Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นางฟ้าแห่งเสียงเพลง

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับนางฟ้าเรื่อง “นางฟ้าแห่งเสียงเพลง” เป็นนิทานนางฟ้าใจดีที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่รายการประกวดร้องเพลงชื่อ “อะคาเดมี่ แฟนทาเชีย” กำลังดัง นิทานนางฟ้าสั้น ๆ เรื่องนี้ มีลูกเล่นอยู่ที่เวทมนตร์ที่ออกจะแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่เชื่อว่าเป็นเวทมนตร์ที่น่ารักและอาจทำให้เด็ก ๆ ได้อะไร ๆ ที่เป็นประโยชน์และอาจสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้แก่เด็ก ๆ ได้บ้าง ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง นางฟ้าแห่งเสียงเพลง

กาลครั้งหนึ่งนานนิดหน่อย มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งเป็นนางฟ้าองค์น้อยซึ่งมีชื่อว่า“ลันลา”  

ลันลารักเสียงเพลงมาก  เธอร้องเพลงได้ทั้งวันไม่เคยเบื่อ  เพื่อน ๆ จึงมักล้อลันลาว่า  ถ้าลันลาไม่ ได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนางฟ้า เธอคงสมัครเป็นนักล่าฝันในรายการอะคาเดมี่แฟนเทเชียไปแล้ว!

สำหรับการเรียนในโรงเรียนนางฟ้า  นางฟ้าฝึกหัดทุกองค์ต้องคิดค้นเวทมนตร์ใหม่ ๆ  เพื่อใช้สอบเลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าตัวจริงก่อนที่จะจบการศึกษา เวทมนตร์ของใครมีประโยชน์มาก  โอกาสสอบผ่านก็จะมีมาก  นางฟ้าฝึกหัดทั้งหลายจึงทุ่มเทคิดค้นเวทมนตร์ของตัวเองกันอย่างเต็มที่ 

ในขณะที่นางฟ้าฝึกหัดส่วนใหญ่พยายามคิดเวทมนตร์เสกเงินทองหรือเนรมิตข้าวของที่มนุษย์ต้องการ  แต่นางฟ้าฝึกหัดผู้รักเสียงเพลงอย่างลันลากลับคิดเวทมนตร์ที่ทั้งแปลกและแหวกแนว  นั่นคือ…การคิดเวทมนตร์เสกให้ผู้คนร้องเพลง! 

ในความเป็นจริง  การร้องเพลงเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา  ใคร ๆ ก็ร้องเพลงได้กันอยู่แล้ว  เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าลันลาคิดเวทมนตร์เช่นนี้  เพื่อน ๆ จึงพากันหัวเราะขบขัน

ฝ่ายคุณครูนางฟ้าที่ดูแลลันลานั้น  คุณครูทั้งหลายต่างเป็นห่วงลันลามาก เพราะเวท-มนตร์เนรมิตเงินทองดูเหมือนจะมีประโยชน์มากกว่าการเสกให้ผู้คนร้องเพลงเป็นไหน ๆ   ดังนั้น โอกาสที่ลันลาจะสอบตกจึงมีความเป็นไปได้มากกว่านางฟ้าฝึกหัดองค์อื่น ๆ

แม้คุณครูนางฟ้าจะพยายามเตือนลันลาหลายต่อหลายครั้ง แต่ลันลาก็ยังคงยิ้มและยืนยันที่จะคิดเวทมนตร์แปลก ๆ ของเธอต่อไปไม่แปรเปลี่ยน  ด้วยเหตุนี้  เมื่อถึงเวลาทดสอบการใช้เวท-มนตร์  คุณครูนางฟ้าทั้งหลายจึงแอบตามไปดูการใช้เวทมนตร์ของลันลาด้วยความเป็นห่วง     

สถานที่แรกที่ลันลานำเวทมนตร์ไปใช้คือบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งมีเสียงเด็ก ๆ ร้องไห้ดังกระจองอแงไปหมด  ลันลาเห็นว่าเด็กกำพร้าเป็นเด็กที่น่าสงสาร  เพราะพวกเขาไม่มีทั้งพ่อและแม่ เมื่อเด็กกำพร้าคนหนึ่งร้องไห้  เด็กกำพร้าคนอื่น ๆ ก็จะเศร้าและร้องไห้ตามไปด้วย  ลันลาอยากให้เด็กกำพร้ารู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และโลกใบนี้ยังมีสิ่งดีงามรอพวกเขาอยู่อีกมาก  ลันลาจึงเสกให้เด็ก ๆ ร้องไห้ออกมาเป็นเสียงเพลง  ซึ่งเมื่อเด็ก ๆ ร้องไห้ออกมาเป็นเพลงพร้อม ๆ กัน  เสียงร้องของเด็ก ๆ จึงกลายเป็นเพลงประสานเสียงที่แสนอบอุ่นและทำให้ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายในใจของเด็ก ๆ ค่อย ๆ สลายไปทีละน้อย 

หลังจากที่ลันลาช่วยทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้  นางฟ้าผู้รักเสียงเพลงจึงเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยคนไข้อาการหนัก   คนไข้มากมายต่างหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย แถมพวกเขายังด่าทอชะตากรรมที่ทำให้พวกเขาต้องเจ็บป่วย  ลันลาอยากให้คนไข้มีกำลังใจมากขึ้นและอยากให้พวกเขาเห็นว่าโรคภัยเป็นเพียงอุปสรรคชีวิตที่มีไว้ทดสอบความเข้มแข็งของมนุษย์ ลันลาจึงเสกให้เหล่าคนไข้ระบายความอึดอัดในใจออกมาเป็นเสียงเพลง  ซึ่งเมื่อคนไข้ได้ร้องเพลงระบายความทุกข์  พวกเขาก็เริ่มสบายใจ, มีสติคิดทบทวนถึงสิ่งดีงามในการมีชีวิต และมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ 

สถานที่อีกแห่งที่ลันลาตั้งใจไปร่ายเวทมนตร์คือลานกว้างซึ่งมีผู้คนสองกลุ่มกำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน   จริง ๆ แล้ว  คนทั้งสองกลุ่มแค่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น  แต่เมื่อพวกเขาตะโกนใส่กันด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ความโกรธเคืองจึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ลันลาอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น  เธอจึงเสกให้เสียงด่าทอกลายเป็นเสียงเพลงที่แสนไพเราะ  และเมื่อถ้อยคำหยาบคายกลายเป็นบทเพลงที่น่าฟัง  ผู้คนจึงมีใจจดจ่อฟังเนื้อความในบทเพลงของฝ่ายตรงข้าม  ไม่นานนัก  พวกเขาก็เข้าใจความคิดเห็นของกันและกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“การเสกให้ผู้คนร้องเพลงออกมาช่างเป็นเวทมนตร์ที่วิเศษอะไรเช่นนี้” คุณครูนางฟ้าทั้งหลายรำพึงเบา ๆ “เวทมนตร์อื่น ๆ อาจเนรมิตสิ่งของที่มีค่าทางกาย แต่เวทมนตร์แห่งเสียงเพลงช่วยสร้างสิ่งมีค่าทางใจได้อย่างวิเศษ”

และแล้ว คุณครูนางฟ้าทั้งหมดก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใดลันลาจึงยืนกรานที่จะคิดค้นเวทมนตร์แปลก ๆ ของเธอโดยไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุด  คุณครูนางฟ้าทั้งหมดจึงลงความเห็นให้นางฟ้าฝึกหัดที่ใช้เวทมนตร์สร้างความอบอุ่นใจให้เด็กกำพร้า, สร้างกำลังใจให้คนเจ็บป่วย และสร้างความเข้าใจให้คนที่ทะเลาะเบาแว้งกัน ได้เลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าตัวจริงอย่างสมบูรณ์แบบ  นอกจากนี้  คุณครูยังแต่งตั้งให้ลันลาเป็นนางฟ้าแห่งเสียงเพลงและขอให้เธอใช้เวทมนตร์ที่คิดขึ้นสร้างความสุขให้ผู้คนทั้งหลายต่อไป…ตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

…………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายไข่เจียว

นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าชายไข่เจียว เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่รายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่น 4 กำลังดัง ช่วงนั้น มีนักล่าฝันคนหนึ่งชื่อว่า “แจ็ค” แจ็คเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยและชอบกินไข่เจียวมาก แถมยังเป็นขวัญใจของผู้ชมหลาย ๆ คน ถ้าจำไม่ผิด แจ็คได้รับสมญาว่า “เจ้าชายไข่เจียว” และจากสมญานี้เอง ผมจึงลองนำคำว่าเจ้าชายไข่เจียวมาแต่งเป็นนิทาน จนในที่สุด ก็ได้นิทานน่ารัก ๆ เรื่องนี้ออกมาครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายไข่เจียว

นานมาแล้ว  มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงพระนามว่าเจ้าชายแน็ค  เจ้าชายแน็คเป็นเจ้าชายรูปงามที่ไม่นิยมการกินเนื้อสัตว์  สาวน้อยสาวใหญ่จึงหลงรักเจ้าชายผู้มีจิตใจเมตตาพระองค์นี้กันโดยถ้วนหน้า

เมื่อเจ้าชายแน็คถึงวัยที่ควรมีคู่ครอง  พระองค์จึงตัดสินใจจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ขอให้หญิงสาวทำไข่เจียวอาหารโปรดมาให้พระองค์ชิม ซึ่งหากไข่เจียวของใครมีรสชาติถูกปากพระองค์มากที่สุด เจ้าชายก็จะสู่ขอให้หญิงสาวคนนั้นมาทำไข่เจียวเลี้ยงพระองค์ไปตลอดชั่วชีวิต

หญิงสาวทั้งเมืองต่างตื่นเต้นเมื่อได้ทราบข่าวดังกล่าว หญิงสาวทั้งหลายคิดว่า ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำไข่เจียว รสชาติก็คงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ ดังนั้น แทนที่พวกเธอจะมัวเสียเวลาฝึกทำไข่เจียว  พวกเธอควรเอาเวลาไปอาบน้ำแร่แช่น้ำนมเพื่อทำให้ตัวเองสวยงามโดดเด่นกว่าหญิงสาวคนอื่น ๆ จะดีกว่า

ในขณะที่หญิงสาวทั่วเมืองแข่งกันทำตัวเองให้สวยขึ้น  มีเพียงสาวน้อยนูชาคนเดียวที่ทุ่มเทเวลาคิดค้นไข่เจียวสูตรใหม่อยู่ในครัวจนหน้ามันไปหมด   จริง ๆ แล้ว  นูชารู้ดีว่าหญิงสาวที่ทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านเศรษฐีอย่างเธอไม่มีทางที่เจ้าชายจะเลือกให้แต่งงานด้วย  แต่เพราะความรักที่นูชามีต่อเจ้าชายอย่างหมดหัวใจ  เธอจึงอยากทำไข่เจียวแสนอร่อยให้พระองค์ได้ลองลิ้มชิมรสสักครั้ง ซึ่งนั่น..มันก็เป็นสิ่งที่เกินความฝันแล้ว

ระหว่างที่นูชาตั้งใจคิดค้นไข่เจียวสูตรใหม่อยู่ในครัวนั้น  คุณนายผู้เป็นภรรยาเศรษฐีได้กลิ่นไข่เจียวหอมกรุ่นของนูชาเข้า  คุณนายจึงสั่งให้นูชาทำไข่เจียวเพื่อให้ลูกสาวของนางนำไปใช้ในงานเลือกคู่  นูชาขัดคำสั่งคุณนายไม่ได้  เธอจึงก้มหน้าก้มตาคิดสูตรไข่เจียวที่อร่อยที่สุดต่อไป  เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นโอกาสเดียวที่เธอจะได้ทำไข่เจียวถวายเจ้าชายที่เธอรักแสนรัก

คืนก่อนวันงานเลือกคู่  ในขณะที่หญิงสาวทั้งเมืองรีบเข้านอนเพื่อให้ตนเองมีหน้าตาสดใส มีเพียงนูชาคนเดียวที่ยังคงเข้าครัวและทดลองทำไข่เจียวเพื่อหาสูตรที่อร่อยที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย

เวลาเที่ยงคืนเศษ  ทั่วทั้งเมืองเงียบสงัด นูชาลงมือเจียวไข่ตามสูตรเด็ดอย่างตั้งอกตั้งใจ  ทันทีที่นูชาเทไข่ลงไปในน้ำมันซึ่งร้อนอย่างพอเหมาะ ไข่เจียวสุดวิเศษก็ค่อย ๆ พองฟูขึ้นพร้อมกับส่งกลิ่นหอมตลบอบอวนไปทั่ว

กลิ่นหอมของไข่เจียวร้อน ๆ ลอยตามสายลมไปทั่วเมืองจนกระทั่งโชยผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้องนอนของเจ้าชายแน็ค   เจ้าชายแน็คทรงสะดุ้งตื่นเมื่อรู้ว่ากลิ่นนั้นคือกลิ่นไข่เจียวของโปรด

พระองค์รู้สึกอยากชิมไข่เจียวขึ้นมาอย่างประหลาด  พระองค์จึงรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วขี่ม้าตามหาต้นตอของกลิ่นไข่เจียวที่หอมหวนอย่างไม่รอช้า

เมื่อเจ้าชายขี่ม้าไปถึงโรงครัวในบ้านเศรษฐี   พระองค์ทรงกระโดดลงจากหลังม้าแล้วตรงเข้าไปในห้องครัวทันที   นูชาตกใจมากที่มีคนเข้ามาในห้องครัวในยามวิกาล แต่เธอกลับตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าบุรุษที่เข้ามาในครัวและขอชิมไข่เจียวสูตรเด็ดคือเจ้าชายแน็คที่เธอเฝ้าฝันถึง 

ระหว่างที่เจ้าชายแน็คชิมไข่เจียวของนูชา สาวน้อยได้แต่แอบมองเจ้าชายด้วยหัวใจที่เต้นดังตูมตามเหมือนเสียงกลอง นูชาไม่รู้ว่าไข่เจียวของเธอจะถูกปากเจ้าชายหรือไม่ แต่เธอก็ดีใจมากเพราะเมื่อเจ้าชายกินไข่เจียวเสร็จ พระองค์ทรงยิ้มให้เธอ พลางกำชับให้เธอไปร่วมงานเลือกคู่ให้ได้ 

วันรุ่งขึ้น เจ้าชายทรงมองหานูชาไปทั่วทั้งงาน แต่จนแล้วจนรอด…พระองค์ก็ไม่พบ  หนำ-ซ้ำ..ไข่เจียวที่หญิงสาวแต่ละคนทำมาถวายก็อร่อยสู้ไข่เจียวฝีมือนูชาไม่ได้  เจ้าชายทรงผิดหวัง จนกระทั่งพระองค์ได้ชิมไข่เจียวจานสุดท้าย พระองค์จึงยิ้มออก เพราะมันเป็นไข่เจียวรสชาติเดียว กันกับไข่เจียวที่พระองค์ได้ชิมเมื่อคืนที่ผ่านมา

อนิจจา…ผู้ที่นำไข่เจียวมาถวายกลับไม่ใช่นูชาอย่างที่เจ้าชายคิด  เจ้าชายทรงสงสัย  พระองค์จึงขอให้หญิงสาวลูกเศรษฐีเจียวไข่ให้พระองค์ชิมอีกครั้ง 

ลูกสาวเศรษฐีเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยทำกับข้าวมาก่อน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงทำไข่เจียวให้เจ้าชายชิมไม่ได้  ท้ายที่สุด..คุณนายกับลูกสาวจึงจำใจต้องสารภาพความจริงให้เจ้าชายได้รู้ 

เจ้าชายทรงดีใจและยอมยกโทษให้ แต่พระองค์มีเงื่อนไขคือสองแม่ลูกต้องพาผู้ที่เจียวไข่ตัวจริงมาเข้าเฝ้า  แน่นอนว่า..หญิงสาวที่ทำไข่เจียวแสนอร่อยก็คือนูชานั่นเอง  เมื่อเจ้าชายได้พบนูชา  พระองค์ก็ทรงยิ้มต้อนรับ จากนั้น เจ้าชายแน็คก็ประกาศให้ทุกคนได้รู้โดยทั่วกันว่า นูชาคือหญิงสาวที่พระองค์ปรารถนาจะแต่งงานด้วย

ในที่สุด สาวน้อยผู้ต่ำต้อย แต่ทุ่มเทหัวใจคิดค้นสูตรไข่เจียวแสนอร่อยก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายที่เธอรัก  นับจากวันนั้น นูชาก็ได้ทำไข่เจียวให้เจ้าชายแน็คกินทุกวัน ส่วนเจ้าชายแน็คก็มีความสุขมากที่ได้แต่งงานกับนูชาและได้กินไข่เจียวที่นูชาทำให้ด้วยใจรัก

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โทรศัพท์ข้ามมิติ

นิทานก่อนนอนเรื่อง โทรศัพท์ข้ามมิติ เป็นนิทานซึ้ง ๆ ที่บางคนอ่านแล้วบอกว่า “เกือบน้ำตาไหล” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งให้เป็นนิทานเพื่อให้กำลังใจเด็กกำพร้า (เหมือนนิทานเรื่อง นกน้อยปริศนา) แต่เด็กคนอื่น ๆ (รวมทั้งผู้ใหญ่) ก็อ่านได้ ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกเศร้า ๆ ก็ลองกอดคนใกล้ ๆ เพื่อให้กำลังใจกันและกันนะครับ

นิทานเรื่อง โทรศัพท์ข้ามมิติ

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กกำพร้าคนหนึ่งเป็นคนช่างคิดและชอบประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ

วันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดความคิด อยากสร้างโทรศัพท์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก

“โทรศัพท์แบบไร้สายก็เชยเกินไปแล้ว   โทรศัพท์มือถือทั่วไปก็ตกยุค   สมาร์ทโฟนก็ล้นตลาด

ฉันจะสร้างโทรศัพท์ข้ามมิติที่ยังไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน”

เมื่อคิดเช่นนั้น  เด็กน้อยจึงนำอุปกรณ์เท่าที่หาได้ คือถ้วยพลาสติกเหลือใช้, ด้าย, ปากกา ฯลฯ แล้วเอาอุปกรณ์เท่าที่มีมาทำเป็นโทรศัพท์ข้ามมิติซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับโทรศัพท์กระป๋องที่เป็นของเล่นของเด็ก ๆ

เมื่อเพื่อนของเด็กน้อยเห็น  เพื่อนของเขาก็พูดว่า  “นี่มันโทรศัพท์กระป๋องนี่นา ไม่เห็นจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ตรงไหน”

เด็กน้อยส่งยิ้มให้เพื่อน  จากนั้น เขาก็บอกกับเพื่อนว่า  “ฉันทำเต็มกำลังเท่าที่เด็กอย่างพวกเราจะทำได้ แต่มันก็เป็นโทรศัพท์ข้ามมิติจริง ๆ นะ”

เพื่อนของเด็กน้อยทำท่าไม่เชื่อ  เพื่อนจึงถามว่า  “ถ้ามันเป็นโทรศัพท์ข้ามมิติจริง  เธอจะใช้มันโทรไปหาใคร”

เด็กน้อยยิ้มซื่อ ๆ   เขาส่งปลายสายของโทรศัพท์ให้เพื่อนยกแนบหู  แล้วเขาก็พูดที่ปลายสายอีกข้างหนึ่งว่า

“ฮัลโหล ๆ  พ่อจ๋า แม่จ๋า   พ่อกับแม่คิดถึงหนูไหม   หนูคิดถึงพ่อกับแม่สุดหัวใจ   ตอบหนูหน่อยได้ไหม…ถ้าพ่อกับแม่ได้ยิน”

เด็กน้อยหลับตาและเงี่ยหูฟังอย่างมีความหวัง   ลมพัดโชยผ่าน   ใบไม้ร่วงลงมาจากกิ่งตกลงสู่พื้น     แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมบริเวณนั้น   นานเสียจนไม่มีใครรู้ว่านานสักแค่ไหน

………

………

……….

……….

และในเสี้ยววินาทีหนึ่ง  หลังจากที่เด็กน้อยรอคอยจนเกือบสิ้นหวัง   เด็กน้อยก็ได้ยินเสียงเบา ๆ ดังผ่านมาตามสายว่า

“ได้ยินแล้วนะ  ได้ยินแล้ว  คิดถึงเหมือนกันนะ  คิดถึงที่สุดเลย” 

ละอองฝนโปรยลงมาจากก้อนเมฆ  แก้มของเด็กทั้งสองเปียกปอนไปด้วยหยดน้ำที่ทำให้พวกเขาต้องละมือจากโทรศัพท์ข้ามมิติที่ถือคุยกันอยู่

เด็กกำพร้าทั้งสองมองหน้ากัน ปาดน้ำที่เปื้อนแก้ม   จากนั้น  ทั้งคู่ก็กอดคอพากันเดินกลับบ้านพัก โดยถือโทรศัพท์ข้ามมิติติดตัวกลับไปด้วย

เผื่อว่าวันไหนที่หัวใจเปลี่ยวเหงา พวกเขาจะได้ใช้โทรศัพท์ข้ามมิติพูดคุยกับคนที่พวกเขารัก….ซึ่งอยู่ไกลแสนไกล….

……แต่ไม่ไกลเกินหัวใจของพวกเขาจะคิดถึง

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ของขวัญของพ่อ

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ของขวัญของพ่อ” เป็นนิทานก่อนนอนที่มีเนื้อหาเรียบง่าย เหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน เพื่อให้เด็กรู้สึกสงบและพร้อมที่จะเข้านอนอย่างมีความสุข ขอให้นอนหลับฝันดีกันทุกคนนะครับ

นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ

นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด  ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์  ดังนั้นลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก

กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า  แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด  แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้

 เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา  ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี  

“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?”  กระต่ายถาม

พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู  ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้

“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”

ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง  แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….

“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน  หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก” 

ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ  ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง

เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ  ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ

และสุดท้าย  เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก  ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน  จากนั้น  มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ

นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด  นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน  ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน  ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้

คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ  แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว  แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน

และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ

#นิทานนำบุญ

——————————–

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงนักวาดรูปเล่น

ตลอดชีวิตของการแต่งนิทาน มีนิทานหลายเรื่องของผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนิทานเกี่ยวกับการวาดรูป นิทานเกี่ยวกับการวาดรูปเรื่องแรก ๆ แต่งไม่ยาก แต่พอแต่งนิทานเกี่ยวกับการวาดรูปเรื่องที่สอง ที่สาม ที่สี่ ยิ่งแต่งก็ยิ่งยาก เพราะต้องคิดเนื้อเรื่องให้ต่างจากเรื่องแรก ๆ และต้องมีข้อคิดหรือความสนุกไม่แพ้กัน นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าหญิงนักวาดรูปเล่น เป็นนิทานเกี่ยวกับการวาดรูปที่ผมแต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานในนิตยสารขวัญเรือน ถ้าอ่านตอนต้นเรื่องอาจรู้สึกว่าเป็นนิทานที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ถ้าอ่านจนจบรับรองว่า นิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่คุณผู้อ่านต้องรู้สึกว่า “นี่แหละคือนิทานนำบุญของแท้”

นิทานเรื่อง  เจ้าหญิงนักวาดรูปเล่น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์น้อยพระองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงที่ไม่มีความสามารถพิเศษใด ๆ นอกจากการวาดรูปเล่น  เจ้าหญิงมักใช้เวลาวาดรูปเล่นได้ทั้งวันไม่เคยเบื่อ ซึ่งต่างจากเวลาที่ต้องอ่านหนังสือเรียนหรือทำการบ้าน ที่พระองค์มักรู้สึกเสมอว่า มันช่างยากเย็นราวกับการเข็นครกขึ้นภูเขา

เมื่อพระมารดาของเจ้าหญิงสังเกตเห็นว่าลูกสาวเอาแต่วาดรูปเล่นทั้งวัน  แทนที่พระมารดาจะว่ากล่าว  พระองค์กลับส่งเสริมให้เจ้าหญิงวาดรูปเล่นได้อย่างเต็มที่   โดยพระมารดาจะคอยจัดหาอุปกรณ์มาให้เจ้าหญิงได้วาดเล่นไม่เคยขาด ทั้งยังเชิญศิลปินฝีมือดีมาให้คำแนะนำเจ้าหญิงเกี่ยวกับวิธีวาดรูปให้สนุกมากยิ่งขึ้น  เจ้าหญิงทรงมีความสุขที่ได้วาดรูปเล่นอย่างที่ใจรัก   แต่บรรดาเจ้าชายผู้เป็นพี่ รวมถึงพระราชากลับมองว่า พระราชินีทรงตามใจเจ้าหญิงมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เจ้าหญิงประสบกับปัญหาในอนาคต 

คำสบประมาทของเจ้าชายและพระราชาทำให้เจ้าหญิงรู้สึกหวั่นไหว  แต่พระราชินีมักปลอบเจ้าหญิงว่า “หากลูกรักการวาดรูปเล่น ก็จงวาดรูปเล่นให้เต็มกำลังเถอะนะ ทำสิ่งที่รักในวันนี้ให้ดีที่สุด  ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครกำหนดได้ทั้งนั้น”

คำพูดของพระมารดาทำให้เจ้าหญิงเกิดความมุมานะและมั่นใจในการวาดรูปเล่นมากขึ้นอีก พระองค์จึงฝึกฝนวาดรูปในรูปแบบต่าง ๆ  และคอยขอคำแนะนำจากศิลปินทั้งหลายอย่างไม่เคอะเขิน  ที่สำคัญ  เจ้าหญิงองค์น้อยทรงทดลองวาดรูปเล่นในทุกรูปแบบ ซึ่งการได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทำให้การวาดรูปสนุกมากขึ้น และทำให้ฝีมือของพระองค์พัฒนาขึ้นจนศิลปินทั่วทั้งเมืองต่างให้การยอมรับ

แต่แล้ววันหนึ่ง  เมืองเล็ก ๆ ของเจ้าหญิงก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งเมืองแห่งนี้มา กล่าวคือ ในเช้าวันหนึ่ง  พระราชาทรงทราบข่าวว่า กลุ่มกองโจรที่ชอบจี้ปล้นเมืองเล็ก ๆ พร้อมกับเผาเมืองจนวอดวาย กำลังเดินทางมายังเมืองของพระองค์  พระราชาทรงเห็นว่า  การต่อสู้กับกองโจรในครั้งนี้ต้องมีการปะทะกันอย่างรุนแรงและมีความสูญเสียอย่างยากจะคาดการณ์ได้  แต่หากไม่วางแผนตั้งรับ  เมืองของพระองค์ก็คงจะย่อยยับเป็นแน่  เมื่อไม่มีทางเลือก  พระราชาจึงจัดประชุม เพื่อเตรียมการปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากอันตรายอันใหญ่หลวงนี้

ในที่ประชุม  เจ้าชายองค์โตทรงอาสาควบคุมกองดาบปราบศึกเพื่อดูแลภายในพระราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชาและพระราชินี  เจ้าชายองค์รองทรงอาสาควบคุมกองทหารม้าฮี้  ๆ  เพื่อปะทะกับกองโจรหากพวกมันบุกเข้ามาถึงบริเวณรอบปราสาท  เจ้าชายองค์ที่สามอาสาควบคุมกองพลดาวกระจาย  ที่จะคอยซุ่มอยู่บนหอคอย  เพื่อจัดการกับกองโจรด้วยอาวุธลับ  ส่วนเจ้าหญิงองค์น้อยทรงอาสาออกไปนอกกำแพงเมืองพร้อมกับเหล่าศิลปิน เพื่อใช้ความสามารถในการวาดรูปเล่นต่อสู้กับกองโจรที่โหดร้าย

หลายคนงุนงงกับการตัดสินใจของเจ้าหญิง  แต่พระราชินีทรงเชื่อมั่นในตัวลูกสาว  พระองค์จึงขออนุญาตพระราชาให้เจ้าหญิงได้ปกป้องบ้านเมืองตามความสามารถที่มีอยู่   ครั้นเมื่อพระราชาทรงอนุญาต  ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงต่างก็แยกย้ายกันไปดำเนินการตั้งรับการรุกรานของกองโจรอย่างเร่งด่วน

ในส่วนของเจ้าหญิง  พระองค์ทรงเล่าแผนการให้บรรดาศิลปินได้ฟัง  จากนั้น  ทุกคนก็ร่วมแรงร่วมใจกันทำตามแผน  โดยศิลปินกลุ่มหนึ่งช่วยกันระบายสีกำแพงเมืองและตัวเมืองให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติจนคนที่มองจากระยะไกลถูกลวงตาว่าบริเวณนั้นเป็นเพียงธรรมชาติที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งเมืองใด ๆ ตั้งอยู่   ส่วนศิลปินอีกกลุ่มช่วยกันระบายสีพื้นหินรอบนอกตัวเมืองให้ดูเหมือนเหวลึก  ซึ่งหากมองในระยะปานกลางจะมองเห็นความลึกที่น่ากลัวและทำให้ไม่อยากเดินทางผ่าน  สำหรับศิลปินกลุ่มสุดท้ายที่ถนัดการใช้สีสะท้อนแสงในความมืด ก็ลงมือแต้มรูปปิศาจและผีร้ายซุกซ่อนไว้ตามมุมต่าง ๆ  ซึ่งภาพเหล่านั้นมองแทบไม่เห็นในเวลากลางวัน แต่จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

ครั้นเมื่อกองโจรเดินทางตามแผนที่มายังบริเวณเมือง  พวกโจรก็มองเห็นแต่ผืนป่าที่ว่างเปล่าไร้ร่องรอยของเมืองอย่างที่แผนที่บอกเอาไว้  ในขณะเดียวกัน  โจรที่นำทางก็สังเกตเห็นหุบเหวอันน่ากลัว  จึงพากองโจรเดินทางไปในทิศทางตรงกันข้าม  และหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดิน  เมื่อพวกโจรหันหลังกลับมา  พวกมันก็เห็นปิศาจและภูตผีอยู่ลิบ ๆ   ซึ่งทำให้พวกโจรดีใจที่ไม่หลงเดินทางตรงไปยังบริเวณที่มีเหวลึกนั้น

แน่นอนว่า พวกโจรตกหลุมพรางที่เจ้าหญิงทรงวางไว้  พวกมันจึงผ่านเมืองของเจ้าหญิงไปโดยไม่เกิดการปะทะกันเลยแม้แต่น้อย  และหลังจากที่พวกโจรเดินทางต่อไปได้ไม่นานนัก  พวกมันก็ต้องเผชิญ หน้ากับเมืองอีกเมืองหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสู้รบ  ซึ่งเพียงแค่พวกโจรหลงเข้าไปในเมืองแห่งนั้น  พวกมันก็ถูกจัดการจนแตกกระเจิงและไม่มีโอกาสได้จี้ปล้นหรือทำร้ายใคร ๆ อีก

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  พระราชา เจ้าชาย และทุก ๆ คนจึงได้ประจักษ์ว่า  แม้เจ้าหญิงจะไม่มีความ สามารถพิเศษใด ๆ นอกจากการวาดรูปเล่น  แต่เมื่อพระราชินีทรงส่งเสริมให้เจ้าหญิงได้ทำในสิ่งที่รักและเจ้าหญิงทรงทุ่มเททำสิ่งที่พระองค์สนใจอย่างเต็มที่  ความถนัดที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระก็กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้จริง…ในที่สุด

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, ความรัก, เด็ก

ความรักที่ดีงาม

นิทานก่อนนอนความรักเรื่อง “ความรักที่ดีงาม” เป็นนิทานความรักที่มีลักษณะเป็นนิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านอยู่นิด ๆ และมีการสอดแทรกความเป็นนิทานความรักที่่เหมาะสำหรับเด็กลงไปด้วย นิทานความรักที่เหมาะสำหรับเด็กเป็นอย่างไร นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง ความรักที่ดีงาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งคบหาดูใจกันมานาน ครั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะที่ควร ชายหนุ่มได้ขอแต่งงานกับหญิงสาว โดยเขาสัญญาว่าจะดูแลหญิงสาวอย่างดีที่สุดและพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้หญิงสาวมีความสุขไปตลอดชั่วชีวิต

พ่อแม่ของหญิงสาวรู้จักชายหนุ่มมานานแล้ว ทั้งคู่เชื่อว่าชายหนุ่มรักลูกของตนจริง  ทั้งยังรู้ว่าลูกสาวเองก็รักชายหนุ่ม ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ของหญิงสาวจึงยอมให้ทั้งคู่แต่งงานกัน

ช่วงก่อนถึงวันแต่งงาน  ชายหนุ่มได้สอบถามหญิงสาวเกี่ยวกับสถานที่ที่หญิงสาวอยากไปเที่ยวหลังวันแต่งงาน (หรือที่เรียกกันว่าการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์) โดยทั้งคู่มีเวลาว่างนานถึง 7 วัน…ก่อนที่จะต้องกลับไปทำงานต่อ

ชายหนุ่มบอกหญิงสาวคนรักว่าเขาอยากให้เธอเป็นคนเลือก เพราะเขาอยากทำให้เธอมีความสุขสมดังที่เขาได้ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้เมื่อหญิงสาวได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วนิ่งคิดอะไรบางอย่างเงียบ ๆ  จนชายหนุ่มนึกสงสัย  ชายหนุ่มเดาว่าหญิงสาวอาจยังตัดสินใจไม่ได้ เขาจึงเสนอสถานที่ที่น่าสนใจให้หญิงสาวเลือก

เมื่อชายหนุ่มเสนอชื่อเมืองบางเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้าจนแทบจะเอื้อมมือแตะดวงจันทร์ได้  หญิงสาวตอบชายหนุ่มว่า “มันอาจเจริญเกินไปจนเรามองไม่เห็นความสุขนะคะ”

ครั้นเมื่อชายหนุ่มชวนหญิงสาวไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ดินแดนมังกรสายฟ้าซึ่งได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความสุข หญิงสาวก็บอกชายหนุ่มว่า “มันอาจเป็นสถานที่ที่ทำให้เรามีความสุข แต่อาจมีที่อื่นที่ทำให้เรามีความสุขอย่างลึกซึ้งได้มากกว่านั้นนะคะ”

ชายหนุ่มยิ้ม แล้วเสนอให้หญิงสาวไปยังดินแดนแห่งต้นโพธิ์ในตำนาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าจะทำให้รู้สึกตื่นรู้และเบิกบานใจได้อย่างลึกซึ้งแน่ ๆ 

เมื่อหญิงสาวได้ฟัง หญิงสาวก็ยิ้ม จากนั้น เธอก็พูดกับชายหนุ่มอย่างอ่อนหวานว่า “ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ในช่วง 7 วันนี้ เราไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ในสถานที่ 3 แห่งนี้จะได้ไหม” 

หญิงสาวมองตาชายหนุ่ม แล้วพูดต่อไปว่า “ในช่วง 3 วันแรก น้องอยากชวนพี่ไปที่บ้านของน้อง เพื่อที่น้องจะได้ดูแลรับใช้พ่อกับแม่ และจัดการงานบ้านต่าง ๆ ให้เรียบร้อยที่สุดก่อนที่น้องจะออกเรือน  อีก 3 วันต่อจากนั้น  น้องอยากตามพี่ไปอยู่ที่บ้านของพี่ เพื่อดูแลปรนนิบัติคุณพ่อคุณแม่ของพี่  รวมทั้งดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ ก่อนที่เราจะไปอยู่ที่บ้านใหม่ และในวันสุดท้าย น้องอยากชวนพี่ไปอยู่ที่บ้านของเรา เพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ของเรา และนี่น่าจะเป็นสถานที่ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ทำให้เราและครอบครัวของเรามีความสุขได้อย่างลึกซึ้งมากที่สุด”

ทันทีที่ชายหนุ่มได้ฟัง เขาก็ยิ้มและรู้สึกว่าเขาเลือกเจ้าสาวได้อย่างถูกต้องที่สุด เพราะเธอไม่ได้นึกถึงแค่ตัวเอง แต่เธอยังใส่ใจพ่อแม่ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตของพวกเขาทั้งสอง

หลังจากวันแต่งงาน เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจึงใช้ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ทั้ง 7 วันทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ พ่อแม่ของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างมีความสุขมากที่ลูกและคู่ครองของลูกเป็นคนที่ดีเช่นนี้  พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจว่า ลูก  ๆ จะต้องมีชีวิตครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขเป็นแน่ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่กตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ว่าทำสิ่งใดก็จะพบแต่ความสุขความเจริญในชีวิต

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ของขวัญจากนางฟ้า

นิทานก่อนนอนเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า เป็นนิทานเกี่ยวกับสองพี่น้อง ชื่อขิงกับข่า นิทานเรื่องนี้มี “สิ่งของ” ที่ชวนให้คนอ่านคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าเรื่องราวน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (ตามนิทานที่เคยอ่าน) แต่เรื่องราวของนิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า จะเหมือนกับนิทานเรื่องอื่น ๆ หรือไม่ คงต้องลองพิสูจน์ด้วยการอ่านกันนะครับ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานครับ

นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?

วันหนึ่ง  ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน   พวกเขาเคยได้ยินว่า  เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า  สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง   แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู   พวกเขาก็ต้องผิดหวัง   เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด  มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง   ข่าสงสารน้อง  เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”  

ข่าส่งยิ้มให้ขิง  แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน   ข่าบอกขิงว่า  “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่  เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ  สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น   แต่น่าเสียดาย   มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล!   มิหนำซ้ำ  ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก

ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ   ข่าสงสารน้อง   เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”

ทันใดนั้น  เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง    ขิงตกใจมาก   เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   ข่าสงสารน้องเหลือเกิน   เขาอยากจะปลอบน้อง  แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก   อย่างไรก็ตาม  ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้    ดังนั้น  ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง    

ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม  จากนั้น  เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง  แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋  เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง  ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด

ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย   แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา  เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้  

ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ  เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”

เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ  เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป    จริง ๆ แล้ว  ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด   เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น    ดังนั้น  ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้  เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก

ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น   จากนั้น  เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ

ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ   แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ   เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร  ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา    ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก

และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น  ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์

#นิทานนำบุญ

……………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานแปลกๆ ทั้งในส่วนของตัวละครที่เป็นยอดมนุษย์และพลังพิเศษที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจสักเท่าไร แต่เมื่ออ่านไปจนจบ นิทานเรื่องนี้คงสร้างรอยยิ้มและให้ข้อคิดบางอย่างแก่คุณผู้อ่านได้พอสมควร หวังว่านิทานตลกๆก่อนนอนเรื่องนี้จะถูกใจใครหลาย ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคล้าย ๆ กับเหล่ายอดมนุษย์ทั้งหลาย  แต่เด็กคนนี้กลับไม่ภูมิใจในพลังพิเศษที่เขามีอยู่เลย  เพราะพลังพิเศษของเขานั้น ไม่ใช่พลังในการเหาะเหินเดินอากาศ, ไม่ใช่พละกำลังที่ล้นเหลือเกินมนุษย์, ไม่ใช่อำนาจในการปล่อยแสงต่อสู้กับเหล่าร้าย, ไม่ใช่ความสามารถในการล่องหนหายตัว  แต่พลังที่เด็กน้อยมีอยู่กลับเป็นพลังในการ ”ผายลม” ที่เขาสามารถปรับความรุนแรงและกลิ่นได้ตามใจปรารถนา  เด็กน้อยคิดว่าการมีพลังพิเศษเช่นนี้…สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า  เด็กน้อยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้และเก็บเรื่องพลังพิเศษที่เขามีอยู่เอาไว้โดยไม่เห็นคุณค่าของมันเลยแม้สักนิด

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่เด็กน้อยนั่งรถโรงเรียนไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดร่วมกับเพื่อน ๆ   ระหว่างทางซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา  คุณลุงคนขับรถที่ขับรถมาไกลแสนไกลก็ค่อย ๆ ง่วงและเผลอหลับเป็นระยะ ๆ   ทุกครั้งที่คุณลุงหลับ  รถก็จะส่ายและเกือบพลาดตกเหวครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณครูพยายามบอกให้คุณลุงจอดรถลงไปพัก  แต่คุณลุงคนขับกลับดื้อดึงและยืนยันว่ายังขับไหว เด็กน้อยเห็นว่าหากปล่อยให้คุณลุงขับรถต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีแน่  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน  นั่นคือการใช้พลังพิเศษผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา แต่บังคับกลิ่นให้เหม็นราวกับกลิ่นตดของช้างร้อยเชือกมารวมกัน

ทันทีที่คุณลุงคนขับได้กลิ่นตดมหาภัย  คุณลุงที่ง่วงเหงาหาวนอนก็รีบจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถเพื่อหนีกลิ่นตดซึ่งเหม็นอย่างสุดทานทน  เด็กนักเรียน, คุณครู รวมทั้งยอดมนุษย์ตัวน้อยที่แอบใช้พลังเป็นครั้งแรกจึงพากันวิ่งลงรถตามไปด้วย  ท้ายที่สุด  คุณลุงคนขับก็ได้ยืดเส้นยืดสายจนหายง่วง  และเมื่อกลิ่นจางลง  ทุกคนก็กลับขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้มีพลังพิเศษก็เริ่มรู้สึกว่า พลังพิเศษของเขาเป็นพลังที่มีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็เป็นพลังที่น่าอายมากกว่าน่าภูมิใจ…ดังเช่นพลังของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ 

ในเวลาต่อมา  เด็กน้อยบังเอิญโชคร้ายเข้าไปฝากเงินในธนาคารแล้วมีโจรอ้วนผอมบุกเข้าปล้นธนาคารพอดิบพอดี  โจรทั้งสองคนใช้ปืนขู่เอาเงินจากเจ้าหน้าที่อย่างอุกอาจ  ส่วนประชาชนก็ได้แต่หมอบอยู่ที่พื้นเพราะกลัวจะโดนลูกหลง เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดี เขาจึงตัดสินใจผายลมออกมา อย่างแผ่วเบา  แต่บังคับกลิ่นให้แรงกว่าคราวก่อนอีกร้อยเท่า  ทำให้โจรอ้วนผอมและผู้คนทั้งหมดสลบเหมือด ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็สามารถจับโจรได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้นเมื่อเด็กน้อยใช้พลังช่วยผู้คนได้สำเร็จ เขาก็เริ่มได้ข้อคิดว่า ถึงพลังพิเศษของเขาจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย  แต่ถ้าเขานำมันมาใช้อย่างเหมาะสม  มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้คนทั้งหลายได้ไม่แพ้พลังพิเศษของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ยอดมนุษย์ตัวน้อยจึงตัดสินใจหาทางใช้พลังของเขาให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ยอดมนุษย์ตัวน้อยใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษโดยแอบไปดูการซ้อมรบของกองทัพ แล้วผายลมเสียงดัง “ปั้ง ๆ ตู้ม ๆ “ ผสมโรงให้เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกว่าปกติ เพื่อขู่ไม่ให้ประเทศข้างเคียงกล้าเข้ามาบุกรุก 

นอกจากนี้  เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันที่ไหน ยอดมนุษย์ตัวน้อยก็จะแฝงตัวไปร่วมการชุมนุมด้วย โดยเขาจะรอให้ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แล้วแอบผายลมแบบเหม็นสุดขีดจนผู้คนทั้งหลายต้องสลายการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหนือสิ่งอื่นใด  ยอดมนุษย์ตัวน้อยยังฉลาดพอที่จะใช้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยการแอบดำน้ำเพื่อผายลมปุ๋งใหญ่หลาย ๆ ปุ๋ง  จนเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีสัตว์โบราณอาศัยอยู่ใต้น้ำ  นักข่าวและนักท่องเที่ยวจึงแห่กันมารอดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ชาวเมืองขายอาหาร, เครื่องดื่มและของที่ระลึกได้เป็นจำนวนมาก

ในที่สุด เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษคนนี้ก็หาโอกาสใช้พลังให้เกิดประโยชน์ได้สำเร็จ  เด็กน้อยภูมิใจในตัวเองมาก เพราะถึงแม้ว่าพลังพิเศษของเขาจะแปลกกว่าใคร ๆ  แต่เมื่อเขารู้จักนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังของเขาจึงมีค่าและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของยอดมนุษย์คนใด ๆ ในโลก 

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณครูคนใหม่

นิทานก่อนนอนเรื่อง “คุณครูคนใหม่” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่ตัวเองได้ไปเรียนปริญญาโทด้านการศึกษาปฐมวัย และได้เรียนรู้ทฤษฎีทางการศึกษาที่เรียกว่า ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ซึ่งเชื่อว่า เด็กแต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน การจัดการเรียนรู้ให้เด็กจึงจำเป็นต้องดูตามความถนัดของเด็ก แล้วส่งเสริมเด็กอย่างเหมาะสม แม้นิทานเรื่องนี้จะไม่ได้พูดถึงทฤษฎีดังกล่าวโดยตรง แต่แง่มุมที่นิทานเรื่องนี้พูดถึง ก็น่าจะให้ข้อคิดที่ดีทั้งกับคุณพ่อคุณแม่ คุณครู รวมถึงอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าให้เด็กฟัง เพื่อให้เด็กตระหนักถึงความถนัดของแต่ละบุคคลที่มีต่างกัน และยอมรับในความแตกต่างของกันและกันมากขึ้น ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง คุณครูคนใหม่

นานมาแล้ว  มีพระราชากับพระราชินีคู่หนึ่งทรงมีพระโอรสและพระธิดารวมสี่พระองค์ เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยทั้งสี่ต่างน่ารักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่น่าเสียดายที่ทุกพระองค์ไม่ถนัดในการเล่าเรียนเขียนอ่าน ใครต่อใครจึงมักซุบซิบนินทาว่าทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงคงเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้อนาคต!

พระราชากับพระราชินีทรงกังวลใจมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองพระองค์จึงเชิญนักปราชญ์อาวุโสให้มาเป็นครูของเจ้าชายและเจ้าหญิง  แต่เมื่อจอมปราชญ์สอนหนังสือให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ไปได้ไม่นาน  เขาก็ได้แต่ส่ายหัว เพราะในขณะที่เขาพยายามถ่ายทอดความรู้ให้เจ้าชายและเจ้าหญิงอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าความรู้ต่าง ๆ จะไม่เข้าหัวลูกศิษย์ทั้งสี่เอาเสียเลย จอมปราชญ์จึงขอลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับรำพึงเบา ๆ ว่า “เด็กพวกนี้คงไม่มีอนาคตเป็นแน่”

เมื่อจอมปราชญ์ไม่ยอมสอนหนังสือต่อ  พระราชากับพระราชินีจึงต้องเชิญครูสาวคนเก่งซึ่งเป็นครูชื่อดังให้มาเป็นคุณครูคนใหม่ของเจ้าชายและเจ้าหญิง แต่เมื่อครูสาวเริ่มสอนหนังสือให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ด้วยการพูดจ๋อย ๆ ๆ ๆ ไม่ยอมหยุด เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้แต่นั่งฟังหน้าจ๋อย ๆ ๆ ๆ เพราะคิดตามคำพูดของคุณครูไม่ทัน ท้ายที่สุด  ครูสาวก็ได้แต่ปลง แล้วขอลาออกพร้อมกับคิดในใจว่า “เด็กพวกนี้คงไม่มีอนาคตจริง ๆ ”

หลังจากที่ครูสาวลาออกไปแล้ว  พระราชากับพระราชินีจึงให้ทหารไปป่าวประกาศรับสมัครคนที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นคุณครูคนใหม่ของพระโอรสและพระธิดา

แต่อนิจจา…เมื่อชาวเมืองได้ฟังประกาศ  ทุกคนก็พากันส่ายหน้า เพราะขนาดจอมปราชญ์และครูสาวชื่อดังยังสอนเจ้าชายกับเจ้าหญิงให้เก่งไม่ได้…แล้วใครจะไปสอนได้อีก

เจ้าชายและเจ้าหญิงต่างเสียใจที่ไม่มีใครยอมมาเป็นคุณครูให้พวกพระองค์เลย  จริง ๆ แล้ว…เจ้าชายและเจ้าหญิงต่างตั้งใจเรียนกันอย่างเต็มที่  แต่ถึงกระนั้น  ทั้งสี่พระองค์ก็ยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณครูทั้งสองท่านสอน  เจ้าชายและเจ้าหญิงรู้สึกว่าพวกพระองค์ช่างไร้ความสามารถเสียเหลือเกิน ทุกพระองค์จึงได้แต่ปรับทุกข์ให้กันฟังว่า “พวกเราคงไม่มีอนาคตอีกต่อไปแล้ว”

ในขณะนั้นเอง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบวิชาครูมาได้ไม่นานแต่เขามีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม  เมื่อชายหนุ่มทราบข่าวจากเหล่าทหาร เขาจึงรีบเดินทางไปยังพระราชวังโดยเป้าหมายเดียวของเขาคือการช่วยเหลือเจ้าชายและเจ้าหญิงให้มีอนาคตที่สดใส  

ครั้นเมื่อพระราชาเห็นชายหนุ่มหน้าอ่อนมาสมัครเป็นคุณครูคนใหม่ แถมเขายังมีผลการเรียนตั้งแต่เด็กจนโตไม่สู้ดีนัก พระราชาจึงตั้งใจที่จะปฏิเสธ  แต่โชคดีที่พระราชินีเห็นว่าถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้  ชายหนุ่มจึงได้ทดลองสอนเจ้าชายและเจ้าหญิงตามที่ตั้งใจเอาไว้

ชายหนุ่มผู้เรียนหนังสือไม่เก่งเข้าใจความรู้สึกของลูกศิษย์ที่เรียนหนังสือไม่เก่งเป็นอย่างดี  ดังนั้น แทนที่เขาจะยัดเยียดความรู้ให้ทุกคนในคราวเดียว เขากลับใช้วิธีการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการวาดภาพประกอบเสริมความเข้าใจ, ดัดแปลงการเรียนเป็นเกมสนุก ๆ แล้วให้ลูกศิษย์ได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ จนเกิดความรู้จากการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ครูหนุ่มยังชอบสอนหนังสือเพียงครั้งละครึ่งชั่วโมง  จากนั้น เขาก็จะชวนลูกศิษย์ให้ลองไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเล่นกีฬา, การวาดภาพ, การทำขนมและการเล่นดนตรีสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน

วิธีการสอนของชายหนุ่มดูแปลกและแตกต่างจากคุณครูคนก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด  แต่ดูเหมือนว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงจะเข้าใจบทเรียนได้มากกว่าเก่า หนำซ้ำ กิจกรรมที่ได้ลองทำเพิ่ม เติมก็ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงค้นพบความเก่งกาจที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเองอย่างไม่คาดฝัน

เจ้าชายองค์โตทรงพบว่าพระองค์มีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาแทบทุกชนิด, เจ้าชายองค์รองทรงเพลินกับการเล่นดนตรีอย่างไม่รู้สึกเบื่อ, เจ้าหญิงอีกพระองค์ทรงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ปรุงอาหารสูตรอร่อย, ส่วนเจ้าหญิงองค์สุดท้องก็วาดรูปได้สวยงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้ เมื่อครูหนุ่มเห็นลูกศิษย์มีความสุขในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  เขาจึงส่งเสริมให้เจ้าชายและเจ้าหญิงได้ฝึกฝนความสามารถในสิ่งที่ชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ  หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าชายและเจ้าหญิงก็มีโอกาสไปแสดงฝีมือตามความถนัดจนผู้คนในอาณาจักรข้างเคียงต่างยกย่องกันโดยถ้วนหน้า

ต่อมา เมื่อข่าวคราวเรื่องความสามารถของเจ้าชายและเจ้าหญิงเล่าลือมาเข้าหูชาวเมือง ผู้คนที่เคยดูแคลนเจ้าชายและเจ้าหญิงว่าเป็นเด็กไม่มีอนาคตก็เริ่มตระหนักว่า เด็กแต่ละคนล้วนมีความสามารถตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน  ซึ่งหากผู้ใหญ่ช่วยเด็กค้นหาความถนัดทางธรรมชาติจนพบ  เด็กคนนั้นก็ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เสมอ

นับจากวันนั้น  ชาวเมืองก็เริ่มมีทัศนคติต่อเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่งต่างไปจากเดิม ส่วนเจ้าชายและเจ้าหญิงก็ทรงมีความสุขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

พระราชากับพระราชินีทรงดีใจที่เห็นลูก ๆ ค้นพบเส้นทางชีวิตในอนาคต   ทั้งสองพระองค์จึงตั้งใจจะมอบรางวัลให้แก่ครูหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ แต่ครูหนุ่มกลับปฏิเสธรางวัลที่ทั้งสองพระองค์เสนอให้  โดยเขากล่าวต่อพระราชาและพระราชินีอย่างนอบน้อมว่า  “รางวัลอันยิ่งใหญ่ของครูคือการได้เห็นลูกศิษย์มีอนาคตที่สดใส และกระหม่อมก็ได้รางวัลนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก

นิทานก่อนนอนเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข | สอนเด็กให้เป็นเด็กดีรู้จักแบ่งปัน

นิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ เรื่อง “เด็กผู้หญิงแห่งความสุข” เป็นนิทานในยุคแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มแต่งนิทานให้นิตยสารขวัญเรือนได้ไม่นานนัก นิทานเรื่องนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชื่อตัวละคร ที่ผมตั้งใจนำชื่อของลูกพี่ลูกน้อง (ลูกครึ่งเกาหลี) ซึ่งเป็นลูกของน้าสาว มาใช้เป็นชื่อตัวละครหลักในเรื่อง คือ มิมิ และ ปิงปิง (แม้เราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ผมอายุมากกว่าน้อง ๆ เยอะ) เมื่อได้ชื่อตัวละครแล้ว ผมจึงค่อยแต่งเรื่องราวเป็นนิทาน โดยนิทานในยุคแรก ๆ ที่แต่ง ส่วนใหญ่เนื้อเรื่องที่สดใสมาก และมักเป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ในเวลาไม่นานนัก ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านยิ้มและนอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้หญิงแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามิมิ   มิมิเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดู  เธอพูดแต่ถ้อยคำที่อ่อนหวาน  คิดแต่เรื่องที่ดีงาม  และทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้คนรอบข้างมีความสุข  ความสุขของมิมิคือการทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข  ดังนั้น ทุก ๆ คนจึงมีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้กับมิมิ

เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของมิมิ  นางฟ้าใจดีนึกอยากจะทำให้เด็กน้อยแสนดีมีความสุขบ้าง  ด้วยเหตุนี้ นางฟ้าจึงมอบดินสอวิเศษให้แก่มิมิหนึ่งแท่ง

ดินสอวิเศษของนางฟ้าเป็นดินสอมหัศจรรย์  ถ้ามิมิอยากได้อะไรเป็นของขวัญ  เพียงแค่มิมิวาดภาพสิ่งนั้นลงในกระดาษ  ฉับพลัน! สิ่งที่มิมิวาดก็จะกลายเป็นจริงขึ้นมาราวกับมีปาฏิหาริย์  นางฟ้าดีใจที่ได้มอบของขวัญให้แก่มิมิ  แต่มิมิกลับกลุ้มใจ เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอควรจะวาดอะไรให้ตัวเองดี

มิมิถามปิงปิงน้องชายว่า เธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  ปิงปิงนิ่งคิด แล้วบอกกับพี่สาวว่า  ถ้าเป็นเขา…เขาคงวาดภาพกระต่ายขาวขนปุยสักคู่หนึ่ง  มิมิรู้ดีว่าปิงปิงชอบกระต่ายขาวมากที่สุด  เธอเองก็ชอบกระต่ายขาวไม่แพ้น้องชาย  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพกระต่ายน้อยบ่าวสาวด้วยดินสอวิเศษ  แล้วมอบกระต่ายขาวขนปุยทั้งสองตัวให้แก่ปิงปิงด้วยความรัก

มิมิไปถามโมเมเพื่อนสนิทว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  โมเมนิ่งคิด แล้วบอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นเธอ…เธอคงวาดภาพหมีแพนด้าที่แสนน่ารักสักตัวสองตัว  มิมิรู้ดีว่าโมเมชอบหมีแพนด้ามากที่สุด  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพหมีแพนด้าคู่รักด้วยดินสอวิเศษ  จากนั้น เธอก็มอบหมีแพนด้าที่แสนน่ารักให้แก่โมเมเป็นของขวัญ

มิมิไปถามคุณลุงกับคุณป้าว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  คุณลุงกับคุณป้าซึ่งเป็นเจ้าของสวนผลไม้จึงช่วยกันคิด  จากนั้น ทั้งคู่ก็บอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นพวกเขา…พวกเขาคงวาดภาพยีราฟคอยาวเพื่อเอาไว้ขี่เก็บผลไม้ในสวน  มิมิรู้ดีว่าคุณลุงกับคุณป้าอยากได้ยีราฟมากที่สุด  เธอเองก็ชอบยีราฟไม่น้อยไปกว่าท่านทั้งสอง  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดยีราฟให้คุณลุงกับคุณป้าคนละหนึ่งตัว

มิมิเที่ยวถามใครต่อใครว่าเธอควรวาดอะไรมากที่สุด  แต่เพราะความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข   ดังนั้น มิมิจึงต้องวาดภาพสัตว์ต่าง ๆ ให้คนนู้นคนนี้จนดินสอวิเศษกุดจุ๊ดจู๋  ไม่เหลือไส้ดินสอพอให้เธอวาดอะไรให้แก่ตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว

แม้มิมิจะไม่มีอะไรมอบให้แก่ตัวเองเป็นของขวัญ  แต่เด็กน้อยกลับชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุขในวันเกิดของเธอ  มิมินึกขอบคุณนางฟ้าที่มอบดินสออันแสนวิเศษให้แก่เธอในวันแห่งความสุขเช่นนี้  และหนึ่งปีหลังจากนั้น  ผู้คนที่ได้รับของขวัญจากมิมิก็ทำให้มิมิต้องแปลกใจ  เมื่อพวกเขาพร้อมใจกันนำลูกของสัตว์ต่าง ๆ มามอบให้แก่มิมิเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนจิตใจอันดีงามของเด็กน้อยผู้เป็นที่รักของทุก ๆ คน   มิมิมีความสุขมากที่ได้ลูกกระต่าย  ลูกแพนด้า  ลูกยีราฟ  ฯลฯ  มาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอ  และแน่นอนว่า…ลูกสัตว์ที่แสนน่ารักเหล่านั้นก็มีความสุขที่ได้มาอยู่ใกล้ ๆ กับเด็กที่มีจิตใจดีงามอย่างมิมิ   และแล้ว…นิทานแห่งความสุขก็จบลงท่ามกลางความสุขของทุก ๆ คน

#นิทานนำบุญ

…………………………..