Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ

มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง : นิทานพื้นบ้านเช็ก สอนใจเรื่องความดีและความอดทน

สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลาง ที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่กลับเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยนิทานพื้นบ้าน วรรณกรรม และตำนานที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ชาวเช็กมีวัฒนธรรมการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและจริงจัง นิทานไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็กเท่านั้น หากยังทำหน้าที่อธิบายโลก ธรรมชาติ และคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกับฤดูกาลอันโหดร้ายของยุโรปกลาง

นิทานเรื่อง “มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง” (The Twelve Months / Dvanáct měsíčků) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านคลาสสิกของชนชาติเช็ก ซึ่งคนเช็กจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่านี้ตั้งแต่วัยเด็ก นิทานสะท้อนชีวิตของผู้คนในอดีตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ป่าเขา และฤดูกาลอย่างใกล้ชิด ฤดูหนาวที่ยาวนานและรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมความคิด ความเชื่อ และศีลธรรมของสังคมเช็กในยุคนั้น

จุดเด่นของนิทานเช็กคือการมอง ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินความถูกผิด ไม่ใช่มนุษย์ เดือนทั้งสิบสองในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแฟนตาซี แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “กาละ” และ “ความสมดุลของโลก” ผู้ที่สุภาพ อดทน และรู้จักเคารพจังหวะของชีวิต จะได้รับความเมตตา ส่วนผู้ที่โลภ หยาบคาย และพยายามฝืนธรรมชาติ ย่อมต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดเช่นนี้สะท้อนโลกทัศน์แบบยุโรปกลางที่เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นิทานเช็กอาจเป็นดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งในแง่ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และฤดูกาล แต่ยิ่งไม่คุ้นเคย นิทานเรื่องนี้ยิ่งมีคุณค่า เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ว่า ผู้คนต่างวัฒนธรรมใช้เรื่องเล่าอธิบายชีวิตอย่างไร และแม้โลกจะต่างกันเพียงใด คุณค่าพื้นฐานอย่างความสุภาพ ความอดทน และการรู้จักรอคอย “เวลาที่เหมาะสม” ก็ยังเป็นภาษาสากลที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยเข้าใจร่วมกันได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กสาวชื่อ มารุชกา (มา-รุช-ก้า : Maruška) เธอเป็นเด็กสาวที่มีหัวใจอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความอดทนสู้ชีวิต มารุชกาอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวชื่อ โฮลีนา (Holena) ทั้งสองใจร้ายและมักสั่งงานหนัก ๆ ให้มารุชกาทำอยู่เสมอ

ทุกเช้า มารุชกาต้องออกไปหาฟืนในป่าลึก หลังจากนั้น เธอต้องตักน้ำจากบ่อน้ำเย็นเฉียบ และกลับมาทำงานบ้านจนเหนื่อยล้า แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน แต่มารุชกาไม่เคยบ่น เพราะเธอเชื่อว่า “ความดีและความอดทน” จะนำพาเธอไปสู่สิ่งที่งดงามในชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงฤดูหนาว หิมะสีขาวตกลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านและป่าใหญ่ ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลับยืนต้นเปลือยเปล่าไร้ใบ ดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งก็ปลิดปลิวหายไปจนหมด โลกทั้งใบดูเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนา ๆ ที่เย็นยะเยือก

วันหนึ่งในฤดูหนาว โฮลีนานึกสนุกจึงออกคำสั่งกับมารุชกาว่า “ฉันต้องการดอกไม้สวย ๆ มาแต่งบ้าน เธอออกไปหาดอกไม้มาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจ เพราะในฤดูหนาวที่มีหิมะตก ไม่มีทางที่ดอกไม้จะบานได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่งของแม่เลี้ยงและน้องสาว เธอจึงหยิบตะกร้าเก่า ๆ แล้วเดินออกไปสู่ป่าลึก

ป่าที่มารุชกาเดินเข้าไปนั้นเป็นป่าที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และเสียงรองเท้าของเธอกระทบหิมะดังกรอบแกรบทุกย่างก้าว ความหนาวทำให้แก้มของมารุชกาแดงจัด และลมหายใจของเธอก็กลายเป็นไอสีขาวลอยออกมาในอากาศ

มารุชกาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน แต่หัวใจของเธอยังคงอ่อนโยนและดีงาม (ทั้ง ๆ ที่น่าจะโกรธหรือรู้สึกไม่ดีต่อแม่เลี้ยงและน้องสาว) สิ่งเดียวที่มารุชกาทำ คือการภาวนาในใจว่า “ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เพื่อที่ฉันจะได้ทำตามคำสั่งและกลับบ้านโดยไม่ถูกดุด่า”

ระหว่างที่มารุชกาเดินเข้าไปในป่าลึกจนมืดค่ำ จู่ ๆ มารุชกาก็เห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ ท่าม กลางความมืดและหิมะ มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไปยังแสงไฟนั้น โดยหวังว่าอาจได้พบผู้ที่พอจะช่วยเหลือเธอได้บ้าง

เมื่อเดินไปถึง มารุชกาพบชายชรา 12 คน นั่งล้อมรอบกองไฟที่แสนอบอุ่นอยู่เงียบ ๆ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเขาคือ เดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่ปรากฏกายในร่างชายชรา ซึ่งแต่ละคนมีรูปลักษณ์แตกต่างกันตามฤดูกาลที่ตนเป็นตัวแทน

เดือนมกราคม (January) เป็นชายชราผมขาวผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด เขามองมารุชกาด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

มารุชกาก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อมแล้วตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาดอกไม้ในป่าไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบและมองทีท่าของเด็กสาวก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เดือนมกราคมจึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปบอกเดือนมีนาคม (March) ให้ช่วยเหลือเด็กสาวหากคิดว่าสมควรช่วย มารุชกามองชายชราในนามเดือนมีนาคมอย่างมีความหวัง และในทันใดนั้น เดือนมีนาคมก็โบกไม้เท้า ทำให้หิมะละลาย และดอกไม้ก็ผลิบานไปทั่วทุ่งหิมะที่เคยว่างเปล่า

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้าจนเต็มใบ แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่อบอุ่น

มารุชกาเดินกลับบ้านพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างมีความสุข เธอดีใจที่สามารถทำตามคำสั่งได้สำเร็จ แต่เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นดอกไม้ สองแม่ลูกกลับไม่พอใจนัก

วันต่อมา โฮลีนานึกหมั่นไส้อยากแกล้งมารุชกาอีก เธอจึงออกคำสั่งว่า “ฉันอยากกินสตรอว์เบอร์รี เธอจงไปหาสตรอว์เบอร์รีมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจอีกครั้ง เพราะในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั่วทุกแห่ง ไม่มีทางที่จะมีสตรอว์เบอร์รีผลิดอกออกผลได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่ง เธอจึงจำเป็นต้องเดินเข้าไปยังป่าลึกอีกครั้ง

เมื่อมารุชกาหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ ความหนาวทำให้แก้มและมือของเธอเย็นจนเจ็บไปหมด ครั้นเมื่อมารุชกาเดินไปถึงกลางป่าอีกครั้ง เธอเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดิม มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟ พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่เธอเคยพบมาแล้ว

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นมารุชกา เขามองเธอด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ มารุชกา เจ้าต้องการอะไรในครั้งนี้”

มารุชกาก้มศีรษะและตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาสตรอว์เบอร์รีไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาสตรอว์เบอร์รีได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนมิถุนายน (June) จากนั้นเดือนมิถุนายนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วโบกไม้เท้าเล็กน้อย ทันใดนั้น หิมะก็ละลาย ทำให้ดินกลับมาอุ่นขึ้นอีกครั้ง แล้วต้นสตรอว์เบอร์รีก็ผลิดอกออกผลแดงสดไปทั่วทั้งทุ่ง

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บสตรอว์เบอร์รีจนเต็มตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้าน

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นว่ามารุชกาหาสตรอว์เบอร์รีกลับมาได้ พวกเขาก็ตกใจอีกครั้ง และเริ่มมีความโลภเกิดขึ้น วันต่อมา พวกเขาจึงสั่งมารุชกาว่า “ไปหาแอปเปิ้ลมาให้เรา”

มารุชกาถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ยังหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ โดยเธอได้แต่หวังว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

ในคืนนั้น มารุชกาได้พบชายชรา 12 คนเหมือนเช่นเคย เดือนมกราคมมองเด็กสาวแล้วถามว่า “ครั้งนี้เจ้าต้องการอะไรอีก มารุชกา”

มารุชกาตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาแอปเปิ้ลไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาแอปเปิ้ลได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนกันยายน (September) จากนั้น เดือนกันยายนก็ยิ้ม แล้วโบกไม้เท้าเพื่อเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ ทันใดนั้น ต้นแอปเปิ้ลสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ซึ่งบนต้นมีผลแอปเปิ้ลสีแดงสดห้อยระย้าเต็มไปหมด

มารุชการีบเก็บแอปเปิ้ลใส่ตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างจริงใจ หลังจากนั้น เธอก็เดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อมารุชกานำแอปเปิ้ลเต็มตะกร้ากลับมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงและโฮลีนาต่างก็ตกใจที่มารุชกาหาแอปเปิ้ลมาได้ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวขนาดนี้ แม่เลี้ยงและโฮลีนารู้สึกโมโหที่แกล้งมารุชกาไม่สำเร็จ สองแม่ลูกไม่เข้าใจว่ามารุชกาหาดอกไม้ สตรอว์เบอร์รี และแอปเปิ้ลมาได้อย่างไร แต่พวกนางเชื่อว่า ถ้ามารุชกาทำได้ พวกนางก็ต้องทำได้

ในคืนนั้น แม่เลี้ยงและโฮลีนาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในป่าด้วยตนเอง สองแม่ลูกไม่สนใจความหนาวเหน็บที่เสียดแทงผิว ไม่สนใจว่าพื้นหิมะจะหนาสักเพียงใด ความริษยาที่อยากดีกว่าเหนือกว่าทำให้หัวใจของพวกนางมืดบอด

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเดินไปถึงกลางป่า พวกนางเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับที่มารุชกาเคยเห็น สองแม่ลูกจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ แน่นอนว่า พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months)

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นสองแม่ลูก เดือนมกราคมจึงมองทั้งคู่ด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม”

แทนที่แม่เลี้ยงและโฮลีนาจะตอบด้วยความสุภาพ แม่เลี้ยงและโฮลีนา กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่กระด้างว่า “พวกชั้นอยากได้ผลไม้เยอะ ๆ พวกชั้นอยากได้มากกว่าที่นังมารุชกาเคยได้ เอาผลไม้มาให้พวกชั้นเดี๋ยวนี้”

ชายชรา 12 คนต่างนิ่งเงียบ ความขุ่นเคืองค่อย ๆ ฉายแววขึ้นในดวงตาของเดือนต่าง ๆ และเมื่อความไม่พอใจกลายเป็นความโกรธ เดือนมกราคมก็ลุกขึ้นแล้วโบกไม้เท้า ทันใดนั้น พายุหิมะก็โหมกระหน่ำ และทำให้หิมะปลิวว่อนไปทั่วป่า

แม่เลี้ยงและโฮลีนาตกใจและพยายามวิ่งหนี แต่หิมะหนาและลมแรงทำให้พวกนางไม่สามารถหนีไปที่ไหนได้ เสียงลมหนาวดังหวีดหวิวเหมือนคำเตือนจากธรรมชาติ แล้วก็หิมะก็กลืนร่างของสองแม่ลูกให้ถูกผนึกอยู่ในความหนาวเย็นของป่าใหญ่ไปตลอดกาล

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

สกปรกที่สุดในโลก : นิทานอบอุ่นที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน

นิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ถือเป็นหนึ่งในนิทานเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้มีโอกาสเขียนลงในนิตยสาร ขวัญเรือน (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องที่สอง) ตอนนั้นผมยังเป็นนักเขียนนิทานมือใหม่ ทุกคำ ทุกประโยคที่เขียนลงไปเต็มไปด้วยความยากและความท้าทาย ผมค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ เลือกคำ เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ๆ จนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ แม้นิทานเรื่องนี้จะเป็นเพียงนิทานสั้น ๆ แต่ผมใช้เวลานานมากในการสร้างมันขึ้นมา

หากสังเกตการใช้ภาษาในเรื่อง จะเห็นการเล่นคำซ้ำ ๆ ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละย่อหน้า ซึ่งเป็นความตั้งใจเพื่อสร้างจังหวะและความรู้สึกพิเศษให้กับผู้อ่าน ตัวละครเองก็มีความแปลกอยู่นิด ๆ เพราะทุกตัวละครมีกลิ่นตุ ๆ ติดตัว นั่นคือความพยายามของผมที่จะสร้างตัวละครที่แตกต่างจากนิทานเด็กทั่วไปในยุคนั้น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และการแก้ปมปัญหาที่ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วซ่อนความคิดที่ดึงเอาสิ่งที่เด็ก ๆ ชอบมาเป็นฉากสำคัญของเรื่อง

แรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ การอยากให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เล่าก่อนชวนเด็ก ๆ ไปอาบน้ำ เพราะมีภาพของสายฝนและฟองสบู่ที่เชื่อมโยงกับความสะอาดและความสนุก แต่หากจะอ่านก่อนนอนก็ไม่ว่ากัน เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงอบอุ่นและน่าจะสร้างรอยยิ้มได้เสมอ ไม่ว่าจะอ่านในเวลาใดก็ตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแมวอยู่ตัวหนึ่งเป็นแมวที่สกปรกที่สุดในโลก ไม่มีใครอยาก เข้าใกล้แมวน้อยตัวนี้เลย เพราะเพียงแค่เดินผ่าน กลิ่นเหม็นตุๆ ก็ลอยคลุ้งออกมาจากตัวของเจ้าแมวน้อยเสียแล้ว แต่เจ้าแมวน้อยก็ไม่เคยสนใจ เพราะเจ้าของของมัน ก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนกัน

เจ้าของของแมวน้อยเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวสกปรกที่สุดในโลก เธอเคยอาบน้ำบ้างเหมือนกัน แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเธออาบน้ำครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไร ถึงเธอจะมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออก มาจากตัวเหมือนกับแมวของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยสนใจ เพราะที่อยู่ของเธอเองก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาเหมือนกัน

ที่อยู่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ เป็นบ้านที่สกปรกที่สุดในโลก แต่เดิมบ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่น่าอยู่มาก จนกระทั่งเจ้าของบ้าน ซึ่งก็คือคุณพ่อและคุณแม่ของเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ ด่วนขึ้นสวรรค์ไปเสียก่อน บ้านจึงไม่มีใครดูแล เด็กผู้หญิงจึงไม่มีใครดูแล และแมวน้อยจึงไม่มีใครดูแล ดังนั้น พวกเค้าจึงมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนๆ กัน

วันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกลงมาดังเปาะแปะ เปาะแปะ แมวน้อยนึกสนุกจึงวิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เด็กผู้หญิงนึกสนุกบ้าง จึงเอากระป๋องกับสบู่ ไปเล่นเป่าลูกโป่งกลางสายฝน ส่วนบ้านหลังน้อยไม่ต้องวิ่งไปไหน เพราะฝนตกทีไร บ้านหลังน้อยได้ยืนเล่นน้ำฝนทุกที

สนุกกับสายฝนกันอยู่นาน ลูกโป่งฟองสบู่ก็เลยล่องลอยไปติดตามเนื้อตามตัวของทุกๆ คน สายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ก็เลยกลายเป็นความสะอาดเอี่ยมอ่อง

ถึงตอนนี้ แมวที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลายเป็นแมวน้อยตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดอยู่ด้วย เด็กผู้หญิงที่เคยตัวสกปรกที่สุดในโลกก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน ส่วนบ้านที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลับกลายเป็นบ้านหลังเล็กแสนสะอาดที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งอยู่ทั้งหลัง

นับจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเคยเห็นแมวน้อย, เด็กผู้หญิงและบ้านที่สกปรกที่สุดในโลกอีกเลย.

อสุรกายขนฟูยิ้มกว้างถือของเล่นอยู่ท่ามกลางฟองสบู่และของเล่นหลากสี
มอมแมมกับของเล่นแสนสนุกในดินแดนฟองสบู่ อสุรกายผู้มีหัวใจอ่อนโยน กำลังสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ด้วยของเล่นที่มันประดิษฐ์ขึ้นเอง

เด็กหญิงผมสีส้มถือไม้เป่าฟองสบู่ วิ่งเล่นกลางสายฝนกับแมวดำหน้าบ้านหลังเล็ก
Posted in กฎหมาย, การจัดการลิขสิทธิ์นิทาน, คดีลิขสิทธิ์

ความน่ากลัวของคดีลิขสิทธิ์ : ทางเลือกและบทเรียนราคาแพง

บทนำ: ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ในยุคที่สื่อออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนใช้มันเพื่อความบันเทิง หาความรู้ ทำการค้า หรือสร้างสรรค์เนื้อหาในฐานะ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์”

แต่ในโลกดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็ว บางคนกลับเลือกทางลัดด้วยการ “หยิบฉวย” ผลงานของผู้อื่นจากอินเทอร์เน็ตไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสน

ประสบการณ์จริงจากเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ”

นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญถูกละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน ในช่วงแรกผมใช้วิธีตักเตือนและให้ลบออก แต่ไม่นานก็มีผู้ละเมิดรายใหม่ ๆ ทำซ้ำไม่รู้จบ

กรณีที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใจดี คืออาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนคนหนึ่งที่นำนิทานเรื่อง “การเดินทางของความสุข” ไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ชื่อดัง เมื่อถูกจับได้ก็เพียงโทรมาขอโทษ อ้างสารพัด และแก้ตัวว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเข้าใจว่า หลายคนไม่ได้รู้สึกผิดที่ขโมยงานไปใช้ พวกเขาแค่กลัวว่าจะถูกลงโทษหรือเสียเงิน การเตือนแล้วปล่อยจึงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย

ขั้นตอนการปกป้องลิขสิทธิ์นิทาน

เมื่อพบการละเมิด ผมดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

  • เก็บหลักฐาน: บันทึกหน้าจอเป็นวิดีโอ พร้อมบรรยายวันเวลาและลักษณะการละเมิด
  • ให้โอกาส: ติดต่อผู้ละเมิดเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราที่เบาที่สุด (มักเริ่มที่หลักพัน หรือไม่เกินค่าลิขสิทธิ์)
  • แจ้งความ: หากเพิกเฉย ผมต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน ก่อนหมดอายุความ
  • ไกล่เกลี่ย: หากตำรวจแนะนำให้ไกล่เกลี่ย ผมจะไกล่เกลี่ย แต่ค่าชดเชยจะสูงขึ้น
  • ฟ้องร้อง: หากคดีไม่คืบหน้า ผมต้องจ้างทนายฟ้อง ซึ่งเป็นขั้นที่หนักที่สุด

ความแตกต่างระหว่าง “การยอมจ่ายเงินชดใช้” กับ “การถูกฟ้องร้อง”

การจ่ายชดใช้ตั้งแต่แรก เป็นทางออกที่เบาที่สุด ไม่เกินค่าลิขสิทธิ์ และจบเรื่องได้เร็ว

แต่หากเพิกเฉยและถูกฟ้องร้อง ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูงทันที เช่น

  • ค่าทนาย: 30,000–200,000 บาท
  • ค่าปรับตามศาล: ไม่น้อยกว่าค่าลิขสิทธิ์ (33,000 บาทต่อเรื่อง)
  • ค่าเดินทางและที่พัก: ประมาณ 5,000 บาทต่อครั้ง (ต้องไปหลายครั้ง)
  • ความวุ่นวาย: ต้องขึ้นศาลหลายรอบ ทั้งคดีแพ่งและอาญา หากผู้ละเมิดเป็นบุคลากรขององค์กรหรือหน่วยงาน ผู้เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าของ, ผู้ถือหุ้น, ผํู้อำนวยการ, เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็อาจถูกเรียกขึ้นศาลเพื่อสืบพยานทั้งหมด (คนทำผิด 1 คนจึงส่งผลกระทบไปทั้งองค์กร)

หากเป็นข้าราชการ อาจต้องออกจากราชการ และชื่อเสียงที่เสียไปก็ยากจะกู้คืน

บทเรียนชีวิต

ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ หากผู้ถูกฟ้องไม่ได้ละเมิดจริง ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ถ้ามีการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่สู่สาธารณะในทุกรูปแบบ โดยเจ้าของลิขสิทธิ์มีหลักฐานชัดเจน การถูกฟ้องจะถือว่าเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อถึงขั้นศาลแล้ว การกลับไปขอจ่ายค่าเสียหายตามข้อเสนอแรกก็ไม่ทันเสียแล้ว

คดีละเมิดลิขสิทธิ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง มีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักแสน ผู้ที่เลือกไม่ชำระค่าเสียหายตั้งแต่แรก จึงอาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หนักหน่วง ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพง!

สรุป

ในมุมมองของผู้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ผมได้ทำทุกวิถีทางเพื่อเตือนและให้โอกาส ทั้งการติดแบนเนอร์แจ้งเตือนในเว็บไซต์ (เสียเวลาไปมาก) , การเขียนบทความเตือนซ้ำ ๆ และ การเรียกค่าชดเชยในอัตราที่ไม่เกินค่าลิขสิทธิ์

แต่เมื่อผู้ละเมิดเลือกที่จะเพิกเฉย หรืออ้างเหตุผลให้ตนเองไม่ต้องรับผิดชอบ ผมก็จำเป็นต้องปล่อยวาง และให้พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่เจ็บปวดในชั้นศาลด้วยตัวเอง

หมายเหตุ :

การใช้งานนิทานที่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เป็นเรื่องปกติ (33,000 บาท) หากนำไปใช้โดยไม่ขออนุญาต ก็ต้องเสียเงินเช่นกัน

บางรายผมปรับน้อยมาก เพียงเพื่อให้เป็นบทเรียน แต่ผู้กระทำผิดก็ยังเพิกเฉย พร้อมมีข้ออ้างสารพัด สุดท้าย การถูกฟ้องร้องจนต้องขึ้นศาล และเห็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้พวกเขาได้เห็นความจริงว่า…การละเมิดลิขสิทธิ์น่ากลัวขนาดไหน

นักเขียนนั่งทำงานกลางคืนกับแมวดำ สื่อถึงความเครียดจากคดีละเมิดลิขสิทธิ์
“บันทึกจากประสบการณ์จริงที่ไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้” – ภาพสะท้อนความรู้สึกของผู้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

ลูกเสือกับกระต่ายมายากล : นิทานอบอุ่นใจเกี่ยวกับมายากลและมิตรภาพ

เด็ก ๆ รู้จักมายากลไหม? เด็ก ๆ เคยดูการแสดงกลที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจบ้างหรือเปล่า? บางคนอาจจำได้ว่ามีการหยิบสิ่งของออกมาจากหมวก หรือทำให้สิ่งของหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ การแสดงกลเหล่านี้มักทำให้หัวใจของเด็ก ๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความสนุกสนาน

แล้วถ้าพูดถึง “นิทานเกี่ยวกับมายากล” ล่ะ… มีใครเคยอ่านนิทานที่เล่าเรื่องมายากลจริง ๆ บ้าง? เรามักพบว่านิทานส่วนใหญ่พูดถึงเจ้าหญิง เจ้าชาย เวทมนตร์ หรือการผจญภัย แต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมายากลกลับมีน้อยมาก ทั้งที่มายากลเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ชื่นชอบและอยากรู้จักมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง พี่นำบุญจึงอยากแต่งนิทานที่เกี่ยวข้องกับการแสดงมายากล ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่ออยากแต่งนิทานให้ออกมาสนุกและอบอุ่นหัวใจ แต่พี่นำบุญเชื่อว่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม และนิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกเสือตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กลางป่าตามลำพัง ลูกเสือไม่มีเพื่อนเลย มันเหงามาก มันอยากมีใครสักคนเป็นเพื่อน

วันหนึ่ง ลูกเสือออกไปเดินเล่นในป่า มันบังเอิญพบกระเป๋าใส่อุปกรณ์เล่นกลและหมวกของนักมายากลตกอยู่แถว ๆ พุ่มไม้ ลูกเสือเหลียวซ้ายแลขวา…แต่มันก็หาเจ้าของไม่เจอ มันจึงนำกระเป๋าและหมวกที่พบกลับบ้านโดยตั้งใจที่จะออกตามหาเจ้าของในวันรุ่งขึ้น

คืนวันนั้น ในขณะที่ลูกเสือดูโทรทัศน์ มันนึกสนุกจึงอยากแสดงกลเลียนแบบรายการที่มันดู ลูกเสือเอาผ้าปูโต๊ะมาผูกแทนเสื้อคลุม จากนั้น มันก็ทำทีเป็นหยิบของในหมวกตามอย่างนักมายากลมืออาชีพ

ทันใดนั้นเอง มือของลูกเสือก็สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มน่ารัก เมื่อลูกเสือหยิบของสิ่งนั้นออกมาดู สิ่งที่มันเห็นก็คือกระต่ายน้อยขนปุยที่กำลังร้องไห้ฮือ ๆ เพราะคิดถึงนักมายากลผู้เป็นเจ้าของหมวกและอุปกรณ์ทั้งหมด

ลูกเสือมองกระต่ายน้อยด้วยความสงสาร มันไม่อยากเห็นเจ้ากระต่ายน้อยร้องไห้เลย ดังนั้น มันจึงลูบเนื้อตัวของกระต่ายน้อยเบา ๆ พร้อมกับสัญญาว่ามันจะช่วยตามหานักมายากลจนสุดความสามารถ

วันรุ่งขึ้น ลูกเสือใส่หมวก หิ้วกระเป๋าและอุ้มกระต่ายน้อยออกตามหานักมายากลตั้งแต่เช้าตรู่ และหลังจากที่ลูกเสือดั้นด้นค้นหานักมายากลจนปวดขาไปหมด ในที่สุด มันก็พบนักมายากลที่มันเที่ยวตามหา

จริง ๆ แล้ว นักมายากลเจ้าของกระเป๋าอุปกรณ์และหมวกมายากลเป็นชายชราที่ตั้งใจเลิกอาชีพแสดงกลและอยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ตอนที่เขานำของทั้งหมดไปทิ้ง เขาดันเผลอลืมนำกระต่ายออกจากหมวกจนทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดขึ้น

เมื่อนักมายากลได้พูดคุยกับลูกเสือและรู้ว่าลูกเสือผู้มีจิตใจดีอยากมีเพื่อน นักมายากลจึงคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่างที่จะเป็นประโยชน์ทั้งกับลูกเสือและเจ้ากระต่ายน้อยที่เขารัก

นักมายากลคิดว่า แม้เขาจะเลี้ยงกระต่ายน้อยเอาไว้ แต่เจ้ากระต่ายก็คงจะไม่มีความสุขมากนัก เพราะมันคงไม่มีโอกาสได้ร่วมแสดงกลกับเขาอีก ดังนั้น เขาจึงเสนอตัวขอถ่ายทอดเคล็ดลับการแสดงมายากลทั้งหมดให้แก่ลูกเสือ โดยขอให้ลูกเสือพากระต่ายน้อยไปแสดงกลด้วยทุก ๆ ครั้งและห้ามทอดทิ้งกระต่ายน้อยอย่างเด็ดขาด

ลูกเสือดีใจมากที่มันจะได้แสดงมายากลโดยมีกระต่ายน้อยติดตามไปเป็นเพื่อน ส่วนเจ้ากระต่ายน้อยเองก็ดีใจที่มันจะได้แสดงกลต่อไปอีก

ลูกเสือตั้งใจฝึกฝนการแสดงมายากลจนคล่องแคล่ว หลังจากนั้น มันก็พากระต่ายน้อยตระเวนแสดงกลให้ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายได้รับความสุขกันโดยถ้วนหน้า

เสน่ห์จากการแสดงมายากลของเพื่อนรักทั้งสองทำให้พวกมันได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน และแล้ว ลูกเสือก็ไม่เคยเหงาอีกเลย…นับจากนั้น

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ช่วยกดดูแบนเนอร์โฆษณาสักนิด เว็บจะได้มีรายได้ครับ ขอบคุณครับ

นักมายากลแสดงกลหยิบกระต่ายออกจากหมวกให้ลูกเสือดูในห้องสมุดแสนอบอุ่น


Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ

โทปอร์โกกับเจ้าชายทั้งเก้า (Lutonjica Toporko i devet župančića) : นิทานจากโครเอเชีย

“โทปอร์โกกับเจ้าชายทั้งเก้า” เป็นนิทานจากโครเอเชีย ที่ไม่เพียงเล่าเรื่องการถือกำเนิดของเจ้าชาย แต่ยังพาผู้อ่านดำดิ่งสู่ความหมายของการเติบโต การฟัง และการกลับคืนสู่รากเหง้าแห่งชีวิต นิทานเรื่องนี้มีโครงสร้างที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยสัญลักษณ์ทางธรรมชาติและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง ซึ่งหาได้ยากในนิทานร่วมสมัย

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่องนี้โดดเด่นจากงานอื่นของผู้แต่ง Ivana Brlić-Mažuranić  คือการเลือกใช้ “ความเงียบ” เป็นเครื่องมือหลักในการเล่าเรื่อง แทนที่จะใช้บทสนทนาและเหตุการณ์ที่เร้าใจ ผู้เขียนกลับใช้ความนิ่งของป่า ความเงียบของต้นไม้ และเสียงที่ไม่มีถ้อยคำเป็นตัวนำทางให้ผู้อ่านเข้าใจตัวละครและโลกภายในของพวกเขา การดำเนินเรื่องจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหว แต่เป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้แต่งที่เชื่อในพลังของความสงบและการฟื้นคืนผ่านความทรงจำ

การเรียบเรียงนิทานเรื่องนี้ให้เข้าถึงผู้อ่านไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความต่างทางวัฒนธรรม ยุคสมัย และการใช้สัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคย การแปลและเรียบเรียงจึงต้องอาศัยความตั้งใจอย่างสูงในการรักษาอารมณ์และจิตวิญญาณของต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด โดยไม่ลดทอนความลึกของเรื่องราว แม้จะเข้าใจยากในบางช่วง แต่หากผู้อ่านเปิดใจฟังเสียงของต้นไม้ในเรื่องนี้ ก็อาจได้ใกล้ชิดกับหัวใจของผู้แต่งมากกว่าการอ่านงานอื่นใดของเขา สำหรับผู้ที่สนใจต้นฉบับดั้งเดิม สามารถค้นหาได้ภายใต้ชื่อ “Lutonjica Toporko i devet župančića” ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของวรรณกรรมพื้นบ้านโครเอเชีย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชากับพระราชินีผู้ครองแคว้นอันสงบสุข ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระทัยเมตตาและเปี่ยมด้วยปัญญา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พระทัยของทั้งสองยังไม่สมบูรณ์ คือการไม่มีบุตรไว้สืบสกุล แม้จะทรงอธิษฐานและเฝ้ารอด้วยความหวังมานานหลายปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพระเจ้าจะประทานลูกให้

วันหนึ่ง พระราชาเสด็จออกล่าสัตว์ในป่าใหญ่ และเมื่อทรงหลงทางอยู่กลางพงไพร ท่ามกลางความเงียบงันของธรรมชาติ พระองค์ก็ได้พบชายชราผู้หนึ่งนามว่า เนอูมีโก (Neumijko) ผู้มีดวงตาลึกซึ้งและท่าทีสงบเยือกเย็น ชายชราผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นผู้รู้แห่งป่า ผู้ที่เข้าใจเสียงของต้นไม้และลมหายใจของแผ่นดิน

เนอูมีโกรับฟังความทุกข์ของพระราชาอย่างเงียบงัน ก่อนจะกล่าวว่า “หากพระองค์ปรารถนาจะมีบุตร ก็จงกลับไปยังพระราชวัง แล้วให้พระราชินีปลูกต้นไม้เก้าต้นไว้ในสวนหลวง ดูแลมันด้วยความรักและความอดทน ไม่เร่งรัด ไม่ถอนรากถอนโคน หากต้นไม้เติบโตดี วันหนึ่งพระองค์จะได้สิ่งที่ปรารถนา”

พระราชาทรงประหลาดใจ แต่ก็รับคำด้วยความหวัง เมื่อเสด็จกลับถึงวัง พระองค์จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชินีฟัง และทั้งสองก็ลงมือปลูกต้นไม้เก้าต้นในสวนหลวงด้วยพระหัตถ์ของตนเอง

วันเวลาผ่านไป ต้นไม้ทั้งเก้าก็เติบโตขึ้นอย่างงดงาม ลำต้นตั้งตรง ใบเขียวชอุ่ม และแผ่กิ่งก้านราวกับจะโอบอุ้มท้องฟ้าไว้ พระราชาและพระราชินีดูแลต้นไม้เหล่านั้นด้วยความรักราวกับเป็นลูกของตนเอง และในคืนหนึ่งที่พระจันทร์เต็มดวง แสงเงินสาดส่องลงมายังสวนหลวง ต้นไม้ทั้งเก้าก็สั่นไหวเบา ๆ และจากรากไม้ก็มีเสียงหัวเราะของเด็กชายดังขึ้น

รุ่งเช้า พระราชินีพบเด็กชายเก้าคน นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้แต่ละต้น เด็ก ๆ เหล่านั้นมีใบหน้าอ่อนโยน ดวงตาเปล่งประกาย และเมื่อพระราชินีอุ้มพวกเขาขึ้นมา ก็รู้ทันทีว่านี่คือคำตอบจากฟ้า

หลายปีผ่านไป เด็กชายทั้งเก้าคนเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีคุณธรรม พวกเขาไม่เพียงเป็นเจ้าชาย แต่เป็นบุตรแห่งต้นไม้ที่พระราชินีปลูกด้วยความรัก ความอดทน และความศรัทธาในธรรมชาติ พี่ชายทั้งเก้าต่างมีนิสัยแตกต่างกันไป บางคนเงียบขรึม บางคนร่าเริง บางคนชอบเรียนรู้ บางคนชอบออกเดินทาง แต่ทุกคนล้วนมีหัวใจที่อ่อนโยนและเคารพในผู้ให้กำเนิด

พระราชาและพระราชินีทรงปลื้มปีติในลูกชายทั้งเก้า แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังรู้สึกว่า “ยังมีบางสิ่งที่ยังไม่ครบ” ราวกับเสียงของต้นไม้ยังไม่เงียบลงเสียทีเดียว และแล้ว ในคืนหนึ่งที่สายลมพัดผ่านสวนหลวงอย่างแผ่วเบา พระราชินีทรงฝันเห็นขวานเล็ก ๆ วางอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ขวานนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อฟันต้นไม้ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแยกตัว การตัดใจ และการเลือกด้วยตนเอง

รุ่งเช้า พระราชินีเล่าความฝันให้พระราชาฟัง และในวันนั้นเอง เด็กชายคนที่สิบก็ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่การถือกำเนิดจากต้นไม้ แต่จากความตั้งใจของพระราชินีที่จะ “ให้กำเนิดด้วยหัวใจของตนเอง” เด็กชายผู้นั้นมีนามว่า โทปอร์โก (Toporko) ซึ่งหมายถึง “ขวานเล็ก” ในภาษาของชาวแคว้น

โทปอร์โกเติบโตขึ้นมาอย่างแตกต่างจากพี่ชายทั้งเก้า เขาไม่ได้มีต้นไม้เป็นที่มา แต่มีความตั้งใจของแม่เป็นรากฐาน เขาเป็นเด็กที่เงียบขรึม ชอบฟังเสียงลม และมักตั้งคำถามกับสิ่งที่คนอื่นมองข้าม เขาไม่ได้แข็งแรงที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเทียบได้ นั่นคือ…ความสามารถในการฟังสิ่งที่ไม่มีเสียง และเข้าใจสิ่งที่ไม่มีคำพูด

เมื่อโทปอร์โกโตขึ้นจนถึงวัยหนุ่ม เขาเริ่มสังเกตว่าพี่ชายทั้งเก้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มห่างเหินจากธรรมชาติ ไม่ออกไปดูแลต้นไม้เหมือนเคย และบางคนเริ่มพูดถึงการออกเดินทางไปยังดินแดนอื่นเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต พระราชาและพระราชินีทรงเป็นห่วง แต่ก็ไม่อาจห้ามปรามได้ เพราะการเติบโตคือการเลือกด้วยตนเอง

และแล้ววันหนึ่ง พี่ชายทั้งเก้าก็ออกเดินทางโดยไม่บอกลา พวกเขาเดินทางไปยังทิศต่าง ๆ และหายไปจากแคว้นอย่างไร้ร่องรอย พระราชินีทรงเฝ้ารอด้วยความหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน ความหวังก็เริ่มกลายเป็นความเงียบ พระราชาเองก็ทรงเศร้า และเริ่มหลีกเลี่ยงสวนหลวงที่เคยเป็นที่รวมของครอบครัว

โทปอร์โกไม่พูดอะไร แต่เขาเริ่มเดินไปยังต้นไม้ทั้งเก้าในทุกเช้า เขาแตะลำต้นเบา ๆ ฟังเสียงใบไม้ และเฝ้ารอคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีเสียง วันหนึ่ง เขากล่าวกับพระราชาว่า “ข้าจะออกเดินทางตามหาพี่ชายทั้งเก้า ไม่ใช่เพื่อพาพวกเขากลับมา แต่เพื่อฟังว่าพวกเขาได้ยินอะไรบ้างระหว่างทาง”

พระราชาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า และมอบขวานเล็กที่พระราชินีเคยฝันถึงให้แก่โทปอร์โก พร้อมคำพูดเพียงประโยคเดียว “จงฟังให้ลึกกว่าที่ข้าเคยฟัง”

……

โทปอร์โก (Toporko) ออกเดินทางในยามเช้าตรู่ โดยมีเพียงขวานเล็กที่พระราชาทรงมอบให้ และเสียงของต้นไม้ในใจเป็นเพื่อนร่วมทาง เขาไม่ได้เร่งรีบ แต่เดินอย่างมั่นคงผ่านทุ่งหญ้า ลำธาร และหมู่บ้านที่เงียบงัน เขาไม่ถามใครถึงทางไปยังพี่ชายทั้งเก้า เพราะเขารู้ดีว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในถ้อยคำของมนุษย์ แต่อยู่ในเสียงที่ไม่มีใครฟัง

หลายวันผ่านไป เขาเข้าสู่ป่าที่ลึกและเงียบที่สุดในแคว้น ป่าแห่งนี้ไม่เหมือนป่าใดที่เขาเคยพบ มันไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงลม มีเพียงความนิ่งที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกใบไม้ ทุกกิ่งไม้ดูเหมือนจะหยุดหายใจ และแสงแดดก็ไม่อาจส่องผ่านลงมาได้เต็มที่ โทปอร์โกรู้ทันทีว่าเขาได้เข้าสู่ “ป่าแห่งการลืม” สถานที่ที่พี่ชายทั้งเก้าหายไป

เขาเดินต่อไปโดยไม่ลังเล และในค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงเบา ๆ ก็แว่วขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้เคียง เป็นเสียงของเด็กชายคนหนึ่งที่พูดกับต้นไม้ว่า “ทำไมข้าจำบ้านไม่ได้เลย” โทปอร์โกลุกขึ้นและเดินไปยังต้นไม้ต้นนั้น เขาพบชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่คนเดียว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า แต่ในดวงตายังมีประกายบางอย่างที่ไม่ดับสูญ

“เจ้าคือหนึ่งในพี่ชายของข้าใช่ไหม” โทปอร์โกถามเบา ๆ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ “ข้าเคยเป็น…แต่ข้าจำไม่ได้แล้วว่าข้าเคยเป็นใคร” โทปอร์โกไม่ตอบ แต่หยิบขวานเล็กขึ้นมา และแตะเบา ๆ ที่ลำต้นของต้นไม้ใกล้ตัวชายหนุ่ม เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของเขา มันเป็นเสียงที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า “เขายังอยู่…เขายังฟังได้”

วันต่อมา โทปอร์โกเดินลึกเข้าไปในป่า และพบพี่ชายอีกคนในลำธารที่นิ่งสนิท อีกคนในถ้ำที่มีแสงจันทร์ลอดผ่าน อีกคนในทุ่งหญ้าที่ไม่มีดอกไม้ และอีกคนในเงาของต้นไม้ที่ไม่เคยสั่นไหว เขาพบพี่ชายทีละคน ไม่ใช่ด้วยการตามหา แต่ด้วยการฟัง เมื่อเขาแตะขวานเล็กลงบนพื้นดินหรือกิ่งไม้ใกล้ตัวพี่ชายแต่ละคน เสียงของความทรงจำก็เริ่มกลับมาอย่างช้า ๆ

พี่ชายทั้งเก้าไม่ได้ถูกคำสาปให้ลืมเพราะความผิด แต่เพราะพวกเขาเลือกที่จะละทิ้งเสียงของต้นไม้ เลือกที่จะเติบโตโดยไม่ฟังสิ่งที่เคยดูแลพวกเขา และเมื่อพวกเขาหลงทางในป่าแห่งการลืม เสียงของธรรมชาติก็เงียบลงจากใจของพวกเขา

โทปอร์โกไม่ได้ตำหนิพี่ชาย แต่เขาเลือกที่จะฟังแทน เขาไม่พยายามปลุกพวกเขาด้วยคำพูด แต่ด้วยการอยู่เคียงข้าง และแตะขวานลงบนสิ่งที่เคยมีชีวิต

……..

การที่โทปอร์โก (Toporko) ได้พบพี่ชายทั้งเก้าคนในป่าแห่งการลืม เขาไม่ได้พยายามพาพวกเขากลับบ้านทันที หากแต่เลือกอยู่เคียงข้างพวกเขาอย่างเงียบ ๆ เขาใช้เวลาหลายวันในแต่ละที่ ฟังเสียงของต้นไม้ที่พี่ชายเคยเติบโตจากมัน และแตะขวานเล็กลงบนรากไม้ที่ยังคงเต้นเบา ๆ ใต้ดิน

พี่ชายแต่ละคนเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพราะถูกปลุกด้วยเวทมนตร์ แต่เพราะความเงียบของโทปอร์โกทำให้พวกเขาเริ่มฟังอีกครั้ง พวกเขาเริ่มจำได้ว่าตนเคยมีบ้าน เคยมีแม่ที่ปลูกต้นไม้ด้วยมือเปล่า เคยมีพ่อที่เฝ้าดูการเติบโตของพวกเขาอย่างเงียบ ๆ และเคยมีน้องชายที่เกิดจากความตั้งใจ ไม่ใช่จากรากไม้

เมื่อความทรงจำกลับคืนมา พี่ชายทั้งเก้าก็รวมตัวกันอีกครั้งใต้ต้นไม้ใหญ่กลางป่า โทปอร์โกยืนอยู่ตรงกลาง และกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มาพาเจ้ากลับบ้าน ข้ามาเพื่อให้เจ้ารู้ว่าเจ้ามีบ้านอยู่ในใจเสมอ” พี่ชายทั้งเก้ามองหน้ากัน และในแววตาของพวกเขามีประกายของต้นไม้ที่เคยเติบโตจากความรัก

ในคืนหนึ่งที่พระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง แสงเงินสาดส่องลงมายังพื้นดินที่พี่น้องทั้งสิบยืนอยู่ เสียงของต้นไม้ดังขึ้นในใจของทุกคน เสียงที่เคยเงียบไปนาน เสียงที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นความรู้สึกว่า “เจ้ากลับมาแล้ว”

พี่ชายทั้งเก้าก้มลงแตะพื้นดิน และโทปอร์โกก็วางขวานเล็กลงบนรากไม้ที่เขาเคยฟัง เสียงของป่าเปลี่ยนไป ลมเริ่มพัด ใบไม้เริ่มสั่น และแสงจันทร์ก็สว่างขึ้นราวกับจะโอบอุ้มทุกชีวิตไว้ในอ้อมแขน

รุ่งเช้าในวันถัดมา พี่น้องทั้งสิบออกเดินทางกลับสู่แคว้นของตน ไม่ใช่ด้วยความเร่งรีบ แต่ด้วยความสงบ พวกเขาเดินผ่านทุ่งหญ้า ลำธาร และหมู่บ้านที่เคยเงียบงัน แต่ครั้งนี้ ทุกสิ่งดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อพวกเขามาถึงวัง พระราชาและพระราชินีออกมาต้อนรับด้วยน้ำตาแห่งความสุข พระราชินีทรงแตะใบหน้าของลูกชายแต่ละคน และกล่าวว่า “เจ้าคือผลของต้นไม้ที่ข้าเคยปลูกด้วยมือเปล่า และเจ้าคือผลของหัวใจที่ข้าเคยตั้งใจให้เกิดขึ้น” โทปอร์โกยิ้มโดยไม่กล่าวอะไร เพราะเขารู้ดีว่า คำพูดไม่อาจแทนเสียงของต้นไม้ได้

จากวันนั้นเป็นต้นมา พี่น้องทั้งสิบไม่ได้เป็นเพียงเจ้าชาย แต่เป็นผู้ดูแลต้นไม้ทั้งเก้าในสวนหลวง พวกเขาไม่เพียงเฝ้าดูการเติบโต แต่ฟังเสียงของใบไม้ ลมหายใจของดิน และความเงียบของรากไม้ที่ยังคงเต้นอยู่ใต้พื้นดิน

และนิทานเรื่องนี้ก็ถูกเล่าขานต่อไปในหมู่บ้านและแคว้นต่าง ๆ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า การเติบโตไม่ใช่การออกเดินทางเพียงอย่างเดียว หากแต่คือการฟังสิ่งที่เคยดูแลเรา และกลับคืนสู่รากที่ไม่เคยหายไป

จบบริบูรณ์.

บทตาม: (จากนิทานนำบุญ)

นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าชายสิบคน แต่คือเรื่องของการฟังสิ่งที่ไม่มีเสียง และการกลับคืนสู่รากเหง้าที่เคยดูแลเราอย่างเงียบ ๆ

โทปอร์โกเป็นเจ้าชายที่เกิดจากความตั้งใจของแม่ ไม่ใช่จากต้นไม้เหมือนพี่ชายทั้งเก้า เขาไม่พูดมาก แต่ฟังเก่ง ฟังเสียงลม เสียงใบไม้ และเสียงในใจของคนที่หลงทาง เขาไม่ได้ออกเดินทางเพื่อพาพี่ชายกลับบ้าน แต่เพื่อฟังว่าแต่ละคนได้ยินอะไรบ้างระหว่างทาง

บางครั้ง เราอาจไม่ต้องพูดเยอะ แค่ฟังด้วยหัวใจ ก็อาจช่วยให้คนที่เรารักรู้สึกดีขึ้นได้ นิทานเรื่องนี้อยากบอกเราว่า…การเติบโตไม่ใช่แค่การออกเดินทาง แต่คือการฟังสิ่งที่เคยดูแลเรา และจำไว้ว่าบ้าน…อาจอยู่ในใจเราตลอดเวลา แม้เราจะลืมไปชั่วคราว.

Posted in นิทานหมา, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

เรื่องเล่าของเจ้าหมูอ้วน : นิทานเพื่อนแท้ที่ถูกลืม

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน สัตว์เลี้ยงยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนความหมายของคำว่า “รักแท้” สำหรับหลายครอบครัว สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อนเล่น แต่คือสมาชิกในบ้าน ผู้เฝ้ารอ ผู้ฟังเงียบ ๆ และผู้มอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

โดยเฉพาะ “หมา” สัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความภักดีและความเสียสละ มันไม่สนว่าเราจะยุ่งแค่ไหน ไม่สนว่าเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ขอแค่ได้อยู่ใกล้ ๆ ได้เฝ้าดู ได้รอคอย… ก็เพียงพอแล้วสำหรับหัวใจดวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความรัก

สำหรับเด็ก ๆ การมีสัตว์เลี้ยงคือการเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ความอ่อนโยน และความผูกพันที่ไม่ต้องใช้คำพูด สัตว์เลี้ยงสอนให้เด็กรู้จักการดูแลผู้อื่น รู้จักความเศร้าเมื่อใครบางคนเจ็บป่วย และรู้จักความสุขจากการได้เห็นใครบางคนฟื้นกลับมา

แต่ในบางครั้ง… เมื่อความสนใจของเด็กเปลี่ยนไป เมื่อของใหม่เข้ามาแทนที่ สัตว์เลี้ยงที่เคยเป็นโลกทั้งใบก็อาจถูกมองข้าม ถูกลืม ถูกปล่อยให้เฝ้ารออยู่เงียบ ๆ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความรักจะกลับมา

นิทานเรื่องนี้คือบทบันทึกของ “เพื่อนแท้” ผู้ไม่เคยหายไปจากหัวใจ แม้จะถูกลืมไปจากสายตา…

ผมชื่อ “หมูอ้วน” ผมเป็นหมาของน้องพี ตอนที่ผมเป็นเด็ก น้องพีคอยดูแลผมไม่เคยห่าง เรากินข้าวด้วยกัน นอนด้วยกัน และเล่นสนุกด้วยกัน น้องพีรักผมมาก ส่วนผมก็รักน้องพีสุดหัวใจ

เมื่อน้องพีโตขึ้น ผมก็โตขึ้นด้วย ตอนนี้…ผมไม่ใช่ลูกหมาแล้วนะ แต่ผมเป็นหมาหนุ่มที่แข็งแรงไม่ใช่เล่น ผมคอยเฝ้าบ้านให้น้องพีทุก ๆ คืน ส่วนน้องพีก็ยุ่งกับการบ้านจนเราไม่ค่อยได้เล่นกันสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม…ผมก็ยังรักน้องพีไม่มีเปลี่ยน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อซื้อหมาหุ่นยนต์มาให้น้องพีเป็นของขวัญวันเกิด น้องพีตื่นเต้นมากเพราะหมาหุ่นยนต์ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวและส่งเสียงโต้ตอบได้ราวกับมันมีชีวิต ผมดีใจที่เห็นน้องพีมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน…ผมก็กลัวว่าน้องพีอาจลืมผมไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง

นับจากวันนั้น น้องพีก็รีบทำการบ้านเพื่อที่จะได้มีเวลาเล่นกับหมาหุ่นยนต์ให้มากที่สุด น้องพีสนุกกับการป้อนข้อมูลให้หมาหุ่นยนต์ทำนู่นทำนี่ เจ้าหมาหุ่นยนต์ชอบหมุนตัวไปรอบ ๆ และเห่าด้วยเสียงประหลาด น้องพีมักจะหัวเราะเมื่อได้เห็น แต่พอผมแกล้งหมุนตัวและเห่าบ้าง น้องพีกลับทำหน้าเบื่อ ๆ แล้วเอาหมาหุ่นยนต์ขึ้นไปเล่นในห้องนอนโดยไม่ให้ผมตามไปด้วย น้องพีหลงเจ้าหมาหุ่นยนต์จนลืมหมาที่มีหัวใจอย่างผมไปเสียแล้ว!

ผมร้องไห้อยู่หลายวันจนไม่มีน้ำตาจะไหล ในที่สุด ผมก็เริ่มทำใจได้และรู้ตัวดีว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังคงรักน้องพีไม่มีเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงยอมอยู่ห่างจากน้องพีและตั้งใจที่จะเฝ้าบ้านให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องน้องพีให้นอนหลับฝันดีทุก ๆ คืน

แต่แล้วคืนหนึ่ง (ซึ่งเป็นคืนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน) จู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าปีนกำแพงเข้ามาและแอบลอบเข้าไปในตัวบ้าน ผมตกใจมากเพราะไม่เคยเผชิญหน้ากับโจรเช่นนี้มาก่อน แต่ทันทีที่ผมได้ยินเสียงร้องให้ช่วยของน้องพี ผมก็ได้สติและรีบกระโจนเข้าไปในบ้านอย่างเร็วจี๋

เมื่อผมวิ่งขึ้นบันไดไปจนถึงห้องของน้องพี สิ่งที่ผมเห็นก็คือน้องพีกำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียงโดยมีเจ้าโจรร้ายยืนขวางประตูพร้อมกับถือมีดเงาวับอยู่ในมือ

เสี้ยววินาทีนั้น…ผมกลัวจนตัวสั่น แต่เพราะผมรักน้องพียิ่งกว่าชีวิต ผมจึงตัดสินใจกระโดดเข้ากัดเจ้าโจรร้ายอย่างสุดแรงเกิด

แม้เจ้าโจรจะเจ็บและทำมีดหลุดมือ แต่มันก็ยังมีพิษสงรอบตัว เจ้าโจรทั้งทุบทั้งถีบผมเพื่อให้ผมปล่อยมันออกจากคมเขี้ยว ผมถูกโจรทำร้ายจนสะบักสะบอมไปหมด แต่เพื่อปกป้องน้องพีที่ผมรัก ผมจึงยอมสู้ตายถวายชีวิต

และแล้ว…โชคดีก็เป็นของผม เพราะก่อนที่ผมจะหมดแรงเฮือกสุดท้าย คุณพ่อกับคุณแม่ของน้องพีก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าโจรตกใจและรีบเผ่นหนีไปในทันที

เมื่อคุณพ่อกับคุณแม่เข้ามาเห็นสภาพภายในห้อง ท่านทั้งสองก็รีบโผเข้ากอดน้องพีที่ได้แต่ร้องไห้และชี้มือมาที่พื้น คุณพ่อมองเห็นหมาหุ่นยนต์ที่พังยับเยินอยู่ตรงนั้น ท่านจึงปลอบน้องพีว่าจะซื้อหมาหุ่นยนต์ให้ใหม่ แต่น้องพีไม่เอา น้องพีกลับร้องไห้ฟูมฟายพร้อม ๆ กับร้องเรียกชื่อผมไม่ยอมหยุด!ในตอนนั้น ผมดีใจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ น้องพียังห่วงผม น้องพียังจำหมาอย่างผมได้ ผมดีใจได้สักพัก แล้วภาพต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ มืดหายไปจนหมด

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในร้านหมอโดยมีน้องพีคอยลูบตัวของผมเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง คุณหมอรักษาผมเป็นอย่างดี ท่านยืนยันว่าผมจะต้องหายเป็นปกติได้แน่ ๆ

เมื่อกลับมาถึงบ้าน น้องพีเฝ้าดูแลผมเหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมอบอุ่นใจมากเมื่อน้องพีกอดผมเอาไว้ในอ้อมแขน และผมมีความสุขเหลือเกินเมื่อน้องพีบอกผมว่า ขอโทษนะเจ้าหมูอ้วน ฉันจะไม่ลืมเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันอีกแล้ว

ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนวิเศษของน้องพี ผมจะต้องหายให้เร็วที่สุดเพราะผมไม่อยากให้น้องพีต้องเป็นห่วง

หลังจากนั้นไม่นาน…ผมก็ค่อย ๆ หายวันหายคืนจนแข็งแรงเหมือนเก่าไม่มีผิด ส่วนน้องพีก็ไม่เคยลืมเพื่อนสี่ขาที่แสนดีอย่างผมอีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก, เด็ก

รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ : นิทานเด็กแฟนตาซีแฝงข้อคิดเรื่องความเมตตา

นิทานธรรมะก่อนนอนเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” เป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งขึ้นหลังจากเริ่มปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ในช่วงแรกที่ยังสับสน ท่านได้เตือนสติผมว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้”

คำสอนนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยกิเลส ความโลภ ความโกรธ และความหลงที่คอยยั่วยุ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือกลับมามีสติและรักษาหัวใจที่ดีงามเสมอ

เมื่อได้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง ผมจึงตระหนักถึงคุณค่าของคำสอนนี้ และอยากถ่ายทอดออกมาเป็น นิทานเด็กแฟนตาซีสอนใจ ที่แฝงข้อคิดเรื่องความรัก เมตตา และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง นิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็น นิทานก่อนนอนสอนใจเด็ก ๆ ให้เรียนรู้การเจริญสติและเห็นความสำคัญของหัวใจที่ดีงาม

ผมหวังว่าเรื่องราวผจญภัยในนิทานธรรมะก่อนนอนเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะการนำไปใช้เล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังความรัก ความเมตตา และการรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ตลอดไป

มาอ่านนิทานเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มียักษ์ใจร้ายตนหนึ่งบุกมาที่พระราชวังของพระราชินีและเจ้าชายองค์น้อยที่มีกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก ยักษ์จับตัวพระราชินีไป เจ้าชายองค์น้อยอยากช่วยแม่ พระองค์จึงปรึกษาแม่นม จนทราบว่าโอกาสเอาชนะยักษ์เป็นเรื่องที่ยากมาก ยกเว้นเจ้าชายจะนำดาบต้องห้ามไปใช้ในการต่อสู้

ดาบต้องห้ามเป็นดาบวิเศษที่สามารถใช้ฟันอะไรให้ขาดก็ได้แม้กระทั่งดวงอาทิตย์! ซึ่งหลังจากใช้ดาบครบ 3 ครั้งดาบก็จะสลายไป แต่ในดาบต้องห้ามมีวิญญาณร้ายที่ชอบยุให้นำดาบไปใช้ทำเรื่องเลวร้าย พระราชินีผู้มักสอนให้เจ้าชาย“รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” จึงไม่เคยคิดใช้ดาบเล่มนี้เลย

เจ้าชายตัดสินใจนำดาบไปช่วยแม่ โดยเจ้าชายสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะใช้ดาบอย่างระมัดระวังและรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ดังคำที่แม่พร่ำสอน

เมื่อเจ้าชายเดินทางเข้าป่า พระองค์พบราชสีห์หิมะถูกเถาวัลย์อาคมของยักษ์รัดตัวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ เมื่อเจ้าชายเห็นราชสีห์ พระองค์ก็เงื้อดาบเตรียมฟัน วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันราชสีห์ให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

เจ้าชายฟันดาบฉับเดียว ราชสีห์หลับตาปี๋ แต่ดาบไม่โดนตัวราชสีห์เลยแม้สักนิด มันตัดเถาวัลย์ขาดหมด ทำให้ราชสีห์เป็นอิสระ ราชสีห์จึงอาสาพาเจ้าชายไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทของยักษ์ใจร้าย

เมื่อราชสีห์พาเจ้าชายไปถึงตีนเขา ราชสีห์ให้เจ้าชายเดินทางขึ้นไปบนภูเขาเอง เพราะทางเดินเล็กเกินกว่าที่ราชสีห์จะเดินขึ้นไปได้ ระหว่างทาง เจ้าชายพบทหารยามที่ถูกยักษ์ใจร้ายใช้เวทมนตร์บงการให้คอยทำร้ายคนที่บุกขึ้นมาบนภูเขา เมื่อเหล่าทหารเห็นเจ้าชาย พวกเขาก็หยิบอาวุธตรงเข้ามาหมายจะทำร้าย เจ้าชายเงื้อดาบขึ้น วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันทหารให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงใช้ดาบฟันมนตร์ดำที่ครอบคลุมร่างของทหารเหล่านั้นและทำให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นอิสระ

ผู้คนเหล่านั้นเดิมเคยทำงานอยู่ในปราสาทของเจ้ายักษ์ แต่ก่อนยักษ์ใจร้ายไม่เคยทำร้ายใคร จนกระทั่งแม่ของยักษ์มีเนื้อร้ายงอกขึ้นมาเกาะกินหัวใจ เจ้ายักษ์จึงเริ่มเครียด, มีอารมณ์ฉุนเฉียวและค้นตำราจนพบว่าต้องจับพระราชินี 100 องค์มาต้มเป็นยา แม่ยักษ์จึงจะหายจากอาการป่วย

นอกจากนี้ ผู้คนที่เคยทำงานในปราสาทของยักษ์ ยังบอกเจ้าชายว่า คุกที่ขังพระราชินีอยู่ที่ด้านล่างของปราสาท ส่วนห้องนอนของยักษ์กับแม่ยักษ์อยู่ที่หอคอยด้านบน ผู้คนเหล่านั้นแนะนำให้เจ้าชายใช้ดาบฟันกุญแจคุก เพราะมันเป็นกุญแจที่ไม่มีใครไขได้นอกจากเจ้ายักษ์ แต่วิญญาณร้ายในดาบกลับยุให้เจ้าชายเอาดาบไปฆ่ายักษ์

เจ้าชายลังเลใจอยู่ชั่วขณะ พลันเจ้าชายได้ยินเสียงของแม่เตือนให้พระองค์รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทของยักษ์ และทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดคาด

เจ้าชายไม่เดินลงไปที่คุก แต่กลับขึ้นบันไดไปยังหอคอยด้านบน วิญญาณร้ายดีใจที่ยุเจ้าชายได้สำเร็จ

แต่เมื่อไปถึงชั้นบน แทนที่เจ้าชายจะเข้าไปในห้องนอนของยักษ์ พระองค์กลับเลี้ยวไปยังห้องแม่ของยักษ์ จากนั้น เงื้อดาบฟันฉับไปเพียงครั้งเดียว

ดาบของเจ้าชายตัดเอา “เนื้อร้าย” ที่เกาะกินหัวใจแม่ยักษ์ โดยร่างกายของแม่ยักษ์ไม่ได้รับอันตรายเลยแม้สักนิด ใช่แล้ว เจ้าชายไม่ได้ทำร้ายแม่ยักษ์ พระองค์ทรงช่วยเหลือแม่ยักษ์และยังคงรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้

เช้าวันต่อมา ยักษ์ใจร้ายตื่นนอนด้วยความแปลกใจ เพราะแม่ยักษ์เดินมาลูบศีรษะของมัน แล้วเล่าเรื่องที่เจ้าชายเลือกไม่ช่วยแม่ของตัวเอง, เลือกไม่ทำร้ายยักษ์ผู้เป็นศัตรู แต่เลือกรักษาแม่ของศัตรูที่ป่วยให้ลูกชายฟัง จากนั้น แม่ยักษ์ก็บอกลูกชายว่า “ลูกจำได้ไหม…แม่เองก็เคยบอกลูกเสมอ ให้รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ ลูกลืมไปแล้วหรือเปล่า”

ยักษ์ใจร้ายรู้สึกผิดที่มันลืมสิ่งที่แม่สอน

ยักษ์ผู้สำนึกผิดมองเจ้าชายองค์น้อยแล้วรีบขอโทษเจ้าชายทันที จากนั้น มันก็ปล่อยพระราชินีออกจากคุก แล้วพาทุกคนกลับไปส่งที่เมืองอย่างไม่รอช้า

พระราชินีดีใจที่รอดชีวิต แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ พระองค์ดีใจที่เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

แม่ทุกคนก็คงต้องการเพียงเท่านี้ ต้องการให้ลูกรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้ลูกของแม่เป็นที่รักของคนทุกคนตลอดไป

#นิทานนำบุญ

…………………….