Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชุดสวยของเจ้าหญิง

นิทานเรื่อง ชุดสวยของเจ้าหญิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กสาวแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามายา   มายาเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตเรียบง่าย  เธออาศัยอยู่กับแม่ตามลำพังในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไม่มากนัก  มายารักแม่ของเธอมาก  เธออยากให้แม่ที่มีอายุมากแล้วมีความสุข  ด้วยเหตุนี้มายาจึงรับอาสาหาเงินมาจุนเจือครอบครัวแต่เพียงลำพัง

ทุกๆ เช้า มายาจะออกไปเก็บดอกไม้ในสวนหลังบ้าน เพื่อนำไปขายที่ตลาดในตัวเมือง มายาเป็นคนรักดอกไม้  แม้รายได้จากการขายดอกไม้อาจจะไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพวกมัน

ทุกๆ เย็น มายามักจะแบ่งสตางค์ส่วนหนึ่งที่เธอหาได้ และนำมันไปซื้ออาหารมาแจกจ่าย ให้กับนกที่บินเข้ามาในสวนของเธอ  เมื่อนกรู้ว่ามีคนใจดีนำอาหารมาให้  ทุกๆ เย็น ในสวนดอกไม้ ของมายาจึงคราคร่ำไปด้วยฝูงนกน้อยใหญ่ที่แวะเวียนมาสังสันทน์กันอย่างไม่ขาดสาย

อยู่มาวันหนึ่ง  แม่ของมายาเกิดล้มป่วยลงด้วยโรคของผู้สูงอายุ  มายากังวลใจและคิดหาวิธีที่จะทำให้แม่ของเธอมีอาการดีขึ้น  แน่นอน..มายาควรที่จะพาแม่ของเธอไปหาหมอ  แต่น่าเสีย-ดาย…มายามีเงินไม่มากพอที่จะพาแม่ไปรักษา

มายาคิดว่าเธอควรจะมองหางานใหม่ที่จะทำให้เธอมีรายได้มากขึ้น  โชคดีที่มีทหารของ พระราชาออกมาป่าวประกาศรับสมัครคนดีมีฝีมือเพื่อทดลองเป็นช่างตัดชุดราตรีของเจ้าหญิงซึ่งมีพระนามว่าเจ้าหญิงมินตรา  ทุก ๆ คนรู้ดีว่า เจ้าหญิงมินตราเป็นเจ้าหญิงองค์น้อยที่มีนิสัยขี้เบื่อ ชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิงทนใส่ได้ตลอดทั้งคืนจึงต้องเป็นชุดราตรีที่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้ารับอาสาทำชุดให้เจ้าหญิงมินตราเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นก็แต่เพียงมายาที่เธอคิด ว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะสามารถหาเงินมารักษาแม่ของเธอได้

เย็นวันนั้น  มายาให้อาหารนกไปพร้อมๆ กับเฝ้าครุ่นคิดถึงแบบชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิง มินตรารู้สึกพอพระทัย  “ชุดแบบไหนที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เบื่อและไม่ถอดทิ้งไปเสียเฉยๆ นะ” มายา รำพึงออกมาเบาๆ 

เมื่อฝูงนกได้ยินเรื่องที่หญิงสาวที่แสนเมตตากำลังครุ่นคิดอยู่  ฝูงนกน้อยใหญ่จึงพยายามชี้ทางให้มายาด้วยการช่วยกันบินไปคาบกลีบดอกไม้หลากสี แล้วนำกลีบดอกไม้เหล่านั้นมาเรียงต่อกันบนพุ่มไม้ จนดูคล้ายๆ กับเป็นชุดราตรีที่มีสีสันแปลกตาอย่างน่าพิศวง  มายายิ้มขอบคุณ เหล่าบรรดานกทั้งหลายที่ช่วยให้ความคิดที่แสนวิเศษแก่เธอ  หลังจากนั้น มายาก็รีบลงมือร้อยกลีบ ดอกไม้ให้กลายเป็นชุดราตรีสำหรับเจ้าหญิงอย่างไม่รอช้า

รุ่งขึ้น มายารีบนำชุดราตรีที่เธอเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ไปมอบให้แก่เจ้าหญิงมินตราทันที เจ้าหญิงมินตราทรงประหลาดใจที่ได้เห็นชุดราตรีแสนสวยซึ่งทำจากกลีบของดอกไม้หลากสี  พระองค์ทรงหลงใหลในความงามของชุดราตรีทันทีที่ได้เห็น  และเมื่อเจ้าหญิงมินตราทรงลองสวมใส่ชุดราตรีที่ทำจากกลีบดอกไม้  ความนุ่มนวลและบางเบาของกลีบดอกไม้ รวมเข้ากับกลิ่นหอมเย็นที่เจ้าหญิงไม่เคยได้พานพบมาก่อน ก็ทำให้เจ้าหญิงขี้เบื่อทรงพอพระทัยและมีอารมณ์ที่เบิกบานอย่างเห็นได้ชัด

ในค่ำคืนนั้น  เจ้าชายรูปงามจากเมืองต่างๆ ต่างพยายามที่จะขอสนทนากับเจ้าหญิงมินตราจนไม่เหลือเวลาให้พระองค์รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย  เจ้าหญิงมินตราทรงมีความสุขมากที่ใครต่อใคร ต่างพากันชื่นชมชุดราตรีที่ทั้งสวยทั้งหอมที่พระองค์ทรงสวมใส่อยู่  และเมื่องานเลี้ยงผ่านพ้นไป เจ้าหญิงมินตราก็มีเรื่องสำคัญที่พระองค์จะต้องทูลให้พระบิดารับทราบให้จงได้

วันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงมินตรารีบเข้าเฝ้าพระบิดาตั้งแต่เช้า เจ้าหญิงมินตราทรงขอร้องให้พระราชามอบรางวัลให้แก่มายามากกว่าที่เคยสัญญาเอาไว้ถึง 3 เท่า และทรงขอให้พระบิดารับมายาเข้ามาเป็นช่างตัดชุดประจำพระองค์นับตั้งแต่วันนั้น

ในที่สุด มายาก็มีเงินมากพอที่จะพาแม่ไปหาหมอ  มิหนำซ้ำ เธอยังได้งานใหม่ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับดอกไม้ที่เธอรักแสนรัก   มายาตั้งใจทำชุดสวยจากดอกไม้ให้เจ้าหญิงสวมใส่อย่างไม่รู้เบื่อ ส่วนเจ้าหญิงมินตราเองก็ทรงมีจิตใจที่สงบเย็นและอ่อนหวานตามชุดดอกไม้ที่พระองค์ทรงสวมใส่ และเมื่อเวลาผ่านไป  เรื่องราวของชุดดอกไม้ก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันอย่างไม่รู้เบื่อ 

 และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โถวงกต

นิทานเรื่อง โถวงกต

“นาธาน” เป็นเด็กหนุ่มซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แร้นแค้นแสนเข็ญ  แม้ชาวบ้านจะเป็นคนขยัน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจึงค่อย ๆ ย่ำแย่ลงตามลำดับ นาธานไม่อยากปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เขาอยากให้ทุก ๆ คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปแสวงโชค ณ ดินแดนแห่งอื่น

ในระหว่างการเดินทาง  นาธานได้พบหญิงชราคนหนึ่งนอนเป็นลมล้มฟุบอยู่ริมถนน  ชายหนุ่มนึกถึงคำของพ่อกับแม่ที่สอนให้เขามีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือหญิงชราผู้น่าสงสารทันที

เมื่อหญิงชรามีอาการดีขึ้น  นางจึงมอบโถดินเผาขนาดยักษ์ที่นางปั้นเองกับมือให้แก่นาธานเพื่อเป็นการขอบคุณ  แม้นาธานจะไม่ได้หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน แต่เขาก็ไม่อยากให้หญิงชราต้องเสียน้ำใจ  ดังนั้น นาธานจึงยอมรับโถดินเผาเอาไว้แต่โดยดี

โถดินเผาที่หญิงชราทำขึ้นนั้นมีชื่อเรียกว่า “โถวงกต”  มันเป็นโถแปลกประหลาดที่เมื่อใส่ของเข้าไปแล้ว ของที่ใส่ลงไปก็จะหลงทางอยูในโถโดยไม่มีใครสามารถนำมันออกมาจากโถได้อีก  นาธานไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดหญิงชราจึงทำโถแปลก ๆ เช่นนี้ออกขาย (เขาเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากซื้อโถประหลาด ๆ แบบนี้เป็นแน่) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  นาธานก็ยังคงแบกมันติดตัวไปด้วย โดยหวังว่าสักวัน เขาจะสามารถไขข้อสงสัยให้กระจ่างได้

นาธานออกเดินทางต่อจนได้พบกับเมืองร้างและปราสาทที่มีเพียงพระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงอาศัยอยู่ เมื่อนาธานสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุจากพระราชา พระองค์ก็ทรงเล่าให้นาธานฟังว่า เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเพราะมีปิศาจมากหน้าหลายตามาติดใจรักใคร่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวของพระองค์ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากเป็นเจ้าสาวของปิศาจ ปิศาจทั้งหลายจึงแกล้งมาหลอกหลอนจนผู้คนในเมืองพากันหนีหายไปจนหมด

เด็กหนุ่มไม่ชอบการกระทำของพวกปิศาจเอาเสียเลย และเมื่อเขานึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่ เขาจึงอาสาช่วยพระราชาจัดการกับปิศาจเหล่านั้น

แม้นาธานจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ ที่จะใช้ต่อกรกับพวกปิศาจ แต่เขาเชื่อมั่นว่าหากเขาใช้ปัญญาขบคิด เขาก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง นาธานจึงรวบรวมสมาธิเพื่อคิดหาวิธีปราบปิศาจ จนในที่สุด เขาก็ค้นพบหนทางที่น่าจะเป็นไปได้

นาธานเล่าแผนการทั้งหมดให้พระราชาฟัง จากนั้น เขาก็ขอร้องให้พระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงช่วยกันเล่นละครเพื่อลวงเหล่าปิศาจให้ติดกับ!

ตกกลางคืน เมื่อปิศาจทั้งหลายพากันมาชุมนุมที่ปราสาทของพระราชา พระราชากับพระราชินีจึงแกล้งทำทีว่าพระองค์ทรงตัดสินใจที่จะยกเจ้าหญิงให้แก่เหล่าปิศาจ เพื่อเป็นการยุติปัญหา พระราชาแจ้งให้พวกปิศาจทราบว่า พระองค์ได้ใส่แหวนประจำตระกูลเอาไว้ในโถดินเผาขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนพื้น ซึ่งหากปิศาจตนใดสามารถนำแหวนออกมาจากโถได้เร็วที่สุด พระองค์ก็จะยกเจ้าหญิงให้แต่งงานด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก

ทันทีที่พระราชาพูดจบ ปิศาจทั้งหลายก็แปลงกายเป็นหมอกควันแล้วแย่งกันพุ่งตัวเข้าไปในโถวงกตอย่างไม่รอช้า พระราชา พระราชินี เจ้าหญิงและนาธานต่างมองโถใบยักษ์ด้วยใจจดจ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไปนานพอควร  ทุก ๆ คนจึงมั่นใจว่าปิศาจทั้งหลายคงจะหลงวนเวียนอยู่ในโถวงกตโดยไม่มีโอกาสกลับมาก่อความเดือนร้อนได้อีกเป็นแน่

ในที่สุด นาธานก็ค้นพบประโยชน์ของโถประหลาดที่ช่วยให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างคาดไม่ถึง เมื่อสถานการณ์เลวร้ายคลี่คลายลง พระราชากับพระราชินีจึงกล่าวขอบคุณหนุ่มน้อยผู้มีน้ำใจ จากนั้น ทั้งสองพระองค์ ก็เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มพาชาวบ้านรวมทั้งพ่อแม่ของเขามาอาศัยอยู่ที่เมืองอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์แทนประชาชนที่อพยพออกไปแล้ว

นาธานดีใจที่ได้รับความกรุณาจากพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ และแล้ว…เขาก็สามารถช่วยผู้คนจากหมู่บ้านของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้สมดังปรารถนา

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ผีน้อยจอมเกเร

การอ่านนิทานผีก่อนนอนอาจทำให้เด็ก ๆ นอนหลับแบบไม่ค่อยสบายใจ แต่นิทานก่อนนอนเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” เป็นนิทานที่ต่างออกไป เพราะการได้อ่านหรือได้ฟังนิทานผีเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะ แถมตอนจบคงทำให้เด็ก ๆ โล่งใจและนอนหลับฝันดีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หวังว่านิทานเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” จะเป็นนิทานผีอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขนะครับ

นิทานเรื่อง ผีน้อยจอมเกเร

กองกอยเป็นผีน้อยขี้แกล้ง มันชอบแกล้งโผล่ขึ้นมาตอนที่เด็ก ๆ เผลอ เพื่อหลอกให้เด็ก ๆ ขวัญผวา ยิ่งกองกอยแกล้งเด็กให้กลัวได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งภูมิใจในความเป็นผีของมันมากขึ้นเท่านั้น กองกอยเคยแกล้งหลอกเสียจนเด็กตัวเล็ก ๆ น้ำตาร่วง และในบางครั้ง เด็กบางคนกลัวกองกอยเสียจนฉี่เลอะกางเกงเลยก็มี

เมื่อเวลาผ่านไป   เด็ก ๆ ที่เคยโดนกองกอยแกล้งก็ค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่  พวกเขาเริ่มรู้ว่ากองกอยเป็นเพียงผีกิ๊กก๊อกที่ทำได้แค่เพียงโผล่ขึ้นมาหลอกตอนที่มนุษย์เผลอ  ดังนั้นพวกเขาจึงบอกเล่าความไม่เอาไหนของกองกอยให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้  และในเวลาไม่ช้าไม่นาน  กองกอยก็กลายเป็นผีน้อยที่ไม่มีความน่ากลัวอีกต่อไป 

กองกอยไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเอาเสียมาก ๆ   ผีที่หลอกให้ใคร ๆ กลัวไม่ได้ จะอยู่เป็นผีต่อไปเพื่ออะไร  กองกอยไม่อยากเป็นผีกระจอก  มันจึงเริ่มหาทางแกล้งเด็กด้วยวิธีใหม่ ๆ  เพื่อทวงความน่ากลัวของมันกลับคืนมาอีกครั้ง

กองกอยเลือกที่จะทำตัวเป็นจิ๊กโก๋รุ่นเล็ก คือทำตัวเป็นนักเลงที่คอยแย่งของจากเด็ก ๆ มาเป็นของของตัวเอง  แม้กองกอยจะไม่มีอำนาจที่น่ากลัวเหมือนกับผีชนิดอื่น ๆ  แต่ถ้าดูจากรูปร่างของมันแล้ว  กองกองก็สามารถรังแกเด็กที่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบได้อย่างสบาย  ซึ่งหลังจากที่กองกอยตัดสินใจแกล้งเด็กด้วยวิธีนี้  เด็ก ๆ ก็กลับมากลัวผีน้อยจอมเกเรอย่างกองกอยอีกจนได้

ครูออยซึ่งเป็นครูสอนเด็กเล็ก ไม่พอใจต่อการกระทำของกองกอยเอาเสียมาก ๆ   ทุก ๆ วัน  ครูออยจะต้องคอยปลอบเด็ก ๆ ที่ร้องไห้ เพราะถูกกองกอยแย่งของต่าง ๆ ไปคนละชิ้นสองชิ้นเสมอ   ครูออยซึ่งเคยโดยกองกอยแกล้งสมัยที่เธอยังเป็นเด็กคิดในใจว่า  ถึงเวลาแล้วที่เจ้าผีน้อยจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูออยแอบไปที่บ้านของเด็ก ๆ แต่ละคน แล้วนำลูกโป่งสีสวยไปให้ลูกศิษย์ของเธอคนละ 1 ลูก  เด็ก ๆ ดีใจมากที่ได้รับลูกโป่งสวรรค์จากคุณครูของพวกเขา  แต่พวกเขากลับดีใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อครูออย กระซิบความลับบางอย่างให้พวกเขาฟัง

เมื่อใกล้ถึงเวลาโรงเรียนเข้า  เด็ก ๆ ทุกคนพร้อมใจกันนำลูกโป่งไปโรงเรียนด้วย  นี่คือแผนการที่ครูออยวางเอาไว้  และก็เป็นไปดังคาด เมื่อกองกอยเห็นลูกโป่งแสนสวยของเด็ก ๆ   เจ้าผีน้อยจอมเกเรก็ตรงรี่เข้าไปแกล้งเด็ก ๆ  ด้วยการแย่งลูกโป่งของเด็ก ๆ มาเป็นของ ๆ ตัวเอง

กองกอยแย่งลูกโป่งจากเด็ก ๆ ทีละลูกสองลูก  จนในที่สุด ลูกโป่งทั้งหมดของเด็ก ๆ ก็มารวมกันอยู่ในมือน้อย ๆ ของกองกอยแต่เพียงผู้เดียว

และแล้ว แผนการของครูออยก็สัมฤทธิ์ผล  เพราะเมื่อกองกอยถือลูกโป่งทั้งหมดเอาไว้ในมือ  ลูกโป่งสวรรค์ที่มีสีสันแสนสวยก็พาร่างน้อย ๆ ของกองกอยลอยล่องขึ้นไปบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ และสายลมก็ช่วยพัดพา กองกอยให้ลอยไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

เด็ก ๆ ต่างดีใจที่ลูกโป่งสวรรค์พากองกอยลอยไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาแกล้งพวกเขาได้ ส่วนครูออยเองก็แอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่เธอมอบบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้าผีน้อยจอมเกเร

#นิทานนำบุญ

………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายนักปลูกดอกไม้

นิทานเรื่อง เจ้าชายนักปลูกดอกไม้

นานแสนนานมาแล้ว  ณ ดินแดนกลางผืนน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรแห่งหนึ่ง ยังมีเจ้าชายองค์น้อยพระองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าชายที่อ่อนโยนและรักการปลูกดอกไม้มาก

ทุกวัน  เจ้าชายจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อไปทักทายหมู่ผีเสื้อและดูแลสวนดอกไม้ที่พระองค์ทรงปลูกเอาไว้   เจ้าชายเชื่อว่าความงามของดอกไม้มีพลังที่สามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงปลูกดอกไม้ชนิดต่าง ๆ จนเต็มสวนไปหมด  

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายทรงคิดอยากมอบความสุขให้แก่ประชาชนของพระองค์  เจ้าชายจึงแอบออกจากวังเพื่อไปหาที่เหมาะ ๆ ในการปลูกดอกไม้  

แต่อนิจจา! เมื่อเจ้าชายเหยียบย่างเข้าไปในเมือง  เจ้าชายกลับพบภาพที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาเลยตลอดชั่วชีวิต  

เจ้าชายทรงเห็นเด็ก ๆ ร้องไห้ด้วยความหิวโหย   พระองค์ทรงพบผู้คนที่เอาเปรียบกัน เจ้าชายทรงเจอฝูงชนที่ทำร้ายกันจนเลือดตกยางออก  ซ้ำร้าย…พระองค์ยังเห็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด นั่นก็คือภาพของผู้คนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่สนใจใยดีเลยแม้สักนิด!

เจ้าชายทรงรู้สึกหดหู่ใจมากต่อสิ่งที่ได้พบ  พระองค์จึงรีบนำเรื่องไปหารือกับพระบิดาและเหล่าเสนาบดีผู้รอบรู้

เมื่อพระราชาและเหล่าเสนาบดีได้ฟังเรื่องที่เจ้าชายนำมาปรึกษา  ทุกคนจึงชี้แจงให้เจ้าชายทราบว่า ความยากจน, การเอารัดเอาเปรียบและการทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก  ผู้คนต่างเคยชินกับสิ่งเหล่านี้  และไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องธรรมดาเหล่านี้ให้เป็นอื่นไปได้!

คำตอบที่เจ้าชายได้ฟังทำให้พระองค์ผิดหวังมาก เพราะแม้ว่าสิ่งที่เจ้าชายได้พบจะเป็นเรื่องจริง  แต่มันก็เป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าที่ผู้คนพึงจะยอมรับ  ด้วยเหตุนี้เอง  เจ้าชายจึงตัดสินใจทำเรื่องไม่ธรรมดาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกล้าทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้!

เจ้าชายเริ่มแผนของพระองค์โดยการขอร้องให้เหล่าผีเสื้อในสวนดอกไม้ช่วยพาพระองค์ไปยังก้อนเมฆที่อยู่บนฟ้า  

ทันทีที่ผีเสื้อได้ฟังคำขอร้องของเจ้าชาย  เหล่าผีเสื้อนับพัน ๆ ตัวก็พากันบินมาเกาะตามตัวของพระองค์ แล้วช่วยกันกระพือปีกจนเจ้าชายค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้น 

เมื่อเหล่าผีเสื้อพาเจ้าชายไปถึงก้อนเมฆ  พวกมันก็ช่วยกันบินประคองให้เจ้าชายลอยนิ่งอยู่กับที่ เจ้าชายทรงมองเมฆซึ่งชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำอย่างมีความหวัง  จากนั้น  พระองค์ก็ทรงโปรยเมล็ดของดอกไม้จนทั่วไปทั้งผืนเมฆ

เมื่อเวลาผ่านไป  เจ้าชายทรงพบว่าการโปรยเมล็ดอย่างไม่เอาใจใส่ทำให้ต้นอ่อนของดอกไม้ไม่ยอมงอกออกมาทักทายพระองค์เลยแม้สักต้น  เจ้าชายจึงขอให้หมู่ผีเสื้อพาพระองค์ลงไปยืนบนปุยเมฆที่ทั้งนุ่มและทรงตัวได้ยาก แล้วพระองค์ก็ลงมือปลูกดอกไม้อีกครั้ง โดยคราวนี้เจ้าชายทรงพรวนเมฆจนร่วนซุย ก่อนที่จะบรรจงปลูกดอกไม้ด้วยความตั้งอกตั้งใจทีละเมล็ด

หลายคืนต่อมา  เมล็ดพืชที่ถูกปลูกด้วยความเอาใจใส่ก็ค่อย ๆ ขยับตัวกระดุ๊กกระดิ๊กและต้นอ่อนก็เริ่มงอกขึ้นมาจากเมล็ดเหล่านั้นอย่างช้า ๆ  

แต่น่าเสียดายเหลือเกิน  เมื่อต้นอ่อนของดอกไม้ที่แสนบอบบางสัมผัสเข้ากับแสงแดดที่จัดจ้า  พวกมันก็พาลอ่อนแรงลงและเหี่ยวเฉาตายไปจนหมดสิ้น

แม้ความพยายามของเจ้าชายจะล้มเหลวอีกเป็นครั้งที่สอง  แต่พระองค์ก็ยังไม่ยอมแพ้ เจ้าชายทรงเลือกเมล็ดพืชชนิดใหม่ที่ทนแสงได้ดีกว่าเดิม  จากนั้น  พระองค์ก็ทรงลงมือพรวนเมฆ   แล้วนำเมล็ดพืชที่คัดสรรลงปลูกในแปลงด้วยความรักความเอาใจใส่  

เพียงไม่กี่วัน  ต้นอ่อนของดอกไม้ก็งอกขึ้นมาจากปุยเมฆ  เจ้าชายทรงดีใจมาก  แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท  ตลอดทั้งวัน…พระองค์จึงทรงใช้ตัวเองยืนบังแสงแดดให้ต้นอ่อนของดอกไม้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเฉาตายเพราะแสงอาทิตย์  ซึ่งเมื่อเจ้าชายทุ่มเทดูแลต้นอ่อนของดอกไม้อย่างเต็มที่   ในที่สุด  ดอกไม้แสนสวยก็เติบโตและปกคลุมผืนเมฆจนทั่วไปหมด

เมื่อก้อนเมฆเต็มไปด้วยดอกไม้  มันจึงลอยต่ำลงและส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วทั้งอาณาจักร  ชาวเมืองต่างตื่นเต้นที่ได้เห็นสวนดอกไม้ลอยอยู่เหนืออาณาจักรของพวกเขา  แต่เมื่อเมฆลอยต่ำลงมาอีก  พวกเขาก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้น เพราะผู้ที่นั่งอยู่บนก้อนเมฆก็คือเจ้าชายองค์น้อยของพวกเขานั่นเอง

ทันทีที่พระราชาและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ได้เห็นเรื่องเกินฝันที่เจ้าชายทรงกระทำ  ทุกคนก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมาบ้าง 

ฝ่ายผู้คนในอาณาจักรที่เคยชาชินกับเรื่องธรรมดาอันเลวร้าย  มาบัดนี้…พวกเขาก็เกิดความกล้าที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านั้นเพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขาดีงามและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เมื่อทุก ๆ คนร่วมมือร่วมใจกัน  ท้ายที่สุด  พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องธรรมดาอันเลวร้ายให้กลายเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ดีงามได้เป็นผลสำเร็จ

เจ้าชายองค์น้อยทรงดีใจมากที่ความพยายามปลูกดอกไม้บนก้อนเมฆของพระองค์ช่วยทำให้อาณาจักรธรรมดาที่พระองค์รักแสนรักกลายเป็นอาณาจักรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข 

ส่วนพระราชา, เหล่าเสนาบดีและประชาชนทุกคนต่างก็รู้สึกชื่นชมเจ้าชายองค์น้อยที่นอกจากพระองค์จะปลูกดอกไม้บนก้อนเมฆได้อย่างน่าอัศจรรย์แล้ว  พระองค์ยังได้ปลูกดอกไม้ที่แสนวิเศษในหัวใจของพวกเขาอีกด้วย

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สวนสัตว์แสนรัก

นิทานเรื่อง สวนสัตว์แสนรัก

ผมชื่อ‘ปุกปุย’   ผมเป็นหมีขาวตัวเล็ก ๆ ที่แสนน่ารัก  บ้านของผมเป็นสวนสัตว์ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น  ผมรักบ้านของผมมาก  มันเป็นบ้านที่น่าอยู่มากกว่าสวนสัตว์แห่งใดในโลก 

วันหนึ่ง  มีสวนสัตว์ขนาดใหญ่มาเปิดใกล้ ๆ กับเมืองที่ผมอยู่  มันเป็นสวนสัตว์ทันสมัยและมีสัตว์หายากมากมายเต็มไปหมด   ผมไม่ชอบสวนสัตว์แห่งนั้นเลย   เพราะมันทำให้ผู้คนพากันไปดูสัตว์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่นั่น จนแทบไม่มีใครอยากมาเที่ยวที่บ้านของผมอีก

คุณปู่ผู้ดูแลสวนสัตว์ถึงกับต้องปวดหัว  เพราะถ้าทุกคนไปเที่ยวที่ใหม่กันหมด  สวน-สัตว์เล็ก ๆ อย่างบ้านของผมก็คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้ 

ผมไม่อยากสูญเสียบ้านของผมไปเลย  ดังนั้น  ผมจึงคิดว่าผมควรจะทำอะไรสักอย่าง

หลายคืนต่อมา  ผมชวนเพื่อน ๆ ให้มาประชุมกันที่ลานกว้างกลางสวนสัตว์   เมื่อผมเล่าสถานการณ์และแผนของผมให้ทุกคนได้รู้  เพื่อนของผมต่างก็ยินดีที่จะร่วมมือกันปกป้องสวนสัตว์ของพวกเราอย่างสุดความสามารถ

วันรุ่งขึ้น  เมื่อมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินผ่านหน้าสวนสัตว์  เจ้านกแก้วแสนรู้ก็รีบทำตามแผนโดยมันบินไปทักทายและอาสาว่าจะพาคู่รักคู่นั้นเดินเที่ยวในสวนสัตว์แสนสวย

ทันทีที่แขกทั้งสองก้าวผ่านประตูสวนสัตว์เข้ามา  ครอบครัวนกยูงผู้สง่างามก็ตั้งแถวรำแพนหางเพื่อต้อนรับแขกทั้งคู่  หนุ่มสาวต่างตื่นเต้นต่อสิ่งที่ได้เห็น  แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนเดียวที่พวกเราเตรียมการเอาไว้ 

เมื่อคู่รักหนุ่มสาวเดินตามนกแก้วเข้ามาเรื่อย ๆ   พวกเขาก็ได้พบกับการแสดงสุดพิเศษที่ผมกับเพื่อน ๆ ตั้งใจมอบให้ 

ลุงสิงโต อาเสือดาวกับเหล่าเสือใจดีทั้งหลายทำทีเป็นวาดลวดลายต่อสู้กันจนคนดูหัวใจ เต้นระทึก  ฝ่ายลิงจ๋อเองก็ไม่ยอมแพ้  ทุกตัวทุกพันธุ์พร้อมใจกันปีนป่าย จนกลายเป็นกายกรรมต่อตัวที่สูงเสียดฟ้า ทำให้คนดูทั้งตื่นเต้นและหวาดเสียว  ส่วนเจ้าตัวตุ่นก็แกล้งผลุบ ๆ โผล่ ๆ ขึ้นมาจ๊ะเอ๋กับผู้ชมตามจุดต่าง ๆ ซึ่งทำให้บรรยากาศของสวนสัตว์ดูน่ารักไปอีกแบบ   สำหรับตัวผมนั้น  ผมได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากคุณกิ้งก่าคามีเลี่ยน เพราะคุณกิ้งก่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเปลี่ยนสีแปลงโฉม  ผมจึงขอร้องให้คุณกิ้งก่าช่วยแปลงโฉมหมีขาวอย่างผมให้กลายเป็นหมีสีขาวดำดูน่ารัก เพื่อแสดงท่าตลก ๆ เลียนแบบเจ้าหมีแพนด้าที่ทุก ๆ คนชื่นชอบ

หนุ่มสาวทั้งสองต่างมีความสุขที่ได้มาเยี่ยมชมบ้านของผมกับเพื่อน ๆ  และก่อนที่ทั้งคู่จะจากไป  พวกเราก็พร้อมใจกันส่งเสียงประสานเป็นเพลงอำลา ซึ่งทำให้คู่รักทั้งสองประทับใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากวันนั้น  สิ่งที่พวกเราทำก็ได้รับการเล่าขานต่อไปแบบปากต่อปาก จนผู้คนเริ่มหันมาสนใจบ้านของพวกเรากันอีกครั้ง

          “สวนสัตว์เล็ก ๆ ที่ดูธรรมดาแต่ไม่เหมือนใคร”

          “สวนสัตว์แห่งความประทับใจที่ทุกคนไม่ควรพลาด”

          “สวนสัตว์ที่พวกสัตว์เต็มใจต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ผู้คนพูดถึงบ้านของผมและสิ่งที่พวกเราทำกันไปต่าง ๆ นานา คุณปู่ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นฝูงชนมายืนต่อแถวเพื่อเข้าชมสวนสัตว์กันอย่างไม่ขาดสาย 

ในที่สุด การร่วมแรงร่วมใจกันก็ทำให้ผมกับเพื่อน ๆ ปกป้องสวนสัตว์เล็ก ๆ ที่พวกเรารักได้เป็นผลสำเร็จ  ผมมีความสุขมากที่จะได้อยู่ในบ้านเล็ก ๆ ของผมแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

กิ่งไม้กายสิทธิ์

นิทานเรื่อง “กิ่งไม้กายสิทธิ์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุย) แต่งและพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนเมื่อราว 10 ปีก่อน หลังจากนิตยสารขวัญเรือนวางจำหน่ายได้ไม่นาน นิทานเรื่องนี้ก็ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ คือมีเว็บไซต์หนึ่งนำนิทานเรื่องนี้ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อผมแจ้งทางเว็บไซต์ให้ช่วยนำนิทานออกจากระบบ ไม่นานนัก ผมก็พบว่านิทานเรื่องนี้ถูกนำไปเผยแพร่ที่เว็บไซต์อื่น ๆ อีก (โดยให้เครดิตเว็บไซต์แรก) ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานเกิดขึ้นมาตลอด นิทานบางเรื่องถูกละเมิดและตัดชื่อผู้แต่งออกจนดูคล้ายเป็นนิทานสาธารณะ การทำงานด้านเด็กและการเป็นนักแต่งนิทาน บางทีก็มีเรื่องบั่นทอนกำลังใจเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่ทุกครั้งที่่ได้รู้ว่าเด็ก ๆ มีความสุขจากการอ่านนิทานที่ผมแต่ง กำลังใจก็มักจะคืนกลับมาได้ง่าย ๆ ขอบคุณที่ติดตามนิทานนำบุญนะครับ และขอให้มีความสุขกับนิทานสอนใจสั้น ๆ เรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง กิ่งไม้กายสิทธิ์

น้องเอ๋ยเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีนิสัยซุกซนจนทำให้คุณแม่ต้องปวดหัวอยู่บ่อย ๆ   

วันหนึ่ง  ตอนที่คุณแม่ไม่อยู่บ้าน  น้องเอ๋ยแอบฝืนคำสั่งของคุณแม่ด้วยการมุดรั้วออกไปเที่ยวในทุ่งหญ้าที่คุณแม่เตือนนักเตือนหนาว่าอย่าเข้าไปเล่น  น้องเอ๋ยชอบทำอะไรแบบนี้เสมอ  ขอให้ได้ดื้อสักหน่อย  ถ้าคุณแม่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน  มันก็เป็นเรื่องที่สนุกและน่าตื่นเต้นดีมิใช่หรือ ?

ในขณะที่น้องเอ๋ยกำลังเดินเล่นอยู่นั้น   จู่ ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นกิ่งไม้รูปร่างแปลก ๆ วางอยู่บนหินก้อนใหญ่โดยมีเศษหนังผืนเล็ก ๆ วางอยู่ติด ๆ กัน   เมื่อน้องเอ๋ยเดินเข้าไปดูและอ่านข้อความบนแผ่นหนัง  เธอก็พบความลับที่วิเศษสุด  เพราะกิ่งไม้ที่เธอเห็น  มันเป็นคทากายสิทธิ์ที่สามารถเนรมิตให้เกิดอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

น้องเอ๋ยดีใจและรีบนำคทากลับบ้าน   เธอคิดเรื่องสนุก ๆ เอาไว้มากมาย  และทันทีที่เธอเข้าไปในห้องครัวของคุณแม่     น้องเอ๋ยก็เริ่มต้นใช้คทาเสกให้ฝูงปลาทองลอยขึ้นมาจากอ่างน้ำแล้วเนรมิตให้พวกมันสามารถว่ายเวียนไปในอากาศได้ด้วยอำนาจที่แสนอัศจรรย์   จากนั้น  เธอก็ร่ายมนตร์ให้หม้อ กระทะ ตะหลิว พร้อมกับเหล่าเครื่องครัวทั้งหลายลุกขึ้นมาเต้นระบำกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด   เด็กน้อยเจ้าของกิ่งไม้กายสิทธิ์มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีความสุข   เธอว่าคาถาต่อไปโดยบังคับให้กระป๋องแป้งลอยขึ้นไปบนฟ้า แล้วให้มันหมุนคว้างพร้อม ๆ กับโรยผงแป้งลงมาราวกับเป็นช่วงเวลาที่หิมะตก    น้องหมากับเจ้าเหมียวลื่นไถลบนพื้นห้องจนมอมแมมไปตาม ๆ กัน   น้องเอ๋ยสนุกกับการใช้คทาวิเศษในการทำเรื่องซุกซนจนบ้านยุ่งเหยิงชนิดที่คุณแม่ต้องโกรธจนควันออกหูแน่ ๆ   แต่น้องเอ๋ยไม่กลัวหรอก  เพราะเธอรู้ว่า เธอสามารถใช้คทาวิเศษเสกให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนที่คุณแม่จะกลับมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

น้องเอ๋ยสนุกกับการใช้เวทมนตร์จนเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน   เมื่อน้องเอ๋ยนอนหลับไปได้สักพัก ใครบางคนที่แอบมองน้องเอ๋ยจากนอกหน้าต่างก็เปิดประตูบ้านและย่องตรงเข้ามาหาเจ้าเด็กน้อยจอมซนที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่   บุคคลลึกลับที่ลอบเข้ามาในบ้านเป็นหญิงชราที่มีจมูกงุ้มและคางยื่นแลดูน่าเกลียดน่ากลัวมาก  เธอมองเด็กน้อยพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างสมใจ  จากนั้น เธอก็เอื้อมมือที่เหี่ยวย่นออกมาเพื่อหยิบกิ่งไม้กายสิทธิ์ แล้วค่อย ๆ เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

ตกเย็น  น้องเอ๋ยสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงของคุณแม่ร้องเรียกจากหน้าบ้าน  เด็กน้อยรีบมองหาคทาวิเศษเพื่อเสกทุกอย่างให้กลับคืนสู่สภาพเดิม  แต่อนิจจา! กิ่งไม้กายสิทธิ์กลับหายไปจากห้อง ๆ นั้นเสียแล้ว

เมื่อคุณแม่เปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพภายในห้องครัว   คุณแม่ตกใจจนร้องเจี๊ยก แถมยังอ้าปากค้างและทำตาโตเกือบ ๆ จะเท่ากับขนาดของไข่นกกระจอกเทศเลยทีเดียว  น้องเอ๋ยมองเห็นควันพวยพุ่งออกมาหูของคุณแม่ราวกับเป็นควันจากกาต้มน้ำที่เดือดปุด ๆ    คุณแม่คงโกรธเธอมาก   น้องเอ๋ยทำหน้าเหยเก  และแล้ว…เด็กน้อยจอมซนก็เริ่มร้องไห้แง ๆ ก่อนที่คุณแม่จะลงมือตีก้นเธอเสียด้วยซ้ำ  

ที่นอกบ้าน  แม่มดเจ้าเล่ห์แอบมองลอดหน้าต่างเข้าไปพร้อมกับฉีกยิ้มด้วยความสะใจ ในที่สุด  แผนการณ์ต่าง ๆ ที่เธอวางไว้ก็สำเร็จตามความคาดหมาย 

“เด็กซน ๆ ต้องถูกตีก้นเสียให้เข็ด”  

แม่มดหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ   จากนั้น  เธอก็ขี่ไม้กวาดของเธอ แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อหาโอกาสแกล้งเด็กซน ๆ ทั้งหลายให้ได้รับบทเรียนที่สาสมต่อไป

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นางฟ้าแห่งเสียงเพลง

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับนางฟ้าเรื่อง “นางฟ้าแห่งเสียงเพลง” เป็นนิทานนางฟ้าใจดีที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่รายการประกวดร้องเพลงชื่อ “อะคาเดมี่ แฟนทาเชีย” กำลังดัง นิทานนางฟ้าสั้น ๆ เรื่องนี้ มีลูกเล่นอยู่ที่เวทมนตร์ที่ออกจะแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่เชื่อว่าเป็นเวทมนตร์ที่น่ารักและอาจทำให้เด็ก ๆ ได้อะไร ๆ ที่เป็นประโยชน์และอาจสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้แก่เด็ก ๆ ได้บ้าง ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง นางฟ้าแห่งเสียงเพลง

กาลครั้งหนึ่งนานนิดหน่อย มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งเป็นนางฟ้าองค์น้อยซึ่งมีชื่อว่า“ลันลา”  

ลันลารักเสียงเพลงมาก  เธอร้องเพลงได้ทั้งวันไม่เคยเบื่อ  เพื่อน ๆ จึงมักล้อลันลาว่า  ถ้าลันลาไม่ ได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนางฟ้า เธอคงสมัครเป็นนักล่าฝันในรายการอะคาเดมี่แฟนเทเชียไปแล้ว!

สำหรับการเรียนในโรงเรียนนางฟ้า  นางฟ้าฝึกหัดทุกองค์ต้องคิดค้นเวทมนตร์ใหม่ ๆ  เพื่อใช้สอบเลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าตัวจริงก่อนที่จะจบการศึกษา เวทมนตร์ของใครมีประโยชน์มาก  โอกาสสอบผ่านก็จะมีมาก  นางฟ้าฝึกหัดทั้งหลายจึงทุ่มเทคิดค้นเวทมนตร์ของตัวเองกันอย่างเต็มที่ 

ในขณะที่นางฟ้าฝึกหัดส่วนใหญ่พยายามคิดเวทมนตร์เสกเงินทองหรือเนรมิตข้าวของที่มนุษย์ต้องการ  แต่นางฟ้าฝึกหัดผู้รักเสียงเพลงอย่างลันลากลับคิดเวทมนตร์ที่ทั้งแปลกและแหวกแนว  นั่นคือ…การคิดเวทมนตร์เสกให้ผู้คนร้องเพลง! 

ในความเป็นจริง  การร้องเพลงเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา  ใคร ๆ ก็ร้องเพลงได้กันอยู่แล้ว  เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าลันลาคิดเวทมนตร์เช่นนี้  เพื่อน ๆ จึงพากันหัวเราะขบขัน

ฝ่ายคุณครูนางฟ้าที่ดูแลลันลานั้น  คุณครูทั้งหลายต่างเป็นห่วงลันลามาก เพราะเวท-มนตร์เนรมิตเงินทองดูเหมือนจะมีประโยชน์มากกว่าการเสกให้ผู้คนร้องเพลงเป็นไหน ๆ   ดังนั้น โอกาสที่ลันลาจะสอบตกจึงมีความเป็นไปได้มากกว่านางฟ้าฝึกหัดองค์อื่น ๆ

แม้คุณครูนางฟ้าจะพยายามเตือนลันลาหลายต่อหลายครั้ง แต่ลันลาก็ยังคงยิ้มและยืนยันที่จะคิดเวทมนตร์แปลก ๆ ของเธอต่อไปไม่แปรเปลี่ยน  ด้วยเหตุนี้  เมื่อถึงเวลาทดสอบการใช้เวท-มนตร์  คุณครูนางฟ้าทั้งหลายจึงแอบตามไปดูการใช้เวทมนตร์ของลันลาด้วยความเป็นห่วง     

สถานที่แรกที่ลันลานำเวทมนตร์ไปใช้คือบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งมีเสียงเด็ก ๆ ร้องไห้ดังกระจองอแงไปหมด  ลันลาเห็นว่าเด็กกำพร้าเป็นเด็กที่น่าสงสาร  เพราะพวกเขาไม่มีทั้งพ่อและแม่ เมื่อเด็กกำพร้าคนหนึ่งร้องไห้  เด็กกำพร้าคนอื่น ๆ ก็จะเศร้าและร้องไห้ตามไปด้วย  ลันลาอยากให้เด็กกำพร้ารู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และโลกใบนี้ยังมีสิ่งดีงามรอพวกเขาอยู่อีกมาก  ลันลาจึงเสกให้เด็ก ๆ ร้องไห้ออกมาเป็นเสียงเพลง  ซึ่งเมื่อเด็ก ๆ ร้องไห้ออกมาเป็นเพลงพร้อม ๆ กัน  เสียงร้องของเด็ก ๆ จึงกลายเป็นเพลงประสานเสียงที่แสนอบอุ่นและทำให้ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายในใจของเด็ก ๆ ค่อย ๆ สลายไปทีละน้อย 

หลังจากที่ลันลาช่วยทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้  นางฟ้าผู้รักเสียงเพลงจึงเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยคนไข้อาการหนัก   คนไข้มากมายต่างหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย แถมพวกเขายังด่าทอชะตากรรมที่ทำให้พวกเขาต้องเจ็บป่วย  ลันลาอยากให้คนไข้มีกำลังใจมากขึ้นและอยากให้พวกเขาเห็นว่าโรคภัยเป็นเพียงอุปสรรคชีวิตที่มีไว้ทดสอบความเข้มแข็งของมนุษย์ ลันลาจึงเสกให้เหล่าคนไข้ระบายความอึดอัดในใจออกมาเป็นเสียงเพลง  ซึ่งเมื่อคนไข้ได้ร้องเพลงระบายความทุกข์  พวกเขาก็เริ่มสบายใจ, มีสติคิดทบทวนถึงสิ่งดีงามในการมีชีวิต และมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ 

สถานที่อีกแห่งที่ลันลาตั้งใจไปร่ายเวทมนตร์คือลานกว้างซึ่งมีผู้คนสองกลุ่มกำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน   จริง ๆ แล้ว  คนทั้งสองกลุ่มแค่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น  แต่เมื่อพวกเขาตะโกนใส่กันด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ความโกรธเคืองจึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ลันลาอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น  เธอจึงเสกให้เสียงด่าทอกลายเป็นเสียงเพลงที่แสนไพเราะ  และเมื่อถ้อยคำหยาบคายกลายเป็นบทเพลงที่น่าฟัง  ผู้คนจึงมีใจจดจ่อฟังเนื้อความในบทเพลงของฝ่ายตรงข้าม  ไม่นานนัก  พวกเขาก็เข้าใจความคิดเห็นของกันและกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“การเสกให้ผู้คนร้องเพลงออกมาช่างเป็นเวทมนตร์ที่วิเศษอะไรเช่นนี้” คุณครูนางฟ้าทั้งหลายรำพึงเบา ๆ “เวทมนตร์อื่น ๆ อาจเนรมิตสิ่งของที่มีค่าทางกาย แต่เวทมนตร์แห่งเสียงเพลงช่วยสร้างสิ่งมีค่าทางใจได้อย่างวิเศษ”

และแล้ว คุณครูนางฟ้าทั้งหมดก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใดลันลาจึงยืนกรานที่จะคิดค้นเวทมนตร์แปลก ๆ ของเธอโดยไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุด  คุณครูนางฟ้าทั้งหมดจึงลงความเห็นให้นางฟ้าฝึกหัดที่ใช้เวทมนตร์สร้างความอบอุ่นใจให้เด็กกำพร้า, สร้างกำลังใจให้คนเจ็บป่วย และสร้างความเข้าใจให้คนที่ทะเลาะเบาแว้งกัน ได้เลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าตัวจริงอย่างสมบูรณ์แบบ  นอกจากนี้  คุณครูยังแต่งตั้งให้ลันลาเป็นนางฟ้าแห่งเสียงเพลงและขอให้เธอใช้เวทมนตร์ที่คิดขึ้นสร้างความสุขให้ผู้คนทั้งหลายต่อไป…ตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

…………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โทรศัพท์ข้ามมิติ

นิทานก่อนนอนเรื่อง โทรศัพท์ข้ามมิติ เป็นนิทานซึ้ง ๆ ที่บางคนอ่านแล้วบอกว่า “เกือบน้ำตาไหล” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งให้เป็นนิทานเพื่อให้กำลังใจเด็กกำพร้า (เหมือนนิทานเรื่อง นกน้อยปริศนา) แต่เด็กคนอื่น ๆ (รวมทั้งผู้ใหญ่) ก็อ่านได้ ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกเศร้า ๆ ก็ลองกอดคนใกล้ ๆ เพื่อให้กำลังใจกันและกันนะครับ

นิทานเรื่อง โทรศัพท์ข้ามมิติ

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กกำพร้าคนหนึ่งเป็นคนช่างคิดและชอบประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ

วันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดความคิด อยากสร้างโทรศัพท์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก

“โทรศัพท์แบบไร้สายก็เชยเกินไปแล้ว   โทรศัพท์มือถือทั่วไปก็ตกยุค   สมาร์ทโฟนก็ล้นตลาด

ฉันจะสร้างโทรศัพท์ข้ามมิติที่ยังไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน”

เมื่อคิดเช่นนั้น  เด็กน้อยจึงนำอุปกรณ์เท่าที่หาได้ คือถ้วยพลาสติกเหลือใช้, ด้าย, ปากกา ฯลฯ แล้วเอาอุปกรณ์เท่าที่มีมาทำเป็นโทรศัพท์ข้ามมิติซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับโทรศัพท์กระป๋องที่เป็นของเล่นของเด็ก ๆ

เมื่อเพื่อนของเด็กน้อยเห็น  เพื่อนของเขาก็พูดว่า  “นี่มันโทรศัพท์กระป๋องนี่นา ไม่เห็นจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ตรงไหน”

เด็กน้อยส่งยิ้มให้เพื่อน  จากนั้น เขาก็บอกกับเพื่อนว่า  “ฉันทำเต็มกำลังเท่าที่เด็กอย่างพวกเราจะทำได้ แต่มันก็เป็นโทรศัพท์ข้ามมิติจริง ๆ นะ”

เพื่อนของเด็กน้อยทำท่าไม่เชื่อ  เพื่อนจึงถามว่า  “ถ้ามันเป็นโทรศัพท์ข้ามมิติจริง  เธอจะใช้มันโทรไปหาใคร”

เด็กน้อยยิ้มซื่อ ๆ   เขาส่งปลายสายของโทรศัพท์ให้เพื่อนยกแนบหู  แล้วเขาก็พูดที่ปลายสายอีกข้างหนึ่งว่า

“ฮัลโหล ๆ  พ่อจ๋า แม่จ๋า   พ่อกับแม่คิดถึงหนูไหม   หนูคิดถึงพ่อกับแม่สุดหัวใจ   ตอบหนูหน่อยได้ไหม…ถ้าพ่อกับแม่ได้ยิน”

เด็กน้อยหลับตาและเงี่ยหูฟังอย่างมีความหวัง   ลมพัดโชยผ่าน   ใบไม้ร่วงลงมาจากกิ่งตกลงสู่พื้น     แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมบริเวณนั้น   นานเสียจนไม่มีใครรู้ว่านานสักแค่ไหน

………

………

……….

……….

และในเสี้ยววินาทีหนึ่ง  หลังจากที่เด็กน้อยรอคอยจนเกือบสิ้นหวัง   เด็กน้อยก็ได้ยินเสียงเบา ๆ ดังผ่านมาตามสายว่า

“ได้ยินแล้วนะ  ได้ยินแล้ว  คิดถึงเหมือนกันนะ  คิดถึงที่สุดเลย” 

ละอองฝนโปรยลงมาจากก้อนเมฆ  แก้มของเด็กทั้งสองเปียกปอนไปด้วยหยดน้ำที่ทำให้พวกเขาต้องละมือจากโทรศัพท์ข้ามมิติที่ถือคุยกันอยู่

เด็กกำพร้าทั้งสองมองหน้ากัน ปาดน้ำที่เปื้อนแก้ม   จากนั้น  ทั้งคู่ก็กอดคอพากันเดินกลับบ้านพัก โดยถือโทรศัพท์ข้ามมิติติดตัวกลับไปด้วย

เผื่อว่าวันไหนที่หัวใจเปลี่ยวเหงา พวกเขาจะได้ใช้โทรศัพท์ข้ามมิติพูดคุยกับคนที่พวกเขารัก….ซึ่งอยู่ไกลแสนไกล….

……แต่ไม่ไกลเกินหัวใจของพวกเขาจะคิดถึง

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงนักวาดรูปเล่น

ตลอดชีวิตของการแต่งนิทาน มีนิทานหลายเรื่องของผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนิทานเกี่ยวกับการวาดรูป นิทานเกี่ยวกับการวาดรูปเรื่องแรก ๆ แต่งไม่ยาก แต่พอแต่งนิทานเกี่ยวกับการวาดรูปเรื่องที่สอง ที่สาม ที่สี่ ยิ่งแต่งก็ยิ่งยาก เพราะต้องคิดเนื้อเรื่องให้ต่างจากเรื่องแรก ๆ และต้องมีข้อคิดหรือความสนุกไม่แพ้กัน นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าหญิงนักวาดรูปเล่น เป็นนิทานเกี่ยวกับการวาดรูปที่ผมแต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานในนิตยสารขวัญเรือน ถ้าอ่านตอนต้นเรื่องอาจรู้สึกว่าเป็นนิทานที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ถ้าอ่านจนจบรับรองว่า นิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่คุณผู้อ่านต้องรู้สึกว่า “นี่แหละคือนิทานนำบุญของแท้”

นิทานเรื่อง  เจ้าหญิงนักวาดรูปเล่น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์น้อยพระองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงที่ไม่มีความสามารถพิเศษใด ๆ นอกจากการวาดรูปเล่น  เจ้าหญิงมักใช้เวลาวาดรูปเล่นได้ทั้งวันไม่เคยเบื่อ ซึ่งต่างจากเวลาที่ต้องอ่านหนังสือเรียนหรือทำการบ้าน ที่พระองค์มักรู้สึกเสมอว่า มันช่างยากเย็นราวกับการเข็นครกขึ้นภูเขา

เมื่อพระมารดาของเจ้าหญิงสังเกตเห็นว่าลูกสาวเอาแต่วาดรูปเล่นทั้งวัน  แทนที่พระมารดาจะว่ากล่าว  พระองค์กลับส่งเสริมให้เจ้าหญิงวาดรูปเล่นได้อย่างเต็มที่   โดยพระมารดาจะคอยจัดหาอุปกรณ์มาให้เจ้าหญิงได้วาดเล่นไม่เคยขาด ทั้งยังเชิญศิลปินฝีมือดีมาให้คำแนะนำเจ้าหญิงเกี่ยวกับวิธีวาดรูปให้สนุกมากยิ่งขึ้น  เจ้าหญิงทรงมีความสุขที่ได้วาดรูปเล่นอย่างที่ใจรัก   แต่บรรดาเจ้าชายผู้เป็นพี่ รวมถึงพระราชากลับมองว่า พระราชินีทรงตามใจเจ้าหญิงมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เจ้าหญิงประสบกับปัญหาในอนาคต 

คำสบประมาทของเจ้าชายและพระราชาทำให้เจ้าหญิงรู้สึกหวั่นไหว  แต่พระราชินีมักปลอบเจ้าหญิงว่า “หากลูกรักการวาดรูปเล่น ก็จงวาดรูปเล่นให้เต็มกำลังเถอะนะ ทำสิ่งที่รักในวันนี้ให้ดีที่สุด  ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครกำหนดได้ทั้งนั้น”

คำพูดของพระมารดาทำให้เจ้าหญิงเกิดความมุมานะและมั่นใจในการวาดรูปเล่นมากขึ้นอีก พระองค์จึงฝึกฝนวาดรูปในรูปแบบต่าง ๆ  และคอยขอคำแนะนำจากศิลปินทั้งหลายอย่างไม่เคอะเขิน  ที่สำคัญ  เจ้าหญิงองค์น้อยทรงทดลองวาดรูปเล่นในทุกรูปแบบ ซึ่งการได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทำให้การวาดรูปสนุกมากขึ้น และทำให้ฝีมือของพระองค์พัฒนาขึ้นจนศิลปินทั่วทั้งเมืองต่างให้การยอมรับ

แต่แล้ววันหนึ่ง  เมืองเล็ก ๆ ของเจ้าหญิงก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งเมืองแห่งนี้มา กล่าวคือ ในเช้าวันหนึ่ง  พระราชาทรงทราบข่าวว่า กลุ่มกองโจรที่ชอบจี้ปล้นเมืองเล็ก ๆ พร้อมกับเผาเมืองจนวอดวาย กำลังเดินทางมายังเมืองของพระองค์  พระราชาทรงเห็นว่า  การต่อสู้กับกองโจรในครั้งนี้ต้องมีการปะทะกันอย่างรุนแรงและมีความสูญเสียอย่างยากจะคาดการณ์ได้  แต่หากไม่วางแผนตั้งรับ  เมืองของพระองค์ก็คงจะย่อยยับเป็นแน่  เมื่อไม่มีทางเลือก  พระราชาจึงจัดประชุม เพื่อเตรียมการปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากอันตรายอันใหญ่หลวงนี้

ในที่ประชุม  เจ้าชายองค์โตทรงอาสาควบคุมกองดาบปราบศึกเพื่อดูแลภายในพระราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชาและพระราชินี  เจ้าชายองค์รองทรงอาสาควบคุมกองทหารม้าฮี้  ๆ  เพื่อปะทะกับกองโจรหากพวกมันบุกเข้ามาถึงบริเวณรอบปราสาท  เจ้าชายองค์ที่สามอาสาควบคุมกองพลดาวกระจาย  ที่จะคอยซุ่มอยู่บนหอคอย  เพื่อจัดการกับกองโจรด้วยอาวุธลับ  ส่วนเจ้าหญิงองค์น้อยทรงอาสาออกไปนอกกำแพงเมืองพร้อมกับเหล่าศิลปิน เพื่อใช้ความสามารถในการวาดรูปเล่นต่อสู้กับกองโจรที่โหดร้าย

หลายคนงุนงงกับการตัดสินใจของเจ้าหญิง  แต่พระราชินีทรงเชื่อมั่นในตัวลูกสาว  พระองค์จึงขออนุญาตพระราชาให้เจ้าหญิงได้ปกป้องบ้านเมืองตามความสามารถที่มีอยู่   ครั้นเมื่อพระราชาทรงอนุญาต  ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงต่างก็แยกย้ายกันไปดำเนินการตั้งรับการรุกรานของกองโจรอย่างเร่งด่วน

ในส่วนของเจ้าหญิง  พระองค์ทรงเล่าแผนการให้บรรดาศิลปินได้ฟัง  จากนั้น  ทุกคนก็ร่วมแรงร่วมใจกันทำตามแผน  โดยศิลปินกลุ่มหนึ่งช่วยกันระบายสีกำแพงเมืองและตัวเมืองให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติจนคนที่มองจากระยะไกลถูกลวงตาว่าบริเวณนั้นเป็นเพียงธรรมชาติที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งเมืองใด ๆ ตั้งอยู่   ส่วนศิลปินอีกกลุ่มช่วยกันระบายสีพื้นหินรอบนอกตัวเมืองให้ดูเหมือนเหวลึก  ซึ่งหากมองในระยะปานกลางจะมองเห็นความลึกที่น่ากลัวและทำให้ไม่อยากเดินทางผ่าน  สำหรับศิลปินกลุ่มสุดท้ายที่ถนัดการใช้สีสะท้อนแสงในความมืด ก็ลงมือแต้มรูปปิศาจและผีร้ายซุกซ่อนไว้ตามมุมต่าง ๆ  ซึ่งภาพเหล่านั้นมองแทบไม่เห็นในเวลากลางวัน แต่จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

ครั้นเมื่อกองโจรเดินทางตามแผนที่มายังบริเวณเมือง  พวกโจรก็มองเห็นแต่ผืนป่าที่ว่างเปล่าไร้ร่องรอยของเมืองอย่างที่แผนที่บอกเอาไว้  ในขณะเดียวกัน  โจรที่นำทางก็สังเกตเห็นหุบเหวอันน่ากลัว  จึงพากองโจรเดินทางไปในทิศทางตรงกันข้าม  และหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดิน  เมื่อพวกโจรหันหลังกลับมา  พวกมันก็เห็นปิศาจและภูตผีอยู่ลิบ ๆ   ซึ่งทำให้พวกโจรดีใจที่ไม่หลงเดินทางตรงไปยังบริเวณที่มีเหวลึกนั้น

แน่นอนว่า พวกโจรตกหลุมพรางที่เจ้าหญิงทรงวางไว้  พวกมันจึงผ่านเมืองของเจ้าหญิงไปโดยไม่เกิดการปะทะกันเลยแม้แต่น้อย  และหลังจากที่พวกโจรเดินทางต่อไปได้ไม่นานนัก  พวกมันก็ต้องเผชิญ หน้ากับเมืองอีกเมืองหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสู้รบ  ซึ่งเพียงแค่พวกโจรหลงเข้าไปในเมืองแห่งนั้น  พวกมันก็ถูกจัดการจนแตกกระเจิงและไม่มีโอกาสได้จี้ปล้นหรือทำร้ายใคร ๆ อีก

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  พระราชา เจ้าชาย และทุก ๆ คนจึงได้ประจักษ์ว่า  แม้เจ้าหญิงจะไม่มีความ สามารถพิเศษใด ๆ นอกจากการวาดรูปเล่น  แต่เมื่อพระราชินีทรงส่งเสริมให้เจ้าหญิงได้ทำในสิ่งที่รักและเจ้าหญิงทรงทุ่มเททำสิ่งที่พระองค์สนใจอย่างเต็มที่  ความถนัดที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระก็กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้จริง…ในที่สุด

#นิทานนำบุญ

………………