Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานนำบุญ

ก้าวก้าวก้าว

นิทานเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” เป็นนิทานแนว “การเดินทางผจญภัย” ที่เล่าถึงการออกเดินทางของเด็กชายตัวน้อยผู้มีหัวใจกล้าหาญ เพื่อไปตามหาสิ่งสำคัญบางอย่างมาช่วยเหลือคนที่เขารักที่สุดในชีวิต นิทานแนวนี้มักมีโครงเรื่องคล้ายกัน คือการฝ่าฟันอุปสรรค บุกตะลุยผ่านด่านต่าง ๆ จนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ แต่ “ก้าวก้าวก้าว” เป็นนิทานที่ต่างออกไป… ต่างอย่างไรนั้น คงต้องลองอ่านดู

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อลงในนิตยสาร “ขวัญเรือน” ฉบับที่ 999 ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงตั้งใจใช้เลข 999 เป็นโจทย์ในการคิดนิทาน จนสุดท้ายมาลงตัวที่คำว่า “ก้าวก้าวก้าว” ซึ่งมีเสียงคล้ายกับ “เก้าเก้าเก้า” (999)

จุดหนึ่งที่อยากชวนให้ผู้อ่านสังเกต คือ “เทคนิคการคลี่คลายเรื่องในช่วงท้าย ๆ ของนิทาน” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์บางอย่างของนิทานนำบุญที่ต่างจากนิทานแนวเดียวกันของที่อื่น หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” นะครับ

“มรรค” เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ที่เขารัก 

วันหนึ่ง ในช่วงที่คุณพ่อต้องเข้าไปทำงานในเมืองติดต่อกันนานหลายเดือน  คุณแม่ของมรรคเกิดล้มป่วย ซึ่งสิ่งที่จะใช้ปรุงยารักษาคุณแม่ได้มีเพียง “ผลไม้ดวงดาว” เท่านั้น

ผลไม้ดวงดาวเป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าลึก ต้องเดินขึ้นภูเขา, เผชิญหน้ากับสัตว์ป่า และอาจต้องพบกับภูตผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องผลไม้ดวงดาวไม่ให้ผู้คนแอบมาเก็บเอาไปขาย

มรรคอยากให้คุณแม่หายป่วย เขาจึงรวบรวมความกล้า แล้วตัดสินใจเดินทางเข้าป่าโดยบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะลำบากแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว…ก้าว”

เมื่อมรรคเริ่มเดินทางเข้าป่าไปได้ไม่นาน  หนทางในป่าก็ค่อย ๆ ลาดชันขึ้น ๆ  ยิ่งนานเด็กน้อยก็ยิ่งอ่อนล้า แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

มรรคเดินทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนเข้าเขตป่าที่ทั้งมืดและวังเวง มรรคกลัวสัตว์ร้ายและภูตผีปิศาจ แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะกลัวแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

มรรคก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นต้นไม้ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นต้นของผลไม้ดวงดาว  เด็กน้อยรีบมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ต้นนั้น แต่แล้วเขากลับพบว่าเส้นทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยไม้หนามที่ขึ้นกั้นขวางทำให้เขาเดินทางต่อไปไม่ได้

โชคดีที่มรรคเห็นถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่ง แม้ถ้ำจะดูลึกลับน่ากลัว แต่มรรคเชื่อว่ามันน่าจะมีทางทะลุไปยังต้นไม้ดวงดาวได้ เขาจึงเดินตรงไปที่ถ้ำแล้วบอกตัวเองว่า “ถึงจะเสี่ยงแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

หลังจากที่มรรคเดินเข้าไปในถ้ำได้สักพัก  เขาก็พบประตูหินและภูตผู้พิทักษ์ยืนขวางทางไม่ให้เขาไปต่อ  มรรครีบทำความเคารพภูตผู้พิทักษ์แล้วเล่าให้ภูตฟังว่า เขาตั้งใจมาเก็บผลไม้ดวงดาวไปรักษาแม่

ภูตผู้พิทักษ์ฟังคำของมรรคก็เห็นใจ เพราะการที่เด็กสักคนจะดั้นด้นเข้าป่าและขึ้นมายังภูเขาที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่การจะมอบผลไม้ดวงดาวให้เด็กน้อยในทันทีก็คงไม่เหมาะ  ภูตผู้พิทักษ์จึงให้มรรคเลือกเลข 3 ตัวเพื่อไขรหัสที่ประตูหิน ถ้ามรรคเลือกตัวเลขได้ถูกต้อง ประตูก็จะเปิดออก และเขาก็จะมีโอกาสเก็บผลไม้ดวงดาวได้ตามที่ปรารถนา แต่ถ้ามรรคเลือกเลขผิด เขาจะต้องออกจากถ้ำแล้วกลับบ้านในทันที

มรรคขอบคุณภูตผู้พิทักษ์ แล้วเริ่มคิดถึงตัวเลข 3 ตัวที่น่าจะเป็นไปได้ เขาใช้ความคิดอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากเดาตัวเลขใด ๆ ออกมาเลย

โอกาสที่มีเพียงครั้งเดียว ถ้าเดาถูก คุณแม่ก็น่าจะหายป่วย แต่ถ้าเดาผิด เขาก็คงช่วยคุณแม่ให้หายป่วยไม่ได้  มรรคคิดกลับไปกลับมาจนเริ่มท้อ  แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า  “ถึงโอกาสจะน้อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

ทันใดนั้นเอง ประตูหินก็เปิดออกทั้ง ๆ ที่มรรคยังไม่ได้เลือกตัวเลขใด ๆ เลย!

มรรคงงจนพูดอะไรไม่ถูก  ส่วนภูตผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลการเปิดปิดประตูหินก็ส่งยิ้มให้มรรคพลางกล่าวแสดงความยินดีว่า  “ดีใจด้วยนะ เก้าเก้าเก้าคือรหัสในการเปิดประตูบานนี้  เจ้าจงไปเก็บผลไม้ดวงดาวแล้วนำไปรักษาแม่เถิด”

ภูตผู้พิทักษ์รีบดันหลังให้มรรคเดินผ่านประตูไปยังต้นไม้ แล้วให้เวลาเด็กน้อยเก็บผลไม้ดวงดาวอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้น ภูตผู้พิทักษ์ก็เสกให้มรรคเดินทางข้ามมิติมาปรากฏตัวที่ชายป่าโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินย้อนกลับทางเก่าอีก

มรรคไม่รู้เลยว่าภูตผู้พิทักษ์ฟังคำว่า “ก้าวก้าวก้าว” ที่เขาพูดออกมาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเลข “เก้าเก้าเก้า” หรือภูตผู้พิทักษ์จงใจฟังผิดเพื่อหาทางช่วยเขาให้ได้ผลไม้ดวงดาวมารักษาคุณแม่ 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มรรคก็รู้สึกขอบคุณภูตผู้พิทักษ์และดีใจที่เขาเก็บผลไม้ดวงดาวมาได้สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  หลังจากนั้น  มรรคก็รีบนำผลไม้ดวงดาวมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยการ “ก้าว…ก้าว…ก้าว”

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ลูกยักษ์หลงทาง – นิทานสอนใจสำหรับเด็กและครอบครัว

ในโลกของนิทาน ยักษ์มักถูกวาดภาพให้ดูน่าเกรงขาม บางครั้งก็เป็นตัวร้าย บางครั้งก็เป็นผู้พิทักษ์ แต่ในเรื่องนี้ ลูกยักษ์ไม่ได้มาเพื่อสู้รบหรือข่มขวัญใคร เขาแค่หิว แค่หลงทาง และแค่ต้องการข้าวสักมื้อ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของยักษ์ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจ ความเมตตา และการมองเห็นหัวใจของกันและกันในวันที่อ่อนแอที่สุด

ความน่าสนใจของนิทานเรื่องนี้คือการเลือกเล่าเรื่องยักษ์โดยไม่มีฉากรุนแรง มีเพียงความหิว ความเศร้า และการช่วยเหลือที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ

นิทานเรื่องนี้ มีทั้งเหตุการณ์ที่อบอุ่นหัวใจ เหตุการณ์ที่ชวนให้ตื่นเต้น แถมยังมีข้อคิดให้มองได้ในหลายแง่มุม หวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านนอนหลับฝันดี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกยักษ์ตนหนึ่งหลงทางออกมาจากป่าลึกซึ่งเป็นบ้านของมัน

ลูกยักษ์ซัดเซพเนจรจนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มันทั้งเหนื่อยทั้งหิว มันจึงเดินเข้าไปในหมู่บ้าน แล้วใช้นิ้วขนาดใหญ่เคาะประตูบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดเบา ๆ เพื่อขออาหารกินสักมื้อ

เจ้าของบ้านหลังนั้นคือผู้ใหญ่บ้านใจร้ายที่ทั้งขี้เหนียวและชอบเอาเปรียบ เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นลูกยักษ์มาขอข้าวกิน ผู้ใหญ่บ้านก็รีบไล่ลูกยักษ์ให้ไปขอข้าวที่บ้านหลังอื่นทันที

ลูกยักษ์รู้ว่าตนเองกินข้าวมากกว่าคนทั่วไป แต่มันไม่คิดว่าเจ้าของบ้านจะขับไล่ลูกยักษ์ที่หิวโซอย่างมันได้ลงคอ ลูกยักษ์ได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตา แล้วเดินออกจากหมู่บ้านแห่งนั้นโดยคิดว่า “ขนาดบ้านที่ร่ำรวยที่สุดยังไม่แบ่งข้าวให้กิน บ้านหลังอื่น ๆ ก็คงไม่มีทางแบ่งข้าวให้กินแน่ ๆ “

ในขณะที่ลูกยักษ์เดินมาถึงท้ายหมู่บ้าน จู่ ๆ ลูกยักษ์ก็ได้ยินเสียงสามีภรรยาคู่หนึ่งร้องเรียก สองสามีภรรยาเห็นลูกยักษ์เดินหน้าเศร้ามาตามลำพัง ทั้งคู่ก็เดาได้ว่าลูกยักษ์คงต้องการความช่วยเหลือบางอย่าง เมื่อสองสามีภรรยารู้ว่าลูกยักษ์หิวข้าวมาก ทั้งสองคนจึงรีบหุงข้าวหุงปลาเลี้ยงลูกยักษ์ด้วยความสงสาร

ลูกยักษ์กินจุกว่าคนปกติ 10 เท่า สามีภรรยาผู้มีน้ำใจจึงต้องหุงข้าวให้ลูกยักษ์กินถึง 10 หม้อ ครั้นเมื่อคนใจบุญทั้งสองเห็นว่าลูกยักษ์อิ่มแล้ว ทั้งคู่จึงบอกให้ลูกยักษ์นอนพักที่กองฟางนุ่ม ๆ นอกบ้านสักคืน แล้วจะช่วยหาทางกลับบ้านให้ในวันรุ่งขึ้น

หลังจากสองสามีภรรยาเข้านอน ลูกยักษ์เกิดความคิดอยากตอบแทนบุญคุณของพวกเขา คืนนั้น ลูกยักษ์จึงแอบย่องเข้าไปในสวน แล้วร่ายเวทมนตร์ของยักษ์ ทำให้พืชผักในสวนเติบโตงอกงามและมีขนาดใหญ่กว่าปกติถึง 10 เท่า

เช้าวันต่อมา สองสามีภรรยาแปลกใจมากที่เห็นผักและผลไม้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไม่คาดคิด หนำซ้ำ ชาวบ้านยังมาขอซื้อผักผลไม้จนเนืองแน่นไปหมด สองสามีภรรยาขายผักและผลไม้จนไม่มีเหลือ พวกเขาขอบใจลูกยักษ์ที่ช่วยร่ายเวทมนตร์ให้ จากนั้น ทั้งคู่ก็เตรียมตัวพาลูกยักษ์เดินทางเข้าป่าเพื่อหาทางกลับบ้าน

ในขณะนั้นเอง ผู้ใหญ่บ้านใจร้ายทราบข่าวเรื่องมนตร์วิเศษของลูกยักษ์ ผู้ใหญ่บ้านอยากให้ลูกยักษ์ทำให้ผักและผลไม้ของตนใหญ่ขึ้นบ้าง ผู้ใหญ่บ้านจึงพาลูกสมุน 100 คนตรงมาที่บ้านของสองสามีภรรยา แล้วอ้างว่าลูกยักษ์เป็นผู้บุกรุกจึงต้องขอจับไปสอบสวนที่บ้านเสียก่อน

แม้ลูกยักษ์จะมีกำลังสู้กับลูกสมุนของผู้ใหญ่บ้านได้อย่างสบาย แต่ลูกยักษ์ไม่อยากให้สามีภรรยาที่ช่วยมันต้องเดือดร้อน ลูกยักษ์จึงยอมให้ผู้ใหญ่บ้านคุมตัวไปแต่โดยดี

เมื่อไปถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ลูกยักษ์เริ่มหิวจึงขอกินข้าวสักหน่อย แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่ให้ ลูกยักษ์จึงโมโห ไม่ยอมเสกผักและผลไม้ให้ใหญ่ขึ้นตามที่ผู้ใหญ่บ้านออกคำสั่ง

ครั้นเมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าลูกยักษ์ดื้อดึง ผู้ใหญ่บ้านจึงให้ลูกสมุนนำไม้กระบองมาตีลูกยักษ์

ลูกยักษ์เจ็บจึงร้องไห้เสียงดังลั่น เสียงร้องไห้ของลูกยักษ์ดังแว่วเข้าไปในป่า ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น พ่อยักษ์กับแม่ยักษ์ที่ได้ยินเสียงลูกก็วิ่งบุกป่าฝ่าดงตรงมายังหมู่บ้าน

เมื่อพ่อยักษ์กับแม่ยักษ์เห็นลูกถูกคน 100 คนรุมตี ทั้งคู่จึงเป่าให้คนเหล่านั้นปลิวไปตามสายลม…เหลือแต่ผู้ใหญ่บ้านที่กอดเสาเอาไว้ได้ เมื่อลูกยักษ์ได้ที ลูกยักษ์จึงฟ้องพ่อกับแม่ว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวการที่สั่งให้คนมาทุบตีตน

พ่อยักษ์กับแม่ยักษ์โมโหมาก ทั้งคู่ไล่ผู้ใหญ่บ้านให้ออกไปจากหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะจับกินให้สิ้นซาก ผู้ใหญ่บ้านกลัวมากจึงรีบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดสงบลง ลูกยักษ์จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้พ่อกับแม่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แม่ยักษ์ชื่นชมในน้ำใจของสองสามีภรรยา นางจึงถอดตุ้มหูเพชรซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าตุ่มน้ำแล้วนำไปมอบให้แก่คนใจดีทั้งสอง ส่วนพ่อยักษ์เห็นว่าหากคนดีได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านนี้ก็คงจะมีแต่ความสุข ด้วยเหตุนี้ พ่อยักษ์จึงประกาศให้สองสามีภรรยาทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ และตนจะคอยแวะมาช่วยปกป้องหมู่บ้าน…หากมีใครคิดมาเกเรสร้างความเดือดร้อน

ชาวบ้านต่างดีใจที่ได้คนดีมาดูแลหมู่บ้านของตน ส่วนลูกยักษ์ก็ตามพ่อกับแม่กลับเข้าป่าไปโดยแอบดีใจอยู่เงียบ ๆ ที่สามีภรรยาผู้ใจดีได้สิ่งดี ๆ ตอบแทนความดีของพวกเขา

ลูกยักษ์ตัวใหญ่กำลังกินข้าวจากหม้อข้าวใบโต
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

ชะนีน้อยกลอยใจ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องความกตัญญู

สัตว์ทุกตัวมีชีวิต มีหัวใจ และมีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์ พวกมันรู้จักความเจ็บปวด ความคิดถึง ความหวัง และความรัก การปลูกฝังให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงความรู้สึกของสัตว์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตาและเคารพในชีวิตของผู้อื่น

นิทานเรื่อง “ชะนีน้อยกลอยใจ” เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของสัตว์ตัวหนึ่งที่เผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และเลือกใช้ความสุภาพ ความอดทน และความกตัญญูเป็นเข็มทิศนำทางชีวิต

ภายในนิทานแฝงข้อคิดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การมีมารยาทที่ช่วยคุ้มครองตัวเอง ความเมตตาระหว่างคนกับสัตว์ และความกตัญญูที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีแง่มุมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น การสร้างแบรนด์ การคิดเชิงอาชีพ และการใช้จินตนาการอย่างมีคุณค่า

หลังจากอ่านนิทานจบ คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่อยอด เช่น ออกแบบยี่ห้อสินค้า วาดโลโก้ หรือระบายสีถุงใส่ผลไม้แปรรูป เพื่อเสริมทักษะอาชีพและจิตใจที่งดงามไปพร้อมกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกชะนีตัวหนึ่งหนีตายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ จนหลงทางเข้าไปในหมู่บ้านของมนุษย์   เจ้าชะนีน้อยคิดถึงแม่และพี่น้องของมันมาก  มันทั้งเสียขวัญและเหนื่อยอ่อน  แต่ลูกชะนียังมีโชคอยู่บ้าง  เพราะหมู่บ้านที่มันพลัดหลงเข้าไปนั้นมีบ้านหลายหลังที่แวดล้อมไปด้วยสวนผลไม้

แม้เจ้าชะนีน้อยจะหิวโซ  แต่แม่ของมันเคยสอนว่าการขโมยของของผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่าละอาย   ด้วยเหตุนี้เอง  เจ้าชะนีน้อยจึงเดินไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งเพื่อขออนุญาตเก็บผลไม้กินประทังชีวิต

เจ้าของบ้านหลังนั้นคือตากับยายที่อาศัยอยู่กันตามลำพังเพราะลูกหลานย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่จนหมด  เมื่อตากับยายเห็นเจ้าชะนีน้อยที่มีมารยาทดีงาม  ตากับยาย (ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ค่อยมีแรงเก็บผลไม้ในสวนของตัวเองกินสักเท่าไร) จึงอนุญาตให้ลูกชะนีเก็บผลไม้ได้ตามใจชอบ   เจ้าชะนีน้อยขอบพระคุณตากับยายผู้มีเมตตา  จากนั้น  มันก็ปีนไปเก็บผลไม้ในสวนกินอย่างเอร็ดอร่อย

เมื่อลูกชะนีมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาอีกครั้ง  สิ่งที่มันคิดว่าควรทำก่อนการเดินทางตามหาแม่ก็คือการตอบแทนความกรุณาของตากับยายผู้มีพระคุณ

วันต่อมา  เจ้าชะนีน้อยจึงรีบตื่นตั้งแต่เช้าตรู่  แล้วลงมือเก็บผลไม้ในสวนเพื่อนำไปขายหาเงินให้ตากับยายที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก   ส่วนผลไม้ที่ขายไม่หมด  เจ้าชะนีน้อยก็ฉลาดพอที่จะนำมันมาตากหรือกวนจนกลายเป็นผลไม้แปรรูปจำนวนมหาศาลที่ตากับยายสามารถเก็บไว้กินหรือขายได้อีก

สองตายายซาบซึ้งในความกตัญญูของลูกชะนีมาก แม้ทั้งคู่อยากให้เจ้าชะนีน้อยอยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน  แต่ตากับยายก็รู้ดีว่าการได้กลับคืนสู่อ้อมอกแม่นั้นเป็นสิ่งที่ลูกชะนีต้องการมากที่สุด  เพราะเหตุนี้  ตากับยายจึงได้แต่อวยพรให้ลูกชะนีพบแม่ของมันโดยเร็ว 

หลังจากที่ลูกชะนีลาตากับยายไปแล้ว  ด้วยความระลึกถึงที่สองตายายมีต่อเจ้าชะนีน้อย  ตากับยายจึงนำผลไม้แปรรูปออกขายโดยตั้งชื่อยี่ห้อว่าชะนีน้อยและวาดภาพของลูกชะนีที่แสนน่ารักติดเอาไว้ด้วย  

ไม่ช้าไม่นานนัก  ผลไม้แปรรูปตราชะนีน้อยก็แพร่หลายไปจนทั่ว  รสชาติของผลไม้แปรรูปที่ลูกชะนีบรรจงทำให้ตากับยายอร่อยจนใครต่อใครติดอกติดใจไปตาม ๆ กัน   และเมื่อลูกค้าทั้งหลายได้ทราบถึงที่มาของผลไม้แสนอร่อย รวมทั้งเรื่องราวของลูกชะนีกตัญญูที่พลัดพรากจากแม่ ทุก ๆ คนจึงคิดที่จะหาทางช่วยเหลือ

หนึ่งเดือนผ่านไป   ลูกชะนียังคงหาแม่ของมันไม่พบ  มันเริ่มท้อและอยากหาที่เติมพลังใจให้กับตัวเองสักนิด  ด้วยเหตุนี้  ลูกชะนีจึงออกจากป่าแล้วมุ่งหน้าไปเยี่ยมตากับยายผู้เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของมัน

เมื่อชะนีน้อยเดินทางมาถึงบ้านของตากับยาย มันรู้สึกอบอุ่นใจและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อมันเคาะประตูและประตูเปิดออก สิ่งที่มันไม่คาดฝันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า!

ทันทีที่ประตูเปิด   แทนที่เจ้าชะนีน้อยจะเห็นเพียงตากับยายออกมาต้อนรับ  มันกลับพบว่าที่ไหล่และเอวของตากับยายมีแม่ชะนีตัวหนึ่งและลูกชะนีอีกหลายต่อหลายตัวเกาะอยู่

เจ้าชะนีน้อยยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก  เพราะเหล่าชะนีที่มันเห็นก็คือแม่และญาติพี่น้องของมันทั้งนั้น  เจ้าชะนีน้อยร้องไห้โฮด้วยความตื้นตันใจ  ส่วนแม่ชะนีก็รีบโผเข้ากอดลูกด้วยความคิดถึง

ชะนีแม่ลูกกอดกันอยู่นานสองนาน   ตากับยายดีใจที่พวกเขาวาดภาพและตั้งชื่อยี่ห้อผลไม้แปรรูปว่าชะนีน้อย  เพราะหลังจากที่ผู้คนทราบว่าลูกชะนีพยายามตามหาแม่  ใครต่อใครจึงช่วยกันนำรูปของเจ้าชะนีน้อยที่ตากับยายวาดไปสอบถามนายพรานและสัตว์ต่าง ๆ จนในที่สุดก็ทำให้พบกับแม่ชะนีที่กำลังตามหาลูกอยู่เช่นเดียวกัน

เจ้าชะนีน้อยกับครอบครัวของมันขอบพระคุณตากับยายที่ช่วยทำให้พวกมันได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง   และเมื่อตากับยายชวนให้เหล่าชะนีมาอาศัยอยู่ในสวนแทนที่จะกลับไปอยู่ในป่า  ชะนีทั้งหมดจึงตัดสินใจอยู่กับตายายเพื่อช่วยตากับยายเก็บผลไม้และทำให้ชีวิตบั้นปลายของท่านไม่เปลี่ยวเหงา

และแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ความรักของพี่กับน้อง : นิทานแห่งสายใยรักที่ไม่มีวันจาง

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความรักระหว่างพี่น้องคือหนึ่งในสายใยที่มั่นคงและงดงามที่สุด นิทานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพี่กับน้องไม่เพียงแต่ช่วยปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็ก ๆ แต่ยังสะท้อนถึงความเสียสละ ความห่วงใย และความผูกพันที่ไม่มีวันจางหาย

นิทานพี่น้องเป็นเครื่องมือทรงพลังในการสอนเรื่องความรักในครอบครัว ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีเมตตา ไม่ว่าจะเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กเล็ก หรือนิทานซึ้งใจสำหรับผู้ใหญ่ที่แสวงหาความอบอุ่นในยามค่ำคืน เรื่องเล่าเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

นิทานเรื่อง “ความรักของพี่กับน้อง” คือหนึ่งในนิทานอบอุ่นหัวใจที่สะท้อนพลังของความรักแท้ระหว่างพี่น้องอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องพึ่งพาความสมบูรณ์แบบ หากแต่ใช้หัวใจที่จริงแท้เป็นตัวนำทาง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กกำพร้าสองคนเป็นพี่น้องที่รักกันมาก  พี่ชายมีชื่อว่าฮัค อายุสิบสองปี ส่วนน้องสาวมีชื่อว่ายู อายุแปดปี  เด็กทั้งสองคนอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ที่อยู่นอกตัวเมืองโดยไม่มีญาติผู้ใหญ่คนใดมาช่วยดูแลพวกเขา

ทุกวัน  ฮัคจะตื่นนอนแต่เช้าแล้วออกจากบ้านไปทำงานในโรงงานตุ๊กตาที่อยู่ในตัวเมือง  ส่วนยูก็จะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน แล้วกลับมาทำงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งทำอาหารค่ำเอาไว้รอพี่ชาย  แม้บางครั้งยูจะเหงาบ้างที่ไม่มีพ่อกับแม่คอยอยู่ใกล้ ๆ และต้องรอพี่ชายกลับจากโรงงาน  แต่เด็กน้อยก็ยังคงอุ่นใจ เพราะเธอรู้ดีว่าพี่ชายมีความรักให้เธอไม่แพ้พ่อกับแม่

อยู่มาวันหนึ่ง ยูสังเกตเห็นว่า พี่ชายของเธอตื่นไปทำงานเร็วกว่าเดิมครึ่งชั่วโมงและกลับบ้านช้ากว่าเดิมถึงหนึ่งชั่วโมง  หนำซ้ำ พี่ชายยังกินอาหารค่ำเพียงไม่กี่คำ แล้วก็ขอตัวไปเข้านอน   ยูไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชาย!  เธอได้แต่คิดว่าพี่ชายอาจมีงานยุ่งทำให้ต้องทำงานมากกว่า เดิมและเหนื่อยจนไม่มีแรงกินข้าว

ในวันต่อ ๆ มา  ฮัคก็ยังคงตื่นออกไปทำงานแต่เช้าและกลับบ้านค่ำกว่าปกติอีก ฮัคบอกน้องสาวว่าไม่ต้องรอกินข้าว…ให้กินก่อนได้เลย  แม้ฮัคจะยังคงยิ้มแย้มและใจดีไม่แปรเปลี่ยน  แต่ยูกลับกังวลว่าพี่ชายอาจรักเธอน้อยลง   เด็กผู้หญิงที่กำพร้าพ่อแม่อย่างยูจึงรู้สึกเหงามาก  ยูกลัวว่าพี่ชายจะไม่รักเธอเหมือนเดิมอีกแล้ว

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป  ฮัคตื่นแต่เช้า แล้วบอกน้องสาวว่าคืนนี้ให้รอกินข้าวพร้อมกับเขาด้วย  ยูดีใจที่พี่ชายจะกลับมากินอาหารค่ำด้วยกันเหมือนเดิมอีก  เธอจึงรับคำและตั้งใจทำอาหารค่ำรอพี่ชายอย่างสุดฝีมือ

เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ  ยูนั่งรอพี่ชายด้วยใจจดจ่อ  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ฮัคก็ยังมาไม่ถึงบ้านเสียที  ยูทั้งห่วงพี่ชาย, กังวลและเหงาอย่างบอกไม่ถูก  ตั้งแต่เกิดมา..ฮัคไม่เคยผิดสัญญาใด ๆ กับเธอเลย  ยูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ก่อนที่ยูจะคิดไปไกล  ประตูบ้านก็เปิดออก

ทันทีที่ฮัคเปิดประตูเข้ามา  ฮัคก็รีบขอโทษน้องสาวที่เขามาช้ากว่าเวลานัดหมาย  ฮัคเล่า ว่า เขาพยายามจะขึ้นรถประจำทางเหมือนเช่นทุกวัน  แต่วันนี้เขาเอาของชิ้นใหญ่กลับบ้านมาด้วย  เขาจึงขึ้นรถไม่ได้และจำเป็นต้องเดินกลับมาที่บ้านแทน  ยูดีใจมากที่พี่ชายกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แปลกใจที่เห็นพี่ชายอุ้มตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เข้ามาในบ้าน

ตุ๊กตาที่ฮัคนำกลับมาบ้านนั้นเป็นตุ๊กตาที่เขาทำขึ้นเองเพื่อนำมามอบให้น้องสาวในวันคล้ายวันเกิด!  ฮัคอยากให้ยูมีเพื่อนอยู่ด้วยเวลาที่เขายังไม่กลับจากโรงงาน เพราะเขาไม่อยากให้น้องสาวต้องเหงาจนเกินไป  ส่วนยูจำไม่ได้เลยว่าวันนี้คือวันเกิดของเธอ  เมื่อพี่ชายเตือนว่านี่คือวันเกิดของเธอและนำของขวัญมาให้  ยูจึงดีใจมาก

จริง ๆ แล้ว ในตอนแรก…ฮัคตั้งใจที่จะซื้อตุ๊กตาจากโรงงานมาให้ยู  แต่เนื่องจากตุ๊กตาในโรงงานมีราคาแพงและเขาก็ทำงานได้เงินไม่มากนัก  ดังนั้น ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ฮัคจึงเที่ยวเก็บเศษผ้าขนปุย ๆ ที่เหลือจากการทำตุ๊กตาในโรงงาน แล้วใช้เวลาว่าง (ที่เขายอมตื่นเช้าขึ้นและกลับบ้านดึกขึ้น) เพื่อเย็บเศษผ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นตุ๊กตาสำหรับน้องสาวที่เขารัก

แม้ตุ๊กตาที่ฮัคทำขึ้นจะดูปุปะเพราะทำจากเศษผ้าหลากสี  แต่ความตั้งใจและความรักของพี่ชายที่มีต่อน้องสาวก็ทำให้ยูดีใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

ยูร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติจนฮัคต้องกอดน้องสาวพร้อมกับกระซิบเบา ๆ ว่า “สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะคนดี” แล้วสองพี่น้องก็นั่งกินอาหารค่ำด้วยกันในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุข

คืนวันนั้น หลังจากที่ฮัคเข้านอนแล้ว  ยูก็แอบนำโบว์ผูกผมสีแดงที่เธอใช้อยู่เป็นประจำมาม้วนเป็นดอกกุหลาบดอกเล็ก ๆ แล้วติดเข้ากับเข็มกลัด เพื่อเตรียมมอบให้พี่ชายใช้ดูต่างหน้าเวลาที่พี่ชายไปทำงานที่โรงงาน

เช้าวันรุ่งขึ้น  ฮัคนำดอกกุหลาบที่น้องสาวทำให้กลัดเข้ากับเสื้อแล้วออกไปทำงานอย่างมีความสุข  ส่วนยูก็ไปเรียนหนังสือและกลับมาทำงานบ้านในตอนเย็น โดยเธอไม่เหงาอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่เธอมองเจ้าปุปะ เธอก็รับรู้ได้ถึงความรักที่พี่ชายมีให้และรู้สึกได้ว่าพี่ชายอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของเธอเสมอ   

ความรักของสองพี่น้องเป็นพลังใจที่ทำให้เด็กกำพร้าทั้งสองคนสามารถยืดหยัดและมีชีวิตอยู่ได้…แม้พวกเขาจะไม่มีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ   

ความรักมีพลังอันยิ่งใหญ่  การมอบความรักให้แก่กันจึงเป็นสิ่งวิเศษอย่างหนึ่งของโลก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานแฝงข้อคิด

ความฝันของพู : นิทานก่อนนอนสำหรับเด็กที่อยากเป็นยอดมนุษย์

เด็กหลายคนเคยฝันอยากเป็นยอดมนุษย์ ที่มีพลังวิเศษ บินได้ หรือช่วยโลกจากเหล่าร้าย แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กธรรมดาคนหนึ่งไม่มีพลังพิเศษใด ๆ แต่ยังคงเชื่อมั่นในความฝันของตัวเอง

“ความฝันของพู” เป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กที่อยากเป็นยอดมนุษย์ นิทานอบอุ่นหัวใจที่สอนให้รู้ว่า พลังที่แท้จริงอาจไม่ใช่พลังเหนือธรรมชาติ แต่คือ “พลังแห่งความคิด” และ “ความตั้งใจจริง”

นิทานเรื่องนี้เหมาะสำหรับเด็กวัยประถม ผู้ปกครอง และครูที่ต้องการปลุกแรงบันดาลใจในใจเด็ก ๆ ผ่านเรื่องเล่าที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘พู’

พูเป็นเด็กธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักอย่าง เขาเรียนหนังสือไม่เก่ง, เล่นกีฬาก็แค่พอใช้ได้, หน้าตาก็เหมือนเด็กนักเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจคือ เขามีความฝันอันยิ่งใหญ่ ความฝันที่อยากจะเป็น “ยอดมนุษย์”

พูรู้ดีว่า ยอดมนุษย์ต้องมีพลังพิเศษอะไรสักอย่าง พูจึงพยายามค้นหาพลังพิเศษที่อาจหลับไหลอยู่ในตัวของเขา

เวลาว่าง…พูจึงมักทดสอบพลังด้วยการเพ่งมองช้อนกินข้าว เพื่อทำให้ช้อนงอ บางครั้งเขาจะวิ่งแล้วกระโดดพร้อมกับกระพือแขนพึ่บพั่บเผื่อว่าตัวเองจะบินได้ บางคราวเขาถึงกับลองบีบจมูกและอธิษฐานให้ตัวของเขากลายเป็นมนุษย์ล่องหน พูทดสอบตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เด็กน้อยก็ไม่เคยพบว่าตัวของเขามีพลังพิเศษอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม แม้ความพยายามค้นหาพลังยอดมนุษย์ของพูจะล้มเหลวมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นยอดมนุษย์ให้จงได้

วันหนึ่ง เมื่อคุณครูประจำชั้นของพูให้นักเรียนเขียนเรียงความในหัวข้อ “ความฝันของฉัน”

พูจึงตัดสินใจเขียนเล่าความฝันและความพยายามในการค้นหาพลังพิเศษส่งให้คุณครูได้อ่าน

เมื่อคุณครูได้อ่านเรียงความของพู คุณครูก็รู้สึกแปลกใจมาก เพราะในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ฝันอยากเป็นคุณหมอ, คุณครู, ทหาร, ตำรวจ วิศวกร, นักธุรกิจหรือดารานักร้อง แต่เด็กนักเรียนตัวผอมกะหร่องอย่างพูกลับฝันอยากเป็นยอดมนุษย์

คุณครูชื่นชมที่พูมีความฝันและมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ คุณครูจึงอยากช่วยพูค้นหาพลังยอดมนุษย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของเขา

วันรุ่งขึ้น เมื่อคุณครูนำเรียงความกลับมาที่ชั้นเรียนแล้วให้นักเรียนอ่านเรียงความให้เพื่อนฟัง เมื่อเด็ก ๆ ได้ฟังเรียงความของพู แทนที่เด็ก ๆ จะตื่นเต้นหรือชื่นชม เด็กทั้งชั้นกลับหัวเราะขบขัน เพราะไม่มีใครเชื่อว่าเด็กผู้ชายอย่างพูจะโตขึ้นเป็นยอดมนุษย์ผู้ต่อสู้กับเหล่าร้ายได้เลย

เมื่อคุณครูเห็นท่าไม่ดี คุณครูจึงบอกเด็กทุกคนว่า “ความฝันบางความฝันอาจดูเหมือนเป็นไปได้ยาก แต่หากเราแน่วแน่และตั้งใจ ความฝันทั้งหลายก็มีโอกาสเป็นจริงได้ด้วยกันทั้งนั้น”

คำพูดของคุณครูทำให้พูมีกำลังใจมากขึ้น แต่เพียงครู่เดียว นักเรียนคนหนึ่งก็ยกมือแล้วพูดว่า “ในเมื่อพูไม่มีพลังพิเศษแบบยอดมนุษย์ แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้กับพวกผู้ร้ายล่ะครับ ถึงจะฝึกร่างกายสักแค่ไหน แต่คนธรรมดาก็ไม่มีทางแข็งแรงแบบยอดมนุษย์ได้หรอกครับ ผมว่ายังไงพูก็เป็นยอดมนุษย์ไม่ได้”

“มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะจ๊ะ” คุณครูของเด็ก ๆ ยิ้ม จากนั้น คุณครูก็หยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาแผ่นหนึ่งพร้อมกับถามเด็ก ๆ ว่า “ครูไม่ใช่ยอดมนุษย์และไม่มีพลังพิเศษ ถ้าครูเอากระดาษแผ่นนี้จุ่มลงไปในอ่างปลาบนโต๊ะ มันมีทางไหมที่กระดาษจะไม่เปียก”

เด็กนักเรียนมองกระดาษเปล่าและอ่างปลาพลางคิดภาพตาม เพียงครู่เดียว เด็ก ๆ ก็พร้อมใจกันตอบคุณครูว่า “ยังไงกระดาษก็ต้องเปียกอยู่แล้ว”

ในขณะที่เด็กทั้งหลายเลิกคิดและมั่นใจว่ากระดาษต้องเปียกแน่ ๆ แต่พูซึ่งยืนอยู่ที่หน้าชั้นกลับไม่ยอมหยุดคิด เขาพยายามคิด…คิด…แล้วก็คิด ในที่สุด พูก็เกิดความคิดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ

พูค่อย ๆ รวบรวมสิ่งที่คิดได้ แล้วเอ่ยปากบอกคุณครูว่า “คุณครูครับ… ผมคิดว่ามีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้กระดาษไม่เปียก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเอากระดาษใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น พอจุ่มน้ำ กระดาษก็จะไม่เปียก หรืออีกวิธีนึง ถ้าเราเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้นิดหน่อย กระดาษก็จะไม่เปียกเหมือนกัน ผมอยากทดลองให้ดู…ไม่ทราบว่าคุณครูจะอนุญาตไหมครับ”

คุณครูยิ้มแทนคำตอบ พูจึงขอกระดาษจากคุณครู แล้วเดินไปหยิบถ้วยพลาสติกที่ใต้โต๊ะของเขา จากนั้น พูก็ขยำกระดาษเป็นก้อน ยัดกระดาษเข้าไปในถ้วย คว่ำถ้วยแล้วกดลงไปในอ่างปลาตรง ๆ เมื่อพูยกถ้วยขึ้นจากน้ำ หยิบกระดาษออกมา เด็กทั้งห้องก็ถึงกับส่งเสียงร้อง “อู้หู” เพราะกระดาษแผ่นนั้นถูกแรงดันอากาศภายในถ้วยปกป้องไว้จนไม่มีร่องรอยว่าเปียกน้ำเลยสักนิด

เด็กทั้งห้องปรบมือให้พูด้วยความชื่นชม ส่วนคุณครูก็ส่งยิ้มให้ศิษย์รักแล้วพูดกับเด็กทั้งชั้นว่า “เห็นไหมจ๊ะ เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่ายากหรือเป็นไปไม่ได้ แต่หากเราไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ขึ้นมาเหมือนกัน ถึงเวลานี้ทุกคนคงรู้แล้วนะจ๊ะว่า พูจะเป็นยอดมนุษย์ได้รึเปล่าและพลังพิเศษของพูคือพลังอะไร”

เมื่อเด็กนักเรียนได้ฟังคำพูดของคุณครู เด็กทุกคนก็พยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้เพื่อนนักคิดของพวกเขา พูดีใจมากที่ทุก ๆ คนส่งกำลังใจให้ ในที่สุด พูก็ค้นพบว่า เขามีพลังพิเศษติดตัวมานานแล้ว ซึ่งมันก็คือพลังความคิดและพลังแห่งความตั้งใจจริงนั่นเอง

แม้การเป็นยอดมนุษย์จะไม่ใช่เรื่องง่ายและยังมีเรื่องท้าทายรอพูอีกมาก แต่พูก็เชื่อมั่นในความฝันและพลังที่เขามีอยู่

สิบกว่าปีต่อมา เด็กน้อยผู้ยึดมั่นในความฝันก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาใช้ความคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์เพิ่มพลังให้ตัวเองมากมาย ทั้งยังใช้ความคิดแก้ปัญหาได้สารพัด

และแล้ว….พูก็ได้เป็นยอดมนุษย์สมดังที่เขาตั้งใจเอาไว้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานนำบุญ

ครอบครัวนักปั้น : นิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่สอนให้รู้คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งเป็นครอบครัวที่ชอบการปั้นดินมาก  ทุกวัน  คุณพ่อกับคุณแม่จะชวนลูก ๆ ทั้งสามคนไปขุดดินมาปั้น..ปั้น…แล้วก็ปั้นจนได้เป็นตุ๊กตาดินปั้นรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่ดูน่ารักและเหมือนจริงอย่างน่าอัศจรรย์  เมื่อพวกนก, กระต่าย, กระรอกและกระแตได้เห็นตุ๊กตาดินปั้นที่สวยงามอย่างวิเศษ พวกมันจึงมักพากันมาล้อมวงดูครอบครัว ๆ นี้ปั้นดินเป็นผลงานน่ารัก ๆ อยู่เสมอ

ในขณะที่ครอบครัวนักปั้นพากันปั้นดินอย่างมีความสุข  ชาวบ้านต่างก็ซุบซิบและกล่าวหาว่าครอบครัวนี้เป็นพวกสติเฟื่องชอบทำแต่เรื่องไร้สาระ  แม้ทุกคนในครอบครัวนักปั้นจะได้ยินคำนินทาว่าร้าย  แต่พวกเขาก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไป  เพราะพวกเขามีความสุขมากที่ได้ปั้น..ปั้น..แล้วก็ปั้น

อยู่มาวันหนึ่ง  ชาวบ้านได้ข่าวว่า มีโจรป่ากลุ่มหนึ่งออกปล้นและเผาหมู่บ้านต่าง ๆ จนผู้คนตื่นกลัวกันไปหมด  ชาวบ้านทั้งหลายจึงรีบซื้อหาอาวุธเตรียมไว้รับมือกับพวกโจรป่า

ฝ่ายครอบครัวนักปั้นนั้น แทนที่พวกเขาจะเตรียมการแบบเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ  พวกเขากลับช่วยกันคิดหาวิธีป้องกันตัวจากโจรป่าด้วยการขุดดินมาปั้น…ปั้น…แล้วก็ปั้น ตามแผนที่พวกเขาได้วางเอาไว้

กลางดึกของคืนวันหนึ่ง  โจรป่าก็พากันเข้ามาในหมู่บ้านตามที่ชาวบ้านหวั่นวิตก  พวกโจรบุกเข้าปล้นบ้านทีละหลังสองหลัง  ซ้ำยังเผาบ้านที่ขัดขืนอีก ชาวบ้านช่วยกันดับไฟอย่างจ้าละหวั่น ส่วนโจรก็บุกปล้นบ้านของชาวบ้านต่อไปไม่ยอมหยุด จนเมื่อพวกโจรมาถึงบ้านหลังสุดท้ายที่อยู่ตรงท้ายหมู่บ้าน พวกโจรก็ถึงกับผงะ เพราะที่บ้านหลังนี้ มีผู้คนตัวใหญ่นั่งผิงไฟกันอยู่มากถึง 20 คน ทุกคนมีขวานและมีดพร้าวางอยู่ข้าง ๆ ตัว หนำซ้ำ พวกเขายังมีสัตว์เลี้ยงคู่กายเป็นสิงโตและสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ หมอบอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย  พวกโจรตกใจและพากันล่าถอยกลับไปอย่างช้า ๆ  แต่ทันใดนั้นเอง คุณพ่อยอดนักปั้นก็ดัดเสียงให้ดูถมึงทึงที่สุด พร้อมกับตวาดออกไปดังลั่นว่า “นั่นใครบังอาจบุกรุกเข้ามาในบ้านของข้า”

ทันทีที่พวกโจรป่าได้ยินเสียง  พวกโจรก็รีบวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต  แต่อนิจจา…พวกโจรไม่รู้เลยว่า  บริเวณนั้นมีหลุมลึกที่ครอบครัวนักปั้นขุดเพื่อเอาดินมาใช้อยู่เต็มไปหมด  พวกโจรจึงตกหลุมจนสลบไปและถูกตำรวจตามมาจับตัวได้ในที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น  แม้ชาวบ้านจะได้ทรัพย์สินคืนเกือบทั้งหมด แต่บ้านช่องที่ถูกเผานั้นก็เสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ เมื่อครอบครัวนักปั้นทราบเรื่อง พวกเขาจึงช่วยกันปั้นดินเป็นก้อนอิฐแล้วเริ่มต้นสร้างบ้านดินเพื่อให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย

เมื่อชาวบ้านเห็นการกระทำของครอบครัวนักปั้น  ชาวบ้านต่างก็สำนึกผิดที่กล่าวหาว่าครอบครัวนักปั้นเป็นพวกสติเฟื่องไร้สาระ เพราะนอกจากครอบครัวนักปั้นจะปั้นดินจนป้องกันตัวจากโจรป่าและจับโจรได้สำเร็จแล้ว พวกเขายังมีน้ำใจที่จะสร้างบ้านดินให้กับคนที่เคยดูถูกดูหมิ่นพวกเขาอีกด้วย ชาวบ้านซาบซึ้งในน้ำใจของครอบครัวนักปั้นมาก  ทุกคนพากันขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำลงไป  จากนั้น พวกเขาก็ลงมือสร้างบ้านดินร่วมกัน จนกระทั่งชาวบ้านทุกครอบครัวกลับมามีบ้านเป็นของตัวเองอีกครั้ง

การดูถูกดูหมิ่นหรือว่าร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย เพราะสิ่งที่หลายคนมองว่าไร้สาระ บางครั้งมันก็สร้างประโยชน์ได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

นับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ครอบครัวนักปั้นออกไปนั่งปั้นดินเล่นกัน  นอกจากรอบตัวของพวกเขาจะมีนก, กระต่าย, กระรอกและกระแตมาล้อมวงดูพวกเขาปั้นดินแล้ว  ชาวบ้านทั้ง หลายยังพาลูกหลานมาหัดปั้นดินกับครอบครัวนักปั้นด้วย 

ในที่สุด เรื่องราวของครอบครัวนักปั้นกับชาวบ้านทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวพ่อแม่ลูกกำลังปั้นตุ๊กตาดินรูปสัตว์อย่างมีความสุข
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

เด็กน้อยกับปิศาจ : นิทานสอนใจเรื่องความรอบคอบ

นิทานเรื่องนี้เล่าถึง “เด็กน้อยผู้มีน้ำใจ” ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำสอนของแม่ให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเขาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้พื้นดิน เด็กน้อยไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยทันทีโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา แต่สิ่งที่เขาช่วยกลับไม่ใช่คนตกทุกข์ได้ยาก หากแต่เป็น “ปิศาจร้าย” ที่ถูกขังไว้ในหม้อมนตรา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เด็กน้อยต้องเผชิญบทเรียนสำคัญของชีวิต ความใจดีที่ขาดความรอบคอบอาจกลายเป็นอันตรายต่อตัวเองและคนที่รักได้ เด็กน้อยต้องใช้ไหวพริบเอาตัวรอดจากปิศาจผู้เนรคุณ ด้วยความกล้า ความฉลาด และความรักที่มีต่อแม่ของเขา

นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับปิศาจ” ไม่ได้สอนเพียงเรื่องของความกล้าและความดีเท่านั้น แต่ยังสอนให้เด็กรู้จักใช้ “สติ” และ “การคิดไตร่ตรอง” ก่อนลงมือทำสิ่งใด เพื่อให้ความดีที่ทำกลายเป็นพลังแห่งปัญญา ไม่ใช่ความประมาทที่นำภัยมาสู่ตนเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับแม่ผู้เป็นที่รักของเขา

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยสะพายย่ามออกไปเก็บผักและหาหน่อไม้ในป่าเพื่อนำมาให้แม่ทำกับข้าว จู่ ๆ เด็กน้อยก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากใต้พื้นดิน

เด็กน้อยนึกถึงคำที่แม่เคยสอนให้เขารู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เด็กน้อยจึงตัดสินใจขุดดินจนกระทั่งพบหม้อดินซึ่งมีปิศาจถูกขังอยู่ในนั้น

เมื่อเจ้าปิศาจรู้ว่าเด็กน้อยแสนซื่อเป็นคนขุดดินจนเจอหม้อมนตรา มันจึงแกล้งทำเสียงน่าสงสารแล้วร้องขอให้เด็กน้อยช่วยปล่อยมันออกไปจากหม้อ

เด็กน้อยฟังคำของเจ้าปิศาจก็นึกเห็นใจจนลืมคิดให้รอบคอบ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหลงกลแกะผ้ายันต์ที่ปิดปากหม้อออก แล้วปล่อยให้เจ้าปิศาจร้ายได้เป็นอิสระ

เมื่อเจ้าปิศาจออกมาสู่โลกภายนอก มันก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น หลังจากนั้น มันก็คว้าตัวเด็กน้อยเอาไว้ด้วยมืออันใหญ่ยักษ์ของมัน พร้อมกับอ้าปากกว้างทำท่าจะจับเด็กน้อยกินให้หายหิว

เด็กน้อยตกใจมากที่เห็นเจ้าปิศาจคิดเนรคุณ แต่เด็กน้อยก็ยังพอมีสติ เขาจึงรีบตะโกนบอกเจ้าปิศาจให้ใจเย็น ๆ แล้วขอร้องเจ้าปิศาจว่า “หากท่านคิดจะกินหนู อย่างน้อย…ในฐานะที่หนูช่วยท่านเอาไว้ หนูอยากขออนุญาตไปลาแม่และขอกินอาหารแสนอร่อยฝีมือแม่อีกสักครั้งจะได้ไหม”

เมื่อเด็กน้อยพูดถึงแม่และอาหารฝีมือแม่ เจ้าปิศาจซึ่งจากแม่มานานก็เห็นใจ มันจึงยอมปล่อยตัวเด็กน้อยเป็นการชั่วคราว โดยมันขอตามไปชิมอาหารที่แม่ของเด็กน้อยทำด้วย

เด็กน้อยโล่งใจที่เขารอดพ้นจากการถูกกินมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ในขณะเดียวกัน การพาปิศาจกลับบ้านก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะมันอาจจับแม่ของเขากินเสียอีกคนหนึ่ง เด็กน้อยไม่อยากให้แม่ได้รับอันตราย เขาจึงคิดแผนจัดการกับเจ้าปิศาจด้วยการสืบหาจุดอ่อนของมัน

หลังจากที่เด็กน้อยพาเจ้าปิศาจเดินวนอยู่ในป่าและหลอกถามสลับกับเยินยอต่าง ๆ นานา ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้รู้ว่าบุคคลที่เจ้าปิศาจกลัวจนหัวหดก็คือฤาษีจอมขมังเวทย์ผู้ซึ่งเป็นคนเนรมิตหม้อมนตราและจับเจ้าปิศาจขังเอาไว้นานนับร้อย ๆ ปี

แม้ตอนนี้เด็กน้อยจะไม่รู้ว่าท่านฤาษียังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่เขาก็มีแผนดี ๆ ที่น่าจะทำให้เขาจัดการกับเจ้าปิศาจได้สำเร็จ

เมื่อเด็กน้อยคิดแผนการได้ เขาก็พาปิศาจเดินวนกลับไปยังจุดที่เขาขุดเจอหม้อมนตรา เด็กน้อยรอจังหวะที่เจ้าปิศาจเผลอแล้วจึงรีบทำตามแผนที่วางไว้ จากนั้น เด็กน้อยก็พาปิศาจเดินตรงไปยังชายป่าซึ่งเป็นเส้นทางสู่บ้านของเขา…ในช่วงที่แม่กำลังทำอาหารอยู่พอดี

กลิ่นหอมของอาหารฝีมือแม่ทำให้เจ้าปิศาจท้องร้องจ๊อก ๆ เมื่อเด็กน้อยเห็นเจ้าปิศาจหิวจนขาดสมาธิ เด็กน้อยจึงแกล้งบอกเจ้าปิศาจว่า “ท่านปิศาจจ๋า หนูเพิ่งนึกได้ว่าที่ปากทางก่อนออกจากป่า มีอาศรมของฤาษีตั้งอยู่ตรงนั้นด้วย บางทีอาจจะเป็นที่พักของฤาษีจอมขมังเวทย์ก็ได้ หนูว่าท่านน่าจะแปลงร่างให้เล็กลงแล้วเข้าไปซ่อนอยู่ในย่ามของหนูเสียก่อนนะ”

เจ้าปิศาจที่หิวจัดเห็นว่าการเข้าไปหลบอยู่ในย่ามของเด็กน้อยแสนซื่อไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันจึงแปลงกายแล้วกระโจนเข้าไปในย่ามของเด็กน้อยอย่างไม่รอช้า

ทันทีที่เจ้าปิศาจกระโดดเข้าไปในย่าม เด็กน้อยก็รีบหยิบผ้ายันต์ที่เขาแอบซุกเอาไว้ออกมา แล้วจัดการนำมันปิดปากหม้อมนตราที่เขาซ่อนเอาไว้ในย่ามตามแผนที่วางไว้

เมื่อเด็กน้อยใช้ยันต์ของฤาษีจอมขมังเวทย์ปิดปากหม้อมนตราแล้ว เจ้าปิศาจจึงถูกขังอยู่ในหม้อใบนั้นดังเดิม

เจ้าปิศาจเพิ่งรู้ตัวว่ามันโดนเด็กน้อยหลอกให้หลงกลอย่างคาดไม่ถึง มันพยายามโอด-ครวญสุดชีวิต แต่คราวนี้เด็กน้อยไม่เชื่อคารมของมันอีกแล้ว มิหนำซ้ำ…เด็กน้อยยังเขียนข้อความเตือนไว้ไม่ให้ใครเผลอแกะผ้ายันต์ออกจากปากหม้ออีกเป็นอันขาด

เด็กน้อยดีใจเหลือเกินที่เขาสามารถจัดการกับเจ้าปิศาจได้สำเร็จ แม้การช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นสิ่งที่ดี แต่เด็กน้อยก็ได้เรียนรู้แล้วว่า เขาควรคิดให้รอบคอบและช่วยแต่คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ เท่านั้น

เด็กน้อยยิ้มและถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังจากนั้น เขาก็จัดการฝังหม้อมนตราให้พ้นหูพ้นตาของผู้คนทั้งหลาย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความดีต้องมาพร้อมกับสติและการไตร่ตรองเสมอ
  • อย่าตัดสินใจช่วยใครเพียงเพราะคำพูดหรือความสงสารในชั่วขณะ
  • คนฉลาดคือคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง
  • ความรักและความห่วงใยในครอบครัวเป็นพลังให้เราฝ่าฟันอันตรายได้
ภาพเด็กน้อยถือย่ามยืนมองหม้อดินที่มีปิศาจถูกขังอยู่ เป็นฉากในนิทานเรื่องเด็กน้อยกับปิศาจ
เด็กน้อยผู้มีน้ำใจเผชิญหน้ากับปิศาจร้ายจากหม้อมนตรา
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

แผนลับปราบแผนร้าย : นิทานคุณธรรมเรื่องความร่วมมือและพลังแห่งศิลปะ

ในโลกของนิทาน พ่อมดมักเป็นตัวแทนของเล่ห์กลและอำนาจลึกลับที่สามารถพลิกให้สิ่งดีงามกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายได้ในพริบตา แต่ในขณะเดียวกัน พ่อมดก็เป็นภาพสะท้อนของ “ใจมนุษย์” ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ หากมีแสงแห่งปัญญาและความงามคอยส่องนำทาง

“แผนลับปราบแผนร้าย” เป็นนิทานแนวศิลปะที่งดงามและลึกซึ้ง ถ่ายทอดเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อแข่งขันเอาชนะกัน แต่มีไว้เพื่อเชื่อมใจผู้คนให้เข้าใจซึ่งกันและกัน ผ่านพลังแห่งภาพวาดและหัวใจที่อ่อนโยนของศิลปิน

นิทานเรื่องนี้จะพาผู้อ่านไปสัมผัสกับเวทมนตร์อีกแบบหนึ่ง เวทมนตร์ที่ไม่ได้เกิดจากคาถาในตำรา แต่เกิดจาก “ความงาม” ที่ปลุกความดีในใจของทุกคนให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

นานมาแล้ว มีพ่อมดเจ้าเล่ห์ตนหนึ่ง ปรารถนาที่จะปลูกฝังนิสัยชอบชิงดีชิงเด่นให้เกิดขึ้นในใจของมนุษย์  ด้วยเหตุนี้  พ่อมดจึงแปลงกายเป็นนักจัดการประกวด  แล้วเนรมิตสนามประลองฝีมือขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการแข่งขันชิงชัยต่าง ๆ

พ่อมดเจ้าเล่ห์ยืนบนเวทีประกวดศิลปะในนิทานเรื่อง แผนลับปราบแผนร้าย ท่ามกลางผู้ชมและผู้เข้าแข่งขัน
พ่อมดเจ้าเล่ห์ผู้ใช้กลอุบายจัดการแข่งขันศิลปะ เพื่อปลุกความริษยาในใจมนุษย์ จากนิทาน “แผนลับปราบแผนร้าย”

พ่อมดพยายามจัดการประกวดสำหรับทุกเพศทุกวัย เพื่อปลุกเร้าให้ผู้คนเกิดความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะผู้อื่น   พ่อมดจัดการแข่งขันคิดเลขเร็วสำหรับเด็ก ๆ    จัดการประกวดความงามสำหรับหนุ่มสาว   จัดงานแข่งตำหมากสำหรับผู้สูงอายุ  พ่อมดคิดการประกวดได้สารพัดรูปแบบ 

ผู้ชนะซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า ต่างพอใจที่ตนมีความสามารถเหนือกว่าคู่แข่งขัน   ฝ่ายผู้แพ้ที่มีจำนวนมากกว่า ก็พาลนึกเคียดแค้นและรอโอกาสที่จะได้กลับมาแก้มือกับผู้ชนะอีกสักครั้ง   ไม่ช้าไม่นานนัก  คนที่ติดบ่วงแห่งเล่ห์กลของพ่อมดก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นจนน่าเป็นห่วง

วันหนึ่ง  พ่อมดเกิดนึกสนุกอยากจัดการแข่งขันประชันฝีมือทางศิลปะ   ดังนั้น  มันจึงวางแผนยุยงให้ผู้คนส่งนักวาดรูปฝีมือดีมาแข่งกันเพื่อค้นหาผู้ชนะ

ครูไม้เป็นศิลปินใจดีที่ชาวเมืองสีน้ำขอร้องให้เข้าร่วมการแข่งขัน  ส่วนครูอ้อยเป็นนักวาดรูปสาวแสนสวยที่เมืองคู่แข่งส่งเข้าร่วมชิงชัยในงานนี้   ทั้งครูไม้และครูอ้อยต่างไม่อยากเข้าแข่งขันเลยสักนิด  เพราะศิลปะไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เพื่อใช้ต่อสู้เอาชนะกัน  แต่ศิลปะมีไว้เพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ทุกคนรักกันต่างหาก   อย่างไรก็ดี  ครูไม้และครูอ้อยกลับตกลงเข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะทั้งคู่มีแผนลับบางอย่างที่ตั้งใจจะต้องทำให้ได้

ครูไม้และครูอ้อยกำลังวาดภาพอย่างตั้งใจในนิทานเรื่อง แผนลับปราบแผนร้าย แสดงพลังแห่งศิลปะและความร่วมมือ
สองศิลปินใจดีเริ่มวาดภาพเพื่อใช้แผนลับปราบพ่อมดเจ้าเล่ห์ ด้วยพลังแห่งศิลปะและความเมตตา

เมื่อวันประกวดมาถึง  ครูไม้ซึ่งชอบวาดรูปสัตว์ก็ตวัดพู่กันวาดรูปช้างพ่นน้ำได้อย่างมีชีวิตชีวาที่สุด   ในขณะเดียวกัน  เมื่อครูอ้อยเห็นภาพช้างของลุงอุ้ยอ้าย  เธอจึงบรรจงวาดรูปดอกไม้สี หวาน ชูกิ่งก้านอาบสายฝนที่แสนสดชื่น   พ่อมดดีใจที่เห็นศิลปินสองคนหลงกลเข้ามาปะทะฝีมือกัน   ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ…คนที่เอาใจช่วยนักวาดภาพทั้งสองก็ย่อมต้องเกิดความรู้สึกที่อยากจะดีเด่นเหนืออีกฝ่ายหนึ่งแน่ ๆ    พ่อมดนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ  และเมื่อศิลปินทั้งสองวาดรูปเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พ่อมดก็ส่งข่าวป่าวร้องให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมลงคะแนนตัดสินศึกศิลปะในครั้งนี้

แต่ก่อนที่ผู้คนจะลงคะแนน  ครูไม้กับครูอ้อยก็เริ่มดำเนินการตามแผนลับที่พวกตนแอบเตรียมเอาไว้  โดยทั้งคู่ช่วยกันนำภาพที่ตนเองวาดมาวางลงคู่กัน  ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ มันทำให้เกิดภาพใหม่ เป็นรูปช้างกำลังรดน้ำให้แก่ดอกไม้ มองดูสวยงามและกลมกลืนกันอย่างน่าอัศจรรย์

ครูไม้และครูอ้อยนำภาพของตนมาวางเคียงกัน กลายเป็นภาพช้างรดน้ำดอกไม้จากนิทานเรื่อง แผนลับปราบแผนร้าย

ผู้คนต่างส่งเสียงอื้ออึงเมื่อได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งดูสมบูรณ์แบบ และลงตัวกว่าภาพเดี่ยวของทั้งคู่เป็นไหน ๆ   ภาพดอกไม้ที่ได้รับพลังแห่งความสดชื่นจากเจ้าช้างน้อย  ทำให้ผู้คนได้สติและตระหนักว่า  การแข่งขันเพื่อช่วงชิงชัยชนะมีค่าเทียบไม่ได้กับการร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้น   เมื่อผู้คนคิดได้ดังนั้นแล้ว  แผนร้ายของพ่อมดที่อยากให้ผู้คนนิยมชมชอบการชิงดีชิงเด่นจึงล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า

หลายคนอาจวิตกว่าพ่อมดคงคิดหาวิธีล่อหลอกให้ผู้คนหลงผิดอีกเป็นแน่  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  เมื่อพ่อมดได้เห็นภาพของนักวาดภาพทั้งสองท่านแล้ว  ความคิดที่ชั่วร้ายต่าง ๆ ก็กลับสลายไปด้วยพลังแห่งความงามของภาพเขียนและความร่วมมือร่วมใจกันของนักวาดภาพทั้งสอง

ในที่สุด  พ่อมดก็กลับใจเป็นคนดี และขอฝากเนื้อฝากตัวเรียนรู้วิธีการวาดรูปสวย ๆ กับครูไม้และครูอ้อยนั่นเอง   ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก  พ่อมดผู้หลงใหลในศิลปะก็กลายเป็นศิลปินชื่อดัง ที่คอยสร้างสรรค์ผลงานแสนสวย เพื่อกล่อมเกลาหัวใจของคนทั่วทั้งโลกให้อ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การร่วมมือกันย่อมมีค่ามากกว่าการแข่งขันเอาชนะกัน
  • ศิลปะมีพลังกล่อมเกลาจิตใจให้ละอายต่อความชั่ว
  • ความงามและความดีสามารถเปลี่ยนใจผู้ที่หลงผิดได้
  • การให้อภัยและการร่วมแรงร่วมใจนำความสุขมาสู่ทุกฝ่าย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

คำสอนของแม่ – นิทานก่อนนอนสอนใจที่อบอุ่นและให้พลังใจแก่ทุกคน

นิทานต่อไปนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งลงใน นิตยสารขวัญเรือน และเคยนำลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ นิทานนำบุญ สาขา 2 ซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว ในโอกาสที่เว็บไซต์ นิทานนำบุญ กำลังปรับปรุงเนื้อหาและยุติการเผยแพร่นิทานบางส่วน ผมจึงอยากนำนิทานเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่อาจมีผู้อ่านไม่มากนัก กลับมาเผยแพร่อีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังใจของเด็กหญิงคนหนึ่งผู้เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เธอมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่นในคำสอนของแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา เรื่องราวสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และความพยายามในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจจริง เป็นนิทานที่จะทำให้ผู้อ่านได้ทั้งความอบอุ่นและแรงบันดาลใจในเวลาเดียวกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวน้อยคนหนึ่งชื่อว่า “ลินลา” ลินลาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับแม่และน้องอีกสองคน ครอบครัวของลินลามีฐานะไม่สู้ดีนัก หนำซ้ำ แม่ของลินลาก็อายุมากแล้ว ลินลาจึงอยากหางานทำเพื่อนำเงินมาดูแลแม่และน้อง ๆ ให้มีชีวิตสุขสบายกว่าที่เป็นอยู่

วันหนึ่ง ลินลาทราบข่าวว่า พระราชินีทรงต้องการสาวใช้คนใหม่ไปทำงานในวัง แม้ลินลาจะไม่รู้ระเบียบวิธีในการทำงานรับใช้เจ้านายในวังมาก่อน แต่เธอก็คิดว่า นี่คงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เธอดูแลแม่กับน้อง ๆ ให้สุขสบายได้เร็วขึ้น ลินลาจึงขออนุญาตแม่ไปสมัครทำงาน ทั้ง ๆ ที่เธอก็แอบหวั่นใจอยู่ไม่ใช่น้อย

ก่อนออกเดินทาง แม่ของลินลากอดลูกสาวคนดีเอาไว้ในอ้อมอก พร้อมกับให้กำลังใจว่า “งานทุกอย่าง…ถ้าเราเอาใจใส่ ก็ไม่มีอะไรยากจนเราทำไม่ได้หรอกนะลูก”

คำสอนของแม่ทำให้ลินลาอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ลินลากอดแม่แนบแน่น จากนั้น เธอก็ลาแม่เพื่อเดินทางไปยังพระราชวังตามที่ตั้งใจเอาไว้

เมื่อมาถึงพระราชวัง ลินลาพบว่ามีสาวชาวบ้านแห่แหนกันมาสมัครเป็นสาวใช้ในวังนับได้เกือบหนึ่งร้อยคน แต่เนื่องจากตำแหน่งที่ว่างมีเพียงตำแหน่งเดียว นางข้าหลวงในวังจึงต้องทดสอบเด็กสาวแต่ละคนว่าจะทำงานได้ดีสักแค่ไหน

งานแรกที่ลินลาต้องลองทำคือการดูแลที่นอนในห้องบรรทมของพระราชา ลินลาไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรบ้าง เธอค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเริ่มงานด้วยการซักผ้าปูที่นอนจนสะอาดเอี่ยม แล้วนำมันไปตากให้หอมกลิ่นแดด จากนั้น เธอก็นำผ้ามาปูบนเตียงจนเรียบตึง แล้วนำดอกไม้หอมจัดใส่แจกันตั้งไว้ในห้อง เมื่อพระราชาที่เหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวันได้เห็นเตียงที่ปูอย่างเรียบร้อยและหอมสะอาดเป็นพิเศษ แถมยังมีกลิ่นดอกไม้ชวนให้สบายใจ พระองค์จึงนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน

วันต่อมา ลินลาได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนดอกไม้ของพระราชินี ในตอนแรก ลินลาไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรบ้าง เธอค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเริ่มงานด้วยการตัดหญ้าให้เป็นระเบียบ, ตัดแต่งพุ่มไม้ให้ได้รูป, เช็ดถูม้านั่งจนสะอาด, นำก้อนหินน้อยใหญ่มาเรียงเป็นแนวเพิ่มความงามให้กับทางเดินในสวน, หาบ้านนกหลังเล็ก ๆ มาแขวนไว้ตามต้นไม้ แล้วเอาอ่างน้ำมาวางกลางสนามเพื่อให้นกมีน้ำสะอาดดื่มกิน เมื่อพระราชินีผู้มีจิตใจอ่อนโยนเสด็จมาเห็นสวนสวยที่มีชีวิตชีวาด้วยเสียงนกร้อง พระองค์ก็ทรงยิ้มและรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

วันสุดท้าย นางข้าหลวงมอบหมายให้ลินลาทำของหวานให้เจ้าชายกับเจ้าหญิงองค์น้อยที่อ้วนตุ้ยนุ้ยเสวยตามสูตรที่ทั้งสองพระองค์ทรงชอบ ลินลาดูสูตรขนมแล้วค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ จากนั้น ลินลาก็ตัดสินใจทำของหวานโดยลดน้ำตาลจากเดิมลงถึงครึ่งหนึ่ง เพราะเธอห่วงสุขภาพของเจ้าชายและเจ้าหญิง ลินลาใช้วิธีจัดแต่งของหวานในจานเป็นรูปสัตว์น่ารัก ๆ เพื่อทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงสนใจในหน้าตาของขนมมากกว่ารสหวานที่ลดน้อยลง ซึ่งเมื่อเจ้าชายกับเจ้าหญิงได้เห็นและชิมขนมที่ลินลาทำ ทั้งคู่ก็นั่งกินขนมแสนน่ารักของลินลากันอย่างมีความสุข

เมื่อถึงวันตัดสินผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสาวใช้ในวัง หญิงสาวหลายคนต่างคาดเดาว่าลินลาคงได้เป็นสาวใช้คนใหม่อย่างแทบไม่ต้องสงสัย แต่ทันทีที่นางข้าหลวงประกาศผลผู้ที่ได้รับเลือก ทุกคนก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน เพราะผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นสาวใช้คนใหม่ กลับไม่ใช่ลินลาอย่างที่หลาย ๆ คนคิด!

ลินลาผิดหวังที่เธอไม่ได้รับเลือกและหมดโอกาสทำงานหาเงินไปดูแลแม่กับน้อง ๆ แต่ในขณะที่ลินลากำลังสิ้นหวังอยู่นั้น จู่ ๆ พระราชินีก็เสด็จเข้ามาในห้อง แล้วเดินตรงมาหาลินลาโดยที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน

เมื่อพระราชินีมายืนต่อหน้าลินลา พระองค์ก็ทรงกล่าวกับสาวน้อยผู้แสนดีว่า “คนที่เอาใจใส่ต่อการทำงานอย่างหนู คงไม่เหมาะที่จะเป็นเพียงสาวใช้ในวังเท่านั้น ชั้นอยากให้หนูมาเป็นพระพี่เลี้ยงของเจ้าชายกับเจ้าหญิง และคอยดูแลทั้งสองพระองค์ให้เติบโตอย่างมีความสุขจะได้ไหม”

ลินลาตกใจมากที่พระราชินีทรงเชื่อใจให้เธอดูแลพระโอรสและพระธิดาที่พระองค์รักดั่งแก้วตาดวงใจ แต่เมื่อพระราชินีทรงยืนยันว่าพระองค์เชื่อในความเอาใจใส่ของลินลาที่น่าจะดูแลเจ้าชายกับเจ้าหญิงได้อย่างวิเศษ ลินลาจึงรู้สึกปลาบปลื้มและรับทำงานให้พระราชินีด้วยความ เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุด ลินลาก็มีงานทำและสามารถดูแลแม่กับน้อง ๆ ได้สมดังที่เธอหวังเอาไว้ ลินลามีความสุขมาก เธอนึกขอบคุณคำสอนของแม่ พร้อมกับสัญญากับตัวเองว่า เธอจะทำงานทุกงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความเอาใจใส่ และจะตั้งใจทำงานทั้งหลายอย่างสุดความสามารถ

#นิทานนำบุญ

Posted in #นิทานตลก, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ

บทสวดหนู – นิทานญี่ปุ่นก่อนนอนแสนสนุก

“บทสวดหนู” (ねずみきょう – Nezumi-kyō) เป็นนิทานพื้นบ้านจากประเทศญี่ปุ่นที่เล่าต่อกันมาในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในหมู่บ้านชนบทที่มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและชินโต เรื่องราวของคุณยายผู้ศรัทธาในศาสนา แม้ไม่รู้บทสวดมนต์ ก็ยังตั้งใจภาวนาอย่างสม่ำเสมอ จนวันหนึ่งได้พบพระหลงทางที่จำบทสวดไม่ได้ จึงสวดมนต์ด้นสดโดยใช้เหตุการณ์ตรงหน้าเป็นแรงบันดาลใจ กลายเป็นบทสวดแปลก ๆ ที่ฟังดูขบขันแต่กลับมีพลังปกป้องคุณยายจากภัยร้ายอย่างเหลือเชื่อ

จุดเด่นของนิทานเรื่องนี้อยู่ที่การผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและความศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ใจ ตัวละครมีความน่ารักและมีมิติ โดยเฉพาะคุณยายที่แม้จะไม่เข้าใจหลักธรรมอย่างลึกซึ้ง แต่กลับมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความตั้งมั่นและเมตตา บทสวดที่ดูไร้สาระในสายตาของบางคน กลับกลายเป็นเครื่องป้องกันภัยจากโจรผู้ไม่รู้จักธรรมะ เป็นการสะท้อนว่า “ศรัทธา” ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่ความจริงใจและความตั้งใจในการปฏิบัติ

ในฉบับภาษาไทยที่เรียบเรียงใหม่นี้ ได้มีการเพิ่มเติมสีสันของภาษาและอารมณ์ขันให้เหมาะกับผู้อ่านไทย โดยยังคงเคารพโครงเรื่องและเจตนารมณ์ของนิทานต้นฉบับอย่างเคร่งครัด การใช้ภาษาสวดมนต์แบบด้นสดที่มีจังหวะและเสียงที่ฟังแล้วขบขัน ช่วยให้เด็ก ๆ และผู้ใหญ่สามารถเข้าถึงเรื่องราวได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านได้หัวเราะและไตร่ตรองไปพร้อมกัน นิทานเรื่องนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการอ่านในครอบครัว หรือใช้เป็นสื่อเสริมสร้างคุณธรรมในห้องเรียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ บนภูเขาตามลำพัง คุณยายเป็นคนที่เลื่อมใสในศาสนามาก ทุกเย็น คุณยายจะนั่งพนมมืออยู่ที่หน้าหิ้งพระ ทั้ง ๆ ที่คุณยายไม่รู้จักบทสวดมนต์เลยแม้สักนิด

วันหนึ่ง มีพระ (ในศาสนาชินโต) รูปหนึ่งหลงทางผ่านมาและกำลังลำบาก พระจึงเอ่ยปากขออาศัยที่บ้านของคุณยายหนึ่งคืน เพราะการเดินทางบนภูเขาในยามดึกคงเป็นเรื่องที่อันตรายมากเกินไป

คุณยายนิมนต์พระเข้ามาในบ้านด้วยความยินดี จากนั้น คุณยายก็ขอให้พระ ช่วยสอนถ้อยคำในบทสวดมนต์ให้คุณยายได้รู้

พระหลงทางรูปนั้นเป็นผู้บวชที่มีนิสัยเกียจคร้าน ไม่ใส่ใจการภาวนาหรือกิจของพระสงฆ์อย่างที่ควรปฏิบัติ พระหลงทางจึงจำบทสวดไม่ได้ ดังนั้น พระหลงทางจึงต้องทำทีไปนั่งที่หน้าหิ้งพระ แล้วหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในขณะนั้น พระหลงทางมองเห็นหนูตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากรูที่ผนังบ้าน พระหลงทางจึงแสร้งสวดมนต์ออกมาด้วยสำเนียงการสวดแบบโบราณที่ยานคางแต่เข้มขลังว่า “นะ…..โม…..ตัส….สะ….หนู…มา…ทำ….ไม…น่ะ”

ทันใดนั้น หนูตัวที่สองก็โผล่ออกมาอีก พระจึงสวดมนต์ต่อไปว่า “ทุติ ยัมปิ นะ….โม…..ตัส…..สะ…. มา….อีก…..แล้ว……น่ะ”

ฉับพลัน หนูตัวที่สามก็โผล่ออกมาอีก พระหลงทางจึงสวดมนต์ต่อไปว่า “ตติ ยัมปิ นะ…..โม…..ตัส……สะ…. นั่นแน่….ยัง…..มา…..อีก…..น่ะ ”

เมื่อท่องบทสวดมนต์จบ 3 รอบ พระหลงทางต้องการไล่หนูเพื่อกลบเกลื่อนหลักฐาน พระจึงตะคอกเสียงดังว่า “ไป ๆ อย่าหาทำ อย่าก่อกรรม จำขึ้นใจ สา……ธุ สา….ธุ สา…..ธุ”

พระหลงทางกำชับให้คุณยายสวดมนต์ตามนี้ คุณยายดีใจที่ได้รู้บทสวดมนต๋เสียที หลังจากพระลาจากไปแล้ว คุณยายจึงท่องบทสวดมนต์ทุกวันทั้งเช้าและเย็นเมื่อมาอยู่ที่หน้าหิ้งพระ

เย็นวันหนึ่ง มีโจร 3 คนแอบย่องเข้ามาที่บ้านของคุณยาย ซึ่งในขณะนั้น คุณยายกำลังท่องบทสวดมนต์อยู่ที่หน้าหิ้งพระอยู่พอดี

เมื่อโจรคนแรกชะโงกเข้าไปดูและเห็นยายนั่งหันหลังทำอะไรบางอย่างอยู่ จู่ ๆ คุณยายที่กำลังสวดมนต์ก็เปล่งเสียงออกมาเป็นทำนองสวดซึ่งฟังดูแปลกหูและน่ากลัวสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยว่า ” “นะ….โม….. ตัส….สะ…. หนู…มา…ทำ….ไม…น่ะ”

โจรทั้งแปลกใจทั้งตกใจ เขาไม่แน่ใจว่ายายที่หันหลังอยู่พูดว่าอะไร แต่ในขณะที่โจรคนที่สองชะโงกหน้าเข้ามา คุณยายก็เปล่งเสียงออกมาพอดีว่า “ทุติ ยัมปิ นะ….โม…..ตัส…..สะ…. มา….อีก…..แล้ว……น่ะ”

โจรทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ และเมื่อโจรคนที่สามชะโงกหน้าเข้ามา คุณยายก็เปล่งเสียงออกมาพอดีว่า “ตติ ยัมปิ นะ…..โม…..ตัส……สะ…. นั่นแน่…..ยัง…..มา…..อีก…..น่ะ ”

โจรทั้งสามคนตกใจและคิดปรุงแต่งไปว่า ยายแก่ที่อาศัยในบ้านบนภูเขาตามลำพังคนนี้ คงไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะดูเหมือนว่ายายจะมี “ตาที่สาม” อยู่ที่ด้านหลัง ทำให้เห็นว่าใครเข้ามาในบ้านบ้าง

ในขณะที่โจรทั้งสามกำลังตื่นกลัวกันอยู่นั้น คุณยายก็สวดมนต์ตามที่พระสอน โดยตะคอกเสียงดังว่า “ไป ๆ อย่าหาทำ อย่าก่อกรรม จำขึ้นใจ”

เมื่อโจรทั้งสามได้ฟัง พวกโจรก็ตกใจจนขาสั่น จากนั้น โจรทั้งสามก็พากันวิ่งหนีออกจากบ้านของคุณยายไปแบบไม่คิดชีวิต

ฝ่ายคุณยายซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เมื่อท่องบทสวดตามที่พระสอนแล้ว คุณยายก็ปิดท้ายการสวดมนต์อย่างอิ่มใจว่า “สา……ธุ สา….ธุ สา…..ธุ” และแล้ว เรื่องราวของคุณยายและบทสวดมนต์แปลก ๆ นี้ ก็จบลงด้วยดี

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

  • ศรัทธาที่บริสุทธิ์ แม้ไม่สมบูรณ์แบบ ก็สามารถปกป้องและนำพาสิ่งที่ดีงามมาสู่ชีวิตได้
  • ความกลัว มักเกิดจากการคิดและปรุงแต่งไปเกินความจริง