Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, เพลงเล่านิทาน

เพลงเล่านิทาน : โทรศัพท์ข้ามมิติ – เด็กกำพร้าและสายใยความคิดถึง

“โทรศัพท์ข้ามมิติ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมแต่งขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อนำมาทำเป็น เพลงเล่านิทาน กลับกลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและน่าประทับใจ เพลงนี้เล่าเรื่องของเด็กกำพร้าผู้มีจินตนาการและความคิดถึงอันลึกซึ้ง เขาประดิษฐ์โทรศัพท์จากของเล่นธรรมดา เพื่อสื่อสารกับคนที่เขารักที่สุด แม้จะอยู่ไกลแสนไกล

ผมเลือกเพลงเล่านิทานเรื่องนี้มาเผยแพร่ในเว็บไซต์ นิทานนำบุญ เพราะเชื่อว่าเสียงเพลงและเรื่องราวในนิทานจะช่วยปลอบโยนหัวใจของผู้ฟังทุกวัย โดยเฉพาะในวันที่รู้สึกเหงา เพลงนี้อาจเป็นสายใยเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงความรัก ความคิดถึง และความหวังไว้ด้วยกัน

เมื่อฟังเพลงนี้ไปแล้ว หากใครจำเนื้อเรื่องไม่ได้ ผมเรียบเรียงเนื้อเรื่องแบบย่อไว้ให้ทบทวนความทรงจำด้วยครับ

เด็กกำพร้าช่างคิดคนหนึ่งมีความฝันอยากสร้างโทรศัพท์ที่ไม่เหมือนใคร เขาจึงประดิษฐ์ “โทรศัพท์ข้ามมิติ” จากถ้วยพลาสติก ด้าย และปากกา แม้จะดูเหมือนโทรศัพท์กระป๋องธรรมดา แต่เขาเชื่อว่ามันสามารถเชื่อมต่อหัวใจถึงคนที่อยู่ไกลได้

เมื่อเพื่อนถามว่าเขาจะโทรหาใคร เด็กน้อยจึงพูดผ่านสายว่า “พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูคิดถึงพ่อกับแม่สุดหัวใจ…” แล้วเงียบฟังด้วยความหวัง

แม้จะมีเพียงเสียงลมและใบไม้ แต่ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เสียงอ่อนโยนก็ดังขึ้นว่า “ได้ยินแล้วนะ คิดถึงเหมือนกันนะ…”

ฝนโปรยลงมาเบา ๆ ทั้งสองเด็กกำพร้ากอดกันแน่น พร้อมถือโทรศัพท์ข้ามมิตินั้นกลับบ้าน เผื่อวันใดที่หัวใจเหงา พวกเขาจะได้ใช้มันพูดคุยกับคนที่รัก…แม้จะอยู่ไกลแสนไกล แต่ไม่ไกลเกินใจจะคิดถึง.

ถ้าใครอยากอ่านนิทานก่อนนอนเรื่อง โทรศัพท์ข้ามมิติ ในเวอร์ชั่นที่ผมเรียบเรียงไว้แบบเต็มเรื่อง (มีรายละเอียดมากกว่าฉบับย่อ) สามารถอ่านได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างนี้

เด็กชายและเด็กหญิงนั่งคุยกันผ่านโทรศัพท์กระป๋องในทุ่งหญ้า สื่อถึงความคิดถึงและจินตนาการในนิทานโทรศัพท์ข้ามมิติ
เด็กชายและเด็กหญิงนั่งคุยกันผ่านโทรศัพท์กระป๋องในทุ่งหญ้า สื่อถึงความคิดถึงและจินตนาการในนิทานโทรศัพท์ข้ามมิติ
Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานรักโรแมนติก, นิทานสอนใจ, นิทานสำหรับผู้ใหญ่, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของตัวประหลาด – เมื่อความรักเอาชนะรูปลักษณ์

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวโรแมนติกสุดอบอุ่นของเจ้าชายผู้มีรูปลักษณ์ประหลาดกับเจ้าหญิงผู้สวยแต่ไร้ปัญญา ความรักของทั้งคู่ค่อย ๆ ก่อตัวจากความเข้าใจและความเมตตา จนกลายเป็นความรักแท้ที่งดงาม นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่ความรัก ความเข้าใจ และความจริงใจต่างหากที่มีคุณค่าที่แท้จริง เหมาะสำหรับใช้เป็นนิทานก่อนนอน นิทานสอนใจ หรืออ่านเล่นเพื่อเติมแรงบันดาลใจ

นิทานเรื่อง “ความรักของตัวประหลาด” เรียบเรียงจากนิทานคลาสสิกเรื่อง Riquet with the Tuft ซึ่งเป็นนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจมาก แต่ฉบับดั้งเดิมนั้นเขียนด้วยภาษาที่ยุ่งยากต่อการอ่านในปัจจุบัน

ผู้เรียบเรียงจึงพยายามถ่ายทอดเรื่องราวให้อ่านง่ายขึ้น โดยคงไว้ซึ่งสาระสำคัญ และจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับ มีการตัดตัวละครรองที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ให้สื่อความหมายชัดเจนขึ้น และเรียบเรียงเนื้อหาให้เข้าใจได้ง่ายและร่วมสมัย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านจะได้รับทั้งความสนุก ความประทับใจ และแง่คิดดี ๆ จากนิทานเรื่องนี้ และหากมีโอกาส อยากขอชวนให้ลองหาอ่านนิทานฉบับดั้งเดิม เพื่อเปรียบเทียบและค้นพบเสน่ห์ของต้นฉบับด้วยตนเอง

กาลครั้งหนึ่ง มีราชินีองค์หนึ่งทรงให้กำเนิดพระโอรสชื่อ “เจ้าชายริเกต์” ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด

เจ้าชายเกิดมาพร้อมจมูกโตสีแดงระเรื่อ แถมมีกระจุกผมที่กลางศีรษะ ดูคล้ายลูกลิงมากกว่าลูกคน พระราชินีทรงเป็นห่วงเจ้าชายว่าจะถูกผู้คนรังเกียจ และต้องทนทุกข์กับรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดของตนเอง นางฟ้าจึงปลอบพระราชินีว่า “เจ้าชายจะไม่เป็นไร เพราะเจ้าชายมีสติปัญญาที่ชาญฉลาด ทั้งยังมีพรวิเศษที่สามารถมอบสติปัญญาให้คนที่พระองค์รักได้ สติปัญญานี้เองที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาทุกอย่าง” พระราชินีไม่เข้าใจว่าสติปัญญาจะช่วยเจ้าชายได้อย่างไร พระองค์จึงได้แต่หวังว่า คำพูดของนางฟ้าจะเป็นความจริง

เจ็ดปีต่อมา พระราชินีแห่งอาณาจักรข้างเคียงได้ให้กำเนิดพระธิดาที่มีหน้าตางดงามราวกับนางฟ้า พระราชินีทรงเป็นห่วงว่า ความงามอาจทำให้เจ้าหญิงต้องวุ่นวายในการเลือกเจ้าชายรูปงามที่แย่งกันมาเป็นคู่ครอง นางฟ้าจึงปลอบพระราชินีว่า “เจ้าหญิงจะไม่เป็นไร เพราะเจ้าหญิงเกิดมาสวยแต่เซ่อ แค่คุยกับเจ้าชายไม่กี่คำ เจ้าชายทั้งหลายก็คงเบื่อและหนีหายไปหมด”

พระราชินีมีสีหน้าไม่พอใจ นางฟ้าจึงพูดแก้เก้อไปว่า “แต่เพื่อให้ท่านไม่ต้องกังวลใจ ข้าขอมอบพรวิเศษให้เจ้าหญิงเนรมิตบุคคลที่เจ้าหญิงรัก ให้มีหน้าตาดีขนาดไหนก็ได้ ยังไงเจ้าหญิงก็จะมีคู่ครองที่คู่ควร” เมื่อพูดจบ นางฟ้าก็รีบลาจากไป

เมื่อเจ้าหญิงเติบโตขึ้น ความงามของเจ้าหญิงก็เลื่องลือไปทั่ว แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายได้มาพบและพูดคุยกับเจ้าหญิง ความซื่อบื้อของเจ้าหญิงที่สวนทางกับความสวย ก็ทำให้เจ้าชายทุกพระองค์พากันมองเจ้าหญิงเหมือนตัวประหลาด แล้วค่อย ๆ ตีตัวออกห่างไปทีละคน

แม้เจ้าหญิงจะสมองช้าและเบาปัญญากว่าคนทั่วไป แต่พระองค์ทรงมีจิตใจและมีความรู้สึก เจ้าหญิงอยากมีความฉลาดเพิ่มขึ้นสักนิด อย่างน้อย…พระองค์ก็คงไม่ถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาดอยู่เช่นนี้

คืนหนึ่ง เจ้าหญิงผู้น่าสงสารได้แอบเข้าไปในป่าเพื่อหาที่นั่งร้องไห้ เจ้าหญิงโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า

ในช่วงเวลานั้นเอง มีชายแปลกหน้าผูกผมจุกคนหนึ่งได้เดินออกมาจากพุ่มไม้ ซึ่งเขาก็คือ เจ้าชายริเกต์ นั่นเอง เจ้าชายริเกต์เคยเห็นเจ้าหญิงแสนสวยจากภาพวาด ซึ่งพระองค์ก็ทรงหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น

“ท่านร้องไห้ทำไม?” เจ้าชายริเกต์เอ่ยถามเจ้าหญิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เจ้าหญิงเช็ดน้ำตา แล้วตอบอย่างขมขื่นว่า “ข้าเป็นคนสวยแต่เซ่อ ข้าจึงถูกคนอื่นมองเหมือนเป็นตัวประหลาด ข้าอยากมีสติปัญญาแบบคนอื่นบ้าง ท่านเข้าใจข้าไหม?”

เจ้าชายริเกต์ยิ้มอย่างอบอุ่น แล้วตอบว่า “ข้าเข้าใจดี ข้าถูกมองว่าแปลกประหลาดมาตลอดชีวิต แต่ข้าไม่ยอมปล่อยให้ความคิดของผู้อื่น มากำหนดคุณค่าของตัวข้าหรอกนะ”

เจ้าหญิงเงยหน้าขึ้น แล้วตั้งใจฟังคำพูดของเจ้าชายแปลกหน้า โดยที่พระองค์ก็ไม่เข้าใจความหมายสักเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหญิงรู้สึกได้ก็คือ เจ้าหญิงรู้สึกถึงความเข้าอกเข้าใจที่เจ้าชายมีให้ ซึ่งเจ้าหญิงไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน

เจ้าชายริเกต์กล่าวต่อไปว่า “สติปัญญาเป็นสิ่งสำคัญ มันทำให้เราเห็นคุณค่าของตัวเอง และทำให้เรารู้วิธีปฏิบัติตัวให้ผู้อื่นเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของตัวเรา” เจ้าชายริเกต์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า “จริง ๆ แล้ว ข้ามีพรวิเศษที่สามารถมอบสติปัญญาให้คนที่ข้ารักได้ ถ้าเจ้าหญิงต้องการพรข้อนี้ ข้ายินดีมอบให้นะ แต่ท่านต้องตกลงว่าจะแต่งงานกับข้า”

เจ้าหญิงนิ่งคิดอยู่นาน นานจนเจ้าชายอมยิ้ม จากนั้น เจ้าชายก็พูดกับเจ้าหญิงอย่างเอ็นดูว่า “หากท่านยังไม่แน่ใจ ข้าจะให้เวลาท่านคิด 1 ปี ระหว่างนี้ ข้าจะมอบพรวิเศษให้ท่านนำไปใช้ก่อน ท่านจะได้คลายทุกข์ลงบ้าง”

คำพูดของเจ้าชายริเกต์อบอุ่นมาก เจ้าหญิงจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล

หลังจากคืนนั้น เจ้าหญิงที่สวยแต่เซ่อ ได้กลายเป็นเจ้าหญิงผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม พระองค์สามารถพูดจาโต้ตอบได้อย่างน่าฟัง และมีความรอบรู้ในทุก ๆ เรื่อง จนพระราชาผู้เป็นพระบิดายังขอความคิดเห็นจากเจ้าหญิงเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองต่าง ๆ ซึ่งคำแนะนำของเจ้าหญิงล้วนมีประโยชน์และใช้แก้ปัญหาได้จริงชนิดที่ทุกคนพากันทึ่ง

ไม่นานนัก ข่าวเรื่องเจ้าหญิงแสนงามในเวอร์ชั่นใหม่ที่เจิดจรัสด้านสติปัญญาก็แพร่สะพัดจนเจ้าชายรูปงามทั้งหลายพากันมาขอพบเพื่อผูกสัมพันธ์ด้วย

แต่เจ้าหญิงผู้มีสติปัญญาไม่ได้สนใจเจ้าชายเหล่านั้นเลย เพราะพระองค์มัวแต่กังวลใจ เกี่ยวกับข้อตกลงที่พระองค์มีกับเจ้าชายริเกต์”

ในวันที่เจ้าหญิงยังสวยแต่เซ่อ เจ้าหญิงยังงง ๆ กับข้อตกลงดังกล่าว แต่ในเวลานี้ เจ้าหญิงเพิ่งตระหนักว่า ข้อตกลงเรื่องแต่งงานนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะการแต่งงานต้องเกิดขึ้นจากความรัก ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้…พระองค์ไม่แน่ใจตัวเองว่า พระองค์รักเจ้าชายริเกต์บ้างหรือไม่?

เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี เจ้าหญิงได้เดินทางเข้าป่าเพื่อพบกับเจ้าชายริเกต์อีกครั้ง ในเวลานี้ ภายในใจของเจ้าหญิงยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามที่พระองค์ยังหาคำตอบไม่ได้

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงสถานที่นัดพบ เจ้าชายริเกต์ได้ปรากฎตัวในชุดเจ้าบ่าว พร้อมกับกล่าวทักทายเจ้าหญิงอย่างอบอุ่นว่า “เจ้าหญิงตกลงจะแต่งงานกับข้าแล้วใช่ไหม?”

เจ้าหญิงทรงมองตาเจ้าชายริเกต์ แล้วตอบอย่างลังเลว่า “ณ วันนี้ ข้ามีปัญหาที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า ข้ารักท่านหรือไม่ ซึ่งหากข้าไม่ได้รักท่าน ข้าก็ไม่ควรตอบตกลงแต่งงานกับท่านนะ”

เจ้าชายริเกต์มองเจ้าหญิงอย่างใจดี แล้วพระองค์ก็พูดกับเจ้าหญิงว่า “ความฉลาดอาจทำให้เราต้องคิดอะไรมากหน่อย แต่มันไม่ควรทำให้เราทุกข์ใจมากขึ้นนะ”

เจ้าชายริเกต์ส่งยิ้มอันอบอุ่นให้เจ้าหญิง แล้วพูดต่อไปว่า “ให้ข้าช่วยท่านนะ เจ้าหญิงลองคิดแล้วตอบข้าหน่อยว่า มีสิ่งใดในตัวข้าที่ท่านรังเกียจหรือรู้สึกแปลกประหลาดบ้างไหม?”

เจ้าหญิงมองเจ้าชายริเกต์ แล้วตอบเจ้าชายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีเลย ข้าชื่นชมทุกสิ่งที่เป็นตัวท่าน ท่านมีความสุภาพ รับฟังความทุกข์ของข้า ให้คำแนะนำข้า ช่วยเหลือข้า ไม่เคยมองข้าเป็นตัวประหลาด!”

“แล้วเรื่องรูปกายภายนอกล่ะ” เจ้าชายริเกต์ถาม

“รูปกายของท่านเป็นอย่างไรหรือ? ท่านอ่อนโยน ไว้ผมจุกสุดเท่ ท่าเดินก็ดูมีเสน่ห์ จมูกสีแดงก็ดูขี้อายน่ารัก หนังตาที่กระตุกในบางครั้งก็ดูขี้เล่นอย่างบอกไม่ถูก”

เจ้าชายริเกต์ยิ้มเขิน ๆ จากนั้น พระองค์ก็บอกเจ้าหญิงว่า “เจ้าหญิงรู้ไหม ในวันที่เจ้าหญิงเกิด นางฟ้าได้มอบพรวิเศษให้เจ้าหญิงสามารถเนรมิตบุคคลที่เจ้าหญิงรักให้มีหน้าตาดีขนาดไหนก็ได้” เจ้าชายริเกต์มองตาเจ้าหญิงอย่างมีลึกซึ้ง แล้วพูดต่อไปว่า “ถ้าเจ้าหญิงเห็นว่า ตัวประหลาด อย่างข้ามีหน้าตาดีตามที่กล่าวไว้จริง ๆ นั่นก็หมายความว่า…..”

เจ้าหญิงผู้งดงามและชาญฉลาดเติมคำในช่องว่างทันทีว่า “หมายความว่า….ท่านคือบุคคลที่ข้ารัก”

เจ้าหญิงตกหลุมรักเจ้าชายริเกต์ไปตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ คือ เจ้าชายริเกต์รักเจ้าหญิงมานานแล้ว ส่วนเจ้าหญิงก็รักเจ้าชายเช่นกัน

ในที่สุด เจ้าหญิงก็ได้รู้ว่า พระองค์ควรตอบตกลงแต่งงานกับเจ้าชายริเกต์หรือไม่

และแล้ว …เรื่องราวความรักของบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวประหลาด” ก็จบลงอย่างมีความสุข.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าวัดคุณค่าคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ความสวยงามหรือความแปลกประหลาดของร่างกาย ไม่ได้สะท้อนคุณภาพจิตใจ หรือความสามารถที่แท้จริงของใครเลย
  • ความเข้าใจคือรากฐานของความรัก ความรักของเจ้าชายริเกต์และเจ้าหญิงเติบโตจากการเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แค่ความดึงดูดทางกายภาพ
  • สติปัญญาทำให้เรารู้คุณค่าของตัวเอง เมื่อเจ้าหญิงได้รับพรแห่งปัญญา พระองค์ไม่เพียงพูดเก่งขึ้น แต่ยังตระหนักถึงความเป็นตัวเอง จนสามารถแนะนำเรื่องสำคัญของบ้านเมืองได้
  • รักแท้ไม่เกิดจากการแลกเปลี่ยน แต่เกิดจากใจจริง เจ้าหญิงไม่ตอบตกลงแต่งงานทันที เพราะพระองค์ต้องมั่นใจว่า สิ่งนั้นคือ “ความรัก” ไม่ใช่การตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่ได้รับมา
  • คนที่เคยถูกมองเป็นตัวประหลาด อาจเป็นคนที่มีค่ามากที่สุด เจ้าชายริเกต์แสดงให้เห็นว่าความแปลกไม่ใช่ข้อด้อย หากแต่เป็นเอกลักษณ์ที่มีคุณค่า เมื่อประกอบกับหัวใจที่ดีงาม
“ภาพประกอบนิทาน เจ้าชายรูปลักษณ์แปลก กับเจ้าหญิงแสนงาม ยืนอยู่กลางป่าใต้แสงจันทร์”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

นิทานเรื่อง ทำไม คุณพ่อคุณแม่ถึงทน…

นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งมาก ๆ เพื่อมอบให้คุณพ่อ คุณแม่ และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านที่ชอบอ่านนิทานนำบุญให้คนที่รักฟัง) ผมเขียนสิ่งที่อยากมอบให้ไว้ในนิทานเรื่องนี้หมดแล้ว หวังว่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

ทุก ๆ คืน คุณพ่อกระต่ายและคุณแม่กระต่ายจะผลัดกันอ่านนิทานให้ลูก ๆ ฟังคืนละ 3 – 4 เรื่อง แล้วจึงค่อยบอกให้ลูก ๆ เข้านอนอย่างมีความสุข

ข้าวปั้นรู้สึกว่าการอ่านนิทานไม่ใช่เรื่องยาก  มันจึงรับปากทำตามที่คุณพ่อคุณแม่มอบหมาย

ในการอ่านนิทานเรื่องแรก  ข้าวปั้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ  อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ  คันคอยิบยิบ ข้าวปั้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด เมื่อข้าวปั้นอ่านนิทานเรื่องแรกจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าวปุ้นมาอ่านนิทานแทนพี่ได้ไหม”

ในการอ่านนิทานเรื่องที่สอง ข้าวปุ้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส  แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ  อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ  คันคอยิบยิบ ข้าวปุ้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด  เมื่อข้าวปุ้นอ่านนิทานจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว  ข้าวเปียกมาอ่านนิทานแทนพี่จะได้ไหม”

แทนที่ข้าวแฉะจะรับช่วงอ่านนิทานต่อจากพี่  ข้าวแฉะกลับทำหน้าสงสัย แล้วพูดกับพี่ ๆ ว่า “หนูแปลกใจจัง ทำไมพี่ ๆ อ่านนิทานกันแค่คนละเรื่อง แล้วกลับบอกว่าอ่านนิทานต่อไปไม่ไหว  หนูเห็นคุณพ่อกับคุณแม่อ่านนิทานคืนนึงตั้ง 3-4 เรื่อง ทำไมท่านถึงไม่หยุดอ่านเลยล่ะ”

ข้าวปั้นบอกว่า “คงเป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ชอบฟังนิทานเหมือนเด็ก ๆ  แต่เพราะท่านโตแล้ว (ดูริ้วรอยที่หางตาคุณแม่สิ)  พอไม่มีใครอ่านนิทานให้ฟัง ก็เลยต้องอ่านเองยังไงล่ะ แต่ทำเป็นมาอ่านให้พวกเราฟัง จะได้ไม่เขิน”

ข้าวเปียกบอกว่า “ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ฉันว่าคุณพ่อกับคุณแม่คงขี้เกียจอาบน้ำ  แต่ถ้าจะพูดว่าเดี๋ยวก่อน ๆ  พวกเราก็จะทำตาม  คุณพ่อกับคุณแม่เลยชวนพวกเรามาฟังนิทาน  ท่านจะได้อาบน้ำช้าอีกหน่อยยังไงล่ะ”

ข้าวแฉะนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า  “คุณพ่อคุณแม่ต้องรักพวกเรามาก ๆ  ท่านจึงยอมเหนื่อยทำงาน ยอมเหนื่อยดูแลบ้าน  ยอมเหนื่อยหาอาหารให้พวกเรา  แถมยังยอมเหนื่อยเล่านิทานให้พวกเราฟัง  พวกเราเองต่างหาก ที่ปากบอกว่ารักคุณพ่อคุณแม่ แต่พวกเราเคยยอมเหนื่อยทำอะไรเพื่อท่านบ้างไหมนะ”

……..

………….

………………..

ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ข้าวเปียกและข้าวแฉะ ช่วยกันทำความสะอาดบ้านจนบ้านดูเรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัด มิหนำซ้ำ ลูกกระต่ายทั้งสี่ตัวยังผลัดกันอาบน้ำแต่งตัวจนพวกมันพร้อมไปโรงเรียนโดยที่ไม่ต้องให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อย 

พ่อกระต่ายกับแม่กระต่ายสัมผัสได้ถึงความพยายามและความรักที่ลูก ๆ มีให้  คุณพ่อกับคุณแม่จึงเรียกลูก ๆ มาใกล้ ๆ  จากนั้น คุณพ่อกับคุณแม่ก็ “กอดและจุ๊บเหม่ง” ลูก ๆ ทั้งสี่ด้วยความรัก

ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็กระซิบถามลูก ๆ ด้วยความรักว่า “วันนี้วันหยุด ลูก ๆ อาบน้ำแล้วแต่งชุดนักเรียนแบบนี้ ลูก ๆ จะไปไหนกันเหรอจ๊ะ ฮิฮิ”

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักของพ่อแม่ คือการยอมแลกความสบายของตัวเอง เพื่อความสุขของลูก
  • การกระทำที่ดูเล็ก ๆ เช่น อ่านนิทานก่อนนอน คือสิ่งที่สะท้อนความรักยิ่งใหญ่ในใจพ่อแม่
  • แม้ไม่มีใครขอ พ่อแม่ก็เลือกทำ…เพราะความรักไม่ต้องมีเงื่อนไข

………………………………………………………………………………………………………….

ในตอนที่ผมพิมพ์นิทานเรื่องนี้เพื่อนำมาโพสต์ในเว็บนิทานนำบุญ ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็ก ตอนนั้น…ผมรู้ว่าผมรักพ่อ รักแม่ รักอาม่า ผมรู้ว่าแม่กับอาม่าทำอะไรต่อมิอะไรให้ผมสารพัด เวลามีของกินอร่อย ๆ ก็ให้ผมกินหมด (ตัวเองไม่ยอมกิน) ยอมเหนื่อยทำนู่นทำนี่ให้ผมตลอด ผมซึ่งไม่รู้จักคิด ก็เห็นการกระทำเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ! ไม่เคยรู้สึกว่า “คนทำเขาก็เหนื่อยนะ และที่เขาเหนื่อยก็เพราะรักเรานะ”

ความไร้เดียงสาที่ยาวนานของผม ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมควรนำประเด็นนี้มาใส่ในนิทานเรื่องนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจสอนให้เด็ก ๆ ทำงานบ้านหรือแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ แต่ผมอยากให้เด็ก ๆ ได้รู้สึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือ “เมื่อเรารู้สึกว่าเรารักใคร อย่าลืมดูแลคนที่เรารักให้ดี อย่าปล่อยให้เขาเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว”

ผมหวังว่า นิทานเรื่องนี้จะให้แง่มุมที่เป็นประโยชน์และสร้างความสุขให้คุณผู้อ่านได้บ้างนะครับ แต่สำหรับผมเอง ผมตั้งใจและดีใจที่ได้แต่งนิทานเรื่องนี้ออกมา 🙂

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พ่อหนุ่มรุงรัง : นิทานความรักก่อนนอนที่น่ารักและอบอุ่น

นิทานที่เกี่ยวกับผม (hair) ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งเอาไว้มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือนิทานก่อนนอนที่มีชื่อเรื่องว่า “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” ส่วนนิทานอีกเรื่องก็คือนิทานความรักก่อนนอนเรื่องนี้ ที่มีชื่อเรื่องว่า “พ่อหนุ่มรุงรัง” เด็ก ๆ บางคนอาจรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่มีลักษณะเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนมากกว่านิทานความรัก ซึ่งไม่ว่าเด็ก ๆ จะจัดนิทานเรื่องนี้ไว้ในหมวดไหน ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “พ่อหนุ่มรุงรัง” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรของพระราชาโป๊งเหน่งซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรามากมาย  มีชายหนุ่มท่าทางมอมแมมคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองพร้อมกับผมเผ้าที่ยาวรุงรังเหมือนไม่ได้ตัดมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มดูรีบร้อนจนผิดปกติ  เขาเหลียวซ้ายแลขวา  แล้วเดินเข้าไปในร้านตัดผมชายที่ดูดีที่สุดในย่านนั้น

เมื่อชายหนุ่มเข้าไปในร้านตัดผมสุดหรู เจ้าของร้านซึ่งเห็นว่าชายหนุ่มแต่งตัวปอน ๆ แถมยังมีผมเผ้ารุงรังไม่เหมาะกับร้านของเขา จึงแกล้งทำทีเป็นไม่สบายถึงขนาดตัดผมให้ชายหนุ่มไม่ไหว ชายหนุ่มจึงจำใจต้องออกมาจากร้านทั้งที่ยังไม่ได้ตัดผม

ครั้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเสริมสวยอีกร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ  เจ้าของร้านเสริมสวยก็มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูถูก เธออ้างว่าที่ร้านไม่รับตัดผมให้ผู้ชาย  จากนั้น เธอก็ไล่ให้เขาไปตัดผมที่ร้านอื่น

ชายหนุ่มพยายามหาร้านตัดผมอยู่นานสองนาน  แต่ไม่ว่าเขาจะเดินเข้าไปขอตัดผมที่ร้านไหน เจ้าของร้านเหล่านั้นก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาเลย  ชายหนุ่มผิดหวังมากที่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่เนื่องจากเขาจำเป็นต้องตัดผมจริง ๆ  เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านตัดขนสุนัข  เพื่อขอให้ช่างช่วยตัดผมให้

อนิจจา! เมื่อช่างตัดขนสุนัขเห็นผู้ชายเนื้อตัวมอมแมมแถมยังมีผมเผ้ารุงรังเดินเข้ามาในร้าน  ช่างตัดขนสุนัขก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาอีก ชายหนุ่มจึงได้แต่เดินคอตกออกมาจากร้านตัดขนสุนัขอย่างไร้ซึ่งความหวัง

ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มเดินเข้าออกร้านตัดผมต่าง ๆ รวมทั้งร้านตัดขนสุนัข  มีหญิงสาวเจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ คนหนึ่งสังเกตเห็นเขามาตั้งแต่ต้น  หญิงสาวพอจะคาดเดาได้ว่าช่างในร้านต่าง ๆ คงรังเกียจและไม่ยอมตัดผมให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสาร เพราะเห็นเขามอมแมมและซอมซ่อ  ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงเดินออกจากร้านไปหาชายหนุ่ม แล้วเชิญให้เขาเข้ามาในร้านดอกไม้ของเธอ โดยเธออาสาที่จะตัดผมให้เขา     

จริง ๆ แล้วหญิงสาวเคยตัดแต่งกิ่งไม้ใบไม้มาบ้าง แต่เธอยังไม่เคยตัดผมให้ใครมาก่อน เมื่อชายหนุ่มยอมนั่งให้เธอตัดผมแต่โดยดี  เธอจึงตั้งใจตัดผมให้เขาอย่างประณีตที่สุด

เวลาในการตัดผมผ่านไปอย่างช้า ๆ  กลิ่นหอมของดอกไม้ในร้านและความละมุนละไมที่หญิงสาวบรรจงตัดผมให้ชายหนุ่มทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นและเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงความฝัน 

ฝ่ายหญิงสาวเองนั้น เมื่อเธอตัดผมของชายหนุ่มออกทีละน้อย  เธอก็เริ่มเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ซ่อนอยู่ในความรุงรังของเส้นผม  และเมื่อเธอตัดผมให้เขาจนเสร็จ  เธอก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าและไม่กล้าสบตากับเขาอีก

อาการของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นอาการของคนที่เริ่มมีความรัก  ในตอนแรก ทั้งสองคนยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองนัก ชายหนุ่มได้แต่ขอบคุณและรีบออกไปหาเสื้อผ้าเพื่อเดินทางไปทำธุระสำคัญที่เขาได้นัดหมายเอาไว้   ส่วนหญิงสาวก็ได้แต่เหม่อลอยและคอยเตือนตัวเองให้มีสติ อย่ามัวคิดถึงแต่ชายหนุ่มที่เพิ่งได้พบหน้า

ครั้นเมื่อถึงเวลาเย็น…ก่อนที่หญิงสาวจะปิดร้าน  หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจมาก เพราะชายหนุ่มได้กลับมาที่ร้านของเธออีกครั้ง โดยคราวนี้เขาแต่งตัวอย่างสง่างาม แถมยังแบกถุงสมบัติติดตัวมาด้วย

เมื่อชายหนุ่มอยู่กับหญิงสาวสองต่อสอง  ชายหนุ่มก็เล่าให้หญิงสาวฟังว่า จริง ๆ แล้วตัวเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เพิ่งค้นพบสูตรยาปลูกผมซึ่งทำให้ผมยาวขึ้นได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว (ชายหนุ่มทดลองใช้ยากับตัวเองจนผมยาวรุงรังอย่างที่ทุก ๆ คนเห็น) และเนื่องจากเขามีนัดนำยาไปถวายให้พระราชาโป๊งเหน่งผู้อยากได้ยาปลูกผมมาก  เขาจึงต้องรีบหาที่ตัดผมให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปเข้าเฝ้า    

ชายหนุ่มขอบคุณหญิงสาวที่ช่วยตัดผมให้เขาหลังจากที่ใครต่อใครพากันรังเกียจและปฏิเสธ  ชายหนุ่มกล่าวว่าหญิงสาวมีส่วนทำให้เขาไปเข้าเฝ้าพระราชาได้ทันเวลาและได้เงินทองมากมายจากพระองค์เป็นรางวัล ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยากมอบแหวนเพชรให้แก่หญิงสาวเป็นการตอบแทน และอยากขอแต่งงานกับสุภาพสตรีที่มีจิตใจดีงามอย่างเธอด้วย

หญิงสาวตกใจมากที่จู่ ๆ ชายหนุ่มซึ่งเพิ่งพบกันได้เพียงวันเดียวมาขอแต่งงานกับเธอ  แม้หญิงสาวจะชอบชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย  แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่ยอมตอบรับ โดยเธอขอคบหาดูใจกับชายหนุ่มไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะให้คำตอบในภายหลัง

ชายหนุ่มเข้าใจหญิงสาวเป็นอย่างดี  เขาชื่นชมที่หญิงสาวมีความรักนวลสงวนตัวและรอบคอบไม่ผลีผลาม  นับจากวันนั้น ชายหนุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุที่ทั้งหล่อและร่ำรวยก็พิสูจน์ให้หญิงสาวรู้ว่าเขารักหญิงสาวอย่างแท้จริง

สามปีต่อมา  หญิงสาวจึงตอบตกลงแต่งงานกับชายหนุ่ม แล้วทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข…โดยมีผู้คนที่ชอบดูถูกดูแคลนผู้อื่นเฝ้ามองความรักของคนทั้งสองด้วยความอิจฉา

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสัตว์, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก, นิทานแฝงข้อคิด

หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง

ความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร  แค่เรามีความตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แล้วลงมือทำ นั่นก็เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว”

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทาน วันหนึ่ง ผมนึกอยากแต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์ที่ตัวเองไม่เคยนำมาใช้เป็นตัวละคร   คิดไปคิดมา  ชื่อของเสือชีต้าร์ก็แว่บขึ้นมาในใจ  ตอนนั้น ผมยังไม่เคยแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์เลย   แต่ถ้าจะแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์  ผมควรจะหาตัวละครอีกสักตัวมาเป็นตัวละครในนิทานด้วย  เสือควรคู่กับตัวอะไร?  จู่ ๆ คำว่า “หมูชีต้าร์” ก็ขึ้นเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่มีเนื้อเรื่องใด ๆ เลย  หมูเป็นสัตว์ตัวอ้วนอุ้ยอ้าย ส่วนเสือชีตาร์เป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วว่องไว  ผมว่าชื่อนี้เท่ดี  ไม่เหมือนใคร  พอได้ชื่อนิทานว่า “หมูชีต้าร์” ผมจึงคิดเนื้อเรื่องต่อ จนได้เรื่องออกมา ดังนิทานต่อไปนี้  ลองไปอ่านกันดูนะครับ

Continue reading “หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง”
Posted in #นิทานสั้น, นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่องนกน้อยปริศนา | นิทานอบอุ่นหัวใจพร้อมข้อคิดดี ๆ

“นกน้อยปริศนา” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่แฝงความอบอุ่นและความลึกลับไว้ในเรื่องเดียวกัน เล่าเรื่องเด็กกำพร้าผู้ว้าเหว่ ที่ใช้การเขียนจดหมายเป็นสะพานสื่อถึงพ่อแม่ผู้ล่วงลับผ่านนกน้อยสีขาวปีกสีฟ้าชมพูตัวหนึ่ง
วันหนึ่ง…สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อจดหมายที่ดูเหมือนเขียนไปโดยไม่มีคนรับ กลับทำให้พระราชากับพระราชินีมาปรากฏตัวตรงหน้าเด็กน้อย พร้อมเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
นิทานเรื่องนี้อ่านง่าย อ่อนโยน และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายหัวฟู้ฟูคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้า นับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่จากเขาไป เขาก็จำต้องย้ายมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าที่แออัดยัดเยียด เด็กน้อยไม่ชอบที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ แบบนี้เลย ดังนั้น เขาจึงมักจะปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในทุ่งดอกไม้อยู่เสมอ ๆ

เวลาที่เด็กน้อยอยู่ตามลำพังในทุ่งดอกไม้ สิ่งที่เขาชอบทำก็คือ การโรยเมล็ดพืชบนหัวฟู ๆ ของเขาเพื่อเรียกให้นกบินมากินอาหารและนอนเล่นในรังเส้นผมที่แสนอ่อนนุ่ม เด็กน้อยชอบฟังเสียงนกร้องเพลง เพราะมันช่วยกล่อมให้เขาคลายความว้าเหว่ลงได้บ้าง

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งคิดถึงพ่อกับแม่ จู่ ๆ เด็กน้อยก็เห็นนกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูบินลงมาเกาะที่ตักของเขาพร้อมกับร้องจิ๊บ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักเป็นที่สุด เด็กน้อยจำได้ว่าคุณพ่อของเขาชอบสีฟ้า ส่วนคุณแม่ก็โปรดปรานสีชมพูมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เด็กน้อยจึงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า เจ้านกสีขาวอาจจะเป็นนกที่พ่อกับแม่ส่งมาทักทายเขาจากสรวงสวรรค์เบื้องบน

เมื่อเด็กน้อยผู้ว้าเหว่คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนั้นแล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายให้นกน้อยนำกลับไปมอบให้แก่นายของมันอย่างไม่รอช้า แม้เด็กน้อยจะไม่แน่ใจนักว่านกสีขาวจะนำข้อความไปส่งให้เขาจริงหรือไม่ แต่ทุก ๆ ครั้งที่เจ้านกกระจิริดบินกลับมานอนบนผมฟู ๆ ของเขา เด็กน้อยก็ไม่เคยพบจดหมายฉบับเก่า ๆ ที่เขาฝากไปกับมันเลยแม้สักครั้ง

ทุก ๆ วัน เด็กน้อยจะนั่งเขียนจดหมายเพื่อส่งไปหาพ่อกับแม่ของเขาอย่างไม่รู้เบื่อ บางครั้ง..เขาจะเขียนเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้พบ บางครั้ง..เขาก็เผลอบรรยายความรู้สึกที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง และมีบ่อยครั้งที่เขานึกสนุกเขียนนิทานส่งไปให้พ่อกับแม่อ่านเล่นบนสรวงสวรรค์ เด็กน้อยมีความสุขมากที่เขาได้เขียนจดหมายหาพ่อกับแม่

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดล้มป่วยลงจนไม่มีแรงพอที่จะออกไปยังทุ่งดอกไม้ หรือแม้แต่จะลงมือเขียนจดหมายสักฉบับ นกสีขาวได้แต่แอบบินเข้ามาเฝ้าไข้อยู่ที่หัวเตียง แต่ด้วยความแออัดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น อาการของเด็กน้อยจึงค่อย ๆ ทรุดลงจนน่าเป็นห่วง

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังป่วยหนัก จู่ ๆ ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้รับแจ้งว่า พระราชากับพระราชินีจะเสด็จมาเยี่ยมชมสถานเลี้ยงเด็กเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร แต่ข่าวที่ได้รับทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายกับการทำความสะอาดและจัดระเบียบสถานเลี้ยงเด็กกันยกใหญ่

เมื่อพระราชากับพระราชินีเดินทางมาถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แทนที่ทั้งสองพระองค์จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ล้นเกล้าทั้งสองกลับมองไปรอบ ๆ ห้องคล้ายกับต้องการหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อหาพบ ทั้งคู่ก็รีบเดินตรงไปยังเตียงนอนของเด็กน้อยซึ่งมีนกสีขาวเกาะอยู่ทันที

พระราชากับพระราชินีทรงมองเด็กน้อยด้วยความเวทนา จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโน้มตัวลงแล้วพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ที่แท้…เจ้าของจดหมายทั้งหมดก็คือเธอนี่เอง เจ้านกแปลกหน้าตัวนี้นำจดหมายของเธอมาให้เราอ่านทุก ๆ วัน ยิ่งอ่าน…เราก็ยิ่งอยากพบหน้า จนเมื่อเธอหยุดส่งจดหมายไปเสียเฉย ๆ เราจึงรู้ว่าเธอสำคัญกับเรามากเพียงใดพวกเราไม่มีลูก หากเธอไม่รังเกียจ เธอพอจะมาเป็นลูกของเราได้ไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยทั้งแปลกใจและตื้นตันใจที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนอบอุ่นของพระราชากับพระราชินีผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เด็กน้อยนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด เขาก็หลั่งน้ำตาแล้วโผเข้ากอดพ่อกับแม่คนใหม่ของเขาด้วยความปลื้มปีติ

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระราชากับพระราชินีผู้อิ่มเอมไปด้วยความสุขก็ทรงปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กให้ดีขึ้น ทั้งยังชวนเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ พร้อมกับผู้คนที่อยากมีลูกให้มาทำความรู้จักกันท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ และสายลมอ่อน ๆ ในสวนของพระองค์อยู่เสมอ ๆ

เจ้านกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูดีใจที่เห็นทุก ๆ คนมีความสุขเช่นนั้น และแล้ว…นกน้อยก็บินจากทุก ๆ คนไปสู่ฟากฟ้าเบื้องบนโดยปล่อยให้ที่มาของมันยังคงเป็นปริศนาตราบชั่วนิจนิรันดร์

 

 

 

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานให้กำลังใจ

เรายังเป็นที่รักของใครบางคน – นิทานก่อนนอนให้กำลังใจสำหรับคนท้อแท้

ในช่วงชีวิตของคนเรา มักต้องเผชิญกับเรื่องราวหลากหลาย ทั้งสุข ทุกข์ และความผิดหวัง บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เรารู้สึกหมดกำลังใจ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หรือแม้กระทั่งจมอยู่กับความเศร้าจนไม่อยากก้าวเดินต่อไป สำหรับบางคน ความทุกข์นั้นหนักหนาถึงขั้นกลายเป็นโรคซึมเศร้า แต่แม้ในวันที่แย่ที่สุด สิ่งเล็ก ๆ อย่าง กำลังใจ ความห่วงใย และความรักจากใครบางคน ก็สามารถเป็นพลังสำคัญที่ช่วยประคับประคองหัวใจของเราได้

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ เป็น นิทานอบอุ่นหัวใจ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจเขียนขึ้น เพื่อมอบเป็น นิทานให้กำลังใจสำหรับคนท้อแท้หรือรู้สึกไร้ค่า ให้รู้ว่า “เรายังเป็นที่รักของใครบางคน” อยู่เสมอ แม้ในวันที่เราไม่มั่นใจในตัวเอง

หากวันใดรู้สึกเหนื่อยล้า ลองยิ้มให้กับตัวเองเบา ๆ ใช้มือขวาลูบแขนซ้าย และใช้มือซ้ายลูบแขนขวาเหมือนจะบอกกับตัวเองว่า “ฉันก็รักเธอเหมือนกัน” หรือหาตุ๊กตานุ่ม ๆ มากอด แล้วส่งความรักให้เขา คุณจะพบว่า ความรักและความอบอุ่นจะค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมาหาคุณเอง ยิ่งเรารู้จักรักและเมตตาตัวเองมากเท่าไร เราก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความรักจากรอบตัวมากขึ้นเท่านั้น

ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้ ผ่านช่วงเวลาที่แย่ ๆ ไปให้ได้ และอย่าลืมโดยเด็ดขาดว่า…
“เรายังเป็นที่รักของใครบางคน” อยู่จริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแผงขายตุ๊กตามือสองแบกะดินแผงหนึ่ง เต็มไปด้วยตุ๊กตาเก่า ๆ ที่ถูกเจ้าของเดิมทอดทิ้ง ตุ๊กตาแต่ละตัวดูมอมแมม, ปุปะ แต่ก็ยังเหลือเค้าความน่ารักอยู่

beloved10-color-web6

วันหนึ่ง  มีตุ๊กตาตัวหนึ่งมีหูเพียงข้างเดียว มันถูกเจ้าของร้านนำมารวมกับตุ๊กตาตัวอื่น ๆ ในแผง  เจ้าหูเดียวเพิ่งถูกทิ้งมาหมาด ๆ  มันจึงเสียใจมากและร้องไห้ตลอดเวลาอย่างน่าสงสาร

beloved10-color-web8

คืนนั้น มีคนเดินผ่านแผงตุ๊กตาเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครสนใจตุ๊กตาเก่า ๆ, ตุ๊กตามือสองหรือตุ๊กตาชำรุดเลยแม้แต่คนเดียว

ครั้นพอเจ้าของร้านเก็บร้าน  บรรยากาศก็ค่อย ๆ  เงียบลง ๆ เหลือเพียงแค่เสียงของเจ้าหูเดียวเท่านั้นที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด

“ทำไมต้องทิ้งฉันด้วยนะ ทั้ง ๆ  ที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่ารักกัน พอฉันเก่าก็ไม่มีค่าแล้วเหรอ” เจ้าหูเดียวรำพึงรำพัน “ฉันยังอยากเป็นที่รักของใครสักคนอยู่นะ”

ในขณะที่เจ้าหูเดียวร้องไห้คร่ำครวญ จู่ ๆ ก็มีเสียงเล็ก ๆ ดังแว่วมาว่า “เธอจ๊ะเธอจ๋า หันมามองทางนี้หน่อย” เมื่อเจ้าหูเดียวหันไปมอง มันก็เห็นตุ๊กตาตัวหนึ่งส่งตาหวานและยิ้มให้มัน  “สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อว่าตาหวาน ฉันเองก็ถูกทิ้งมาเหมือนกัน อย่าร้องไห้ไปเลย เธอยังเป็นที่รักของใครบางคนอยู่นะ”

ไม่ทันที่เจ้าหูเดียวจะหายแปลกใจ  จู่ ๆ ก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังมาจากที่ใกล้ ๆ  “สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อปากจู๋”  พูดเสร็จ ตุ๊กตาที่ชื่อปากจู๋ก็หอมจุ๊บเข้าที่แก้มของเจ้าหูเดียว  “ยินดีต้อนรับนะ อย่าร้องไห้ไปเลย เธอยังเป็นที่รักของใครบางคนอยู่นะ”  พอฟังจบ เจ้าหูเดียวก็ยิ้มพร้อมกับรู้สึกว่าหน้าของมันอุ่น ๆ อย่างประหลาด

แต่ก่อนที่เจ้าหูเดียวจะตั้งตัวได้  จู่ ๆ ก็มีใครบางคนพูดเสียงทุ้ม ๆ ว่า  “สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อฮักนะ”  พูดจบ เจ้าฮักซึ่งเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่ขนปุกปุย (แต่ออกจะดูมอมแมมไปสักหน่อย) ก็รวบตัวเจ้าหูเดียวเข้ามาในอ้อมอก พร้อมกับกอดเจ้าหูเดียวอย่างแนบแน่นด้วยความรัก  ฮักบอกว่า “อย่าร้องไห้ไปเลย ยิ้ม ๆ เข้าไว้ เพราะเธอยังเป็นที่รักของใครบางคนอยู่นะ”

นอกจากตุ๊กตาทั้งสามตัวแล้ว  ตุ๊กตาตัวอื่น ๆ ก็ต้อนรับเจ้าหูเดียวเหมือนกัน  บางตัวก็ลูบเนื้อลูบตัวเจ้าหูเดียวเบา ๆ, บางตัวแอบหอมเจ้าหูเดียวดังจุ๊บ, บางตัวร้องเพลงให้เจ้าหูเดียวฟัง, บางตัวก็ชวนคุยให้หายเหงา, บางตัวเลือกที่จะเอาหัวอิงใกล้ ๆ แม้จะไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ แต่ทั้งหมดทำให้เจ้าหูเดียวรู้สึกได้ว่า มันยังคงมีเพื่อนและยังเป็นที่รักของใครบางคนอยู่

การรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นที่รักของใครบางคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  การสัมผัส, ส่งยิ้ม,โอบกอดหรือพูดคุยด้วย เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อเขาและเขายังเป็นที่รักของใครบางคนอยู่

beloved10-color-web20

เมื่อเจ้าหูเดียวได้สติ มันก็น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกขอบคุณเพื่อนตุ๊กตาที่มอบมิตรภาพอันแสนวิเศษให้มัน

ณ เวลานี้  เจ้าหูเดียวรู้แน่ชัดแล้วว่าการเป็นที่รักของใครสักคนสำคัญมากเพียงไร มันจึงตั้งใจจะเข้มแข็งและทำหน้าที่มอบความรักให้แก่คนที่ต้องการบ้าง

เพราะการได้รู้ว่า เรายังเป็นที่รักของใครบางคน…เป็นสิ่งที่มีค่า…มากเหลือเกิน

beloved10-color-web22

#นิทานนำบุญ

………………………………….