Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสะท้อนใจ

สัญญาปีศาจกับความรักของแม่ : นิทานสอนใจที่อาจทำให้คุณเสียน้ำตา

วันนี้ ตรงกับวันที่ 8 กันยายน 2568 ผมได้ดูคลิปข่าวของนักมวยชื่อ “ชาโด้ สิงห์มาวิน” แล้วได้ยินเขาพูดว่า “ผมไม่ได้แข็งแกร่ง เพราะคนที่แข็งแกร่งจริง ๆ คือแม่ของผม” ผมนิ่งไปนานมาก คำพูดที่ได้ฟัง มันสะเทือนใจจนผมรู้สึกว่า…อยากเขียนนิทานสักเรื่องเพื่อบอกโลกว่า ความรักของแม่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

มาอ่านนิทานเรื่อง “สัญญาปิศาจกับความรักของแม่” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แห้งแล้งกลางหุบเขา มีแม่ลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเก่า พวกเขายากจนมาก ต้องขุดหัวมันไปขายเป็นรายได้หลัก แม้แดดจะแผดเผา หรือฝนจะตกหนักเพียงไร แม่ก็ยังคงต้องออกไปขุดดินเก็บมันด้วยมือเปล่า ส่วนลูกชายวัยสิบสองปีก็ได้แต่ช่วยแม่และเฝ้ามองแม่ของเขาด้วยความรักสุดหัวใจ

วันหนึ่ง เด็กชายล้มป่วยจากการทำงานกลางฝน แม่รีบหาผ้าห่มเก่า ๆ มาห่มตัวให้ลูก และพูดกับลูกอย่างอ่อนโยนว่า “พักเถอะลูก แม่จะไปทำงานเอง” จริง ๆ แล้ว ในวันนั้น แม่เองก็ป่วยมาก แม่ไอหนักจนยืนแทบไม่ไหว แต่เด็กชายเห็นแม่ทำท่าทางแข็งแรงเหมือนปกติ แล้วลุกขึ้นคว้าจอบออกไปขุดมันต่อ เพราะแม่รู้ดีว่า หากเธอหยุดทำงาน ลูกจะไม่มีข้าวกิน

คืนแล้วคืนเล่า เด็กชายเริ่มฝึกฝนร่างกายด้วยตนเอง เขาวิ่งรอบหมู่บ้าน ยกหินแทนตุ้มน้ำหนัก ฝึกหมัดและเท้าด้วยความมุ่งมั่น เขาอยากแข็งแกร่ง เพื่อสักวัน เขาจะได้ทำงานและปกป้องแม่จากความเหนื่อยยากที่ไม่เคยปรานีใคร

คืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งเหม่อมองฟ้า ปิศาจตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด มันมีร่างสูงใหญ่ ดวงตาแดงฉาน และมีเสียงแหบต่ำที่เย็นยะเยียบ “เจ้าหนุ่ม หากเจ้าขายวิญญาณให้ข้า ไปเป็นนักรบให้ข้า ข้าจะให้แม่เจ้าอยู่สุขสบาย มีบ้านใหม่ มีเงินทอง ไม่ต้องทำงานอีกเลย” เด็กชายลังเล แต่เมื่อปิศาจพูดเสริมว่า “แต่หากเจ้าปฏิเสธหรือผิดสัญญา ข้าจะเอาชีวิตของแม่เจ้าไป” เด็กชายห่วงแม่ เขาจึงยอมตกลงรับข้อเสนอของปิศาจ

รุ่งเช้า แม่ตื่นขึ้นมาในบ้านหลังใหม่ มีอาหารเต็มโต๊ะ และเงินทองมากมาย เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนลูกชายก็หายไปจากหมู่บ้าน โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปที่ไหน

หลายปีผ่านไป เด็กชายเติบโตเป็นชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาเป็นนักรบของปิศาจ ยึดครองเมืองต่าง ๆ ด้วยพลังที่ไม่มีใครต้านได้ ชื่อของเขากลายเป็นตำนาน ทุกเมืองที่เขาไปเยือนล้วนตกอยู่ในเงื้อมมือของปิศาจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ปิศาจหมายจะยึดเมืองสุดท้ายที่ยังไม่ยอมจำนน มันส่งชายหนุ่มไปเป็นตัวแทนในการประลอง พระราชาแห่งเมืองนั้นกลุ้มใจมาก เพราะไม่มีใครกล้าสู้กับนักรบไร้พ่ายผู้นี้เลยสักคน จนมีนักสู้ลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาสวมผ้าคลุมจากหัวจรดเท้า เสียงแหบพร่า เขากล่าวว่า “ข้าขออาสาสู้เพื่อเมืองนี้”

เมื่อถึงวันประลอง เวทีถูกตั้งกลางลานหลวง ชายหนุ่มขึ้นเวทีด้วยท่าทีสง่างาม ปิศาจหัวเราะเยาะนักสู้ตัวเล็กที่เดินขึ้นมาบนเวทีอย่างช้า ๆ พร้อมกับเสื้อคลุมที่ปิดบังใบหน้าและร่างกายเอาไว้ “เมืองนี้คงหมดหวังแล้ว” มันกล่าวอย่างเย้ยหยัน

เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น นักสู้ลึกลับเดินเข้าหาชายหนุ่มอย่างสุขุม เมื่อเข้าใกล้ เขายื่นมือจับไหล่ทั้งสองข้างของชายหนุ่ม ชายหนุ่มมองหน้าคู่ต่อสู้ที่อยู่ใต้เสื้อคลุม จากนั้น เขาก็ยืนนิ่ง ร่างกายสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตารินไหลเหมือนโลกแตกสลาย สามวินาทีต่อมา เขาก็ทรุดลงกับพื้น เหมือนคนเข่าอ่อนที่ไร้เรี่ยวแรง

ปิศาจตกใจสุดขีด มันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “เจ้ามีเวทมนตร์อะไร” มันตะโกนลั่น “ข้าขอยกเลิกสัญญา! เขาไม่ใช่พวกข้าอีกต่อไป! ข้าไม่เกี่ยวข้องกับเขาแล้ว! อย่าเอาชีวิตของข้าเลย” เมื่อพูดจบ ปิศาจก็รีบหายตัวไปในเงามืด โดยทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง

เมื่อปิศาจจากไป นักสู้ลึกลับจึงย่อตัวลงไปที่ชายหนุ่ม เสื้อคลุมที่ปกปิดใบหน้าค่อยๆ หลุดลง เผยให้เห็นใบหน้าที่ชายหนุ่มเฝ้าคิดถึงทุกคืนวัน

ใช่แล้ว…นักสู้ลึกลับก็คือแม่ของเขาเอง แม่ที่เคยขุดมันกลางฝน แม่ที่ไม่เคยพักแม้จะป่วยหนัก

ชายหนุ่มโผเข้ากอดแม่ด้วยความรักสุดหัวใจ เขาน้ำตาไหลไม่หยุด “แม่…ผมคิดถึงแม่เหลือเกิน” เขาร้องไห้ “ผมไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลย เพราะคนที่แข็งแกร่งจริง ๆ คือแม่ของผม แม่ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผม ผมรักแม่ ผมคิดถึงแม่”

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ได้กลับมาอยู่ดูแลแม่อีกครั้ง และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงด้วยดี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักของแม่คือความรักอันยิ่งใหญ่
  • คนที่แข็งแกร่งที่สุด อาจไม่ใช่คนที่มีพละกำลังมากที่สุด

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานความรัก, นิทานแอนเดอร์เซน

เงือกน้อย | นิทานรักอมตะจากแอนเดอร์เซน ฉบับเรียบเรียงใหม่อย่างอ่อนโยน

นิทานเรื่อง เงือกน้อย (The Little Mermaid) ไม่ใช่นิทานพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาโดยปากเปล่า หากแต่เป็นผลงานที่แต่งขึ้นโดยตรงจากปลายปากกาของ Hans Christian Andersen นักเขียนชาวเดนมาร์กผู้มีชื่อเสียงระดับโลกในศตวรรษที่ 19 นิทานเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1837 และกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขา ด้วยโครงเรื่องที่ลึกซึ้งและการเล่าเรื่องที่ผสมผสานความงาม ความเศร้า และความเสียสละอย่างงดงาม

ในโลกวรรณกรรมสำหรับเด็ก นักเขียนนิทานที่สร้างเรื่องขึ้นใหม่โดยไม่อิงนิทานพื้นบ้านมีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับนักรวบรวม เช่น Jacob และ Wilhelm Grimm หรือ Charles Perrault ที่นำเรื่องเล่าพื้นบ้านมาดัดแปลงและเรียบเรียงใหม่ Andersen จึงโดดเด่นในฐานะนักเล่าเรื่องที่สร้างโลกนิทานของตนเองขึ้นมา โดยไม่พึ่งพาตำนานเก่า เขาเขียนนิทานกว่า 150 เรื่อง ซึ่งหลายเรื่องกลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่ยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

ต้นฉบับของ เงือกน้อย มีความยาวประมาณ 12–15 หน้า ขึ้นอยู่กับการจัดรูปแบบและการแปล แม้จะไม่ใช่นิทานสั้นแบบที่เล่าให้เด็กฟังก่อนนอน แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยเนื้อหาที่สะท้อนความเจ็บปวดของการเติบโต การเสียสละ และความรักที่ไม่สมหวัง ผู้อ่านในยุคนั้นมองว่าเป็นนิทานที่ “เศร้าเกินไปสำหรับเด็ก” แต่ก็ยอมรับว่าเป็นงานเขียนที่งดงามและลึกซึ้ง

เงือกน้อย กลายเป็นนิทานเกี่ยวกับเงือกที่โด่งดังที่สุดในโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานศิลปะ ภาพยนตร์ และวรรณกรรมอีกมากมาย แม้จะมีนิทานเกี่ยวกับเงือกในวัฒนธรรมอื่น เช่น “Rusalka” ในยุโรปตะวันออก หรือ “Jiaoren” ในจีน แต่ไม่มีเรื่องใดที่ได้รับการตีความและเผยแพร่ในระดับสากลเท่ากับ The Little Mermaid โดยเฉพาะเมื่อดิสนีย์นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1989 ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเงือกในวัฒนธรรมร่วมสมัย

นักวิชาการด้านวรรณกรรมเด็กมองว่า เงือกน้อย เป็นนิทานที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างความปรารถนาและข้อจำกัดของชีวิต โดยเฉพาะในบริบทของเพศหญิงและการเติบโต นักวิจารณ์บางคนตีความว่าเป็นเรื่องของการเสียสละตัวตนเพื่อความรัก ในขณะที่บางคนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญและความงามภายใน แม้จะมีการถกเถียงกันในเชิงสัญลักษณ์ แต่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า นิทานเรื่องนี้มีพลังทางอารมณ์และความงามทางภาษาอย่างลึกซึ้ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ใต้ท้องทะเลลึก มีวังแก้วที่แสนงดงามซ่อนอยู่ วังแห่งนั้นคือบ้านของราชาแห่งท้องทะเล และลูกสาวทั้งหกของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในลูกสาวคือเจ้าหญิงเงือกน้อย ผู้มีเสียงร้องเพลงไพเราะที่สุดในบรรดาพี่น้อง

เงือกน้อยเป็นเด็กเงียบขรึม ชอบฟังเรื่องราวจากโลกมนุษย์ที่ย่าของเธอเล่าให้ฟัง ย่าบอกว่า บนผิวน้ำมีท้องฟ้าสีฟ้า ดอกไม้หลากสี และมนุษย์ที่เดินด้วยขาแทนหางปลา เงือกน้อยฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย และหัวใจที่เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน

ตามธรรมเนียมของวังใต้ทะเล ลูกสาวของราชาจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นสู่ผิวน้ำเมื่ออายุครบสิบหกปี เงือกน้อยเฝ้ารอวันนั้นด้วยใจเต้นระรัว ทุกวันเธอว่ายน้ำขึ้นไปใกล้ผิวน้ำมากขึ้น ฝันถึงโลกที่เธอยังไม่เคยเห็น

เมื่อถึงวันเกิดปีที่สิบหก เงือกน้อยได้ขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นครั้งแรก ท้องฟ้าสีครามทอดยาวเหนือหัว คลื่นลมอ่อนโยนพัดผ่านผิวทะเล เธอรู้สึกเหมือนหัวใจลอยขึ้นไปพร้อมกับฟองคลื่น

ในคืนนั้น เธอเห็นเรือลำหนึ่งแล่นผ่าน มีเจ้าชายหนุ่มผู้สง่างามยืนอยู่บนดาดฟ้า เรือประดับด้วยธงและแสงไฟระยิบระยับ เป็นงานฉลองวันเกิดของเจ้าชาย เงือกน้อยหลบอยู่หลังโขดหิน มองเขาด้วยความหลงใหล

ทันใดนั้น พายุใหญ่ก็พัดมา เรือแตกกระจายกลางคลื่น เงือกน้อยรีบว่ายเข้าไปช่วยเจ้าชายที่หมดสติ เธอพาเขาขึ้นฝั่งอย่างอ่อนโยน แล้ววางเขาไว้ใกล้โบสถ์ ก่อนจะหลบซ่อนเมื่อมีหญิงสาวจากเมืองมาเจอเขาเข้า

เจ้าชายไม่รู้ว่าใครช่วยชีวิตเขา เงือกน้อยกลับลงสู่ทะเลด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักและความคิดถึง เธอไม่อาจลืมใบหน้าและรอยยิ้มของเขาได้เลย

จากวันนั้น เธอเงียบลง ไม่ร้องเพลง ไม่เล่นกับพี่น้องเหมือนเคย เธอเอาแต่คิดถึงโลกมนุษย์และเจ้าชายผู้ไม่รู้จักเธอ ย่าของเธอพยายามปลอบ แต่เงือกน้อยยังคงเฝ้าฝันถึงการได้อยู่เคียงข้างเขา

ในที่สุด เธอตัดสินใจไปหาแม่มดแห่งท้องทะเล เพื่อขอให้แม่มดช่วยเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นมนุษย์ แม่มดเตือนว่า หากเจ้าชายไม่รักเธอและแต่งงานกับหญิงอื่น หัวใจของเธอจะแตกสลาย และเธอจะกลายเป็นฟองคลื่น

เงือกน้อยยอมแลกเสียงอันไพเราะของเธอกับขาคู่งาม เธอดื่มน้ำยาวิเศษ และรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีดกรีดหางของเธอ เมื่อเธอตื่นขึ้น เธอก็กลายเป็นมนุษย์จริงๆ

เจ้าชายพบเธอบนชายหาด และประหลาดใจในความงามของเธอ แม้เธอจะพูดไม่ได้ แต่เจ้าชายก็พาเธอไปอยู่ในวังด้วยความเมตตา เธอเดินอย่างเจ็บปวดทุกครั้งที่ก้าว แต่เธอยิ้มเสมอเมื่ออยู่ใกล้เขา

เงือกน้อยเต้นรำอย่างงดงามในงานเลี้ยงของวัง แม้จะไม่มีเสียงร้อง แต่ทุกคนก็หลงใหลในท่วงท่าของเธอ เจ้าชายชื่นชมเธอมาก แต่ยังคงคิดถึงหญิงสาวที่เขาเชื่อว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตเขา

วันหนึ่ง เจ้าชายได้รับคำเชิญให้ไปเยี่ยมเจ้าหญิงจากอาณาจักรใกล้เคียง เมื่อเขาได้พบเธอ เขากลับเชื่อว่าเธอคือหญิงสาวที่ช่วยชีวิตเขา และตัดสินใจแต่งงานกับเธอ

เงือกน้อยหัวใจสลาย เธอไม่อาจพูดออกไปว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิตเขา เธอเฝ้ามองเขาแต่งงานกับหญิงอื่นด้วยรอยยิ้มเศร้า และรู้ดีว่าเธอกำลังจะกลายเป็นฟองคลื่นในรุ่งเช้า

ในคืนนั้น พี่สาวของเธอว่ายน้ำขึ้นมาหาเธอ พร้อมกับมีดวิเศษที่แม่มดให้มา พวกเธอขอร้องให้เงือกน้อยใช้มีดแทงเจ้าชาย เพื่อให้เลือดของเขาหยดลงบนเท้าเธอ แล้วเธอจะกลับกลายเป็นเงือกอีกครั้ง

เงือกน้อยรับมีดไว้ในมือ แต่เมื่อเธอเห็นเจ้าชายนอนหลับเคียงข้างเจ้าหญิง เธอก็ไม่อาจทำร้ายเขาได้ เธอโยนมีดลงทะเล แล้วกระโดดลงไปตามด้วยน้ำตา

แสงอรุณแรกของวันสาดส่องลงมา เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอกำลังสลายไป แต่แทนที่จะกลายเป็นฟองคลื่น เธอกลับลอยขึ้นไปในอากาศเบาๆ เหมือนสายลม

เธอได้กลายเป็นหนึ่งใน “ธิดาแห่งอากาศ” วิญญาณที่ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยความเมตตา หากเธอทำความดีต่อเนื่อง เธอจะได้มีวิญญาณเป็นของตนเอง และได้ขึ้นสู่สวรรค์ในที่สุด

ธิดาแห่งอากาศเหล่านี้ไม่มีร่างกาย แต่สามารถปลอบโยนผู้คนที่เศร้าโศก และช่วยเหลือเด็กๆ ที่หลงทาง พวกเธอคือสายลมอ่อนโยนที่โอบกอดโลกด้วยความรัก

เงือกน้อยไม่เสียใจที่ไม่ได้อยู่กับเจ้าชาย เธอรู้ว่าเธอได้เลือกทางที่งดงามที่สุด—ทางแห่งความเสียสละและความรักแท้

แม้เธอจะไม่มีเสียง ไม่มีร่างกาย และไม่มีชื่อในโลกมนุษย์ แต่เธอก็มีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความหวัง และความปรารถนาดีต่อทุกชีวิต

และเมื่อสายลมพัดผ่านแก้มของเด็กน้อยที่หลับใหล เงือกน้อยก็อยู่ตรงนั้น—ในสายลม ในความฝัน และในนิทานที่ไม่มีวันจางหาย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักแท้คือการเสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
Posted in นิทานร่วมสมัย, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

“บ้านที่ฟางชี้โด่ชี้เด่ – นิทานอบอุ่นหัวใจที่ปลุกชีวิตให้กลับมามีรอยยิ้ม”

Posted in นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานชุดใหม่ล่าสุด, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม – นิทานความรักที่จบไม่เหมือนใคร

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ชุดใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนนิทานอาชีพ ชื่อ นำบุญ นามเป็นบุญ ผู้เคยมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนหลายเรื่อง นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาอบอุ่น สะท้อนแง่มุมของความรัก ความอิสระ และมิตรภาพ ที่ไม่ได้จบตามสูตรสำเร็จอย่างที่นิทานเจ้าหญิงทั่วไปมักเป็น ด้วยจุดเด่นของเนื้อเรื่องที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ผู้อ่านจะได้เห็นการเติบโตทางความคิดของตัวละคร พร้อมกับการเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของความรักผ่านมุมมองใหม่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหา “นิทานก่อนนอนสั้น ๆ” ที่มีสาระให้เด็กคิดตามและหลับสบายไปพร้อมกัน

เจ้าหญิงสายลมเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ที่มีนิสัยน่ารัก ทั้งยังมีจิตใจดีงาม จนทุกคนที่ได้พบมักหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น  ซึ่งรวมไปถึง เจ้าชายสามพระองค์ที่หญิงสาวจากทั่วทุกสารทิศต่างหมายปอง

เจ้าชายองค์ที่สองมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงอาทิตย์”  พระองค์เป็นเจ้าชายรูปหล่อ ที่มีพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งความอบอุ่นและพลังความร้อนเพื่อใช้ทำลายล้าง

เจ้าชายทั้งสามพระองค์ต่างหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น  เจ้าชายทั้งสามจึงรอเวลาที่พระราชาจะจัดงานเลือกคู่แบบที่เคยฟังในนิทานเรื่องต่าง ๆ

วันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะมีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากได้เจ้าหญิงแสนสวยไปแต่งงานกับพ่อมดซึ่งเป็นลูกชายของตน    แม่มดจึงลักพาตัวเจ้าหญิงไปจากพระราชวัง  โดยตั้งใจจะบังคับให้เจ้าหญิงมาเป็นลูกสะใภ้ของตนให้จงได้

เมื่อพระราชาทราบว่าเจ้าหญิงถูกแม่มดลักพาตัวไป  พระราชาจึงประกาศขอความช่วยเหลือจากผู้คนทั้งหลายอย่างไม่รอช้า

เมื่อเจ้าชายทั้งสามไปถึงหอคอยของแม่มด   เจ้าชายแสงจันทร์ใช้พลังสร้างความเงียบสงบ ทำให้ทุกคนเข้าไปในหอคอยได้ โดยที่แม่มดและลูกชายไม่ได้ยินเสียงผู้บุกรุกเลยแม้สักนิด    

เมื่อเจ้าหญิงปลอดภัย เจ้าชายต่างคาดหวังว่าเจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับเจ้าชายสักพระองค์ เพื่อให้เรื่องราวของนิทานจบลงอย่างมีความสุข

เจ้าชายแสงจันทร์ เจ้าชายแสงอาทิตย์ และเจ้าชายแสงดาว ต่างรู้สึกผิดหวัง เพราะเจ้าชายทุกพระองค์คาดหวังว่าตนเองอาจได้แต่งงานกับเจ้าหญิง 

เมื่อเจ้าชายทุกพระองค์ได้รับพลังแสงดาว  เจ้าชายผู้ผิดหวังก็ตระหนักได้ว่า  จริงๆ  แล้ว  มิตรภาพระหว่างเพื่อนที่เจ้าหญิงมอบให้ มีคุณค่าไม่แพ้การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่ตนหลงรัก  เพราะความเป็นเพื่อน คือการที่บุคคลมีความปรารถนาดีต่อกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกัน  การคอยตักเตือนกัน  และการให้เพื่อนมีอิสระในการใช้ชีวิต   

เมื่อพลังแสงดาวช่วยทำให้เจ้าชายทุกพระองค์ได้สติและเกิดความเข้าใจ    เจ้าชายทั้งสามจึงยินดีเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง โดยพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน  พัฒนาตนเองไปด้วยกัน และใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากเดือดร้อนไปด้วยกัน 

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • มิตรภาพที่แท้จริงมีคุณค่าไม่แพ้ความรักแบบคู่รัก
  • การช่วยเหลือควรเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน
  • ความรักที่ดีควรมอบอิสระและความปรารถนาดีให้แก่กัน
เจ้าหญิงสายลมในชุดสีชมพูยืนอยู่กลางสวนกับเจ้าชายทั้งสามในชุดประจำตัว
ภาพประกอบท้ายนิทานเรื่อง ‘เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม’

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าชายสัตว์ป่า

วันหนึ่ง  ในขณะที่เจ้าชายสัตว์ป่าเดินชมนกชมไม้อยู่เพลินๆ   จู่ ๆ เจ้าชายก็ได้กลิ่นที่ไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก   เจ้าชายสัตว์ป่ารู้สึกว่ากลิ่นดังกล่าวหอมอย่างบอกไม่ถูก เจ้าชายจึงแอบย่องไปสังเกตการณ์ว่าใครแอบเข้ามาในป่าของพระองค์  แต่ทันทีที่เจ้าชายเห็นว่า ผู้บุกรุกคือเจ้าหญิงที่แสนน่ารัก พระองค์ก็รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างทำให้พระองค์หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เมื่อได้สติ เจ้าชายจึงรู้ตัวว่าตนเองคง “ตกหลุมรัก” เจ้าหญิงเข้าให้เสียแล้ว  แต่เพราะเจ้าชายสัตว์ป่าเป็นเจ้าชายที่ไม่ใช่มนุษย์  เจ้าชายจึงรู้ดีว่า การจะไปขอแต่งงานกับเจ้าหญิง เป็นเรื่องที่ยากเสียจนไม่น่าจะเป็นไปได้

เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าทราบข่าว  เจ้าชายสัตว์ป่าก็รู้สึกมีความหวัง แต่เจ้าชายรู้ดีว่าตนเองเป็นเจ้าชายสัตว์ป่าที่แตกต่างจากเจ้าชายอื่น ๆ  พระองค์จึงใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน เพราะรู้สึกว่าตนอาจไม่เหมาะสมกับเจ้าหญิง แต่ความรักที่เจ้าชายมีต่อเจ้าหญิงมีอานุภาพมาก ในที่สุด เจ้าชายสัตว์ป่าจึงตัดสินใจไปร่วมงานเลือกคู่

เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าไปถึงงาน เจ้าชายพบว่าตนเองมาถึงงานเป็นคนสุดท้าย   ครั้นเมื่อถึงเวลา  พระราชาได้แจ้งกติกาในการเลือกคู่ให้เจ้าชายทุกพระองค์ทราบว่า เจ้าชายที่สามารถนำอัญมณีสายรุ้งจากรังนกที่อยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้ามามอบให้แก่เจ้าหญิงได้  จะมีสิทธิ์ได้พูดคุยทำความรู้จักเพื่อให้เจ้าหญิงตัดสินใจเลือกเป็นคู่ครองต่อไป

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ฟังเงื่อนไขจากพระราชา  แม้เจ้าชายทุกพระองค์จะรู้ถึงความยากลำบาก  แต่การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงและการได้ครอบครองอาณาจักรต่อจากพระราชาเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า  เจ้าชายเกือบทั้งหมดจึงรีบกระโดดขึ้นขี่ม้าแล้วควบม้าฝ่าพายุฝนที่ตกลงมาพอดี  จนในท้องพระโรงเหลือเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ยังไม่ออกเดินทางไปไหน ซึ่งนั่นก็คือ เจ้าชายสัตว์ป่า

เจ้าชายสัตว์ป่าส่งยิ้มให้พระราชาด้วยความอ่อนน้อม จากนั้น เจ้าชายสัตว์ป่าจึงตอบพระราชาไปว่า “กระหม่อมใช้ชีวิตอยู่ในป่า ในธรรมชาติ  กระหม่อมจึงได้เรียนรู้ว่า  บางครั้งเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทันที  แต่ในบางกรณี การหยุดรอแทนการเข้าไปปะทะอย่างไรประโยชน์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  เมื่อกระหม่อมเห็นพายุฝนที่ซัดกระหน่ำลงมา และประเมินถึงภารกิจที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกหลายอย่าง กระหม่อมจึงขอเลือกเก็บแรงไว้ก่อน แล้วใช้เวลานี้วางแผน เตรียมสิ่งที่จำเป็น เพื่อใช้ในการเดินทาง ซึ่งน่าจะดีกว่าการออกไปปะทะกับพายุฝน”

หลังจากที่เจ้าชายสัตว์ป่าเดินทางมาได้ราวครึ่งวัน  จู่ ๆ เจ้าชายก็พบว่ามีเจ้าชายบางพระองค์ที่ออกเดินทางมาก่อน ขี่ม้านำหน้าพระองค์อยู่เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น   ซึ่งหลังจากที่เจ้าชายสัตว์ป่าควบม้าแซงหน้าเจ้าชายเหล่านั้นไปได้   เจ้าชายจึงคาดเดาว่า เจ้าชายบางพระองค์ที่ขี่ม้าฝ่าพายุฝน คงสะบักสะบอมเพราะพลังของธรรมชาติ ทำให้หมดสภาพที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมาย

ณ ลานทางเข้าป่าอาถรรพ์ มีเจ้าชายจำนวนมากที่เนื้อตัวมอมแมม (ซึ่งอาจเกิดจากการขี่ม้าฝ่าพายุฝนแล้วคลุกกับฝุ่นตอนขี่ม้ากลางแดด) กำลังครุ่นคิดว่าจะเดินทางผ่านป่าอาถรรพ์เพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาเสียดฟ้าในทันที  หรือจะหยุดพักค้างแรมที่ลานทางเข้านี้ก่อนสักหนึ่งคืน แล้วค่อยเดินทางต่อในตอนเช้า

เมื่อเจ้าชายองค์อื่น ๆ เห็น “คู่แข่ง” ออกเดินทางไปก่อน  เจ้าชายทั้งหลายจึงเลิกคิดที่จะพัก  แต่กลับพากันกระโดดขึ้นม้าแล้วควบตามเจ้าชายองค์แรกไป จนลานกว้างเหลือเจ้าชายอยู่เพียงพระองค์เดียว คือ เจ้าชายสัตว์ป่า นั่นเอง

วันรุ่งขึ้น เจ้าชายสัตว์ป่าควบม้าคู่ใจเข้าไปในป่าอาถรรพ์ตั้งแต่เช้าตรู่  ระหว่างทาง เจ้าชายสัตว์ป่าพบร่องรอยการต่อสู้ระหว่างเจ้าชายทั้งหลายกับเหล่าปิศาจปรากฏให้เห็นอยู่เต็มไปหมด ทั้งการได้เห็นกิ่งไม้หักระเนระนาด  การพบเจ้าชายจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ  หรือการได้เห็นม้าหวาดกลัวจนหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ฯลฯ   เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าขี่ม้าพ้นออกมาจากเขตป่าอาถรรพ์และเดินทางต่อจนถึงตีนเขาสูงเสียดฟ้า  พระองค์ก็พบว่ามีเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวที่เอาชนะเหล่าปิศาจได้จนหมด (ทำให้เจ้าชายสัตว์ป่าไม่ต้องสู้กับปิศาจเลย) ซึ่งเจ้าชายพระองค์นั้นกำลังควบม้าขึ้นสู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าเพื่อค้นหาอัญมณีสายรุ้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าเดินทางขึ้นไปถึงยอดเขา เจ้าชายสัตว์ป่าก็พบว่า รังนกจำนวนมากถูกรื้อค้นกระจุยกระจายไปหมด ส่วนลูกนกทั้งหลายต่างก็ส่งเสียงร้องอยู่ที่พื้นอย่างน่าสงสาร เจ้าชายสัตว์ป่ามองเจ้าชายอีกพระองค์ที่รีบเร่งค้นหาอัญมณีจนลืมใส่ใจต่อชีวิตน้อย ๆ ของลูกนกด้วยความรู้สึกสังเวชใจ  บุคคลเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นคู่ครองของเจ้าหญิงและคงเป็นพระราชาที่ดีไม่ได้แน่ ๆ  

แม้เจ้าชายสัตว์ป่าจะเห็นว่าเจ้าชายอีกพระองค์ได้เดินทางนำหน้าไปก่อนแล้ว  แต่แทนที่พระองค์จะรีบค้นหา   อัญมณีสายรุ้งบ้าง เจ้าชายสัตว์ป่ากลับเลือกที่จะสร้างรังพักฉุกเฉิน เพื่อให้ลูกนกที่สูญเสียรังไปได้มีที่อยู่ชั่วคราวก่อน  เมื่อภารกิจสำเร็จ พระองค์จึงเริ่มค้นหาอัญมณีสายรุ้ง…แม้จะเป็นการเริ่มต้นค้นหาที่ช้ากว่าเจ้าชายองค์แรกมากก็ตาม

เมื่อเจ้าชายมองไปที่ปากของนก เจ้าชายก็พบอัญมณีที่มีสีถึง 7 สี คือ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เจ้าชายแปลกใจ พลางตั้งสติพิจารณาสีของอัญมณีอีกครั้งอย่างรอบคอบ  จนมั่นใจว่าอัญมณีที่นกนำมาให้เป็นอัญมณีสายรุ้งที่พระองค์กำลังค้นหา   เจ้าชายรับอัญมณีมาจากนกด้วยความขอบคุณ  จากนั้น เจ้าชายสัตว์ป่าจึงออกเดินทางลงจากยอดเขาเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองของเจ้าหญิง

เจ้าชายผู้เก่งกล้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะพระองค์รู้ดีว่าตนเองคงไปถึงเมืองของเจ้าหญิงช้ากว่าคู่แข่งเป็นแน่  เจ้าชายผู้เก่งกล้าจึงเล่าความจริงให้เจ้าชายสัตว์ป่าฟังว่า “ข้าพเจ้าประมาทเกินไป จึงเอาแต่บุกตะลุยเพื่อหวังจะเอาชนะ จนม้าประจำตัวหมดกำลังไปต่อไม่ไหว  ข้าพเจ้าคงแพ้ในการเลือกคู่ครั้งนี้แล้ว  ท่านไปต่อเถอะ อย่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย”

ครั้นเมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าและเจ้าชายผู้เก่งกล้าเดินทางไปถึงปราสาทของเจ้าหญิง พระราชาทรงออกมาต้อนรับเจ้าชายทั้งสองด้วยความกระตือรือร้น  เมื่อเจ้าชายทั้งสองได้พบพระราชา ทั้งคู่จึงนำอัญมณีสายรุ้งจากยอดเขาสูงเสียดฟ้ามอบให้พระราชาพิจารณาทันที

เจ้าชายผู้เก่งกล้าตกใจและรู้สึกผิดที่ตนเองรีบร้อน ไม่ตรวจสอบความถูกต้องให้ดีเสียก่อน  บางที การใช้แต่พละกำลังบุกตะลุยสู้กับอุปสรรค โดยขาดความรอบคอบ อาจบทเรียนที่พระองค์ควรปรับปรุงแก้ไข  ในขณะเดียวกัน    เจ้าชายผู้เก่งกล้าก็รู้สึกว่า เจ้าชายสัตว์ป่าคือเจ้าชายที่เหมาะสมกับเจ้าหญิงจริง ๆ  ทั้งในเรื่องความสามารถและจิตใจอันดีงาม  ดังนั้น เจ้าชายผู้เก่งกล้าจึงยอมรับคำตัดสินของพระราชาแต่โดยดี

หลังจากเจ้าชายสัตว์ป่าและเจ้าหญิงได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอกัน และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กันฟัง  เจ้าหญิงทรงชื่นชมความสามารถของเจ้าชายที่รู้จักบุกเมื่อควรบุก รู้จักหยุดเมื่อควรตั้งรับ  ทั้งยังรักในจิตใจอันดีงามของเจ้าชายที่มีต่อผู้อื่น (ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่แข่ง) รวมทั้งความเมตตาที่มีต่อลูกนก ส่วนเจ้าชายสัตว์ป่าก็ทรงมีความสุขเมื่อได้คุยกับเจ้าหญิงที่ตนแอบหลงรัก ทั้งยังสบายใจเมื่อได้รู้ว่า เสด็จแม่ของเจ้าหญิงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลนางเงือก  ทำให้เจ้าหญิงมีเลือดผสมที่สามารถอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสัตว์ป่าได้

และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เขียนหนังสือส่วนตัวเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเอาประสบการณ์ในการแต่งนิทานของตัวเองมาเล่าและอธิบายให้เห็นวิธีคิดนิทานที่ใช้มาตลอดชีวิต ผมได้แต่งนิทานขนาดสั้นเรื่องใหม่ แทรกเป็นตัวอย่างเอาไว้ในเล่ม 2-3 เรื่อง


นิทานก่อนนอนเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งในนั้น ซึ่งผมเห็นว่าสนุกดี จึงนำมาลงให้อ่านกันในเว็บไซต์นิทานนำบุญครับ แต่นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมจึงแต่งแบบกระชับ ไม่ได้ใส่อารมณ์หรือเล่าบรรยากาศมากนัก ถ้าอ่านแล้วไม่ตื่นเต้นเร้าใจ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเติมแต่งรายละเอียดเพื่อสร้างสีสันให้นิทานกันสักหน่อย ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก ขอให้มีความสุขกับนิทานนะครับ
 
…….


นิทานเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ

ชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นลูกชาวประมงที่กลัวทะเลมาก เพราะตอนเด็ก ๆ เขาเคยออกทะเลกับพ่อแล้วบังเอิญตกน้ำจนเกือบเสียชีวิต เขาจึงฝังใจกลัวทะเลเป็นที่สุด

วันหนึ่ง เขาพบหญิงสาวมานอนสลบอยู่ที่ชายหาดใกล้ ๆ บ้านของเขา ชายหนุ่มรีบอุ้มหญิงสาวไปปฐมพยาบาลที่บ้าน เมื่อหญิงสาวรู้สึกตัว เธอก็รีบขอบคุณชายหนุ่ม แล้วบอกความจริงว่าเธอคือนางเงือกที่โดนคลื่นใต้น้ำซัดมาจนเกยตื้น เธอยังรู้สึกไม่สบายมาก จึงขอรบกวนชายหนุ่มอีกสักพัก

ชายหนุ่มแปลกใจแต่ยินดีช่วยเงือกสาว และเมื่อทั้งคู่ได้อยู่ใกล้ ๆ ชิดกันต่อมาอีกราว 1 สัปดาห์ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกว่า ดอกไม้ที่ชื่อว่าความรักได้เบิ่งบานขึ้นในใจของพวกเขาทั้งสอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อของนางเงือกซึ่งเป็นเจ้าสมุทรไปแปลงกายเป็นมนุษย์แล้วมาตามหาลูกสาวถึงที่บ้านของชายหนุ่ม เมื่อเจ้าสมุทรทราบว่าชายหนุ่มช่วยลูกสาวไว้ และทราบจากลูกสาวว่าทั้งคู่มีใจให้กัน เจ้าสมุทรจึงประทานพรให้ชายหนุ่มสามารถหายใจในน้ำได้เหมือนเงือกและชาวสมุทรทั้งหลาย ทั้งนี้เพื่อให้ชายหนุ่มแวะไปเยี่ยมเงือกสาวได้ตามใจปรารถนา

แต่อนิจจา ชายหนุ่มเป็นคนกลัวทะเล เมื่อเงือกสาวกับเจ้าสมุทรกลับไปแล้ว เขาจึงกลุ้มใจและคิดถึงเงือกสาวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายหนุ่มก็ตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าทำ นั่นคือ การใช้ความพยายามเพื่อไปพบหญิงสาวให้ได้

ชายหนุ่มเริ่มจากพยายามฝึกร่างกายให้แข็งแรงด้วยการวิ่งที่ริมหาดทุกวัน จากนั้น เขาก็พยายามฝึกฝนการว่ายน้ำในบ่อน้ำจืดใกล้บ้าน จนเขาว่ายน้ำได้คล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อย ๆ

และท้ายสุด เขาก็พยายามเอาชนะความกลัวทะเล ด้วยการก้าวเดินลงไปในทะเล จากตื้นไปลึกและลองว่ายน้ำโต้กระแสคลื่นที่ทำให้เขากลัวจนตัวสั่น

ชายหนุ่มพยายาม พยายาม แล้วก็พยายาม เขาฝึกฝนทุกวัน จนร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ว่ายน้ำได้คล่องมากขึ้น และเอาชนะความกลัวได้มากขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง ความพยายามของเขาก็ทำให้เขาพร้อมในการออกเดินทางไปหาเงือกสาว

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ใช้พยายามพาตัวเขาไปพบกับเงือกสาวที่เขารักได้สำเร็จ

และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ค้นฟ้าคว้าดาว

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิทาน รายการโทรทัศน์ประเภทรายการประกวดร้องเพลงโด่งดังมากมีอยู่ 2 รายการ รายการแรกคือรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (นักล่าฝัน) และอีกรายการคือรายการเดอะสตาร์ (ค้นฟ้าคว้าดาว)

ช่วงที่ผมทำงาน ผมเคยแต่งนิทานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (นักล่าฝัน) 2-3 เรื่อง เช่นเรื่อง อย่าไปกลัวสิ และเรื่อง เจ้าชายไข่เจียว อยู่มาวันหนึ่ง ผมจึงท้าทายตัวเองด้วยการแต่งนิทานโดยตั้งชื่อเรื่องว่า ค้นฟ้าคว้าดาว (ตามชื่อรายการยอดฮิตอีกรายการ) จากนั้นจึงค่อยคิดเนื้อเรื่อง จนกลายเป็นนิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านที่ผสมผสานนิทานความรักและนิทานที่มีคติสอนใจเข้าไปนิดหน่อย ขอให้มีความสุขในการอ่านนะครับ

นิทานเรื่อง ค้นฟ้าคว้าดาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งคบหาดูใจกันมานาน ชายหนุ่มเป็นคนขยันและมีน้ำใจ ส่วนหญิงสาวเป็นคนสะสวยแถมมีจิตใจดีงามไม่แพ้รูปโฉม ทั้งสองคนมักอาสาช่วยงานผู้คนในหมู่บ้านอยู่เสมอ นอกจากนี้ ในฤดูหนาวที่อาหารขาดแคลน ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็มักนำอาหารหรือข้าวสารข้าวเปลือกไปโปรยเอาไว้ตามชายป่า เพื่อให้สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งฝูงนกได้มีอาหารกิน ด้วยความดีของชายหนุ่มกับหญิงสาวนี้เอง ใครต่อใครจึงเอาใจช่วยให้หนุ่มสาวทั้งสองได้แต่งงานกันและหวังให้ทั้งคู่มีความสุขร่วมกันตลอดชั่วชีวิต

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายผู้เป็นโอรสของพระราชาขี่ม้าผ่านมาที่หมู่บ้าน ในขณะนั้น หญิงสาวหาบน้ำเดินกลับจากลำธารพอดี  เจ้าชายขี่ม้าเร็วมาก หญิงสาวไม่ทันระวังจึงเอี้ยวตัวหลบทำให้โถใส่น้ำที่หาบมาตกแตก  กระเบื้องจากโถจึงกระเด็นไปถูกตัวม้า เจ้าชายทรงโมโหโทโสแต่เมื่อพระองค์ลงจากหลังม้าแล้วเห็นว่าหญิงสาวมีหน้าตาสะสวย เจ้าชายจึงบังคับให้หญิงสาวกลับไปยังพระราชวังเพื่อลงโทษด้วยการให้หญิงสาวเป็นนางสนมของพระองค์!

ครั้นเมื่อชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์นำเรื่องไปบอกชายหนุ่ม  ชายหนุ่มพร้อมกับชาวบ้านทุกคนจึงรีบเดินทางไปที่พระราชวัง แล้วร้องเรียนให้พระราชาทรงช่วยเหลือ

พระราชาผู้เป็นบิดาของเจ้าชายทรงเป็นพระราชาที่ดี เมื่อพระราชาทราบเรื่องและรู้ว่าหญิงสาวมีคนรักอยู่แล้ว  พระองค์จึงเรียกให้เจ้าชายเข้าพบ แต่เนื่องจากเจ้าชายเป็นคนเกเรร้อยเล่ห์  เมื่อพระราชาสั่งให้เจ้าชายปล่อยตัวหญิงสาว เจ้าชายจึงอ้างว่า “ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันมิอาจปล่อยนางไปได้ เนื่องจากเจ้าชายตรัสแล้วไม่ควรคืนคำ หนำซ้ำ หญิงสาวยังทำร้ายม้าของหม่อมฉัน นางจึงควรจะต้องรับโทษ อย่างไรก็ตาม…หม่อมฉันไม่ใช่คนใจร้าย หากมีใครหาดวงดาวที่อยู่บนฟ้ามามอบให้หม่อมฉันเป็นค่าทำขวัญได้สักดวง หม่อมฉันก็จะยกโทษให้ แล้วปล่อยหญิงสาวผู้นี้ไปโดยไม่มีข้อแม้”

เมื่อเจ้าชายพูดจบ พระองค์ก็เดินออกจากท้องพระโรงไป พระราชาทรงเบื่อหน่ายนิสัยเกเรของเจ้าชายมาก ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่แอบถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง

อย่างไรก็ตาม แม้การหาดวงดาวมาให้เจ้าชายจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมถอดใจ เมื่อชายหนุ่มกลับไปถึงหมู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจไปขอร้องนกทั้งหลายที่เขากับหญิงสาวเคยนำอาหารไปเลี้ยง ให้พวกมันช่วยพาเขาบินไปเก็บดาวที่อยู่บนฟ้า

ระหว่างที่นกทั้งหลายฟังคำขอร้องของชายหนุ่ม  พวกมันก็รู้สึกสงสารชายหนุ่มจับใจพวกมันรู้ว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวเป็นคนดีและรักกันจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ นกทุกตัวจึงยินดีช่วยชายหนุ่ม ทั้งยังส่งเสียงร้องเรียกเพื่อนนกตัวอื่น ๆ จากทั่วทุกสารทิศให้มาช่วยชายหนุ่มด้วย

ครั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน นกนับร้อยนับพันตัวก็ช่วยกันใช้กรงเล็บเกาะเข้ากับเสื้อผ้าของชายหนุ่ม แล้วกระพือปีกพาชายหนุ่มบินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สู่ฟากฟ้า

แต่อนิจจา! ไม่ว่าฝูงนกจะใช้ความพยายามสักเพียงใด พวกมันก็ไม่สามารถพาชายหนุ่มบินไปเก็บดวงดาวซึ่งอยู่ไกลถึงนอกโลกได้ ท้ายที่สุด ฝูงนกจึงทำได้แค่เพียงพาชายหนุ่มกลับมาส่งที่หมู่บ้านเท่านั้น

เมื่อชายหนุ่มกลับมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านที่คอยเอาใจช่วยก็เดาได้ว่าชายหนุ่มคงคว้าน้ำเหลว ชาวบ้านจึงเดินเข้าไปโอบไหล่ให้กำลังใจเขา บางคนแอบอธิษฐานให้ผลแห่งความดีที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวทำมาดลบันดาลให้พวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ในขณะที่บรรยากาศในหมู่บ้านอบอวลไปด้วยความเศร้า  จู่ ๆ บนท้องฟ้าก็มีแสงสว่างวาบพุ่งตัดความมืดเป็นสายยาวมาตกไม่ไกลจากที่ชายหนุ่มกับชาวบ้านทุกคนกำลังยืนอยู่

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขามองหน้าชาวบ้านทั้งหลาย แล้วค่อย ๆ เอ่ยปากออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า “ดาวตก” 

เมื่อทุกคนตั้งสติได้ ทุกคนก็พากันวิ่งไปยังบริเวณที่พวกเขาเห็นลำแสงของดวงดาวที่ตกลงสู่พื้น พวกเขาช่วยกันค้นหาดาวตกอยู่สักพัก  ในที่สุด พวกเขาก็พบดาวตกที่เป็นหินรูปห้าแฉกสีแดงฉานอย่างไม่คาดฝัน  ชายหนุ่มกับชาวบ้านดีใจมาก  พวกเขารีบนำดวงดาวที่พบไปมอบให้แก่พระราชาและเจ้าชายทันที

เมื่อพระราชาได้เห็นดวงดาวที่ชายหนุ่มนำมาถวาย พระองค์ก็ทรงเชื่อว่าดาวดวงนั้นเป็นดาวที่ตกลงมาจากฟ้าจริง ๆ 

“นี่อาจเป็นความต้องการของสวรรค์ที่อยากให้คนดีได้ครองรักกัน” พระราชาทรงเอ่ย

แต่เจ้าชายกลับไม่ยอมเชื่อเหมือนกับที่พระบิดาเชื่อ พระองค์ทรงหาว่าชายหนุ่มกับชาวบ้านคงแต่งเรื่องขึ้นหลอก เพราะดวงดาวคงไม่ตกลงมาจากท้องฟ้าให้เก็บได้ง่าย ๆ เช่นนี้

พระราชาทรงรู้สึกขุ่นเคืองใจในตัวพระโอรสมาก แต่ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยปากสั่งสอนเจ้าชาย  ทุกคนในวังก็ต้องประหลาดใจ เพราะที่นอกหน้าต่างมีดาวตกลงมาจากฟ้าทีละดวง ๆ ราวกับสายฝน โดยดาวทั้งหมดพุ่งตรงไปยังหลังคาปราสาทซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าชายพอดี  

เจ้าชายทรงอ้าปากค้างเพราะไม่เคยเห็นดาวตกมากมายเช่นนี้มาก่อน หนำซ้ำ พวกมันยังเสมือนพุ่งเป้าไปที่ห้องนอนของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว พระราชาทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเยือกเย็นแล้วเปรยออกมาว่า “ฟ้ามีตา…คนทำดีย่อมได้ดี ส่วนคนที่ทำชั่ว สักวันสวรรค์ก็จะลงโทษ สวรรค์คงรู้ว่าเจ้าอยากได้ดาวมาก ท่านจึงส่งดาวมาให้เจ้ายังไงล่ะ” 

เมื่อเจ้าชายได้ฟังคำพูดของพระราชา ประกอบกับการเห็นดวงดาวที่ตกลงมาราวกับสวรรค์พิโรธ พระองค์จึงนึกกลัว ในที่สุด เจ้าชายก็ยอมปล่อยหญิงสาวตามสัญญา ทั้งยังตัดสินใจปรับปรุงนิสัยเสียใหม่ เพื่อไม่ให้ฟ้าดินลงโทษ

หญิงสาวดีใจมากที่เธอได้กลับมาหาชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ซึ่งแน่นอนว่า..ชายหนุ่มเองก็ดีใจไม่แพ้กัน

หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มและหญิงสาวก็ตัดสินใจแต่งงานกัน แล้วทั้งคู่ก็อยู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์” มีที่มาค่อนข้างแปลกอยู่สักหน่อย คือในช่วงที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมนึกถึงตัวละคร “ลูกน้อยหอยสังข์” จากวรรณคดีเรื่อง “สังข์ทอง” ผมคิดว่าผู้แต่งมีจินตนาการที่น่ายกย่องมาก เพราะการคิดว่ามีเด็กคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในหอยสังข์ เป็นความคิดที่ข้ามออกจากกรอบแห่งโลกความจริงเข้าสู่โลกแห่งนิทานโดยสมบูรณ์แบบ แถมเรื่องราวต่อจากนั้น ก็น่าสนุก ชวนติดตาม จนผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะแต่งนิทานดี ๆ แบบนี้ได้แน่ ๆ แต่ความยากคือสิ่งท้าทาย ผมจึงอยากลองท้าทายตัวเองดูด้วยการแต่งนิทานเรื่องใหม่ ที่มีตัวละครหลักตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในหอย ซึ่งหลังจากการคิดแต่งนิทานอย่างยากลำบาก (ยากจริง ๆ ) ในที่สุดก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา

นิทานเรื่อง เด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์

          นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องซากดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ  เช่น ซากกระดูกไดโนเสาร์และซากสัตว์โบราณที่กลายเป็นหิน  ชายหนุ่มผู้นี้รักงานของเขามาก  วันทั้งวัน…เขาจึงเอาแต่ศึกษาค้นคว้าและลงพื้นที่ขุดหาซากดึกดำบรรพ์จนลืมแบ่งเวลามาดูแลตัวเองหรือเอาใจใส่แฟนสาวที่เขารัก

          อยู่มาวันหนึ่ง ชายหนุ่มขุดพบซากหอยทะเลล้านปีที่เรียกว่าแอมโมไนต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ายางรถยนต์เกือบสองเท่า แถมยังมีสภาพสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ ชายหนุ่มตื่นเต้นกับการค้นพบครั้งนี้มาก เขารีบนำซากหอยดึกดำบรรพ์กลับมายังห้องทดลองที่บ้าน แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในซากหอยทะเลที่เขาพบนั้นมีเด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ด้วย!

          หลายคนอาจสงสัยว่า เด็กน้อยเข้าไปอยู่ในหอยดึกดำบรรพ์ได้อย่างไร  จริง ๆ แล้ว เด็กคนนี้เกิดในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือมีอุกกาบาตตกมายังพื้นโลกและมีภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พ่อแม่ของเด็กน้อยซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์จึงร่ายคาถาฝากลูกชายเอาไว้ในเปลือกหอย แล้วนำไปปล่อยลงกลางมหาสมุทร เพื่อให้ลูกน้อยรอดชีวิตจากภัยพิบัติ

          ครั้นเมื่อชายหนุ่มนำซากหอยดึกดำบรรพ์กลับถึงบ้าน เด็กน้อยในเปลือกหอยก็ตื่นขึ้นมา  เด็กน้อยสังเกตเห็นว่า ชายหนุ่มเอาแต่คร่ำเคร่งค้นคว้าตำรับตำราจนไม่สนใจดูแลตัวเองเลย เด็กน้อยอยากตอบแทนบุญคุณชายหนุ่มผู้ให้ชีวิตใหม่ เมื่อชายหนุ่มเผลอ เด็กน้อยจึงแอบออกมาจากเปลือกหอย แล้วช่วยทำความสะอาดบ้าน, ซักรีดเสื้อผ้า, ทำอาหารอร่อย ๆ รวมทั้งปลูกดอกไม้แสนสวยจนเต็มสวนไปหมด

           แม้ชายหนุ่มจะแปลกใจที่บ้านช่องสะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้, เสื้อผ้าซักรีดเรียบร้อย แถมยังมีอาหารอร่อย ๆ จัดอยู่ที่โต๊ะทุกมื้อ แต่เนื่องจากเขาจดจ่อกับการศึกษาค้นคว้ามาก เขาจึงไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  

          สามเดือนผ่านไป  เด็กน้อยเห็นชายหนุ่มพยายามคาดเดาว่าตัวของหอยทะเลที่อยู่ในเปลือกหอยดึกดำบรรพ์มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  ชายหนุ่มเอาแต่คิดและลองวาดรูปจนแทบไม่ได้พักผ่อน เด็กน้อยซึ่งแอบอยู่ในเปลือกหอยรู้สึกเป็นห่วง เมื่อชายหนุ่มฟุบหลับ  เด็กน้อยจึงออกมาจากเปลือกหอย แล้ววาดภาพหอยทะเลที่เขาเคยเห็นในอดีตลงในกระดาษที่อยู่บนโต๊ะ

          ในตอนเช้า ชายหนุ่มตื่นเต้นมากเมื่อเห็นภาพวาดบนโต๊ะ เพราะภาพดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับภาพในตำราอ้างอิง แต่มีรายละเอียดที่สมจริงสมจังมากกว่า ชายหนุ่มเข้าใจว่าตนเองเป็นคนวาดภาพภาพนั้นก่อนที่จะหมดแรงหลับไป เขาจึงไม่ได้ติดใจสงสัยเลยแม้สักนิด

          หลายวันต่อมา แฟนสาวแวะมาหาชายหนุ่มที่บ้านเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของเธอ  หญิงสาวคาดหวังว่าชายหนุ่มคงเตรียมของขวัญเอาไว้ให้เธอสักชิ้น แต่เมื่อเธอทวงถาม  ชายหนุ่มที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานจนเกินพอดีกลับลืมเสียสนิท เด็กน้อยกลัวว่าทั้งสองคนจะทะเลาะกัน เด็กน้อยจึงรีบวิ่งออกมาจากเปลือกหอยผ่านหน้าชายหนุ่มและหญิงสาว แล้วตรงไปเก็บดอกไม้ในสวนเพื่อให้ชายหนุ่มมีของขวัญสำหรับหญิงคนรัก

          แม้เด็กน้อยจะมีเจตนาดี แต่การที่เขาปรากฏตัวต่อหน้าชายหนุ่มและหญิงสาวทำให้คนทั้งคู่ตกใจมาก เมื่อเด็กน้อยส่งดอกไม้ให้ชายหนุ่ม  ชายหนุ่มจึงได้แต่ทำหน้าหวั่น ๆ พร้อมกับถามเด็กน้อยด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า “หนูเป็นใคร แล้วออกมาจากเปลือกหอยได้อย่างไร?”

          สีหน้าของชายหนุ่มทำให้เด็กน้อยรู้ในทันทีว่าเขาได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรเข้าให้เสียแล้ว  เด็กน้อยรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้มีพระคุณเสียขวัญ เขาจึงก้มหน้าแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง พลางคิดว่าชายหนุ่มคงไล่เขาออกจากบ้านเป็นแน่

          เมื่อหญิงสาวได้ฟังเรื่องของเด็กน้อยที่พลัดพรากจากพ่อแม่ข้ามกาลเวลามา  เธอก็รู้สึกสงสารและไม่อยากให้เด็กน้อยต้องอยู่ในโลกยุคนี้ตามลำพังหรือต้องแอบหลบอยู่ในเปลือกหอยอย่างที่เป็นอยู่  หญิงสาวจึงแกล้งโมโหชายหนุ่ม แล้วยื่นคำขาดให้ชายหนุ่มดูแลเด็กน้อยแทนการปล่อยให้เด็กต้องมาดูแลผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักแบ่งเวลาอย่างเขา

          ชายหนุ่มกลัวว่าหญิงสาวจะทิ้งเขาไปและอายที่ตัวเองปล่อยให้เด็กน้อยคอยดูแลโดยที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน  ด้วยเหตุนี้  ชายหนุ่มจึงสัญญาว่าเขาจะดูแลเด็กน้อยให้ดีและจะพยายามปรับปรุงตัวเองเสียใหม่

          นับจากวันนั้น ชายหนุ่มก็เริ่มทำตามที่เขาสัญญาเอาไว้  ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เด็กน้อยต้องทำความสะอาดบ้าน, ซักรีดเสื้อผ้าหรือทำกับข้าวคนเดียวอีก แต่เขาแบ่งเวลาจากการ ศึกษาค้นคว้ามาทำงานบ้านเองโดยมีเด็กน้อยเป็นลูกมือคอยช่วยเหลือ  ซึ่งไม่นานนัก  ชายหนุ่มกับเด็กน้อยก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

          หลายสัปดาห์ต่อมา เมื่อหญิงสาวกลับมาเยี่ยมชายหนุ่มและเห็นว่าคนรักของเธอทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้  หญิงสาวจึงยอมให้อภัยและกลับมาคืนดีกับเขาอีกครั้ง

          ในเวลานี้ ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจว่า การคร่ำเคร่งทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเกินพอดี ไม่ใช่วิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องนัก  แต่การจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสมต่างหากที่จะทำให้เขามีความสุขทั้งในการทำงานและในชีวิตส่วนตัว

          เมื่อชายหนุ่มปรับปรุงตัวเองได้สำเร็จ  ในที่สุด เขาก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารัก แต่สิ่งที่น่ายินดีมากกว่านั้นก็คือ  ชายหนุ่มกับหญิงสาวตกลงกันที่จะรับเด็กน้อยมาเป็นลูกของพวกเขา

          เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้มีพ่อแม่และครอบครัวที่แสนอบอุ่น  นับจากนั้นเป็นต้นมา  ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ชายหนุ่มก็มักจะพาครอบครัวของเขาไปขุดหาซากซากดึกดำบรรพ์ร่วมกัน โดยมีภรรยาเป็นคนทำอาหารและมีลูกชายที่รักคอยเล่าเรื่องราวของโลกในยุคเก่าให้เขาได้ฟังอยู่เสมอ ๆ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, ความรัก, เด็ก

ความรักที่ดีงาม

นิทานก่อนนอนความรักเรื่อง “ความรักที่ดีงาม” เป็นนิทานความรักที่มีลักษณะเป็นนิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านอยู่นิด ๆ และมีการสอดแทรกความเป็นนิทานความรักที่่เหมาะสำหรับเด็กลงไปด้วย นิทานความรักที่เหมาะสำหรับเด็กเป็นอย่างไร นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง ความรักที่ดีงาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งคบหาดูใจกันมานาน ครั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะที่ควร ชายหนุ่มได้ขอแต่งงานกับหญิงสาว โดยเขาสัญญาว่าจะดูแลหญิงสาวอย่างดีที่สุดและพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้หญิงสาวมีความสุขไปตลอดชั่วชีวิต

พ่อแม่ของหญิงสาวรู้จักชายหนุ่มมานานแล้ว ทั้งคู่เชื่อว่าชายหนุ่มรักลูกของตนจริง  ทั้งยังรู้ว่าลูกสาวเองก็รักชายหนุ่ม ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ของหญิงสาวจึงยอมให้ทั้งคู่แต่งงานกัน

ช่วงก่อนถึงวันแต่งงาน  ชายหนุ่มได้สอบถามหญิงสาวเกี่ยวกับสถานที่ที่หญิงสาวอยากไปเที่ยวหลังวันแต่งงาน (หรือที่เรียกกันว่าการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์) โดยทั้งคู่มีเวลาว่างนานถึง 7 วัน…ก่อนที่จะต้องกลับไปทำงานต่อ

ชายหนุ่มบอกหญิงสาวคนรักว่าเขาอยากให้เธอเป็นคนเลือก เพราะเขาอยากทำให้เธอมีความสุขสมดังที่เขาได้ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้เมื่อหญิงสาวได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วนิ่งคิดอะไรบางอย่างเงียบ ๆ  จนชายหนุ่มนึกสงสัย  ชายหนุ่มเดาว่าหญิงสาวอาจยังตัดสินใจไม่ได้ เขาจึงเสนอสถานที่ที่น่าสนใจให้หญิงสาวเลือก

เมื่อชายหนุ่มเสนอชื่อเมืองบางเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้าจนแทบจะเอื้อมมือแตะดวงจันทร์ได้  หญิงสาวตอบชายหนุ่มว่า “มันอาจเจริญเกินไปจนเรามองไม่เห็นความสุขนะคะ”

ครั้นเมื่อชายหนุ่มชวนหญิงสาวไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ดินแดนมังกรสายฟ้าซึ่งได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความสุข หญิงสาวก็บอกชายหนุ่มว่า “มันอาจเป็นสถานที่ที่ทำให้เรามีความสุข แต่อาจมีที่อื่นที่ทำให้เรามีความสุขอย่างลึกซึ้งได้มากกว่านั้นนะคะ”

ชายหนุ่มยิ้ม แล้วเสนอให้หญิงสาวไปยังดินแดนแห่งต้นโพธิ์ในตำนาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าจะทำให้รู้สึกตื่นรู้และเบิกบานใจได้อย่างลึกซึ้งแน่ ๆ 

เมื่อหญิงสาวได้ฟัง หญิงสาวก็ยิ้ม จากนั้น เธอก็พูดกับชายหนุ่มอย่างอ่อนหวานว่า “ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ในช่วง 7 วันนี้ เราไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ในสถานที่ 3 แห่งนี้จะได้ไหม” 

หญิงสาวมองตาชายหนุ่ม แล้วพูดต่อไปว่า “ในช่วง 3 วันแรก น้องอยากชวนพี่ไปที่บ้านของน้อง เพื่อที่น้องจะได้ดูแลรับใช้พ่อกับแม่ และจัดการงานบ้านต่าง ๆ ให้เรียบร้อยที่สุดก่อนที่น้องจะออกเรือน  อีก 3 วันต่อจากนั้น  น้องอยากตามพี่ไปอยู่ที่บ้านของพี่ เพื่อดูแลปรนนิบัติคุณพ่อคุณแม่ของพี่  รวมทั้งดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ ก่อนที่เราจะไปอยู่ที่บ้านใหม่ และในวันสุดท้าย น้องอยากชวนพี่ไปอยู่ที่บ้านของเรา เพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ของเรา และนี่น่าจะเป็นสถานที่ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ทำให้เราและครอบครัวของเรามีความสุขได้อย่างลึกซึ้งมากที่สุด”

ทันทีที่ชายหนุ่มได้ฟัง เขาก็ยิ้มและรู้สึกว่าเขาเลือกเจ้าสาวได้อย่างถูกต้องที่สุด เพราะเธอไม่ได้นึกถึงแค่ตัวเอง แต่เธอยังใส่ใจพ่อแม่ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตของพวกเขาทั้งสอง

หลังจากวันแต่งงาน เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจึงใช้ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ทั้ง 7 วันทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ พ่อแม่ของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างมีความสุขมากที่ลูกและคู่ครองของลูกเป็นคนที่ดีเช่นนี้  พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจว่า ลูก  ๆ จะต้องมีชีวิตครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขเป็นแน่ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่กตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ว่าทำสิ่งใดก็จะพบแต่ความสุขความเจริญในชีวิต

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นนิทานที่แต่งได้ไม่ยาก แต่การแต่งนิทานประเภทนี้ให้น่าประทับใจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย นิทานเรื่อง “สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน” เป็นนิทานเกี่ยวกับความรักเรื่องหนึ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งเชื่อว่า น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ถูกใจทั้งเด็ก ๆ และคนที่ชอบอ่านนิทานให้แฟนฟังก่อนนอน หวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างความสุขให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนได้นะครับ

นิทานเรื่อง สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

ลูกกวาดเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ชอบฟังนิทานมาก   เธอฝันว่าเมื่อเธอโตเป็นผู้ใหญ่  เจ้าชายที่เป็นเนื้อคู่ของเธอจะปรากฏตัวขึ้นและมาขอให้เธอเป็นเจ้าสาวของเขา   ลูกกวาดเชื่อว่าเจ้าชายของเธอน่าจะเรียนหนังสืออยู่ที่ไหนสักแห่งในโลก  และเพื่อให้เจ้าชายรู้ว่าเธอเฝ้ารอวันที่จะได้พบกัน  ดังนั้น  ลูกกวาดจึงวาดรูปตัวเองยืนเคียงคู่กับเจ้าชายในฝัน  แล้วม้วนภาพใส่ขวดแก้วโยนลงทะเล เพื่อสื่อความในใจไปยังเจ้าชายที่ลูกกวาดเชื่อว่า เธอกับเขาผูกพันกันอยู่ด้วยเยื่อใยแห่งความรัก

ทุก ๆ วัน  ลูกกวาดมักจะชวนเพื่อน ๆ  มานั่งล้อมวงฟังนิทานเคล้าเสียงคลื่นที่ริมหาด   เด็ก ๆ ทุกคนรักลูกกวาดเช่นเดียวกับที่ลูกกวาดรักพวกเขา    รอบวงนิทานจึงเต็มไปด้วยความฝันที่แสนสุข   จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง  ลูกกวาดจำต้องลาจากเพื่อน ๆ เพื่อตามคุณพ่อคุณแม่เข้าไปอยู่ในตัวเมือง   ความสุขรอบวงนิทานจึงสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาของเด็ก ๆ ที่เอ่อล้นออกมาด้วยความอาลัยรัก 

หลายปีผ่านไป  ลูกกวาดเติบโตขึ้นเป็นสาวน้อยที่ยังคงเชื่อมั่นในนิทานและความฝัน   ด้วยเหตุนี้  เธอจึงตัดสินใจขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ แล้วออกเดินทางเพื่อเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง พร้อมกับเฝ้าตามหาเจ้าชายในฝัน ผู้เป็นเจ้าของปราสาทที่มีดอกไม้งามบานสะพรั่ง

สาวน้อยดั้นด้นเดินทางไปทั่วทุกทวีป  เธอขี่ช้างย่ำป่า   ลอยข้ามผืนฟ้าไปกับเรือเหาะลำใหญ่  บุกข้ามทะเลทรายด้วยการขี่อูฐ  ไถลฝ่าดินแดนหิมะด้วยเลื่อนน้ำแข็ง  ล่องแก่งไปตามสายน้ำที่เชี่ยวกราก  ลูกกวาดสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ที่เธอเหยียบย่าง   เธอได้พบกับเจ้าชายและผู้คนมากมายทั่วทุกมุมโลก  แต่น่าเสียดายเหลือเกิน…เธอยังไม่เคยพบกับเจ้าชายที่เธอเฝ้าถวิลหามาตลอดชั่วชีวิต

วันหนึ่ง  ลูกกวาดแล่นเรือข้ามมหาสมุทรมาเทียบท่าที่ชายหาดของดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งเธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด   เมื่อสาวน้อยขึ้นฝั่ง  เธอมองเห็นปราสาทหลังเล็ก ๆ พร้อมกับสวนดอกไม้แสนสวยที่ดูคล้ายกับภาพที่เธอเคยวาดเอาไว้ในอดีต  ลูกกวาดก้าวตรงไปยังปราสาทที่อยู่เบื้องหน้าราวกับต้องมนตร์สะกด

เธอมองเห็นเจ้าชายผมยาวท่าทางใจดีกำลังนั่งเล่านิทานอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่มีแววตาฟุ้งฝัน   หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  และยิ่งเมื่อเจ้าชายหันมาสบตากับเธอพร้อมกับเรียกชื่อของเธอได้อย่างถูกต้อง…ดั่งคนที่เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นก็เกิดอาการขวยเขินและรู้สึกวูบวาบหวั่นไหวไปหมด!

ในขณะที่ลูกกวาดกำลังตกอยู่ในภวังค์   ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของปราสาทก็เดินตรงเข้ามาหาหญิงสาว แล้วเฉลยความจริงว่าเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนเก่าที่เคยล้อมวงเล่านิทานกับเธอสมัยที่ทุกคนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ    ชายหนุ่มสารภาพต่อไปว่า หลังจากที่ลูกกวาดจากทุกคนไปได้ไม่นาน  เขาก็เริ่มตระหนักว่าเขามิอาจที่จะอยู่โดยปราศจากเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าลูกกวาดได้   เขานั่งร้องไห้อยู่ที่ชายหาดจนน้ำตาเหือดแห้ง  และแล้ว…ท้องทะเลก็เห็นใจเขา  เพราะมีเกลียวคลื่นลูกใหญ่พัดพาขวดแก้วใบหนึ่งมาเกยที่หาดทรายใกล้ ๆ กับที่ ๆ เขานั่งอยู่  ซึ่งหลังจากที่เขาเปิดขวดและคลี่กระดาษในขวดออกดู  เขาก็รู้ว่าเขายังมีโอกาสที่จะได้พบกับเด็กผู้หญิงที่เขาหลงรักอีกครั้ง    

หลังจากวันนั้น  เขาตั้งใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และหาโอกาสตามพ่อของเขาออกทะเล  เขาเริ่มฝึกฝนวิธีดำน้ำและเฝ้าค้นหาสมบัติตามเรืออับปางที่จมอยู่ใต้ห้วงทะเลลึก  ซึ่งหลังจากที่เขาผจญกับคมเขี้ยวของเหล่าฉลามอยู่นานหลายปี   ในที่สุด  เขาก็ค้นพบสมบัติของโจรสลัด และนำมันมาเป็นทุนในการสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยให้หญิงสาวผู้เป็นที่รักหวนกลับมาหา

ลูกกวาดฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความตื้นตันใจ   เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เพื่อนเก่าของเธอก็คือเจ้าชายที่เธอเที่ยวตามหามาโดยตลอด   สาวน้อยมองชายหนุ่มที่ทุ่มชีวิตสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยการกลับมาของเธอ  ชายหนุ่มคนนี้คือคนที่ปลูกดอกไม้ตามภาพที่เธอเคยวาดฝัน   และที่สำคัญ..เขายังคงเชื่อในพลังแห่งนิทานและใช้นิทานสร้างความสุขให้แก่เด็ก ๆ ทั้งหลายดังที่เธอได้เห็น

ลูกกวาดหลงรักเจ้าชายของเธอมาก  และเมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอความรักจากเธอ  เธอก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธความปรารถนาดีของเขา   ในที่สุด  ลูกกวาดก็ได้อยู่เคียงคู่กับเจ้าชายของเธอในปราสาทหลังน้อยที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก…ดังที่เธอเคยฝันเอาไว้

#นิทานนำบุญ

………………………………..