Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานยุโรป, นิทานเด็ก

เจ้าชาย Boots ปราบยักษ์ : นิทานพื้นบ้านนอร์เวย์

นิทานเรื่อง “Jetten uten hjerte” เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านนอร์เวย์ที่ทรงคุณค่าที่สุดของชาวนอร์ส ถูกเก็บรวบรวมโดยนักเล่านิทานชื่อดังของนอร์เวย์คือ Peter Christen Asbjørnsen และ Jørgen Moe ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรวบรวมและเผยแพร่นิทานพื้นบ้านในศตวรรษที่ 19 ผ่านชุดนิทานชื่อ Norske Folkeeventyr

นิทานเรื่องนี้ในเวอร์ชันต้นฉบับของนอร์เวย์ มีจุดเด่นที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและปรัชญาชีวิตอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “การตอบแทนความดี” ผ่านสัตว์ที่เจ้าชาย Boots เคยช่วยไว้ (อีกา ปลาแซลมอน และหมาป่า) ซึ่งต่อมาได้กลับมาช่วยเหลือเจ้าชายในยามคับขัน นอกจากนี้ ยังจะเห็นได้ว่า เจ้าชายไม่ได้ใช้เวทมนตร์ในการฝ่าฟันอุปสรรค แต่ใช้ความเมตตา ความกล้าหาญ และความเสียสละ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของชาวนอร์ส และท้ายที่สุด นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนคุณธรรมแบบนอร์สที่เน้นความรักต่อครอบครัว ความกล้าหาญ และการเสียสละเพื่อผู้อื่นอย่างงดงาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งมีพระโอรสเจ็ดพระองค์ พระราชารักลูกชายทั้งเจ็ดสุดหัวใจจนไม่อาจทนอยู่ได้โดยอยู่ไกลจากลูก ดังนั้น จึงต้องมีลูกชายอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่เคียงข้างเสมอ

เมื่อเจ้าชายทั้งเจ็ดเติบโตขึ้น พระราชาจึงอนุญาตให้เจ้าชายหกพระองค์ออกเดินทางเพื่อไปหาคู่ครอง ส่วนเจ้าชายองค์สุดท้อง พระราชาทรงขอให้อยู่ที่วัง และสั่งให้พี่ชายทั้งหกหาเจ้าหญิงกลับมาให้เขา

เจ้าชายทั้งหกออกจากวังไปได้สักพัก ก็มีข่าวเล่าลือว่า เจ้าชายทั้งหกถูกยักษ์จับและสาปให้กลายเป็นหิน พระราชาทรงเป็นห่วงลูกชายทั้งหกมาก ในที่สุด พระราชาจึงขอให้เจ้าชายองค์สุดท้องออกเดินทางไปช่วยพี่ ๆ

เมื่อเจ้าชายองค์สุดท้องซึ่งมีชื่อว่า Boots (บู๊ท) ได้รับอนุญาตจากพระราชาให้ออกเดินทางตามหาพี่ชายทั้งหก ม้าที่เหลืออยู่ในวังก็มีแค่ม้าแก่ ๆ ที่โรยแรงและใกล้หมดสภาพ แต่เจ้าชายบู๊ทไม่ได้ใส่ใจ เขาอยากไปช่วยพี่ ๆ เขาจึงกระโดดขึ้นขี่ม้าตัวนั้น แล้วกล่าวว่า “หม่อมฉันจะกลับมาแน่นอน และจะพาพี่ชายทั้งหกกลับมาด้วย!”

ระหว่างทางเจ้าชายบู๊ทพบอีกาที่หิวโซจนบินไม่ไหว มันร้องขออาหาร เจ้าชายบู๊ทจึงตอบไปว่า “ข้าไม่มีอาหารมากนัก แต่ข้าจะมอบอาหารให้เจ้า เพราะเห็นว่าเจ้าต้องการมันจริง ๆ” เจ้าชายบู๊ท มอบอาหารทั้งหมดให้อีกา ส่วนอีกาก็สัญญาว่าจะช่วยเหลือเจ้าชายหากเจ้าชายร้องขอ

ต่อมาเจ้าชายบู๊ทพบปลาแซลมอนตัวใหญ่พลัดติดอยู่บนพื้นแห้ง มันดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง “ช่วยพาข้ากลับลงน้ำด้วยเถิด แล้วข้าจะช่วยเจ้าในยามจำเป็น” เจ้าชายบู๊ทสงสาร จึงช่วยนำปลาแซลมอนกลับลงน้ำ ปลาแซลมอนจึงเอ่ยปากสัญญาว่าจะช่วยเหลือเจ้าชายหากเจ้าชายร้องขอ

หลังจากนั้น เจ้าชายบู๊ทก็เดินทางต่อไปอีกสักพัก และพบหมาป่าที่หิวโซจนหมดแรง เมื่อหมาป่าเห็นเจ้าชาย มันจึงพูดขึ้นว่า “ขอม้าของท่านได้ไหม ข้าหิวจนลมพัดผ่านซี่โครงได้แล้ว”

เจ้าชายบู๊ทตอบว่า “ข้าให้อาหารอีกาจนหมด แถมช่วยปลาแซลมอนกลับลงน้ำ และตอนนี้เจ้าจะเอาม้าของข้าอีกเหรอ ข้าจะไม่มีอะไรเหลือเลยนะ”

แต่หมาป่ากล่าวว่า “ข้าสัญญาว่าจะให้ท่านขี่หลังข้าแทน และข้าจะช่วยเจ้าชายหากเจ้าชายร้องขอ

เจ้าชายบู๊ทสงสารหมาป่า และเห็นว่าม้าชราจนใกล้สิ้นอายุขัย เจ้าชายจึงมอบม้าให้หมาป่าใช้ประทังชีวิต

ครั้นเมื่อหมาป่ากลับมามีเรี่ยวแรง เจ้าชายขอให้หมาป่าพาไปหาพี่ชายทัังหกที่ปราสาทของยักษ์ หมาป่ามีความรอบรู้เรื่องราวในป่า มันจึงให้เจ้าชายบู๊ทนั่งบนหลัง แล้ววิ่งไปยังปราสาทของยักษ์อย่างรวดเร็วราวกับสายลม

หลังจากหมาป่าพาเจ้าชายบู๊ทเดินทางมาได้พักใหญ่ ในที่สุด มันก็หยุดและกล่าวว่า “ดูนั่นสิ นั่นคือปราสาทของเจ้ายักษ์ และนั่นคือพี่ชายทั้งหกของท่านที่ถูกสาปให้กลายเป็นหิน”

เจ้าชายบู๊ทมองไปยังลานหน้าปราสาท พระองค์เห็นรูปปั้นหินของชายหนุ่มหกคนยืนเรียงกันอยู่ พวกเขาคือพี่ชายทั้งหกของเจ้าชายจริง ๆ และข้าง ๆ คือเจ้าหญิงหกองค์ที่ถูกสาปเช่นกัน

เจ้าชายบู๊ทรู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่พระองค์ไม่ยอมแพ้ หมาป่ากล่าวว่า “ท่านต้องเข้าไปในปราสาท และตามหาเจ้าหญิงที่ถูกกักขังอยู่ข้างใน เจ้าหญิงอาจช่วยท่านได้”

เจ้าชายบู๊ทลอบเข้าไปในปราสาท และพบเจ้าหญิงผู้เลอโฉมพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ เจ้าหญิงสะดุ้งเมื่อเห็นเขา แต่เมื่อเจ้าชายบู๊ทบอกว่าพระองค์มาเพื่อช่วยพี่ชายและจะช่วยเจ้าหญิงด้วย เจ้าหญิงจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่มีใครสามารถจัดการเจ้ายักษ์ได้หรอก เพราะมันไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกาย”

เจ้าชายบู๊ทตกใจ “ไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกายงั้นหรือ?”

เจ้าหญิงพยักหน้า “ใช่ ยักษ์ซ่อนหัวใจของมันเอาไว้ที่อื่น และไม่มีใครรู้ว่ามันซ่อนหัวใจไว้ที่ไหน”

เจ้าชายบู๊ทจึงขอร้องให้เจ้าหญิงช่วยหาทางล้วงความลับจากยักษ์ให้ เจ้าหญิงตกลงจะช่วยเจ้าชายบู๊ท เมื่อยักษ์กลับมาถึงปราสาท เจ้าหญิงจึงแกล้งกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าฝันถึงท่านเมื่อคืน และในฝัน ข้าเห็นหัวใจของท่านอยู่ใต้ธรณีประตู”

ยักษ์หัวเราะเสียงดัง พลางคิดในใจว่า “โง่จริง ใครจะเอาหัวใจไปซ่อนไว้ตรงนั้น”

เจ้าหญิงแสร้งทำเป็นคนใสซื่อ วันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงจึงนำดอกไม้ไปโปรยไว้ที่ธรณีประตู เมื่อยักษ์กลับมาอีกครั้ง มันถามว่า “เจ้าทำอะไร?” เจ้าหญิงตอบว่า “ข้าโปรยดอกไม้ไว้ตรงที่หัวใจของท่านอยู่ เพื่อให้มันมีความสุข”

ยักษ์หัวเราะอีกครั้ง “เจ้าก็ยังเชื่ออยู่นั่นเอง หัวใจของข้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก มันอยู่ที่ตู้ในห้องนอนของข้า”

วันต่อมา เจ้าหญิงจึงนำดอกไม้ไปโปรยที่ตู้อีก เมื่อยักษ์เห็น ยักษ์จึงถามว่า “เจ้าทำอะไรอีกแล้ว?”

“ข้าอยากให้หัวใจของท่านมีความสุข” เจ้าหญิงตอบ

ยักษ์หัวเราะอีกครั้ง “เจ้าช่างไร้เดียงสาเสียจริง ข้าบอกเจ้าตามตรงนะ หัวใจของข้าอยู่ไกลจากที่นี่มาก มันอยู่ในไข่ ไข่อยู่ในเป็ด เป็ดอยู่ในบ่อน้ำใต้โบสถ์ บนเกาะกลางทะเลสาบที่ไม่มีใครหาเจอ”

เจ้าหญิงจำคำพูดนั้นไว้ และเมื่อยักษ์หลับ พระองค์จึงแอบไปบอกเจ้าชายบู๊ทถึงที่ซ่อนหัวใจของยักษ์

เมื่อเจ้าชายบู๊ทได้ฟัง เจ้าชายก็ยิ้มอย่างมีความหวัง แล้วพระองค์ก็รีบขี่หลังหมาป่าเพื่อออกเดินทางไปยังเกาะกลางทะเลสาบตามคำบอกของเจ้าหญิง

เมื่อหมาป่าพาเจ้าชายไปถึงเกาะ บนเกาะมีโบสถ์เก่าแก่ตั้งอยู่ และในโบสถ์ก็มีบ่อน้ำซึ่งมีเป็ดตัวหนึ่งว่ายน้ำอยู่ เมื่อเจ้าชายเห็นเช่นนั้น เจ้าชายบู๊ทจึงส่งสัญญาณเรียกอีกาที่พระองค์เคยช่วยไว้ให้มาหา จากนั้น เจ้าชายก็ขอให้อีกาช่วยบินเข้าไปในโบสถ์และนำกุญแจมาให้

เมื่อเจ้าชายเข้าไปในโบสถ์ได้ เจ้าชายก็เห็นเป็ดว่ายอยู่ในบ่อน้ำ เจ้าชายเพยายามจับเป็ดเพื่อเอาไข่ของเป็ดออกมาจากท้อง แต่เป็ดตกใจ จึงปล่อยไข่ออกมาทำให้ไข่จมลงไปที่ก้นบ่อน้ำซึ่งลึกมาก

เจ้าชายบู๊ทไม่สามารถดำน้ำลงไปเก็บไข่นั้นมาได้ พระองค์จึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากปลาแซลมอนที่พระองค์เคยช่วยไว้ เมื่อปลาแซลมอนรู้ว่าเจ้าชายต้องการความช่วยเหลือ มันจึงหาทางว่ายน้ำผ่านซอกหลืบต่าง ๆ จนเข้าไปถึงก้นบ่อน้ำ แล้วนำไข่ขึ้นมาให้เจ้าชายได้สำเร็จ

เมื่อเจ้าชายบู๊ทได้ไข่มา พระองค์จึงถามหมาป่าว่า “ข้าควรทำอย่างไร?”

หมาป่าผู้รอบรู้จึงแนะนำว่า “บีบมัน”

เจ้าชายบู๊ทจึงบีบไข่เบา ๆ และทันใดนั้น ยักษ์ที่อยู่ในปราสาทก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด

เสียงร้องของยักษ์ดังมาถึงโบสถ์ที่เจ้าชายยืนอยู่ หมาป่ารู้ในทันทีว่าในไข่มีหัวใจของยักษ์ซ่อนอยู่จริง ๆ มันจึงแนะนำเจ้าชายว่า “ขว้างไข่ลงที่พื้นให้ไข่แตก”

เมื่อเจ้าชายทำตามโดยขว้างไข่ลงที่พื้นจนไข่แตกกระจาย หัวใจของยักษ์ก็แตกสลายไปพร้อมกับร่างของมัน

เมื่อร่างของยักษ์ล้มลง พลังเวทมนตร์ทั้งหมดที่มันใช้สาปเจ้าชายและเจ้าหญิงทุกพระองค์ก็สลายไปสิ้น พี่ชายทั้งหกของเจ้าชายบู๊ทและเจ้าหญิงทั้งหกจึงได้กลับคืนสู่ร่างปกติ ทุกคนต่างโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ

เมื่อเจ้าชายบู๊ทกลับไปที่ปราสาทของยักษ์ เจ้าหญิงที่ช่วยเจ้าชายบู๊ทยิ้มอย่างอ่อนโยนและกล่าวกับเจ้าชายว่า “ท่านคือผู้กล้าที่ช่วยเหลือพวกเรา”

เจ้าชายบู๊ทตอบอย่างถ่อมตัวว่า “ข้าแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ คือทำเพื่อครอบครัวและทำเพื่อความยุติธรรม”

หลังจากเรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลง เจ้าชายบู๊ทและพี่ชายทั้งหก พร้อมกับเจ้าหญิงทุกพระองค์เดินทางกลับสู่อาณาจักร เมื่อพระราชาเห็นลูกชายทั้งหมดกลับมาอย่างปลอดภัย พระองค์ก็ทรงหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ

“ข้าภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก” พระราชาตรัสกับเจ้าชายบู๊ท

หลังจากนั้น พระราชาก็จัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ โดยเจ้าชายบู๊ทได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่พระองค์ช่วยไว้ และเจ้าชายทั้งหกก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงของตนเช่นกัน

และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน อาจกลายเป็นพลังช่วยชีวิตในยามคับขัน
  • ความกล้าหาญและความเสียสละ คือคุณสมบัติของผู้กล้าที่แท้จริง
  • สติปัญญาและไหวพริบสามารถเอาชนะพลังอำนาจที่ดูน่ากลัวได้
Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

หมากับรางหญ้า: นิทานอีสปสอนใจเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว

แม้นิทานเรื่อง “หมากับรางหญ้า” จะไม่เป็นที่รู้จักเท่า “กระต่ายกับเต่า” หรือ “ราชสีห์กับหนู” แต่ข้อคิดในเรื่องกลับเฉียบคมและใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันอย่างน่าทึ่ง นิทานกล่าวถึงความเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ แม้ตัวเองจะไม่ได้ใช้อะไรเลยก็ตาม

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำหรับทุกวัย ให้รู้จักละวาง และเปิดใจให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพยากรที่มีประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเติบโตไปด้วยกัน

Original (Townsend):

A Dog lay in a Manger, filled with hay. An Ox, being hungry, came near and wished to eat of the hay, but the Dog barked and snapped at him. The Ox said, “Selfish creature! You cannot eat the hay yourself, and yet you will not let others eat who can.”

แปลไทยแบบตามเนื้อหา:

สุนัขนอนอยู่ในรางหญ้า ครั้นวัวมาหวังจะกินหญ้า เจ้าสุนัขก็กระโจนเข้าใส่และเห่าใส่อย่างดุร้าย วัวจึงว่า “เจ้าช่างเห็นแก่ตัวนัก ทั้งที่เจ้าก็หาใช่ผู้กินหญ้าไม่ แต่กลับไม่ยอมให้ข้าผู้กินได้กินเสีย”

แปลไทยแบบเข้าใจง่าย:

หมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในรางหญ้า พอวัวจะมากินหญ้า มันก็เห่าไล่ วัวจึงพูดว่า “เจ้าหมาเอ๋ย เจ้าก็ไม่ได้กินหญ้าอยู่แล้ว แต่ยังจะหวงไม่ให้ใครกินอีก ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ”

ข้อคิด:

อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมให้คนอื่นได้ประโยชน์ แม้ตนเองก็ไม่ได้ใช้สิ่งนั้น


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน : คนเลี้ยงแกะกับทะเล | นิทานอีสปสอนใจเรื่องความโลภ

ในโลกของนิทานอีสปที่เปี่ยมด้วยข้อคิดและคติสอนใจ มีเรื่องราวมากมายที่เล่าให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม เรื่อง “คนเลี้ยงแกะกับทะเล” ก็เป็นอีกหนึ่งนิทานที่สอนเราเกี่ยวกับความโลภและความพอเพียงได้อย่างลึกซึ้ง นิทานเรื่องนี้เล่าถึงชายเลี้ยงแกะผู้มีความฝันอยากรวยจากทะเล แต่เมื่อความโลภเข้าครอบงำ เขากลับต้องพบกับบทเรียนครั้งใหญ่

กาลครั้งหนึ่ง ณ เชิงเขาอันเขียวขจี มีชายเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ชื่อว่า “ไคลอส” ไคลอสใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พออยู่พอกิน โดยเขามีฝูงแกะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและทรัพย์สินอันมีค่า ไคลอสรักงานของเขา แม้ว่าบางครั้ง…เขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยมากก็ตาม

เย็นวันหนึ่ง หลังจากไคลอสต้อนแกะกลับคอก เขานั่งพักใต้ต้นโอ๊กใหญ่ แล้วมองไปยังทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกสะท้อนแสงสีทองส่องประกายอยู่บนผิวน้ำ ทะเลช่างงดงามและลึกลับเสียเหลือเกิน

ทันใดนั้น ไคลอสก็สังเกตเห็นเรือสินค้าลำหนึ่งล่องผ่านไป เรือลำนั้นบรรทุกของมีค่าเอาไว้มากมาย พ่อค้าและลูกเรือดูร่ำรวยและมีความสุขสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของพวกเขาดังแว่วมาถึงชายฝั่ง

“ชีวิตของพวกเขาช่างน่าตื่นเต้นและอู้ฟู่เหลือเกิน” ไคลอสคิด “ต่างจากข้าที่มีแต่ฝูงแกะกับชีวิตจำเจ หากข้ามีเรือ ข้าอาจได้ผจญภัยและพบโชคลาภเช่นนั้นบ้างก็ได้”

ด้วยความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต ไคลอสจึงตัดสินใจขายฝูงแกะทั้งหมดของเขา แล้วซื้อเรือขนาดเล็ก ที่แม้มันจะเก่าคร่ำคร่า แต่มันก็เป็นเรือที่ยังใช้งานได้

วันแรกที่ไคลอสออกเดินทาง ท้องทะเลดูสงบ สายลมอุ่น ๆ พัดมาเบา ๆ เสียงคลื่นลูบไล้เรือราวกับเชื้อเชิญให้คนช่างฝันเกิดความฮึกเหิมในการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้ากลับมืดครึ้ม เมฆฝนก่อตัว พายุใหญ่พัดกระหน่ำ น้ำซัดกระแทกเรือให้โคลงเคลง จนในที่สุด เรือก็ล่ม ไคลอสจมลงทะเล ส่วนเรือที่เขาคิดว่าจะนำความร่ำรวยมาให้ก็จมหายไปในพริบตา

แต่โชคยังดี ไคลอสพาตัวเองขึ้นฝั่งได้สำเร็จ เนื้อตัวของเปียกปอนและไร้ทรัพย์สินใด ๆ คนเลี้ยงแกะที่เคยมีฝูงแกะเล็ก ๆ เป็นทรัพย์สินอันมีค่า กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

ไคลอสมองทะเลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นแล้วรำพึงว่า “เจ้าช่างงดงามและยั่วยวน แต่เจ้าแสนหลอกลวงและกลืนกินทุกสิ่ง”

ไคลอสกลับไปที่บ้านบนภูเขา แม้ไคลอสจะไม่มีฝูงแกะอีกแล้ว แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขารู้คุณค่าของสิ่งที่เขาเคยมี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“ความโลภมักทำให้เรามองข้ามสิ่งที่มีอยู่แล้ว จนสูญเสียทุกอย่างไปในที่สุด”

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

มดกับตั๊กแตน นิทานอีสปก่อนนอน | สอนใจเรื่องความขยันและการเตรียมความพร้อม

นิทานอีสปสอนใจ เรื่อง “มดกับตั๊กแตน” (The Ant and the Grasshopper) เป็นนิทานสั้น ๆ แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการวางแผนชีวิต การใช้เวลาอย่างฉลาด และคุณค่าของความขยันหมั่นเพียร นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่และครูที่นำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการทำงาน และรู้จักเตรียมตัวล่วงหน้า

ในเวอร์ชันนิทานนำบุญที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เราได้ขยายเนื้อหาให้สนุกมากยิ่งขึ้น โดยคงสาระสำคัญของต้นฉบับไว้ พร้อมเพิ่มสีสันของบทสนทนาและบรรยากาศ เพื่อให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินและเข้าใจบทเรียนชีวิตที่แฝงอยู่ในนิทานได้อย่างชัดเจน

ในฤดูร้อนที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี เสียงจิ้งหรีดขับกล่อมยามเช้า ผีเสื้อเต้นรำอยู่เหนือดอกไม้ และท้องฟ้าสดใสราวกับไม่เคยมีเมฆฝนมาก่อน

ท่ามกลางความสุขนั้น มีมดตัวหนึ่งกำลังแบกเมล็ดข้าวโพดเม็ดเท่าหัวของมันเอง เดินอย่างมุ่งมั่นบนเส้นทางแคบ ๆ สู่รังของมัน มันหยุดหอบหายใจเป็นพัก ๆ แต่ไม่เคยบ่น มันทำงานหนักทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย แต่มดก็ยิ้มในใจ เพราะมันรู้ว่า… ฤดูหนาวกำลังจะมา

บนใบหญ้าไม่ไกลนัก ตั๊กแตนสีเขียวสดตัวหนึ่งนอนหงายดีดขาเล่น เป่าใบไม้เป็นทำนองเหมือนเป่าฟลุต และหัวเราะเสียงใสดังไปทั่วทุ่ง

“เฮ้! เจ้ามดน้อย ทำไมต้องเหนื่อยยากขนาดนั้น?” ตั๊กแตนร้องขึ้น พลางตีลังกาอย่างสนุกสนาน “อากาศก็ดี อาหารก็หาได้ทั่วไป เจ้าควรจะมาเต้นรำกับข้า หรืออย่างน้อยก็นั่งพักใต้เงาไม้สักหน่อย!”

มดหอบเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบว่า “ข้ากำลังเตรียมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว… เจ้าเองก็ควรเก็บสะสมไว้บ้างนะ เวลาฤดูหนาวมา เจ้าอาจไม่มีอะไรจะกิน”

ตั๊กแตนหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “ฮะฮะฮ่า! เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ฤดูหนาวยังมาไม่ถึง ข้ามีเวลาสนุกอีกตั้งหลายวัน!”

หลังจากวันนั้น ตั๊กแตนก็ยังคงเต้นรำ เล่นดนตรี และร้องเพลงตลอดฤดูร้อน ในขณะที่มดก็ยังคงทำงานแบบไม่หยุดพัก

และแล้ววันหนึ่ง สายลมเย็นก็เริ่มพัดมา ใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง และในที่สุด… หิมะก็โปรยปรายลงมาจากฟ้า

ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวกลับกลายเป็นสีขาวโพลน ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงลมครวญครางในความว่างเปล่า

ในรังใต้ดินที่อบอุ่น มดนั่งกินเมล็ดธัญพืชที่สะสมไว้ รู้สึกอิ่ม อุ่น และปลอดภัย ในขณะที่ตั๊กแตน… ได้แต่ตัวสั่นอยู่ใต้กิ่งไม้ โดยไม่มีอาหาร ไม่มีที่ซ่อน และไม่มีเพื่อน

สุดท้าย เมื่ออากาศหนาวเหน็บจนเกินจะรับไหว ตั๊กแตนจึงตัดสินใจไปเคาะประตูรังของมด

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก เจ้ามด… ข้า… ข้าหิว… ข้าหนาว… ข้าผิดไปแล้ว ข้าควรฟังเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น…”

มดมองเขาผ่านช่องประตู แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกช้า ๆ จากนั้น มดก็พูดว่า “เข้ามาก่อนเถอะ ตั๊กแตน” มดพูดอย่างอ่อนโยน “ตอนนี้ เธอคงได้เรียนรู้แล้วว่า… เวลาแห่งการทำงานมีค่าไม่แพ้เวลาแห่งความสนุก”

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ตั๊กแตนก็เปลี่ยนไป แม้มันจะยังคงเล่นดนตรี แต่มันแบ่งเวลาเอาไว้สะสมอาหารด้วย และเมื่อฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง มันก็สามารถรับมือกับความหนาวได้ด้วยกำลังของมันเอง

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“คนที่ขยันหมั่นเพียรและรู้จักเตรียมพร้อมในเวลาที่เหมาะสม จะไม่ลำบากในภายหลัง ต่างจากคนที่มัวแต่สนุกสนานโดยไม่คิดถึงอนาคต”


Posted in นิทานร่วมสมัย, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

“บ้านที่ฟางชี้โด่ชี้เด่ – นิทานอบอุ่นหัวใจที่ปลุกชีวิตให้กลับมามีรอยยิ้ม”

Posted in #นิทานผจญภัย, นิทานก่อนนอน, นิทานเด็ก

อิซซุนโบชิ หนุ่มน้อยหนึ่งนิ้ว: นิทานญี่ปุ่นสุดน่ารัก สอนใจเรื่องความกล้าหาญ

Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ลูกกระต่ายยอดนักประดิษฐ์ – นิทานก่อนนอนสนุก ๆ พร้อมหุ่นยนต์สุดเท่

Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานฝรั่ง, นิทานเด็ก, เด็ก

นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)

Continue reading “นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)”
Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ