Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แอปเปิ้ลให้เพื่อน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แอปเปิ้ลให้เพื่อน” เป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น ที่สะท้อนให้เห็นว่า ศาสนาชินโตที่คนญี่ปุ่นนับถือ มีสาระสำคัญไม่ต่างจากศาสนาอื่น ๆ คือการกล่อมเกลาให้คนมีจิตใจที่ดีงาม นอกจากนี้ การนับถือศาสนาชินโตยังส่งผลให้คนญี่ปุ่นมองโลกในแง่ดี มีความยืดหยุ่น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แอปเปิ้ลให้เพื่อน” เป็นนิทานญี่ปุ่นสั้น ๆ ที่น่ารักและมีข้อคิดสอนใจ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านนิทานเรื่องนี้จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง แล้วประทับใจ จึงลองนำต้นฉบับมาเรียบเรียงให้อ่านได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเนื้อเรื่องแบบเดิมเอาไว้ทั้งหมด หวังว่านิทานญี่ปุ่นพร้อมข้อคิดเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกับการฟังนิทานก่อนนอนนะครับ

นิทานเรื่อง แอปเปิ้ลให้เพื่อน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกษตรกรคนหนึ่งมีลูกชาย 4 คน

ลูกชายคนโตมีชื่อว่า “ทาโร่” ลูกชายคนรองมีชื่อว่า “จิโร่” ลูกชายคนที่สามชื่อว่า “ซาบุโร่” ส่วนลูกชายคนสุดท้องน้องสุดท้ายมีชื่อว่า “ชิโร่”

(แต่เนื่องจากชื่อเหล่านี้อาจทำให้เด็ก ๆ ในเมืองไทยสับสน ผู้เรียบเรียงจึงขอใช้ชื่อเล่นต่อไปนี้ แทนชื่อลูก ๆ แต่ละคน คือ ลูกคนโตที่ชื่อทาโร่ ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “หนึ่งโร่” ลูกคนรองที่ชื่อจิโร่ ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “สองโร่” ลูกชายคนที่สามที่ชื่อ “ซาบุโร่” ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “สามบุโร่” และลูกชายคนที่สี่ที่ชื่อ “ชิโร่” ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “เตาอั้งโล่” อุ๊ย! เรียกว่า “สี่โร่” ดีกว่า)

วันหนึ่ง เกษตรกรผู้เป็นพ่อเดินทางเข้าไปในเมือง แล้วพบแอปเปิ้ลผลใหญ่กว่าปกติมาก ๆ วางขายอยู่ คุณพ่อจึงซื้อแอปเปิ้ลกลับมาด้วย 7 ผล

หนึ่งโร่ สองโร่ สามบุโร่ ได้รับแอปเปิ้ลยักษ์จากคุณพ่อคนละ 2 ผล รวมเป็น 6 ผล

ส่วนน้องเตาอั้งโล่ เอ้ย! สี่โร่ ได้แอปเปิ้ลเพียงแค่ผลเดียว เพราะเป็นน้องคนเล็กที่ยังเป็นเด็กน้อยอยู่

เมื่อพ่อมอบแอปเปื้ลให้ลูก ๆ แล้ว พ่อจึงกำชับกับลูก ๆ ว่า “แอปเปิ้ลแบบนี้หากินยาก เป็นแอปเปิ้ลอย่างดี เอาไปกินซะนะ อย่าเอาไปให้ใครกินล่ะ”

ในคืนต่อมา พ่อเรียกลูก ๆ ทั้งสี่มาหาอีกครั้ง แล้วถามลูกทีละคนเกี่ยวกับแอปเปิ้ลที่ได้รับไป

พ่อถามอั้งโล่ เอ้ย! สี่โร่ลูกคนเล็กก่อนว่า “แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้างลูก?”

สี่โร่แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วตอบพ่อว่า “ผมกินหมดแล้ว หมดเกลี้ยงเลย อร่อยมาก ๆ”

พ่อยิ้มแล้วถามหนึ่งโร่ลูกชายคนโตบ้างว่า ” แล้วลูกล่ะ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

หนึ่งโร่ตอบว่า “ผมกินหมดแล้ว มันอร่อยมาก แล้วผมก็เอาเมล็ดของมันไปปลูกเรียบร้อยแล้วครับ” พ่อยิ้มพร้อม ๆ กับชมหนึ่งโร่ว่า “เยี่ยมเลย เจ้านี่สมกับเป็นลูกชายคนโตของเกษตรกรจริง ๆ”

หลังจากนั้น พ่อก็ถามสองโร่ลูกชายคนรองว่า “แล้วเจ้าล่ะ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

สองโร่ตอบพ่อเขิน ๆ ว่า “ผมยังไม่ได้กินหรอกพ่อ คือ ผมเอาแอปเปิ้ลไปให้เพื่อนดู เพื่อนอยากกิน ผมก็เลยขายไปทั้งสองลูก ได้กำไรเยอะเลยครับ” พ่อส่ายหัวด้วยความเอ็นดูแกมระอาใจ แล้วจึงพูดว่า “เจ้านี่ชอบทำอะไรออกนอกลู่นอกทางอยู่เรื่อย ซื้อมาให้กินกลับเอาไปขาย แต่ก็ยังดีที่มีหัวการค้า”

ท้ายสุด พ่อหันมาถามลูกชายคนที่สามบ้างว่า “แล้วเจ้าล่ะสามบุโร่ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

สามบุโร่เป็นคนหัวอ่อน พูดน้อย แต่จิตใจดี เมื่อพ่อถาม เขากลับก้มหน้าหลบสายตาพ่อ และไม่ยอมตอบพ่อ จนพ่อต้องถามเขาอีกหลายครั้ง

พ่อเห็นท่าทางของลูกชายก็พอจะคาดเดาได้ พ่อจึงบ่นออกมาว่า “อุตส่าห์ซื้อแอปเปิ้ลอย่างดีมาฝาก แต่พอให้อะไรไป เจ้าก็คงเอาไปแบ่งให้คนอื่นเหมือนทุกครั้งอีกใช่ไหม”

สามบุโร่เม้มปาก ตาแดง เหมือนคนที่กำลังจะร้องไห้ เด็กหัวอ่อนที่เชื่อฟังพ่อรู้สึกผิด จากนั้น เขาก็สารภาพกับพ่อว่า “พอดี….เพื่อนของผมไม่สบายมาก เขานอนป่วยอยู่หลายวันแล้ว ผมเลย….เอาแอปเปิ้ลอย่างดีที่พ่อให้ เอาไปให้เขา แต่ผมไม่ได้เอาไปให้เขากินนะ ผมแค่…..แค่วางไว้ที่ข้างเตียงของเขาเฉย ๆ แล้วก็กลับมา”

สามบุโร่บอกพ่อ เหมือนอยากบอกให้พ่อรู้ว่า เขาไม่เคยลืมคำที่พ่อกำชับไว้เลย แต่เขาอยากให้กำลังใจเพื่อนที่ป่วยอยู่

เมื่อพ่อมองลูกชายผู้มีจิตใจดีงาม พ่อก็ส่งยิ้มให้สามบุโร่อย่างอ่อนโยน จากนั้น พ่อก็พูดกับลูก ๆ ทุกคนว่า “สามบุโร่เป็นคนที่มีจิตใจดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา สิ่งที่พวกเราต้องจำไว้คือ พวกเราต้องไม่ลืมหัวใจดีงามแบบนี้นะ”

ลูก ๆ ทุกคนพยักหน้าและมองสามบุโร่ด้วยความชื่นชม ในที่สุด นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานอีสป หมากับเงา

นิทานอีสปเรื่อง หมากับเงา เป็นนิทานอีสปสั้น ๆ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้เป็นนิทานอ่านก่อนนอนได้ นิทานอีสปเรื่องนี้ แปลและเรียบเรียงมาจากต้นฉบับนิทานอีสปที่ชื่อว่า THE DOG AND HIS SHADOW วิธีการแปลเป็นการแปลแบบจับใจความ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นนิทานที่อ่านเข้าใจง่าย ส่วนในตอนท้ายของนิทาน ผู้แปลและเรียบเรียง (แอดมิน) ได้เขียนสรุปข้อคิดเอาไว้ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถนำไปพูดคุยกับเด็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากใครต้องการค้นหาที่แต่งโดย อีสป (Aesop) และอยากได้นิทานที่มีข้อคิดไปให้เด็ก ๆ อ่าน ก็สามารถนำนิทานพร้อมข้อคิดและผู้แต่งเรื่องนี้ ไปใช้เป็นนิทานสำหรับส่งเสริมการอ่านและการจับใจความได้ ส่วนผู้อ่านที่ต้องการอ่านนิทานอีสปภาษาอังกฤษ สามารถอ่านนิทานอีสปภาษาอังกฤษที่ลงต่อจากนิทานภาษาไทยได้เลย ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานอีสปเรื่องนี้นะครับ


นิทานอีสป หมากับเงา

หมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นงามชิ้นหนึ่งมากินเป็นอาหารเย็น บางคนบอก มันขโมยเนื้อชิ้นนั้นมา แต่บางคนบอกว่า คนขายเนื้อมอบเนื้อชิ้นนั้นให้มันเป็นอาหาร (ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น)

เจ้าหมาชอบกินเนื้อที่บ้านมากที่สุด มันจึงวิ่งเหยาะ ๆ เยื้องย่างอวดเนื้อที่มันคาบอยู่ในปากอย่างมีความสุขราวกับเป็นพระราชา

ระหว่างทางกลับบ้าน เจ้าหมาต้องข้ามลำธารสายหนึ่งซึ่งมีไม้พาดผ่านเป็นสะพาน น้ำในลำธารนิ่งและใส เจ้าหมาหยุดยืนที่กลางสะพานและก้มมองดูผืนน้ำที่อยู่เบื้องล่าง เจ้าหมามองเห็นหมาอีกตัวหนึ่งซึ่งมีรูปร่างพอ ๆ กับมันปรากฏอยู่ตรงนั้นและกำลังจ้องมองมันอยู่ ที่สำคัญ หมาตัวนั้นคาบเนื้อชิ้นงามอยู่ด้วย

“ฉันจะเอาเนื้อชิ้นนั้นมาให้ได้” เจ้าหมาพูด “เนื้อที่ฉันมี กับเนื้อที่ฉันแย่งมาได้ จะต้องทำให้คืนนี้เป็นการกินอาหารเย็นที่สุขีสุโขที่สุด!”  ว่องไวปานความคิด เจ้าหมารีบกระโจนไปตะครุบเนื้อที่มันเห็น แต่การทำเช่นนั้น ทำให้มันต้องอ้าปาก ซึ่งเมื่อมันอ้าปาก เนื้อที่มันคาบอยู่ก็หล่นลงไปยังก้นของลำธาร

ทันใดนั้นเอง เจ้าหมาก็เห็นว่าเนื้อในปากของหมาอีกตัวได้หายไปด้วยเช่นกัน

เจ้าหมากลับบ้านไปด้วยอาการ “หมาหงอย” การพยายามไขว่คว้าเงาที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้เจ้าหมาสูญเสียชิ้นเนื้อที่มันมีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย

จบ

บันทึก :

นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการซ่อนอยู่ เช่น การด่วนตัดสินใจอย่างไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ดังเช่น เจ้าหมาที่มองเห็นเงาในลำธาร แล้วรีบกระโจนเข้าแย่งชิ้นเนื้อจากเงานั้น โดยไม่พิจารณาให้ดีเสียก่อน สุดท้าย จึงทำให้ต้องเปียกปอนและสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แล้วไปอย่างน่าเสียดาย หรืออาจมองในแง่การสอนใจให้รู้จักพอในสิ่งที่ตนเองมี ดีกว่าการทะเยอทะยานด้วยความโลภ ซึ่งสุดท้าย ความโลภอาจทำให้ต้องสูญเสียสิ่งที่มีไปด้วย ดังเช่นเจ้าหมาที่ต้องสูญเสียชิ้นเนื้อที่คาบอยู่ไปด้วยความโลภที่อยากมีชิ้นเนื้อมากขึ้น (แถมยังเป็นการแย่งชิงของของคนอื่น)

THE DOG AND HIS SHADOW

A dog once had a nice piece of meat for his dinner. Some say that it was stolen, but others, that it had been given him by a butcher, which we hope was the case.

Dogs like best to eat at home, and he went trotting along with the meat in his mouth, as happy as a king.

On the dog’s way there was a stream with a plank across it. As the water was still and clear, he stopped to take a look at it. What should he see, as he gazed into its bright depths, but a dog as big as himself, looking up at him, and lo! the dog had meat in his mouth.

“I’ll try to get that,” said he; “then with both mine and his what a feast I shall have!” As quick as thought he snapped at the meat, but in doing so he had to open his mouth, and his own piece fell to the bottom of the stream.

Then he saw that the other dog had lost his piece, too. He went sadly home. In trying to grasp a shadow he lost his substance.

#นิทานอีสป

…………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเด็กน้อย : ทำหมันแมว

เมื่อวันอาทตย์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความจากคุณแม่ของน้อง วรินรำไพ จริเกษม หรือน้องฮานะ ทักถามเรื่องหนังสือนิทานว่ายังมีนิทานเหลือพอจะแบ่งขายให้ได้ไหม หลังจากนั้น คุณแม่เล่าเรื่องน้องฮานะให้ฟังและส่งนิทานที่น้องฮานะแต่ง (แต่งตอนป.1) มาให้ดู

นิทานที่น้องฮานะแต่ง มีเนื้อเรื่องและภาพวาดที่น่ารักมาก ผมชอบมุมมองแบบเด็ก ๆ ที่ “สดใส” และทำให้คาดเดาได้ว่า เหตุการณ์แบบในเรื่องอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะมันมีชีวิตชีวาจนทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ ที่สำคัญ เมื่อผมดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น้องฮานะแอบใส่ไว้ในภาพวาด (ซึ่งมีคุณแม่ช่วยประกอบภาพให้นิดหน่อย) ผมก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น

ในมุมมองของผม ผลงานที่ลูกกับแม่ทำด้วยกันเป็นงานที่มีคุณค่ามาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเอ่ยปากขออนุญาตคุณแม่ในการนำผลงานของน้องฮานะมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (ลิขสิทธิ์เป็นของน้องฮานะ) และแอบทำคลิปเพื่อให้ทุกคนได้ดูในอีกรูปแบบหนึ่ง (คลิปมี 2 แบบ คือแบบมีเสียงเล่า และแบบมีแต่เสียงดนตรี)

หวังว่าผลงานของน้องฮานะเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข เชิญรับชมผลงานของเด็กน้อยที่น่ารักคนนี้ได้เลยนะครับ

เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” แบบมีเสียงบรรยาย
เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” ฉบับมีแต่ดนตรีประกอบ

ถ้าครอบครัวไหนอยากนำผลงานของเด็ก ๆ มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญก็สามารถส่งมาได้นะครับ ผมจะช่วยดูแลและจัดการให้ เชื่อว่าเด็ก ๆ จะมีกำลังใจและเกิดความมั่นใจในการทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปมากขึ้นครับ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince)

เรื่อง เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince) เป็นนิทานพื้นบ้านฮังการี ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แปลและเรียบเรียงมาฝากเด็ก ๆ ที่รออ่านนิทานนำบุญเรื่องใหม่ ๆ (แต่ไม่ค่อยมีนิทานเรื่องใหม่ให้อ่านบ่อยนัก) คำว่าชิลชิลในเรื่อง เป็นคำแสลง หรือเป็นภาษาวัยรุ่น ที่หมายถึง “สบายสบาย ไม่คิดอะไรมาก” ซึ่งการเลือกใช้คำนี้ในชื่อเรื่อง เพราะผมเห็นว่าตัวละครหลักของเรื่องมีนิสัยใกล้เคียงกับความหมายของคำนี้ (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า เจ้าชายสบายสบาย แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ตรงเสียทีเดียว) ส่วนการเรียบเรียงเนื้อหาของนิทานเรื่องนี้ ผมพยายามคงเรื่องราวตามนิทานดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่มีการเพิ่มเหตุผลในบางส่วนเข้าไปให้นิทานมีความกลมกล่อมมากขึ้น ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสจากการอ่านนิทานเรื่องนี้ ความดีของนิทานเรื่องนี้ขอ มอบให้แก่ผู้แต่งดั้งเดิมซึ่งไม่ปรากฏนาม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายชิลชิล

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนหนึ่ง มีลูกชายสามคน

ลูกชายคนเล็กของชาวนามีชื่อว่า  “จอห์น”    จอห์นเป็นหนุ่มน้อยที่ชอบใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ  ไม่คิดอะไรให้หนักสมอง  ยามว่าง เขามักนอนเล่นเรื่อยเปื่อยจนดูเหมือนเป็นคนที่มีชีวิตว่างเปล่า  ไร้แก่นสาร  พี่ชายทั้งสองของจอห์นพยายามผลักดันให้น้องชายคิดถึงอนาคตให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนจอห์นจะชอบนอนเล่นอยู่กับปัจจุบันมากกว่า  เรียกว่ามีงานก็ทำไป ทำงานเสร็จก็พักผ่อนสบายใจ  พี่ชายของจอห์นจึงมักมองน้องชายว่าเป็นคนซื่อบื้อไร้ความคิด

วันหนึ่ง ชาวนาและลูกทั้งสามเดินไปที่ท้องนาและพบว่ากองฟางที่พวกเขาก่อไว้กระจัดกระจายเละเทะไปหมด พวกเขาจึงต้องช่วยกันก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิม  จากนั้น ชาวนาจึงให้ลูกชาวคนโตนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำให้กองฟางกระจุยกระจายอีก

คืนนั้น มีหนูตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วมองไปที่ลูกชายคนโตของชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนโตเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเผลอหลับไปในที่สุด 

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง   เย็นวันนั้น ชาวนาสั่งให้ลูกชายคนรองไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

คืนนั้น  เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ ก็ปรากฏตัวและจ้องมองลูกชายชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนรองเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืม แล้วเผลอหลับไปในที่สุด   

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง  เย็นวันนั้น ชาวนาจึงสั่งให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

เมื่อพี่ชายทั้งสองได้ฟัง  พวกเขาก็พากันเย้นหยันว่า  น้องชายจอมซื่อบื้อของพวกเขา คงเอาแต่นอนเล่นสบาย ๆ แบบคนไร้หัวคิด แล้วกองฟางก็คงเละเทะเหมือนเดิม

คืนนั้น เมื่อจอห์นไปนั่งเฝ้ากองฟางตามคำสั่งของพ่อ  จู่ ๆ เจ้าหนูก็ปรากฏตัวขึ้นและมองไปที่หน้าของเขา  จอห์นเป็นคนสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก  เมื่อเขาเห็นหนู เขาจึงส่งยิ้มให้ จากนั้น เขาก็แบ่งเนยแข็งที่เตรียมมาให้หนูกินเล็กน้อย 

เมื่อหนูได้กินเนยแข็ง มันก็ยิ้มแก้มตุ่ย  จากนั้น มันก็รู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณของจอห์น  มันจึงบอกความลับให้จอห์นรู้ว่า  “เธอรู้ไหมว่าทำไมกองฟางของเธอจึงเละเทะทุกวัน” หนูเกริ่น  “ตอนดึก ๆ มีม้าตัวหนึ่ง มันชอบมาแผลงฤทธิ์ในทุ่งนา แล้วเตะฟางให้กระจุยกระจาย แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ  ฉันจะเสกบังเหียนในการบังคับม้าให้  เมื่อม้าปรากฏตัว เธอจะต้องเอาบังเหียนไปที่ม้า แล้วกระโดดขึ้นไปขี่หลังของมันให้ได้ ถ้าเธอบังคับม้าได้ กองฟางจะไม่กระจุยกระจายอีกต่อไป”

คืนนั้น  จอห์นจึงเตรียมตัวทำตามที่หนูบอกโดยถือบังเหียนเอาไว้ในมือ แล้วนอนเล่นอยู่เงียบ ๆ ในเงามืดแบบชิลชิลอย่างที่เขาถนัด   เมื่อม้าปรากฏตัวและเผลอไผล จอห์นก็ดีดตัวขึ้นมาจากเงามืดแล้วเหวี่ยงบังเหียนไปที่เจ้าม้า จากนั้น เขาก็กระโจนขึ้นขี่ม้าทันที

ม้าพยายามเหวี่ยงตัวจอห์นให้ตกลงพื้น พร้อมกับวิ่งเข้าชนกองฟาง แต่จอห์นขืนตัวดึงบังเหียนไว้อย่างสุดกำลัง ไม่นานนัก ม้าก็รู้ตัวว่า หนุ่มน้อยชิลชิลที่เอาแต่นอนเล่นสะสมพลังมีความแข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่านัก ในที่สุด  ม้าจึงเลิกพยศแล้วพูดกับจอห์นว่า  “ฉันยอมแพ้แล้วเจ้านาย  ฉันขอมอบนกหวีดให้เจ้านาย 3 ตัว  ถ้าเจ้านายเป่านกหวีดตัวใดตัวหนึ่ง  ม้าประจำนกหวีดนั้นจะมาปรากฏตัวให้เห็น พร้อมกับนำชุดเจ้าชายมาให้เจ้านายใส่เพื่อขี่ม้าด้วย” เมื่อพูดจบ ม้าก็มอบนกหวีดสีทองแดง นกหวีดสีเงิน และนกหวัดสีทองให้แก่จอห์น 

เมื่อจอห์นกลับถึงบ้าน เขาจึงบอกกับพ่อว่า “พ่อครับ วันนี้ กองฟางเป็นปกติดี ไม่ได้กระจุยกระจายเละเทะแบบทุก ๆ วัน  ถ้าคุณพ่อมีอะไรให้จอห์นทำก็เรียกใช้ได้นะครับ  แต่ถ้าไม่มีอะไร จอห์นขอไปนอนเล่นก่อนนะครับ”

เมื่อพี่ชายทั้งสองคนได้ฟัง  พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน  แต่เมื่อชาวนาและพี่ชายทั้งสองออกไปดูที่ท้องนา  พวกเขาก็เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนดังที่จอห์นบอก  ชาวนาจึงพูดกับลูกชายอีกสองคนว่า “พวกเจ้าอย่าดูถูกน้องของตัวเองมากเกินไป  ถึงจะเป็นการพูดเล่นด้วยความเป็นห่วง  แต่คนที่พวกเจ้าหาว่าซื่อบื้อไร้หัวคิด เป็นคนเดียวที่ดูแลกองฟางได้สำเร็จนะ”

เมื่อเวลาผ่านไป  จอห์นก็ยังคงใช้ชีวิตชิลชิลอยู่ดังเดิม ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ยังคงเหน็บแนมเขา (ด้วยความเป็นห่วงไม่เคยเปลี่ยน)  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหญิงลูกสาวของพระราชาทรงตัดสินใจที่จะแต่งงาน  พระองค์จึงจัดพิธีเลือกคู่ โดยกำหนดให้คนที่ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ขึ้นไปบนภูเขาแก้วอันสูงชัน แล้วปีนขึ้นไปบนยอดของต้นสนเพื่อนำรองเท้าทองคำลงมามอบให้แก่เจ้าหญิงให้ได้  ถ้าใครทำได้สำเร็จ คนนั้นก็จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ชายหนุ่มจากทั่วทุกสารทิศพากันเข้าร่วมชิงชัยเพื่อคว้าโอกาสแต่งงานกับเจ้าหญิงแสนสวย  พี่ ๆ ของจอห์น อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาจึงพากันไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวัง  แต่จอห์นไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร  เขาพอใจที่จะนอนเล่นชิลชิลอยู่ที่บ้านมากกว่า ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ตามพี่ ๆ ไปด้วย จนพี่ ๆ ถึงกับโพล่งออกมาว่า “ถ้าวัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วชีวิตมันจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร”  

เมื่อพี่ ๆ ออกจากบ้านไปแล้ว  จอห์นซึ่งรู้ดีว่าพี่ ๆ เป็นห่วง ก็มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

จอห์นจัดแจงหยิบนกหวีดสีทองแดงออกมาจากถุงย่ามประจำตัวของเขา  จากนั้น เขาก็เป่านกหวีด  ซึ่งมันทำให้ม้าสีทองแดงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชุดเจ้าชายสีทองแดงที่เท่อย่างไร้ที่ติ จอห์นค่อย ๆ สวมชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เขาคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ในใจ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็กระโจนขึ้นม้า แล้วควบม้าสนุก ๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาแก้วอันสูงชันอย่างสบายใจ

ในช่วงที่จอห์นขี่ม้าผ่านปราสาท  เจ้าหญิงมองเห็นเจ้าชายหนุ่มสุดเท่ในชุดสีทองแดงขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์ไปอย่างสบายสบาย  เจ้าหญิงก็ทรงแอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายองค์นี้จะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  

แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขาผ่านคู่ต่อสู้ไปทีละคนสองคนจนทิ้งห่างจากคู่แข่งไปจนถึงกึ่งกลางของระยะทาง  (ซึ่งคู่แข่งต่างหมดแรงไปต่อไม่ไหว)   จู่ ๆ จอห์นก็ขี่ม้าย้อนกลับลงมาที่ตีนเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นไก่ตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากกาารปีนขึ้นไปนั่งเล่นที่รั้วบ้าน  พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้อ อย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  พี่ชายทั้งสองของจอห์นยังคงแวะไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวังอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีเงินออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากที่เขาเป่านกหวีดสีเงิน  ม้าสีเงินก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีเงินที่เท่กว่าชุดสีทองแดงหลายเท่า  จอห์นค่อย ๆ แต่งชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เมื่อทุกอย่างพร้อม  จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนกำลังจะไปเที่ยวเล่นที่สวนสนุก 

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีเงินขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างมีความสุข เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายที่หล่อขึ้นกว่าเมื่อวานจะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นภูเขาผ่านคู่แข่งที่นอนหมดแรงทั้งคนทั้งม้าไปจนเกือบถึงยอดเขา จอห์นก็บังคับม้าให้ย้อนกลับลงจากยอดเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นเป็ดตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคายุ้งข้าว 

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันต่อมา  งานเลือกคู่ยังคงดำเนินไปเป็นวันสุดท้าย  แน่นอนว่า..พี่ชายทั้งสองของจอห์นก็ยังคงแวะเข้าไปดูงานอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีทองออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีดสีทอง  ม้าสีทองก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีทองที่ดูสง่างามมากที่สุดเมื่อเทียบกับสองชุดที่ผ่านมา  จอห์นค่อย ๆ ใส่ชุดสีทองอย่างสบายอารมณ์ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนไปเที่ยวเล่น

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีทองขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างอารมณ์ดี  เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ขอให้เจ้าชายที่เปลี่ยนชุดทุกวันพระองค์นี้ นำรองเท้าลงมาได้และเป็นผู้ชนะด้วยเถิด”  แต่ในวันนี้  แม้จอห์นจะขี่ม้าขึ้นไปจนถึงยอดเขา และนำรองเท้าทองคำลงจากยอดต้นสนได้สำเร็จ  แต่แทนที่เขาจะนำรองเท้ามาให้เจ้าหญิง  เขากลับขี่ม้าลงไปอีกทางหนึ่งของภูเขาและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็ดไก่และใครต่อใครต่างงุนงงจนตาเกือบแตก  ส่วนเจ้าหญิงก็ร้องไห้เสียใจเพราะไม่รู้ว่าเจ้าชายสุดหล่อที่เปลี่ยนชุดทุกวันขี่ม้าหายไปไหน

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งมองสบาย ๆ ที่หลังคาบ้าน

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่า ถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

ที่พระราชวัง   พระราชาทรงป่าวประกาศให้ชายหนุ่มที่นำรองเท้าทองคำไปออกมาแสดงตัว  แต่จนแล้วจดรอดก็ไม่มีใครออกมาปรากฏตัวให้เห็น  ด้วยเหตุนี้  พระราชาจึงให้ทหารออกค้นบ้านของชาวบ้านทีละหลัง  จนในที่สุด พวกทหารก็มาถึงบ้านของชาวนากับลูกชายทั้งสาม

เมื่อทหารค้นห้องของพ่อและพี่ชายทั้งสองคนเสร็จ พวกเขาก็ถามว่า  “ในบ้านนี้ยังมีคนอยู่อีกไหม”

พี่ชายทั้งสองของจอห์นจึงบอกว่า  “นอกจากพวกเรากับพ่อแล้ว  ในบ้านยังมีน้องชายจอมซื่อบื้อที่วัน ๆ ก็ไม่เห็นทำอะไรอยู่อีกคนหนึ่ง”   ทหารจึงขอพบตัวจอห์น และค้นจนเจอรองเท้าทองคำของเจ้าหญิงซ่อนอยู่ในย่ามประจำตัวของเขา

พี่ชายทั้งสองต่างตกตะลึงและไม่รู้ว่าน้องชายผู้ไม่มีอนาคตของพวกเขา มีรองเท้าทองคำอยู่ในย่ามได้อย่างไร   ส่วนจอห์นได้แต่ยิ้ม ๆ เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองของเขางงเป็นหมูตาแตก หลังจากนั้น ทหารก็ให้จอห์นและทุกคนในครอบครัวเดินทางไปที่พระราชวัง  เพื่อให้จอห์นเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าหญิง

เมื่อไปถึงพระราชวัง  หลาย ๆ คนไม่เชื่อว่าจอห์นเป็นคนที่นำรองเท้าทองคำ ลงจากยอดต้นสนได้จริง ๆ  พวกเขาจึงถามหาชุดสีทอง สีเงิน และสีทองแดงที่พวกเขาเคยเห็นเมื่อวันก่อน

เมื่อถูกคาดคั้น  จอห์นจึงนำนกหวีดทั้งสามตัวออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีด  ม้าทั้งสามก็ปรากฏตัวพร้อมกับชุดสุดเท่ทั้ง 3 สี  จอห์นนำชุดสีทองทองมาสวมจนกลายเป็นเจ้าชายชิลชิลสุดเท่   จากนั้น เขาได้มอบชุดอีก 2 ชุดให้พี่ชายทั้งสองของเขา  ที่กำลังยืนงงต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า 

หลังจากนั้น  จอห์นก็มอบรองเท้าทองคำให้แก่เจ้าหญิง  และแล้ว…..เจ้าชายชิลชิลก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คนต่อเทียน

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นนิทานที่มีความหมายสำหรับผมมาก ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้ไหมหรือจะเข้าใจเนื้อหาของนิทานไหม แต่หัวใจของนิทานเรื่องนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อจริง ๆ เหมือนที่ผมเลือกแต่งนิทาน เพราะผมเชื่อว่า การทำให้เด็กมีความสุขเป็นสิ่งที่ผมควรทำ

หลังจากนิทานได้พิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนไปแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับเสียงสะท้อนใด ๆ จากผู้อ่าน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่เมื่อผมนำนิทานเรื่องนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ หนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง “คนต่อเทียน” ก็ได้รับรางวัลราว 3-4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักเขียนนิทานของผม แต่ถ้อยคำในหนังสือคนต่อเทียน กับ นิทานต้นฉบับมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของสื่อหนังสือภาพและสื่อนิทาน ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านลองอ่านนิทานเรื่องนี้ในแบบดั้งเดิม และถ้าถูกใจอาจลองหาฉบับหนังสือภาพของสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์มาอ่านอีกครั้ง ผมเชื่อว่านิทานและหนังสือภาพเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นผลงานที่มีคุณค่าสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตครับ

นิทานเรื่อง คนต่อเทียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกที่ห่างไกลจากความเจริญ ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นคนยากจนและมีชีวิตที่ลำบาก  หนำซ้ำ…หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน  ชาวบ้านทุกคนก็แทบจะไม่กล้าออกจากเรือนพัก เพราะรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นป่าทึบที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังยากที่จะส่องลงมาได้  ทำให้สัตว์ร้ายต่าง ๆ มักแฝงตัวอยู่ในความมืด แล้วหาโอกาสทำร้ายชาวบ้านหรือนักเดินทางที่บังเอิญผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง  ชายชราซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านรู้สึกเป็นห่วงลูก ๆ หลาน  ๆ และผู้คนที่อาจโดนสัตว์ป่าทำร้ายไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ชายชราจึงปรึกษากับภรรยาที่มีอายุไล่เลี่ยกันเพื่อหาวิธีป้องกันอันตรายให้แก่ทุก ๆ คน

หลังจากที่สองตายายปรึกษาหารือกันอยู่หลายวัน  ในที่สุด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจนำเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตไปซื้อเทียนไขจำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม แล้วทำการจุดเทียน พร้อมกับนำมันไปติดตั้งบนก้อนหินทั้งในตัวหมู่บ้านและในราวป่า  จนหมู่บ้านและป่าที่เคยมืดสนิทในยามค่ำคืนกลับสว่างไสวด้วยแสงเทียนดูงามตาน่าพิศวง 

แสงเทียนที่งดงามทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอยากรู้ว่าแสงสว่างกลางป่ามีที่มาอย่างไร  ชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลบางคนเข้าใจว่า ผู้ที่นำเทียนมาติดตั้งในป่าอาจเป็นคนของพระราชาผู้ครองแคว้น, บางคนเดาว่าอาจเป็นความเมตตาของเศรษฐีใจบุญที่มีเงินมหาศาล, บางคนคิดไปว่าอาจเป็นฝีมือของเทวดาที่แอบมาช่วยเหลือมนุษย์  เมื่อความสงสัยทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันเข้าไปในป่าเพื่อหาคำตอบ 

เมื่อชาวเมืองทั้งหลายพากันเข้ามาในป่า  พวกเขาก็เห็นชายชรากับภรรยาค่อย ๆ เดินจุดเทียนไปทีละเล่ม ๆ จนครบทั้งหนึ่งหมื่นเล่มอย่างไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  หลังจากนั้น  ชาวเมืองก็ตามสองตายายกลับไปที่เรือนพัก ซึ่งเพียงแค่เห็นสภาพของเรือนพัก ทุกคนก็รู้ในทันทีว่า ผู้เฒ่าทั้งสองไม่น่าจะเป็นคนที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้แต่อย่างใดเลย

ชาวเมืองทั้งหลายจึงสงสัยว่า ชายชรากับภรรยาได้อะไรจากการจุดเทียนไปทั่วทั้งป่า (หรือมีคนจ้างวานให้ทำเช่นนี้) แต่เมื่อชาวเมืองได้ฟังคำตอบของผู้เฒ่าทั้งสอง ชาวเมืองก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะทั้งคู่ตอบว่า  สิ่งที่ได้จากการจุดเทียนมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

จริง ๆ แล้ว  สองตายายผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่าไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างในยามค่ำคืนเลยแต่เพียงเพราะผู้เฒ่าทั้งสองอยากป้องกันภัยให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในหมู่บ้านของตัวเองและผู้คนทั้งหลายที่อาจจำเป็นต้องเดินทางผ่านป่าในยามค่ำคืน  ชายชราและภรรยาจึงเสียสละเงินส่วนตัวก้อนสุดท้ายและเรี่ยวแรงที่มี ทำการจุดเทียนหนึ่งหมื่นเล่มทุกวันเพื่อให้ทุก ๆ คนปลอดภัยจากสัตว์ร้ายในป่า

ความตั้งใจดีของสองตายายจุดประกายให้ทุก ๆ คนนึกอยากทำความดีเพื่อผู้อื่นบ้าง  ชาว เมืองทั้งหลายจึงผลัดกันนำเทียนเล่มใหม่มาแทนเทียนหนึ่งหมื่นเล่มของชายชราและภรรยาที่ค่อย ๆ สั้นลงทุกวัน ๆ  รวมทั้งพวกเขายังบริจาคเงินทองและแบ่งปันข้าวของให้แก่ชาวบ้านในป่าที่มีฐานะยากจนกว่าอีกด้วย

ส่วนชาวบ้านในป่านั้น  พวกเขาก็นำอ่างใส่น้ำดื่มมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน, ทำเพิงนั่งพักให้คนที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางได้ใช้หลบแดด, ติดป้ายและกระดิ่งที่ประตูให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเรียกหาได้ทุกเวลา, จัดขนมผัดขนมต้มและผลไม้วางไว้ให้นักเดินทางได้ใช้รองท้อง และพยายามเสนอตัวช่วยเหลือคนทุกคนตามกำลังที่มีอยู่

ความดีที่ผู้สูงอายุทั้งสองได้กระทำลงไปเปรียบเหมือนการเริ่มต้นจุดเทียนให้แสงสว่างแก่สังคมที่มืดมิด  แม้ในตอนแรกแสงอาจยังน้อย แต่เมื่อผู้คนเห็นดีเห็นงามกับการทำความดีและพร้อมใจกันต่อเทียนแห่งความดีด้วย   ทุกหนทุกแห่งจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีงามและความสุข

สองตายายดีใจมากที่ได้เห็นคนทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ส่วนผู้คนทั้งหลายนั้น  เมื่อพวกเขาเล็งเห็นถึงจิตใจอันดีงามของผู้เฒ่าทั้งสอง  ทุกคนจึงช่วยกันดูแลชายชราและภรรยาผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้มีความสุขสืบมา…ตลอดชั่วชีวิตของท่าน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” เป็นนิทานแนวนิทานสระ หรือนิทานตลก ๆ ก่อนนอนที่อาจใช้เป็นนิทานสอนอ่าน สำหรับให้เด็กได้ฝึกอ่านภาษาไทย แม้คำศัพท์ในนิทานเรื่องนี้อาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อเด็ก ๆ ได้ฟังนิทานหลาย ๆ ครั้งและเข้าใจความหมายของคำมากขึ้นแล้ว เมื่อต้องอ่านเอง ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นคำคล้องจองซึ่งลงท้ายด้วยสระอุทั้งหมด ก็น่าจะทำให้เด็ก ๆ คาดเดาคำที่อ่านได้ไม่ยากเกินไปนัก หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชื่นชอบนะครับ

นิทานเรื่อง เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

เรื่องจริง…ไม่ใช่เรื่องกุ

มีเด็กน้อยชื่อว่า ‘วสุ’

เป็นเด็กหน้าตาคิขุ

อาศัยอยู่ที่เกาะทะลุ

ในวันแดดร้อนระอุ

เด็กน้อยมักไปนอนอุตุ

หลบแดดที่เพิงผุผุ

ตรงชายหาดใกล้บ่อน้ำพุ

วันหนึ่ง มีฝูงวัตถุ

คลานมาหาเด็กชายวสุ

พวกมันคือเต่าตนุ

ตัวนิดเดียวแต่ดูอ้วนตุ๊

วสุถามเต่าตนุ

“มาจากไหนโปรดจงระบุ”

พวกเต่าบอกเด็กคิขุ

“ช่วยเราด้วย สาธุ…สาธุ…

พวกเราเจอยักษ์ยอดดุ

เขี้ยวแหลมแหลมแถมแก้มฉุฉุ

มันอยากกินเต่าตนุ

จึงไล่จับเราใส่กระชุ

โชคดีกระชุมันผุ

มีไม้ไผ่เป็นวัสดุ

พวกเราลูกเต่าตนุ

จึงมุดหนีตรงรูทะลุ”

เต่าน้อยอ้อนวอนวสุ

ให้ช่วยปราบเจ้ายักษ์ยอดดุ

ไม่นาน…เด็กน้อยคิขุ

ก็ยอมช่วยเต่าตามแรงยุ

ขั้นแรกเจ้าหนูวสุ

เริ่มจากหาตำราในกรุ

เป็นสูตรยาอันเอกอุ

ตำรับของพระวิษณุ

จากนั้น เด็กน้อยคิขุ

ก็ปรุงยาตามสูตรระบุ

ผสม ‘จุนสีสตุ’

ในเตาไฟที่ร้อนคุคุ

เมื่อเสร็จ..เด็กชายวสุ

ก็บอกกับเหล่าเต่าตนุ

ขออึที่เหม็นตุตุ

ใส่เข้าไปเป็นอันล่วงลุ

พวกเต่าหัวเราะหุหุ

เมื่อทราบสูตรยาของวสุ

เด็กน้อยบอกเต่าตนุ

“อย่าเอ็ดไป จุ๊จุ๊จุ๊จุ๊”

จากนั้น เด็กชายวสุ

ก็ทำการห่อพัสดุ

ส่งให้เจ้ายักษ์หน้าฉุ

หลอกว่าเป็นขนมทองพลุ

 เจ้ายักษ์หลงกลวสุ

กินขนมจากพัสดุ

ด้วยความที่มันกินจุ

ฤทธิ์ของยาจึงเริ่มประทุ

สงสาร..เจ้ายักษ์ยอดดุ

ที่ขนพองท้องไส้ระอุ

ฟันฟางก็ค่อยค่อยผุ

หมดเรี่ยวแรงแทบสิ้นอายุ

เมื่อเห็นว่ายักษ์หน้าฉุ

สิ้นฤทธิ์ด้วยยาของวสุ

บรรดาพวกเต่าตนุ

จึงฉลองด้วยการยิงพลุ

นี่คือเรื่องของวสุ

กับการช่วยเหลือเต่าตนุ

จบแล้วนิทานสระอุ

ช่วยหัวเราะ “ฮุฮุฮุฮุ”

#นิทานนำบุญ

—————————

คำศัพท์น่ารู้ :

กระชุ    หมายถึง ภาชนะสานอย่างหนึ่งใช้บรรจุของ

กรุ       หมายถึง ห้องที่ทำไว้ใต้ดิน

คิขุ       หมายถึง น่ารัก (ใช้ในภาษาพูด)

จุนสีสตุ  หมายถึง สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทองแดงและกำมะถัน 

พระวิษณุ หมายถึง เทพเจ้าฮินดูผู้ปกปักรักษาโลก

เอกอุ     หมายถึง เป็นเลิศ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานแปลกๆ ทั้งในส่วนของตัวละครที่เป็นยอดมนุษย์และพลังพิเศษที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจสักเท่าไร แต่เมื่ออ่านไปจนจบ นิทานเรื่องนี้คงสร้างรอยยิ้มและให้ข้อคิดบางอย่างแก่คุณผู้อ่านได้พอสมควร หวังว่านิทานตลกๆก่อนนอนเรื่องนี้จะถูกใจใครหลาย ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคล้าย ๆ กับเหล่ายอดมนุษย์ทั้งหลาย  แต่เด็กคนนี้กลับไม่ภูมิใจในพลังพิเศษที่เขามีอยู่เลย  เพราะพลังพิเศษของเขานั้น ไม่ใช่พลังในการเหาะเหินเดินอากาศ, ไม่ใช่พละกำลังที่ล้นเหลือเกินมนุษย์, ไม่ใช่อำนาจในการปล่อยแสงต่อสู้กับเหล่าร้าย, ไม่ใช่ความสามารถในการล่องหนหายตัว  แต่พลังที่เด็กน้อยมีอยู่กลับเป็นพลังในการ ”ผายลม” ที่เขาสามารถปรับความรุนแรงและกลิ่นได้ตามใจปรารถนา  เด็กน้อยคิดว่าการมีพลังพิเศษเช่นนี้…สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า  เด็กน้อยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้และเก็บเรื่องพลังพิเศษที่เขามีอยู่เอาไว้โดยไม่เห็นคุณค่าของมันเลยแม้สักนิด

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่เด็กน้อยนั่งรถโรงเรียนไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดร่วมกับเพื่อน ๆ   ระหว่างทางซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา  คุณลุงคนขับรถที่ขับรถมาไกลแสนไกลก็ค่อย ๆ ง่วงและเผลอหลับเป็นระยะ ๆ   ทุกครั้งที่คุณลุงหลับ  รถก็จะส่ายและเกือบพลาดตกเหวครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณครูพยายามบอกให้คุณลุงจอดรถลงไปพัก  แต่คุณลุงคนขับกลับดื้อดึงและยืนยันว่ายังขับไหว เด็กน้อยเห็นว่าหากปล่อยให้คุณลุงขับรถต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีแน่  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน  นั่นคือการใช้พลังพิเศษผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา แต่บังคับกลิ่นให้เหม็นราวกับกลิ่นตดของช้างร้อยเชือกมารวมกัน

ทันทีที่คุณลุงคนขับได้กลิ่นตดมหาภัย  คุณลุงที่ง่วงเหงาหาวนอนก็รีบจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถเพื่อหนีกลิ่นตดซึ่งเหม็นอย่างสุดทานทน  เด็กนักเรียน, คุณครู รวมทั้งยอดมนุษย์ตัวน้อยที่แอบใช้พลังเป็นครั้งแรกจึงพากันวิ่งลงรถตามไปด้วย  ท้ายที่สุด  คุณลุงคนขับก็ได้ยืดเส้นยืดสายจนหายง่วง  และเมื่อกลิ่นจางลง  ทุกคนก็กลับขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้มีพลังพิเศษก็เริ่มรู้สึกว่า พลังพิเศษของเขาเป็นพลังที่มีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็เป็นพลังที่น่าอายมากกว่าน่าภูมิใจ…ดังเช่นพลังของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ 

ในเวลาต่อมา  เด็กน้อยบังเอิญโชคร้ายเข้าไปฝากเงินในธนาคารแล้วมีโจรอ้วนผอมบุกเข้าปล้นธนาคารพอดิบพอดี  โจรทั้งสองคนใช้ปืนขู่เอาเงินจากเจ้าหน้าที่อย่างอุกอาจ  ส่วนประชาชนก็ได้แต่หมอบอยู่ที่พื้นเพราะกลัวจะโดนลูกหลง เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดี เขาจึงตัดสินใจผายลมออกมา อย่างแผ่วเบา  แต่บังคับกลิ่นให้แรงกว่าคราวก่อนอีกร้อยเท่า  ทำให้โจรอ้วนผอมและผู้คนทั้งหมดสลบเหมือด ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็สามารถจับโจรได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้นเมื่อเด็กน้อยใช้พลังช่วยผู้คนได้สำเร็จ เขาก็เริ่มได้ข้อคิดว่า ถึงพลังพิเศษของเขาจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย  แต่ถ้าเขานำมันมาใช้อย่างเหมาะสม  มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้คนทั้งหลายได้ไม่แพ้พลังพิเศษของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ยอดมนุษย์ตัวน้อยจึงตัดสินใจหาทางใช้พลังของเขาให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ยอดมนุษย์ตัวน้อยใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษโดยแอบไปดูการซ้อมรบของกองทัพ แล้วผายลมเสียงดัง “ปั้ง ๆ ตู้ม ๆ “ ผสมโรงให้เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกว่าปกติ เพื่อขู่ไม่ให้ประเทศข้างเคียงกล้าเข้ามาบุกรุก 

นอกจากนี้  เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันที่ไหน ยอดมนุษย์ตัวน้อยก็จะแฝงตัวไปร่วมการชุมนุมด้วย โดยเขาจะรอให้ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แล้วแอบผายลมแบบเหม็นสุดขีดจนผู้คนทั้งหลายต้องสลายการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหนือสิ่งอื่นใด  ยอดมนุษย์ตัวน้อยยังฉลาดพอที่จะใช้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยการแอบดำน้ำเพื่อผายลมปุ๋งใหญ่หลาย ๆ ปุ๋ง  จนเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีสัตว์โบราณอาศัยอยู่ใต้น้ำ  นักข่าวและนักท่องเที่ยวจึงแห่กันมารอดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ชาวเมืองขายอาหาร, เครื่องดื่มและของที่ระลึกได้เป็นจำนวนมาก

ในที่สุด เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษคนนี้ก็หาโอกาสใช้พลังให้เกิดประโยชน์ได้สำเร็จ  เด็กน้อยภูมิใจในตัวเองมาก เพราะถึงแม้ว่าพลังพิเศษของเขาจะแปลกกว่าใคร ๆ  แต่เมื่อเขารู้จักนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังของเขาจึงมีค่าและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของยอดมนุษย์คนใด ๆ ในโลก 

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นนิทานที่แต่งได้ไม่ยาก แต่การแต่งนิทานประเภทนี้ให้น่าประทับใจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย นิทานเรื่อง “สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน” เป็นนิทานเกี่ยวกับความรักเรื่องหนึ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งเชื่อว่า น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ถูกใจทั้งเด็ก ๆ และคนที่ชอบอ่านนิทานให้แฟนฟังก่อนนอน หวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างความสุขให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนได้นะครับ

นิทานเรื่อง สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

ลูกกวาดเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ชอบฟังนิทานมาก   เธอฝันว่าเมื่อเธอโตเป็นผู้ใหญ่  เจ้าชายที่เป็นเนื้อคู่ของเธอจะปรากฏตัวขึ้นและมาขอให้เธอเป็นเจ้าสาวของเขา   ลูกกวาดเชื่อว่าเจ้าชายของเธอน่าจะเรียนหนังสืออยู่ที่ไหนสักแห่งในโลก  และเพื่อให้เจ้าชายรู้ว่าเธอเฝ้ารอวันที่จะได้พบกัน  ดังนั้น  ลูกกวาดจึงวาดรูปตัวเองยืนเคียงคู่กับเจ้าชายในฝัน  แล้วม้วนภาพใส่ขวดแก้วโยนลงทะเล เพื่อสื่อความในใจไปยังเจ้าชายที่ลูกกวาดเชื่อว่า เธอกับเขาผูกพันกันอยู่ด้วยเยื่อใยแห่งความรัก

ทุก ๆ วัน  ลูกกวาดมักจะชวนเพื่อน ๆ  มานั่งล้อมวงฟังนิทานเคล้าเสียงคลื่นที่ริมหาด   เด็ก ๆ ทุกคนรักลูกกวาดเช่นเดียวกับที่ลูกกวาดรักพวกเขา    รอบวงนิทานจึงเต็มไปด้วยความฝันที่แสนสุข   จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง  ลูกกวาดจำต้องลาจากเพื่อน ๆ เพื่อตามคุณพ่อคุณแม่เข้าไปอยู่ในตัวเมือง   ความสุขรอบวงนิทานจึงสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาของเด็ก ๆ ที่เอ่อล้นออกมาด้วยความอาลัยรัก 

หลายปีผ่านไป  ลูกกวาดเติบโตขึ้นเป็นสาวน้อยที่ยังคงเชื่อมั่นในนิทานและความฝัน   ด้วยเหตุนี้  เธอจึงตัดสินใจขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ แล้วออกเดินทางเพื่อเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง พร้อมกับเฝ้าตามหาเจ้าชายในฝัน ผู้เป็นเจ้าของปราสาทที่มีดอกไม้งามบานสะพรั่ง

สาวน้อยดั้นด้นเดินทางไปทั่วทุกทวีป  เธอขี่ช้างย่ำป่า   ลอยข้ามผืนฟ้าไปกับเรือเหาะลำใหญ่  บุกข้ามทะเลทรายด้วยการขี่อูฐ  ไถลฝ่าดินแดนหิมะด้วยเลื่อนน้ำแข็ง  ล่องแก่งไปตามสายน้ำที่เชี่ยวกราก  ลูกกวาดสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ที่เธอเหยียบย่าง   เธอได้พบกับเจ้าชายและผู้คนมากมายทั่วทุกมุมโลก  แต่น่าเสียดายเหลือเกิน…เธอยังไม่เคยพบกับเจ้าชายที่เธอเฝ้าถวิลหามาตลอดชั่วชีวิต

วันหนึ่ง  ลูกกวาดแล่นเรือข้ามมหาสมุทรมาเทียบท่าที่ชายหาดของดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งเธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด   เมื่อสาวน้อยขึ้นฝั่ง  เธอมองเห็นปราสาทหลังเล็ก ๆ พร้อมกับสวนดอกไม้แสนสวยที่ดูคล้ายกับภาพที่เธอเคยวาดเอาไว้ในอดีต  ลูกกวาดก้าวตรงไปยังปราสาทที่อยู่เบื้องหน้าราวกับต้องมนตร์สะกด

เธอมองเห็นเจ้าชายผมยาวท่าทางใจดีกำลังนั่งเล่านิทานอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่มีแววตาฟุ้งฝัน   หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  และยิ่งเมื่อเจ้าชายหันมาสบตากับเธอพร้อมกับเรียกชื่อของเธอได้อย่างถูกต้อง…ดั่งคนที่เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นก็เกิดอาการขวยเขินและรู้สึกวูบวาบหวั่นไหวไปหมด!

ในขณะที่ลูกกวาดกำลังตกอยู่ในภวังค์   ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของปราสาทก็เดินตรงเข้ามาหาหญิงสาว แล้วเฉลยความจริงว่าเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนเก่าที่เคยล้อมวงเล่านิทานกับเธอสมัยที่ทุกคนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ    ชายหนุ่มสารภาพต่อไปว่า หลังจากที่ลูกกวาดจากทุกคนไปได้ไม่นาน  เขาก็เริ่มตระหนักว่าเขามิอาจที่จะอยู่โดยปราศจากเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าลูกกวาดได้   เขานั่งร้องไห้อยู่ที่ชายหาดจนน้ำตาเหือดแห้ง  และแล้ว…ท้องทะเลก็เห็นใจเขา  เพราะมีเกลียวคลื่นลูกใหญ่พัดพาขวดแก้วใบหนึ่งมาเกยที่หาดทรายใกล้ ๆ กับที่ ๆ เขานั่งอยู่  ซึ่งหลังจากที่เขาเปิดขวดและคลี่กระดาษในขวดออกดู  เขาก็รู้ว่าเขายังมีโอกาสที่จะได้พบกับเด็กผู้หญิงที่เขาหลงรักอีกครั้ง    

หลังจากวันนั้น  เขาตั้งใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และหาโอกาสตามพ่อของเขาออกทะเล  เขาเริ่มฝึกฝนวิธีดำน้ำและเฝ้าค้นหาสมบัติตามเรืออับปางที่จมอยู่ใต้ห้วงทะเลลึก  ซึ่งหลังจากที่เขาผจญกับคมเขี้ยวของเหล่าฉลามอยู่นานหลายปี   ในที่สุด  เขาก็ค้นพบสมบัติของโจรสลัด และนำมันมาเป็นทุนในการสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยให้หญิงสาวผู้เป็นที่รักหวนกลับมาหา

ลูกกวาดฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความตื้นตันใจ   เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เพื่อนเก่าของเธอก็คือเจ้าชายที่เธอเที่ยวตามหามาโดยตลอด   สาวน้อยมองชายหนุ่มที่ทุ่มชีวิตสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยการกลับมาของเธอ  ชายหนุ่มคนนี้คือคนที่ปลูกดอกไม้ตามภาพที่เธอเคยวาดฝัน   และที่สำคัญ..เขายังคงเชื่อในพลังแห่งนิทานและใช้นิทานสร้างความสุขให้แก่เด็ก ๆ ทั้งหลายดังที่เธอได้เห็น

ลูกกวาดหลงรักเจ้าชายของเธอมาก  และเมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอความรักจากเธอ  เธอก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธความปรารถนาดีของเขา   ในที่สุด  ลูกกวาดก็ได้อยู่เคียงคู่กับเจ้าชายของเธอในปราสาทหลังน้อยที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก…ดังที่เธอเคยฝันเอาไว้

#นิทานนำบุญ

………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

เด็กน้อยนอนบนสนามหญ้า มองเมฆบนท้องฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุข ภาพประกอบนิทานนักมองเมฆ
เด็กน้อยผู้เป็นนักมองเมฆ กำลังนอนชมก้อนเมฆบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลิน
Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว