Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานแปลกๆ ทั้งในส่วนของตัวละครที่เป็นยอดมนุษย์และพลังพิเศษที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจสักเท่าไร แต่เมื่ออ่านไปจนจบ นิทานเรื่องนี้คงสร้างรอยยิ้มและให้ข้อคิดบางอย่างแก่คุณผู้อ่านได้พอสมควร หวังว่านิทานตลกๆก่อนนอนเรื่องนี้จะถูกใจใครหลาย ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคล้าย ๆ กับเหล่ายอดมนุษย์ทั้งหลาย  แต่เด็กคนนี้กลับไม่ภูมิใจในพลังพิเศษที่เขามีอยู่เลย  เพราะพลังพิเศษของเขานั้น ไม่ใช่พลังในการเหาะเหินเดินอากาศ, ไม่ใช่พละกำลังที่ล้นเหลือเกินมนุษย์, ไม่ใช่อำนาจในการปล่อยแสงต่อสู้กับเหล่าร้าย, ไม่ใช่ความสามารถในการล่องหนหายตัว  แต่พลังที่เด็กน้อยมีอยู่กลับเป็นพลังในการ ”ผายลม” ที่เขาสามารถปรับความรุนแรงและกลิ่นได้ตามใจปรารถนา  เด็กน้อยคิดว่าการมีพลังพิเศษเช่นนี้…สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า  เด็กน้อยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้และเก็บเรื่องพลังพิเศษที่เขามีอยู่เอาไว้โดยไม่เห็นคุณค่าของมันเลยแม้สักนิด

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่เด็กน้อยนั่งรถโรงเรียนไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดร่วมกับเพื่อน ๆ   ระหว่างทางซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา  คุณลุงคนขับรถที่ขับรถมาไกลแสนไกลก็ค่อย ๆ ง่วงและเผลอหลับเป็นระยะ ๆ   ทุกครั้งที่คุณลุงหลับ  รถก็จะส่ายและเกือบพลาดตกเหวครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณครูพยายามบอกให้คุณลุงจอดรถลงไปพัก  แต่คุณลุงคนขับกลับดื้อดึงและยืนยันว่ายังขับไหว เด็กน้อยเห็นว่าหากปล่อยให้คุณลุงขับรถต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีแน่  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน  นั่นคือการใช้พลังพิเศษผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา แต่บังคับกลิ่นให้เหม็นราวกับกลิ่นตดของช้างร้อยเชือกมารวมกัน

ทันทีที่คุณลุงคนขับได้กลิ่นตดมหาภัย  คุณลุงที่ง่วงเหงาหาวนอนก็รีบจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถเพื่อหนีกลิ่นตดซึ่งเหม็นอย่างสุดทานทน  เด็กนักเรียน, คุณครู รวมทั้งยอดมนุษย์ตัวน้อยที่แอบใช้พลังเป็นครั้งแรกจึงพากันวิ่งลงรถตามไปด้วย  ท้ายที่สุด  คุณลุงคนขับก็ได้ยืดเส้นยืดสายจนหายง่วง  และเมื่อกลิ่นจางลง  ทุกคนก็กลับขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้มีพลังพิเศษก็เริ่มรู้สึกว่า พลังพิเศษของเขาเป็นพลังที่มีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็เป็นพลังที่น่าอายมากกว่าน่าภูมิใจ…ดังเช่นพลังของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ 

ในเวลาต่อมา  เด็กน้อยบังเอิญโชคร้ายเข้าไปฝากเงินในธนาคารแล้วมีโจรอ้วนผอมบุกเข้าปล้นธนาคารพอดิบพอดี  โจรทั้งสองคนใช้ปืนขู่เอาเงินจากเจ้าหน้าที่อย่างอุกอาจ  ส่วนประชาชนก็ได้แต่หมอบอยู่ที่พื้นเพราะกลัวจะโดนลูกหลง เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดี เขาจึงตัดสินใจผายลมออกมา อย่างแผ่วเบา  แต่บังคับกลิ่นให้แรงกว่าคราวก่อนอีกร้อยเท่า  ทำให้โจรอ้วนผอมและผู้คนทั้งหมดสลบเหมือด ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็สามารถจับโจรได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้นเมื่อเด็กน้อยใช้พลังช่วยผู้คนได้สำเร็จ เขาก็เริ่มได้ข้อคิดว่า ถึงพลังพิเศษของเขาจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย  แต่ถ้าเขานำมันมาใช้อย่างเหมาะสม  มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้คนทั้งหลายได้ไม่แพ้พลังพิเศษของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ยอดมนุษย์ตัวน้อยจึงตัดสินใจหาทางใช้พลังของเขาให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ยอดมนุษย์ตัวน้อยใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษโดยแอบไปดูการซ้อมรบของกองทัพ แล้วผายลมเสียงดัง “ปั้ง ๆ ตู้ม ๆ “ ผสมโรงให้เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกว่าปกติ เพื่อขู่ไม่ให้ประเทศข้างเคียงกล้าเข้ามาบุกรุก 

นอกจากนี้  เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันที่ไหน ยอดมนุษย์ตัวน้อยก็จะแฝงตัวไปร่วมการชุมนุมด้วย โดยเขาจะรอให้ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แล้วแอบผายลมแบบเหม็นสุดขีดจนผู้คนทั้งหลายต้องสลายการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหนือสิ่งอื่นใด  ยอดมนุษย์ตัวน้อยยังฉลาดพอที่จะใช้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยการแอบดำน้ำเพื่อผายลมปุ๋งใหญ่หลาย ๆ ปุ๋ง  จนเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีสัตว์โบราณอาศัยอยู่ใต้น้ำ  นักข่าวและนักท่องเที่ยวจึงแห่กันมารอดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ชาวเมืองขายอาหาร, เครื่องดื่มและของที่ระลึกได้เป็นจำนวนมาก

ในที่สุด เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษคนนี้ก็หาโอกาสใช้พลังให้เกิดประโยชน์ได้สำเร็จ  เด็กน้อยภูมิใจในตัวเองมาก เพราะถึงแม้ว่าพลังพิเศษของเขาจะแปลกกว่าใคร ๆ  แต่เมื่อเขารู้จักนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังของเขาจึงมีค่าและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของยอดมนุษย์คนใด ๆ ในโลก 

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณครูคนใหม่

นิทานก่อนนอนเรื่อง “คุณครูคนใหม่” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่ตัวเองได้ไปเรียนปริญญาโทด้านการศึกษาปฐมวัย และได้เรียนรู้ทฤษฎีทางการศึกษาที่เรียกว่า ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ซึ่งเชื่อว่า เด็กแต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน การจัดการเรียนรู้ให้เด็กจึงจำเป็นต้องดูตามความถนัดของเด็ก แล้วส่งเสริมเด็กอย่างเหมาะสม แม้นิทานเรื่องนี้จะไม่ได้พูดถึงทฤษฎีดังกล่าวโดยตรง แต่แง่มุมที่นิทานเรื่องนี้พูดถึง ก็น่าจะให้ข้อคิดที่ดีทั้งกับคุณพ่อคุณแม่ คุณครู รวมถึงอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าให้เด็กฟัง เพื่อให้เด็กตระหนักถึงความถนัดของแต่ละบุคคลที่มีต่างกัน และยอมรับในความแตกต่างของกันและกันมากขึ้น ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง คุณครูคนใหม่

นานมาแล้ว  มีพระราชากับพระราชินีคู่หนึ่งทรงมีพระโอรสและพระธิดารวมสี่พระองค์ เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยทั้งสี่ต่างน่ารักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่น่าเสียดายที่ทุกพระองค์ไม่ถนัดในการเล่าเรียนเขียนอ่าน ใครต่อใครจึงมักซุบซิบนินทาว่าทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงคงเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้อนาคต!

พระราชากับพระราชินีทรงกังวลใจมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองพระองค์จึงเชิญนักปราชญ์อาวุโสให้มาเป็นครูของเจ้าชายและเจ้าหญิง  แต่เมื่อจอมปราชญ์สอนหนังสือให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ไปได้ไม่นาน  เขาก็ได้แต่ส่ายหัว เพราะในขณะที่เขาพยายามถ่ายทอดความรู้ให้เจ้าชายและเจ้าหญิงอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าความรู้ต่าง ๆ จะไม่เข้าหัวลูกศิษย์ทั้งสี่เอาเสียเลย จอมปราชญ์จึงขอลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับรำพึงเบา ๆ ว่า “เด็กพวกนี้คงไม่มีอนาคตเป็นแน่”

เมื่อจอมปราชญ์ไม่ยอมสอนหนังสือต่อ  พระราชากับพระราชินีจึงต้องเชิญครูสาวคนเก่งซึ่งเป็นครูชื่อดังให้มาเป็นคุณครูคนใหม่ของเจ้าชายและเจ้าหญิง แต่เมื่อครูสาวเริ่มสอนหนังสือให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ด้วยการพูดจ๋อย ๆ ๆ ๆ ไม่ยอมหยุด เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้แต่นั่งฟังหน้าจ๋อย ๆ ๆ ๆ เพราะคิดตามคำพูดของคุณครูไม่ทัน ท้ายที่สุด  ครูสาวก็ได้แต่ปลง แล้วขอลาออกพร้อมกับคิดในใจว่า “เด็กพวกนี้คงไม่มีอนาคตจริง ๆ ”

หลังจากที่ครูสาวลาออกไปแล้ว  พระราชากับพระราชินีจึงให้ทหารไปป่าวประกาศรับสมัครคนที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นคุณครูคนใหม่ของพระโอรสและพระธิดา

แต่อนิจจา…เมื่อชาวเมืองได้ฟังประกาศ  ทุกคนก็พากันส่ายหน้า เพราะขนาดจอมปราชญ์และครูสาวชื่อดังยังสอนเจ้าชายกับเจ้าหญิงให้เก่งไม่ได้…แล้วใครจะไปสอนได้อีก

เจ้าชายและเจ้าหญิงต่างเสียใจที่ไม่มีใครยอมมาเป็นคุณครูให้พวกพระองค์เลย  จริง ๆ แล้ว…เจ้าชายและเจ้าหญิงต่างตั้งใจเรียนกันอย่างเต็มที่  แต่ถึงกระนั้น  ทั้งสี่พระองค์ก็ยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณครูทั้งสองท่านสอน  เจ้าชายและเจ้าหญิงรู้สึกว่าพวกพระองค์ช่างไร้ความสามารถเสียเหลือเกิน ทุกพระองค์จึงได้แต่ปรับทุกข์ให้กันฟังว่า “พวกเราคงไม่มีอนาคตอีกต่อไปแล้ว”

ในขณะนั้นเอง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบวิชาครูมาได้ไม่นานแต่เขามีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม  เมื่อชายหนุ่มทราบข่าวจากเหล่าทหาร เขาจึงรีบเดินทางไปยังพระราชวังโดยเป้าหมายเดียวของเขาคือการช่วยเหลือเจ้าชายและเจ้าหญิงให้มีอนาคตที่สดใส  

ครั้นเมื่อพระราชาเห็นชายหนุ่มหน้าอ่อนมาสมัครเป็นคุณครูคนใหม่ แถมเขายังมีผลการเรียนตั้งแต่เด็กจนโตไม่สู้ดีนัก พระราชาจึงตั้งใจที่จะปฏิเสธ  แต่โชคดีที่พระราชินีเห็นว่าถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้  ชายหนุ่มจึงได้ทดลองสอนเจ้าชายและเจ้าหญิงตามที่ตั้งใจเอาไว้

ชายหนุ่มผู้เรียนหนังสือไม่เก่งเข้าใจความรู้สึกของลูกศิษย์ที่เรียนหนังสือไม่เก่งเป็นอย่างดี  ดังนั้น แทนที่เขาจะยัดเยียดความรู้ให้ทุกคนในคราวเดียว เขากลับใช้วิธีการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการวาดภาพประกอบเสริมความเข้าใจ, ดัดแปลงการเรียนเป็นเกมสนุก ๆ แล้วให้ลูกศิษย์ได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ จนเกิดความรู้จากการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ครูหนุ่มยังชอบสอนหนังสือเพียงครั้งละครึ่งชั่วโมง  จากนั้น เขาก็จะชวนลูกศิษย์ให้ลองไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเล่นกีฬา, การวาดภาพ, การทำขนมและการเล่นดนตรีสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน

วิธีการสอนของชายหนุ่มดูแปลกและแตกต่างจากคุณครูคนก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด  แต่ดูเหมือนว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงจะเข้าใจบทเรียนได้มากกว่าเก่า หนำซ้ำ กิจกรรมที่ได้ลองทำเพิ่ม เติมก็ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงค้นพบความเก่งกาจที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเองอย่างไม่คาดฝัน

เจ้าชายองค์โตทรงพบว่าพระองค์มีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาแทบทุกชนิด, เจ้าชายองค์รองทรงเพลินกับการเล่นดนตรีอย่างไม่รู้สึกเบื่อ, เจ้าหญิงอีกพระองค์ทรงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ปรุงอาหารสูตรอร่อย, ส่วนเจ้าหญิงองค์สุดท้องก็วาดรูปได้สวยงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้ เมื่อครูหนุ่มเห็นลูกศิษย์มีความสุขในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  เขาจึงส่งเสริมให้เจ้าชายและเจ้าหญิงได้ฝึกฝนความสามารถในสิ่งที่ชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ  หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าชายและเจ้าหญิงก็มีโอกาสไปแสดงฝีมือตามความถนัดจนผู้คนในอาณาจักรข้างเคียงต่างยกย่องกันโดยถ้วนหน้า

ต่อมา เมื่อข่าวคราวเรื่องความสามารถของเจ้าชายและเจ้าหญิงเล่าลือมาเข้าหูชาวเมือง ผู้คนที่เคยดูแคลนเจ้าชายและเจ้าหญิงว่าเป็นเด็กไม่มีอนาคตก็เริ่มตระหนักว่า เด็กแต่ละคนล้วนมีความสามารถตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน  ซึ่งหากผู้ใหญ่ช่วยเด็กค้นหาความถนัดทางธรรมชาติจนพบ  เด็กคนนั้นก็ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เสมอ

นับจากวันนั้น  ชาวเมืองก็เริ่มมีทัศนคติต่อเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่งต่างไปจากเดิม ส่วนเจ้าชายและเจ้าหญิงก็ทรงมีความสุขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

พระราชากับพระราชินีทรงดีใจที่เห็นลูก ๆ ค้นพบเส้นทางชีวิตในอนาคต   ทั้งสองพระองค์จึงตั้งใจจะมอบรางวัลให้แก่ครูหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ แต่ครูหนุ่มกลับปฏิเสธรางวัลที่ทั้งสองพระองค์เสนอให้  โดยเขากล่าวต่อพระราชาและพระราชินีอย่างนอบน้อมว่า  “รางวัลอันยิ่งใหญ่ของครูคือการได้เห็นลูกศิษย์มีอนาคตที่สดใส และกระหม่อมก็ได้รางวัลนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นนิทานที่แต่งได้ไม่ยาก แต่การแต่งนิทานประเภทนี้ให้น่าประทับใจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย นิทานเรื่อง “สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน” เป็นนิทานเกี่ยวกับความรักเรื่องหนึ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งเชื่อว่า น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ถูกใจทั้งเด็ก ๆ และคนที่ชอบอ่านนิทานให้แฟนฟังก่อนนอน หวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างความสุขให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนได้นะครับ

นิทานเรื่อง สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

ลูกกวาดเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ชอบฟังนิทานมาก   เธอฝันว่าเมื่อเธอโตเป็นผู้ใหญ่  เจ้าชายที่เป็นเนื้อคู่ของเธอจะปรากฏตัวขึ้นและมาขอให้เธอเป็นเจ้าสาวของเขา   ลูกกวาดเชื่อว่าเจ้าชายของเธอน่าจะเรียนหนังสืออยู่ที่ไหนสักแห่งในโลก  และเพื่อให้เจ้าชายรู้ว่าเธอเฝ้ารอวันที่จะได้พบกัน  ดังนั้น  ลูกกวาดจึงวาดรูปตัวเองยืนเคียงคู่กับเจ้าชายในฝัน  แล้วม้วนภาพใส่ขวดแก้วโยนลงทะเล เพื่อสื่อความในใจไปยังเจ้าชายที่ลูกกวาดเชื่อว่า เธอกับเขาผูกพันกันอยู่ด้วยเยื่อใยแห่งความรัก

ทุก ๆ วัน  ลูกกวาดมักจะชวนเพื่อน ๆ  มานั่งล้อมวงฟังนิทานเคล้าเสียงคลื่นที่ริมหาด   เด็ก ๆ ทุกคนรักลูกกวาดเช่นเดียวกับที่ลูกกวาดรักพวกเขา    รอบวงนิทานจึงเต็มไปด้วยความฝันที่แสนสุข   จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง  ลูกกวาดจำต้องลาจากเพื่อน ๆ เพื่อตามคุณพ่อคุณแม่เข้าไปอยู่ในตัวเมือง   ความสุขรอบวงนิทานจึงสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาของเด็ก ๆ ที่เอ่อล้นออกมาด้วยความอาลัยรัก 

หลายปีผ่านไป  ลูกกวาดเติบโตขึ้นเป็นสาวน้อยที่ยังคงเชื่อมั่นในนิทานและความฝัน   ด้วยเหตุนี้  เธอจึงตัดสินใจขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ แล้วออกเดินทางเพื่อเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง พร้อมกับเฝ้าตามหาเจ้าชายในฝัน ผู้เป็นเจ้าของปราสาทที่มีดอกไม้งามบานสะพรั่ง

สาวน้อยดั้นด้นเดินทางไปทั่วทุกทวีป  เธอขี่ช้างย่ำป่า   ลอยข้ามผืนฟ้าไปกับเรือเหาะลำใหญ่  บุกข้ามทะเลทรายด้วยการขี่อูฐ  ไถลฝ่าดินแดนหิมะด้วยเลื่อนน้ำแข็ง  ล่องแก่งไปตามสายน้ำที่เชี่ยวกราก  ลูกกวาดสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ที่เธอเหยียบย่าง   เธอได้พบกับเจ้าชายและผู้คนมากมายทั่วทุกมุมโลก  แต่น่าเสียดายเหลือเกิน…เธอยังไม่เคยพบกับเจ้าชายที่เธอเฝ้าถวิลหามาตลอดชั่วชีวิต

วันหนึ่ง  ลูกกวาดแล่นเรือข้ามมหาสมุทรมาเทียบท่าที่ชายหาดของดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งเธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด   เมื่อสาวน้อยขึ้นฝั่ง  เธอมองเห็นปราสาทหลังเล็ก ๆ พร้อมกับสวนดอกไม้แสนสวยที่ดูคล้ายกับภาพที่เธอเคยวาดเอาไว้ในอดีต  ลูกกวาดก้าวตรงไปยังปราสาทที่อยู่เบื้องหน้าราวกับต้องมนตร์สะกด

เธอมองเห็นเจ้าชายผมยาวท่าทางใจดีกำลังนั่งเล่านิทานอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่มีแววตาฟุ้งฝัน   หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  และยิ่งเมื่อเจ้าชายหันมาสบตากับเธอพร้อมกับเรียกชื่อของเธอได้อย่างถูกต้อง…ดั่งคนที่เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นก็เกิดอาการขวยเขินและรู้สึกวูบวาบหวั่นไหวไปหมด!

ในขณะที่ลูกกวาดกำลังตกอยู่ในภวังค์   ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของปราสาทก็เดินตรงเข้ามาหาหญิงสาว แล้วเฉลยความจริงว่าเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนเก่าที่เคยล้อมวงเล่านิทานกับเธอสมัยที่ทุกคนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ    ชายหนุ่มสารภาพต่อไปว่า หลังจากที่ลูกกวาดจากทุกคนไปได้ไม่นาน  เขาก็เริ่มตระหนักว่าเขามิอาจที่จะอยู่โดยปราศจากเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าลูกกวาดได้   เขานั่งร้องไห้อยู่ที่ชายหาดจนน้ำตาเหือดแห้ง  และแล้ว…ท้องทะเลก็เห็นใจเขา  เพราะมีเกลียวคลื่นลูกใหญ่พัดพาขวดแก้วใบหนึ่งมาเกยที่หาดทรายใกล้ ๆ กับที่ ๆ เขานั่งอยู่  ซึ่งหลังจากที่เขาเปิดขวดและคลี่กระดาษในขวดออกดู  เขาก็รู้ว่าเขายังมีโอกาสที่จะได้พบกับเด็กผู้หญิงที่เขาหลงรักอีกครั้ง    

หลังจากวันนั้น  เขาตั้งใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และหาโอกาสตามพ่อของเขาออกทะเล  เขาเริ่มฝึกฝนวิธีดำน้ำและเฝ้าค้นหาสมบัติตามเรืออับปางที่จมอยู่ใต้ห้วงทะเลลึก  ซึ่งหลังจากที่เขาผจญกับคมเขี้ยวของเหล่าฉลามอยู่นานหลายปี   ในที่สุด  เขาก็ค้นพบสมบัติของโจรสลัด และนำมันมาเป็นทุนในการสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยให้หญิงสาวผู้เป็นที่รักหวนกลับมาหา

ลูกกวาดฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความตื้นตันใจ   เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เพื่อนเก่าของเธอก็คือเจ้าชายที่เธอเที่ยวตามหามาโดยตลอด   สาวน้อยมองชายหนุ่มที่ทุ่มชีวิตสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยการกลับมาของเธอ  ชายหนุ่มคนนี้คือคนที่ปลูกดอกไม้ตามภาพที่เธอเคยวาดฝัน   และที่สำคัญ..เขายังคงเชื่อในพลังแห่งนิทานและใช้นิทานสร้างความสุขให้แก่เด็ก ๆ ทั้งหลายดังที่เธอได้เห็น

ลูกกวาดหลงรักเจ้าชายของเธอมาก  และเมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอความรักจากเธอ  เธอก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธความปรารถนาดีของเขา   ในที่สุด  ลูกกวาดก็ได้อยู่เคียงคู่กับเจ้าชายของเธอในปราสาทหลังน้อยที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก…ดังที่เธอเคยฝันเอาไว้

#นิทานนำบุญ

………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ” เป็นนิทานสั้นพร้อมข้อคิดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง และเคยตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน รวมทั้งเคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊กส์ นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ชวนติดตาม และสามารถนำไปใช้ทำกิจกรรมศิลปะเพิ่มเติม เช่น การจีัดกิจกรรมระบายสีให้ลูกเป็ดเปลี่ยนสีไปตามเรื่องราวในนิทาน หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเป็ดน้อยตัวหนึ่งเป็นลูกเป็ดที่มีขนสีขะมุกขะมอมแลดูไม่น่ารัก  เจ้าเป็ดน้อยไม่ชอบสีสันของตัวเองเลย  มันอยากจะเป็นลูกเป็ดที่ดูงามสง่ามากกว่าเป็ดตัวไหน ๆ      

          อยู่มาวันหนึ่ง  มีนางฟ้าตัวจิ๋วถูกสายลมพัดปลิวมาตกที่กลางบึงบ้านของเป็ดน้อย  เมื่อลูกเป็ดเห็นนางฟ้ากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก  มันจึงรีบว่ายน้ำเข้าไปช่วยนางฟ้าตัวจิ๋วทันที

          เมื่อนางฟ้าตัวจิ๋วรอดพ้นจากอันตราย  เธอจึงนึกอยากขอบคุณเป็ดน้อยที่มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ  นางฟ้ามอบพรวิเศษเจ็ดประการให้เจ้าเป็ดเป็นของขวัญ ซึ่งเป็ดน้อยเองก็มีความสุขมากที่มันได้รับโอกาสดี ๆ เช่นนี้

          แน่นอน..สิ่งที่ลูกเป็ดปรารถนาก็คือการมีขนที่งดงามกว่าเป็ดตัวอื่น ๆ  ดังนั้น  เป็ดน้อยจึงอธิษฐานขอให้ขนของมันกลายเป็นสีขาวที่ดูแวววาวราวกับไข่มุก

          เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน  ลูกเป็ดก็กลายสภาพเป็นเป็ดขาวตัวน้อยที่ดูน่ารักขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา  เจ้าเป็ดมองเงาของตัวเองในน้ำด้วยความภาคภูมิใจ  มันมีความสุขเหลือเกินที่ความฝันของมันเป็นจริงขึ้นมาได้

          ในขณะนั้นเอง  เจ้าลูกเป็ดเกิดนึกสนุกอยากมีลวดลายเฉพาะตัวที่ดูพิเศษมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  เป็ดน้อยจึงใช้พรวิเศษที่เหลืออยู่ลองแต่งแต้มลวดลายให้ตัวเองดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

          ลูกเป็ดใช้พรข้อที่สองเนรมิตให้มันมีจุดสีดำกระจายอยู่ตามลำตัวคล้ายกับลายของสุนัขดัลเมเชี่ยน  แต่เมื่อแปลงกายเสร็จ  มันกลับไม่ชอบใจจุดสีดำเหล่านั้นนัก

          “จุดสีดำดูสกปรกจังเลย  ถ้าเปลี่ยนเป็นสีที่อ่อนหวานก็คงจะดีกว่านี้นะ”

          เจ้าเป็ดใช้พรข้อที่สามเนรมิตจุดสีดำให้กลายเป็นลายดอกไม้แสนสวย   แม้ลายดอกไม้จะน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม  แต่สำหรับเจ้าเป็ดน้อยตัวผู้  มันก็ดูออกจะหวานแหววเกินไปสักหน่อย

          “แบบนี้คงต้องโดนล้อแน่ ๆ  เปลี่ยนเป็นลายเท่ ๆ คงจะดีกว่านี้นะ”

          เป็ดน้อยใช้พรข้อที่สี่เนรมิตให้ตัวเองมีขนสีเหลืองสลับกับลายจุดสีน้ำตาลคล้ายกับผิวของยีราฟ  แต่ทันทีที่แปลงกายเสร็จ  เป็ดน้อยกลับรู้สึกว่ามันดูแย่กว่าเดิมเสียอีก 

          “ลวดลายของสัตว์สี่ขาคงไม่เข้ากับเราสักเท่าไหร่  ลองใช้ลายของพวกเดียวกันคงจะดีกว่านี้นะ”

          เจ้าเป็ดใช้พรข้อที่ห้าเนรมิตให้ตัวเองมีขนสีเขียวแซมด้วยลวดลายคล้ายกับหางนกยูงแสนสวย  แม้สีสันของหางนกยูงจะงดงามยิ่งนัก  แต่มันกลับดูไม่เข้าท่าเมื่อมาอยู่บนตัวของเจ้าเป็ดน้อย

          “สีแบบนี้ดูแก่จังเลย  เปลี่ยนเป็นสีที่ดูสดใสอีกนิดก็คงจะดีกว่านี้นะ”

          เป็ดน้อยใช้พรข้อที่หกเนรมิตให้ตัวเองกลายเป็นเป็ดเจ็ดสีเลียนแบบสีของรุ้งกินน้ำ  ลูกเป็ดสายรุ้งดูสวยสะดุดตาชนิดที่หาเป็ดตัวใดเทียบเทียมได้ยาก  ซึ่งเจ้าเป็ดน้อยเองก็ชื่นชอบสีขนและลวดลายของมันในตอนนี้มากที่สุด

          ในขณะที่ลูกเป็ดกำลังชื่นชมกับขนสีรุ้งของตัวเองอยู่นั้น  จู่ ๆ เจ้าเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนและฝูงสุนัขวิ่งตรงมายังบึงซึ่งเป็นบ้านของมันเพื่อที่จะจับลูกเป็ดแสนสวยเอาไว้ในครอบครองให้จงได้

          ลูกเป็ดตกใจมากเมื่อเห็นปืนยาวและเขี้ยวขาว ๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามา  มันจึงรีบดำผุดดำว่ายเพื่อหาที่หลบภัยอย่างไม่คิดชีวิต

          อนิจจา! แม้เป็ดน้อยจะพยายามหาที่ซ่อนตัวตามดงอ้อกอหญ้าสักเท่าไร  แต่ด้วยสีสันที่แสนสดใสของมันก็ทำให้การซ่อนตัวนั้นไม่อาจที่จะอำพรางตัวมันได้   ในที่สุด  เจ้าเป็ดน้อยก็ค้นพบคุณค่าของขนขะมุกขะมอมที่มันเคยรังเกียจ  

          เจ้าเป็ดน้อยตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการใช้พรข้อที่เจ็ดเนรมิตให้ตัวเองกลับกลาย เป็นลูกเป็ดขี้เหร่ดังเดิม  จากนั้น  มันก็รีบว่ายน้ำเข้าไปซ่อนในกอกกที่รกทึบ  แล้วซุ่มตัวพรางตนจนกลมกลืนกับดินเลนแถว ๆ นั้นจนแยกกันแทบไม่ออก

          โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเจ้าลูกเป็ดซึ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น  และเมื่อผู้บุกรุกทั้งหลายจากไป   เจ้าเป็ดน้อยก็ค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อนของมันด้วยความระแวดระวังเป็นที่สุด

          และแล้ว…ลูกเป็ดตัวน้อยก็อยู่รอดปลอดภัยด้วยขนที่แสนขะมุกขะมอมของมันนั่นเอง

#นิทานนำบุญ

……………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งขึ้นโดยนำประสบการณ์วัยเด็ก (จนถึงโต) ที่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากอาม่า (คุณยาย) มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียน นิทานเรื่องนี้พูดถึงร้านสะดวกซื้อในยุคหนึ่งซึ่งสินค้าในร้านไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อเด็กสักเท่าไหร่ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักพาเด็ก ๆ เข้าไปซื้อของกินของเล่นในนั้นจนกลายเป็นความเคยชินที่น่าเป็นห่วง ในมุมมองของนักแต่งนิทานและคนที่ทำงานด้านเด็ก ทำได้เพียงการแบ่งปันมุมมองผ่านสื่อนิทานที่ตัวเองทำเท่านั้น หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะให้ความสุขและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “บุญ”   

บุญเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนที่แวดล้อมไปด้วยร้านสะดวกซื้อเต็มไปหมด ทุกเย็น เพื่อน ๆ ของบุญมักพากันเข้าไปซื้อขนมในร้านเหล่านั้นจนกระเป๋าแฟบ มีเพียงบุญเท่านั้นที่มักรอเพื่อน ๆ อยู่นอกร้านและไม่เคยเสียเงินให้ร้านเหล่านั้นเลยแม้แต่บาทเดียว

เมื่อเพื่อน ๆ สังเกตว่าบุญแทบไม่เคยเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ  เพื่อนบางคนจึงคาดเดาว่า บางที ฐานะทางบ้านของบุญอาจไม่สู้ดีนัก บุญจึงไม่มีเงินซื้อขนม  ส่วนเพื่อนบางคนก็คาดเดาว่า บุญอาจมีเงินมากก็ได้ แต่เป็นคนขี้เหนียว จึงไม่ยอมใช้เงินซื้ออะไรเลยแม้กระทั่งของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ

 ในขณะที่เพื่อน ๆ พากันสงสัย  เพื่อนสนิทของบุญก็บอกกับเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “บุญไม่ใช่คนขี้เหนียวแน่ ๆ เพราะเขามักเอาขนมจากที่บ้านมาแบ่งให้ฉันกินบ่อย ๆ  แถมบุญยังได้ค่าขนมมาโรงเรียนไม่น้อย  แต่ที่เขาไม่เข้าร้านสะดวกซื้อ อาจเป็นเพราะที่บ้านของบุญมีอะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียนก็ได้นะ เห็นเขาเคยเปรย ๆ ให้ฟังน่ะ”

“อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียนน่ะเหรอ”  เด็กทุกคนรำพึงแล้วมองหน้ากันด้วยความสงสัย  และเพื่อให้ความสงสัยคลี่คลายลง  เด็กทุกคนจึงวางแผนกันว่า  พวกเขาจะขอตามไปที่บ้านของบุญเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ค้างคาใจอยู่

เมื่อบุญได้ฟังคำขอร้องของเพื่อน ๆ เขาก็ยิ้มพร้อมกับอนุญาตให้เพื่อน ๆ ตามเขากลับบ้านได้   ครั้นเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน  เด็กทุกคนก็พากันเดินตามบุญกลับบ้าน  โดยเด็กทุกคนต่างคาดเดาว่า แถวบ้านของบุญอาจมีร้านสะดวกซื้อชื่อเจ็ดสิบเอ็ด ที่มีของกินอร่อยเด็ดกว่าร้านแถวโรงเรียนแน่ ๆ

แต่เมื่อเด็กทุกคนตามบุญไปถึงหน้าบ้าน  แทนที่บุญจะแวะร้านสะดวกซื้อแถว ๆ นั้น  เขากลับชวนเพื่อน ๆ ให้เข้าไปในบ้าน พร้อมกับบอกว่า “อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียน อยู่ในบ้านของฉันนี่แหละ  เชิญทุกคนเข้าไปได้เลยนะ”

เมื่อเด็กทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน  สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ บนโต๊ะอาหารมีแซนวิชไข่ดาว ขนม กุ้ยช่าย นึ่งร้อน ๆ  ขนมไทยหลากหลายชนิด  น้ำเก๊กฮวยเย็นสดชื่น  มะละกอ กล้วยและแตงโมฝาน ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นชุด ๆ เท่าจำนวนเด็ก  ที่สำคัญ  ในตู้เย็นยังมีทุเรียนแช่แข็งที่อร่อยน่ากินไม่แพ้ไอศกรีมยี่ห้อดัง ซึ่งอาหารทั้งหมดเป็นฝีมือการจัดการของคุณยายที่มีอายุเจ็ดสิบเอ็ดปี และคุณยายของบุญก็คือ “อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อ” นั่นเอง

เมื่อเด็กทุกคนได้พบคุณยาย  เด็ก ๆ ก็สวัสดีคุณยายด้วยความนอบน้อม  ส่วนคุณยายก็รับไหว้อย่างใจดี จากนั้น  คุณยายก็พูดว่า “เจ้าบุญโทรศัพท์มาบอกว่าหลาน ๆ จะมากัน ยายก็เลยเตรียมของอร่อย ๆ ไว้ต้อนรับ  เหมือนที่ทำเตรียมไว้รอเจ้าบุญทุก ๆ เย็นนั่นแหละนะ เอ้า…ลงมือกินกันได้เลยนะจ๊ะ” 

เด็กทุกคนส่งยิ้มให้คุณยายพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ ก่อนที่จะกินอาหารต่าง ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเพลินกับการกินอาหาร  เด็กบางคนก็พูดว่า  “ของกินวันนี้อร่อยเด็ดกว่าของกินจากร้านสะดวกซื้อจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่อาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปแบบที่เรากินอยู่ทุกวัน”

เด็กบางคนหันไปบอกบุญว่า “เธอนี่โชคดีจริง ๆ เลยนะ ของทั้งหมดนี้  มีเงินก็ซื้อไม่ได้  ฉันยอมรับเลยว่า อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ของเธอ เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อทุกร้านที่ฉันเคยเห็นจริง ๆ”

บุญยิ้มรับ แล้วบอกกับเพื่อน ๆ  ว่า “แต่มีของที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้และเป็นสิ่งที่เด็ดที่สุดอีกอย่างนึงนะ”

ในขณะที่บุญพูดค้างอยู่นั้น  คุณยายวัยเจ็ดสิบเอ็ดก็เดินเข้ามา แล้วพูดว่า “เอ! วันนี้หลานลืมอะไรรึเปล่า”  บุญมองตาคุณยายพร้อมกับยิ้มให้ด้วยความรัก  เขาวางมือจากขนมที่กินอยู่  จากนั้น เขาก็บอกคุณยายว่า “ไม่ลืมหรอกครับ  เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้บุญมีความสุขที่สุด”  ว่าแล้ว  บุญก็ตรงเข้าหาคุณยาย เพื่อให้คุณยายกอดเขาเอาไว้ในอ้อมอก

วินาทีนั้น  เด็กทุกคนจึงได้รู้ว่า  สิ่งที่เด็ดที่สุดที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อไหน ๆ และร้านสะดวกซื้อก็ไม่สามารถทำเป็นของแช่แข็งหรือของสำเร็จรูปมาขายได้ ก็คือ อ้อมกอดแห่งความรักของคุณยายนี่เอง  

เด็กทุกคนรู้สึกอิ่มท้องและอิ่มใจมากที่ได้เห็นภาพแห่งความรักระหว่างเพื่อนของเขากับคุณยายที่แสนใจดี บางที พวกเขาน่าจะลองชวนคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้กินด้วยกันหลังเลิกเรียนบ้าง  และแน่นอนว่า จะต้องมีอ้อมกอดแห่งความรักให้กันและกันเป็นทีเด็ดหลังมื้ออาหารด้วย

#นิทานนำบุญ

……………………………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก, เด็ก

รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ : นิทานเด็กแฟนตาซีแฝงข้อคิดเรื่องความเมตตา

นิทานธรรมะก่อนนอนเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” เป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งขึ้นหลังจากเริ่มปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ในช่วงแรกที่ยังสับสน ท่านได้เตือนสติผมว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้”

คำสอนนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยกิเลส ความโลภ ความโกรธ และความหลงที่คอยยั่วยุ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือกลับมามีสติและรักษาหัวใจที่ดีงามเสมอ

เมื่อได้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง ผมจึงตระหนักถึงคุณค่าของคำสอนนี้ และอยากถ่ายทอดออกมาเป็น นิทานเด็กแฟนตาซีสอนใจ ที่แฝงข้อคิดเรื่องความรัก เมตตา และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง นิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็น นิทานก่อนนอนสอนใจเด็ก ๆ ให้เรียนรู้การเจริญสติและเห็นความสำคัญของหัวใจที่ดีงาม

ผมหวังว่าเรื่องราวผจญภัยในนิทานธรรมะก่อนนอนเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะการนำไปใช้เล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังความรัก ความเมตตา และการรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ตลอดไป

มาอ่านนิทานเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มียักษ์ใจร้ายตนหนึ่งบุกมาที่พระราชวังของพระราชินีและเจ้าชายองค์น้อยที่มีกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก ยักษ์จับตัวพระราชินีไป เจ้าชายองค์น้อยอยากช่วยแม่ พระองค์จึงปรึกษาแม่นม จนทราบว่าโอกาสเอาชนะยักษ์เป็นเรื่องที่ยากมาก ยกเว้นเจ้าชายจะนำดาบต้องห้ามไปใช้ในการต่อสู้

ดาบต้องห้ามเป็นดาบวิเศษที่สามารถใช้ฟันอะไรให้ขาดก็ได้แม้กระทั่งดวงอาทิตย์! ซึ่งหลังจากใช้ดาบครบ 3 ครั้งดาบก็จะสลายไป แต่ในดาบต้องห้ามมีวิญญาณร้ายที่ชอบยุให้นำดาบไปใช้ทำเรื่องเลวร้าย พระราชินีผู้มักสอนให้เจ้าชาย“รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” จึงไม่เคยคิดใช้ดาบเล่มนี้เลย

เจ้าชายตัดสินใจนำดาบไปช่วยแม่ โดยเจ้าชายสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะใช้ดาบอย่างระมัดระวังและรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ดังคำที่แม่พร่ำสอน

เมื่อเจ้าชายเดินทางเข้าป่า พระองค์พบราชสีห์หิมะถูกเถาวัลย์อาคมของยักษ์รัดตัวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ เมื่อเจ้าชายเห็นราชสีห์ พระองค์ก็เงื้อดาบเตรียมฟัน วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันราชสีห์ให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

เจ้าชายฟันดาบฉับเดียว ราชสีห์หลับตาปี๋ แต่ดาบไม่โดนตัวราชสีห์เลยแม้สักนิด มันตัดเถาวัลย์ขาดหมด ทำให้ราชสีห์เป็นอิสระ ราชสีห์จึงอาสาพาเจ้าชายไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทของยักษ์ใจร้าย

เมื่อราชสีห์พาเจ้าชายไปถึงตีนเขา ราชสีห์ให้เจ้าชายเดินทางขึ้นไปบนภูเขาเอง เพราะทางเดินเล็กเกินกว่าที่ราชสีห์จะเดินขึ้นไปได้ ระหว่างทาง เจ้าชายพบทหารยามที่ถูกยักษ์ใจร้ายใช้เวทมนตร์บงการให้คอยทำร้ายคนที่บุกขึ้นมาบนภูเขา เมื่อเหล่าทหารเห็นเจ้าชาย พวกเขาก็หยิบอาวุธตรงเข้ามาหมายจะทำร้าย เจ้าชายเงื้อดาบขึ้น วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันทหารให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงใช้ดาบฟันมนตร์ดำที่ครอบคลุมร่างของทหารเหล่านั้นและทำให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นอิสระ

ผู้คนเหล่านั้นเดิมเคยทำงานอยู่ในปราสาทของเจ้ายักษ์ แต่ก่อนยักษ์ใจร้ายไม่เคยทำร้ายใคร จนกระทั่งแม่ของยักษ์มีเนื้อร้ายงอกขึ้นมาเกาะกินหัวใจ เจ้ายักษ์จึงเริ่มเครียด, มีอารมณ์ฉุนเฉียวและค้นตำราจนพบว่าต้องจับพระราชินี 100 องค์มาต้มเป็นยา แม่ยักษ์จึงจะหายจากอาการป่วย

นอกจากนี้ ผู้คนที่เคยทำงานในปราสาทของยักษ์ ยังบอกเจ้าชายว่า คุกที่ขังพระราชินีอยู่ที่ด้านล่างของปราสาท ส่วนห้องนอนของยักษ์กับแม่ยักษ์อยู่ที่หอคอยด้านบน ผู้คนเหล่านั้นแนะนำให้เจ้าชายใช้ดาบฟันกุญแจคุก เพราะมันเป็นกุญแจที่ไม่มีใครไขได้นอกจากเจ้ายักษ์ แต่วิญญาณร้ายในดาบกลับยุให้เจ้าชายเอาดาบไปฆ่ายักษ์

เจ้าชายลังเลใจอยู่ชั่วขณะ พลันเจ้าชายได้ยินเสียงของแม่เตือนให้พระองค์รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทของยักษ์ และทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดคาด

เจ้าชายไม่เดินลงไปที่คุก แต่กลับขึ้นบันไดไปยังหอคอยด้านบน วิญญาณร้ายดีใจที่ยุเจ้าชายได้สำเร็จ

แต่เมื่อไปถึงชั้นบน แทนที่เจ้าชายจะเข้าไปในห้องนอนของยักษ์ พระองค์กลับเลี้ยวไปยังห้องแม่ของยักษ์ จากนั้น เงื้อดาบฟันฉับไปเพียงครั้งเดียว

ดาบของเจ้าชายตัดเอา “เนื้อร้าย” ที่เกาะกินหัวใจแม่ยักษ์ โดยร่างกายของแม่ยักษ์ไม่ได้รับอันตรายเลยแม้สักนิด ใช่แล้ว เจ้าชายไม่ได้ทำร้ายแม่ยักษ์ พระองค์ทรงช่วยเหลือแม่ยักษ์และยังคงรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้

เช้าวันต่อมา ยักษ์ใจร้ายตื่นนอนด้วยความแปลกใจ เพราะแม่ยักษ์เดินมาลูบศีรษะของมัน แล้วเล่าเรื่องที่เจ้าชายเลือกไม่ช่วยแม่ของตัวเอง, เลือกไม่ทำร้ายยักษ์ผู้เป็นศัตรู แต่เลือกรักษาแม่ของศัตรูที่ป่วยให้ลูกชายฟัง จากนั้น แม่ยักษ์ก็บอกลูกชายว่า “ลูกจำได้ไหม…แม่เองก็เคยบอกลูกเสมอ ให้รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ ลูกลืมไปแล้วหรือเปล่า”

ยักษ์ใจร้ายรู้สึกผิดที่มันลืมสิ่งที่แม่สอน

ยักษ์ผู้สำนึกผิดมองเจ้าชายองค์น้อยแล้วรีบขอโทษเจ้าชายทันที จากนั้น มันก็ปล่อยพระราชินีออกจากคุก แล้วพาทุกคนกลับไปส่งที่เมืองอย่างไม่รอช้า

พระราชินีดีใจที่รอดชีวิต แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ พระองค์ดีใจที่เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

แม่ทุกคนก็คงต้องการเพียงเท่านี้ ต้องการให้ลูกรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้ลูกของแม่เป็นที่รักของคนทุกคนตลอดไป

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่ “โปเกมอน” เริ่มได้รับความนิยม ในยุคนั้น คำว่าร่าง 1 ร่าง 2 เพิ่งเป็นที่รู้จัก ผมทึ่งในความน่ารักของโปเกมอนที่มีคาแรคเตอร์มากมายเต็มไปหมด (ถ้าผมเป็นเด็ก ผมก็คงนั่งออกแบบและวาดโปเกมอนเองแน่ ๆ) ความประทับใจในโปเกมอน เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากแต่งนิทานที่มีตัวละครออกมาจากไข่ แต่เรื่องราวของนิทานไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโปเกมอนเลย แถมยังเป็นนิทานก่อนนอนที่มีข้อคิดสอนใจด้วย หวังว่าเด็ก ๆ และผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นานมาแล้ว  มีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นจนเป็นนิสัย   แม้เศรษฐีจะมีเงินทองมากมาย  แต่เขาก็ไม่เคยรู้จักพอ   มิหนำซ้ำ เขายังชอบหากินกับคนจนด้วยการปล่อยเงินกู้แล้วคิดดอกเบี้ยอย่างขูดรีดขูดเนื้อ  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทั้งหลายจึงเกลียดชังเศรษฐีกันโดยถ้วนหน้า

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่หนุ่มชาวบ้านต้อนฝูงสัตว์ของเขาไปหากินบริเวณแม่น้ำ  จู่ ๆ ชายหนุ่มก็พบไข่แปลกประหลาดเจ็ดฟองลอยน้ำมาติดที่ริมฝั่ง  ไข่ทั้งเจ็ดฟองมีขนาดใหญ่กว่าลูกบอลราวสองถึงสามเท่า  นอกจากนี้  ไข่แต่ละฟองยังมีสีสันที่แตกต่างกันอีกด้วย   ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับไข่ประหลาดที่เขาได้พบ  เขาจึงตัดสินใจขนไข่ทั้งหมดกลับไปเก็บเอาไว้ที่บ้าน

เมื่อชายหนุ่มนำไข่กลับไปถึงบ้าน หมอดูประจำหมู่บ้านได้ทำนายว่า ไข่แปลก ๆ เหล่านี้จะทำให้ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านหายไปจนหมดสิ้น  เมื่อชาวบ้านได้ฟังคำของหมอดู  พวกเขาก็พากันโจษจันว่า ไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่วิเศษจากสรวงสวรรค์  

ครั้นเมื่อเศรษฐีผู้โลภมากได้ทราบข่าวเรื่องไข่วิเศษ   เศรษฐีผู้ละโมบจึงตรงดิ่งไปยังบ้านของชายหนุ่ม แล้วบังคับให้ชายหนุ่มมอบไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองให้แก่ตน โดยเศรษฐีขู่ว่า หากชายหนุ่มขัดขืน เขาก็จะเรียกเงินกู้ยืมต่าง ๆ คืนจากชาวบ้านในทันที

แม้ชายหนุ่มจะไม่ต้องการมอบไข่ให้เศรษฐี  แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ของเศรษฐีต้องลำบาก  ท้ายที่สุด ชายหนุ่มจึงจำใจยกไข่ทั้งหมดให้แก่เศรษฐีแต่โดยดี

เศรษฐีดีใจที่เขาช่วงชิงไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองมาได้เป็นผลสำเร็จ  เศรษฐีคิดว่าไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่ของตัวอะไรสักอย่างที่สามารถออกไข่เป็นทองคำหรือไม่ก็อาจจะเป็นไข่ของสิ่งมีชีวิตแห่งแดนสวรรค์ ซึ่งน่าจะนำไปขายต่อให้พระราชาและทำให้เขาร่ำรวยขึ้นได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้เอง  เศรษฐีจึงสั่งให้บ่าวไพร่ประคบประหงมดูแลไข่ทั้งเจ็ดฟองเป็นอย่างดี

หลายวันผ่านไป  ไข่ทั้งเจ็ดฟองที่เศรษฐีนำกลับบ้านก็เริ่มกระดุกกระดิกและเปลือกไข่ก็ค่อย ๆ กะเทาะออกทีละน้อย  จนในที่สุด  สิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากไข่ก็คือสัตว์ประหลาดตัวกลม ๆ ซึ่งมีขนปุกปุยและมีสีแตกต่างกันไปตามสีของเปลือกไข่ที่มันกำเนิดออกมา 

เศรษฐีตื่นเต้นมากที่ได้เห็นสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ด  แม้ว่าเหล่าสัตว์ประหลาดจะมีรูปร่างไม่คุ้นตา  แต่พวกมันก็ดูน่ารักน่าชังไม่ใช่เล่น   และที่เหนือสิ่งอื่นใด…พวกมันยังอาจทำเงินให้แก่เศรษฐีได้มากมายมหาศาล 

เศรษฐีฝันหวานพร้อม ๆ กับดูสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดกระโดดโลดเต้นไปมารอบ ๆ ห้อง จวบจนกระทั่งเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งหมดเหนื่อยและหิว  สิ่งที่เศรษฐีผู้ละโมบไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เมื่อสัตว์ประหลาดแต่ละตัวท้องร้องจ๊อก ๆ   พวกมันก็เหลียวซ้ายแลขวา  จากนั้น พวกมันก็เริ่มกินสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวอย่างเอร็ดอร่อย

สัตว์ประหลาดบางตัวชอบกินไม้  บางตัวชอบแทะโลหะ  บางตัวชอบหม่ำกระดาษ  บางตัวชอบเขมือบแก้ว  สัตว์ประหลาดแต่ละตัวต่างชอบกินสิ่งของที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน 

ไม่ช้าไม่นานนัก  สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดก็เขมือบทรัพย์สินของเศรษฐีไปจนเกือบหมด  นับตั้งแต่ถังขยะ, โต๊ะอาหาร, ตู้เสื้อผ้า, ฝาผนัง, นาฬิกา, หลังคาบ้าน รวมทั้งเพชรนิลจินดาและหนังสือสัญญาเงินกู้ต่าง ๆ

สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดหม่ำอาหารของพวกมันด้วยความว่องไวราวสายฟ้าแลบ  ซึ่งเมื่อพวกมันอิ่มเต็มที่แล้ว  ปีกเล็ก ๆ ของเหล่าสัตว์ประหลาดก็ค่อย ๆ งอกออกมา  จากนั้น  พวกมันก็พากันบินขึ้นฟ้าและหายไปในที่สุด

เศรษฐีผู้โลภมากตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ที่เขาสะสมมาตลอดชีวิตถูกสัตว์ประหลาดจอมเขมือบทั้งเจ็ดหม่ำจนเหลือเพียงพื้นบ้านกับเสาเรือนในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว 

ความโลภทำให้เขานำสัตว์ประหลาดเข้ามาในบ้านของตนเอง และมันก็ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปจนหมดสิ้น 

เศรษฐีผู้ละโมบร้องไห้แง ๆ เพราะบัดนี้เขาได้กลายเป็นคนยากจนไปเสียแล้ว   ส่วนชาวบ้านทั้งหลายนั้น  เมื่อสัตว์ประหลาดหม่ำสัญญาเงินกู้ไปจนหมด  เศรษฐีผู้ชอบเอารัดเอาเปรียบก็หมดสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาเงินคืนได้   ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านจึงผ่านพ้นไปดังคำที่หมอดูได้ทำนายเอาไว้  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

…………………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เย็นตาโฟปังปัง

“เย็นตาโฟปังปัง” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหาร เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง หลังจากที่แต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารมาแล้วหลายเรื่อง ดังนั้น การคิดนิทานเรื่องนี้จึงไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยพื้นฐานที่ผมเป็นคนชอบกินเย็นตาโฟมาตั้งแต่ยังเด็ก ประกอบกับ ความรู้จากการเรียนด้านการตลาด เกี่ยวกับการสร้างความโดดเด่นให้สินค้าด้วยการทำให้สินค้ามีจุดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง ผมจึงนำความชอบและความรู้มาแต่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการทำอาหารเรื่องนี้ โดยผมหวังไว้ลึก ๆ ในใจว่า สักวัน ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารจานเดียวในเมืองไทย จะมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆ ออกมา เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนมากขึ้น

นิทานเรื่อง เย็นตาโฟปังปัง

กาลครั้งหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่าปังปัง ปังปังเป็นเด็กที่กำพร้าพ่อ คุณแม่ของปังปังทำอาชีพขายเย็นตาโฟในร้านที่คุณพ่อทิ้งสูตรเด็ดไว้ให้ก่อนที่ท่านจะจากไปสู่สรวงสวรรค์ ปังปังชอบเย็นตาโฟฝีมือคุณแม่มาก เพราะนอกจากรสชาติของน้ำซุปที่ทำจากหัวผักกาดและผลไม้จะหวานหอมไม่เหมือนใครแล้ว  การได้กินเย็นตาโฟฝีมือคุณแม่ก็ทำให้ปังปังรู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ใกล้ ๆ กับคุณพ่ออีกครั้ง

ร้านเย็นตาโฟของคุณแม่ขายดิบขายดีและได้รับคำชื่นชมจากผู้คนที่ได้ชิมติดต่อกันนานหลายปี จนกระทั่งมีร้านอาหารจานด่วนจากต่างประเทศที่ดูทันสมัยมาเปิดใกล้ ๆ ทำให้ผู้คนหันไปนิยมอาหารเหล่านั้น จนร้านเย็นตาโฟของคุณแม่แทบจะไม่มีลูกค้าเหลืออยู่เลย

เมื่อลูกค้าร่อยหรอลงอย่างน่าใจหาย คุณแม่จึงเริ่มหวั่นใจว่า บางที…คุณแม่อาจรักษาร้านเย็นตาโฟของคุณพ่อเอาไว้ไม่ได้ คุณแม่กังวลจนปังปังสังเกตเห็น  ปังปังจึงคิดว่า เธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้สถานการณ์ของร้านและทำให้คุณแม่ไม่ต้องกลุ้มใจอย่างที่เป็นอยู่

การต่อสู้กับร้านอาหารจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างปังปัง ในสถานการณ์เช่นนี้  ปังปังนึกถึงคำสอนของคุณพ่อได้คำหนึ่งที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด  สติเตลิดปัญญาหาย”  ปังปังจึงเริ่มแก้ปัญญาด้วยการตั้งสติ  แล้วจึงค่อยลงมือค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร้านคู่แข่ง เพื่อหาจุดอ่อน ที่พอจะใช้เป็นช่องว่างในการรักษาร้านเย็นตาโฟให้ยืนหยัดต่อไปได้

เมื่อปังปังค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจัง เธอก็พบว่า การที่ผู้คนนิยมร้านอาหารจากต่างประเทศเป็นเพราะบรรยากาศการตกแต่งร้านที่ดูทันสมัยและรสชาติอันเข้มข้นของอาหารที่ซ่อนความเค็มจัดและมันจัด ซึ่งทำให้ผู้คนติดใจในรสชาติได้ง่าย  

การเอาชนะร้านอาหารจากต่างประเทศที่มีทุนสูงลิบลิ่วจึงเป็นเรื่องยาก จนทำให้ปังปังรู้สึกหวั่นไหว  แต่เพื่อแม่และเพื่อร้านของพ่อ  ปังปังจึงตั้งสติและศึกษาข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ  จนในที่สุด เธอก็พบว่าอาหารที่ซ่อนความเค็มจัดและมันจัดคือจุดอ่อนอันเลวร้ายของอาหารจานด่วนจากร้านต่างประเทศ เพราะมันเป็นอาหารที่ทำให้อ้วนและทำลายสุขภาพในระยะยาว

เมื่อปังปังค้นพบจุดอ่อนของอาหารเหล่านั้น  ปังปังจึงรีบไปปรึกษาคุณแม่และชวนให้คุณแม่คิดเย็นตาโฟสูตรใหม่เพื่อใช้ต่อสู้กับอาหารของร้านคู่แข่ง 

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟังข้อมูลจากปังปัง  คุณแม่ก็ตั้งสติแล้วค่อย ๆ คิดหาวิธีพัฒนาเย็นตาโฟสูตรใหม่  โดยคุณแม่คิดว่า รสชาติน้ำซุปที่ทำจากหัวผักกาดและผลไม้ที่คุณพ่อคิดค้นขึ้นเป็นรสชาติที่ดีอยู่แล้ว แถมยังทำมาจากผักและผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพด้วย จึงควรรักษาเอาไว้ แต่อาจเพิ่มผักหรือสาหร่ายให้เย็นตาโฟมีกากใยมากขึ้น และอาจเปลี่ยนส่วนประกอบจำพวกเนื้อสัตว์ให้เป็นเต้าหู้ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวอาจเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการลดน้ำหนักโดยการใช้เส้นบุกที่ไม่ทำให้อ้วนมาเป็นจุดขาย

ปังปังทึ่งกับแนวความคิดของคุณแม่มาก  ปังปังจึงชวนคุณแม่ทดลองทำเย็นตาโฟสูตรใหม่แล้วขอให้ลูกค้าที่ยังคงกลับมากินอาหารที่ร้านช่วยกันชิมและแสดงความคิดเห็น

หลังจากที่สองแม่ลูกช่วยกันทำเย็นตาโฟสุขภาพและเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้ราว 3 เดือน  ทั้งคู่ก็พบว่า ลูกค้าชอบเย็นตาโฟที่ใช้เส้นบุกและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบมาก  ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ทดลอง ลูกค้าที่ชอบกินอาหารสุขภาพ, อาหารมังสวิรัติ และอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก ต่างบอกกันปากต่อปากและพากันมากินเย็นตาโฟสูตรใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นเมื่อปังปังกับคุณแม่เปิดขายเย็นตาโฟสูตรใหม่ที่เรียกว่า “เย็นตาโฟปังปัง” อย่างเป็นทางการ ผู้คนที่เริ่มเบื่อกับรสชาติอาหารเค็มจัดและมันจัดก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นลูกค้าของร้านเย็นตาโฟอีกครั้ง ที่สำคัญ  ร้านเย็นตาโฟแห่งนี้กลายเป็นร้านที่เต็มไปด้วยคนหุ่นดีและมีสุขภาพดี ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้คนอยากเข้ามานั่งในร้านมากขึ้น ๆ

ไม่นานหลังจากนั้น เย็นตาโฟปังปังก็กลายเป็นอาหารประจำใจของคนรักสุขภาพทุก ๆ คน  

ปังปังภูมิใจมากกับ “เย็นตาโฟปังปัง” ซึ่งเป็นเย็นตาโฟที่ใช้น้ำซุปสูตรของคุณพ่อและส่วนประกอบตามความคิดของคุณแม่ เพราะมันเป็นเสมือนส่วนผสมของความรักระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ที่มีต่อเธอ นอกจากนี้ ปังปังยังดีใจที่สุดที่เธอกับคุณแม่ใช้ “สติ” ตามคำสอนของพ่อ จนสามารถรักษาร้านเย็นตาโฟแสนรักเอาไว้ได้สำเร็จ

#นิทานนำบุญ

……………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ดีเด่น

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ทุกปี ทางนิตยสารมักชวนให้เขียนนิทานเพื่อลงในขวัญเรือนฉบับวันแม่ ซึ่งการแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ทุก ๆ ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย นิทานเรื่องแม่ดีเด่น เป็นนิทานเกี่ยวกับความกตัญญูต่อพ่อแม่ ที่แต่งโดยใช้กลวิธีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากนิทานเกี่ยวกับแม่โดยทั่วไป และหลังจากที่อ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจชวนเด็ก ๆ ทำตามเรื่องราวนิทานที่ได้อ่าน ก็คงเป็นเรื่องที่น่ารักดี ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง  แม่ดีเด่น

กาลครั้งหนึ่ง..ก่อนถึงวันแม่ไม่นานนัก มีสิงโตเจ้าป่าตัวหนึ่ง อยากมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ของสัตว์ในป่าเพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแบบอย่างให้แม่สัตว์ทั้งหลายตั้งใจในการเอาใจใส่ดูแลลูก สิงโตจึงมอบหมายให้ลูกสมุนคนสนิทชื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสืบหาแม่สัตว์ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งแม่ดีเด่น

หลังจากได้รับมอบหมายจากสิงโตเจ้าป่า  เจ้าหนูยุกยิกก็พยายามคัดเลือกแม่ดีเด่นอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด  มันก็ยังไม่รู้ว่าควรมอบรางวัลให้แก่ใครดี  เจ้าหนูยุกยิกจึงไปสอบถามความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ว่า แม่ดีเด่นควรมีลักษณะเป็นเช่นไร

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามนกยูงแสนสวย  นกยูงก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องสวยสิจ๊ะ เห็นพวกมนุษย์เขาชอบตัดสินให้รางวัลกันด้วยความสวยนะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามหมีแพนด้าผู้โด่งดัง  หมีแพนด้าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกสัตว์ที่โด่งดังน่ะสิจ๊ะ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสอบถามกระทิงป่าผู้ยิ่งใหญ่  กระทิงป่าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกที่มีตำแหน่งใหญ่โตน่ะสิ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

ความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ที่อิงแนวทางการตัดสินของมนุษย์เป็นแนวทางที่เจ้าหนูยุกยิกเคยได้ยินมาก่อน  แต่มันรู้สึกแปลก ๆ เพราะการให้รางวัลแม่ดีเด่นโดยดูจากความสวยของแม่  ความโด่งดังหรือตำแหน่งที่ใหญ่โตของลูก  เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันสักเท่าไหร่  หนำซ้ำ เมื่อเจ้าหนูยุกยิกคิดถึงแม่ของตัวมันเอง  มันก็รู้สึกว่า แม้แม่ของมันจะไม่สวยโดดเด่น และมันไม่ได้เป็นสัตว์ที่โด่งดังหรือมีตำแหน่งใหญ่โตอะไร  แต่แม่ที่มีเนื้อตัวมอมแมม หน้ามัน มีขนพันกันยุ่งเหยิง (เพราะเอาแต่ดูแลลูกจนลืมดูแลตัวเอง) ก็ไม่มีอะไรด้อยไปกว่าแม่ดีเด่นที่สวยหรือมีลูกที่โด่งดังและมีตำแหน่งใหญ่โตเลยสักนิด

“ลูก ๆ ทั้งหลายก็คงคิดแบบเดียวกันนี่แหละ”  เจ้าหนูรำพึง “คนที่ควรเลือกแม่ดีเด่นไม่ควรเป็นคนอื่น  แต่ควรเป็นลูก ๆ ของแม่แต่ละคนมากกว่านะ”

 ด้วยเหตุนี้ เจ้าหนูยุกยิกจึงตัดสินใจให้ลูกสัตว์ในป่าแต่ละตัวมีสิทธิมอบตำแหน่งแม่ดีเด่นประจำใจได้เอง  โดยมันไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า เพื่อขอจัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่น สำหรับแจกให้ลูกสัตว์ทุกตัวในป่าได้ใช้เขียนข้อความส่งให้กับแม่ดีเด่นประจำใจ ซึ่งน่าจะทำให้ได้แม่ดีเด่นในมุมมองของลูกอย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกนำเรื่องไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า  สิงโตก็ยิ้มและอนุญาตให้จัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่นเพื่อแจกให้ลูกสัตว์เขียนส่งให้แม่ดีเด่นประจำใจได้ทันที

หลังจากลูกสัตว์ในป่าได้รับโปสการ์ด  พวกมันก็รีบเขียนข้อความลงในโปสการ์ดเพื่อมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ที่พวกมันรักมากที่สุด นั่นก็คือแม่ของตนเอง  จากนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายก็นำโปสการ์ดไปมอบให้แม่ในวันแม่ ซึ่งทำให้แม่ของลูกสัตว์ทุกตัวมีความสุขจนกลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่

สิงโตเจ้าป่าชื่นชมความคิดของเจ้าหนูยุกยิกเป็นที่สุด  มันคิดว่า ความคิดของเจ้าหนูแจ่มแจ๋วกว่าความคิดของพวกมนุษย์หลายร้อยเท่า  สิงโตจึงเปลี่ยนชื่อของเจ้าหนูยุกยิกเป็นเจ้าหนูยอดเยี่ยม และนำโปสการ์ดแม่ดีเด่นมาลงในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ชอบอ่านนิทานได้เขียนส่งให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน

#นิทานนำบุญ

……………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สองพี่น้องคาวหวาน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “สองพี่น้องคาวหวาน” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหารอีกเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นคนแต่ง แต่นิทานเรื่องนี้ แต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน การผูกเรื่องจึงมีความท้าทายมากกว่าตอนแต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องแรก ๆ (เพราะอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ให้สนุกขึ้นและไม่ซ้ำกับนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องก่อน ๆ ) ซึ่งหลังจากพยายาม ผมก็ได้นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับอาหารที่ผสมผสานนิทานแนวผจญภัย ซึ่งมีทั้งพ่อมดแม่มด และสัตว์อีกมากมาย เป็นตัวละครอยู่ในนิทานเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และนิทานก่อนนอนเรื่องนี้น่าจะทำให้เด็ก ๆ นอนหลับฝันดีครับ

นิทานเรื่อง สองพี่น้องคาวหวาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน  เด็กผู้ชายผู้เป็นพี่ชื่อว่า “ต้นข้าว”  ส่วนเด็กหญิงผู้เป็นน้องชื่อว่า “ขนม” พ่อกับแม่ของพวกเขามีฝีมือในการทำอาหารมาก  ยามว่าง…เด็ก ๆ จึงมักเข้าครัวแล้วขอให้คุณพ่อคุณแม่สอนทำอาหาร โดยต้นข้าวชอบเรียนทำอาหารคาว ส่วนขนมชอบฝึกทำอาหารหวาน 

ในช่วงสัปดาห์ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน  ต้นข้าวจะคอยทำอาหารให้น้องสาวกินเสมอ  ต้นข้าวเป็นเด็กที่มีฝีมือในการทำอาหาร   ทุกครั้งที่เขาทำครัว  กลิ่นหอมของอาหารจะดึงดูดให้สัตว์ต่าง ๆ มาแอบซุ่มสูดกลิ่นหอม ๆ อยู่นอกรั้วเต็มไปหมด

วันหนึ่ง  หลังจากต้นข้าวเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ จู่ ๆ ก็มีพ่อมดกับแม่มดตัวน้อยขี่ไม้กวาดบุกเข้ามาในครัว   พ่อมดและแม่มดพูดคุยกับต้นข้าวสักพัก  แล้วจัดการจับต้นข้าวผูกกับไม้กวาดวิเศษ  จากนั้น  พวกเขาก็พาต้นข้าวเหินฟ้ามุ่งหน้าไปยังเกาะเวทมนตร์ที่อยู่กลางทะเลทันที

ในเสี้ยววินาทีที่พ่อมด แม่มด และต้นข้าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า  ขนมซึ่งเพิ่งกลับมาจากตลาดก็มองเห็นพี่ชายถูกจับไปต่อหน้าต่อตา  ขนมตกใจมาก  เธออยากช่วยพี่ชายสุดที่รัก  ขนมจึงหยิบข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งอาหารต่าง ๆ ใส่ถุง  แล้วออกเดินทางเข้าไปในป่า โดยตั้งใจจะช่วยพี่ชายกลับมาให้จงได้

ขนมเดินทางและหลงอยู่ในป่านานหลายชั่วโมง  ตั้งแต่เช้า…ขนมยังไม่ได้กินอะไรเลย  ขนมทั้งเหนื่อยทั้งหิว  เธอจึงหาที่นั่งพัก  แล้วลงมือทำอาหารกินเติมพลังก่อนอกเดินทางต่อไป

เมื่อขนมลงมือทำอาหารโดยนำตะแกรงมาตั้งไฟ แล้วย่าง “ขนมแก้มตุ่ย”  กลิ่นของขนมก็ลอยคลุ้งฟุ้งไปทั่ว  ทำให้สัตว์ต่างๆ  น้ำลายไหลและแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เต็มไปหมด

ขนมเป็นเด็กใจดี  พอเธอเห็นว่ามีสัตว์มาแอบดูเธอทำขนม  แถมสัตว์ทั้งหลายยังมีทีท่าว่าอยากกินขนม  เด็กน้อยจึงจัดแจงแจกขนมแก้มตุ่ยให้สัตว์เหล่านั้นได้ลองชิม  ซึ่งหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ได้ชิมขนมแก้มตุ่ยแล้ว   พวกมันก็ยิ้มแก้มตุ่ยกันโดยถ้วนหน้า

ครั้นเมื่อสัตว์ทั้งหลายรู้ว่าขนมตั้งใจจะเดินทางไปช่วยพี่ชาย  ราชสีห์เจ้าป่าจึงบอกให้ขนมขึ้นขี่หลังของมัน  แล้วมันก็พาเด็กหญิงตัวน้อยเดินฝ่าป่าดงไปส่งยังชายหาดซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะเวทมนตร์มากที่สุด

เมื่อขนมไปถึงชายหาด ขนมก็ขอบคุณราชสีห์ที่มาส่งและขอให้ราชสีห์นั่งรอสักพัก  เพราะเธออยากทำ “ขนมซู่ซ่า” ตอบแทนราชสีห์ผู้มีน้ำใจ

เด็กหญิงผู้เชี่ยวชาญการทำขนมหวานใช้เวลาทำขนมซู่ซ่าไม่นานนัก  ครั้นเมื่อเธอทำขนมใกล้จะเสร็จ  กลิ่นหอมของขนมก็ดึงดูดสัตว์ที่อยู่แถว ๆ นั้น  เช่น ปู ปลา เต่า และนก ให้มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แน่นอนว่า…เมื่อเด็กหญิงผู้ใจดีเห็นสัตว์ต่าง ๆ ทำท่าอยากกินขนมที่เธอทำ  เธอก็อดใจแบ่งขนมซู่ซ่าให้สัตว์เหล่านั้นไม่ได้  และหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ชิมขนมแสนอร่อยแล้ว  ฝูงนกก็อาสาพาขนมไปส่งยังเกาะเวทมนตร์เพื่อตอบแทนน้ำใจของเด็กน้อย

ขนมดีใจมากที่ฝูงนกอาสาพาเธอไปที่เกาะ  เมื่อเธอพร้อม ฝูงนกก็บินเข้ามาเกาะที่เสื้อผ้าของขนม  แล้วขยับปีกพาขนมบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

เมื่อฝูงนกพาขนมไปถึงเกาะ  นกทั้งหลายต่างก็ดูอ่อนเพลียจนน่าเป็นห่วง  ขนมรู้สึกผิดที่ทำให้ฝูงนกหมดเรี่ยวแรง  ขนมจึงลงมือทำ “ขนมปึ๋งปั๋ง” ให้นกทั้งฝูงได้กินเสริมพลัง

ครั้นเมื่อเด็กน้อยทำขนมได้สักพัก  กลิ่นของขนมปึ๋งปั๋งก็โชยไปยังบ้านของพ่อมดและแม่มดตัวน้อย  พ่อมดกับแม่มดอยากชิมขนมปึ๋งปั๋งมาก  ทั้งคู่จึงขี่ไม้กวาดตามกลิ่นขนมมาที่ชายหาด

เมื่อขนมเผชิญหน้ากับพ่อมดและแม่มด  ขนมก็จำได้ว่าทั้งคู่เป็นคนจับต้นข้าวพี่ชายของเธอไป  ขนมจึงอ้อนวอนให้พ่อมดกับแม่มดปล่อยตัวพี่ชายที่เธอรัก  ซึ่งหากทั้งคู่อยากกินขนมอะไร เธอก็ยินดีทำให้กินจนพุงกาง

พ่อมดกับแม่มดมองตากันแล้วอธิบายให้ขนมฟังว่า  ในความเป็นจริง  ทั้งคู่ไม่ได้จับตัวต้นข้าวมาแต่อย่างใด  เพียงแต่คืนนี้เป็นวันที่คุณพ่อกับคุณแม่แต่งงานกันครบ 100 ปี  พ่อมดกับแม่มดจึงอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่แปลกใจด้วยการจัดงานเลี้ยงแบบลับ ๆ  ทั้งคู่จึงไปขอร้องให้ต้นข้าวมาปรุงอาหารให้  และที่ต้องใช้เชือกมัดต้นข้าวไว้กับไม้กวาดก็เพราะกลัวต้นข้าวจะตกลงมานั่นเอง

ขนมเขินมากที่ตนเองเข้าใจผิด  อาหารมื้อพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่เป็นความคิดที่น่ารักเหลือเกิน ขนมขอโทษพ่อมดกับแม่มดที่มองพวกเขาเป็นคนร้าย  จากนั้น  ขนมก็อาสาทำของหวานเพื่อทำให้งานเลี้ยงน่าประทับใจยิ่งขึ้น

แม้เวลาจะมีไม่มาก  แต่ขนมก็ทำขนมรูปหัวใจเพื่อฉลองวันพิเศษได้ทันเวลา   เมื่อคุณพ่อคุณแม่ของพ่อมดกับแม่มดน้อยกลับมาถึงบ้านและได้เห็นสิ่งที่ลูกจัดเตรียมไว้ให้  ทั้งคู่ก็ปลื้มใจจนน้ำตาแทบไหล  ครั้นเมื่อทุกคนได้ชิมอาหาร ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความอร่อยที่ยอดเยี่ยมเสียจนหาอาหารมื้อใดมาเทียบเทียมได้ยาก

หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง  พ่อมดกับแม่มดก็ขอโทษขนมที่ทำให้ตกอกตกใจ  และเมื่อพ่อมดกับแม่มดพาสองพี่น้องมาส่งที่บ้าน  ทั้งคู่ก็มอบไม้กวาดวิเศษให้พี่น้องทั้งสองแทนคำขอบคุณ

ค่ำคืนนั้น  ต้นข้าวกับขนมมีความสุขมากที่ได้ใช้ความสามารถในการทำอาหารทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น  พรุ่งนี้…ทั้งคู่ตั้งใจจะตื่นแต่เช้า  แต่ไม่ใช่ตื่นมาเพื่อทำอาหารหรือไปจ่ายตลาดเท่านั้น  ทั้งคู่ยังมีแผนที่จะหัดขี่ไม้กวาดวิเศษให้คล่องแคล่วอีกด้วย

#นิทานนำบุญ

……………………..