Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ

หัวใจของลิงจ๋อ : นิทานสอนใจเรื่องไหวพริบและสติปัญญา

หัวใจของลิงจ๋อ (The Monkey’s Heart) เป็นนิทานโบราณจากอินเดียที่มีเรื่องราวสืบต่อกันมายาวนาน และพบได้ในวรรณกรรมเก่าแก่หลายสายของอินเดีย ทั้ง ปัญจตันตระ (Panchatantra) และ ชาดก (Jātaka) ในชาดกมีเรื่องราวเกี่ยวกับลิงกับจระเข้ปรากฏอยู่หลายเรื่อง เช่น วานรชาดก (Vānara Jātaka) และสุสุมารชาดก (Suṁsumāra Jātaka) โดยมีโครงเรื่องสำคัญคล้ายกัน คือ จระเข้ต้องการหัวใจของลิง จึงพยายามหลอกล่อให้ลิงขึ้นไปบนหลังของตนแล้วพาข้ามแม่น้ำ

จุดเด่นของนิทานเรื่องนี้อยู่ที่ ไหวพริบของลิง ลิงตัวเล็กไม่มีทางต่อสู้กับจระเข้ที่แข็งแรงกว่าได้ แต่เมื่อรู้ว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย มันกลับไม่ตื่นตระหนกจนเสียสติ และคิดหาวิธีหลอกจระเข้ให้พากลับไปยังฝั่งได้สำเร็จ เรื่องในปัญจตันตระก็ใช้เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของการเอาตัวรอดด้วยสติปัญญา ขณะที่ฉบับชาดกบางเรื่องยิ่งเน้นให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ร่างกายที่แข็งแรง กับ ปัญญาที่เฉียบแหลม

นิทาน หัวใจของลิงจ๋อ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสนุกของลิงกับจระเข้เท่านั้น แต่ยังเป็นนิทานที่ชวนเด็ก ๆ คิดว่า เมื่อพบปัญหาหรืออันตราย เราไม่ควรรีบร้อนจนขาดสติ เพราะบางครั้งคนที่ดูตัวเล็กหรืออ่อนแอกว่า ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคที่ใหญ่กว่าได้ด้วยความคิดและไหวพริบ นอกจากนี้ เรื่องยังเตือนให้รู้จักระมัดระวังคำพูดของคนที่เข้ามาตีสนิท เพราะมิตรภาพที่ดูจริงใจอาจซ่อนความตั้งใจบางอย่างเอาไว้ก็ได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลิงจ๋อตัวหนึ่งอาศัยอยู่บนต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ

ใกล้ ๆ กับต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น มีจระเข้กับภรรยาจระเข้อาศัยอยู่ในน้ำ ภรรยาจระเข้เห็นลิงจ๋อปีนป่ายเก็บผลไม้กินทุกวัน มันก็เกิดความอยากกินบ้าง แต่สิ่งที่ภรรยาจระเข้อยากกินไม่ใช่ผลไม้ มันอยากกิน “หัวใจของลิงจ๋อ” ต่างหาก

เมื่อความอยากทวีมากขึ้น ภรรยาจระเข้จึงสั่งสามีว่า “ท่านต้องหาทางเอาหัวใจลิงมาให้ข้ากินเป็นอาหาร” แม้จระเข้ผู้เป็นสามีจะลังเล แต่สุดท้าย มันก็ต้องยอมทำตามคำขอภรรยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันหนึ่ง จระเข้จึงตัดสินใจว่ายน้ำเข้าไปใกล้ ๆ กับโคนต้นไม้ใหญ่ แล้วส่งเสียงทักทายลิงจ๋อ ก่อนจะพูดว่า “เจ้าลิง เรามาเป็นเพื่อนกันเถิด ข้าขอมานั่งคุยกับเจ้าแก้เหงาได้ไหม”

ลิงจ๋อยิ้มแล้วตอบว่า “ได้สิ เพื่อนใหม่”

หลังจากนั้น ทั้งสองก็เริ่มคุยกันทุกวัน ลิงแบ่งผลไม้ให้จระเข้กิน ส่วนจระเข้ก็เล่าเรื่องในน้ำให้ฟัง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะจริงใจ แต่ในใจของจระเข้ยังคงคิดถึงคำสั่งของภรรยา

วันหนึ่ง จระเข้พูดขึ้นมาว่า “เจ้าลิง เพื่อนรัก ข้าพบผลไม้หวานฉ่ำกว่าที่เจ้ากินอยู่ มันอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ เจ้าต้องมานั่งบนหลังข้า แล้วข้าจะพาไป”

ลิงจ๋อลังเลเล็กน้อย แต่ด้วยความอยากชิมผลไม้ที่หวานฉ่ำกว่าที่มันเคยกิน มันจึงตัดสินใจทำตามที่จระเข้บอก

ลิงจ๋อกระโดดขึ้นหลังจระเข้ และทั้งคู่ก็เริ่มว่ายข้ามแม่น้ำไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อถึงกลางน้ำ จระเข้ก็เผยความจริงให้ลิงจ๋อได้รู้ “เจ้าลิง ข้าขอสารภาพว่า ที่ข้ามาตีสนิทกับเจ้า เป็นเพราะภรรยาของข้าต้องการกินหัวใจของเจ้า ข้าจึงจำเป็นต้องพาเจ้าไปให้เธอ”

ลิงจ๋อตกใจ แต่มันยังคงมีสติ มันจึงตอบจระเข้ไปว่า “โอ้ เพื่อนรัก ทำไมไม่บอกก่อนเล่า ข้าเข้าใจเจ้านะ อย่ากังวลไปเลย แต่หัวใจของข้าไม่ได้อยู่ในอกของข้าหรอก ข้าเก็บหัวใจไว้บนต้นไม้ใหญ่เพื่อความปลอดภัยน่ะ ถ้าเจ้าพาข้ากลับไป ข้าจะหยิบหัวใจมาให้นะ”

จระเข้เชื่อคำพูดของลิงจ๋อ มันจึงรีบว่ายน้ำกลับไปที่ฝั่ง เมื่อถึงฝั่ง ลิงจ๋อก็กระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ทันที แล้วหัวเราะเสียงดังพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าจระเข้ หัวใจของข้าอยู่กับตัวข้านี่แหละ เจ้าโง่ที่เชื่อคำลวงของข้า”

จระเข้โกรธจัด จึงตะโกนว่า “เจ้าลิง เจ้าหลอกข้า”

แม้จระเข้จะโมโหที่เสียรู้ แต่เพราะลิงจ๋ออยู่บนต้นไม้สูงเกินเอื้อม มันจึงทำอะไรลิงจ๋อไม่ได้ เมื่อภรรยาจระเข้ทราบเรื่องราวทั้งหมด นางก็โกรธสามีมาก “เจ้าช่างโง่เขลา ปล่อยให้ลิงหลอกได้เช่นนี้”

ลิงจ๋อได้ยินเสียงจระเข้ทะเลาะกัน มันจึงหัวเราะและตะโกนจากต้นไม้ใหญ่ความว่า “เจ้าอยากได้หัวใจข้า แต่หัวใจของข้าอยู่คู่กับสติปัญญา เมื่อมีสติ สติก็จะคุ้มครองตัวเรา” จระเข้ทั้งสองได้แต่เงียบ เพราะรู้ว่าตนถูกหลอกด้วยความฉลาดของลิงจ๋อ

นิทานนี้จึงสอนว่า สติปัญญาและไหวพริบสามารถช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย แม้จะเผชิญกับศัตรูที่แข็งแรงกว่าก็ตาม

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

ความปรารถนาของเจ้ามังกรไฟ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นใจสำหรับเด็กและครอบครัว

วันที่ 8 กันยายน 2569 พี่นำบุญเห็นข้อความในเพจนิทานนำบุญข้อความหนึ่ง เป็นข้อความจากคุณพ่ออาร์ม ที่สอบถามมาว่า “ลูกอยากฟังนิทานเรื่องนี้ (ความปรารถนาของเจ้ามังกรไฟ) ทำไงดีครับ หาไม่เจอเลย” พี่นำบุญจึงตอบคุณพ่อไปว่า “นิทานเรื่องนี้ ยุติการเผยแพร่ในเว็บไปแล้วครับ แต่ถ้าเด็กดีอยากฟังคุณพ่อเล่า เดี๋ยวผมนำมาลงในอ่านอีกทีนะครับ”

ด้วยเหตุข้างต้น พี่นำบุญจึงนำนิทานเรื่อง “ความปรารถนาของเจ้ามังกรไฟ” จึงกลับมาให้อ่านกันอีกครั้ง ตามคำขอของ “คุณพ่ออาร์ม” ที่อยากอ่านนิทานเรื่องนี้ให้ “น้องธีร์” ลูกสุดที่รักได้ฟัง คุณพ่ออาร์มยังบอกพี่นำบุญอีกว่า “ปกติผมอ่านให้เขาฟังทุกวันเลยครับ แต่ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเป็นปี ๆ แล้วครับ เพราะเหมือนว่าผมจะหาไม่เจอ พยายามหาหลายครั้งแล้วครับ”

พี่นำบุญต้องขอโทษที่นิทานหลาย ๆ เรื่องจำเป็นต้องหยุดเผยแพร่ เพราะยิ่งเผยแพร่นิทานเยอะ คนใจร้ายก็มักจะเข้ามาขโมยนิทานไปใช้ได้เยอะและตามจับได้ยาก (คดีละเมิดลิขสิทธิ์เยอะมาก ๆ) ถ้าใครคิดถึงนิทานเรื่องไหน สอบถามเข้ามาได้นะครับ พี่นำบุญอาจนำมาให้อ่านเป็นการชั่วคราว (กดเซฟไว้อ่านได้เลย อ่านในบ้านไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์)

เมื่อร้อยวันพันปีก่อน มีมังกรน้อยตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำตามลำพังอย่างเหงา ๆ เจ้ามังกรผู้น่าสงสารมีนามว่า ‘ฮูลิโอ’ มันฟักออกจากไข่ภายหลังจากการสงบลงของโรคระบาดครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตญาติพี่น้องทั้งหลายของมันไปจนหมดสิ้น และด้วยเหตุนี้เอง ฮูลิโอจึงกลายเป็นมังกรตัวสุดท้ายที่ยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเดียวดายในโลกที่แสนกว้างใหญ่

ความปรารถนาเพียงประการเดียวของเจ้ามังกรน้อยคือมันต้องการจะมีเพื่อน ดังนั้น เมื่อฮูลิโอเติบโตขึ้นเป็นมังกรหนุ่ม มันจึงตัดสินใจออกเดินทาง โดยมุ่งหวังที่จะใช้พลังไฟจากตัวของมันในการผูกสัมพันธ์และสร้างสรรค์มิตรภาพ

บุคคลแรกที่ฮูลิโอได้พบก็คือคุณยายซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารสารพัดชนิด เจ้ามังกรหนุ่มเห็นว่าเป็นโอกาสดีในการผูกมิตร มันจึงอาสาย่างไก่เพื่อช่วยให้คุณยายหายยุ่ง แต่โชคร้ายเหลือเกิน…เพราะแทนที่ฮูลิโอจะช่วยทำให้ไก่สุกหอมนุ่มอร่อยอย่างที่ควรจะเป็น มันกลับเผลอพ่นไฟแรงเกินขนาด จนทำให้ไก่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโกไปเสียทุกตัว คุณยายโกรธมากถึงกับคว้าไม้กวาดมาไล่ฮูลิโอให้ไปให้พ้น ๆ และเมื่อเหตุการณ์ลงเอยเช่นนี้ ความพยายามครั้งแรกของเจ้ามังกรผู้อาภัพจึงล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า

ฮูลิโอขยับปีกบินขึ้นฟ้าด้วยความผิดหวัง แม้ความพยายามในครั้งแรกของมันจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่มันก็คอยปลอบใจตัวเองว่าจงอย่าท้อถอย ฮูลิโอเดินทางต่อไปจนได้พบกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งกำลังช่วยกันบังคับลูกบอลลูนไม่ให้ตกลงสู่พื้น ฮูลิโอเห็นหนทางที่พอจะผูกมิตรกับคนทั้งสองได้ มันจึงเสนอตัวที่จะช่วยเติมไฟให้แก่ลูกบอลลูนซึ่งทำท่าว่าจะตกมิตกแหล่ แต่อนิจจา! เมื่อฮูลิโอพ่นไฟให้ความร้อนแก่ลูกบอลลูน แม้ความร้อนจะทำให้ลูกบอลลูนพองออกและลอยตัวสูงขึ้น แต่เปลวไฟของฮูลิโอมีความร้อนมากกว่าเปลวไฟปกติ ลูกบอลลูนจึงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าจนเกือบจะหลุดออกไปนอกโลก ทั้งสามีและภรรยาต่างตกใจและโมโหฮูลิโอเป็นที่สุด ความหวังในการผูกมิตรของฮูลิโอจึงปิดฉากลงก่อนที่มันจะได้เริ่มต้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ภายหลังจากการล้มเหลวติดต่อกันถึงสองครั้ง ฮูลิโอจึงเริ่มค้นพบว่า หากมันยังคงต้องการมีเพื่อน สิ่งที่มันควรทำเป็นลำดับแรกคือมันจะต้องหยุดพ่นไฟโดยเด็ดขาด เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เจ้ามังกรหนุ่มจึงมุ่งหน้าไปหาชาวเมืองที่กำลังสร้างบ้าน แล้วเสนอตัวที่จะออกแรงช่วยทำงานต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของทุก ๆ คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตลอดระยะเวลาในการทำงาน ชาวบ้านต่างพากันกล่าวชมเชยมังกรหนุ่มอย่างไม่ขาดปาก แต่ก่อนที่การสร้างบ้านจะสิ้นสุดลงเพียงชั่วครู่เดียว ฝุ่นผงจากการก่อสร้างก็ลอยเข้าไปในจมูกของฮูลิโอ และทำให้ฮูลิโอเผลอจามออกมาเป็นไฟ จนบ้านที่สร้างเกือบเสร็จลุกไหม้วอดวายไปทั้งหลัง

ฮูลิโอเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจนไม่อาจที่จะบรรยายได้ มันไม่อยากเกิดเป็นมังกรไฟเอาเสียเลย เพราะไฟที่มันพ่นออกมาแต่ละครั้งล้วนทำให้ใครต่อใครต้องเดือดร้อนกันไปทั่ว ฮูลิโอสัญญากับตัวเองว่ามันจะไม่พ่นไฟอีกแล้ว จากนั้น เจ้ามังกรผู้อาภัพก็บินหลีกลี้หนีจากผู้คนไปสู่ดินแดนแสนไกลสุดขอบโลก

ตลอดระยะเวลาในการเดินทาง ฮูลิโอไม่ได้พ่นไฟออกมาเลยแม้สักครั้ง ดังนั้น เมื่อมันบินมาถึงดินแดนขั้วโลกที่หนาวเหน็บ ร่างกายของมันจึงเปลี่ยนจากสีเขียวแบบมังกรทั้งหลายกลายมาเป็นสีส้มที่คุกรุ่นไปด้วยไออุ่นแห่งความร้อน

ในขณะนั้นเอง ฮูลิโอรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก มันแค่ต้องการใครสักคนมาเป็นเพื่อน แต่ดูเหมือนว่ามังกรไฟอย่างมันคงจะเป็นเพื่อนที่ดีของใคร ๆ ไปไม่ได้ ฮูลิโอเหงาจนน้ำตาไหล มันร้องไห้ไม่ยอมหยุดนานถึงสามวันสามคืน จนในที่สุด เจ้ามังกรผู้เดียวดายก็หมดแรงหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

เมื่อฮูลิโอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รอบตัวของมันกลับเต็มไปด้วยฝูงแมวน้ำ, นกเพ็นกวิน, สิงโต-ทะเล รวมทั้งผู้คนชาวน้ำแข็งที่พากันมานั่งอิงผิงไออุ่นจนดูเนืองแน่นไปหมด มังกรไฟตัวอุ่น ๆ กลายเป็นขวัญใจของทุก ๆ ชีวิตในดินแดนอันหนาวเหน็บ ฮูลิโอดีใจมากที่มันเป็นที่ต้องการของทุกคนที่นี่ และแล้ว…ฮูลิโอก็มีเพื่อนสมดังที่มันได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานต่างประเทศ, The Gingerbread boy

เจ้าหนูขนมปังขิง (The Gingerbread Boy)

เด็ก ๆ รู้ไหมว่า นิทานเรื่อง “เจ้าหนูขนมปังขิง” (The Gingerbread Boy) เป็นนิทานเก่าแก่ที่เด็ก ๆ ในหลายประเทศรู้จักกันมานานมากแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนมที่กระโดดออกมาจากเตาอบ แล้ววิ่งหนีคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ

นิทานเรื่อง เจ้าหนูขนมปังขิง มีหลักฐานการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน และตอนจบของนิทานฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก กับนิทานในฉบับที่พิมพ์ต่อ ๆ มา อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้เรียบเรียงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

สำหรับนิทานเรื่องนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญตั้งใจนำ นิทานฉบับที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1875 มาเรียบเรียงให้เด็ก ๆ ได้อ่าน โดยคงเนื้อหาและตอนจบของเรื่องไว้ตามสำนวนดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนเรื่องให้เป็นตอนจบแบบใหม่ ซึ่งเนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง และตอนจบอาจแตกต่างไปจากนิทานที่พวกเราคุ้นเคย (เพราะเป็นนิทานเมื่อ 150 ปีก่อน) แต่รับรองว่าสนุก และมีข้อคิดที่ดีมาก ๆ เลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราและชายชราคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเล็ก ๆ แค่สองคนอย่างเหงา ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่หญิงชรากำลังทำขนมปังขิงอยู่ในครัว จู่ ๆ เธอเกิดความคิดสนุก ๆ จึงลองปั้นแป้งสาลีผสมกับน้ำให้เป็นรูปเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ แล้วนำลูกเกดมาตกแต่งเป็นตาและปาก นำน้ำตาลกรวดมาเรียงเป็นกระดุมเสื้อ และใช้เปลือกมะนาวเชื่อมมาทำเป็นเสื้อโค้ตให้ หลังจากนั้น หญิงชราก็วางแป้งปั้นรูปเด็กผู้ชายวางลงในถาด แล้วนำถาดเข้าไปอบในเตาอบ

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราได้ยินเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากด้านในของเตาอบ หญิงชราแปลกใจจึงเดินไปเงี่ยหูฟัง แต่ทันใดนั้นเอง หญิงชราก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังแว่วออกมาว่า “เปิดประตูให้ฉันหน่อย เปิดประตูให้ฉันที”

หญิงชราตกใจแกมดีใจ เธอจึงรีบเปิดประตูเตาอบให้ แต่ทันทีที่ประตูเตาอบแง้มออก เจ้าหนูขนมปังขิงตัวน้อยก็กระโจนตัวออกจากเตาอบ แล้ววิ่งผ่านหน้าหญิงชรา ทะลุห้องครัว แล้วพุ่งออกไปทางประตูด้านหลังบ้านที่เปิดทิ้งไว้ จากนั้น มันก็วิ่งตรงไปยังถนนใหญ่อย่างไม่รอช้า

ในขณะนั้นเอง ชายชราได้ยินเสียงหญิงชราร้องเรียกให้เจ้าหนูขนมปังขิงหยุดวิ่ง เมื่อชายชราหันไปดูและเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงกำลังวิ่งหนีหญิงชรา ชายชราจึงรีบวิ่งไล่ตามไป แต่เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งเร็วมาก มันวิ่งไปพร้อม ๆ กับหันมาตะโกนบอกชายชราว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ และฉันก็หนีคุณได้เหมือนกัน”

หญิงชราและชายชราพากันวิ่งตามเจ้าหนูขนมปังขิงไปจนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปจนเจอกับ คนงานนวดข้าว (Threshers) กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ในโรงนา เมื่อคนงานเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงที่ดูน่าอร่อยวิ่งผ่านไป พวกเขาจึงพากันวางไม้ตีข้าวลงแล้ววิ่งไล่ตาม

เจ้าหนูขนมปังขิงเหลียวหลังกลับมาหัวเราะ แล้วตะโกนว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ ฉันหนีชายชรามาได้ และฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนงานนวดข้าวพยายามวิ่งไล่ตามสุดชีวิต แต่เท้าของพวกเขาก็สู้ความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงไม่ได้เลย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนผ่านทุ่งหญ้าที่มี คนตัดหญ้า (Mowers) กำลังใช้เคียวเกี่ยวหญ้าอยู่ เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเจ้าหนูขนมปังขิง พวกเขาก็โยนเคียวทิ้งและเข้าร่วมการวิ่งไล่จับนี้ด้วย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งพลางร้องตะโกนท้าทายว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา และคนงานนวดข้าวมาได้ ฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนตัดหญ้าพยายามวิ่งไล่ตามสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงเช่นกัน

เจ้าหนูขนมปังขิงเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจและลำพองใจในความเร็วของตนเอง มันรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะวิ่งไล่จับมันได้อีกแล้ว จนกระทั่ง เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาเจอกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่นอนหมอบอยู่ริมทาง

จริง ๆ แล้ว สุนัขจิ้งจอกเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาแต่ไกล แต่เพราะความฉลาด มันจึงไม่ได้รีบร้อนวิ่งไล่ตามเหมือนคนอื่น ๆ มันเลือกที่จะมองเจ้าหนูขนมปังขิงด้วยสีหน้าซื่อ ๆ แล้วร้องถามเจ้าหนูขนมปังขิงว่า “เกิดอะไรขึ้น” ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เจ้าหนูขนมปังขิงที่กำลังลำพองใจจึงหันไปตะโกนบอกสุนัขจิ้งจอกทันทีว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา คนงานนวดข้าว และคนตัดหญ้ามาได้ ฉันก็หนีเธอได้เหมือนกัน”

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทำเป็นหูตึง มันเอียงหูแล้วพูดว่า “อะไรนะจ๊ะ? ฉันไม่ได้ยินเลย ช่วยขยับเข้ามาพูดใกล้ ๆ หูของฉันหน่อยสิ”

เจ้าหนูขนมปังขิงหลงกล มันอยากจะอวดความเก่งกาจของตัวเองให้สุนัขจิ้งจอกได้ยินชัด ๆ มันจึงวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ หน้าของสุนัขจิ้งจอก

ทันใดนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกก็อ้าปากกว้างแล้วงับเข้าไปที่ตัวของเจ้าหนูขนมปังขิงทันที

“อ๊ะ! ฉันหายไปหนึ่งในสี่แล้ว…” เจ้าหนูขนมปังขิงร้องอุทาน

“ตอนนี้ฉันหายไปครึ่งตัวแล้ว…” เสียงของมันเริ่มเบาลง

“อ๊ะ! ตอนนี้ฉันหายไปสามส่วนสี่แล้ว…”

และในที่สุด… เจ้าหนูขนมปังขิงก็ร้องคำสุดท้ายออกมาว่า “และตอนนี้ฉันหายไปทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้น เจ้าหนูขนมปังขิงก็ไม่เคยได้พูดอะไรอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานสอนใจ

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่ สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้ คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจเด็ก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ : นิทานคลาสสิกที่หาอ่านได้ยาก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River) เป็นนิทานคลาสสิกที่เขียนโดย จอห์น รัสกิน (John Ruskin) นักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ และนักคิดชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อของเขามากนัก แต่ในโลกตะวันตก รัสกินได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะ วรรณกรรม และการศึกษา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานเขียนด้านศิลปะและสังคม ส่วน ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1851 ถือเป็นนิทานสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นิทานเรื่องนี้ พาผู้อ่านเดินทางไปยังหุบเขาอันงดงามที่กำลังเผชิญความแห้งแล้ง และติดตามการผจญภัยของเด็กหนุ่มชื่อ “กลั๊ก” ผู้ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนชะตากรรมของผู้คนทั้งหุบเขา เรื่องราวเต็มไปด้วย การเดินทาง ตัวละครมหัศจรรย์ และบททดสอบที่ดูเรียบง่าย แต่ชวนให้ผู้อ่านลุ้นอยู่ตลอดว่า กลั๊กจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องถูกนำไปแลกกับการช่วยเหลือผู้อื่น

ในการเรียบเรียงครั้งนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญพยายามรักษาเนื้อหา โครงเรื่อง และรายละเอียดสำคัญจากต้นฉบับของจอห์น รัสกินไว้ให้มากที่สุด พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านชาวไทย แม้นิทานเรื่องนี้อาจไม่ได้มีการผจญภัยหวือหวาหรือมีเหตุการณ์ตื่นเต้นแบบนิทานแฟนตาซียุคใหม่ แต่ก็อย่าลืมว่า ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ถูกแต่งขึ้นเมื่อกว่า 175 ปี มาแล้ว และ แก่นเรื่องที่พูดถึงความเมตตา ความเสียสละ และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังคงเป็นแก่นเรื่องที่งดงามและร่วมสมัยไม่ต่างจากวันแรกที่นิทานเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นสติเรีย (Styria) มีหุบเขาอันงดงามแห่งหนึ่งชื่อว่า หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ หุบเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์กว่าที่ใด ๆ ต้นไม้ผล ออกลูกดก ทุ่งหญ้าเขียวขจี และมีลำธารใสไหลผ่านท่ามกลางดอกไม้นานาชนิด ผู้คนต่างเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้ได้รับพรจากสวรรค์

ในหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ มีพี่น้องสามคนอาศัยอยู่ด้วยกัน คนพี่ชื่อ ฮันส์ (Hans) คนรองชื่อ ชวาร์ตซ์ (Schwartz) และน้องคนสุดท้องชื่อ กลั๊ก (Gluck)

ฮันส์และชวาร์ตซ์เป็นคนร่ำรวย แต่ใจคอคับแคบ พวกเขาเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ และไม่เคยช่วยเหลือใครส่วนกลั๊กนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นเด็กหนุ่มใจดี อ่อนโยน และมักรู้สึกสงสารผู้คนที่กำลังลำบากเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนัก มีชายชราตัวเล็กคนหนึ่งมาขอหลบฝนที่หน้าบ้าน ฮันส์และชวาร์ตซ์ไม่ต้อนรับเขา ซ้ำยังพูดจาหยาบคายและพยายามไล่เขาออกไป แต่กลั๊กกลับรีบจัดอาหารอุ่น ๆ และที่นั่งข้างเตาผิงให้ชายชราด้วยความเต็มใจ

ชายชรานั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและมองพี่น้องทั้งสามด้วยสายตาแปลก ๆ จากนั้น เขาจึงเปิดเผยว่า ตนคือ วิญญาณแห่งลมตะวันตกเฉียงใต้ (South-West Wind, Esquire) ผู้ดูแลหุบเขาแห่งนี้ ก่อนจากไป เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้ที่มีจิตใจหยาบช้า ไม่อาจรักษาพรที่ได้รับไว้ได้ตลอดไป”

ฮันส์และชวาร์ตซ์หัวเราะเยาะคำพูดนั้น แต่กลั๊กกลับจดจำมันเอาไว้ในใจ ไม่นานหลังจากนั้น เรื่องประหลาดได้เกิดขึ้น เมฆฝนที่เคยมีกลับหายไป ลำธารค่อย ๆ แห้งขอด ต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา พื้นดินแตกระแหง และความเขียวชอุ่มที่เคยปกคลุมหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็หมดไปทีละน้อย

ในเวลาต่อมา หุบเขาอันงดงามก็กลายเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเกิด ส่วนฮันส์และชวาร์ตซ์ก็สูญเสียทรัพย์สินไป จนเหลือเพียงบ้านเก่า ๆ และความขมขื่นในใจ

คืนหนึ่ง ขณะที่กลั๊กนั่งอยู่เพียงลำพังในครัว เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากเหยือกทองคำใบโปรดของตนเด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น เหยือกทองคำก็สั่นเบา ๆ ก่อนจะมีใบหน้าเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวโลหะสีทอง

กลั๊กตกใจจนแทบทำเหยือกหลุดมือ สิ่งมีชีวิตประหลาดในเหยือกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วแนะนำตัวว่า “ฉันคือ ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River)” จากนั้น ราชาแห่งแม่น้ำทองคำได้เล่าความลับให้กลั๊กรู้ว่า หากผู้ใดนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากต้นน้ำบนยอดเขาสูงไปหยดลงในแม่น้ำทองคำได้สำเร็จ หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ผู้ที่มีหัวใจเห็นแก่ตัวจะไม่มีวันทำภารกิจนี้สำเร็จ

เมื่อฮันส์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที และหลังจากเดินทางข้ามภูเขาอย่างยากลำบาก ฮันส์ก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราคนหนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ข้างทาง ชายชราร้องขอน้ำดื่ม แต่ฮันส์ปฏิเสธ ต่อมา ฮันส์พบเด็กน้อยผู้กระหายน้ำ และลูกสุนัขที่กำลังหอบอย่างน่าสงสาร แต่ฮันส์ไม่ยอมแบ่งน้ำให้ใครเลย

เมื่อมาถึงแม่น้ำทองคำ ฮันส์เทน้ำทั้งหมดลงไปด้วยความมั่นใจ แต่แทนที่จะเกิดปาฏิหาริย์ ร่างของเขากลับกลายเป็นก้อนหินสีดำ

ชวาร์ตซ์ผู้เป็นพี่คนรอง คิดว่าพี่ชายของตนคงโชคร้ายจึงทำภารกิจไม่สำเร็จ เขาจึงออกเดินทางตามไปบ้าง แต่ทว่า เขาก็ทำเหมือนฮันส์ทุกอย่าง คือไม่ยอมช่วยเหลือผู้ใดเลย และเมื่อเขาเทน้ำลงในแม่น้ำทองคำ เขาก็กลายเป็นก้อนหินสีดำเช่นเดียวกับพี่ของเขา

เมื่อถึงคราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มออกเดินทางด้วยความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ให้กลับมางดงามได้อีกครั้ง หลังจากปีนภูเขาสูงชันเป็นเวลานาน เขาก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราผู้หนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ริมทาง “ขอน้ำให้ข้าสักนิดเถิด” ชายชราพูด กลั๊กรีบยื่นขวดน้ำให้ทันที ชายชราดื่มน้ำไปมาก จนในขวดเหลือน้ำอยู่เพียงประมาณหนึ่งในสาม เด็กหนุ่มมองขวดในมืออย่างกังวล แต่ก็เดินทางต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้น กลั๊กก็พบเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังอ่อนแรงจากความกระหาย กลั๊กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะรู้ว่าน้ำที่เหลืออยู่นั้นสำคัญมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็ก เขาก็ยื่นขวดน้ำให้ เด็กน้อยดื่มน้ำจนแทบหมดขวดเมื่อกลั๊กรับขวดกลับมา เขาพบว่าในขวดเหลือน้ำเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น

เด็กหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วออกเดินทางต่อ ในที่สุด เขาก็มาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทาง ตรงนั้นเอง เขาเห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างก้อนหิน กลั๊กก้มลงมองมัน ก่อนจะมองน้ำเพียงห้าหกหยดที่เหลืออยู่ในขวด เขารู้ดีว่า หากให้น้ำที่เหลือไป ภารกิจทั้งหมดคงล้มเหลว เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เขาก็คุกเข่าลงข้างลูกสุนัข

“ช่างเถอะ” กลั๊กรำพึงเบา ๆ แล้วเขาก็เทน้ำที่เหลือทั้งหมดลงไปในปากของลูกสุนัข

ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็ส่องสว่างไปทั่วภูเขา ลูกสุนัขตัวนั้นหายไป และราชาแห่งแม่น้ำทองคำก็ปรากฏกายให้กลั๊กได้เห็น

ราชายิ้มอย่างพอใจ พลางพูดว่า “ในที่สุด ก็มีผู้หนึ่งเลือกความเมตตาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง” จากนั้นราชาก็มอบหยดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์สามหยดให้แก่กลั๊ก เด็กหนุ่มรับของขวัญนั้นไว้ด้วยความเคารพ หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำทองคำทันที

เมื่อไปถึงแม่น้ำทองคำ กลั๊กเทน้ำค้างหยดแรกลงสู่สายน้ำ ทันใดนั้น แม่น้ำก็เริ่มเปล่งประกาย ครั้นเมื่อกลั๊กเทน้ำค้างหยดที่สองลงไป ต้นไม้ทั้งหุบเขาก็เริ่มผลิใบ และเมื่อเขาเทน้ำค้างหยดสุดท้ายลงไป ทุ่งหญ้า ดอกไม้ และสายน้ำก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หุบเขาแห่งขุมทรัพย์กลับมาเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่เคยจากไปต่างพากันกลับบ้านด้วยความยินดี ส่วนก้อนหินสีดำสองก้อนที่เคยเป็นฮันส์และชวาร์ตซ์ก็ยังคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า ความโลภและความแล้งน้ำใจไม่เคยนำความสุขที่แท้จริงมาให้ใครเลย

นับแต่นั้นมา เรื่องราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มผู้มีหัวใจเมตตา ก็ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างไม่รู้จบ ว่าเป็นผู้ได้รับพรจากราชาแห่งแม่น้ำทองคำ เพราะเขาเลือกช่วยผู้อื่น แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย.

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานปรัชญา

ไมโครเมกัส : นิทานเมื่อ 300 ปีก่อนของวอลแตร์

เมื่อพูดถึงนิทานปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ชื่อของ ไมโครเมกัส (Micromégas) ผลงานของ วอลแตร์ (Voltaire) มักถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ แม้นิทานเรื่องนี้จะเขียนขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่มันยังคงมีความร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ด้วยการผสมผสานจินตนาการแบบนิยายวิทยาศาสตร์ การผจญภัยข้ามดวงดาว และคำถามลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้ ความจริง และธรรมชาติของมนุษย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานคลาสสิกที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคภูมิธรรม (Enlightenment) ได้อย่างโดดเด่น

เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้ เริ่มต้นจากตัวละครหลักซึ่งต้องออกเดินทางท่องจักรวาล และได้พบกับเพื่อนจากต่างดาว ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันสำรวจโลกที่เล็กมากในสายตาของพวกเขา และได้พบสิ่งมีชีวิตที่ดูเล็กจิ๋ว แต่กลับมีความคิด ความเชื่อ และคำอธิบายเกี่ยวกับจักรวาลอย่างน่าทึ่ง นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผจญภัยในอวกาศ แต่เป็นการชวนผู้อ่านมองโลกและมองตัวเองจากมุมมองที่กว้างไกลกว่าที่เคย

การเรียบเรียงนิทานฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รู้จัก Micromégas ในรูปแบบที่อ่านง่าย สนุก และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังคงรักษาโครงเรื่อง ตัวละคร และแนวคิดสำคัญของวอลแตร์ไว้ให้มากที่สุด เนื้อหาบางส่วนได้รับการปรับภาษาให้ร่วมสมัย ลดรายละเอียดทางปรัชญาที่ซับซ้อน และเพิ่มความลื่นไหลในการเล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านรุ่นใหม่สามารถติดตามการผจญภัยของตัวละครได้อย่างเพลิดเพลิน

ตลอดการเรียบเรียง ผู้เรียบเรียงพยายามเคารพเจตนารมณ์ของต้นฉบับอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสำคัญหรือสรุปข้อคิดแทนผู้อ่านมากเกินไป (แต่มีการเขียนเป็นหมายเหตุไว้ท้ายเรื่องสำหรับผู้ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ) เพราะเสน่ห์ของ Micromégas ไม่ได้อยู่ที่การมอบคำตอบสำเร็จรูป แต่อยู่ที่การชวนให้เราตั้งคำถาม เปิดใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และตระหนักว่า แม้มนุษย์จะเรียนรู้โลกมาไกลเพียงใด จักรวาลแห่งความรู้ก็ยังคงกว้างใหญ่กว่าที่เราคิดเสมอ

กาลครั้งหนึ่ง บนดาวดวงใหญ่ชื่อ “ซีริอัส” มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่ชื่อว่า “ไมโครเมกัส” เขาเป็นนักคิดและนักเขียนที่รักการเรียนรู้มากที่สุดคนหนึ่งในดาวของตน

วันหนึ่ง ไมโครเมกัสเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อาจมีอยู่ในธรรมชาติ จนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

หนังสือเล่มนั้นทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นในหมู่นักวิชาการผู้มีชื่อเสียง หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ไมโครเมกัสเขียนถึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงและเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กเช่นนั้นมาก่อน การโต้เถียงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน จนในที่สุด ไมโครเมกัสก็ถูกสั่งให้ออกไปจากดาวบ้านเกิดของตน

แทนที่ไมโครเมกัสจะโกรธหรือเสียใจ เขากลับมองว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ออกเดินทางเรียนรู้จักรวาลอันกว้างใหญ่ เขาเดินทางผ่านดวงดาวนับไม่ถ้วน ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่ไม่เคยมีใครบนดาวซีริอัสเล่าให้ฟัง จนในที่สุด เขาก็มาถึงดาวเสาร์

ที่นั่น เขาได้พบกับนักปราชญ์ผู้หนึ่ง เมื่อเทียบกับไมโครเมกัสแล้ว ชาวดาวเสาร์ผู้นี้ตัวเล็กกว่ามาก แต่ไมโครเมกัสไม่ได้สนใจเรื่องขนาดของร่างกาย เขาสนใจแต่เรื่องความคิด

เมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยกัน นักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต “เหตุใดเราจึงเกิดมา” “เหตุใดทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย” ส่วนไมโครเมกัสชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ “ดวงดาวเคลื่อนที่อย่างไร”

“จักรวาลมีขอบเขตหรือไม่” “ยังมีสิ่งมีชีวิตแบบอื่นอยู่อีกหรือเปล่า”

แม้พวกเขาจะสนใจเรื่องที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่กลับคุยกันได้อย่างสนุกสนาน

ยิ่งตั้งคำถาม ก็ยิ่งอยากรู้คำตอบ ยิ่งได้พบคำตอบ ก็ยิ่งได้รู้ว่าตนเองยังมีเรื่องที่ไม่รู้

หลังจากสนทนากันเป็นเวลานาน ไมโครเมกัสกับนักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ก็มองเห็นดาวดวงเล็กดวงหนึ่งอยู่ไกลลิบ ดาวดวงนั้นคือโลก “บนดาวดวงนั้นจะมีใครอาศัยอยู่หรือไม่” นักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ตั้งคำถาม “เราไปดูกันเถอะ” ไมโครเมกัสตอบ จากนั้น ทั้งคู่ก็ออกเดินทางอีกครั้ง

เมื่อมาถึงโลก พวกเขาพบปัญหาแปลกประหลาด คือ พวกเขามองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลย โลกทั้งใบดูเงียบงันราวกับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่หลังจากใช้เครื่องมือที่ช่วยในการสังเกตอย่างแว่นขยาย ในที่สุด พวกเขาก็พบสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋ว….ที่เล็กมากจนมองแทบไม่เห็น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็คือ…มนุษย์

ไมโครเมกัสรู้สึกประหลาดใจ เพราะมนุษย์ตัวเล็กกว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวซีริอัสและดาวเสาร์อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่า พวกมนุษย์จะมีเรื่องให้คิดและพูดคุยกันได้ตลอด ด้วยความอยากรู้ ไมโครเมกัสจึงเข้าไปสนทนากับกลุ่มนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้มากที่สุดในโลก

ไมโครเมกัสถามพวกนักปราชญ์ว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร”

นักปราชญ์คนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจว่า “พระเจ้าทรงกำหนดจุดประสงค์นั้นไว้แล้ว” อีกคนกล่าวว่า “เหตุผลและปรัชญาจะนำเราไปสู่คำตอบ” ส่วนอีกคนยืนยันว่า “เราต้องศึกษาโลกด้วยการสังเกตและการพิสูจน์”

ไมโครเมกัสรับฟังทุกคำตอบอย่างตั้งใจ แต่เขาสังเกตว่า แม้นักปราชญ์เหล่านี้จะพยายามอธิบายความหมายของชีวิต ทว่าพวกเขากลับให้คำตอบไม่เหมือนกันเลย จากนั้น เขาจึงถามต่อว่า “แล้วพวกท่านเข้าใจจักรวาลมากเพียงใด”

นักปราชญ์แต่ละคนต่างให้คำตอบของตน บ้างอธิบายด้วยเหตุผล บ้างอธิบายด้วยความเชื่อ และบ้างอธิบายจากสิ่งที่ตนสังเกตพบ

ไมโครเมกัสรับฟังทุกความคิดเห็นอย่างเงียบ ๆ เขาได้ฟังคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับชีวิต โลก และจักรวาล แต่ยิ่งฟังมากเท่าไร เขาก็ยิ่งครุ่นคิดมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อการสนทนาจบลง ไมโครเมกัสจึงมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้แก่นักปราชญ์เหล่านั้น

นักปราชญ์ทุกคนต่างตื่นเต้น พวกเขาคิดว่าภายในหนังสือเล่มนั้นคงบรรจุความลับสุดยอดของจักรวาล แต่เมื่อเปิดหนังสือออกดู ทุกหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษรเลยแม้แต่คำเดียว

นักปราชญ์ทั้งหลายมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ บางคนพลิกหน้าหนังสือกลับไปกลับมา บางคนคิดว่าหนังสืออาจมีความหมายซ่อนอยู่ บางคนพยายามอธิบายว่าหน้ากระดาษว่างเปล่านั้นหมายถึงอะไร ส่วนไมโครเมกัสเพียงแค่ยิ้ม แต่เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเลย

ไม่นานหลังจากนั้น ไมโครเมกัสและเพื่อนจากดาวเสาร์ก็ออกเดินทางต่อไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ส่วนหนังสือว่างเปล่าเล่มนั้น…ก็ยังคงอยู่บนโลก

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ยังคงค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต จักรวาล และความจริงต่อไปไม่สิ้นสุด

เนื่องจากเว็บไซต์นิทานนำบุญมีผู้อ่านที่เป็นเด็กอยู่มาก นิทานเรื่องไมโครเมกัสของวอลแตร์มีลักษณะเป็นนิทานเชิงปรัชญา ซึ่งอาจเข้าใจยากอยู่สักนิด ต่อไปนี้ คือการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจนิทานมากขึ้น

การที่ไมโครเมกัสมอบหนังสือว่างเปล่าให้แก่นักปราชญ์ (ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้มากที่สุดในยุคนั้น) ไม่ได้หมายความว่า ความรู้ของมนุษย์ไม่มีค่า แต่ในทางตรงกันข้าม วอลแตร์ชื่นชมความพยายามของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ แต่เขาต้องการเตือนว่า จักรวาลนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่ใครคนหนึ่งคนใดจะเข้าใจได้ทั้งหมด

หนังสือที่ว่างเปล่าจึงอาจเป็นสัญลักษณ์ว่า ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เราไม่รู้ และยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้น เราก็อาจยิ่งเห็นชัดขึ้นว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่เพียงใด บางครั้ง การยอมรับว่า “เราอาจยังไม่รู้คำตอบ” จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญญาได้เช่นกัน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของต๋อง : นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

บางครั้งการอ่าน นิทานก่อนนอน ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้แบ่งปันความอบอุ่นกับคนรัก การเล่านิทานเบา ๆ ที่มีเนื้อเรื่องน่ารัก ไม่ซับซ้อน ช่วยให้บรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความใกล้ชิด

นิทานที่มีข้อคิดเล็ก ๆ แทรกอยู่ในเรื่องราว ทำให้การอ่านหรือฟังนิทานไม่เพียงแต่เป็นความบันเทิง แต่ยังเป็นการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กันและกัน เสียงเล่าเบา ๆ ก่อนนอนจึงกลายเป็นเหมือนคำปลอบโยน ที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้นและพร้อมจะพักผ่อน

เมื่อเรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนได้เดินทางเข้าสู่โลกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและความสบายใจ นิทานเบา ๆ แบบนี้จึงเหมาะทั้งสำหรับเด็กที่รอฟังนิทานก่อนนอน และสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากสร้างช่วงเวลาพิเศษกับคนที่รัก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าของแม่หมี มีลูกลิงตัวหนึ่งชื่อว่า “ต๋อง”

ต๋องเป็นลูกลิงแสนซนที่แม่หมีนำมาดูแลตั้งแต่แรกเกิด ต๋องไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มันจึงรักแม่หมีเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของมัน

เมื่อต๋องและเพื่อนสัตว์โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แม่หมีได้มอบหมายหน้าที่ให้ลูกสัตว์แต่ละตัวทำ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้ลูกสัตว์แต่ละตัวเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ

หน้าที่แรกที่ต๋องได้รับคือการหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดแทนแม่หมี แต่เนื่องจากต๋องมีนิสัยซุกซน ระหว่างทาง… มันจึงเผลอเที่ยวเล่นโอ้เอ้ ทำให้ไปถึงตลาดช้าและซื้อกับข้าวได้ไม่ครบตามที่แม่หมีขอให้ซื้อ เมื่อแม่หมีสอนให้ต๋องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต๋องก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ เพราะต้องเดินทางออกจากบ้าน มันจึงงอแงและขอเปลี่ยนหน้าที่กับเพื่อนเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีถอนหายใจเฮือกใหญ่ในความเอาแต่ใจของต๋อง แต่เพื่อสอนให้ลูกลิงตัวน้อยสำนึกผิด แม่หมีจึงเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับเจ้าแพนด้า โดยให้แพนด้าไปจ่ายตลาด แล้วให้ต๋องมาทำความสะอาดบ้านแทน

หน้าที่ทำความสะอาดเป็นหน้าที่ที่ได้อยู่บ้าน แต่เป็นงานที่หนักไม่ใช่เล่น ต๋องทำความสะอาดได้สัก ก็เผลอซนเอาน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำ แล้วใช้หลอดเป่าน้ำยาจนกลายเป็นลูกโป่งฟองสบู่ล่องลอยไปทั่ว ต๋องเพลินกับการเล่นมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับ ไป ๆ มา ๆ ต๋องก็ทำความสะอาดไม่เสร็จตามเวลา ทำให้คุณแม่หมีต้องเอ่ยปากตำหนิต๋องอีกครั้ง

เมื่อต๋องถูกตำหนิ มันก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าหน้าที่ของลูกสัตว์บางตัว เช่น หน้าที่หุงข้าวของลูกกระต่ายตัวน้อย ต๋องโอดครวญว่ามันมีความรับผิดชอบไม่แพ้ใคร ๆ เลย ถ้ามันได้ทำหน้าที่ที่ง่ายกว่านี้ ดังนั้น มันจึงขอเปลี่ยนหน้าที่กับลูกกระต่ายเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีส่ายหน้าด้วยความระอาใจ แต่เพื่อสอนลูกลิงตัวน้อย แม่หมีจึงยอมเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับลูกกระต่าย โดยให้ลูกกระต่ายมาทำความสะอาดบ้าน แล้วให้ต๋องทำหน้าที่หุงข้าว

วันรุ่งขึ้น ต๋องตื่นแต่เช้าเตรียมหุงข้าวด้วยความกระตือรือร้น มันเอาข้าวสารไปซาวน้ำแล้วยกหม้อข้าวเตรียมหุง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงการ์ตูนเรื่องโปรดจากโทรทัศน์ก็ดังแว่วมา ต๋องรีบวางหม้อข้าว แล้ววิ่งไปนั่งหน้าจอโทรทัศน์ทันที

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น แพนด้าน้อยถือตะกร้ากลับจากตลาด, ลูกกระต่ายทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อย, แม่หมีพาลูกสัตว์กำพร้าตัวน้อยอีกหลายตัวมานั่งเตรียมตัวกินข้าวเช้าที่โต๊ะอาหาร ครั้นเมื่อแม่หมีเปิดหม้อข้าว ทุกคนก็พบว่าในหม้อข้าวมีแต่ข้าวที่แช่อยู่ในน้ำ ไม่ใช่ข้าวที่หุงเสร็จแล้ว!

ทันทีที่ต๋องได้สติ มันก็รีบวิ่งจากหน้าจอโทรทัศน์มาที่ห้องครัว ณ เวลานั้น ต๋องเพิ่งรู้ว่ามันลืมกดปุ่มหุงข้าว ซึ่งเป็นหน้าที่ที่แสนง่ายดาย จนทำให้ทุก ๆ คนไม่มีข้าวกินในวันนี้

แพนด้าน้อยที่เหนื่อยจากการเดินทางไปตลาดและลูกกระต่ายที่ทำความสะอาดบ้านจนเหงื่อท่วมตัวได้แต่ทำหน้าผิดหวัง ส่วนแม่หมีได้แต่หันหน้าไปทางอื่นโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

ต๋องรู้สึกผิดมากที่มันลืมกดปุ่มหุงข้าว ต๋องรู้ดีว่าเพื่อน ๆ และแม่หมี รวมทั้งลูกสัตว์ทั้งหลายคงหิวมาก เพราะทุกคนตื่นแต่เช้ามาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

การไปจ่ายตลาด, การทำความสะอาดบ้านหรือการหุงข้าว ทุกงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย หากไม่มีความรับผิดชอบ งานก็ไม่มีทางลุล่วงไปได้

ต๋องเพิ่งตระหนักว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน แต่อยู่ที่ตัวของมันเองต่างหาก

ต๋องรู้สึกผิดต่อทุก ๆ คน มันเอ่ยปากขอโทษและสัญญาว่ามันจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังกับมันอีก

แม่หมีและลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ต่างให้อภัยต๋อง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ต๋องก็นำบทเรียนที่ได้รับมาใช้เตือนใจตัวเองและมันก็ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่เคยเผลอซุกซนจนลืมหน้าที่อีกเลย

ภาพประกอบท้ายเรื่องบทเรียนของต๋อง นิทานนำบุญ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

น้องหนูจูจุ๊บ : นิทานเด็กกับพลังจูจุ๊บมหัศจรรย์

ในโลกของเด็กเล็ก ๆ ความรักและความอบอุ่นมักถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและการกอด แต่สำหรับ น้องหนูจูจุ๊บ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก เธอมีพลังวิเศษที่ไม่เหมือนใคร พลังนั้นคือ “พลังจูจุ๊บ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สดใส

นิทานเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความรัก และมิตรภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็น นิทานก่อนนอน, นิทานเด็กเล็ก, และ นิทานสอนใจ ที่ช่วยให้หัวใจของผู้อ่านอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดอ่าน

นานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อว่าครีม น้องครีมอายุ 2 ขวบ เธอเป็นเด็กดี…ไม่ดื้อไม่ซน นางฟ้าประจำตัวจึงเนรมิตพลังจูจุ๊บให้น้องครีมเป็นของขวัญ พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ น้องครีมชอบใช้พลังของเธอในการทำให้คนรอบข้างมีความสุข

ทุก ๆ เช้า น้องครีมจะปลุกคุณพ่อคุณแม่ด้วยการจูจุ๊บที่ข้างแก้ม พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษของน้องครีมทำให้คุณพ่อรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนคุณแม่ก็เกิดอาการคึกคักสดชื่น…อยากลุกไปทำกับข้าว คุณพ่อคุณแม่ชอบให้น้องครีมจูจุ๊บ น้องครีมเองก็มีความสุขที่ได้จูจุ๊บคุณพ่อคุณแม่

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน น้องครีมต้องอยู่บ้านกับคุณทวดและคุณป้า คุณทวดเป็นแม่ของคุณยายซึ่งเสียไปแล้ว คุณทวดมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้น ท่านจึงค่อนข้างเศร้าและว้าเหว่ น้องครีมรักคุณทวดเพราะคุณทวดน่ารัก ทุก ๆ วัน น้องครีมจะคอยจูจุ๊บคุณทวดที่มือและแก้ม พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ คุณทวดอุ่นใจและมีความสุขเมื่อน้องครีมจูจุ๊บท่าน

ช่วงสาย ๆ คุณป้ามักจะอุ้มน้องครีมไปอาบน้ำ น้องครีมไม่ชอบอาบน้ำ แต่เธอไม่เคยบ่น สิ่งเดียวที่น้องครีมชอบเวลาเข้าห้องน้ำคือการได้เล่นกับเจ้าเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อย น้องครีมชอบเป็ดน้อยที่สุด แต่น้องครีมไม่รู้ว่าเป็ดน้อยชอบเธอบ้างหรือเปล่า วันหนึ่ง เมื่อคุณป้าออกจากห้องน้ำไปรับโทรศัพท์ น้องครีมจึงลองจูจุ๊บเจ้าเป็ดน้อย

เมื่อเจ้าเป็ดน้อยโดนจูจุ๊บ เจ้าเป็ดน้อยที่ทำจากยางก็กลายร่างเป็นเป็ดตัวใหญ่ที่มีชีวิต พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ เจ้าเป็ดบอกให้น้องครีมขึ้นขี่หลัง จากนั้น มันก็พาน้องครีมดำลงไปในอ่างน้ำเพื่อเดินทางไปยังดินแดนลึกลับ

ทันทีที่เจ้าเป็ดพาน้องครีมไปถึงดินแดนลึกลับ น้องครีมจ้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวพลางถามเจ้าเป็ดว่าโน่นอะไร…นี่อะไร….ไม่ยอมหยุด น้องครีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังในการจูจุ๊บของเธอจะทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้ถึงขนาดนี้ น้องครีมเห็นไดโนเสาร์ตัวโต, นางฟ้าแสนสวย, เงือกน้อยน่ารักและสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ยากจะสาธยายได้หมด

ในขณะที่น้องครีมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัวอยู่นั้น จู่ ๆ น้องครีมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ น้องครีมค่อย ๆ คิด…ค่อย ๆ นึก ในที่สุด น้องครีมก็พบว่าไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนแห่งนี้ต่างมีหน้าตาท่าทางที่ดูเศร้า ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก น้องครีมไม่อยากเห็นใครทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าพลังของเธอน่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ น้องครีมจึงกระซิบเจ้าเป็ดเพื่อนรัก แล้วให้เจ้าเป็ดพาเธอไปจูจุ๊บทุก ๆ คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น

เมื่อน้องครีมจูจุ๊บไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนลึกลับ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกชื่นบานขึ้นมาอย่างประหลาด พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ ดินแดนลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนที่สดใสเปี่ยมสุขในเวลาเพียงชั่วพริบตา

น้องครีมเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่จนเหนื่อยอ่อน และเมื่อถึงเวลาอันควร น้องครีมก็ให้เจ้าเป็ดเพื่อนรักพาเธอกลับบ้าน

เจ้าเป็ดผู้น่ารักพาน้องครีมมาถึงห้องน้ำทันเวลาที่คุณป้ากลับจากรับโทรศัพท์พอดี เจ้าเป็ดกลายร่างเป็นเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อยดังเดิม ส่วนเวลาที่ดูเนิ่นนานในดินแดนลึกลับก็เท่ากับเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวในโลกปกติ น้องครีมเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นความลับ จากนั้น น้องครีมก็ปล่อยให้คุณป้าอาบน้ำให้เธอจนตัวหอมฟุ้ง

คืนวันนั้น น้องครีมเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมากมาย และก่อนที่น้องครีมจะผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ามีริมฝีปากอุ่น ๆ ของคนสองคนมาจูจุ๊บที่ข้างแก้มจนเธออดที่จะนอนอมยิ้มไม่ได้ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบแอบเข้ามาจูจุ๊บที่แก้มแบบนี้เสมอ น้องครีมชอบให้คุณพ่อคุณแม่จูจุ๊บ เพราะพลังจูจุ๊บของคุณพ่อคุณแม่ช่วยทำให้น้องครีมนอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์

ถ้าอ่านชื่อนิทานแบบผ่าน ๆ นิทานก่อนนอนเรื่อง “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์” อาจทำให้คุณผู้อ่านคาดเดาเนื้อเรื่องไปต่าง ๆ นานา บางคนอาจคาดเดาไปว่า นิทานเรื่องนี้คงเป็นนิทานแนวแฟนตาซีผจญภัย ที่นางฟ้าองค์น้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับคนร้ายไม่ได้ (อะไรทำนองนั้น)

แต่ถ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะพบว่า นี่คือตัวอย่างของนิทานส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก ที่ใช้นิทานในการบ่มเพาะพฤติกรรมอันพึงประสงค์ (อย่างแนบเนียน) แทนที่จะแต่งนิทานเพื่อสอนเด็กให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แบบตรง ๆ (ซึ่งมักไม่ได้ผล)

การแต่งนิทานในลักษณะนี้ แม้เนื้อเรื่องจะดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในฐานะนักแต่งนิทาน นิทานแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลย แถมการวางบทบาทตัวละครคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติที่เราพบเห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะนิทานที่แต่งมาตั้งแต่ปี 2557)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนางฟ้าอายุสามขวบองค์หนึ่ง จู่ ๆ ก็ไม่ยอมใช้เวทมนตร์ “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่กลับอยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เรื่องบางเรื่องอย่างการติดกระดุมเสื้อ ถ้าใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกนิดเดียว กระดุมเสื้อก็จะติดเองโดยไม่ต้องลำบาก แต่พอนางฟ้าองค์น้อยตัดสินใจหัดติดกระดุมด้วยตัวเอง เธอจึงต้องใช้ความพยายามจนมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต

ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของนางฟ้าองค์น้อยเห็นเข้า  ทั้งคู่จึงบอกลูกว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันต่อมา  นางฟ้าองค์น้อยอยากฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองอีก  การผูกเชือกรองเท้าไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามผูกไปผูกมา…ผูกมาผูกไป แต่ผูกเท่าไหร่ก็ยังผูกไม่ได้  เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็น ทั้งคู่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่เห็นนางฟ้าองค์น้อยหยิบกรรไกรสำหรับเด็กมาหัดตัดกระดาษฉับฉับฉับ  การที่เด็กเล็ก ๆ จะใช้กรรไกรตัดกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คุณพ่อคุณแม่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน นางฟ้าองค์น้อยลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองไม่ยอมหยุด ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเธอทำไม่ได้ ท่านทั้งสองก็มักจะแนะนำให้ลูกสาวใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง แต่ทุกคราวนางฟ้าองค์น้อยก็จะปฏิเสธ จนทั้งคู่เลิกแนะนำนางฟ้าองค์น้อยอีก เพราะรู้ว่าบอกอย่างไรลูกสาวก็ไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ก็คือ ความตั้งใจในการฝึกหัดทำสิ่งต่าง ๆ ของนางฟ้าองค์น้อยนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันกำลังจะเปิดเผยในไม่ช้า!

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันหนึ่ง นางฟ้าองค์น้อยตื่นนอนก่อนใคร ๆ ในบ้าน เธอตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเวลาด้วยตัวเอง จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นมาจัดดอกไม้ใส่แจกันด้วยตัวเอง แล้วแต่งตัว, หวีผม, ติดกระดุม, ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เธอเอาขนมปังกับแยมมาจัดใส่จานสามใบด้วยตัวเอง แล้วเทนมสามแก้ววางบนโต๊ะกินข้าว ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตื่นนอนและเดินมาที่โต๊ะกินข้าว นางฟ้าองค์น้อยก็รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ตัวเอง

ณ เวลานั้น  คุณพ่อคุณแม่เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันเกิดของลูกสาว แต่สิ่งที่นางฟ้าองค์น้อยเตรียมไว้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อนางฟ้าองค์น้อยร้องเพลงจบ  เธอก็พูดว่า “หนูขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้หนูเกิดมา  หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก แต่หนูไม่อยากใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกของให้คนที่หนูรัก หนูอยากมอบความรักของหนูให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยฝีมือของหนูเองมากกว่า” จากนั้น  นางฟ้าองค์น้อยก็หยิบการ์ดที่เธอทำและตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปหัวใจส่งให้คุณพ่อคุณแม่

แม้ในการ์ดจะไม่มีข้อความใด ๆ เพราะนางฟ้าองค์น้อยยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มองเห็นข้อความในใจของลูกสาวปรากฏอยู่ที่การ์ดใบนั้นอย่างเด่นชัด

“หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

คุณพ่อคุณแม่มองตากันสักครู่แล้วคุกเข่าลงกอดนางฟ้าองค์น้อยพร้อมกับหอมแก้มลูกสาวสุดที่รักคนละข้าง นางฟ้าองค์น้อยทำตาโตและอมยิ้ม พร้อมกับกะพริบตา “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ด้วยความรู้สึกที่แสนพิเศษ จากนั้น เธอก็หลับตาลง แล้วพยายามจดจำความรู้สึกอันอบอุ่นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ในหัวใจของเธอ ซึ่งมันจะอยู่ในความทรงจำของเธอไปตราบชั่วนิรันดร์

ภาพนิทานปิ๊งปิ๊งปิ๊ง นางฟ้าองค์น้อยฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองหลายฉาก สื่อถึงความพยายามและการเติบโตโดยไม่ใช้เวทมนตร์
นางฟ้าองค์น้อยยืนพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองในห้องนอน บรรยากาศอบอุ่น ไม่ใช้เวทมนตร์
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์น้อย : นิทานก่อนนอน ชวนฝันดี

นิทานเรื่อง “พระราชาองค์น้อย” เป็นนิทานที่ผมแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานแล้ว และได้ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (สาขา 2) ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ผมเห็นว่า มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่ได้ตามไปอ่านในเว็บไซต์นั้น ผมจึงนำมาลงให้อ่านกันอีกครั้ง หวังว่าคงชอบนะครับ

ช่วงนี้ ผมไม่ได้แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเลย เพราะพอแต่งนิทานเรื่องใหม่ออกมา ไม่นานก็จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ นำนิทานไปทำคลิปหรือลงในเว็บอื่น ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก จนท้อ และที่น่าเศร้ามาก ๆ คือ คนละเมิดมักเป็นนักศึกษา ครู อาจารย์ สถาบันการศึกษา ซึ่งเมื่อผมพบอะไรแบบนี้ ผมมักจุก พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริง ๆ

ในเรื่องคดีความ ผมต้องเดินทางไปสถานีตำรวจตั้งแต่เดือนตุลา จนตอนนี้เมษา รวมแล้วเกิน 10 ครั้ง ทุกครั้งจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจ บางคดีผมต้องสืบหาหลักฐานนานราว 2 สัปดาห์ แล้วเรียบเรียงไปให้ตำรวจสอบปากคำ (ซึ่งเสียเวลา เสียค่าเดินทาง และเหนื่อยจริง ๆ ครับ) ถ้าไม่มีคนละเมิด ผมคงมีเวลาแต่งนิทานสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก

เอาล่ะ พักเรื่องปวดหัว มาสนุกกับนิทานกันดีกว่าครับ

เจ้าชายกลไกเป็นเจ้าชายที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระราชาที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จริง ๆ แล้ว เจ้าชายกลไกมิได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 6 ขวบเช่นนี้ แต่ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควร เจ้าชายกลไกจึงจำต้องครองราชบัลลังก์ด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้

ภารกิจของพระราชาทุกพระองค์คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ พระราชาองค์น้อยอย่างเจ้าชายกลไกเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระราชาองค์อื่น ๆ แต่เพราะอาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนที่ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินแร่, ป่าไม้หรือน้ำมัน มิหนำซ้ำ สภาพดินฟ้าอากาศยังแห้งแล้งเกินกว่าที่จะทำการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย ประชาชนในดินแดนแห่งนี้จึงอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสนและมีชีวิตที่น่าสงสารเป็นที่สุด

เจ้าชายกลไกตั้งใจที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบิดาได้ทรงทุ่มเทความพยายามมาตลอดชั่วชีวิต แต่เพราะพระองค์เป็นเพียงพระราชาตัวน้อย ๆ ปัญหาที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่จึงดูใหญ่หลวงเกินกว่าที่พระราชาอย่างพระองค์จะสามารถฟันฝ่าไปได้

พระราชาผู้น่าสงสารหลบไปนั่งที่ริมหน้าต่างในห้องส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่บนหอคอยสูงลิบ พระองค์เหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดถึงพระบิดาและพระมารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ในขณะนี้ พระองค์ทรงอยากได้คำแนะนำจากพระบิดาและพระมารดายิ่งนัก และทันใดนั้นเอง เจ้าชายกลไกก็ทรงมองเห็นเมฆขาวสองกลุ่มซึ่งแลดูคล้ายกับพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพระบิดาและพระมารดา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าชายผู้ระทมทุกข์อย่างช้า ๆ

เจ้าชายทรงเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คงเป็นปริศนาบางอย่างที่พระบิดาและพระมารดาต้องการจะสื่อถึงพระราชโอรส เจ้าชายจ้องมองปุยเมฆด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ฉับพลัน! พระองค์ก็ทรงเกิดความคิดที่แสนวิเศษในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

พระราชาองค์น้อยทรงสั่งให้ทหารรวบรวมของเหลือใช้ในวังอันได้แก่ ตะกร้าใบใหญ่, เชือกเหนียว ๆ, ไม้ไผ่ด้ามยาว, ถังเชื้อเพลิงและเศษผ้าหนา ๆ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นบอลลูนขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางตามแผนที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และเมื่อเหล่าทหารสร้างบอลลูนได้สำเร็จ เจ้าชายกลไกก็ขึ้นไปนั่งในตะกร้า แล้วจุดไฟจากถังเชื้อเพลิงจนทำให้บอลลูนพองใหญ่ และพาเจ้าชายองค์น้อยลอยจากพื้นดินขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทันทีที่บอลลูนเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับกลุ่มเมฆ เจ้าชายผู้ชาญฉลาดก็ยื่นไม้ไผ่ด้ามยาวเข้าไปจ่อที่ก้อนเมฆสีขาว จากนั้น พระองค์ก็ค่อย ๆ หมุนด้ามไม้ไผ่เพื่อเก็บปุยเมฆให้ติดกับปลายไม้คล้าย ๆ กับการปั่นไม้เก็บสายไหมของพ่อค้าขายขนม

เจ้าชายกลไกใช้ไม้ไผ่พันปุยเมฆจนได้ขนมสายไหมขนาดมหึมา และเมื่อพระองค์นำขนมสายไหมสุดวิเศษกลับมาให้เหล่าข้าราชการ, ทหารและประชาชนทดลองชิม ทุก ๆ คนต่างก็ลงความเห็นว่า ปุยเมฆสายไหมที่พระราชาองค์น้อยทรงมอบให้ เป็นขนมเลิศรสที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

เจ้าชายกลไกทรงตัดสินใจที่จะเก็บปุยเมฆส่งขายเป็นสินค้าสำคัญของพระราชอาณาจักรปุยเมฆสายไหมของพระองค์มีรสชาติดีเยี่ยมและได้รับการตอบรับจากอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเกินความคาดหมาย

ไม่ช้าไม่นาน พระราชาองค์น้อยก็มีทุนพอที่จะช่วยให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราษฎรทุกคนต่างรักและเทิดทูนพระราชาองค์น้อยยิ่งชีวิต ส่วนพระราชาองค์น้อยเองก็ทรงรู้สึกปลื้มปิติที่พระองค์สามารถทำให้ความตั้งใจของพระบิดาและพระมารดาเป็นความจริงขึ้นมาได้