Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานต่างประเทศ, The Gingerbread boy

เจ้าหนูขนมปังขิง (The Gingerbread Boy)

เด็ก ๆ รู้ไหมว่า นิทานเรื่อง “เจ้าหนูขนมปังขิง” (The Gingerbread Boy) เป็นนิทานเก่าแก่ที่เด็ก ๆ ในหลายประเทศรู้จักกันมานานมากแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนมที่กระโดดออกมาจากเตาอบ แล้ววิ่งหนีคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ

นิทานเรื่อง เจ้าหนูขนมปังขิง มีหลักฐานการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน และตอนจบของนิทานฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก กับนิทานในฉบับที่พิมพ์ต่อ ๆ มา อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้เรียบเรียงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

สำหรับนิทานเรื่องนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญตั้งใจนำ นิทานฉบับที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1875 มาเรียบเรียงให้เด็ก ๆ ได้อ่าน โดยคงเนื้อหาและตอนจบของเรื่องไว้ตามสำนวนดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนเรื่องให้เป็นตอนจบแบบใหม่ ซึ่งเนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง และตอนจบอาจแตกต่างไปจากนิทานที่พวกเราคุ้นเคย (เพราะเป็นนิทานเมื่อ 150 ปีก่อน) แต่รับรองว่าสนุก และมีข้อคิดที่ดีมาก ๆ เลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราและชายชราคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเล็ก ๆ แค่สองคนอย่างเหงา ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่หญิงชรากำลังทำขนมปังขิงอยู่ในครัว จู่ ๆ เธอเกิดความคิดสนุก ๆ จึงลองปั้นแป้งสาลีผสมกับน้ำให้เป็นรูปเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ แล้วนำลูกเกดมาตกแต่งเป็นตาและปาก นำน้ำตาลกรวดมาเรียงเป็นกระดุมเสื้อ และใช้เปลือกมะนาวเชื่อมมาทำเป็นเสื้อโค้ตให้ หลังจากนั้น หญิงชราก็วางแป้งปั้นรูปเด็กผู้ชายวางลงในถาด แล้วนำถาดเข้าไปอบในเตาอบ

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราได้ยินเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากด้านในของเตาอบ หญิงชราแปลกใจจึงเดินไปเงี่ยหูฟัง แต่ทันใดนั้นเอง หญิงชราก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังแว่วออกมาว่า “เปิดประตูให้ฉันหน่อย เปิดประตูให้ฉันที”

หญิงชราตกใจแกมดีใจ เธอจึงรีบเปิดประตูเตาอบให้ แต่ทันทีที่ประตูเตาอบแง้มออก เจ้าหนูขนมปังขิงตัวน้อยก็กระโจนตัวออกจากเตาอบ แล้ววิ่งผ่านหน้าหญิงชรา ทะลุห้องครัว แล้วพุ่งออกไปทางประตูด้านหลังบ้านที่เปิดทิ้งไว้ จากนั้น มันก็วิ่งตรงไปยังถนนใหญ่อย่างไม่รอช้า

ในขณะนั้นเอง ชายชราได้ยินเสียงหญิงชราร้องเรียกให้เจ้าหนูขนมปังขิงหยุดวิ่ง เมื่อชายชราหันไปดูและเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงกำลังวิ่งหนีหญิงชรา ชายชราจึงรีบวิ่งไล่ตามไป แต่เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งเร็วมาก มันวิ่งไปพร้อม ๆ กับหันมาตะโกนบอกชายชราว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ และฉันก็หนีคุณได้เหมือนกัน”

หญิงชราและชายชราพากันวิ่งตามเจ้าหนูขนมปังขิงไปจนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปจนเจอกับ คนงานนวดข้าว (Threshers) กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ในโรงนา เมื่อคนงานเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงที่ดูน่าอร่อยวิ่งผ่านไป พวกเขาจึงพากันวางไม้ตีข้าวลงแล้ววิ่งไล่ตาม

เจ้าหนูขนมปังขิงเหลียวหลังกลับมาหัวเราะ แล้วตะโกนว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ ฉันหนีชายชรามาได้ และฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนงานนวดข้าวพยายามวิ่งไล่ตามสุดชีวิต แต่เท้าของพวกเขาก็สู้ความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงไม่ได้เลย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนผ่านทุ่งหญ้าที่มี คนตัดหญ้า (Mowers) กำลังใช้เคียวเกี่ยวหญ้าอยู่ เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเจ้าหนูขนมปังขิง พวกเขาก็โยนเคียวทิ้งและเข้าร่วมการวิ่งไล่จับนี้ด้วย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งพลางร้องตะโกนท้าทายว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา และคนงานนวดข้าวมาได้ ฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนตัดหญ้าพยายามวิ่งไล่ตามสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงเช่นกัน

เจ้าหนูขนมปังขิงเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจและลำพองใจในความเร็วของตนเอง มันรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะวิ่งไล่จับมันได้อีกแล้ว จนกระทั่ง เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาเจอกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่นอนหมอบอยู่ริมทาง

จริง ๆ แล้ว สุนัขจิ้งจอกเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาแต่ไกล แต่เพราะความฉลาด มันจึงไม่ได้รีบร้อนวิ่งไล่ตามเหมือนคนอื่น ๆ มันเลือกที่จะมองเจ้าหนูขนมปังขิงด้วยสีหน้าซื่อ ๆ แล้วร้องถามเจ้าหนูขนมปังขิงว่า “เกิดอะไรขึ้น” ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เจ้าหนูขนมปังขิงที่กำลังลำพองใจจึงหันไปตะโกนบอกสุนัขจิ้งจอกทันทีว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา คนงานนวดข้าว และคนตัดหญ้ามาได้ ฉันก็หนีเธอได้เหมือนกัน”

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทำเป็นหูตึง มันเอียงหูแล้วพูดว่า “อะไรนะจ๊ะ? ฉันไม่ได้ยินเลย ช่วยขยับเข้ามาพูดใกล้ ๆ หูของฉันหน่อยสิ”

เจ้าหนูขนมปังขิงหลงกล มันอยากจะอวดความเก่งกาจของตัวเองให้สุนัขจิ้งจอกได้ยินชัด ๆ มันจึงวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ หน้าของสุนัขจิ้งจอก

ทันใดนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกก็อ้าปากกว้างแล้วงับเข้าไปที่ตัวของเจ้าหนูขนมปังขิงทันที

“อ๊ะ! ฉันหายไปหนึ่งในสี่แล้ว…” เจ้าหนูขนมปังขิงร้องอุทาน

“ตอนนี้ฉันหายไปครึ่งตัวแล้ว…” เสียงของมันเริ่มเบาลง

“อ๊ะ! ตอนนี้ฉันหายไปสามส่วนสี่แล้ว…”

และในที่สุด… เจ้าหนูขนมปังขิงก็ร้องคำสุดท้ายออกมาว่า “และตอนนี้ฉันหายไปทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้น เจ้าหนูขนมปังขิงก็ไม่เคยได้พูดอะไรอีกเลย

Posted in Children’s Literature, Thai Folktales

ขอขอบคุณผู้อ่านจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อ่านที่ Koeln

หลายปีที่ผ่านมา เว็บไซต์นิทานนำบุญได้มีโอกาสต้อนรับผู้อ่านจากหลากหลายประเทศ

ในแต่ละวัน จะมีผู้อ่านประมาณ 100-200 คนจากประเทศต่าง ๆ ที่แวะเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเป็นกำลังใจที่มีค่ามา

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้พบสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ..มีผู้อ่านจากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี เข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ประมาณวันละ 2000 วิว) แม้ผมจะไม่ทราบว่าผู้อ่านแต่ละท่านเป็นใคร เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ และไม่รู้ว่าแต่ละท่านรู้จักเว็บไซต์นี้ได้อย่างไร แต่การที่ทุกท่านให้เกียรติเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณและมีกำลังใจมาก ๆ

ตอนที่ผมสังเกตเห็นจำนวนผู้อ่านที่มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมแปลกใจจนต้องนำภาพและข้อมูลไปถาม A.I. ว่า “เกิดอะไรขึ้น”

A.I. คาดเดาว่า “จากข้อมูล เราไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผู้อ่านที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์กี่คน เป็นคนไทยหรือคนประเทศไหน แต่ในเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงอาจมีใครสักคนที่ปรารถนาดี แนะนำเว็บไซต์นิทานนำบุญลงในกลุ่ม Facebook หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง จนทำให้มีคนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้ยอดวิวเพิ่มขึ้น หรืออีกทางหนึ่ง อาจมีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ให้นักเรียนนักศึกษาอ่านนิทานจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ จึงทำให้ยอดวิวเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ในฐานะนักเขียนนิทานที่ไม่โด่งดัง ซึ่งแต่งนิทานแบบเงียบ ๆ มาเกือบยี่สิบปีในนิตยสารขวัญเรือน และทำเว็บไซต์แบบเงียบ ๆ มาเกือบ 10 ปี การได้เห็นว่ามีคนสละเวลาเข้ามาอ่านนิทาน (แม้เพียงคนเดียว) ก็ถือว่าเป็นรางวัลที่มีความหมายที่สุด

ผมอยากขอขอบคุณทุก ๆ ความปรารถนาดีจากใจจริง และจะดีใจมาก หากได้รู้ว่าผู้อ่านเป็นใคร อ่านนิทานอยู่ที่ไหน และชอบนิทานเรื่องใดบ้าง

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่สละเวลาและให้เกียรติแวะเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ มันเป็นเรื่องที่ชวนชื่นใจมาก ๆ เมื่อได้เห็นว่า มีใครคนหนึ่งจากประเทศนั้นประเทศนี้ ที่ได้อ่านนิทานที่เราแต่ง ขอบคุณจากใจจริงครับ

For many years, the Nitan Nambun website has had the privilege of welcoming readers from various countries. Each day, about 100–200 people from around the world visit to read these stories, which has always been a precious source of encouragement for me.

But last week, I encountered something truly unexpected: readers from Cologne, Germany, came to read Nitan Nambun tales in great numbers — around 2,000 views per day. I do not know who these readers are, whether children or adults, Thai or international, or how they discovered this website. Yet the fact that you have given your time and honored these stories fills me with gratitude and renewed strength. When I noticed this sudden increase in readership, unlike anything before, I was so surprised that I even asked an AI, “What happened?”

The AI suggested: “From the data, we cannot conclude how many individual readers visited, or whether they were Thai or from other countries. But in Cologne, Germany, there is a large Thai community. It is possible that someone kindly recommended the Nitan Nambun website in a Facebook group or community, which led to more people discovering it. Another possibility is that a school or educational institution encouraged students to read stories from the site, resulting in the unusual rise in views.”

As a humble storyteller who has quietly written tales for nearly twenty years in Kwanruen magazine, and maintained this website for almost ten years, even a single reader is already a meaningful reward.

I sincerely thank you for every act of kindness, and I would be delighted to know who you are, where you read from, and which stories you enjoy most.

Once again, thank you to everyone who has taken the time to visit and read these tales. It is truly heartwarming to see that someone, somewhere in the world, has read the stories I wrote. My deepest gratitude to you all.

A warm illustrated postcard showing a storyteller thanking readers around the world, especially from Cologne, Germany, with children reading books and a dove stamp symbolizing peace.
“ขอบคุณผู้อ่านจากทั่วโลก โดยเฉพาะผู้อ่านจากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี ที่สละเวลาเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญ”
Posted in นิทานนำบุญ, นิทานพื้นบ้านโลก, นิทานรัสเซีย

นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ – Folktales of the Amur

นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ : เรื่องเล่าพื้นบ้านจากรัสเซียและจีน

ช่วงนี้ นิทานนำบุญ กำลังจะพานักอ่านไปรู้จักนิทานอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือ “นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์” (Folktales of the Amur)

คำนี้ไม่ได้หมายถึงนิทานเพียงเรื่องเดียว หรือหนังสือของนักเขียนคนใดคนหนึ่ง แต่ใช้เรียกนิทานพื้นบ้านและเรื่องเล่าที่สืบทอดอยู่ในภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Amur River Basin) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชีย ดินแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ และมีประเพณีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย เช่น ชาวนานัย (Nanai), เอเวงก์ (Evenki), อุลชี (Ulchi), อูเดเก (Udege) และนีฟค์ (Nivkh) นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาการเล่าเรื่องในภูมิภาคนี้จึงพบทั้งนิทาน ตำนาน เรื่องเล่าของบรรพบุรุษ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโลกของวิญญาณและธรรมชาติ

แม่น้ำอามูร์ (Amur River; รัสเซีย: Амур; จีน: 黑龙江, Heilong Jiang) เป็นแม่น้ำสายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ไหลผ่านหรือเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนระหว่าง รัสเซีย จีน และมองโกเลีย ก่อนออกสู่ทะเลโอค็อตสค์ (Sea of Okhotsk) ตัวแม่น้ำช่วงหลักมีความยาวประมาณ 2,824 กิโลเมตร ขณะที่หากนับตั้งแต่ต้นน้ำของระบบแม่น้ำทั้งหมด ความยาวอยู่ราว 4,400 กิโลเมตร ลุ่มน้ำมีพื้นที่ประมาณ 1.9–2.1 ล้านตารางกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับวิธีการกำหนดขอบเขตลุ่มน้ำ

ภูมิประเทศของลุ่มน้ำอามูร์เปลี่ยนแปลงอย่างมากจากตะวันตกไปตะวันออก มีทั้งที่ราบสูงและภูเขา ป่าเขตอบอุ่น ทุ่งหญ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ และที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ แม่น้ำสายนี้จึงไม่ได้มีภาพแบบ “แม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านป่า” เท่านั้น แต่เป็นระบบภูมิประเทศขนาดมหึมาที่เชื่อมภูเขา ป่า ที่ราบ และพื้นที่ชุ่มน้ำเข้าด้วยกัน

สภาพอากาศก็แตกต่างกันมาก บริเวณตะวันตกมีลักษณะเป็น ภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีป (continental climate) ค่อนข้างแห้ง ขณะที่ทางตะวันออกได้รับอิทธิพลจาก มรสุมเอเชีย (Asian monsoon) มากกว่า ทำให้ฤดูร้อนชื้นและมีฝนมาก ส่วนฤดูหนาวได้รับอิทธิพลจากอากาศหนาวและแห้งจากไซบีเรีย แม่น้ำหลายส่วนจึงมีน้ำแข็งปกคลุมในฤดูหนาว

และที่สำคัญ ลุ่มน้ำแห่งนี้เป็นบ้านของผู้คนจำนวนมาก ทั้งประชากรชาวรัสเซียและจีน รวมถึงชนพื้นเมืองหลายกลุ่มที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสัมพันธ์กับแม่น้ำและผืนป่าอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้คนจำนวนมากในอดีต แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางน้ำ แต่เป็นแหล่งอาหาร เส้นทางเดินทาง และส่วนหนึ่งของโลกทางวัฒนธรรมของพวกเขา การประมง การล่าสัตว์ และการใช้ทรัพยากรจากป่าจึงปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าและคติชนของภูมิภาคนี้ด้วย

น่าสนใจที่สุดคือ การที่ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากของนิทาน แต่เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในนิทาน

แม่น้ำ ป่า ภูเขา สัตว์ และฤดูกาล ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่ เราจึงพบเรื่องของหมี เสือ สุนัขจิ้งจอก ชิปมังค์ นก และสัตว์อื่น ๆ อยู่มากมาย บางเรื่องพูดถึงมิตรภาพ บางเรื่องพูดถึงความฉลาดและการเอาตัวรอด บางเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และบางเรื่องก็มีโลกของวิญญาณและความเชื่อแบบดั้งเดิมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ “นิทานอามูร์” ไม่ได้มีเสียงของผู้คนเพียงกลุ่มเดียว งานศึกษาการเล่าเรื่องในภูมิภาคนี้พบประเพณีการเล่าเรื่องของชาวนานัย อุลชี อูเดเก และนีฟค์ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ แต่ละกลุ่มมีภาษา ประวัติศาสตร์ และรูปแบบการเล่าเรื่องของตนเอง

ดังนั้น เมื่อเราอ่าน “นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์” เราจึงไม่ได้กำลังอ่านนิทานรัสเซียธรรมดา ๆ แต่กำลังเปิดประตูเข้าไปสู่ โลกวัฒนธรรมของผู้คนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่รอบแม่น้ำสายใหญ่แห่งนี้

ในโลกของนิทานพื้นบ้าน เราพบการรวบรวมและศึกษานิทานตาม ภูมิภาค ชุมชน ภาษา หรือกลุ่มชาติพันธุ์ อยู่เสมอ เช่น

  • นิทานพื้นบ้านไอริช (Irish Folktales) — มีประเพณีการเล่าเรื่องด้วยปากเปล่าที่เข้มแข็ง และมีการรวบรวมเรื่องเล่าจากพื้นที่ชนบทและชุมชนที่ใช้ภาษาไอริชอย่างเป็นระบบ
  • นิทานพื้นบ้านแอฟริกาตะวันตก (West African Folktales) — เป็นกลุ่มเรื่องเล่าจากประเพณีปากเปล่าของหลายสังคมในแอฟริกาตะวันตก มีทั้งสัตว์พูดได้ ตัวละครเจ้าเล่ห์ และเรื่องราวที่สะท้อนค่านิยมของชุมชน
  • นิทานพื้นบ้านแอปพาเลเชีย (Appalachian Folktales) — เกิดจากประเพณีการเล่าเรื่องในพื้นที่เทือกเขาแอปพาเลเชียของสหรัฐอเมริกา และมีเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนบนภูเขา
  • นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น (Japanese Folktales) — แม้จะเรียกรวมในระดับประเทศ แต่ภายในญี่ปุ่นเองก็มีนิทานท้องถิ่นจำนวนมาก และนิทานที่มีชื่อเสียงหลายเรื่องก็มีสำนวนแตกต่างกันตามพื้นที่

นี่ทำให้เห็นว่า นิทานพื้นบ้านไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดขึ้นจากผู้คนที่มีภูเขา แม่น้ำ ป่า ทะเล อากาศ ภาษา อาชีพ และวิถีชีวิตอยู่รอบตัว นิทานจึงมักเก็บ “ร่องรอยของถิ่นกำเนิด” เอาไว้เสมอ

และนั่นคือเหตุผลที่ นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Folktales of the Amur) น่าสนใจสำหรับนักอ่านไทย เพราะเมื่อเราอ่านนิทานเหล่านี้ เราไม่ได้เพียงถามว่า “นิทานเรื่องนี้สนุกไหม?” แต่ยังสามารถถามต่อได้ว่า “ผู้คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้มองโลกอย่างไร และพวกเขาใช้เรื่องเล่าเพื่ออธิบายชีวิตของตัวเองอย่างไร?”

หนังสือที่ช่วยให้ผู้อ่านรู้จักนิทานจากภูมิภาคนี้ได้ดีเล่มหนึ่งคือ Folktales of the Amur: Stories from the Russian Far East โดย Dmitry Nagishkin ซึ่งรวมเรื่องเล่าจากบริเวณลุ่มแม่น้ำอามูร์ไว้ 31 เรื่อง หนังสือภาษาอังกฤษฉบับนี้ตีพิมพ์โดย Harry N. Abrams ในปี 1980

นอกจากนี้ หนังสือ Flying Tiger: Women Shamans and Storytellers of the Amur โดย Kira Van Deusen ยังเป็นงานศึกษาการเล่าเรื่องของผู้คนในภูมิภาคอามูร์ โดยมีบทเกี่ยวกับการเล่าเรื่องของชาวนานัย อุลชี อูเดเก และนีฟค์ ทำให้เห็นชัดเจนว่าโลกของ “นิทานอามูร์” มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่าที่ชื่อเรียกรวมเพียงคำเดียวอาจทำให้เราเข้าใจ

หลังจากผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ลองอ่านนิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์บางเรื่อง ผมรู้สึกว่านิทานเหล่านี้มีความน่าสนใจมากและแตกต่างจากนิทานที่เคยอ่านทั่วไป (นิทานจะมีความคล้ายนิทานอีสปอยู่บ้าง แต่สนุกไม่แพ้กัน) ผมจึงเริ่มเก็บข้อมูลของนิทานกลุ่มนี้ และหากมีผู้อ่านที่อยากอ่านนิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์มากพอสมควร ผมจะลองหาเวลาเรียบเรียงมาให้อ่านกัน

ใครอยากอ่านฉบับเรียบเรียงใหม่ก็คอมเมนต์ไว้นะครับ แต่ถ้าใครอยากอ่านฉบับภาษาอังกฤษก็มีให้ดาวน์โหลดได้ในบางเว็บไซต์ (ลองนำชื่อภาษาอังกฤษของนิทานไปค้นหาดูนะครับ)

เด็กชนเผ่าลุ่มแม่น้ำอามูร์กับสัตว์พื้นบ้าน หมี สุนัขจิ้งจอก ชิปมังค์ และนก ริมแม่น้ำอามูร์ พร้อมลวดลายวัฒนธรรม Folktales of the Amur
ภาพประกอบนิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ แสดงเด็กชนเผ่า Nanai, Ulchi, Udege, Nivkh และ Evenki ริมแม่น้ำ พร้อมสัตว์และธรรมชาติที่ปรากฏในเรื่องเล่า

Kira Van Deusen, Flying Tiger: Women Shamans and Storytellers of the Amur (2001); Olga V. Maltseva, “The Amur Fishermen: Their Mythical History in the Oral and Written Dimensions” (2022); United Nations Economic Commission for Europe, Second Assessment of Transboundary Rivers, Lakes and Groundwaters; งานวิจัยด้านภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของลุ่มแม่น้ำอามูร์ และ Folktales of the Amur: Stories from the Russian Far East ของ Dmitry Nagishkin.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานสอนใจ

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่ สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้ คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

คืนวันก่อน มีข้อความสอบถามมาทางกล่องข้อความว่า “ขออนุญาตสอบถามหน่อยนะคะ นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย ที่เคยลงให้อ่าน หายไปไหนแล้วเหรอคะ พอดีลองหาแล้วไม่เจอเลยค่ะ”

ผมเลยตอบไปยาวเหยียดว่า “สวัสดีครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คือ หลายปีที่ผ่านมา นิทานนำบุญโดนละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ (ทำให้ผมต้องใช้เวลาเก็บหลักฐานเบื้องต้น , ติดต่อผู้ละเมิด , (ถ้าไม่จบก็ต้อง) ไปโรงพักเพื่อแจ้งความ, ไปสอบปากคำ, หาหลักฐานยืนยันตัวตนว่าผู้ละเมิดเป็นใคร, จ้างทนายเคสละ 50000-80000 บาท, ขึ้นศาล) ผมพบว่า คนละเมิดมักเข้ามาในเว็บ แล้ว copy นิทานไปใช้แบบมักง่าย ยิ่งลงนิทานเยอะ เขาก็จะมีตัวเลือกในการขโมยเยอะ ผมเลยยุติการเผยแพร่นิทานไป 200 เรื่อง เหลือไว้ในเว็บ 100 เรื่อง – – นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย จึงมีการหยุดเผยแพร่ไป – – แต่ผมจะนำกลับมาลง ให้คุณ Chalisa ได้อ่านนะครับ (นิทาน 100 เรื่องที่ลงอยู่ ยังไม่ครบ 100 – – ผมจะนำมาลงให้นะครับ ) แตีอีกราว 1 ปีเศษ ผมอาจนำนิทานนำบุญออกจากเว็บทั้งหมด เหลือแต่นิทานนานาชาติ เพราะถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองในวัย 56 ปี ไม่สามารถติดตามคดีต่าง ๆ ได้สะดวกนัก ชีวิตไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ต้องเสียเวลาเก็บหลักฐานและไปโรงพักตลอด (วันนี้ก็ไป) และพอจะฟ้อง ก็ต้องเอาเงินเก็บมาจ่ายค่าทนาย ไป ๆ มา ๆ เงินที่ตั้งใจจะใช้ตอนบั้นปลายชีวิต เริ่มที่จะน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่จะหยุดคนมักง่ายได้ ก็คงเหลือแค่ ไม่เผยแพร่นิทานออกไป มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่…วันนี้ ตอนเจอตำรวจและบอกตำรวจว่า จะฟ้องคดีนึง เป็นนักศึกษา จะฟ้องเป็นคดีอาญา เพราะให้โอกาสหลายครั้ง แต่ไม่สำนึกในความผิดเลย – – ตำรวจบอก น้องเขาจะเสียอนาคตนะ อย่าเลย (ผมอึ้งไปเลย) ไป ๆ มา ๆ เหมือนกับว่า การถูกละเมิดเป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยคนละเมิดไปเถอะ อะไรทำนองนี้ – – – เล่าซะยาว รอนิดนึงนะครับ ขอทำภาพประกอบแล้วจะนำนิทานมาลงให้นะครับ”

จากข้อความที่ส่งมา และคำสัญญาที่พี่นำบุญให้ไว้ วันนี้ ผมทำภาพปกเสร็จแล้ว เลยนำนิทานที่ถามถึงกลับมาให้อ่านนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า “การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปี” ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน”

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น ในตอนแรก ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่ บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

ปริศนาปัญหาแมว

สมัยที่ผมแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 15 วันต่อ 1 เรื่อง และต้องแต่งนิทานไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปีละ 24 เรื่อง เป็นเวลานานถึง 17 ปี

คำถามที่บางคนอาจสงสัยคือ “พี่นำบุญเคยคิดนิทานไม่ออกบ้างไหม” คำตอบก็คือ “เคย”

การคิดนิทานไม่ออก โดยที่เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก ผมสาบานกับตัวเองว่า จะไม่ยอมไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันเหมือนตกนรก!

เวลาที่คิดนิทานไม่ได้ บางครั้ง ผมถึงขั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่พื้นห้อง บางครั้ง…พยายามหลับเพื่อที่จะฝันนิทานออกมาเป็นเรื่อง บางครั้ง..พยายามค้นนิทานเก่า ๆ ที่ตัวเองแต่งไม่จบเมื่อเดือนก่อน ๆ เพื่อจะหาทางแต่งต่อให้จบ (แต่ก็แต่งไม่ได้)

และเมื่อเวลาเข้าใกล้เส้นตาย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มพิมพ์ พิมพ์อะไรก็ตามเท่าที่คิดได้ พิมพ์ไปคิดไป ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ลบแล้วคิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าจะได้นิทานที่โอเค (ซึ่งไม่ง่ายเลย)

นิทานเรื่อง ปริศนาปัญหาแมว เป็นหนึ่งในนิทานที่แต่งในภาวะวิกฤต คือพยายามคิดนิทานมาเกือบ 15 วัน แต่ก็คิดไม่ออกจริง ๆ พอถึงโค้งสุดท้าย ผมจึงนึกถึงปริศนาอะไรเอ่ยที่วัยรุ่นขอบเล่นกัน แล้วทดลองนำมาแต่งเป็นนิทานดู แต่งไปแก้ไป จนสุดท้ายได้นิทานที่โอเค พอส่งต้นฉบับเสร็จ ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก และโล่งใจเมื่อทีมงานขวัญเรือนบอกว่า “นิทานสนุกดี”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่และเจ้าแมวเหมียวที่แสนน่ารัก แม้เด็กน้อยจะเป็นลูกคนเดียว แต่เขากลับไม่เคยเหงาเลย เพราะเขาสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียวจนสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงหาเรื่องสนุก ๆ เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้ไม่รู้จบ

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยอยู่กับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรัก จู่ ๆ คุณแม่ก็นำข่าวร้ายมาบอกให้เด็กน้อยได้ทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยโดนแมลงพิษต่อยอาการสาหัส เด็กน้อยอยากช่วยให้คุณพ่อหายป่วย ดังนั้น เมื่อคุณแม่ออกจากบ้าน เด็กน้อยจึงชวนเจ้าแมวเหมียวเข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาคุณพ่อ

สมุนไพรวิเศษเป็นพืชที่ใครต่อใครต่างเล่าลือกันว่ามันมีสรรพคุณที่สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดในโลก แม้คุณสมบัติของสมุนไพรวิเศษจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นพืชที่หายากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจึงได้แต่มะงุมมะงาหราไม่รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรต้นใดกลับบ้านกันแน่

ทันใดนั้นเอง มีภูตน้อยจอมซนตนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์เข้า ภูตน้อยตนนี้อาศัยอยู่ในป่าและชอบหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ เมื่อภูตน้อยทราบว่าคู่หูทั้งสองต้องการความช่วยเหลือ มันจึงได้โอกาสชวนเด็กน้อยเล่นเกม ซึ่งถ้าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้ มันก็จะช่วยหาสมุนไพรวิเศษให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเห็นว่าภูตจอมซนรู้จักต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกเขาจึงตกปากรับคำที่จะเล่นเกมกับภูตจอมซนโดยแทบไม่ต้องคิด

แต่เกมของภูตแห่งป่านั้นไม่ใช่เกมที่ใคร ๆ จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่าย ๆ เพราะกติกาของเกมมีอยู่ว่า เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจะต้องคิดและตั้งคำถามอะไรเอ่ยเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าหรือธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ถามภูตน้อย โดยคู่หูทั้งสองมีโอกาสตั้งคำถามได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมีคำถามข้อใดแม้แต่เพียงข้อเดียวที่ภูตแห่งป่าตอบไม่ได้ มันก็จะถือว่าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้สำเร็จ

การที่ภูตจอมซนกล้ากำหนดกติกาเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นเพราะมันเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติทั้งหลายดีไปกว่ามันเป็นแน่ แต่ถึงแม้ว่าภูตจอมซนจะมีความรอบรู้สักเพียงใด เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวก็ไม่อยาก ปล่อยโอกาสในการหาสมุนไพรวิเศษให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะฉะนั้นคู่หูทั้งสองจึงช่วยกันคิดคำถามอย่างสุดความสามารถ

“ต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าแขนใบแล่นเสี้ยว?” เด็กน้อยยืมคำถามโบราณมาถามภูตจอมซน

ภูตน้อยอมยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วจึงตอบคำถามกลับไปว่า “ต้นอ้อยใช่ไหมล่ะ ง่ายชะมัด”

เมื่อภูตแห่งป่าตอบคำถามข้อแรกได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยจึงตั้งใจเลือกคำถามที่ยากขึ้น

“แล้วต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน?” เด็กน้อยถามคำถามที่เขาคิดว่ายากมาก ๆ

ภูตน้อยหัวเราะแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ก็ต้นตะไคร้ยังไงล่ะ ถามให้มันยาก ๆ หน่อยสิ”

เมื่อภูตน้อยตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 2 ข้อ เด็กน้อยกับแมวเหมียวจึงต้องคิดหนัก

คำถามอะไรหนอที่ภูตแห่งป่าจะตอบไม่ได้ เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวตรึกตรองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเจ้าแมวเหมียวก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

เจ้าแมวเหมียวรีบหันไปซุบซิบกับเด็กน้อยด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ซึ่งเมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำถามของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เขาก็ตกลงใจที่จะเสี่ยงถามคำถามนั้นกับภูตน้อยจอมซน

“ต้นอะไรเอ่ย ออกลูกเป็นแมว?” เด็กน้อยถามคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ทันทีที่ภูตน้อยได้ฟังคำถาม มันก็พยายามคิดถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแมว

ภูตน้อยรู้จักต้นนมแมว แต่ต้นนมแมวก็ไม่ได้ออกลูกเป็นแมวสักหน่อย ภูตแห่งป่าใช้ความคิดจนปวดหัวไปหมด และแล้ว…ภูตน้อยก็ยอมแพ้และขอให้คู่หูเจ้าปัญหาช่วยเฉลยคำตอบให้มันได้รู้

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดีใจที่ภูตแห่งป่าตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคู่หูทั้งสองเฉลยคำตอบให้ภูตจอมซนได้ทราบ ภูตน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความที่คาดไม่ถึง

“ต้นที่ออกลูกเป็นแมวก็คือ ……………………………. ต้นตระกูลของแมวยังไงล่ะ ฮิฮิ”

ภูตแห่งป่าพอใจกับคำเฉลยของคู่หูเจ้าปัญหา แม้ว่าคำถามดังกล่าวออกจะติงต๊องอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นคำถามไม่ได้ผิดไปจากกติกาที่กำหนดเอาไว้ เพราะแมวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภูตจอมซนจึงรักษาสัญญาด้วยการหาสมุนไพรวิเศษมาให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียว

ในที่สุด เด็กน้อยก็สามารถนำสมุนไพรวิเศษมาช่วยรักษาคุณพ่อได้เป็นผลสำเร็จ

ไม่ช้าไม่นานนัก คุณพ่อก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ครอบครัวของเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดังเดิม

ภาพประกอบนิทาน ปริศนาปัญหาแมว เด็กชายอุ้มแมวพร้อมภูตน้อยในบรรยากาศแฟนตาซี
ภาพประกอบนิทานเรื่อง “ปริศนาปัญหาแมว” เด็กชายกับเจ้าแมวเหมียวและภูตน้อย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์ : นิทานนำบุญตลก ๆ สำหรับเด็กและครอบครัว

ในการแต่งนิทานเรื่องต่าง ๆ นิทานเรื่อง “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่มั่นใจเลยว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจคำสำคัญบางคำในเรื่องหรือเปล่า!

จริง ๆ แล้ว คำดังกล่าวไม่ใช่คำที่ยาก แต่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยใช้หรืออาจไม่เคยได้ยิน ซึ่งการนำคำดังกล่าวมาใช้ในการแต่งนิทาน จึงต้องลุ้นว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจไหม (ถ้าเข้าใจก็จะขำ แต่ถ้าไม่เข้าใจ นิทานเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิทานธรรมดา ๆ ไปเลย) ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังรู้สึกว่า ลูกไม่เข้าใจ “คำ” ที่อยู่ในเรื่อง การช่วยอธิบายสักเล็กน้อย ก็จะช่วยเติมคำศัพท์ให้ลูกรู้จักการใช้คำในภาษาไทยมากขึ้น และน่าจะฟังนิทานได้สนุกขึ้น

กาลครั้งหนึ่งในเมืองที่แสนจะยากจน ยังมีช่างตัดผมคนหนึ่งเป็นช่างตัดผมที่ไม่มีใครอยากจะไป ตัดผมด้วย  ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตัดผมหรือมีนิสัยที่ไม่น่าคบหา  แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ใครต่อใครไม่อยากจะไปตัดผมกับเขา ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของช่างตัดผมคนนี้ที่ลงมือตัดผมครั้งใด ผมของลูกค้ามีอันต้องยาวขึ้นกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่าทุกครั้ง  ช่างตัดผมไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการตัดผมให้ยาวขึ้นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร  แต่เขารู้ดีว่าเขาคงไม่เหมาะกับอาชีพตัดผมนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างตัดเสื้อ เขาคิดว่าอาชีพตัดเสื้อเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเขาไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถนำกรรไกรตัดผมที่เขามีอยู่มาใช้ในการตัดเสื้อได้โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่

เมื่อชาวบ้านรู้ว่าช่างตัดผมผู้น่าสงสาร (เพราะมีพรสวรรค์ผิดประเภท) เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างตัดเสื้อ  ชาวบ้านจึงพากันนำเสื้อผ้ามาให้ช่างช่วยตัดช่วยแก้เป็นการใหญ่  ช่างตัดผมซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านจึงพยายามวัดตัวและตัดเสื้อผ้าอย่างประณีตที่สุด  แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทั้งๆ ที่ช่างตัดผมวัดขนาดและตัดเสื้อผ้าให้ชาวบ้านอย่างพอดิบพอดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวันรับของ เสื้อผ้าของชาวบ้านกลับยาวยืดเกินขนาดออกไปถึงสองเท่า ช่างตัดผมรู้ตัวทันทีว่า เขาคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่างตัดผมมองดูกรรไกรที่อยู่ในมือพลางคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ  ในที่สุด เขาก็คิดได้ว่าเขาควรจะลองเป็นช่างตัดหญ้าดูสักครั้ง 

ช่างตัดผมเริ่มต้นงานตัดหญ้าด้วยการรับอาสาตัดหญ้าให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน ช่างตัดผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการขอโทษที่เขาทำให้เสื้อผ้าของใครต่อใครยาวผิดขนาดกันไปหมด

การตัดหญ้าเป็นไปด้วยดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ช่างตัดผมตัดหญ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเขามีทักษะในการตัดผมมาก่อน  ทุกๆ คนต่างพากันชื่นชมในผลงานของช่างตัดผม  ส่วนช่างตัดผมเองก็คิดว่านี่คงเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อช่างตัดผมและชาวบ้านตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นได้นำความประหลาดใจมาให้พวกเขาเป็นอันมาก เพราะสนามหญ้าที่ช่างตัดผมเพิ่งจะตัดหญ้าไปเมื่อวานนี้กลับมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แถมหญ้ายังยาวกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่า  ช่างตัดผมรู้ทันทีว่านี่คงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ของเขาแน่ๆ  พรสวรรค์ที่เมื่อเขาตัดอะไรก็ตาม มันก็จะยาวขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่าเสมอ  ช่างตัดผมรู้สึกท้อแท้และไม่ชอบพรสวรรค์ของเขาเอาเสียเลย

ช่างตัดผมพยายามตัดใจที่จะไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดอะไรๆ อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าพรสวรรค์ของเขาจะทำให้สิ่งที่เขาคิดจะตัด กลับยืดยาวออกไปเป็นสองเท่าจากที่เขาตั้งใจเสมอ   ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากพรสวรรค์ที่เขาไม่ต้องการนี้ก็คือ การตัดใจไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดทุกชนิด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ช่างตัดผมกลับเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า พรสวรรค์ของเขาทำให้การตัดใจไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการตัดกลับพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิมสักหน่อย

ช่างตัดผมคิดทบทวนว่าเขาควรจะตัดอะไรดี   การตัดที่ทำให้สิ่งต่างๆ ยาวขึ้นเป็นสองเท่านี้ มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมหนอ  ช่างตัดผมคิด คิด แล้วก็คิด  ในที่สุด ช่างตัดผมก็ได้ความคิดดี ๆ

ช่างตัดผมรีบเดินทางไปที่พระราชวังและขอสมัครงานในตำแหน่งคนสร้างถนนซึ่งเรียกว่าพนักงานตัดถนนทันที  แม้งบประมาณในการตัดถนนของเมืองจน ๆ แห่งนี้จะมีไม่มากนัก แต่เมื่อช่างตัดผมผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการตัดสิ่งต่าง ๆ ให้ยาวขึ้นได้มารับตำแหน่งเป็นพนักงานตัดถนน  ไม่นานนัก เมืองทั้งเมืองก็มีถนนสายยาว ๆ เต็มไปหมด

ชาวบ้านต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่มีถนนหนทางดีๆ ใช้  ส่วนช่างตัดผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของเขาให้เป็นประโยชน์เสียที  และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

บ้านแสนสุข : นิทานก่อนนอน อบอุ่นหัวใจสำหรับเด็ก

ในทุกค่ำคืนที่เด็ก ๆ รอฟังนิทานก่อนนอน เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ มักจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่กับเด็ก ๆ ไปอีกนานแสนนาน นิทานจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมความรัก ความฝัน และความสุขภายในครอบครัว

บ้านแสนสุข แต่งขึ้นเพื่อพาเด็ก ๆ เข้าสู่โลกที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความน่ารักและความอบอุ่น ทุกฉากทุกตอนสะท้อนความสุขเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ หรือบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตร

แม้จะเป็นนิทานธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสุขภายในครอบครัว ความเมตตาต่อสัตว์ และความแปลกในบางช่วงบางตอน ที่น่าจะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้

นานมาแล้ว มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับ คุณแม่เร่งร้อน คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยเป็นคุณพ่อที่ชอบทำอะไรช้า ๆ เรื่อย ๆ คุณพ่อจึงอาสาอยู่บ้านเพื่อดูแลบ้านแทนคุณแม่ ส่วนคุณแม่เร่งร้อนเป็นคุณแม่ที่ทำอะไรได้แคล่วคล่องว่องไว คุณแม่จึงรักที่จะทำงานนอกบ้านแทนที่จะต้องอยู่บ้านเหมือนกับคุณแม่คนอื่น ๆ

นอกจากคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับคุณแม่เร่งร้อนแล้ว  ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าน้องฝ้าย   น้องฝ้ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ใครเห็นก็อดที่จะรักและเอ็นดูเธอไม่ได้  ปีนี้น้องฝ้ายอายุเกือบ 4 ขวบแล้ว  แต่น้องฝ้ายอยากโตเร็วกว่านี้ เพราะเธออยากเข้าโรงเรียนไปเจอกับเพื่อน ๆ อย่างที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ 

วันหนึ่ง ในขณะที่คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกำลังนอนกลางวันฝันหวาน  น้องฝ้ายแอบเปิดประตูบ้าน แล้วค่อย ๆ ย่องออกไปเดินเล่นในสวน  สวนของน้องฝ้ายอยู่ติดกับป่าละเมาะซึ่งมีดอกไม้สีสวยส่งกลิ่นหอมชวนให้สดชื่น  น้องฝ้ายมีความสุขมากที่ได้ออกมาเดินย่ำหญ้านุ่ม ๆ ในสวนแบบนี้  แต่ในขณะที่น้องฝ้ายกับเพลินใจอยู่นั้น  จู่ ๆ น้องฝ้ายก็เหลือบไปเห็นลูกกระต่ายตัวเล็ก ๆ ซึ่งพลัดหลงกับแม่  น้องฝ้ายส่งยิ้มสดใสให้เจ้ากระต่ายน้อยอย่างเป็นมิตร  นี่คือเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ  น้องฝ้ายคุกเข่าลงแล้วกวักมือเรียกลูกกระต่ายอย่างแผ่วเบา  และแล้ว เจ้ากระต่ายน้อยก็ค่อย ๆ กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเพื่อนใหม่ด้วยความอุ่นใจ

เมื่อคุณพ่อตื่นนอน  น้องฝ้ายอุ้มกระต่ายน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่ออย่างอ่อนหวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่รู้ว่าคุณแม่จะชอบใจไหม แต่คุณพ่อก็ไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงเจ้ากระต่ายน้อยได้ โดยจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันต่อมา เมื่อคุณแม่ออกไปทำงาน  น้องฝ้ายกับน้องต่ายก็พากันไปวิ่งเล่นในสวน  ในขณะที่น้องฝ้ายกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้น  เจ้ากระต่ายน้อยก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลูกกระรอกตัวหนึ่ง ซึ่งพลัดหลงจากแม่มาเหมือนกับมัน  กระต่ายน้อยเรียกให้น้องฝ้ายดูลูกกระรอกที่น่าสงสาร  เพื่อนคนที่สองปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว  น้องฝ้ายเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนใหม่อย่างช้า ๆ จากนั้น น้องฝ้ายก็ก้มลงลูบหลังของเจ้ากระรอกด้วยความรัก

หลังจากที่ลูกกระรอกคุ้นเคยกับน้องฝ้าย  น้องฝ้ายก็อุ้มเจ้ากระรอกน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนเมื่อวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกกระรอกได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันรุ่งขึ้น พอคุณแม่ออกจากบ้าน น้องฝ้ายก็ชวนเจ้ากระต่ายกับลูกกระรอกออกไปวิ่งเล่นกันในสวน  คราวนี้ เพื่อนทั้งสามเจอลูกหมีตัวเล็ก ๆ ที่พลัดหลงจากแม่มาอีกตัวหนึ่ง  ลูกหมีดูหงอย ๆ อย่างบอกไม่ถูก  แต่เมื่อลูกหมีเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของน้องฝ้ายกับเจ้ากระต่ายและเจ้ากระรอก  ลูกหมีก็รู้ในทันทีว่า  มันคงไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไปแล้ว

น้องฝ้ายพาลูกหมีไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนทุกครั้งว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกหมีได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้…อย่าเพิ่งบอกให้คุณแม่รู้

น้องฝ้ายพาเพื่อน ๆ ของเธอออกไปเดินเล่นในสวนทุก ๆ วัน ซึ่งทุกครั้งที่เธอกลับเข้าบ้าน  เธอก็มักจะพาเพื่อนใหม่กลับมาถามคุณพ่อว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?” อยู่เสมอ  ไม่นานนัก บ้านของน้องฝ้ายก็เต็มไปด้วยลูกสัตว์น้อยใหญ่ นับตั้งแต่ลูกหนูพุกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงลูกช้างตัวเบ้อเริ่ม! 

จริง ๆ แล้วคุณแม่ของน้องฝ้ายน่าจะรู้ว่าในบ้านมีอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ ไป  แต่ด้วยความที่คุณแม่เหนื่อยกับการทำงานนอกบ้านมาก  ดังนั้น เมื่อคุณแม่กลับถึงบ้าน คุณแม่ก็มักจะอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ที่น้องฝ้ายแอบซ่อนเอาไว้เป็นความลับ

และแล้ว เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดของคุณแม่  คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยซึ่งไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกับเรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ก็ลุกขึ้นมาจัดแจงวางแผนกับน้องฝ้าย เพื่อทำให้คุณแม่แปลกใจในวันคล้ายวันเกิด   

เมื่อคุณแม่ผู้เหนื่อยอ่อนเปิดประตูเข้ามาในบ้านในคืนวันสำคัญ  บ้านทั้งหลังวอมแวมไปด้วยแสงเทียนที่แสนอบอุ่น  คุณพ่อซึ่งแต่งตัวคล้ายกับนักแสดงละครสัตว์ เปิดหมวกแล้วโค้งต้อนรับสุภาพสตรีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน  น้องฝ้ายพาคุณแม่ไปนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ที่คุณพ่อเตรียมเอาไว้ และก่อนที่คุณแม่จะจับต้นชนปลายถูก  เสียงดนตรีที่สนุกสนานก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับขบวนพาเหรดของลูกสัตว์นานาชนิดที่คุณแม่คิดไม่ถึง 

คุณแม่ทั้งแปลกใจและเอ็นดูลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่ผลัดกันเต้นและเล่นตลกจนคุณแม่อดที่จะหัวเราะไม่ได้  และเมื่อคุณพ่อกับน้องฝ้ายเล่าที่มาที่ไปของลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่พลัดหลงจากแม่ให้คุณแม่สุดที่รักฟัง  คุณแม่ก็ยอมให้เพื่อน ๆ ที่แสนน่ารักของน้องฝ้ายอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างไม่มีเงื่อนไข  

พวกลูกสัตว์ทั้งหลายดีใจมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยความรัก  และค่ำคืนนั้น… บ้านทั้งหลังก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจเด็ก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ : นิทานคลาสสิกที่หาอ่านได้ยาก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River) เป็นนิทานคลาสสิกที่เขียนโดย จอห์น รัสกิน (John Ruskin) นักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ และนักคิดชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อของเขามากนัก แต่ในโลกตะวันตก รัสกินได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะ วรรณกรรม และการศึกษา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานเขียนด้านศิลปะและสังคม ส่วน ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1851 ถือเป็นนิทานสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นิทานเรื่องนี้ พาผู้อ่านเดินทางไปยังหุบเขาอันงดงามที่กำลังเผชิญความแห้งแล้ง และติดตามการผจญภัยของเด็กหนุ่มชื่อ “กลั๊ก” ผู้ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนชะตากรรมของผู้คนทั้งหุบเขา เรื่องราวเต็มไปด้วย การเดินทาง ตัวละครมหัศจรรย์ และบททดสอบที่ดูเรียบง่าย แต่ชวนให้ผู้อ่านลุ้นอยู่ตลอดว่า กลั๊กจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องถูกนำไปแลกกับการช่วยเหลือผู้อื่น

ในการเรียบเรียงครั้งนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญพยายามรักษาเนื้อหา โครงเรื่อง และรายละเอียดสำคัญจากต้นฉบับของจอห์น รัสกินไว้ให้มากที่สุด พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านชาวไทย แม้นิทานเรื่องนี้อาจไม่ได้มีการผจญภัยหวือหวาหรือมีเหตุการณ์ตื่นเต้นแบบนิทานแฟนตาซียุคใหม่ แต่ก็อย่าลืมว่า ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ถูกแต่งขึ้นเมื่อกว่า 175 ปี มาแล้ว และ แก่นเรื่องที่พูดถึงความเมตตา ความเสียสละ และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังคงเป็นแก่นเรื่องที่งดงามและร่วมสมัยไม่ต่างจากวันแรกที่นิทานเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นสติเรีย (Styria) มีหุบเขาอันงดงามแห่งหนึ่งชื่อว่า หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ หุบเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์กว่าที่ใด ๆ ต้นไม้ผล ออกลูกดก ทุ่งหญ้าเขียวขจี และมีลำธารใสไหลผ่านท่ามกลางดอกไม้นานาชนิด ผู้คนต่างเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้ได้รับพรจากสวรรค์

ในหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ มีพี่น้องสามคนอาศัยอยู่ด้วยกัน คนพี่ชื่อ ฮันส์ (Hans) คนรองชื่อ ชวาร์ตซ์ (Schwartz) และน้องคนสุดท้องชื่อ กลั๊ก (Gluck)

ฮันส์และชวาร์ตซ์เป็นคนร่ำรวย แต่ใจคอคับแคบ พวกเขาเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ และไม่เคยช่วยเหลือใครส่วนกลั๊กนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นเด็กหนุ่มใจดี อ่อนโยน และมักรู้สึกสงสารผู้คนที่กำลังลำบากเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนัก มีชายชราตัวเล็กคนหนึ่งมาขอหลบฝนที่หน้าบ้าน ฮันส์และชวาร์ตซ์ไม่ต้อนรับเขา ซ้ำยังพูดจาหยาบคายและพยายามไล่เขาออกไป แต่กลั๊กกลับรีบจัดอาหารอุ่น ๆ และที่นั่งข้างเตาผิงให้ชายชราด้วยความเต็มใจ

ชายชรานั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและมองพี่น้องทั้งสามด้วยสายตาแปลก ๆ จากนั้น เขาจึงเปิดเผยว่า ตนคือ วิญญาณแห่งลมตะวันตกเฉียงใต้ (South-West Wind, Esquire) ผู้ดูแลหุบเขาแห่งนี้ ก่อนจากไป เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้ที่มีจิตใจหยาบช้า ไม่อาจรักษาพรที่ได้รับไว้ได้ตลอดไป”

ฮันส์และชวาร์ตซ์หัวเราะเยาะคำพูดนั้น แต่กลั๊กกลับจดจำมันเอาไว้ในใจ ไม่นานหลังจากนั้น เรื่องประหลาดได้เกิดขึ้น เมฆฝนที่เคยมีกลับหายไป ลำธารค่อย ๆ แห้งขอด ต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา พื้นดินแตกระแหง และความเขียวชอุ่มที่เคยปกคลุมหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็หมดไปทีละน้อย

ในเวลาต่อมา หุบเขาอันงดงามก็กลายเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเกิด ส่วนฮันส์และชวาร์ตซ์ก็สูญเสียทรัพย์สินไป จนเหลือเพียงบ้านเก่า ๆ และความขมขื่นในใจ

คืนหนึ่ง ขณะที่กลั๊กนั่งอยู่เพียงลำพังในครัว เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากเหยือกทองคำใบโปรดของตนเด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น เหยือกทองคำก็สั่นเบา ๆ ก่อนจะมีใบหน้าเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวโลหะสีทอง

กลั๊กตกใจจนแทบทำเหยือกหลุดมือ สิ่งมีชีวิตประหลาดในเหยือกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วแนะนำตัวว่า “ฉันคือ ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River)” จากนั้น ราชาแห่งแม่น้ำทองคำได้เล่าความลับให้กลั๊กรู้ว่า หากผู้ใดนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากต้นน้ำบนยอดเขาสูงไปหยดลงในแม่น้ำทองคำได้สำเร็จ หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ผู้ที่มีหัวใจเห็นแก่ตัวจะไม่มีวันทำภารกิจนี้สำเร็จ

เมื่อฮันส์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที และหลังจากเดินทางข้ามภูเขาอย่างยากลำบาก ฮันส์ก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราคนหนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ข้างทาง ชายชราร้องขอน้ำดื่ม แต่ฮันส์ปฏิเสธ ต่อมา ฮันส์พบเด็กน้อยผู้กระหายน้ำ และลูกสุนัขที่กำลังหอบอย่างน่าสงสาร แต่ฮันส์ไม่ยอมแบ่งน้ำให้ใครเลย

เมื่อมาถึงแม่น้ำทองคำ ฮันส์เทน้ำทั้งหมดลงไปด้วยความมั่นใจ แต่แทนที่จะเกิดปาฏิหาริย์ ร่างของเขากลับกลายเป็นก้อนหินสีดำ

ชวาร์ตซ์ผู้เป็นพี่คนรอง คิดว่าพี่ชายของตนคงโชคร้ายจึงทำภารกิจไม่สำเร็จ เขาจึงออกเดินทางตามไปบ้าง แต่ทว่า เขาก็ทำเหมือนฮันส์ทุกอย่าง คือไม่ยอมช่วยเหลือผู้ใดเลย และเมื่อเขาเทน้ำลงในแม่น้ำทองคำ เขาก็กลายเป็นก้อนหินสีดำเช่นเดียวกับพี่ของเขา

เมื่อถึงคราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มออกเดินทางด้วยความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ให้กลับมางดงามได้อีกครั้ง หลังจากปีนภูเขาสูงชันเป็นเวลานาน เขาก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราผู้หนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ริมทาง “ขอน้ำให้ข้าสักนิดเถิด” ชายชราพูด กลั๊กรีบยื่นขวดน้ำให้ทันที ชายชราดื่มน้ำไปมาก จนในขวดเหลือน้ำอยู่เพียงประมาณหนึ่งในสาม เด็กหนุ่มมองขวดในมืออย่างกังวล แต่ก็เดินทางต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้น กลั๊กก็พบเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังอ่อนแรงจากความกระหาย กลั๊กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะรู้ว่าน้ำที่เหลืออยู่นั้นสำคัญมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็ก เขาก็ยื่นขวดน้ำให้ เด็กน้อยดื่มน้ำจนแทบหมดขวดเมื่อกลั๊กรับขวดกลับมา เขาพบว่าในขวดเหลือน้ำเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น

เด็กหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วออกเดินทางต่อ ในที่สุด เขาก็มาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทาง ตรงนั้นเอง เขาเห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างก้อนหิน กลั๊กก้มลงมองมัน ก่อนจะมองน้ำเพียงห้าหกหยดที่เหลืออยู่ในขวด เขารู้ดีว่า หากให้น้ำที่เหลือไป ภารกิจทั้งหมดคงล้มเหลว เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เขาก็คุกเข่าลงข้างลูกสุนัข

“ช่างเถอะ” กลั๊กรำพึงเบา ๆ แล้วเขาก็เทน้ำที่เหลือทั้งหมดลงไปในปากของลูกสุนัข

ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็ส่องสว่างไปทั่วภูเขา ลูกสุนัขตัวนั้นหายไป และราชาแห่งแม่น้ำทองคำก็ปรากฏกายให้กลั๊กได้เห็น

ราชายิ้มอย่างพอใจ พลางพูดว่า “ในที่สุด ก็มีผู้หนึ่งเลือกความเมตตาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง” จากนั้นราชาก็มอบหยดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์สามหยดให้แก่กลั๊ก เด็กหนุ่มรับของขวัญนั้นไว้ด้วยความเคารพ หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำทองคำทันที

เมื่อไปถึงแม่น้ำทองคำ กลั๊กเทน้ำค้างหยดแรกลงสู่สายน้ำ ทันใดนั้น แม่น้ำก็เริ่มเปล่งประกาย ครั้นเมื่อกลั๊กเทน้ำค้างหยดที่สองลงไป ต้นไม้ทั้งหุบเขาก็เริ่มผลิใบ และเมื่อเขาเทน้ำค้างหยดสุดท้ายลงไป ทุ่งหญ้า ดอกไม้ และสายน้ำก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หุบเขาแห่งขุมทรัพย์กลับมาเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่เคยจากไปต่างพากันกลับบ้านด้วยความยินดี ส่วนก้อนหินสีดำสองก้อนที่เคยเป็นฮันส์และชวาร์ตซ์ก็ยังคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า ความโลภและความแล้งน้ำใจไม่เคยนำความสุขที่แท้จริงมาให้ใครเลย

นับแต่นั้นมา เรื่องราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มผู้มีหัวใจเมตตา ก็ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างไม่รู้จบ ว่าเป็นผู้ได้รับพรจากราชาแห่งแม่น้ำทองคำ เพราะเขาเลือกช่วยผู้อื่น แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย.

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานปรัชญา

ไมโครเมกัส : นิทานเมื่อ 300 ปีก่อนของวอลแตร์

เมื่อพูดถึงนิทานปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ชื่อของ ไมโครเมกัส (Micromégas) ผลงานของ วอลแตร์ (Voltaire) มักถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ แม้นิทานเรื่องนี้จะเขียนขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่มันยังคงมีความร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ด้วยการผสมผสานจินตนาการแบบนิยายวิทยาศาสตร์ การผจญภัยข้ามดวงดาว และคำถามลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้ ความจริง และธรรมชาติของมนุษย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานคลาสสิกที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคภูมิธรรม (Enlightenment) ได้อย่างโดดเด่น

เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้ เริ่มต้นจากตัวละครหลักซึ่งต้องออกเดินทางท่องจักรวาล และได้พบกับเพื่อนจากต่างดาว ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันสำรวจโลกที่เล็กมากในสายตาของพวกเขา และได้พบสิ่งมีชีวิตที่ดูเล็กจิ๋ว แต่กลับมีความคิด ความเชื่อ และคำอธิบายเกี่ยวกับจักรวาลอย่างน่าทึ่ง นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผจญภัยในอวกาศ แต่เป็นการชวนผู้อ่านมองโลกและมองตัวเองจากมุมมองที่กว้างไกลกว่าที่เคย

การเรียบเรียงนิทานฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รู้จัก Micromégas ในรูปแบบที่อ่านง่าย สนุก และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังคงรักษาโครงเรื่อง ตัวละคร และแนวคิดสำคัญของวอลแตร์ไว้ให้มากที่สุด เนื้อหาบางส่วนได้รับการปรับภาษาให้ร่วมสมัย ลดรายละเอียดทางปรัชญาที่ซับซ้อน และเพิ่มความลื่นไหลในการเล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านรุ่นใหม่สามารถติดตามการผจญภัยของตัวละครได้อย่างเพลิดเพลิน

ตลอดการเรียบเรียง ผู้เรียบเรียงพยายามเคารพเจตนารมณ์ของต้นฉบับอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสำคัญหรือสรุปข้อคิดแทนผู้อ่านมากเกินไป (แต่มีการเขียนเป็นหมายเหตุไว้ท้ายเรื่องสำหรับผู้ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ) เพราะเสน่ห์ของ Micromégas ไม่ได้อยู่ที่การมอบคำตอบสำเร็จรูป แต่อยู่ที่การชวนให้เราตั้งคำถาม เปิดใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และตระหนักว่า แม้มนุษย์จะเรียนรู้โลกมาไกลเพียงใด จักรวาลแห่งความรู้ก็ยังคงกว้างใหญ่กว่าที่เราคิดเสมอ

กาลครั้งหนึ่ง บนดาวดวงใหญ่ชื่อ “ซีริอัส” มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่ชื่อว่า “ไมโครเมกัส” เขาเป็นนักคิดและนักเขียนที่รักการเรียนรู้มากที่สุดคนหนึ่งในดาวของตน

วันหนึ่ง ไมโครเมกัสเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อาจมีอยู่ในธรรมชาติ จนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

หนังสือเล่มนั้นทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นในหมู่นักวิชาการผู้มีชื่อเสียง หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ไมโครเมกัสเขียนถึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงและเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กเช่นนั้นมาก่อน การโต้เถียงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน จนในที่สุด ไมโครเมกัสก็ถูกสั่งให้ออกไปจากดาวบ้านเกิดของตน

แทนที่ไมโครเมกัสจะโกรธหรือเสียใจ เขากลับมองว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ออกเดินทางเรียนรู้จักรวาลอันกว้างใหญ่ เขาเดินทางผ่านดวงดาวนับไม่ถ้วน ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่ไม่เคยมีใครบนดาวซีริอัสเล่าให้ฟัง จนในที่สุด เขาก็มาถึงดาวเสาร์

ที่นั่น เขาได้พบกับนักปราชญ์ผู้หนึ่ง เมื่อเทียบกับไมโครเมกัสแล้ว ชาวดาวเสาร์ผู้นี้ตัวเล็กกว่ามาก แต่ไมโครเมกัสไม่ได้สนใจเรื่องขนาดของร่างกาย เขาสนใจแต่เรื่องความคิด

เมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยกัน นักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต “เหตุใดเราจึงเกิดมา” “เหตุใดทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย” ส่วนไมโครเมกัสชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ “ดวงดาวเคลื่อนที่อย่างไร”

“จักรวาลมีขอบเขตหรือไม่” “ยังมีสิ่งมีชีวิตแบบอื่นอยู่อีกหรือเปล่า”

แม้พวกเขาจะสนใจเรื่องที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่กลับคุยกันได้อย่างสนุกสนาน

ยิ่งตั้งคำถาม ก็ยิ่งอยากรู้คำตอบ ยิ่งได้พบคำตอบ ก็ยิ่งได้รู้ว่าตนเองยังมีเรื่องที่ไม่รู้

หลังจากสนทนากันเป็นเวลานาน ไมโครเมกัสกับนักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ก็มองเห็นดาวดวงเล็กดวงหนึ่งอยู่ไกลลิบ ดาวดวงนั้นคือโลก “บนดาวดวงนั้นจะมีใครอาศัยอยู่หรือไม่” นักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ตั้งคำถาม “เราไปดูกันเถอะ” ไมโครเมกัสตอบ จากนั้น ทั้งคู่ก็ออกเดินทางอีกครั้ง

เมื่อมาถึงโลก พวกเขาพบปัญหาแปลกประหลาด คือ พวกเขามองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลย โลกทั้งใบดูเงียบงันราวกับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่หลังจากใช้เครื่องมือที่ช่วยในการสังเกตอย่างแว่นขยาย ในที่สุด พวกเขาก็พบสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋ว….ที่เล็กมากจนมองแทบไม่เห็น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็คือ…มนุษย์

ไมโครเมกัสรู้สึกประหลาดใจ เพราะมนุษย์ตัวเล็กกว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวซีริอัสและดาวเสาร์อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่า พวกมนุษย์จะมีเรื่องให้คิดและพูดคุยกันได้ตลอด ด้วยความอยากรู้ ไมโครเมกัสจึงเข้าไปสนทนากับกลุ่มนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้มากที่สุดในโลก

ไมโครเมกัสถามพวกนักปราชญ์ว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร”

นักปราชญ์คนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจว่า “พระเจ้าทรงกำหนดจุดประสงค์นั้นไว้แล้ว” อีกคนกล่าวว่า “เหตุผลและปรัชญาจะนำเราไปสู่คำตอบ” ส่วนอีกคนยืนยันว่า “เราต้องศึกษาโลกด้วยการสังเกตและการพิสูจน์”

ไมโครเมกัสรับฟังทุกคำตอบอย่างตั้งใจ แต่เขาสังเกตว่า แม้นักปราชญ์เหล่านี้จะพยายามอธิบายความหมายของชีวิต ทว่าพวกเขากลับให้คำตอบไม่เหมือนกันเลย จากนั้น เขาจึงถามต่อว่า “แล้วพวกท่านเข้าใจจักรวาลมากเพียงใด”

นักปราชญ์แต่ละคนต่างให้คำตอบของตน บ้างอธิบายด้วยเหตุผล บ้างอธิบายด้วยความเชื่อ และบ้างอธิบายจากสิ่งที่ตนสังเกตพบ

ไมโครเมกัสรับฟังทุกความคิดเห็นอย่างเงียบ ๆ เขาได้ฟังคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับชีวิต โลก และจักรวาล แต่ยิ่งฟังมากเท่าไร เขาก็ยิ่งครุ่นคิดมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อการสนทนาจบลง ไมโครเมกัสจึงมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้แก่นักปราชญ์เหล่านั้น

นักปราชญ์ทุกคนต่างตื่นเต้น พวกเขาคิดว่าภายในหนังสือเล่มนั้นคงบรรจุความลับสุดยอดของจักรวาล แต่เมื่อเปิดหนังสือออกดู ทุกหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษรเลยแม้แต่คำเดียว

นักปราชญ์ทั้งหลายมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ บางคนพลิกหน้าหนังสือกลับไปกลับมา บางคนคิดว่าหนังสืออาจมีความหมายซ่อนอยู่ บางคนพยายามอธิบายว่าหน้ากระดาษว่างเปล่านั้นหมายถึงอะไร ส่วนไมโครเมกัสเพียงแค่ยิ้ม แต่เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเลย

ไม่นานหลังจากนั้น ไมโครเมกัสและเพื่อนจากดาวเสาร์ก็ออกเดินทางต่อไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ส่วนหนังสือว่างเปล่าเล่มนั้น…ก็ยังคงอยู่บนโลก

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ยังคงค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต จักรวาล และความจริงต่อไปไม่สิ้นสุด

เนื่องจากเว็บไซต์นิทานนำบุญมีผู้อ่านที่เป็นเด็กอยู่มาก นิทานเรื่องไมโครเมกัสของวอลแตร์มีลักษณะเป็นนิทานเชิงปรัชญา ซึ่งอาจเข้าใจยากอยู่สักนิด ต่อไปนี้ คือการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจนิทานมากขึ้น

การที่ไมโครเมกัสมอบหนังสือว่างเปล่าให้แก่นักปราชญ์ (ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้มากที่สุดในยุคนั้น) ไม่ได้หมายความว่า ความรู้ของมนุษย์ไม่มีค่า แต่ในทางตรงกันข้าม วอลแตร์ชื่นชมความพยายามของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ แต่เขาต้องการเตือนว่า จักรวาลนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่ใครคนหนึ่งคนใดจะเข้าใจได้ทั้งหมด

หนังสือที่ว่างเปล่าจึงอาจเป็นสัญลักษณ์ว่า ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เราไม่รู้ และยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้น เราก็อาจยิ่งเห็นชัดขึ้นว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่เพียงใด บางครั้ง การยอมรับว่า “เราอาจยังไม่รู้คำตอบ” จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญญาได้เช่นกัน