Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเสริมความมั่นใจ : เจ้าหนูตัวจิ๋ว

นิทานเรื่อง “เจ้าหนูตัวจิ๋ว” เป็นนิทานเพี้ยน ๆ อีกเรื่อง ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งชื่อตัวละครให้แปลกไปจากปกติ เช่น การตั้งชื่อฮิปโปว่า “ฮิปโป๋” (มีไม้จัตวา) ยีราฟ ว่า “ยีหลับ” (เสียงราฟกับหลับฟังแล้วคล้าย ๆ กันแต่ออกจะตลกหน่อยๆ) จิงโจ้ ว่า “จิงโจ๋” (ฟังแล้วออกแนวเก๋าโจ๋จิ๊กโก๋ พี่นำบุญว่าตลกดี) แถมแต่งนิทานให้ตัวละครเอก (หนูจิ๋ว) เป็นคนพูดเล่าเรื่อง

การอ่านออกเสียงหรือเล่านิทานเรื่องนี้ให้น่ารักน่าชัง ขอแนะนำให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหนูตัวจิ๋ว แล้วอ่านแบบออดอ้อนหน่อย ๆ น่าสงสารนิด ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศในการฟังมากขึ้น

อนึ่ง นิทานเรื่องนี้ เคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพโดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์ ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนมีอยู่ในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพราะนอกจากการเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนแล้ว นิทานเรื่องนี้ ยังมีข้อคิดที่ส่งเสริม EF เรื่องความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนิทานจะทำให้เด็ก ๆ ตระหนักว่า “ถึงเราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีพลังและทำประโยชน์ได้นะ”

นิทานเรื่อง เจ้าหนูตัวจิ๋ว

ผมชื่อจิ๋ว  ผมเป็นลูกหนูตัวกระจิ๋วหลิว

ผมตัวเล็กจริง ๆ นะ  เล็กขนาดที่ลมพัดก็ยังปลิว

ผมมีเพื่อนรักอยู่ 3 ตัว ชื่อ ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋

ฮิปโป๋เป็นลูกฮิปโป  ยีหลับเป็นลูกยีราฟ   ส่วนจิงโจ๋เป็นลูกของจิงโจ้

ฮิปโป๋, ยีหลับ, จิงโจ๋เกิดพร้อม ๆ กับผม

แต่เพื่อน ๆ ตัวโตและแข็งแรงกว่าผมมาก

เวลาต้องยกของหนัก ๆ  เพื่อนของผมยกกันได้สบาย

แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันหนักแทบตาย

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผม ไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย

ผมช่างไม่มีค่าไม่มีความหมาย…เสียจริง ๆ

เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าผมน้อยใจที่ตัวกระจิ๋วหลิว

เพื่อน ๆ จึงมาปลอบและชวนผมไปเล่นให้หายหน้านิ่ว

ฮิปโป๋ชวนผมไปว่ายน้ำ

แต่ผมว่ายน้ำได้ไม่นาน…ก็หมดแรง  ผมจึงต้องขี่หลังฮิปโป๋ขึ้นฝั่ง (ก่อนที่จะจมน้ำปุ๋ง ๆ)

พอหายเหนื่อย  ยีหลับก็ชวนผมไปเก็บผลไม้

ผมกระโดดเท่าไหร่…ก็เก็บผลไม้ไม่ถึง

ไม่เหมือนกับยีหลับที่แค่ยืดคอนิดหน่อย ก็เก็บผลไม้ได้ตั้งเยอะแยะ

(เห็นไหม ผมไม่ได้เรื่องเลยนะ)

เมื่อจิงโจ๋เห็นผมกระโดดดุ๋ง ๆ ได้  มันเลยชวนผมไปกระโดดไล่จับกันกลางทุ่งหญ้า

แต่ผมกระโดดได้ไม่นาน…แรงก็หมด

ท้ายที่สุด ผมเลยต้องเข้าไปนอนในถุงหน้าท้องของจิงโจ๋  แล้วหลับปุ๋ยไปโดยไม่รู้ตัว

ในความฝัน  ผมเห็นเพื่อน ๆ  พากันเบื่อผม

เพราะหนูตัวจิ๋วอย่างผม…ไม่มีค่า  ไม่มีประโยชน์

จริง ๆ แล้ว ผมก็อยากตัวโตเหมือนเพื่อน ๆ นะ…แต่ผมตัวโตได้แค่นี้

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผมช่างไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับใคร ๆ เอาเสียเลย

เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ   ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้

แต่เมื่อผมตื่น แล้วโผล่หัวออกมาจากถุงหน้าท้องของจิงโจ๋ ผมก็พบว่า

ตัวผมกับเพื่อน ๆ ถูกนายพรานใจร้ายจับมาขังเอาไว้ในกรงเหล็ก

พวกเราถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็ก  ๆ เพื่อรอส่งไปขายในตลาดมืด

ตอนที่ผมตื่น…นายพรานไม่อยู่

ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋จึงช่วยกันออกแรงดันให้ลูกกรงพัง เพื่อจะได้หนีไปเสียให้พ้น ๆ

แต่อนิจจา…ไม่ว่าเพื่อนตัวใหญ่ของผมจะออกแรงสักเท่าไร

ลูกกรงเหล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะหักหรือพังเลยสักนิด

สุดท้าย  เพื่อน ๆ ของผมจึงได้แต่นั่งคอตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในขณะนั้นเอง

หนูตัวจิ๋วอย่างผมก็มองเห็นกุญแจวางอยู่นอกกรงขัง

ถ้าผมหยิบกุญแจมาไขประตูกรงได้

เพื่อน ๆ ก็คงออกจากกรงได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพังลูกกรงอย่างที่พยายามกันอยู่

แต่หนูตัวกระจิ๋วหลิว ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างผม…จะช่วยเพื่อน ๆ ได้ยังไงกันนะ

ในเสี้ยววินาทีนั้น 

ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของผม

“ก็เพราะผมเป็นหนูตัวจิ๋วยังไงล่ะ…ผมจึงน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ได้”

เมื่อผมคิดดังนั้น ผมเลยกระโดดออกจากถุงหน้าท้องของเจ้าจิงโจ๋

แล้วใช้ความจิ๋วของผม 

เดินลอดซี่ลูกกรงออกไปอย่างสบาย ๆ   จากนั้น ก็หยิบกุญแจมาไขกรง

พร้อมกับเปิดประตูให้เพื่อน ๆ ได้เป็นอิสระ

เพื่อน ๆ ดีใจกันมากที่ได้ออกจากกรงขัง

พวกเรารีบหนีออกจากบ้าน  แล้วไปบอกเพื่อนสัตว์ให้ระวังนายพรานที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในป่า

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  ผมรู้เลยว่า เพื่อน ๆ ต่างก็ภูมิใจในตัวผม

ถึงผมจะเกิดมาตัวกระจิ๋วหลิว  แต่ผมก็มีค่ามีความหมาย และมีประโยชน์ในแบบที่ผมเป็น

ผมดีใจที่ผมเป็นผม…เป็นหนูตัวจิ๋ว ที่มีข้อดีในแบบจิ๋ว ๆ

ใคร ๆ ต่างก็มีข้อดีในแบบที่ตัวเองเป็นทั้งนั้น

ผมภูมิใจในตัวเองมาก  ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดีใจที่เห็นผมมีความสุขและยิ้มจนตาหยีได้เสียที

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in Uncategorized

เบื้องหลังหนังสั้น : ก-ฮ

เบื้องหลังหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ


หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้นำหนังสั้นที่เคยทำสมัยเรียนป.ตรี ที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ปี 2536) มาให้ชมกัน วันนี้ ผมจึงขอเขียนเล่าเบื้องหลังของหนังสั้นเรื่องนี้ให้อ่านกันครับ จำได้ว่าตอนที่ทำ ผมคิดอะไร ๆไว้เยอะมาก (แต่สร้างผลงานได้ตรงใจแค่ประมาณนึงเท่านั้น ถือเป็นแบบฝึกหัดนึงในชีวิตนะครับ)
….
แก่นเรื่อง (Theme) : เด็กไม่มีทางหลุดพ้นจากอำนาจของผู้ใหญ่ได้ (อำนาจที่ผมคิด แบ่งเป็นพระเดชและพระคุณ)
…..
เนื้อเรื่อง : ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ และลูกวัย 5 ขวบ (พ่อเป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระเดช ส่วนแม่เป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระคุณ เด็กน้อยในเรื่องอายุจริงตอนนั้นเพิ่ง 4 ขวบ ยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ใจสู้มาก)

พ่อมักสอนให้ลูกทำตามสิ่งที่พ่อสอน ส่วนแม่คอยให้ความรักและความห่วงใยต่อลูกเสมอ (การจับมือลูกคัดก.ไก่ตามเส้นประ และการให้ลูกเดินตามรางรถไฟ เป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก) ช่วงต้นเรื่องเป็นการปูเรื่องให้เห็นการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ทั้งพระเดชและพระคุณ

วันหนึ่ง พ่อทำม้าก้านกล้วยกับปืนก้านกล้วยให้ลูก พร้อมสอนให้ลูกกล้าหาญ กล้าปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า แต่เมื่อพ่อกับแม่ออกจากบ้าน จู่ๆ ม้าก้านกล้วยก็มีชีวิต แล้วมันก็พาเด็กน้อยให้เดินทางออกนอกบ้าน นอกคำสั่งให้อยู่บ้าน และให้ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง (ในหนังจะมีฉากที่เด็กเขียนด.เด็กในแบบของตัวเอง แล้วแม่เข้ามาปราม พร้อมกับจับมือให้เขียนตามรอยประอีก)

วันหนึ่ง ดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นตัวแทนความหวัง ความฝัน ความเป็นตัวตนของเด็ก กำลังจะถูกรถไฟพุ่งเข้าใส่ เจ้าม้าก้านกล้วยก็ปลุกความกล้่าให้เด็กเข้าไปปกป้องดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจของรถไฟ (และคนขับรถไฟอย่างพ่อ)

เด็กน้อยภูมิใจที่ได้แสดงความกล้าหาญอย่างที่พ่อของเขาสอน แต่พ่อโกรธที่เด็กน้อยทำเรื่องอันตรายที่ไม่สมควรทำแบบนั้น เมื่อพ่อทำโทษลูกอย่างรุนแรง ลูกจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และในหนังมีฉากที่เด็กน้อยวิ่งออกจากรางรถไฟไป

หลังจากนั้น เด็กน้อยไปพักอยู่ในวัด ส่วนแม่ซึ่งเป็นตัวแทนความรักก็ออกตามหาลูกน้อยด้วยความขมขื่น แม่ทุกข์มากจนต้องไหว้วิงวอนให้พระช่วย เด็กน้อยแอบมองแม่ที่ทุกข์ระทม ในที่สุด เด็กน้อยก็ตัดสินใจออกจากที่ซ่อน แล้วกลับเข้าสู่กรอบหรือรางรถไฟอีกครั้ง (ฉากสุดท้ายที่วัด จะเห็นผ้าสีเหลืองมัดที่ม้าก้านกล้วยอีกครั้ง และฉากสุดท้ายที่รางรถไฟ จะเห็นดอกทานตะวันแห้งตายอยู่ตรงนั้น)

ในตอนจบ เด็กน้อยคัดตัว ฮ.นกฮูก พยัญชนะตัวสุดท้าย ตามรอยประด้วยตัวเอง เขาพูดในสิ่งที่พ่อสอน แต่แววตาสดใสของเขาได้หายไปราวกับคนที่ไร้ชีวิต

หมายเหตุ

1) ช่วงวัยรุ่น เราอาจมีความคิดความเชื่อบางอย่าง ตามประสบการณ์ชีวิตที่เรามีอยู่อย่างจำกัด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น (และถ้าโชคดี มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น) เราอาจเห็นความไร้เดียงสาในวัยหนึ่งของตัวเอง และนึกขำที่เราในวัยนั้น ช่างไม่เข้าใจชีวิตเลยจริงๆ
2. สีเสื้อในเรื่องมีการออกแบบสีเอาไว้ (แต่คงเห็นไม่ชัด) สีเสื้อตอนต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่องจะใช้สีม่วงแต่เข้มต่างกัน ช่วงกลางที่เด็กทำตามหัวใจตัวเอง เสื้อจะเป็นสีเหลือง (สีตรงข้่ามกับม่วง) เริ่มจากเหลืองอ่อน แล้วเข้มขึ้น เข้มขึ้น ซึ่งในฉากที่ยืนขวางรถไฟ เสื้อจะสีเหลืองเข้มที่สุด (ไอเดียเรื่องการใช้สีเป็นสัญญลักษณ์ในหนัง ได้แนวทางมาจากหนังจีนเรื่องจูโด้)
3. หนังเรื่อง ก- ฮ ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กเลย แต่เป็นหนังแนวดราม่า (หนังชีวิต)ที่พูดเรื่องเด็กกับอำนาจในครอบครัว (ตอนวัยรุ่น พี่นำบุญสนใจเรื่องเด็กในแง่การคุ้มครองเด็ก เวลาเห็นเด็กโดนทำร้ายหรือโดนทิ้งก็จะทุกข์มาก) การทำหนังเรื่องนี้ ทำให้พี่นำบุญได้บทเรียนดี ๆ หลายๆอย่าง และรู้สึกว่า การทำหนังเป็นการถ่ายทอดความคิดที่ “เอาแต่ใจ” ตัวเองมากเกินไปหน่อย แถมเสียเงินเยอะมาก ดังนั้น ไปเล่าความฝันผ่านสื่อแบบอื่น น่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า ก-ฮ จึงเป็นหนังสั้นเรื่องเดียวที่ทำ และไม่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำหนังสั้นต่อจากเรื่องนี้อีกเลย

Posted in เรื่องเล่า

หนังสั้น : ก-ฮ

ปี 2536 ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามปกติแล้ว หลักสูตรของคณะวารสารศาสตร์ฯ ใช้เวลาเรียน 4 ปี แต่เนื่องจากผมมีความสนใจใน 2 สาขาวิชา คือ วิชาด้านโฆษณา และวิชาด้านภาพยนตร์ ผมจึงเลือกเรียนวิชาของทั้งสองสาขาจนสามารถเลือกจบได้ทั้งสองเอก ในเวลา 5 ปี ซึ่งสุดท้าย ผมได้ตัดสินใจเลือกจบเอกภาพยนตร์ โดยการทำหนังสั้นสารนิพนธ์ เรื่อง ก-ฮ ซึ่งเป็นการทำหนังสั้นขนาดยาว ที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนโครงการ การเขียนบท การคัดเลือกตัวแสดง การวางแผนถ่ายทำ การออกแบบเสื้อผ้าและอุปกรณ์ประกอบฉาก การถ่ายทำ การกำกับการแสดง การตัดต่อและการพากย์เสียง ซึ่งเป็นการศึกษากระบวนการทำหนังสั้นทั้งกระบวนการและได้นำความรู้จากการเรียนตลอด 5 ปีมาใช้อย่างเต็มที่

หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ใช้งบประมาณการถ่ายทำราว 8 หมื่นบาท (เป็นทุนส่วนตัว) โดยเงินเกือบครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าฟิล์มถ่ายหนัง 16 มิลลิเมตร (หากจำไม่ผิด ในสมัยนั้น ฟิล์มถ่ายหนังความยาวหนึ่งนาที ราคาราว 1000 บาท) โดยหนังสั้นเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายหนังแบบไขลานของคณะวารสารศาสตร์ฯ ซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์นัก และมีการเช่ากล้องถ่ายหนังจากสตูดิโอภายนอกมาใช้ในบางฉากที่ต้องการถ่ายทำฉากต่อเนื่องที่ยาวเกินความสามารถของกล้องไขลาน นอกจากนี้ การล้างฟิล์มในยุคนั้นก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานมาก เพราะร้านที่รับล้างฟิล์มถ่ายหนังมีเพียง 1-2 ร้าน ซึ่งคุณภาพในการล้างฟิล์มบางม้วน ทำให้ต้องยกกองเพื่อถ่ายซ่อมใหม่ทั้งหมด และสีสันหรือความคมชัดของฟิล์มแต่ละม้วนที่ได้ออกมา ก็เรียกได้ว่า “ต้องภาวนา” ให้ออกมาพอใช้ได้ก็ยังดี!

หลังจากยุคที่ผมทำหนังสั้นเรื่องนี้ไม่กี่ปี การใช้กล้องวิดีโอในการถ่ายหนังสั้นและการตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเข้ามา (สมัยที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มิลลิเมตร การตัดต่อในแลปที่ต้องการให้มีเทคนิคพิเศษ เช่น Fade in – Fade out – Dissolve หรืออะไรก็ตาม คิดราคาเทคนิคละ 500 บาทต่อจุดที่ต้องการใส่เทคนิค) หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ จึงน่าจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของการเรียนภาพยนตร์ในยุคเก่า ที่มีความท้าทายตามข้อจำกัดในยุคสมัยนั้น และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการทำหนังสั้นของนักศึกษาในอดีตพอสมควร

หนังสั้นสารนิพนธ์ : ก-ฮ (ปี 2536)

อนึ่ง ในการศึกษาเรื่องการทำหนังสั้นครั้งนี้ ผมในฐานะของนักศึกษาที่เป็นเจ้าของโครงการ ต้องขอขอบพระคุณคณาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษา พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ของคณะ เพื่อน ๆ ที่มาช่วยเป็นทีมงานในการถ่ายทำ และนักแสดงทุกคน ที่มีส่วนทำให้หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ สำเร็จลุล่วงลงได้ ความทรงจำในวันนั้น ยังคงประทับใจมาถึงวันนี้ครับ ขอบคุณจริง ๆ

ประสบการณ์สำคัญที่ได้จากการทำหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ที่น่าสนใจมากคือ ในช่วงวัยที่ผมทำหนังเรื่องนี้ ผมภูมิใจและรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป การได้ย้อนกลับมาดูงานของตัวเองใหม่ ทำให้เห็น “ความไม่ยอดเยี่ยม” หรือ “ความไม่เอาไหน” ปรากฏอยู่เต็มไปหมด ประสบการณ์ครั้งนี้จึงสอนผมว่า ผลงานของเราที่เราเชื่อมั่นว่าถูกหรือดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป เพราะในช่วงเวลานั้น เราอาจประเมินผลงานโดย “หลง” เข้าข้างตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

หมายเหตุ : ถ้ามีโอกาส ผมจะนำสารนิพนธ์ของหนังสั้นเรื่องนี้ มาให้อ่านกันนะครับ เนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเป็นการอธิบายแนวคิดของหนังสั้นเรื่องนี้ รวมทั้งสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนไว้ในเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้สนใจสามารถศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทหนังสั้นต่อไปได้ครับ

Posted in Uncategorized

นำบุญในไทยรัฐ

ในสมัยก่อน (เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา) หนังสือพิมพ์ไทยรัฐถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย การมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่นักเขียนนิทานธรรมดา ๆ อย่างผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่เคยคาดคิด Continue reading “นำบุญในไทยรัฐ”

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก

Continue reading “นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก”
Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานความรัก สวนสวยของหญิงสาว

นอกจากเด็ก ๆ และคุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้  ยังมีกลุ่มผู้อ่านอีกกลุ่ม เป็นคนหนุ่มคนสาวที่เข้ามาหานิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักเพื่ออ่านให้แฟนฟัง  วันนี้ ผม(นำบุญ นามเป็นบุญ)เลยเลือกนิทานเกี่ยวกับความรักมาฝาก ซึ่งนิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เด็กก็อ่านได้ ผู้ใหญ่ก็อ่านดี  หรือใครอยากอ่านนิทานเรื่องนี้ให้แฟนฟังก็ไม่ผิดกติกา ขอแค่ให้คนฟังและคนอ่านมีความสุข เท่านี้ คนแต่งนิทานก็ดีใจแล้วครับ

Continue reading “นิทานความรัก สวนสวยของหญิงสาว”
Posted in ครอบครัว, เด็ก

บทความ : เจ้าชายน้อยกับฉัน

ช่วงโควิด  นิตยสารสารคดีมีกิจกรรมให้ผู้อ่านเขียนบทความเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง “เจ้าชายน้อย”  เพื่อคัดเลือกไปลงในนิตยสารสารคดี ฉบับเจ้าชายน้อย   ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นคนหนึ่งที่เคยอ่านหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย และรู้สึกพิเศษกับหนังสือเรื่องนี้  ผมจึงเขียนบทความส่งไปในเพจของนิตยสารสารคดี และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารในเวลาต่อมา ตอนนี้นิตยสารสารคดีฉบับดังกล่าวได้วางแผงไปหลายเดือนแล้วผมจึงนำบทความนี้มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก  ถือว่าเป็นบันทึกความรู้สึกนึกคิดของนักแต่งนิทานคนไทยคนนี้ที่มีต่อหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยนะครับ  ลองอ่านกันดูครับ

f736a777badb24381c1618d3ff3f5929

Continue reading “บทความ : เจ้าชายน้อยกับฉัน”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คลิปนิทาน : ฮันนูกับคุณปู่

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไปเรียนวิชาการแสดงหุ่นที่ประเทศสวีเดน  ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อฮันนู เป็นคนฟินแลนด์  (คือ ในโรงละครแห่งชาติที่ไปเรียน มีคนมาจากประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ)  พอผมกลับมาเมืองไทย และกลายเป็นนักแต่งนิทาน วันหนึ่ง ผมจึงนำชื่อ “ฮันนู” ซึ่งผมว่าชื่อแปลกดีมาใช้เป็นชื่อตัวละคร (แต่คนฟินแลนด์ถือว่าชื่อนี้เป็นชื่อธรรมดามาก)  แล้วแต่งนิทานท้าทายตัวเอง โดยให้ทุกประโยคลงท้ายด้วยสระอู (ในปีที่แต่ง  นิทานที่ลงท้ายด้วยสระยังไม่มีนะครับ หรือถ้ามีก็คงน้อยมาก ๆ)  การแต่งนิทานสระ เพื่อพิมพ์ในนิตยสารรายปักษ์เป็นความเพี้ยนของผมมาก ๆ (เพราะมันใช้เวลามาก)  แต่พอนิทานได้พิมพ์  ก็มีเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อ่าน  สิบปีผ่านไป  เมื่อเพื่อนของผม (ชื่อพี่เหน่ง Adison Maipradith) ชวนมาทำสื่อออนไลน์  ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือในการวาดภาพประกอบจากน้อง Virapong Promarach  และนำมาลงในยูทูบช่องนิทานนำบุญ   วันนี้ ผมขอนำคลิปมาลงในเว็บไซต์นี้ เผื่อใครไม่สะดวกเข้าไปดูในยูทูบ  หวังว่าจะเป็นคลิปนิทานอีกเรื่อง ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับสระอูและเรียกรอยยิ้มของเด็ก ๆ ได้บ้าง Continue reading “คลิปนิทาน : ฮันนูกับคุณปู่”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานฝันดี : จุดจบของแม่มดน้อย

     

ตอนเด็ก ๆ มีนิทานต่างประเทศเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานก่อนนอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ประทับใจมาก นิทานเรื่องนั้น เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เดินขึ้นภูเขาท่ามกลางความหนาวเหน็บของหิมะ โดยเธอค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าที่ใส่กันหนาว ให้คนที่เจอระหว่างทาง จนสุดท้าย เธอไม่เหลืออะไรติดตัวเลยแม้สักชิ้น และเสียชีวิตในที่สุด  (เศร้ามาก)  นิทานเรื่องนั้นเป็นนิทานโบราณที่ผมประทับใจมาก วันหนึ่ง ผมจึงอยากท้าทายตัวเอง ด้วยการแต่งนิทานเรื่องใหม่ เพื่อแสดงความเคารพต่อนิทานเรื่องนั้น  โดยนำโครงเรื่องบางส่วนมาใช้ (อย่างตั้งใจ)  แต่แต่งเนื้อเรื่องใหม่่ให้เกิดเป็นนิทานเรื่องใหม่  ซึ่งเป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับแม่มดที่ผมชอบมากที่สุด (ในบรรดานิทานแม่มดที่ผมแต่ง)  ผมหวังว่าเด็ก ๆ จะประทับใจนิทานเรื่องนี้นะครับ ลองอ่านกันดูครับ

Continue reading “นิทานฝันดี : จุดจบของแม่มดน้อย”
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก, Uncategorized

นิทานก่อนนอนสั้นๆ : แม่มดใจดี

นิทานก่อนนอนเรื่อง แม่มดใจดี เป็นนิทานเรื่องแรกในชีวิตที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน  แม้นิทานเรื่องนี้จะไม่ใช่นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง (เพราะผมเคยแต่งนิทานออกโทรทัศน์มาก่อน)  แต่นิทานเรื่องนี้ถือเป็นนิทานเรื่องแรกในฐานะนักแต่งนิทานอาชีพ  ผมจึงถือว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง

สำหรับเรื่องราวในนิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่องแม่มดใจดี  ตัวละครถือว่ามีความแตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมของนิทานทั่วไป เพราะตามปกติ เมื่อพูดถึงแม่มดในนิทาน แม่มดก็มักจะถูกมอบบทบาทให้เป็นตัวร้ายเสมอ  เราจึงมักพบนิทานแม่มดใจร้ายอยู่เต็มไปหมด  ผมจึงอยากลองแต่งนิทานแม่มดใจดีออกมา เพื่อทำให้เด็ก ๆ เห็นแง่มุมที่หลากหลายมากขึ้น  ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

Continue reading “นิทานก่อนนอนสั้นๆ : แม่มดใจดี”