Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายยอดนักปั้น

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายยอดนักปั้น” เป็นนิทานแนวผจญภัย ประเภทเดียวกับนิทานก่อนนอนเรื่อง “อัศวินกระดาษวิเศษ” หรือ “เจ้าหญิงในฝัน” ซึ่งปกติ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มักเรียกนิทานแนวนี้เล่น ๆ ว่า นิทานแนวบุกภูเขาเผากระท่อม คือ เป็นนิทานที่ตัวเอกต้องลุยฝ่าด่านที่อันตรายเพื่อไปช่วยใครสักคนซึ่งมักเป็นคนที่เขารัก นิทานเรื่อง “เจ้าชายยอดนักปั้น” เป็นนิทานที่มีเนื้อเรื่องสนุกสนาน และอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าก่อนการทำกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันหรือการปั้นในรูปแบบอื่น ๆ ผมหวังว่าทั้งเด็ก ๆ และคุณพ่อคุณแม่น่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายยอดนักปั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์เกเรตนหนึ่งบุกเข้าไปในเมืองของพระราชา แล้วจับเจ้าหญิงผู้แสนน่ารักไปขังเอาไว้ในถ้ำของมันที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลลึก

พระราชาทรงตกใจและเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก เพราะเจ้ายักษ์เกเรมีเรี่ยวแรงมหาศาล  แถมยังมีผิวหนังที่หนาจนฟันแทงไม่เข้า รวมทั้งมันยังรู้จักวิชาเวทมนตร์ต่าง ๆ เสียอีก  ด้วยเหตุนี้เอง  พระราชาจึงรีบส่งจดหมายไปหาเจ้าชายแห่งเมืองต่าง ๆ ให้มาช่วยเหลือเป็นการด่วน

แม้เจ้าชายทั้งหลายจะอยากช่วยเจ้าหญิงให้พ้นจากอันตราย แต่เนื่องจากยักษ์เกเรร้าย-กาจเกินกว่าจะปราบให้อยู่หมัดได้ง่าย ๆ  เจ้าชายเกือบทุกพระองค์จึงไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เว้นก็แต่เจ้าชายมโนแห่งอาณาจักรดินเหนียวเพียงองค์เดียว ที่พระองค์ทรงเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก  เจ้าชายมโนจึงตัดสินใจไปช่วยเจ้าหญิงโดยไม่เกรงกลัวต่อภยันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น

เจ้าชายมโนทรงมีความสามารถพิเศษในการปั้นดินแล้วร่ายคาถาทำให้มันมีชีวิต!  เมื่อเจ้าชายต้องการไปช่วยเจ้าหญิง  เจ้าชายจึงปั้นดินเหนียวเป็นม้ามีปีกตัวเล็ก ๆ  จากนั้น พระองค์ก็ร่ายเวทมนตร์จนม้าขยายขนาดและมีชีวิตขึ้น  ครั้นเมื่อพาหนะพร้อม  เจ้าชายก็กระโดดขึ้นขี่หลังม้า แล้วให้ม้าพาพระองค์บินข้ามทะเลไปยังเกาะของเจ้ายักษ์ทันที

เมื่อเจ้าชายไปถึงเกาะของยักษ์  เจ้าชายพบว่ายักษ์เกเรได้ใช้เวทมนตร์เสกทรายเป็นกองทหารเพื่อตรวจตราและจัดการกับผู้ที่บุกรุก  เมื่อเจ้าชายเห็นดังนั้น พระองค์จึงบังคับให้ม้าบินร่อนลงยังหลังโขดหินที่ลับตาคน  จากนั้น  พระองค์ก็ปั้นดินเป็นกองทหารดินเหนียวที่มีฝีมือในการต่อสู้  แล้วปล่อยให้ทหารดินออกไปจัดการกับเหล่าทหารทรายทั้งหลาย

เวลาผ่านไปไม่นานนัก กองทหารดินที่มีเนื้อตัวแข็งแรงกว่าและมีฝีมือในการต่อสู้ที่เหนือ กว่าก็จัดการเหล่าทหารทรายทั้งหลายได้จนสิ้นซาก ครั้นเมื่อยักษ์เกเรเห็นสมุนของมันพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า มันจึงออกมาจากถ้ำ แล้วตรงเข้าต่อสู้กับกองทหารดินทันที

เมื่อเจ้าชายทรงเห็นว่ายักษ์เกเรออกโรงมาสู้ด้วยตัวเอง  เจ้าชายจึงปั้นดินเป็นอาวุธวิเศษทั้งหอกและดาบ เพื่อให้ทหารใช้ต่อสู้กับเจ้ายักษ์ที่มีฝีมือร้ายกาจ 

แม้หอกและดาบที่เจ้าชายเสกขึ้นจะมีความแหลมคมเป็นพิเศษ  แต่มันก็ไม่อาจทำให้ ยักษ์เกเรเกิดริ้วรอยได้เลยแม้แต่น้อย  และเพียงครู่เดียว  ยักษ์เกเรก็ปราบทหารดินของเจ้าชายได้จนหมด

ในขณะนั้น  เจ้ายักษ์รู้แล้วว่า คงมีใครบางคนบุกรุกเข้ามาบนเกาะ แล้วใช้เวทมนตร์เสกทหารดินมาต่อสู้กับมัน  เจ้ายักษ์โกรธมาก  มันจึงดมกลิ่นตามหาผู้บุกรุกพลางร้องขู่ว่ามันจะหักกระดูกของผู้บุกรุกให้ป่นเป็นผงธุลี

เมื่อเจ้าชายซึ่งหลบอยู่หลังโขดหินเห็นว่าทั้งทหารผู้มีฝีมือและอาวุธวิเศษต่าง ๆ ไม่อาจปราบเจ้ายักษ์เกเรได้  พระองค์จึงพยายามคิดปั้นดินเป็นสิ่งอื่นที่มีอานุภาพมากกว่านั้น

เจ้าชายทรงรวบรวมสมาธิใช้ความคิดอย่างเต็มที่  แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดและเจ้ายักษ์ก็เดินใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ  ในที่สุด เจ้าชายจึงจำต้องตัดใจแล้วหันมาปั้นดินเป็นนกพิราบเพื่อให้มันส่งข่าวไปบอกลาเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ที่พระองค์รักยิ่งชีวิต

ในขณะนั้นเอง  ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของเจ้าชาย  เจ้าชายทรงยิ้มแล้วหยุดปั้นนกพิราบดังที่ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก  จากนั้น  พระองค์ก็ทรงปั้นดินเป็นสิ่งอื่นที่อาจทำให้พระองค์รอดชีวิตและน่าจะทำให้พระองค์ช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จ

สิ่งที่เจ้าชายปั้นและร่ายมนตร์ชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ก็คือร่างของพ่อยักษ์และแม่ยักษ์ผู้เป็นพ่อกับแม่ของเจ้ายักษ์เกเรนั่นเอง

ทันทีที่พ่อยักษ์กับแม่ยักษ์ฟื้นคืนชีวิต  ทั้งคู่ก็ตรงเข้าไปหายักษ์เกเรผู้เป็นลูกชาย  จากนั้น พ่อยักษ์ก็จับเจ้ายักษ์เกเรตีก้น  ส่วนแม่ยักษ์ก็ร้องไห้ที่เห็นลูกชายทำตัวเกเรไม่สมกับที่นางเคยสั่งสอนเอาไว้

ยักษ์เกเรตกใจมากที่เห็นพ่อกับแม่มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า  มันเจ็บก้นที่ถูกพ่อยักษ์ตี  แต่มันเจ็บใจตัวเองมากกว่าที่ทำให้แม่ยักษ์ผู้เป็นที่รักต้องร้องไห้ 

เจ้ายักษ์เกเรนึกถึงภาพวันเก่าๆ  ที่พ่อกับแม่คอยพร่ำสอนให้มันเติบโตขึ้นเป็นยักษ์ที่ดี…ไม่ไปเกะกะระรานรังแกใคร ๆ   ยิ่งคิดเจ้ายักษ์เกเรก็ยิ่งรู้สึกผิด  มันจึงสัญญากับพ่อแม่ว่ามันจะไม่เกเรกับใคร ๆ อีกแล้ว 

ในที่สุด  เจ้ายักษ์ก็ยอมปล่อยตัวเจ้าหญิงให้กลับเมืองแต่โดยดี  มันขอบคุณเจ้าชายที่ปั้น ดินเป็นพ่อกับแม่ของมันเพื่อเตือนสติให้มันทำตัวดีสมกับที่พ่อกับแม่วาดหวังเอาไว้ 

เจ้าชายดีใจมากที่เห็นยักษ์เกเรกลับตัวกลับใจได้  หลังจากนั้น เจ้าชายก็พาเจ้าหญิงไปส่งที่เมืองของพระราชา  ซึ่งในเวลาต่อมา  เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้แต่งงานกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจนมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

จานบินจากดาวขนมหวาน

เวลาพูดถึงนิทาน หลายคนอาจนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย พ่อมดแม่มด หรือเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ แต่นิทานเกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาว คงเป็นนิทานที่น้อยคนจะนึกถึง ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะนักแต่งนิทานจึงนึกสนุก อยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวดูบ้าง หวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชอบนะครับ

นิทานเรื่อง จานบินจากดาวขนมหวาน

กาลครั้งหนึ่ง มีจานบินขนาดเล็กลำหนึ่งเกิดขัดข้องจนต้องร่อนลงจอดที่เนินเขาทางตอนเหนือของดินแดนแห่งรอยยิ้ม เมื่อเด็ก ๆ เห็นจานบินลำดังกล่าว ทุก ๆ คนจึงพากันวิ่งมาห้อมล้อมจานบินลำน้อยด้วยความตื่นเต้น

หลังจากนั้นไม่นาน เด็ก ๆ ก็เห็นมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วเปิดประตูจานบินออกมาโดยมีน้ำตานองหน้า ตอน แรก…เด็ก ๆ คิดว่ามนุษย์ต่างดาวคงเจ็บเพราะจานบินร่อนลงกระแทกกับพื้น แต่หลังจากที่พวกเขาได้สนทนากับเพื่อนใหม่จากห้วงอวกาศ เด็ก ๆ ทุกคนก็ได้ทราบว่าสาเหตุที่ทำให้เพื่อนใหม่ของพวกเขาร้องไห้ ก็เพราะมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วคิดว่าตนเองคงไม่มีโอกาสได้กลับไปพบพ่อแม่พี่น้องที่ดาวขนมหวานบ้านเกิดของเขาอีกแล้ว

เด็ก ๆ ชาวเหนือนึกสงสารเพื่อนใหม่ของพวกเขามาก พวกเขาอยากจะช่วยมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วให้ได้กลับไปยังดาวขนมหวาน ด้วยเหตุนี้ ทุก ๆ คนจึงช่วยกันคิดหาวิธีซ่อมแซมจานบินเพื่อให้มันสามารถทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าได้อีกครั้ง

เมื่อเด็ก ๆ ช่วยกันตรวจสอบจานบินลำน้อยอยู่พักใหญ่ ในที่สุด พวกเขาก็พบว่าสาเหตุที่ทำให้จานบินต้องลงจอดอย่างฉุกเฉิน เกิดขึ้นเพราะถังน้ำมันของจานบินมีรอยรั่วเล็ก ๆ อยู่รอยหนึ่ง ดังนั้น การที่จะทำให้จานบินสามารถบินได้อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเพียงแค่หาช่างมาซ่อมถังน้ำมันสักนิด แล้วเติมน้ำมันลงไปในถังสักหน่อย เพียงเท่านี้…มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วก็คงจะสามารถกลับบ้านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

อย่างไรก็ตาม แม้เด็ก ๆ จะรู้วิธีในการแก้ปัญหาทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เด็ก ๆ ยังขาดอยู่ก็คือหนทางในการหาเงินเพื่อใช้จ้างช่างและซื้อน้ำมันมาเติมให้แก่จานบิน เด็ก ๆ พากันครุ่นคิดจนหน้านิ่วคิ้วขมวดไปหมด และทันใดนั้นเอง มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วก็เสนอวิธีในการหาค่าน้ำมันที่น่าสนใจเป็นที่สุด!

มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วบอกเด็ก ๆ ชาวเหนือผู้มีไมตรีว่า สิ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดของดาวขนมหวานก็คือขนมหวานแสนอร่อย ถ้าเด็ก ๆ ไม่รังเกียจ ตัวเขาก็อยากจะลองทำขนมสุดวิเศษแล้วให้เด็ก ๆ ช่วยนำออกเร่ขายให้สักหน่อย

เด็ก ๆ ทุกคนยินดีที่จะช่วยเพื่อนของพวกเขาอย่างเต็มที่ และหลังจากนั้นไม่นาน ปฏิบัติการทำขนมของมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วก็เริ่มต้นขึ้น

มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วทำขนมหวานขนาดกระจิ๋วหลิวตามสูตรลับที่เลื่องชื่อไปทั่วทั้งจักรวาล เพียงชั่วเวลาแค่ครู่เดียว ขนมแปลก ๆ สารพัดอย่าง เช่น ขนมอึมป๋อยที่ทั้งหวานทั้งกรุบกรอบ หรือขนมจี๊ดสบึ้มที่เปรี้ยวจี๊ดเผ็ดจัด แต่กลับมีรสชาติดึงดูดใจให้อยากกินซ้ำแล้วซ้ำอีกก็สำเร็จเสร็จออกมาจนพร้อมที่จะให้เด็ก ๆ นำมันออกไปเร่ขาย

ไม่ช้าไม่นานนัก ขนมสูตรพิเศษก็ทำให้มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วสามารถซ่อมแซมจานบินลำน้อยและเติมน้ำมันให้จานบินได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อเพื่อนต่างดาวพร้อมที่จะลากลับบ้าน เด็ก ๆ จากดินแดนแห่งรอยยิ้มจึงคิดหาวิธีส่งเพื่อนรักของพวกเขาด้วยวิธีเก่าแก่ที่น่าประทับใจ

ค่ำคืนนั้น หลังจากที่ทุกคนสวัสดีอำลาเพื่อนรักตัวจิ๋วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็ก ๆ ทั้งหลายก็พากันจุดไฟที่โคมกระดาษ ซึ่งทำให้โคมกระดาษลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าไปพร้อม ๆ กับจานบินลำน้อย…แลดูงดงามราวกับภาพเนรมิต

มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วซาบซึ้งในไมตรีจิตของเพื่อนทุก ๆ คน แม้วันนี้…เขาจะได้กลับไปซบอ้อมอกของพ่อกับแม่ที่ดาวขนมหวานแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่เขาได้รับจากเพื่อน ๆ ก็ยังคงประทับอยู่ในใจของเขาอย่างไม่มีวันลบเลือนไปได้

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด” เป็นนิทานเกี่ยวกับการใช้ความคิดในการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของนิทานนำบุญ นิทานในลักษณะนี้มีประโยชน์มากในแง่การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้แก่เด็ก ๆ ผมในฐานะผู้แต่งนิทานหวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้ทั้งความสนุกและประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนนะครับ

นิทานเรื่อง ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งชื่อว่า”ติ๊ดตี่”   ติ๊ดตี่เรียนวิชาเวทมนตร์มาหลายปี  พอใกล้เรียนจบ คุณครูนางฟ้าจึงขอทดสอบติ๊ดตี่ด้วยการให้ติ๊ดตี่ออกเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนให้ได้อย่างน้อย 3 คน โดยมีข้อแม้คือ…ห้ามใช้เวทมนตร์ใด ๆ ในการช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นเป็นอันขาด

ติ๊ดตี่แปลกใจและคิดว่าคุณครูอาจพูดผิด  เพราะนางฟ้ากับการใช้เวทมนตร์เป็นของคู่กัน แต่เมื่อคุณครูยืนยันตามที่พูด  ติ๊ดตี่จึงต้องทำตามคำของคุณครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  ติ๊ดตี่ออกเดินทางจนได้พบเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่กับน้องตัวเล็ก ๆ ของเขา   เมื่อติ๊ดตี่ซักถาม  เด็กคนพี่จึงบอกติ๊ดตี่ว่า  เขากับน้องเป็นเด็กกำพร้า  วันนี้เป็นวันเกิดของน้อง ตัวเขาในฐานะพี่ชายจึงอยากหาขนมเค้กมาฉลองวันเกิดให้  แต่เขามีเงินน้อย ไม่พอซื้อขนมเค้ก  เขาจึงร้องไห้เพราะเสียใจที่ทำให้น้องมีความสุขไม่ได้ 

เมื่อติ๊ดตี่ได้ฟัง  เธอก็เห็นใจเด็กน้อยสองพี่น้องมาก  แม้เธอจะใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือเด็กทั้งสองไม่ได้  แต่เธอมีใจอยากช่วยพวกเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่บอกเล่าสิ่งที่คิดให้เด็กน้อยคนพี่ฟัง โดยเธอบอกให้เขาเอาเงินไปซื้อขนมปังมาปิ้ง ทาเนย  ราดน้ำผึ้ง จากนั้น ให้วางขนมปังซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แล้วปักเทียนลงไปที่ด้านบน เพื่อเปลี่ยนขนมปังให้กลายเป็นขนมฉลองวันเกิดที่ไม่มีใครเหมือน  เด็กน้อยชอบความคิดของติ๊ดตี่มาก  เขาจึงขอบคุณติ๊ดตี่แล้วรีบทำตามคำแนะนำอย่างไม่รอช้า 

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยสองพี่น้องได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนเจอชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้   หลังจากที่ได้พูดคุยสอบถาม  ติ๊ดตี่ก็พบว่า  ชายหนุ่มคนนี้แอบไปหลงรักหญิงสาวสูงศักดิ์เข้า  ชายหนุ่มอยากมอบดอกไม้ให้เธอสักช่อ  แต่ดอกไม้ตามร้านมีราคาแพงมาก เขาจึงมีเงินไม่พอที่จะซื้อดอกไม้ไปให้  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกดอกไม้ให้ชายหนุ่มไม่ได้  แต่เธอก็มีใจอยากช่วยเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่เสนอสิ่งที่คิด โดยแนะนำให้ชายหนุ่มลองเก็บดอกไม้ข้างทางและดอกไม้ริมรั้วที่ผู้คนมองข้ามมาจัดให้กลายเป็นช่อดอกไม้ที่สวยงามไม่ซ้ำใคร  เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง  เขาจึงลองทำตามและจัดดอกไม้เหล่านั้นจนได้ช่อดอกไม้ที่ดูสวยงามและแปลกตาเป็นพิเศษ  ชายหนุ่มขอบคุณติ๊ดตี่ที่ให้คำแนะนำอันมีค่า  จากนั้น เขาก็รีบนำช่อดอกไม้ไปมอบให้หญิงสาวที่เขาหลงรักทันที

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยเหลือชายหนุ่มได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนพบตายายสองคนที่มีแผงขายของเล็ก ๆ อยู่ริมทาง  คุณตากับคุณยายดูมีสีหน้าเศร้าหมอง เพราะทั้งคู่มีเงินน้อยจึงไม่มีทุนรอนหาของที่น่าสนใจมาขาย  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกข้าวของมาให้คุณตากับคุณยายขายไม่ได้  แต่เธอก็อยากช่วยท่านทั้งสองจริง ๆ    ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่ทดลองทำตามสิ่งที่เธอคิด โดยนำเศษไม้และวัสดุธรรมชาติที่หาได้ทั่วไปมาประกอบเป็นรูปร่าง, ทากาวและทำให้มันกลายเป็นตุ๊กตาที่ระลึกเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว  เมื่อคุณตากับคุณยายเห็นตุ๊กตาของติ๊ดตี่  ทั้งคู่ก็ชอบใจมาก  คุณตากับคุณยายจึงขอนำความคิดของติ๊ดตี่ไปใช้ทำตุ๊กตาน่ารัก ๆ จากวัสดุธรรมชาติออกมาวางขายบ้าง

ติ๊ดตี่มีความสุขที่เธอช่วยใคร ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์เลยแม้สักนิด  ทันใดนั้นเอง ติ๊ดตี่ก็เข้าใจว่า  เพราะเหตุใดคุณครูจึงให้เธอลองช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ให้ใช้เวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมา

จริง ๆ แล้ว  การช่วยเหลือผู้คนนั้น  แม้ไม่มีเวทมนตร์  แต่หากเรามีใจและรู้จักใช้ความคิด  เราก็สามารถช่วยเหลือคนทุกคนให้มีความสุขได้เสมอ 

เมื่อติ๊ดตี่กลับไปหาคุณครูนางฟ้า  คุณครูก็ยิ้มต้อนรับนักเรียนคนเก่งของท่านแล้วให้ติ๊ดตี่สอบผ่านได้เป็นนางฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ 

ติ๊ดตี่ดีใจมากที่ได้เป็นนางฟ้าจริง ๆ สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  ในขณะเดียวกัน  เธอก็สัญญากับตัวเองว่า  เธอจะพยายามใช้ทั้งเวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาและใช้สติปัญญาที่มีอยู่  คิดหาวิธีช่วย เหลือผู้คนทั้งหลายให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ตี้ตี้กับถูถู

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ตี้ตี้กับถูถู” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักเขียนนิทาน นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเบา ๆ ไม่ซับซ้อน แต่น่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ ได้ เมื่ออ่านนิทานจบแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ตี้ตี้กับถูถู

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าตี้ตี้  แม่ของตี้ตี้เป็นช่างทำตุ๊กตา   ตี้ตี้มักจะเฝ้าดูแม่ทำตุ๊กตาอยู่เสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ตี้ตี้เกิดอยากมีตุ๊กตาเป็นของตัวเอง  เขาจึงลองหาเศษผ้าเหลือ ๆ ที่แม่ทิ้งแล้ว เอามาเย็บเข้าด้วยกันแบบเดียวกับที่แม่ทำ  จนในที่สุด  ตุ๊กตาตัวแรกในชีวิตของตี้ตี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

ตุ๊กตาของตี้ตี้มีชื่อว่าถูถู   ถูถูเป็นตุ๊กตาหน้าตาเด๋อ ๆ   ตาของถูถูดูคล้ายกับหมีแพนด้า  แต่หูที่ยืดยาวออกมาทำให้มันดูคล้ายกับกระต่าย  แถมจมูกของถูถูยังแบะ ๆ แบน ๆ อย่างกับจมูกของหมูเสียอีก  ไป ๆ มา ๆ  ถูถูก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาตลกที่สุดในโลก

ตี้ตี้รักตุ๊กตาของเขามาก  ตี้ตี้มักจะพาถูถูออกไปเดินเล่นทุก ๆ เช้า   ภาพของเด็กน้อยที่เดินจูงตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ทำให้ใครต่อใครอดยิ้มไม่ได้ด้วยความเอ็นดู  ตี้ตี้มักจะพาถูถูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ แล้วทั้งคู่ก็มักจะพากันเก็บดอกไม้เพื่อนำไปฝากแม่

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่ตี้ตี้กำลังเก็บดอกไม้  มีทหารใจร้ายค่อย ๆ ย่องเข้ามาในสวนแล้วแอบขโมยถูถูไปโดยที่ตี้ตี้ไม่รู้ตัว  ทหารคนนี้หวังที่จะได้รางวัลจากเจ้าหญิงองค์น้อยเพราะเจ้าหญิงองค์น้อยมักจะให้รางวัลคนที่นำของเล่นแปลก ๆ ไปถวาย  เมื่อถูถูหายไป  ตี้ตี้ก็ได้ร้องไห้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แม่ของตี้ตี้สงสารตี้ตี้มาก แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตี้ตี้ได้อย่างไร

เจ้าหญิงองค์น้อยทรงชอบถูถูมากกว่าของเล่นชิ้นใด ๆ ที่พระองค์เคยมีมา  เจ้าหญิงให้รางวัลแก่ทหารใจร้ายจนทหารใจร้ายยิ้มไม่หุบ เจ้าหญิงองค์น้อยพาถูถูเดินไปทุก ๆ ที่  พระองค์หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ถูถูใส่  เจ้าหญิงมีความสุขมากที่มีถูถูอยู่ใกล้ ๆ  แต่พระองค์ไม่รู้เลยว่า ถูถูกำลังเศร้าใจเพราะมันได้ยินเสียงตี้ตี้เพื่อนรักของมันกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อเจ้าหญิงนอนหลับ  ถูถูก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง  ถูถูขอโทษเจ้าหญิงที่ต้องแอบหนีเจ้าหญิงไปในขณะที่เจ้าหญิงกำลังนอนหลับ  ถูถูเดาว่าเจ้าหญิงคงไม่ยอมให้มันกลับบ้านแน่ ๆ เพราะเจ้าหญิงรักมันมาก  แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่มันต้องรีบกลับไปหาตี้ตี้ เพราะตี้ตี้กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

และทันทีที่ตี้ตี้เห็นถูถู  ตี้ตี้ก็โผเข้ากอดถูถูด้วยความดีใจ  ทั้งตี้ตี้และถูถูต่างมีความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง  แต่แม่ของตี้ตี้กลับรู้สึกกังวลใจเพราะนางไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะตามมาเอาถูถูกลับคืนไปหรือไม่

โชคดีที่เจ้าหญิงองค์น้อยเป็นเจ้าหญิงที่แสนดี  แม้ว่าพระองค์จะเสียใจที่ถูถูหนีกลับไปหาตี้ตี้  แต่พระองค์ก็ไม่ได้โกรธตี้ตี้หรือถูถูเลยแม้สักนิด  เจ้าหญิงสั่งให้ทหารดีจัดการทำโทษทหารใจร้ายในข้อหาขโมยของเด็ก  แล้วพระองค์ก็เขียนจดหมายจ่าหน้าถึงตี้ตี้และถูถูโดยจดหมายฉบับนั้นมีข้อความว่า

“ถึงตี้ตี้กับถูถู…ฉันขอโทษที่มีส่วนทำให้เธอทั้งสองไม่สบายใจ  เพื่อนรักก็ควรได้อยู่กับเพื่อนรัก  ฉันขอให้เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักกันตลอดไปนะ  ถ้ามีเวลาว่างแวะมาเยี่ยมเยียนฉันด้วย  ฉันเหงาและอยากจะเลี้ยงขนมพวกเธอเพื่อเป็นการไถ่โทษ…จากเจ้าหญิง”

ตี้ตี้และถูถูดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเจ้าหญิง  ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และเพื่อที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เหงาอีกต่อไป  ตี้ตี้จึงลงมือทำตุ๊กตาตัวที่สองเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงแสนดีโดยเฉพาะ   

 และแล้ว  นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเสือเจ้าเล่ห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเสือเจ้าเล่ห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่ง จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อลองอ่านนิทานก่อนที่จะนำมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมถึงกับบอกตัวเองว่า “แต่งได้อย่างไร สนุกจังเลย” นิทานเรื่องนี้จะสนุกจริงหรือไม่? และมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร? ขอให้คุณผู้อ่านลองพิสูจน์กันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  ลูกเสือเจ้าเล่ห์

ลูกเสือตัวหนึ่งเป็นลูกเสือสมิงที่มีนิสัยเกียจคร้านและแสนเจ้าเล่ห์

วันหนึ่ง…แม่เสือเห็นว่าลูกชายโตพอสมควรแล้ว แม่เสือจึงสั่งให้ลูกลองออกไปหาอาหารกินเองในป่า  ลูกเสือไม่อยากเหนื่อยกับการหาอาหาร  มันจึงวางแผนหาของกินด้วยวิธีที่แม่ของมันคาดไม่ถึง

วิธีของเจ้าลูกเสือคือการนำวิชาแปลงกายซึ่งเป็นวิชาเฉพาะของเหล่าเสือสมิง ไปใช้หลอกลวงขอกินอาหารกับสัตว์ต่าง ๆ

เจ้าลูกเสือเริ่มแผนด้วยการแปลงร่างเป็นหมู ซึ่งเมื่อมันไปเคาะประตูบ้านของคุณหมูพร้อมกับแกล้งร้อง “อู๊ด ๆ”  คุณหมูใจดีก็หลงกลเชิญมันเข้าบ้าน แล้วแบ่งขนมอร่อย ๆ ให้เจ้าลูกเสือในร่างหมูกินจนพุงแทบระเบิด

วันรุ่งขึ้น  เมื่อลูกเสือเห็นว่าแผนของมันใช้ได้ผล  มันจึงแปลงร่างเป็นแมว แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณแมวพร้อมกับร้อง “เหมียว ๆ” เพื่อขอกินอาหารอีก  คุณแมวไม่รู้ว่าลูกเสือปลอมตัวมาหลอก มันจึงเชิญเพื่อนแมวที่หิวจนท้องกิ่วเข้าบ้าน จากนั้น มันก็เอาปลาย่างออกมาเลี้ยง จนเจ้าลูกเสือในร่างแมวอิ่มถึงขนาดแทบจะเดินกลับบ้านไม่ไหว

วันที่สาม  ลูกเสือเจ้าเล่ห์นึกอยากกินผลไม้  มันจึงแปลงร่างเป็นลิง แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณลิงพร้อมกับร้อง “เจี๊ยก ๆ”  เมื่อคุณลิงเห็นเพื่อนลิงมาเคาะประตู  คุณลิงจึงเชิญเพื่อนลิงเข้าบ้าน  แล้วนำผลไม้ถาดใหญ่มาให้เจ้าลิงตัวปลอมกินจนพุงปลิ้น

ในขณะที่ลูกเสือเพลิดเพลินกับการแปลงกายหลอกกินอาหารของสัตว์ต่าง ๆ อยู่นั้น  เจ้าลูกเสือไม่รู้เลยว่า มีสัตว์ดุร้ายตัวหนึ่งแอบเฝ้ามองการกระทำของมันอยู่!   

วันต่อมา  เจ้าลูกเสือซึ่งมั่นใจในฝีมือแปลงกายของตนมากก็บังอาจทำสิ่งที่สัตว์ทั้งหลาย คงไม่กล้าทำแน่ ๆ  นั่นก็คือ…มันแปลงร่างเป็นสิงโต แล้วไปเคาะประตูบ้านของราชสีห์เจ้าป่าพร้อมกับส่งเสียงคำราม “โฮก ๆ” เพื่อขอกินอาหารด้วย  

เมื่อราชสีห์เห็นสิงโตตัวน้อยมาเคาะประตู  คุณราชสีห์ก็เชิญมันเข้าบ้าน   แต่แทนที่ราชสีห์จะพาเจ้าสิงโตตัวน้อยไปยังโต๊ะอาหาร  มันกลับปิดประตูลงกลอน  แล้วแสยะยิ้มอวดเขี้ยวขาว ๆ พร้อมกับตั้งท่าจะหม่ำสิงโตปลอมที่บังอาจเข้ามาให้มันลองลิ้มชิมรสถึงในบ้าน

เจ้าลูกเสือตกใจมากที่แผนปลอมตัวของมันถูกราชสีห์จับได้  ลูกเสือหวาดกลัวจนวิชาแปลงกายเสื่อม  มันลนลานร้องขอชีวิตพร้อมกับสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงผู้อื่นอีก  แต่อนิจจา…ราชสีห์ไม่สนใจ  มันกลับแยกเขี้ยวอันคมกริบ แล้วกระโจนเข้าตะครุบตัวเจ้าลูกเสือเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บเพชฌฆาต

เสี้ยววินาทีนั้น  ลูกเสือเชื่อว่ามันต้องตายแน่ ๆ แต่เมื่อมันลืมตาขึ้น  สิ่งที่มันพบกลับไม่เป็นดั่งที่มันคิด!   

เมื่อเจ้าลูกเสือลืมตา  ภาพที่มันเห็นคือภาพของแม่เสือที่กอดมันเอาไว้ในอ้อมแขน

แท้จริงแล้ว  สัตว์ดุร้ายที่เฝ้ามองพฤติกรรมของเจ้าลูกเสือมาโดยตลอดก็คือแม่เสือสมิงที่คอยติดตามดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อแม่เสือรู้ว่าลูกเสือใช้วิชาแปลงกายไปหลอกลวงผู้อื่น  นางจึงขอยืมบ้านของสิงโตเจ้าป่า  แล้วแปลงกายเป็นราชสีห์เพื่อรอให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่ลูกชายที่นางรักแสนรัก

ลูกเสือรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่สิงโตเจ้าป่าเป็นเพียงร่างแปลงของแม่  เพราะหากมันถูกราชสีห์จับได้จริง ๆ  มันก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับไปหาแม่ที่มันรักได้แน่ ๆ  

การหลอกลวงผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย   เจ้าลูกเสือร้องไห้แง ๆ และขอโทษแม่ที่มันทำเรื่องไม่เหมาะสม 

แม่เสือปลอบลูกเสือให้หยุดร้องไห้ พร้อมกับยินดีให้อภัยหากลูกชายสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงใคร ๆ อีก 

เจ้าลูกเสือรู้แล้วว่าการหลอกลวงผู้อื่นอาจทำให้เกิดผลร้ายรุนแรงได้สักเพียงไร  มันดีใจที่แม่ให้โอกาสมันแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง  หลังจากวันนั้น  เจ้าลูกเสือก็ออกหาอาหารกินด้วยตนเองและไม่เคยใช้เล่ห์กลหลอกลวงใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ถือว่าเป็นนิทานที่ผมแต่งด้วยความยากลำบาก เพราะในช่วงนั้น ทักษะในการเขียนหนังสือของผมมีค่อนข้างจำกัด กว่าจะเขียนนิทานแต่ละย่อหน้าเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้ จึงใช้เวลามากจริง ๆ แถมยังต้องพยายามไม่ให้คนอ่านเบื่อก่อนที่จะถึงจุดสำคัญของเรื่องในช่วงท้ายเรื่อง เรียกว่ากว่าจะเขียนนิทานเรื่องนี้เสร็จ ผมก็เกือบถอดใจไปหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านิทานที่เกี่ยวกับเจ้าชายและของเล่นเรื่องนี้ จะถูกใจเด็ก ๆ บ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

กาลครั้งหนึ่งในอาณาจักรแลปป์ที่หนาวเหน็บ มีเจ้าชายกำพร้าผู้ทรงพระปรีชาสามารถพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “เจ้าชายรัสมุส”

เจ้าชายรัสมุสเป็นเจ้าชายที่มีพรสวรรค์ในการคิดและการออกแบบของเล่นแปลก ๆ ซึ่งเมื่อผู้คนในอาณาจักรแลปป์ นำของเล่นต้นแบบที่เจ้าชายทรงคิดขึ้นไปทำออกขาย  ของเล่นเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็ก ๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

เจ้าชายรัสมุสมักจะขลุกอยู่ในห้องส่วนพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่บนหอคอยยอดปราสาทตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  มีเพียงแม่นมและพี่เลี้ยง 2-3 คนเท่านั้นที่ได้รับอนญาตให้ขึ้นไปปรนนิบัติพระองค์ ในยามที่พระองค์ทรงต้องการความช่วยเหลือ เจ้าชายรัสมุสมักจะนั่งทรงงานทั้งกลางวันและกลางคืนจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน  เจ้าชายน้อยพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะคิดของเล่นชนิดใหม่ ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่ประชาชนผู้ยากไร้ของพระองค์จะได้มีของเล่นต้นแบบ สำหรับการทำออกขาย เพื่อนำรายได้ไปจุนเจือครอบครัวของพวกเขาให้มีความสุข    

แม้งานของเจ้าชายรัสมุสจะเป็นงานสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทั่วโลกมีความสุข  แต่เจ้าชายรัสมุสเองกลับไม่เคยมีความสุขจากการเล่นของเล่นที่ตนเองคิดขึ้นเลยแม้สักครั้ง 

ภาระและหน้าที่ในฐานะเจ้าชายผู้เป็นความหวังของประชาชนชาวแลปป์ ทำให้เจ้าชายรัสมุสต้องยอมเสียสละตนเองในการทำงานอย่างหนักและทนแบกรับความเครียดทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง  แม่นมผู้รักเจ้าชายรัสมุสปานดวงใจก็ทนเห็นเจ้าชายองค์น้อยต้องจมอยู่ในความเคร่งเครียดเช่นนั้นต่อไปไม่ไหว แม่นมจึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไปหารือกับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ

ทันทีที่เสนาบดีทราบเรื่องที่เกิดขึ้น  เสนาบดีจึงป่าวประกาศให้ข้าราชการ ทหาร และประชาชนช่วยกันหาวิธีทำให้เจ้าชายรัสมุสมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ เสนาบดีขอร้องให้ทุก ๆ คนช่วยกันคิดหาของเล่นที่พิเศษสุด  และส่งมันมาให้เจ้าชายองค์น้อย  เพื่อเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพระองค์ซึ่งกำลังจะมาถึง

แน่นอน…ผู้คนต่างพากันส่งของเล่นมาให้เจ้าชายอย่างล้นหลาม  แต่มันเป็นความจริงที่แสนเศร้า ที่เจ้าชายรัสมุสกลับไม่ทรงรู้สึกสนุกกับของเล่นที่พระองค์ได้รับเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ความตั้งใจของแม่นมและเสนาบดีกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า  เจ้าชายรัสมุสยังคงโหมงานหนักและเคร่งเครียดกับภาระอันหนักอึ้งของพระองค์จนลืมความสดใสของชีวิตวัยเด็กไปจนเกือบหมดสิ้น  แต่โชคยังดีที่จู่ ๆ ทหารยามซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่หน้าประตูเมืองได้นำข่าวดีซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายมาแจ้งให้แม่นมและเสนาบดีทราบว่า มีเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมมคนหนึ่งยืนยันที่จะขอมอบของเล่นชิ้นพิเศษให้แก่เจ้าชายรัสมุสด้วยตัวของเขาเอง

ทั้งแม่นมและเสนาบดีผู้สิ้นหวังต่างหมดแรงที่จะคัดค้านหรือทำการใด ๆ อีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ เสนาบดีจึงอนุญาตให้แม่นมและทหารยามพาเด็กน้อยที่ตั้งใจจะนำของขวัญมามอบให้แก่เจ้าชายขึ้นไปยังห้องส่วนพระองค์ของเจ้าชายรัสมุสได้เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อเด็กน้อยได้พบกับเจ้าชาย  เด็กน้อยก็คุกเข่าเพื่อทำความเคารพเจ้าชายผู้มีพระคุณต่อประชาชนชาวแลปป์ทุก ๆ คน  จากนั้น เด็กน้อยก็บอกให้เจ้าชายทราบว่า  เขาได้นำเอาของเล่นชิ้นพิเศษมามอบให้แก่เจ้าชายด้วย…ซึ่งของเล่นที่เขานำมามอบให้แก่เจ้าชายนั้น  มันไม่ใช่ของเล่นธรรมดา ๆ แต่มันเป็นของเล่นชิ้นพิเศษซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์”

เจ้าชายรู้สึกแปลกใจกับของเล่นที่เด็กน้อยนำมาถวาย

“เด็กมอมแมมชาวแลปป์คือของเล่นแบบไหนกันหนอ?”  เจ้าชายคิด 

แต่ทันทีที่เด็กน้อยชวนเจ้าชายไปเล่นของเล่นต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องของพระองค์  ของเล่นที่เจ้าชายเคยรู้สึกว่ามันเป็นของเล่นที่น่าเบื่อ…ก็กลับกลายมาเป็นของเล่นแสนวิเศษทันทีเมื่อพระองค์ได้มาเล่นกับ “เด็กมอมแมมชาวแลปป์” ที่อยู่ตรงหน้า

เจ้าชายรัสมุสรู้ซึ้งในวินาทีนั้นว่า  เด็กมอมแมมชาวแลปป์เป็นสิ่งที่วิเศษเพียงใด

และนับจากนั้นเป็นต้นมา  ความสุขตามประสาเด็ก ก็กลับคืนสู่ชีวิตของเจ้าชายรัสมุสอีกครั้ง 

แม้เจ้าชายรัสมุสจะยังทรงคิดค้นของเล่นชนิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  แต่พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาเพื่อเล่นสนุกกับเพื่อนของพระองค์ซึ่งมักเรียกตัวเองว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์

ในที่สุด  เจ้าชายผู้คอยสร้างของเล่นเพื่อให้เด็ก ๆ มีความสุขก็มีความสุขเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ทั่วโลก

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นางฟ้าแห่งเสียงเพลง

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับนางฟ้าเรื่อง “นางฟ้าแห่งเสียงเพลง” เป็นนิทานนางฟ้าใจดีที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่รายการประกวดร้องเพลงชื่อ “อะคาเดมี่ แฟนทาเชีย” กำลังดัง นิทานนางฟ้าสั้น ๆ เรื่องนี้ มีลูกเล่นอยู่ที่เวทมนตร์ที่ออกจะแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่เชื่อว่าเป็นเวทมนตร์ที่น่ารักและอาจทำให้เด็ก ๆ ได้อะไร ๆ ที่เป็นประโยชน์และอาจสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้แก่เด็ก ๆ ได้บ้าง ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง นางฟ้าแห่งเสียงเพลง

กาลครั้งหนึ่งนานนิดหน่อย มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งเป็นนางฟ้าองค์น้อยซึ่งมีชื่อว่า“ลันลา”  

ลันลารักเสียงเพลงมาก  เธอร้องเพลงได้ทั้งวันไม่เคยเบื่อ  เพื่อน ๆ จึงมักล้อลันลาว่า  ถ้าลันลาไม่ ได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนางฟ้า เธอคงสมัครเป็นนักล่าฝันในรายการอะคาเดมี่แฟนเทเชียไปแล้ว!

สำหรับการเรียนในโรงเรียนนางฟ้า  นางฟ้าฝึกหัดทุกองค์ต้องคิดค้นเวทมนตร์ใหม่ ๆ  เพื่อใช้สอบเลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าตัวจริงก่อนที่จะจบการศึกษา เวทมนตร์ของใครมีประโยชน์มาก  โอกาสสอบผ่านก็จะมีมาก  นางฟ้าฝึกหัดทั้งหลายจึงทุ่มเทคิดค้นเวทมนตร์ของตัวเองกันอย่างเต็มที่ 

ในขณะที่นางฟ้าฝึกหัดส่วนใหญ่พยายามคิดเวทมนตร์เสกเงินทองหรือเนรมิตข้าวของที่มนุษย์ต้องการ  แต่นางฟ้าฝึกหัดผู้รักเสียงเพลงอย่างลันลากลับคิดเวทมนตร์ที่ทั้งแปลกและแหวกแนว  นั่นคือ…การคิดเวทมนตร์เสกให้ผู้คนร้องเพลง! 

ในความเป็นจริง  การร้องเพลงเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา  ใคร ๆ ก็ร้องเพลงได้กันอยู่แล้ว  เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าลันลาคิดเวทมนตร์เช่นนี้  เพื่อน ๆ จึงพากันหัวเราะขบขัน

ฝ่ายคุณครูนางฟ้าที่ดูแลลันลานั้น  คุณครูทั้งหลายต่างเป็นห่วงลันลามาก เพราะเวท-มนตร์เนรมิตเงินทองดูเหมือนจะมีประโยชน์มากกว่าการเสกให้ผู้คนร้องเพลงเป็นไหน ๆ   ดังนั้น โอกาสที่ลันลาจะสอบตกจึงมีความเป็นไปได้มากกว่านางฟ้าฝึกหัดองค์อื่น ๆ

แม้คุณครูนางฟ้าจะพยายามเตือนลันลาหลายต่อหลายครั้ง แต่ลันลาก็ยังคงยิ้มและยืนยันที่จะคิดเวทมนตร์แปลก ๆ ของเธอต่อไปไม่แปรเปลี่ยน  ด้วยเหตุนี้  เมื่อถึงเวลาทดสอบการใช้เวท-มนตร์  คุณครูนางฟ้าทั้งหลายจึงแอบตามไปดูการใช้เวทมนตร์ของลันลาด้วยความเป็นห่วง     

สถานที่แรกที่ลันลานำเวทมนตร์ไปใช้คือบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งมีเสียงเด็ก ๆ ร้องไห้ดังกระจองอแงไปหมด  ลันลาเห็นว่าเด็กกำพร้าเป็นเด็กที่น่าสงสาร  เพราะพวกเขาไม่มีทั้งพ่อและแม่ เมื่อเด็กกำพร้าคนหนึ่งร้องไห้  เด็กกำพร้าคนอื่น ๆ ก็จะเศร้าและร้องไห้ตามไปด้วย  ลันลาอยากให้เด็กกำพร้ารู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และโลกใบนี้ยังมีสิ่งดีงามรอพวกเขาอยู่อีกมาก  ลันลาจึงเสกให้เด็ก ๆ ร้องไห้ออกมาเป็นเสียงเพลง  ซึ่งเมื่อเด็ก ๆ ร้องไห้ออกมาเป็นเพลงพร้อม ๆ กัน  เสียงร้องของเด็ก ๆ จึงกลายเป็นเพลงประสานเสียงที่แสนอบอุ่นและทำให้ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายในใจของเด็ก ๆ ค่อย ๆ สลายไปทีละน้อย 

หลังจากที่ลันลาช่วยทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้  นางฟ้าผู้รักเสียงเพลงจึงเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยคนไข้อาการหนัก   คนไข้มากมายต่างหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย แถมพวกเขายังด่าทอชะตากรรมที่ทำให้พวกเขาต้องเจ็บป่วย  ลันลาอยากให้คนไข้มีกำลังใจมากขึ้นและอยากให้พวกเขาเห็นว่าโรคภัยเป็นเพียงอุปสรรคชีวิตที่มีไว้ทดสอบความเข้มแข็งของมนุษย์ ลันลาจึงเสกให้เหล่าคนไข้ระบายความอึดอัดในใจออกมาเป็นเสียงเพลง  ซึ่งเมื่อคนไข้ได้ร้องเพลงระบายความทุกข์  พวกเขาก็เริ่มสบายใจ, มีสติคิดทบทวนถึงสิ่งดีงามในการมีชีวิต และมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ 

สถานที่อีกแห่งที่ลันลาตั้งใจไปร่ายเวทมนตร์คือลานกว้างซึ่งมีผู้คนสองกลุ่มกำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน   จริง ๆ แล้ว  คนทั้งสองกลุ่มแค่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น  แต่เมื่อพวกเขาตะโกนใส่กันด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ความโกรธเคืองจึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ลันลาอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น  เธอจึงเสกให้เสียงด่าทอกลายเป็นเสียงเพลงที่แสนไพเราะ  และเมื่อถ้อยคำหยาบคายกลายเป็นบทเพลงที่น่าฟัง  ผู้คนจึงมีใจจดจ่อฟังเนื้อความในบทเพลงของฝ่ายตรงข้าม  ไม่นานนัก  พวกเขาก็เข้าใจความคิดเห็นของกันและกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“การเสกให้ผู้คนร้องเพลงออกมาช่างเป็นเวทมนตร์ที่วิเศษอะไรเช่นนี้” คุณครูนางฟ้าทั้งหลายรำพึงเบา ๆ “เวทมนตร์อื่น ๆ อาจเนรมิตสิ่งของที่มีค่าทางกาย แต่เวทมนตร์แห่งเสียงเพลงช่วยสร้างสิ่งมีค่าทางใจได้อย่างวิเศษ”

และแล้ว คุณครูนางฟ้าทั้งหมดก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใดลันลาจึงยืนกรานที่จะคิดค้นเวทมนตร์แปลก ๆ ของเธอโดยไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุด  คุณครูนางฟ้าทั้งหมดจึงลงความเห็นให้นางฟ้าฝึกหัดที่ใช้เวทมนตร์สร้างความอบอุ่นใจให้เด็กกำพร้า, สร้างกำลังใจให้คนเจ็บป่วย และสร้างความเข้าใจให้คนที่ทะเลาะเบาแว้งกัน ได้เลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าตัวจริงอย่างสมบูรณ์แบบ  นอกจากนี้  คุณครูยังแต่งตั้งให้ลันลาเป็นนางฟ้าแห่งเสียงเพลงและขอให้เธอใช้เวทมนตร์ที่คิดขึ้นสร้างความสุขให้ผู้คนทั้งหลายต่อไป…ตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

…………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน

บทสัมภาษณ์ในนิตยสารสีสัน

ช่วงต้นปี 2563 เป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มการระบาด เมื่อสถานการณ์เริ่มมีความเสี่ยงน้อยลง รุ่นพี่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในนิตยสารสีสัน ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะ นักแต่งนิทานของไทย ซึ่งตามปกติ ผมหยุดการให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่าง ๆ มานานแล้ว แต่เพราะรุ่นพี่ท่านนี้เป็นรุ่นพี่ที่คอยติดตามให้กำลังใจเพจนิทานของผมมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อรุ่นพี่ติดต่อมา ผมจึงตอบตกลงให้สัมภาษณ์ และบทความต่อไปนี้ คือ บทความสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 8 โดย “ดาวเอื้อมฟ้า” ซึ่งผมถือเป็นเกียรติที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองบันทึกไว้ในนิตยสารคุณภาพอย่าง “นิตยสารสีสัน” ที่ผมติดตามมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา (ราวปี 253X) อนึ่ง การพูดคุยให้สัมภาษณ์อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูเป็นกันเองมาก (เพราะผมถือว่าผมกับผู้สัมภาษณ์คุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง จึงคุยอย่างเปิดใจและตรงไปตรงมามาก ๆ ) หากมีคำพูดใดไม่ค่อยสำรวมระวัง หรือกระทบความรู้สึกของใครก็ตาม ผมต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ท้ายสุด ผมขอขอบคุณทางนิตยสารสีสันที่อนุญาตให้นำบทความนี้มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญนะครับ ขอเชิญท่านที่สนใจลองอ่านบทความนี้กันดูนะครับ

บทสัมภาษณ์ : นักเล่านิทาน นำบุญ

กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานเท่าไหร่ ในยุทธจักรน้ำหมึก ยังมีนักเล่านิทานหนุ่มไฟแรงชื่อว่า นำบุญ นามเป็นบุญ ที่เล่เรื่องราวมากมายในนิตยสาร “ขวัญเรือน” ยาวนานถึง 17 ปีเต็ม

17 ปีกับนิทานกว่า 400 เรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาหยิบวัตถุดิบมาจากไหน? เคยตื้อตันกับการต้องเขียนต้นฉบับใหม่ ๆ ทุก 15 วันบ้างไหม? วันนี้ยังเขียนนิทานอยู่หรือเปล่า? แล้วเป้าหมายในชีวิตของนักเล่านิทานอย่างเขาคืออะไร?

อดีตนักศึกษาเอกภาพยนตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยสมัครเข้า ทียู แบนด์ เพียงเพื่ออยากได้อัลบั้มเพลงของ ปรัชญ์ สุวรรณศร เคยเล่นละครเวที (แต่ไม่ชอบ) เคยได้ทุนไปศึกษาเรื่องหุ่นที่สวีเดน เคยทำรายการสำหรับเด็ก และแน่นอน – เขียนนิทาน

ตอนนี้ เขาหยุดเขียนนิทานไปแล้ว และนำผลงานเก่า ๆ ที่เขียนไว้ มาลงในเว็บไซต์ส่วนตัว พร้อมกับเพจ “นิทานนำบุญ” ในเฟซบุ๊ก อนาคตเขาอาจเปิดช่องยูทูบ หรืออาจจะมีพอดแคสต์ ให้แฟนคลับนิทานของเขาได้ติดตามกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยเหตุผลเดียว “ผมรักเด็กจริง ๆ นะ”

“จริง ๆ ผมเคยฝันอยากเป็นนักเขียนนิทาน คืออยากแต่งน่ะ ผมไม่เคยคิดอยากเป็นนักเขียนนะ”

นำบุญเกริ่นกับฉันในบ่ายวันหนึ่งที่บ้านพักของเขาย่านปู่เจ้าสมิงพราย เป็นความฝันของเด็กชายผู้อ่านขวัญเรือนมาแต่เด็ก ๆ ตามผู้เป็นแม่ “ถ้าเราได้เขียนลงขวัญเรือนก็คงดีเนอะ เออ มีความเป็นนักเขียนอยู่ตรงนี้-ที่คิด คิดแบบบาง ๆ แล้วช่วงนั้นแบบว่า…ก่อนที่ผมจะเป็นนักเขียน ผมไปเปิดดูในขวัญเรือน เออ มีคนเขียนอยู่ ไม่เห็นสนุกเลย ถ้าเราได้เขียนคงดีเนอะ คิดแค่นี้เลย”

นักเล่านิทานหนุ่มใหญ่หัวเราะลงลูกคอก่อนลดเลี้ยวไปถึงช่วงที่เขาไม่มีความสุขกับการอยู่ที่สวีเดน ที่ที่เขาควรจะได้เก็บความรู้เรื่องหุ่นและนำกลับมาประยุกต์ใช้สอดรับกับความฝันที่อยากทำงานเกี่ยวกับเด็ก แต่ไม่เป็นอย่างที่หวัง นำบุญตัดสินใจกลับเมืองไทย

“อยู่ประมาณปีหนึ่งแล้วก็พบปัญหาบางอย่างว่าเขาไม่ได้จริงใจกับเรานัก เช่น ให้ทุนไปแต่ไม่สอน เราก็ต้องเรียนรู้เอง เขาบอกว่าไม่มีเวลาสอนนะ ผมก็ไม่เป็นไร ช่วงเช้าผมทำงานด้วยนะครับ เป็นเทคนิคเชี่ยน เพราะภาษาสวีเดนเราไม่ได้ แต่กลางคืนปุ๊บ ผมก็ลงไปทำหุ่นที่ห้องใต้ดิน ดูหุ่นของเพื่อนทีทำหุ่นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นหุ่นกลไก ขยับตาขยับปากได้ นำบุญก็นั่งทำ หัดแกะสลักไม้ หัดทำกลไก ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลย งานเทคนิคเชี่ยนก็ไม่ใช่ผมเลย แต่ก็หัดทำ ก็คือเรียนรู้น่ะฮะ พอเวลาผ่านไป เขามีเปิดคอร์สระดับสูงเหมือนระดับปริญญาอะไรอย่างนี้ นักเรียนในสวีเดนได้เรียน แต่ผมไม่ได้เรียน ไปอ๊อบเสิร์ฟก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วฉันจะอยู่ทำไม ผมก็เลยกลับมาฝึกที่เมืองไทยดีกว่า”

“กลับมาก็ต้องมองหางาน ตอนนั้น ใจผมน่ะอยากทำงานเด็ก เท้าความหน่อยว่าผมเคยทำโทรทัศน์เด็ก แล้วก็ค้นพบว่าตัวเองรักงานเด็กมาก คือผมอยากทำให้เด็กยิ้ม อยากเห็นเด็กยิ้ม อยากให้เขามีความสุขมาก ๆ เหนื่อยแค่ไหนใจเราก็ยังยิ้มน่ะ อย่างเดียวที่ทำให้ผมมีความสุขได้ในตอนนั้น ทำให้ผมไปยอมเหนื่อยที่สวีเดน อยากจะมีหุ่นมาเล่นกับเด็ก ง่าย ๆ เลย คิดโง่มาก คิดแค่นี้เลย”

น้ำเสียงนุ่ม ๆ ของเขาเจือความสุข-ฉันสัมผัสได้ “พอกลับมา เฮ้ย นิทานมันก็เป็นเรื่องของเด็กนี่หว่า ระหว่างที่คิดก็บังเอิญว่าได้งานที่หนึ่ง เป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ หลักสูตรของแคนาดา กติกาข้อหนึ่งว่า สามารถไปเมืองนอก แคนาดาไม่เคยไป (หัวเราะ) แล้วถ้าเล่นกับของเล่นได้นี่ (ยิ้ม) ของเล่นนี่ของชอบเลย ผมชอบของเด็ก ๆ แล้วก็ต้องสอนเด็กได้ ผมตรงหมดเลยน่ะ ก็ได้งาน”

“จำไม่ได้ว่าทำอยู่กี่เดือน ขวัญเรือนเขามีการเปลี่ยนแปลง นักเขียนเก่าเขาออก แล้วน้องที่ขวัญเรือนเป็นน้องที่วารสารฯ รู้จักกับพี่ดาว รักษิตา จะติดต่อให้พี่ดาวไปเขียน ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ แล้วพี่ดาวก็แนะนำว่ามาหานำบุญสิ พี่ดาวรู้จักผมเพราะเมื่อก่อนผมเคยไปเล่านิทานที่ “ร้านหนังสือเล็ก ๆ” มันก็โยง ๆ กันน่ะ น้องที่ขวัญเรือนก็รู้จักผมด้วย เขาก็ติดต่อมา พอโอกาสมา มันชนกันใช่มั๊ยครับ ระหว่างงานประจำซึ่งเลี้ยงชีพได้กับงานนักเขียน”

ตอนแรกนำบุญคิดว่า “น่าจะทำไปพร้อมกันได้” แต่ในความจริง การทุ่มเททำงานที่รัก 2 อย่างพร้อมกันกลับยากกว่าที่คาด “พอเริ่มทำจริง ๆ งานหนักมาก เพราะว่างานสอนมันไม่ใช่แค่สอน แต่ต้องทำบท ต้องไปช่วยเจ้านายขาย แล้วต้องเทรนนิ่งรุ่นน้องให้ขึ้นมาเป็นครูผู้สอน แล้ววิธีการสอนมันยากมาก แต่ผมทำได้ เพราะมันคือชีวิตของผม เหนื่อยแต่ผมมีความสุข เด็กแฮ๊ปปี้มาก พอเวลาว่างปุ๊บก็กลับมาเขียนงาน เขียนนิทาน แล้วดันเป็นนิทานรายปักษ์ 15 วันต้องได้เรื่องหนึ่ง มันเหมือนไก่ ที่บางวันไม่อยากออกไข่ก็ต้องออกให้ได้” เขาหัวเราะก่อนบอกว่า ช่วงแรกก็ยึดสูตรที่คุ้นเคย เรื่องเจ้าหญิงเจ้าชาย ยักษ์ และพ่อมดแม่มด ฯลฯ แล้วก็พบว่า มันยากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ผมเป็นสายพูด ผมจะเล่าเรื่อง ผมจะถนัดใช้กระบวนการคิด ก็จะวางแปลนว่าเราจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร มีส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย เล่าอย่างนี้จะคล่อง แต่พอเป็นการเขียนปุ๊บ วิชาเขียนข่าวก็สอบคะแนนห่วย”

เสียงหัวเราะเขาฟุ่มเฟือยจริง ๆ

“งานเขียนผมไม่ดี แต่งานไอเดียผมได้ เพราะพอเขียนเสร็จก็ไปถ่ายเป็นภาพยนตร์ ไม่ได้เขียนเรื่องสละสลวย พอมาเจอนิทาน เป็นงานเขียนจริง ๆ เป็นอาชีพนักเขียน แล้วเราไม่ใช่นักเขียน ก็…เอา ลองดู เอารูปประโยค subject+verb+object (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ช่วงแรกนิทานก็จะเป็นคำที่เราคุ้นเคยจากนิทานต่าง ๆ มาเรียงไปเรียงมา คนจะไม่รู้นะ แต่ผมรู้ (หัวเราะเบาๆ) แล้วจะจบลงด้วยว่า “และแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยความสุข” ทุกเดือน (หัวเราะ) เป็นปีเลยล่ะครับ จนขวัญเรือนบอกพี่ไม่ต้องจบแบบนี้ก็ได้ แล้วเราก็พยายามบิดให้นิทานของเรามีมุมที่มัน…ไม่เหมือนกัน เวลาแต่ง สร้างบทหนัง ก็คิดมุมไปเรื่อย ๆ ให้มันไม่ซ้ำ ไม่ซ้ำกับนิทานที่มีอยู่ในโลก ไม่ซ้ำกับนิทานที่เราเคยแต่ง ก็เลยยากขึ้น ๆ บีบคั้นขึ้นเรื่อย ๆ”

“ได้ไอเดียในการแต่งมาจากไหน เขียนมาเป็น 400 กว่าเรื่องอย่างนี้?” ฉันถาม

เหมือนเดิม – เขาพาฉันย้อนกลับไปวัยเยาว์ของเขา วันเก่า ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านชานเมืองย่านสมุทรปราการ “จะเมืองก็ไม่เมือง จะบ้านนอกก็ไม่บ้านนอก” แต่ในความรู้สึกก้ำกึ่งนั้น นำบุญบอกว่าสิ่งที่เขามีมันคืออีกดินแดนหนึ่ง ดินแดนที่ทุกอย่างเป็นไปได้ตามแต่เขาจะจินตนาการ “มันคือโลกของผมเอง พอผมคิดแบบนั้นได้ ทุกอย่างก็คลี่คลาย เพราะว่าโลกของผม ต้นไม้ไม่ใช่สีเขียว-ก็ได้ ต้นไม้เป็นสีชมพู มีสัตว์ที่ไม่เหมือนกับสัตว์ที่อื่น พอเราเจอทางของเราว่า นี่คือพื้นที่ของฉัน มันก็ไม่ได้ยากมาก ทีนี้พอมาเขียนนิทาน ก็ยึดตรงนี้ว่า ถ้าผมจะต้องเล่านิทานในแบบของผม มันก็คือโลกของผมไงโลกของผมจะมีนางฟ้าแบบนี้ และนางฟ้าอีกแบบ และอีกแบบ ๆ ๆ มันก็เลยมีนางฟ้าหลายแบบ”

“ผมอาจโชคดีตรงที่ว่า ชีวิตวัยเด็กผมมีพี่น้อง 5 คน เราก็เล่นกันในบ้าน ตอนเด็ก บ้านผมเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงห่าน ต้องไปเก็บไข่ไก่ทุกเช้า มีบ่อน้ำอยู่หลังบ้าน ลงไปว่ายน้ำกับเป็ด เอาลูกเป็ดลงน้ำแล้วลงไปว่ายน้ำกับเป็ด (หัวเราะ) และก็เดินเล่นกับห่าน แล้วห่านก็ไล่ตอดเรา มีหมา มีงู บางทีก็มีคนงาน มาช่วยทำไอ้นี่เล่นกัน ทำนาฬิกาจากใบมะพร้าว คือ หาเรื่องเล่นทุกวัน แม้กระทั่งห้องที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เอ้า ปิดผ้าม่าน เอาโซฟามาพลิกทำเป็นถ้ำ อยู่ในถ้ำกันเถอะ บ้านเราต้องมีหิมะ เอาแป้งมาโรยเต็มบ้าน เราจะเล่นอย่างนี้แหละครับ โลกของเราคือโลกแห่งการเล่น เพราะฉะนั้น ความทรงจำวัยเด็กจะเยอะมาก ผมจำเรื่องราวชีวิตวัยเด็กได้จนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย”

นั่นเป็นที่มาส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการแต่งนิทานนำบุญ อีกส่วนหนึ่งมาจากความหลงใหลในการ์ตูนที่มีทั้งของไทย อย่าง ชัยพฤกษ์, ตุ๊กตา ของญี่ปุ่นอย่าง แคนดี้จอมแก่น (อ่านตามพี่สาว), กุหลาบแวร์ซาย (อ่านตามเพื่อน) และ โดราเอมอน (ค้นพบเอง) เขาอ่าน “จนกระทั่งผมจำโครงเรื่องได้หมด ถ้าคนนี้เขียนปุ๊บเดี๋ยวจะต้องเป็นแนวนี้ จนเลิกอ่านเลยครับ สิ่งที่เราได้มันอาจจะเป็นการผูกเรื่องด้วย ก็เลยได้หลาย ๆ อย่าง ความทรงจำวัยเด็ก ทั้งประสบการณ์การอ่านวรรณกรรมเยาวชนกับการ์ตูน ได้โครงเรื่องนี้มาผนวกกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราผูกเรื่องได้ เขียนเรื่องได้ แล้วก็หลุดจากกรอบแบบ…เป็นโลกของเราเอง พอสร้างดินแดนได้ มันก็ง่ายขึ้น”

หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็หลั่งไหลพรั่งพรูต่อเนื่องมา 17 ปี จากจุดเล็ก ๆ ในความคิด กลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือที่เรียงร้อยเป็นเรื่องเล่าความยาวสองหน้ากระดาษ ฉันถามเขาว่าได้พล็อตแต่ละเรื่องมายังไง? เขาบอกว่า “มันอาจจะมาจากทัศนคติพื้นฐานก่อน ว่าเรามองโลกยังไง อย่างเราไม่เชื่อเรื่องที่ว่า เงินซื้อความสุขได้ เขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ว่าเงินซื้อความสุขได้ เราเชื่อเรื่องการเกื้อกูลแบ่งปันช่วยเหลือ นิทานผมจะเป็นเรื่องพวกนี้ การใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา นิทานผมจะมีแต่เรื่องแบบนี้ หรือเรื่องการปลูกต้นไม้ ธรรมชาติ เราเชื่อแบบนี้ ข้อสรุปในนิทานแต่ละเรื่องจะวน ๆ อยู่ประมาณนี้แหละครับ เห็นคุณค่าของครอบครัว เห็นคุณค่าของมิตรภาพ เห็นคุณค่าของเพื่อน เพราะเราเพื่อนน้อยไง เราเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่มีค่า”

“เนื่องจากมันมีเวลา 15 วัน เราไม่ได้มีเวลาในการแพลนมากหรอกว่ามันจะอะไร นิทานบางเรื่อวคิดจากการมีตัวละครขึ้นมาก่อน อยู่ ๆ ก็….ต้องมีตัวละครสักตัวหนึ่ง ใครดี ๆ ๆ ๆ (เสียงค่อย ๆ ดังขึ้น) อ๊ะ เป็นเด็กผู้ชายสักคน แล้วเขาเป็นใครล่ะ ผมยังไม่เห็นหน้าเขาเลย ผมเขียนไม่ได้ ก็…เอ้า เด็กหัวฟู ๆ ชื่ออะไรดี ๆ ๆ บางทีชื่อก็มาก่อน ชื่อ ฮันนู ฮันนู เหมือนชื่อเพื่อนที่ฟินแลนด์ เอา ฮันนู นี่แหละเป็นชื่อตัวละครตัวนี้ แต่บุคลิกไม่ใช่เขาเลยนะ ฟังฟู ๆ ทำนิทานสระอูดีกว่าเว้ย ก็กลายเป็น “ฮันนู เป็นเด็กหัวฟู เขาเกิดที่ประเทศเปรู” อะไรอย่างนี้ มันก็จะทำให้เราไล่ต่อไปได้ นิทานบางเรื่องมาจากตัวละครที่ มีบุคลิกบางอย่าง สมมตินะครับ เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ทอดทิ้ง เราอยากเขียนนิทานเด็กกำพร้า นิทานบางเรื่องเป็นเรื่องของคุณตาที่ยิ้มได้ทั้งวัน มองโลกแง่ดีมาก”

“เริ่มจากตรงนี้ จากตัวละคร นี่คือกลุ่มที่เริ่มจากชื่อ แล้วเราก็ฝันต่อ ฝันมีละก้าว เหมือนต่อจิ๊กซอว์น่ะครับ วางจิ๊กซอว์ เปิดเรื่องแบบนี้ โครงเรื่องจะไปไหนยังไม่รู้เลยนะ ด้นไป ตัวที่ 2 วาง คิดเรื่องต่อ ไม่ได้ เอาจิ๊กซอว์ตัวนี้ทิ้ง สร้างตัวใหม่ เช่น ตัวนี้ไปเจอเหตุการณ์ที่ 1 ขึ้นมา มี…เจอแม่มด แม่ป่วยไม่สบาย-นี่เป็นสูตรประจำเลย เด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่ วันหนึ่งแม่ต้องเจออะไรสักอย่าง แม่ป่วยไม่สบาย (หัวเราะ) เออ พอได้ ๆ แม่ป่วยไม่สบายแล้วยังไงเหรอ มีใครมาบอกว่าต้องเอาอะไรมารักษา มันก็เริ่มก้าวไปไงครับ แต่เราคิดแบบนี้ปุ๊บ เราบอกว่า เฮ้ย ไอ้มุขแม่ป่วย ไม่สบาย มันมีหลายครั้งแล้วนะ เรายกจิ๊กซอว์นี้ออก มองหาตัวอื่น นี่คือสูตรนี้นะครับ คือ สูตรสร้างตัวละครแล้วต่อจิ๊กซอว์ไป”

“กับสูตรประเภทที่ว่า เห็นเหตุการณ์ในสังคม อย่างผมดูพวก อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย บางทีก็เป็นเรื่องได้ (หัวเราะ) บางทีดูเรื่องการเมือง อย่างช่วงการเมืองที่มีสีเสื้อเยอะ ๆ ผมก็แต่งเป็นเรื่องเลยนะ แต่งแบบไม่มีใครรู้เลยว่า มันเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องความคิดทางการเมือง ผมก็จะหามุมในเรื่องของความกลมเกลียว ในเรื่องของพลัง ในเรื่องของอะไรที่มันดีกว่า เหมือนกับว่าเป็นการเยียวยาตัวเองด้วย และสังคมด้วย ว่าแบบ…สังคมที่ทะเลาะกันเยอะ ๆ แบบนี้ มันไม่ได้สร้างอะไรเลย ปลูกต้นไม้ก็ยังดีกว่า”

“ลึก ๆ ผมเคยวิเคราะห์ตัวเอง คนที่มันมีเพื่อนน้อย มันอยากมีเพื่อนน่ะ อยากมีเพื่อนมาก ๆ เลย ถ้าจะมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสุข ก็จะต้องมีเพื่อนดี ๆ มีสังคมน่ารัก งานแนวนี้ โครงเรื่องแนวนี้ จะมีเยอะมาก และเนื่องจากว่านิทานผมจะเป็นโครงสร้างแบบ เกริ่นนำเรื่อง มีปม 3 ปม หนึ่ง-สอง-สาม แล้วปิดท้าย สังเกตก็คือว่า ปมที่ 1-แก้ ปมที่ 2-แก้ ปมที่ 3-ไคลแม็กซ์แก้ ปัง! จบ ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะว่ามีหน้าให้เขียนสองหน้า ต้องจบอย่างสมบูรณ์ในสองหน้า แล้วก็ถ้าเขียนเต็มสองหน้า ภาพประกอบก็จะได้น้อย ก็พยายามแบบว่า…หลัง ๆ อยากใส่ดีเทล เคยมีคนบอกผมว่า “พี่ ๆ เวลาเขียน ต้องเขียนแบบแสงแดดทอประกายระยิบระยับ ต้นไม้แกว่งไกว” ผมพยายามอยู่ปีหนึ่งในการเขียนแบบนี้ ให้มันมีอรรถรส ปรากฎเขียนไปเขียนมา มันไม่ใช่ตัวเรา มันดัดจริตมากเลย (เสียงเข้ม) คือผมรำคาญ”

“สุดท้ายผมแต่งนิทาน นิทานของผมไง ในเมื่อเราหลุดจากกรอบของโลกคนอื่นมาอยู่ที่โลกของผมแล้ว ทำไมผมยังต้องใช้ภาษาแบบคนอื่น ผมพยายามเขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่ความรู้ในการเรียนตั้งแต่ป.1 ถึงปริญญามันมี ผมรู้เท่านี้จริง ๆ ไม่ได้แกล้ง ผมทำเต็มที่แล้ว ถ้าผิดก็ช่วยแนะนำผม ผมรับฟังนะ หลัง ๆ ก็ผ่อนคลาย เป็นภาษาปากบ้าง มีไดอะล็อกที่ตัวละครพูดบ้าง สมัยก่อนไม่มี เป็นแบบแนวเล่า หลัง ๆ ก็จะมีตัวนั้นตัวนี้พูด ผมชอบ แต่ว่ามันขี้โกงน่ะ มันทำให้จบง่าย ก๊อปปี้คำซ้ำแล้วก็เพสต์ มันจะพูดคล้าย ๆ กันน่ะ โครงเรื่องนิทานน่ะ ผมก็ก๊อปปี้-เพสต์ เฮ้ย! นี่เราจะเอาตังค์เขาง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ (หัวเราะ)”

สมกับเป็นคนที่อุดมจินตนาการ แถมชำนาญการเล่าเรื่องหาตัวจับยาก ฉันรู้สึกตัวเหมือนเป็นเด็กน้อย ฟังเขาอธิบายเพลินไป

เว็บไซต์ นิทานนำบุญ

“เคยอยากเขียนที่แสดงให้เห็นมุมลบ ๆ ของสังคมมั๊ย?”

“ครั้งหนึ่ง ผมเขียนนิทานที่ไม่ได้จบแบบสดใส และเป็นครั้งเดียวที่บรรณาธิการโทร.มาหา (หัวเราะ) ผมเขียนเรื่องแม่ แต่งนิทานให้แม่ ตอนจบแม่ตาย มันผิดขนบของนิทานเด็กในประเทศไทย แต่ในประเทศอื่นมันโอเค. นิทานไม่ได้เลวร้ายหรอก แต่มันจบด้วยความผิดหวัง แค่นี้ก็โดนแล้ว คือ ขวัญเรือนให้เกียรติมาก แต่บางอันเขาก็จะเตือน มันเป็นนิทานเด็ก นิทานลงในนิตยสาร อย่าจบแบบนี้ดีกว่า แต่เขาก็พิมพ์ให้นะ ผมก็โอเค. ดังนั้น นิทานผมก็จะเป็นแนวไม่รันทด แต่อย่างนิทานเรื่อง “หญิงสาวผู้หลงรักภูเขา” โคตรจะรันทดเลย ดราม่าสุดขีด คือเจ็บปวดมาก มันคือเรื่องชีวิตคนน่ะ มันคือนิยาย ไม่ใช่นิทาน เด็กจะเก็ทแค่แปลก ๆ ว่า ตัวละครมันเป็นผู้หญิงกับภูเขาหลงรักกัน ผู้หญิงหลงรักฝ่ายเดียว แล้ววันหนึ่งผู้หญิงก็ไป แต่ถ้าตีความเป็นเรื่องนิยายผู้ใหญ่ก็…คนสองคนหลงรักกัน คนหนึ่งไม่สนใจ วันหนึ่งเธอไม่สนใจฉัน ฉันก็ไป เธอจะไม่เจอฉันอีกเลยแม้ว่าเธอจะดีขนาดไหน มันก็นิยายโรแมนติกน่ะ ทราจิดี้ด้วยซ้ำ ประมาณนั้น”

“ทีนี้ ถ้าถามว่าเรือ่งที่ดาร์คมาก ๆ ผมอยากเขียนมั้ย คือไม่ใช่อย่างนั้น ลึก ๆ ผมเป็นคนที่มีมุมซูเปอร์ดาร์คเลย อ่านเน็ทเห็นคนด่ากัน ผมก็กล้าพูดได้ว่า ถ้าใครมาด่าผมในเน็ท ผมตามถึงบ้าน ผมเป็นคนขนาดนั้น สุดขั้วไหมครับ ถ้าไม่เคยเข้าวัดจะขนาดไหน ตอนนี้ก็เจริญสติเนาะ มันก็คือความคิดที่ออกมาหลอกเราเฉย ๆ”

เขาหัวเราะหน้าเป็น

“นิทานผมส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกเรื่อง มาในแนวอ่อนโยน นิทานแนวหวานซะเยอะ มีตลกบ้าง แต่ส่วนใหญ่แบบนุ่มนวล แสนดี ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่เหมือนตัวคนแต่งเลย เสร็จแล้วมันก็เหมือนดอกไม้ที่มีสีจาง ๆ” เขาเปรียบตัวเองแบบนั้น “คนอาจจะชอบดอกกุหลาบ ดอกไม้แฟชั่นที่คนนิยมซื้อ แต่ดอกไม้ที่ไม่มีราคา คนบางทีไม่ชอบ ผมเองเป็นคนชอบดอกไม้บ้าน ๆ ผมจะชอบดอกไม้แบบนั้นจริง ๆ นะ เออ เราก็เปลี่ยนเป็นดอกไม้สีจางแล้วกัน ดอกอะไรก็ไม่รู้ นะ โลกของเรานี่ แล้วก็เล่าเรื่องไปว่า คนที่ 1 มาเจอ ไม่ชอบเพราะมันสีจางไป คนที่ 2 มาเจอก็ไม่ชอบเพราะกลิ่นมันจางไป อะไรอย่างนี้ แล้วสุดท้ายวันหนึ่ง มันจะมีคนที่เห็นว่า ดอกไม้สีจางมันมีมุมสวย ๆ ผมคิดว่า ถ้ามีเด็กสักคนที่เห็นเรา เราก็ดีใจแล้ว เหมือนที่ผมโพสต์ลงไปในเพจว่า “ผมมีความสุขที่ได้อ่านนิทานของพี่” หรือ “ผมติดตามพี่ตั้งแต่อยู่ ขวัญเรือน ตอนนี้ผมโตแล้วนะ” แล้วเขาตามมาที่เพจ ส่งข้อความมา ผมก็แบบ…อือ อย่างน้อย สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำน่ะ มันทำให้เด็กได้อะไรบ้าง”

“หรืออย่างที่ผมเคยเล่าในเพจ ผมเคยสอนวิทยาศาสตร์ วันหนึ่งเด็กโตขึ้นมา เรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วบอกว่า ค่ายวิทย์ที่ผมเคยทำคือความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของเขา ซึ่งวันที่ผมรับรู้เรื่องนี้คือวันที่ผมกำลังดาวน์มาก งานผมมันไม่ได้ทำเงินหรอก พูดจริง ๆ เพราะผมไม่รวยน่ะ คือถ้าบ้านผมไม่ซัพพอร์ท ผมก็หมาตัวหนึ่ง หมาจริง ๆ คือไม่มีอะไรเลย เพราะว่ารายได้ที่เห็นมันน้อยมาก แต่เรามุ่งมั่นกับสิ่งนี้ เรารู้สึกว่า เด็กควรจะได้รับสิ่งดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้รับตอนเด็ก ควรมีนิตยสารดีๆ มีรายการสำหรับเด็กอย่าง ผึ้งน้อย หรือรายการที่…อย่าง ชัยพฤกษ์การ์ตูน ที่เขาคลีนมาก ๆ คัดทุกอย่างมาให้เด็กแบบ…บริสุทธิ์น่ะ ผมก็อยากทำสื่อแบบนี้ อยากทำมาก (เน้นเสียง) ในสวีเดน ผมไปคุยกับโปรดิวเซอร์ที่โน่น คุยเสร็จผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมควรเกิดที่นี่ เพราะเขามีช่องโทรทัศน์แห่งชาติที่มีเงินก้อนแล้วก็เหมือนกับว่าบังคับคุณว่าคุณต้องทำรายการเด็ก เพื่อเด็กจริง ๆ โดยไม่ต้องไปอ้างอิงกับอะไร ผมไม่ต้องปรับชีวิต อาจต้องมีสปอนเซอร์นิดหน่อย แต่ผมไม่ยอม ไท-อิน เลยนะ ผมเคยคุยกับ พี่ซุป (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ เจ้าของรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว”) ซึ่งพี่เขาจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผม เขาเป็นคนรักเด็กมาก ๆ แต่เขาก็ต้องเลี้ยงบริษัทให้อยู่ได้ เขาอยู่กับความเป็นจริงไง แต่ผมจะอยู่กับอุดมการณ์ เป็นแนวสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ดอน กิโฆเต้ มาก เป็นเรื่องที่ผมชอบนะ “สุดมือเอื้อมคว้าข้าจะฝัน” คือผมเลย”

“แล้ววันหนึ่งก็รู้ว่า เราไม่ต้องคว้ามากก็ได้ มันเหนื่อย (หัวเราะ) แต่กว่าเราจะรู้ก็ผ่านมา 20 ปี”

ระยะเวลาที่ผ่านไป บวกประสบการณ์ที่พบเจอในโลกจริง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จากชายหนุ่มผู้มองโลกผ่านแว่นตาสีรุ้ง กลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่สวมแว่นตาใสธรรมดา โลกที่สวยงามกลายเป็นโหดร้าย ความเชื่อที่เคยมี ลดน้อยลงจนกระทั่งไม่อาจเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ได้

“ผมเริ่มอยู่กับความจริงมากขึ้น เราเห็นความจริงว่าโลกน่ะ ไม่ได้มีแต่เด็กนะ มันมีผู้ใหญ่ด้วย ผู้ใหญ่ที่ดีก็มี ผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัวมาก ๆ ก็มี ผู้ใหญ่ที่…ใช้คำว่ามนุษย์ดีกว่า มนุษย์ที่เห็นแก่ตัวที่แก้ไขอะไรไม่ได้ก็มี คนที่พร้อมจะให้ทุกคนมันก็ยังมี มันก็อยู่ปะปนกัน การมองโลกแบบนิทานทั้งหมดอาจจะดีกับเด็กในการกล่อมเกลาเขา แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องให้เขาเห็นความจริงของโลกว่า โลกจริง ๆ มันมีมุมไหนบ้าง เพื่อเขาจะได้ปลอดภัยจากอันตราย”

“แล้วทำไมถึงหยุดเขียน?” ฉันสงสัย

“ส่วนหนึ่งมันคือความไม่พร้อมของเราด้วย” เขาตอบ “ตอนนั้น ผมอายุ 43 ผมเขียนนิทานมาสามร้อยกว่าเรื่องแล้ว หรือสี่ร้อยประมาณนี้ ผมเริ่มรวมเล่ม โดยลดเงื่อนไขลงที่ว่า ไม่ต้องให้พี่ที่วาดให้ผมที่ขวัญเรือนวาดก็ได้ ผมเคยมีช่วงที่ทำสำนักพิมพ์เอง ลงทุนเอง ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องดีลกับนักวาด ทะเลาะกับโรงพิมพ์รุนแรงมาก หลาย ๆ อย่าง แล้วผมรู้สึกว่า ทำไปไม่ได้กำไร แต่มันไม่ได้ขาดทุนมาก ผมหมดเงินกับหนังสือที่ทำเองเป้นครึ่งล้านน่ะ เพื่อ? แล้วเราไปอบรมกับหน่วยงานที่เขาได้เงินจากรัฐมาจัด แล้วจะเอาลิขสิทธิ์เราไปอีกหรือ? คนที่เป็นคนสร้างสรรค์งานจริง ๆ เป็นนักเขียน ตกลงได้อะไร ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุม เดินทางครั้งละพัน ไปหกครั้งได้หกพัน เหรอ? แค่นี้เลยเหรอ? นี่คือสังคมเราหรือวะ? ผมไม่โอเค. ผมไม่ลำบากเรื่องการเงินจริง ๆ นะ แต่ว่าถ้าคนประสานงานได้เงินมากกว่าคนสร้างงาน ผมไม่โอเค (หัวเราะ) ผมพูดแรงมากเลยนะ คุณจะมาหวานใส่ผม มาประสานงาน คุณมีเงินเดือนเดือนละสามหมื่น แล้วผมทำโปรเจ็คท์นี้ ผมได้เงินหมื่นนึง โปรเจ็คเดียวนี่นะ…เพื่อ? ผมไม่ทำ ผมอีโก้ก็อรโก้นะ ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมซัฟเฟอร์ ผมทำไม่ได้”

“เจอบทเรียนแบบนี้บ่อย ๆ จนถึงวัย 43 ผมก็โอเค งั้นเราตั้งหลักใหม่ จะไม่ทำสนพ.เราเองแล้ว เราส่งไปที่สนพ.อื่ร ไปขายเขา เพราะเรามีเรื่องเยอะ ก็ใช้เส้นสายเล็กน้อยแบบ…คือการไปขอเขา ผมไม่เคยไปขอเขาไง ผมไม่ใต้โต๊ะ แต่พอเราตรง ๆ ก็ไม่เคยได้ สุดท้ยายก็มีสนพ.ที่ยอมพิมพ์ ก็ต้องขอบคุณเขามาก ๆ บก.รู้จักกัน ก็ช่วยนำเสนอ ช่วยขัดเกลา ก็ได้หนังสือดี ๆ ออกมาหลายชุด ซึ่งผมก็แฮ็ปปี้ รู้สึกว่าเท่านี้ก็โอเคแล้วสำหรับชีวิตเรา พอดีมีอุบัติเหตุในชีวิต ทั้งเรื่องอาม่า ทั้งเรื่องส่วนตัว เหนื่อยจังเลย ชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ชีวิตเข้ามาถึงช่วงกลางคนแล้ว ศรัทธาในเรื่องการทำความดีเริ่มลดถอยลงมาก ๆ ศรัทธาในการทำงานเด็กมันหายไป มันเห็นความจริงของชีวิตว่ามันเป็นยังไง เริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด”

“เพราะฉะนั้น งานที่ผมเคยเชื่อมาตลอด ผมเริ่มไม่เชื่อ ถ้าผมเริ่มไม่เชื่อ ผมไม่อยากจะเอามันออกไปน่ะ คือผมรักงานทุกชิ้นจริง ๆ นะ มันอาจจะไม่ทุกชิ้น แต่ผมรักมันมาก ผมรักนิทานผมเกินร้อยเรื่อง ผมรักมันจริง ๆ นะ แล้ววันหนึ่งที่ผมไม่มั่นใจในมัน ผมก็ไม่อยากนำมันไปให้เด็กที่ผมรักมากได้อ่าน”

ความขี้เล่นในน้ำเสียงหายไปแล้ว นำบุญยอมรับว่าเขาขาดพลัง ขาดแรงบันดาลใจเช่นเดียวกับความรู้สึกที่ว่าตัวเองเหมาะสมกับการทำงานเด็ก “ผมไม่แน่ใจว่า ผมใช้คำถูกหรือเปล่านะ คือผมเคยคิดมาตลอดตอน…ก่อนเข้าวัดนะครับว่า ถ้าเราเป็นคนดี ไม่ได้อะไรตอบแทนเท่าไหร่ แต่เราก็จะมีชีวิตที่โอเคประมาณหนึ่ง ไม่ได้แย่มาก แต่ปรากฏว่า พอถึงจุดหนึ่งมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ช็อค เฮ้ย! มันไม่ใช่แล้ว เราไปศึกษาความจริงมากขึ้น เราก็เลยรู้ว่ามีอะไรลึกซึ้งมากกว่านิทาน แล้วก็งานเด็กคืองานเพื่อคนอื่น เราทำมามาก ทำมามากจริง ๆ ตลอด 20 ปีของผม และมันไม่ใช่แค่นิทาน แต่มีทั้งการสอนในห้องเรียน การทำรายการโทรทัศน์ด้วย ทำค่ายเจอกับเด็กจริง ๆ ด้วย มันไม่ใช่งานแบบเปเปอร์ในกระดาษ รวมถึงตอนเรียนป.โท ปฐมวัยด้วย”

“และผลลัพธ์ก็คือ เราทำงานเต็มที่ขนาดนั้น แล้วเราเรียนไม่จบ มันก็บอกอะไรเราหลายอย่างว่า ในโลกความจริง ตัวจริง ของจริง ความทุ่มเทของเราจริง ๆ มันไม่ได้บอกว่า เราจะได้ผลแบบ…ดีทั้งหมด จะเรียนเพื่อไปทำให้คนอื่น เรียนเพื่อไปทำหนังสือให้เด็ก ใช่เหรอ? ชีวิตวันนี้ เรายังไม่พบกับความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ แบบ..ความสุขน่ะ เพราะฉะนั้น เราน่าจะใช้ชีวิตตามฝันของเราจริง ๆ

“แล้วความฝันจริง ๆ ของนำบุญ คืออะไร?”

“ฝันผมเล็กมาก ผมอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย มีชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุข” เขาพูดเสียงเบา “ถ้ามีเพื่อนได้ก็ดี สักคนสองคน สามคน สี่คนก็พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก ทำงานกระจ๊อกกระแจ๊กไป ถ้าพอมีรายได้ได้-ก็ดี คือผมไม่ได้ฝันอะไรใหญ่ ไม่มีเลยจริง ๆ และถ้าเกิดไปเล่านิทานตามสื่ออะไรก็ตาม เพื่อจะเป็นดารา เพื่อให้โฆษณามาลง มันไม่ได้อยู่ในฝันผมน่ะ คือผมโง่ขนาดที่ว่าต่อมตัวเลขผมมันพัง ผมไม่รู้ว่าเลขหนึ่งหมื่นกับเลขหนึ่งแสนมันต่างกันยังไง คือผมไม่ได้เห็นคุณค่าในพวกนั้น”

“ผมรู้สึกว่า เป้าหมายในชีวิตมันไม่ใช่การมีชื่อเสียง แล้วก็การทำงานด้านเด็ก หากเราทำมากไปกว่านี้ มันจะกินตัวเรา เพราะเราทำมาถึง 20 ปี มันพิสูจน์แล้วว่าเราได้ทำ แต่เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วนะ ถึงเวลาที่เราต้องปล่อย ปล่อยวางแล้วเราไปทำพาร์ทชีวิตส่วนตัวที่เหลือของเรา ซึ่งอาจจะเหลือหนึ่งปี สองปี สิบปี ไม่รู้ ให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายใจ ให้พออยู่ได้ในโลกใบนี้ ในแบบที่มันเป็น”

แม้จะไม่มีนิทานเรื่องใหม่มาเสนอ หากนำบุญก็ตัดสินใจทำเว็บไซต์ http://www.nitannambun.com คัดเลือกนิทานเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว่้ มาจัดหมวดหมู่โดยมีเฟซบุ้กเพจ “นิทานนำบุญ” เป็นเหมือนช่องทางในการเชิญชวนให้คนแวะเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ และบางที..วันหนึ่งข้างหน้า อาจจะมีช่อง “คุยกับพี่นำบุญ” (อันนี้ฉันคิดเอง) ทางยูทูบ

อันที่จริง ความคิดในการทำเว็บไซต์และเพจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการของเขาโดยตรง “เพจนี่เริ่มทำตอนไปเรียนป.โท บังคับทำ ตอนแรกก็มีอยู่แค่ไม่กี่เ่รื่อง พอเพื่อนชวนทำเว็บไซต์ผมก็เอามาต่อยอด เออ ทำไปแบบเรียนรู้ ไม่คิดอะไรมาก ทำเป็นหน้าที่ ถามว่าแฮปปี้ในการทำมากมั้ย ก็ไม่มาก คือผมก็ยังรู้สึกไม่เชื่อในบางอย่าง แต่ค่อย ๆ คลี่คลายขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เฮ้ย มันก็ดีนะ เหมือนพอเวลามันผ่าน เราก็เห็นว่าในปัจจุบันนี้ ความจริงของโลกเป็นแบบนี้ แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความจริงของโลกมาทำลายสิ่งที่ฉันทำความดีอยู่ ฉันจะทำมันโว้ย” เขาตะโกนใส่โทรศัพท์ของฉันที่ทำหน้าที่บันทึกเสียง “ก็จะเห็นว่าผมอัพถี่อัพบ่อย เพราะผมเริ่มมองเห็นว่า นิทานที่คนไม่มอง คนไม่เคยสนใจ ดอกไม้สีจางที่คนไม่ดู ไม่! เราแค่ทำมันไม่เป็น พอเราทำ SEO ทำให้คนเห็นงานเราได้ เขาก็มาดูงานเราทุกวันทุกคืนเลยนะ เพราะเขาชอบมัน งั้นเราก็ทำให้เขาสิ เราก็ทำให้เขาได้อ่านแบบไม่มีโฆษณาเด้งๆ”

“แล้วผมก็อยากทำยูทูบ มันมีอยู่ในใจว่า อยากทำเป็นพูดคุย วันนี้มีใครเหนื่อยบ้าง ผมก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ผมไปสัมภาษณ์คน ๆ หนึ่งมา เขาพูดมากเลย บ้านก็อยู่ในซอยลึกมากเลย แต่เขาก็มีมุมที่น่าสนใจเหมือนกันนะ อยากฟังมั้ย เหนื่อยก็นอนไปได้นะ เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟัง อยากทำเรื่องเล่าแบบนี้ เหมือนพอดแคสต์ เหมือนอะไร ผมก็ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขงของผมไป อัดแบบนี้ใครอยากฟังก็ฟัง ผมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วนี่ ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่รู้สึกอะไร ทำแก้เหงา”

“ผมไม่อยากเป็นนำบุญ ผมเป็นใครก็ได้ ผมไม่ได้เกลียดคนฟังเลย ผมหวังดีกับเขา ผมไม่รู้ว่าคนในเพจรู้สึกยังไงกับผม เวลาแจกของผมไม่ได้หวังให้เขาจะมาดูเพจผมมากขึ้น หรือแชร์ออกไป ไม่เคยพูดประโยคนี้ แชรสิบแชร์แล้วให้ไม้จิ้มฟัน ซื้อเองก็ได้ มันไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเป็นเงินเป็นผลประโยชน์ มันไม่ใช่ผม ผมไม่เอา นั่นคือส่วนดี ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในใจผม ผมคิดอย่างนั้น แต่ผมต้องระวังใจดี ๆ ว่า ถ้าทำอย่างนั้น หมดตัวนะ แล้วผมก็ไม่ขอหน่วยงาน เพราะผมเป็นครีเอเตอร์ ให้ผมสร้างสรรค์งานแล้วต้องไปทำรายงานเพื่อนำเสนอ ไม่เอา ฉันไม่เขียนรายงาน (หัวเราะ)”

ก่อนปิดบทสนทนายาวนานในบ่ายวันนั้น ฉัน-ผู้เสียดายความสามารถในการเล่าเรื่องของเขา-หยอดคำถามสุดท้ายไปว่า…..

“จะกลับมาเขียนนิทานอีกไหม?”

นักแต่งนิทานผู้เล่าเรื่องตัวเองใน “ความฝันของชายที่รักดอกไม้สีจาง” – นิทานเรื่องสุดท้ายที่พิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน – คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ – นิทานอาจจะยาก เพราแพสชั่นไม่มี มันหายไป แพสชั่นของนิทานนะครับ เราเขียนมา 415 เรื่อง เรื่องที่ 416 มันเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญระหว่างเล่นเน็ตตอนที่คุยกับอาจารย์ที่ม.แห่งหนึ่ง เขาวิ่งทุกเช้า แล้วเขาวิ่งกับเพื่อน เขาบอกเขาต้องวิ่งแบบช้า ๆ เพื่อให้เพื่อนเขาวิ่งทัน เพื่อนเพิ่งหัดวิ่ง ผมก็แต่งนิทาน ปับ ๆ ๆ เสร็จในเวลาสามนาที พิมพ์เสร็จด้วย ส่งให้เลย ผมบอกว่าเอาไปลงเพจผมนะ เพราะว่าสิ่งที่เขาให้มันคือแก่นเรื่อง มันคือธีมที่แข็งแรงมาก อยากอยู่กับเพื่อนให้มีความสุข ก็ผ่อนแรงลงหน่อย คนอื่นอยู่กับเราได้ ก็เป็นเพื่อนกับเราได้ เพื่อนไม่ต้องวิ่งตามเรา เฮ้ย นี่มันพล็อตเรื่องดี ๆ เลยนะ ผมเขียนเสร็จภายในสามนาที พระเจ้า! คือมันไวขนาดนั้นน่ะครับ

“ถามว่าผมอยากทำงานนิทานต่อไปมั้ย ผมถามตัวเองกลับไปว่า นำบุญเขียนนิทานมา 415 เรื่อง มันยังไม่พออีกเหรอ ฮีนส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน แต่งนิทานประมาณสองร้อยกว่าเรื่อง กริมส์ ไม่ได้แต่งแต่รวบรวม อีสปแต่งเองหรือเปล่าไม่รู้ ไม่มีใครบอก หรือรวบรวม เอ้า ยูแต่งเองนะ สี่ร้อยกว่าเรื่อง พอแล้ว และเราเองก็รู้ว่า ช่วงหลัง ๆ นิทานเริ่มวน มันเป็นแค่เปลี่ยนเสื้อ ใช้เทคนิคนำหัวใจ มีนิทานบางเรื่อง ด้วยความเก่งในการแต่ง ใครมันคล้าย แต่ธีมมันแข็งแรง หมัดน็อคมันน็อคได้ มันจึงสวยงาม แต่มันไม่ได้มีความแบบ “วิบวับ” เหมือนช่วงปีแรก ๆ”

“นิทานบางเรื่องมันมาได้ยังไงไม่รู้ คือต้องเป็นตัวละครนี้เท่านั้น และต้องเจอตัวนี้เท่านั้น บทสรุปต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น คือ กลม จบ ถ้าไม่ใช่จากนี้ผมจะเฉย ๆ ไม่เจ๋ง เพราะฉะนั้นพอมันเจ๋งปุ๊บ ฉันจะไม่มีวันทำสูตรนี้ได้เจ๋งกว่านี้อีกแล้ว อย่าง “เม่นน้อยกับโยคี” เป็นนิทานทดลอง “วิธีคิดแบบภาพยนตร์ทดลอง” ตอนนั้นจำได้ว่าอ่าน Never Ending Story หน้าแรก ๆ เขาพิมพ์ภาษาไทยเป็นหมึกสองสี แค่นี้เอง “ฉันจะแต่งนิทานสู้ Never Ending Story” (หัวเราะ) ในนิทาน บรรทัดที่คำพูดมันพูดถึงเม่นน้อย ตัวหนังสือจะเป็นสีเขียว โยคีเป็นสีส้ม เม่นน้อยเดินทางไปไหนเจอใครจะเป็นสีเขียวตลอด โยคีเจออะไรจะเป็นสีส้ม สลับกันไปเรื่อย ๆ พอมาผสมกันจะเป็นส้มบวกเขียวจะกลายเป็นสีนี้ สมมตินะครับ หมึกจะรวมกัน นั่นคือเรื่องของหมึก เรื่องมันก็โอเค เทคนิคก็โอเค. โห เจ๋งว่ะ คิดได้ไง เขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

เขายิ้มนิด ๆ แล้วทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาในบ่ายนั้นด้วยบทสรุปที่ว่า…..

“ผมเป็นนักเขียนนิทานเด็ก ผมไม่ได้เขียนหนังสือสละสลวยเหมือนคนอื่น แต่ผมเชื่อว่าคุณค่ามันมี อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางคนยิ้มได้จริง ๆ ทำให้เด็กบางคนบอกว่า หนูจะไม่ทำแบบนี้ เขาพูดเอง แม่ไม่ได้สอน ผมโอเคมากเลย เพราะผมไม่ได้ทำให้พ่อแม่มาสอน แต่ตั้งใจให้เด็กรู้สึกกับเรื่องนั้นเอง”

#นิทานนำบุญ

………………………………………………………………………………….

หมายเหตุจากนำบุญ : เมื่อผมได้อ่านบทสัมภาษณ์อีกครั้งตอนที่นำมาลงในเว็บไซต์ ผมเห็นว่ามีข้อความบางช่วงที่พาดพิงถึงนิทานในขวัญเรือนของผู้แต่งท่านอื่น ซึ่งผมคิดว่า เป็นถ้อยคำที่ไม่สมควรเลย (เพราะงานของทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง และผมก็ไม่ได้ติดตามอ่านนิทานของท่านเหล่านั้นอย่างจริงจัง) ด้วยเหตุนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงขออภัยหากมีข้อความใดที่ดูเหมือนเป็นการล่วงเกิน ขอโทษจริง ๆ ครับ 🙂

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว