้นที่นั่น

นอกจากนี้ แมลงชนิดอื่น ๆ ก็กระจายกำลังไปยังทุกมุมเมือง แล้วช่วยกันผสมเกสรไม้ดอกไม้ผลต่าง ๆ จนเกิดดอกไม้ที่สวยสมบูรณ์แบบและผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยล้ำกว่าผลไม้จากที่แห่งใดในโลก

หลังจากเหล่าแมลงร่วมมือร่วมใจกันทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ข่าวคราวของเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งเกิดจากแมลงสารพัดชนิดก็กลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว

เพียงเดือนเดียว ผู้คนจากทุกหนทุกแห่งก็หลั่งไหลมาชมสิ่งต่าง ๆ ในเมืองจนประเทศที่แสนยากจนกลายเป็นอาณาจักรที่ใคร ๆ ก็ปรารถนาจะมีวาสนามาเยือนสักครั้งในชีวิต

พระราชากับพระราชินีทรงดีใจมากที่ชาวเมืองมีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งสองพระองค์ทรงลงโทษเหล่าเสนาบดีที่คิดร้าย จากนั้น ทั้งสองก็ทรงขอบใจเจ้าหญิงที่ช่วยสร้างปาฏิหาริย์ในครั้งนี้

เจ้าหญิงทรงยกความดีความชอบต่าง ๆ ให้เด็กหนุ่มผมเขียวและเหล่าแมลงผู้จงรักภักดี ซึ่งเมื่อพระราชากับพระราชินีทราบเรื่องราวทั้งหมด พระราชาจึงแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มผมเขียวเป็นอัศวินประจำตัวของเจ้าหญิงและมอบยศให้เหล่าแมลงมีฐานะเป็นทหารจิ๋วประจำราชสำนัก

เหล่าแมลงต่างภูมิใจที่ได้รับเกียรติขั้นสูงจากพระราชาและพระราชินี แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด พวกมันดีใจมากที่เห็นเจ้าหญิงกลับมามีรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ

นักพับระดับโลก : นิทานเด็กสอนเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิทานเรื่อง อัศวินกระดาษวิเศษ ซึ่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องแรกของผม ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านว่าเป็นเรื่องที่สนุก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ในยุคที่ผมแต่งขึ้นมา ดังนั้น การจะสร้างสรรค์นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ให้มีความน่าสนใจและสนุกไม่แพ้เรื่องแรก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผมมาก ๆ

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานที่พูดถึงพลังของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของพรสวรรค์เล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิทานที่อบอุ่น อ่านง่าย และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งผมจะไม่เล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องในที่นี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความสนุกและความมหัศจรรย์ด้วยตนเองจากการอ่านนิทานจริง ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้

ก่อนเริ่มอ่านนิทาน ผมอยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นิทานเรื่องนี้เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เจ้าชายนักพับกระดาษ” และบางแห่งได้นำไปเผยแพร่ในลักษณะคล้ายเป็นนิทานพื้นบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผมแต่งและตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน หลังจากเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็มีเว็บไซต์หนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต และเกิดการคัดลอกต่อ ๆ กันจนแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันผมได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินผ่านเว็บไซต์นิทานนำบุญนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในการพับอย่างน่าอัศจรรย์   แม้ครอบครัวของเด็กน้อยคนนี้จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจน  แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง   พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขาจะช่วยให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้บ้าง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงนึกอยากได้ของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เป็นของขวัญวันเกิด  พระราชาผู้เป็นพ่อจึงป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นสุดวิเศษมาประกวดประขันกัน ซึ่งหากของเล่นของใครเป็นที่ถูกใจเจ้าชายมากที่สุด  พระราชาก็จะปูนบำเหน็จให้แก่คน ๆ นั้นเป็นรางวัลอย่างงาม 

เมื่อวันประกวดของเล่นมาถึง  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน   แต่หลังจากที่เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้นแล้ว   สายตาของทุก ๆ คนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ซึ่งก็คือเด็กน้อยที่ยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้แนบอก

ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเมื่อทราบว่า กระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้น ก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจจะส่งเข้าประกวด  แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษของเขา    กระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง

เด็กน้อยเริ่มแสดงฝีมือด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้  จากนั้น เขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อ   และเพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก  แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นไดโนเสาร์มีปีกที่ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวง

เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก  ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอ้าปากค้างต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

และแล้ว…เวลาในการตัดสินก็มาถึง   เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด  พระองค์ทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุด  พระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้ 

เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา   แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ ๆ ให้แก่พระองค์อยู่เสมอ 

และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแต่งตั้ง ‘เพื่อนนักพับ’ของพระองค์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง‘ของเล่น’  เพื่อให้นักพับระดับโลกผู้นี้ มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขา บันดาลความสุขและสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุก ๆ คน…เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง.


เจ้าชายกับเด็กผู้ชายที่เก่งเรื่องการพับกระดาษกำลังพับกระดาษเป็นของเล่นต่าง ๆ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

เจ้าชายสองพระองค์ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพลังของสติปัญญา

ในนิทานเจ้าชายเจ้าหญิงหลาย ๆ เรื่อง เรามักเห็นการแข่งขันเลือกคู่ ที่ตัดสินกันด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของเจ้าชายในเรื่อง แต่ถ้าเจ้าชายทั้งสองมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แถมมีความรักต่อเจ้าหญิงใกล้เคียงกันอีก การหาวิธีตัดสินที่ยุติธรรมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่อง เจ้าชายสองพระองค์ น่าสนใจ คือการเลือกใช้การทดสอบที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เป็น fair game ที่เปิดโอกาสให้เจ้าชายทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แพ้ชนะใกล้เคียงกัน แต่ในความยุติธรรมเช่นนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการใช้ความคิด ประเมินสถานการณ์และวางแผนอย่างเหมาะสมจริง ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่พลิกผลการแข่งขันได้

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวการเลือกคู่ธรรมดา แต่เป็นนิทานที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความ smart” และการใช้สติปัญญาอย่างมีระบบ สามารถสร้างความแตกต่างได้แม้ในเกมที่ดูเหมือนจะยุติธรรมที่สุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “เจ้าหญิงนานา” เจ้าหญิงนานาทรงมีสิริโฉมงดงามและมีกิริยามารยาทอ่อนหวาน พระราชากับพระราชินีจึงรักเจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระองค์มาก ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนานาถึงวัยที่ควรมีคู่ครอง พระราชากับพระราชินีจึงประกาศจัดงานเลือกคู่ให้แก่เจ้าหญิง

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ทราบข่าว เจ้าชายจากทั่วทุกสารทิศก็รีบเตรียมตัวเพื่อจะมาร่วมในงานเลือกคู่ด้วย แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายรู้ว่า “เจ้าชายชาตินักรบ” ผู้เก่งกล้าสามารถจะพาทหารยอดฝีมือมาร่วมในงาน เจ้าชายแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนใจ เพราะทุกพระองค์ทรงเชื่อว่าคงไม่มีใครเอาชนะเจ้าชายและกองทหารที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ เมื่อถึงวันเลือกคู่จึงมีเพียงเจ้าชายชาตินักรบและเจ้าชายณปราชญ์ (ผู้เป็นเพื่อนที่หลงรักเจ้าหญิงมานาน) ที่นำกองทหารมาร่วมในงาน

เมื่อพระราชาเห็นว่ามีเจ้าชายมาร่วมงานเพียงสองพระองค์ โดยพระองค์หนึ่งเป็นเจ้าชายที่แข็งแรงและมีฝีมือในการต่อสู้ ส่วนอีกพระองค์เป็นเจ้าชายผู้รอบรู้และมีการศึกษาสูง ถ้าจะให้ทั้งสองพระองค์ต่อสู้กันด้วยพละกำลังก็คงรู้ผลตั้งแต่ยังไม่ได้ประชันขันแข่ง พระราชาจึงค่อนข้างกลุ้มพระทัยว่าควรทำอย่างไรดี

ในขณะนั้นเอง เจ้าหญิงนานาทรงเสนอความคิดว่า ในพระราชวังมีสระน้ำว่างเปล่าที่ทั้งใหญ่ทั้งลึกอยู่ที่ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของปราสาท โดยสระน้ำทั้งสองมีขนาดเท่ากันและอยู่ห่างจากลำธารพอ ๆ กัน เจ้าหญิงจึงอยากทดสอบเจ้าชายทั้งสองด้วยการให้ทั้งคู่นำทหารของตนเองไปประจำที่สระน้ำคนละฝั่ง แล้วแข่งกันใช้โถดินเผาตักน้ำจากลำธารมาเติมในสระ ซึ่งหากฝ่ายใดเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อน พระองค์ก็จะยอมแต่งงานด้วย

เมื่อเจ้าชายชาตินักรบได้ฟัง พระองค์ก็ทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพระองค์กับทหารอีกยี่สิบคนต่างกำยำล่ำสัน การตักน้ำให้เต็มสระจึงเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

ฝ่ายเจ้าชายณปราชญ์ผู้คงแก่เรียนนั้น แม้ตัวพระองค์กับทหารจะแข็งแรงสู้เจ้าชายชาตินักรบไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมถอดใจ ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายณปราชญ์จึงตกปากรับคำต่อสู้ด้วย

ครั้นเมื่อพระราชาให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เจ้าชายชาตินักรบกับเหล่าทหารก็พากันแบกโถดินเผาวิ่งไปตักน้ำที่ลำธารจนฝุ่นตลบอบอวนไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน แทนที่ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จะรีบวิ่งไปตักน้ำมาเติมในสระ พระองค์กลับเรียกทหารมาหารือและวางแผนการอย่างสุขุมรอบคอบ จนเมื่อทหารทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว เจ้าชายณปราชญ์จึงค่อยเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้

วิธีที่เจ้าชายณปราชญ์ทรงเลือกใช้คือการให้ทหารของพระองค์ยืนเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวจากสระน้ำไปจนถึงลำธาร เจ้าชายณปราชญ์ทรงทำหน้าที่ตักน้ำจากลำธารแล้วส่งโถใส่น้ำให้นายทหารที่อยู่ถัดไป โดยพระองค์ทรงกำชับให้ทหารส่งโถน้ำต่อกันอย่างระมัดระวังเป็นทอด ๆ เพื่อเติมน้ำลงในสระแต่ละครั้งให้ได้มากที่สุด

แม้ในตอนแรก ฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบจะเติมน้ำลงในสระได้เร็วกว่าฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์หลายเท่าตัว แต่การที่ต่างคนต่างวิ่งไปตักน้ำจากลำธารโดยไม่มีการวางแผน ทำให้ฝุ่น ตลบอบอวนไปทั่วทั้งพื้นที่ และการวิ่งเร็วจนเกินไปก็ทำให้น้ำกระฉอกออกจากโถจนเกือบหมด หนำซ้ำ ทหารบางคนยังวิ่งชนกันจนโถดินเผาแตกทำให้เสียภาชนะตักน้ำไปโดยใช่เหตุ และที่แย่ที่สุดคือ เมื่อทุกคนวิ่งตักน้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ รอบเข้า ท้ายสุด ทุกคนก็เหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงจนแทบวิ่งต่อไปไม่ไหว

ส่วนฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์นั้น แม้ฝ่ายของพระองค์จะเริ่มต้นช้ากว่า แต่การยืนเรียงกันตามจุดที่กำหนด แล้วส่งโถน้ำต่อกันเป็นทอด ๆ ทำให้การลำเลียงน้ำแต่ละครั้งได้น้ำเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากนี้ การส่งโถต่อกันก็ทำให้ทุกคนไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาให้เหนื่อยแรง เมื่อฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบอ่อนล้าลง ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จึงค่อย ๆ ไล่ตามทันและเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย

ในที่สุด การใช้สติปัญญาวางแผนงานอย่างมีระบบระเบียบก็ทำให้เจ้าชายณปราชญ์เอาชนะฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบได้อย่างขาดลอย เจ้าชายชาตินักรบทรงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หนำซ้ำ พระองค์ยังยอมรับเจ้าชายณปราชญ์เป็นสหายอีกด้วย

พระราชาทรงดีใจมากที่พระองค์ทรงได้ว่าที่ลูกเขยผู้เฉลียวฉลาดและน่าจะช่วยดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายณปราชญ์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนานา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา…นับจากนั้น

Posted in ข้อคิดชีวิต, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : นิทานครอบครัวอบอุ่น สอนใจเรื่องคุณค่าของ “ปัจจุบัน”

ครอบครัวคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่หล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจให้กับทุกคนในบ้าน นิทานเรื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ่ายทอดบรรยากาศครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และลูกชายตัวน้อย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขในแต่ละวัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก

ข้อคิดเชิงธรรมะที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้คือการใช้ชีวิตกับ “ปัจจุบัน” เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือเวลาปัจจุบันที่มีค่าอย่างยิ่ง การตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดจึงเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย นิทานนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าครอบครัว แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา

การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่คือการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันและกัน การแบ่งปันความรัก หรือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทุกการกระทำที่ตั้งใจในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามในวันข้างหน้า นิทาน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ผมชื่อสติ ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายที่ผมรักมากที่สุด

คุณพ่อของผมมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อก็เป็นพ่อของบ้านที่ให้ความรักความอบอุ่นกับทุกคนอย่างทั่วถึง  ผมเคยถามว่า “คุณพ่อเหนื่อยบ้างไหม”  คุณพ่อตอบผมว่า “บางทีพ่อก็เหนื่อยนะ แต่พ่อไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พ่อจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณแม่ของผมเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งดูแลผมกับคุณยายตอนที่คุณพ่อออกไปบริษัท และเมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน  คุณแม่ก็จะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้คุณพ่ออย่างไม่เคยขาด ผมเคยถามว่า “คุณแม่เหนื่อยบ้างไหม”  คุณแม่ยิ้มแล้วตอบผมว่า “บางทีแม่ก็เหนื่อยนะ แต่แม่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  แม่จึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณยายของผมเป็นแม่ของคุณแม่  คุณตาจากคุณยายไปนานแล้ว  แต่คุณยายก็ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณตาที่รอท่านอยู่บนสรวงสวรรค์   คุณยายอยู่บ้านในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่แค่อยู่เฉย ๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนอุ่นใจและมีความสุข แต่คุณยายไม่เคยอยู่เฉย ๆ เลย  คุณยายมักช่วยคุณแม่ทำนู่นทำนี่ทั้งวัน และที่สำคัญ ท่านคอยช่วยดูแลผมแทนคุณแม่  ผมรักคุณยายมาก ผมเคยถามว่า “คุณยายเหนื่อยบ้างไหม”  คุณยายยิ้มอย่างใจดี แล้วตอบผมว่า “บางทียายก็เหนื่อยนะ แต่ยายไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ยายจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด” 

คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายสอนให้ผมรู้ว่า เวลา ณ ปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพียงไหน  เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว  อนาคตยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงได้ คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายจึงตั้งใจทำวันนี้…เวลานี้ให้ดีที่สุด  ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำตามตัวอย่างที่ได้เห็นเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายของผมล้มป่วยลงด้วยความชรา คุณพ่อ, คุณแม่และตัวผมต่างช่วยกันดูแลคุณยายอย่างเต็มที่ การดูแลคุณยายทำให้พวกเราเหนื่อยกว่าปกติบ้าง แต่พวกเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จากที่เคยประคองให้ท่านเดินเล่นกับพวกเราได้ กลายเป็นต้องดูแลท่านอยู่ที่เตียงเท่านั้น

บางวัน ที่พวกเราเห็นคุณยายอ่อนแรงมาก ๆ คุณพ่อ, คุณแม่และผมก็จะรู้สึกหดหู่จนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

แต่เมื่อคุณยายเห็นพวกเราเผลอคิดไปไกล ทั้ง ๆ ที่วันนี้…ตอนนี้ คุณยายยังนอนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (แค่มีแรงเหลือน้อยไปหน่อย)  คุณยายก็จะเตือนสติพวกเราว่า “ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอกนะ ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยายก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ พวกเราเสมอ”

………………………………..

…………………..

………….

….

หลายปีต่อมา  คุณพ่อ, คุณแม่และผมยังคงทำทุกวันอย่างดีที่สุดเหมือนที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำซึ่งทุกครั้งก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าคุณยายยังคงอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเรา ไม่ได้ห่างหายไปไหน  แม้ในบางวัน พวกเราอาจแอบเห็นคุณยายอยู่ไกลพวกเราออกไปสักหน่อย คืออยู่ที่ก้อนเมฆบนท้องฟ้ากับคุณตาที่คุณยายรัก  แต่พวกเราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เพราะกลัวว่าคุณยายจะอาย โดยเฉพาะตอนที่คุณตาจับมือน้อย ๆ ของคุณยายพร้อมกับหอมแก้มคุณยายเสียงดัง “จุ๊บ” ด้วยความรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เคล็ดลับของจิ๊บจิ๊บ : นิทานสอนใจเด็กเรื่องวิธีเรียนให้เก่ง

ตลอดชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างต้องพบเจอกับแบบทดสอบที่ทำให้เราต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ คุณครูอาจให้เด็ก ๆ ฝึกท่องสูตรคูณที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเจ้าของบริษัทอาจมอบหมายให้พนักงานฝึกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อน โจทย์ใหม่ ๆ ที่เราได้รับ อาจเป็นเรื่องท้าทายที่หลายคนไม่ชอบนัก แต่หากเราฝ่าฟันและทำได้สำเร็จ สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นบันไดที่ช่วยให้เราเก่งขึ้นและพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น

นิทานเรื่อง “เคล็ดลับของจิ๊บจิ๊บ” เป็นนิทานที่นำประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวข้างต้นมาใช้แต่งเป็นนิทาน โดยกำหนดให้ตัวละครเป็นนกหลากหลายชนิด และมีข้อคิดที่น่าจะเป็นประโยชน์ในตอนท้ายของเรื่อง

หวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขและได้รับประโยชน์ตามสมควรนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนบนกิ่งไม้ มีลูกนกกระจอกตัวหนึ่งเพิ่งย้ายโรงเรียนมาได้ไม่นาน ลูกนกกระจอกตัวนี้มีชื่อว่า “จิ๊บจิ๊บ” มันเรียนหนังสือไม่เก่ง, รูปร่างหน้าตาไม่ดี และไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ส่งมันมาเรียนที่โรงเรียนบนกิ่งไม้กับนกชนิดอื่น ๆ มันจึงสัญญากับตัวเองว่า มันจะตั้งใจเล่าเรียนอย่างเต็มที่

อยู่มาวันหนึ่ง คุณครูนกฮูกสั่งการบ้านให้นักเรียนทั้งหมดฝึกหัดท่องศัพท์ภาษาอังกฤษต้อนรับการเปิดสมาคมนกอาเซียนที่กำลังจะมาถึง โดยลูกนกทุกตัวจะต้องท่องศัพท์ให้ได้ 1000 คำ

ลูกนกทุกตัว รวมทั้งเหล่านกกระจอกต่างตื่นตระหนกตกใจที่ต้องท่องศัพท์มากขนาดนั้น

นกหลาย ๆ ชนิดที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เช่น นกฮัมมิ่ง, นกไนติงเกล กังวลว่าพวกมันอาจจะท่องจำคำศัพท์ไม่ไหว

ฝ่ายนกที่มีชื่อเป็นภาษาไทย เช่น นกแก้ว, นกขุนทอง, นกกางเขน ก็ยิ่งกังวลหนักขึ้นไปอีก เพราะพวกมันไม่ค่อยสันทัดกับภาษาอังกฤษมากนัก

ส่วนเจ้านกกระจอกที่รู้ว่าตัวเองกระจอกที่สุดนั้น…คงไม่ต้องพูดถึง มันกังวลมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว

เมื่อแม่นกกระจอกเห็นจิ๊บจิ๊บมีสีหน้าอมทุกข์ แม่นกกระจอกจึงถอนใจด้วยความเอ็นดู แล้วแอบกระซิบ “เคล็ดลับ” ของเหล่านกกระจอกให้ลูกนำไปใช้ในการเรียนหนังสือ

“ลูกจ๊ะ นกกระจอกอย่างพวกเราเก่งสู้ใคร ๆ ไม่ได้ก็จริง แต่พวกเราไม่เคยเสียเวลาอยู่กับการกลุ้มใจหรอกนะ ลองเปลี่ยนเวลาที่มัวแต่กลุ้มใจไปใช้ท่องคำศัพท์ อย่างน้อย…เราก็น่าจะรู้คำศัพท์มากขึ้น ซึ่งมันจะช่วยให้เรากระจอกน้อยลงอีกนิดนะจ๊ะ”

เมื่อจิ๊บจิ๊บได้ฟังคำแนะนำของคุณแม่ มันก็คิดว่า นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่นกกระจอกอย่างมันพอจะทำได้ “อย่างน้อยก็ขอให้กระจอกน้อยลงอีกนิดก็ยังดี”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อจิ๊บจิ๊บกลับไปที่โรงเรียนในวันรุ่งขึ้น แม้เพื่อน ๆ จะยังคงบ่นและกังวลเกี่ยวกับคำศัพท์ 1000 คำที่คุณครูนกฮูกมอบหมายให้ท่อง แต่จิ๊บจิ๊บกลับเลี่ยงไปเริ่มท่องคำศัพท์วันละ 10 คำ โดยตั้งใจจะทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปทุกวันจนกว่าจะถึงวันทดสอบ

เมื่อเวลาผ่านไปราว 3 เดือนเศษ คุณครูนกฮูกก็จัดการทดสอบความรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษขึ้น

ลูกนกหลาย ๆ ตัวที่เสียเวลาอยู่กับการพร่ำบ่นและวิตกกังวล เริ่มต้นท่องศัพท์ช้าเกินไป ทำให้ท่องศัพท์ไม่ทันและทำข้อสอบไม่ได้ ส่วนลูกนกกระจอกที่แม้จะจำคำศัพท์ได้ไม่ครบทั้งหมด แต่เนื่องจากมันเริ่มท่องศัพท์ก่อนใคร ๆ มันจึงพอจะทำข้อสอบได้และผลคะแนนที่ออกมาก็ทำให้ทุกคนแปลกใจไปตาม ๆ กัน

เพื่อน ๆ กับคุณครูนกฮูกพากันมาถามเคล็ดลับจากลูกนกกระจอกที่เคยกระจอกที่สุดในห้อง

จิ๊บจิ๊บจึงตอบเพื่อน ๆ และคุณครูอย่างถ่อมตัวว่า “นกกระจอกอย่างผมเก่งสู้ใคร ๆ ไม่ได้ ผมเลยต้องใช้เวลาที่มีอยู่ให้มีค่าที่สุด เพราะการพร่ำบ่นหรือมัวกังวลไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย แต่การเริ่มท่องศัพท์ทันทีต่างหาก ที่จะทำให้ผมกระจอกน้อยลงอีกนิด และนี่คือเคล็ดลับของนกกระจอกที่คุณแม่บอกผมครับ”

คำตอบของจิ๊บจิ๊บทำให้ทุกคนยิ้มด้วยความชื่นชม

การเสียเวลาอยู่กับความกังวลใจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แค่เริ่มลงมือทำหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ให้เร็วที่สุด อย่างน้อยเราก็จะเก่งขึ้นกว่าเดิมอีกนิดเสมอ

ภาพประกอบนิทานเรื่อง เคล็ดลับของจิ๊บจิ๊บ แสดงนกกระจอกน้อยในบรรยากาศโรงเรียนบนต้นไม้ สื่อถึงข้อคิดการเรียนหนังสืออย่างมีความพยายามและการลงมือทำทันทีโดยไม่มัวกังวล เหมาะสำหรับใช้เป็นภาพประกอบนิทานเด็กและบทความสอนใจ