Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

หมากับรางหญ้า: นิทานอีสปสอนใจเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว

แม้นิทานเรื่อง “หมากับรางหญ้า” จะไม่เป็นที่รู้จักเท่า “กระต่ายกับเต่า” หรือ “ราชสีห์กับหนู” แต่ข้อคิดในเรื่องกลับเฉียบคมและใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันอย่างน่าทึ่ง นิทานกล่าวถึงความเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ แม้ตัวเองจะไม่ได้ใช้อะไรเลยก็ตาม

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำหรับทุกวัย ให้รู้จักละวาง และเปิดใจให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพยากรที่มีประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเติบโตไปด้วยกัน

Original (Townsend):

A Dog lay in a Manger, filled with hay. An Ox, being hungry, came near and wished to eat of the hay, but the Dog barked and snapped at him. The Ox said, “Selfish creature! You cannot eat the hay yourself, and yet you will not let others eat who can.”

แปลไทยแบบตามเนื้อหา:

สุนัขนอนอยู่ในรางหญ้า ครั้นวัวมาหวังจะกินหญ้า เจ้าสุนัขก็กระโจนเข้าใส่และเห่าใส่อย่างดุร้าย วัวจึงว่า “เจ้าช่างเห็นแก่ตัวนัก ทั้งที่เจ้าก็หาใช่ผู้กินหญ้าไม่ แต่กลับไม่ยอมให้ข้าผู้กินได้กินเสีย”

แปลไทยแบบเข้าใจง่าย:

หมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในรางหญ้า พอวัวจะมากินหญ้า มันก็เห่าไล่ วัวจึงพูดว่า “เจ้าหมาเอ๋ย เจ้าก็ไม่ได้กินหญ้าอยู่แล้ว แต่ยังจะหวงไม่ให้ใครกินอีก ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ”

ข้อคิด:

อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมให้คนอื่นได้ประโยชน์ แม้ตนเองก็ไม่ได้ใช้สิ่งนั้น


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน : คนเลี้ยงแกะกับทะเล | นิทานอีสปสอนใจเรื่องความโลภ

ในโลกของนิทานอีสปที่เปี่ยมด้วยข้อคิดและคติสอนใจ มีเรื่องราวมากมายที่เล่าให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม เรื่อง “คนเลี้ยงแกะกับทะเล” ก็เป็นอีกหนึ่งนิทานที่สอนเราเกี่ยวกับความโลภและความพอเพียงได้อย่างลึกซึ้ง นิทานเรื่องนี้เล่าถึงชายเลี้ยงแกะผู้มีความฝันอยากรวยจากทะเล แต่เมื่อความโลภเข้าครอบงำ เขากลับต้องพบกับบทเรียนครั้งใหญ่

กาลครั้งหนึ่ง ณ เชิงเขาอันเขียวขจี มีชายเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ชื่อว่า “ไคลอส” ไคลอสใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พออยู่พอกิน โดยเขามีฝูงแกะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและทรัพย์สินอันมีค่า ไคลอสรักงานของเขา แม้ว่าบางครั้ง…เขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยมากก็ตาม

เย็นวันหนึ่ง หลังจากไคลอสต้อนแกะกลับคอก เขานั่งพักใต้ต้นโอ๊กใหญ่ แล้วมองไปยังทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกสะท้อนแสงสีทองส่องประกายอยู่บนผิวน้ำ ทะเลช่างงดงามและลึกลับเสียเหลือเกิน

ทันใดนั้น ไคลอสก็สังเกตเห็นเรือสินค้าลำหนึ่งล่องผ่านไป เรือลำนั้นบรรทุกของมีค่าเอาไว้มากมาย พ่อค้าและลูกเรือดูร่ำรวยและมีความสุขสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของพวกเขาดังแว่วมาถึงชายฝั่ง

“ชีวิตของพวกเขาช่างน่าตื่นเต้นและอู้ฟู่เหลือเกิน” ไคลอสคิด “ต่างจากข้าที่มีแต่ฝูงแกะกับชีวิตจำเจ หากข้ามีเรือ ข้าอาจได้ผจญภัยและพบโชคลาภเช่นนั้นบ้างก็ได้”

ด้วยความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต ไคลอสจึงตัดสินใจขายฝูงแกะทั้งหมดของเขา แล้วซื้อเรือขนาดเล็ก ที่แม้มันจะเก่าคร่ำคร่า แต่มันก็เป็นเรือที่ยังใช้งานได้

วันแรกที่ไคลอสออกเดินทาง ท้องทะเลดูสงบ สายลมอุ่น ๆ พัดมาเบา ๆ เสียงคลื่นลูบไล้เรือราวกับเชื้อเชิญให้คนช่างฝันเกิดความฮึกเหิมในการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้ากลับมืดครึ้ม เมฆฝนก่อตัว พายุใหญ่พัดกระหน่ำ น้ำซัดกระแทกเรือให้โคลงเคลง จนในที่สุด เรือก็ล่ม ไคลอสจมลงทะเล ส่วนเรือที่เขาคิดว่าจะนำความร่ำรวยมาให้ก็จมหายไปในพริบตา

แต่โชคยังดี ไคลอสพาตัวเองขึ้นฝั่งได้สำเร็จ เนื้อตัวของเปียกปอนและไร้ทรัพย์สินใด ๆ คนเลี้ยงแกะที่เคยมีฝูงแกะเล็ก ๆ เป็นทรัพย์สินอันมีค่า กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

ไคลอสมองทะเลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นแล้วรำพึงว่า “เจ้าช่างงดงามและยั่วยวน แต่เจ้าแสนหลอกลวงและกลืนกินทุกสิ่ง”

ไคลอสกลับไปที่บ้านบนภูเขา แม้ไคลอสจะไม่มีฝูงแกะอีกแล้ว แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขารู้คุณค่าของสิ่งที่เขาเคยมี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“ความโลภมักทำให้เรามองข้ามสิ่งที่มีอยู่แล้ว จนสูญเสียทุกอย่างไปในที่สุด”

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

มดกับตั๊กแตน นิทานอีสปก่อนนอน | สอนใจเรื่องความขยันและการเตรียมความพร้อม

นิทานอีสปสอนใจ เรื่อง “มดกับตั๊กแตน” (The Ant and the Grasshopper) เป็นนิทานสั้น ๆ แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการวางแผนชีวิต การใช้เวลาอย่างฉลาด และคุณค่าของความขยันหมั่นเพียร นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่และครูที่นำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการทำงาน และรู้จักเตรียมตัวล่วงหน้า

ในเวอร์ชันนิทานนำบุญที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เราได้ขยายเนื้อหาให้สนุกมากยิ่งขึ้น โดยคงสาระสำคัญของต้นฉบับไว้ พร้อมเพิ่มสีสันของบทสนทนาและบรรยากาศ เพื่อให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินและเข้าใจบทเรียนชีวิตที่แฝงอยู่ในนิทานได้อย่างชัดเจน

ในฤดูร้อนที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี เสียงจิ้งหรีดขับกล่อมยามเช้า ผีเสื้อเต้นรำอยู่เหนือดอกไม้ และท้องฟ้าสดใสราวกับไม่เคยมีเมฆฝนมาก่อน

ท่ามกลางความสุขนั้น มีมดตัวหนึ่งกำลังแบกเมล็ดข้าวโพดเม็ดเท่าหัวของมันเอง เดินอย่างมุ่งมั่นบนเส้นทางแคบ ๆ สู่รังของมัน มันหยุดหอบหายใจเป็นพัก ๆ แต่ไม่เคยบ่น มันทำงานหนักทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย แต่มดก็ยิ้มในใจ เพราะมันรู้ว่า… ฤดูหนาวกำลังจะมา

บนใบหญ้าไม่ไกลนัก ตั๊กแตนสีเขียวสดตัวหนึ่งนอนหงายดีดขาเล่น เป่าใบไม้เป็นทำนองเหมือนเป่าฟลุต และหัวเราะเสียงใสดังไปทั่วทุ่ง

“เฮ้! เจ้ามดน้อย ทำไมต้องเหนื่อยยากขนาดนั้น?” ตั๊กแตนร้องขึ้น พลางตีลังกาอย่างสนุกสนาน “อากาศก็ดี อาหารก็หาได้ทั่วไป เจ้าควรจะมาเต้นรำกับข้า หรืออย่างน้อยก็นั่งพักใต้เงาไม้สักหน่อย!”

มดหอบเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบว่า “ข้ากำลังเตรียมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว… เจ้าเองก็ควรเก็บสะสมไว้บ้างนะ เวลาฤดูหนาวมา เจ้าอาจไม่มีอะไรจะกิน”

ตั๊กแตนหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “ฮะฮะฮ่า! เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ฤดูหนาวยังมาไม่ถึง ข้ามีเวลาสนุกอีกตั้งหลายวัน!”

หลังจากวันนั้น ตั๊กแตนก็ยังคงเต้นรำ เล่นดนตรี และร้องเพลงตลอดฤดูร้อน ในขณะที่มดก็ยังคงทำงานแบบไม่หยุดพัก

และแล้ววันหนึ่ง สายลมเย็นก็เริ่มพัดมา ใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง และในที่สุด… หิมะก็โปรยปรายลงมาจากฟ้า

ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวกลับกลายเป็นสีขาวโพลน ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงลมครวญครางในความว่างเปล่า

ในรังใต้ดินที่อบอุ่น มดนั่งกินเมล็ดธัญพืชที่สะสมไว้ รู้สึกอิ่ม อุ่น และปลอดภัย ในขณะที่ตั๊กแตน… ได้แต่ตัวสั่นอยู่ใต้กิ่งไม้ โดยไม่มีอาหาร ไม่มีที่ซ่อน และไม่มีเพื่อน

สุดท้าย เมื่ออากาศหนาวเหน็บจนเกินจะรับไหว ตั๊กแตนจึงตัดสินใจไปเคาะประตูรังของมด

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก เจ้ามด… ข้า… ข้าหิว… ข้าหนาว… ข้าผิดไปแล้ว ข้าควรฟังเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น…”

มดมองเขาผ่านช่องประตู แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกช้า ๆ จากนั้น มดก็พูดว่า “เข้ามาก่อนเถอะ ตั๊กแตน” มดพูดอย่างอ่อนโยน “ตอนนี้ เธอคงได้เรียนรู้แล้วว่า… เวลาแห่งการทำงานมีค่าไม่แพ้เวลาแห่งความสนุก”

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ตั๊กแตนก็เปลี่ยนไป แม้มันจะยังคงเล่นดนตรี แต่มันแบ่งเวลาเอาไว้สะสมอาหารด้วย และเมื่อฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง มันก็สามารถรับมือกับความหนาวได้ด้วยกำลังของมันเอง

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“คนที่ขยันหมั่นเพียรและรู้จักเตรียมพร้อมในเวลาที่เหมาะสม จะไม่ลำบากในภายหลัง ต่างจากคนที่มัวแต่สนุกสนานโดยไม่คิดถึงอนาคต”


Posted in นิทานร่วมสมัย, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

“บ้านที่ฟางชี้โด่ชี้เด่ – นิทานอบอุ่นหัวใจที่ปลุกชีวิตให้กลับมามีรอยยิ้ม”

Posted in #นิทานผจญภัย, นิทานก่อนนอน, นิทานเด็ก

อิซซุนโบชิ หนุ่มน้อยหนึ่งนิ้ว: นิทานญี่ปุ่นสุดน่ารัก สอนใจเรื่องความกล้าหาญ

Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ลูกกระต่ายยอดนักประดิษฐ์ – นิทานก่อนนอนสนุก ๆ พร้อมหุ่นยนต์สุดเท่

Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานฝรั่ง, นิทานเด็ก, เด็ก

นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)

Continue reading “นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)”
Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว