Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานเจ้าหญิง

เจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty) เวอร์ชั่นพี่น้องกริมส์: นิทานคลาสสิกที่อบอุ่น

ในโลกของนิทานคลาสสิก มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานผ่านกาลเวลาอย่างไม่เสื่อมคลาย—เรื่องของเจ้าหญิงผู้หลับใหลด้วยคำสาป และตื่นขึ้นด้วยจุมพิตแห่งรักแท้ นิทานเรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ Sleeping Beauty หรือ “เจ้าหญิงนิทรา” แต่ในเวอร์ชั่นดั้งเดิมของพี่น้องกริมส์จากประเทศเยอรมนี นิทานนี้มีชื่อว่า Dornröschen ซึ่งแปลว่า “กุหลาบหนาม” อันเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้อง ความอดทน และการรอคอยอย่างมีความหวัง

แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับฉบับดิสนีย์ที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยภาพฝัน แต่แท้จริงแล้ว “เจ้าหญิงนิทรา” มีรากฐานจากนิทานพื้นบ้านยุโรปที่เก่าแก่และลุ่มลึก เวอร์ชั่นแรกสุดที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรคือ Sun, Moon, and Talia โดย จาแมตติสตา บาซีล (Giambattista Basile) ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีเนื้อหาเข้มข้นและมืดมนกว่าฉบับที่เรารู้จักในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1697 ชาร์ลส์ แปโรต์ (Charles Perrault) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ได้ปรับเรื่องให้ละมุนขึ้นใน La Belle au bois dormant ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของเวอร์ชั่นดิสนีย์ในเวลาต่อมา

พี่น้องกริมส์ (Jacob และ Wilhelm Grimm) ได้นำเรื่องนี้มาปรับใหม่ในชื่อ Dornröschen โดยตีพิมพ์ในปี 1812 จุดเด่นของเวอร์ชั่นกริมส์คือการเน้นความบริสุทธิ์ของเจ้าหญิง ความกล้าหาญของเจ้าชาย และภาพพุ่มหนามที่ปกคลุมพระราชวังเป็นดั่งม่านเวลาที่ปกป้องความงามไว้ให้คนที่คู่ควรได้พบเจอ นิทานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวของเวทมนตร์และโชคชะตา แต่ยังสะท้อนบทเรียนชีวิตเรื่อง “การรอคอยอย่างไม่สิ้นหวัง” และ “รักแท้ที่ไม่ต้องเร่งรีบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชากับพระราชินีพระองค์หนึ่ง ทั้งสองพระองค์ครองราชย์มานาน แต่ก็ยังไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาเลยสักองค์ พระราชินีทรงเศร้าโศกและภาวนาทุกวันว่าขอให้มีลูกเสียที

วันหนึ่ง พระราชินีเสด็จไปอาบน้ำที่สระน้ำ ทันใดนั้น ปลาตัวหนึ่งว่ายโฉบขึ้นมาแล้วพูดว่า “ความปรารถนาของพระนางกำลังจะเป็นจริง อีกไม่นานพระองค์จะมีลูกสาวแล้ว”

ไม่นานนัก พระราชินีก็ให้กำเนิดพระธิดางดงาม พระราชาและพระราชินีดีใจยิ่งนัก ทั้งอาณาจักรเต็มไปด้วยความสุข พระราชาจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญเหล่านางฟ้ามามอบพรให้เจ้าหญิงน้อย

ในราชอาณาจักรมีนางฟ้าอยู่ 13 องค์ แต่ในพระราชวังมีจานทองเพียง 12 ใบ พระราชาจึงจำใจเชิญนางฟ้ามาเพียง 12 องค์ เพื่อเลี้ยงดูอย่างสมเกียรติ

ในงานเลี้ยง นางฟ้าแต่ละองค์ต่างพากันประทานพรให้เจ้าหญิง ทั้งความงาม ความใจดี ความร่ำรวย ความสุข และพรดี ๆ อีกมากมาย แต่แล้ว…จู่ ๆ นางฟ้าองค์ที่ 13 ซึ่งไม่ได้รับเชิญก็มาปรากฏกายขึ้น นางโกรธมากที่ถูกลืม นางไม่ได้กินเลี้ยงกับคนอื่น และไม่ได้รับเกียรติใด ๆ เลย

นางฟ้าองค์ที่ 13 จึงกล่าวคำสาปเสียงดังว่า “เมื่อเจ้าหญิงมีอายุครบ 15 ปี เจ้าหญิงจะถูกเข็มปั่นด้ายตำมือ และจะต้องสิ้นพระชนม์!”

สิ้นเสียงนั้น นางฟ้าก็หายวับไปในทันที ทั้งราชวังตกอยู่ในความตกใจและเศร้าโศก

แต่ยังมีนางฟ้าองค์ที่ 12 ซึ่งยังไม่ได้มอบพร นางจึงออกมากล่าวว่า “อย่ากลัวไปเลย ข้าพเจ้าจะช่วยได้ แม้พรของข้าจะไม่สามารถลบคำสาปได้ แต่ข้าจะทำให้เจ้าหญิงไม่ตาย เพียงแต่จะหลับใหลไปเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วจะมีเจ้าชายมาปลุกให้ฟื้นคืน”

พระราชาได้ยินดังนั้นก็โล่งใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังกลัว จึงรับสั่งให้เผาเครื่องปั่นด้ายทุกอันในอาณาจักรทิ้งให้หมด

กาลเวลาผ่านไป เจ้าหญิงเติบโตเป็นสาวงดงาม มีน้ำใจอ่อนโยน และเป็นที่รักของทุกคน ครั้นเมื่อถึงวันเกิดครบ 15 ปี พระราชาและพระราชินีไม่อยู่ในพระราชวัง เจ้าหญิงจึงเดินเที่ยวไปตามห้องต่าง ๆ ด้วยความซุกซน

แล้วเจ้าหญิงก็มาถึงหอคอยสูง ห้องเล็ก ๆ ที่เจ้าหญิงไม่เคยเห็นมาก่อน ข้างในมีหญิงชราองค์หนึ่งกำลังนั่งปั่นด้ายอยู่ “คุณยายกำลังทำอะไรอยู่หรือคะ” เจ้าหญิงถามด้วยความอยากรู้ “ยายกำลังปั่นด้ายจ้ะ” หญิงชราตอบ เจ้าหญิงสนใจจึงขอลองทำบ้าง แต่ทันทีที่เจ้าหญิงจับเครื่องปั่นด้าย เข็มก็ทิ่มนิ้วของพระนาง คำสาปของนางฟ้าที่ 13 จึงเป็นจริง เจ้าหญิงทรุดลงและหลับใหลไปในทันที

และแล้ว…ทั้งพระราชวังพลันตกอยู่ในความสงบงัน พระราชา พระราชินี และเหล่าข้าราชบริพารต่างก็หลับไปเช่นเดียวกัน แม้แต่ม้าในคอก นกบนหลังคา หรือไฟที่กำลังลุกในเตา ก็หยุดนิ่งราวกับเวลาถูกสะกด

ไม่นานหลังจากนั้น พุ่มกุหลาบหนามก็ขึ้นปกคลุมรอบพระราชวัง พงหนามนั้นหนาทึบจนไม่มีใครสามารถเข้าไปถึงได้ และไม่นานนัก พระราชวังทั้งหลังได้หายไปจากสายตาของผู้คน

มีเรื่องเล่ากันไปทั่วดินแดน ว่าภายในพุ่มหนามนั้นมีเจ้าหญิงงดงามนอนหลับใหลอยู่ ใครก็ตามที่เข้าไปพยายามฝ่าพงหนามก็ล้วนติดอยู่ในนั้น ไม่มีใครกลับออกมาได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง…ครบหนึ่งร้อยปีเต็ม พุ่มหนามก็กลับกลายเป็นกุหลาบงดงามบานสะพรั่ง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าชายรูปงามองค์หนึ่งได้เดินทางผ่านมา และได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิงในวังที่ถูกสาป เจ้าชายต้องการเห็นความจริงด้วยตา จึงตัดสินใจลองเข้าไปดู

ทันทีที่เจ้าชายเริ่มเดินเข้าไปในพุ่มหนาม พงกุหลาบหนามที่เคยพันเกี่ยวแน่นหนา กลับแยกตัวออกเป็นทางให้เจ้าชายก้าวเข้าไปได้โดยง่าย

เมื่อเข้าไปถึงในวัง เจ้าชายก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่อย่างเงียบสงัด ผู้คนและสัตว์ต่าง ๆ หลับใหลนิ่งไม่ไหวติง จนเจ้าชายไปถึงห้องบรรทมของเจ้าหญิง

เมื่อเจ้าชายมองเห็นเจ้าหญิงนอนหลับอยู่บนเตียง เจ้าหญิงทรงงดงามราวกับเทพธิดา พระองค์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกดึงดูดอย่างแรงกล้า เจ้าชายจึงเผลอก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากของเจ้าหญิง

ทันใดนั้น เจ้าหญิงก็ลืมพระเนตรขึ้น และตื่นจากการหลับใหล พระราชา พระราชินี และทุกชีวิตในวังก็ตื่นขึ้นพร้อมกันด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็จัดงานมงคลสมรสขึ้น พระราชวังกลับมามีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข และพวกเขาทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การรอคอยอย่างอดทนและไม่สิ้นหวัง คือพลังเงียบที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันงดงาม
  •  ความรักแท้ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือเร้าอารมณ์ หากแต่มาถึงในเวลาที่เหมาะสม และปลุกชีวิตให้เบ่งบานอีกครั้ง
  • สิ่งที่ดูเหมือนอุปสรรค เช่นพุ่มหนาม อาจเป็นการปกป้องสิ่งงดงามไว้ให้คนที่คู่ควรได้พบเจอในเวลาที่ใช่
เจ้าหญิงนิทรานอนหลับอยู่ในห้องบรรทม ท่ามกลางแสงอ่อนและพุ่มกุหลาบหนามที่ปกคลุม สื่อถึงการหลับใหลหนึ่งร้อยปีตามคำสาปในนิทานเจ้าหญิงนิทรา sleeping beauty หรือ Dornröschen
ภาพประกอบจากนิทาน Dornröschen เวอร์ชั่นพี่น้องกริมส์ ถ่ายทอดช่วงเวลาที่เจ้าหญิงหลับใหลในวังที่ถูกพุ่มหนามปกคลุม รอคอยรักแท้ที่จะปลุกให้ตื่นขึ้น
Posted in นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่, นิทานฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน, เพลงเล่านิทาน

เพลงเล่านิทาน : เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ – เพลงที่ทำให้นิทานอ่อนโยนลง

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเขียนนิทานระดับโลก เจ้าของผลงานอมตะอย่าง ลูกเป็ดขี้เหร่, เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว, และ เงือกน้อยผจญภัย ได้ฝากนิทานเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ไว้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สะเทือนใจที่สุดในโลกวรรณกรรมสำหรับเด็ก

นิทานเรื่องนี้สะท้อนความยากลำบากของเด็กยากไร้ในยุโรปยุคเก่า ผ่านภาพของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต้องขายไม้ขีดไฟท่ามกลางความหนาวเหน็บในคืนวันสิ้นปี แม้เนื้อเรื่องจะหม่นเศร้า แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน และความเมตตา

เพื่อให้เรื่องราวนี้เข้าถึงใจเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ได้อย่างอ่อนโยน ผมจึงแต่งเพลงเล่านิทานขึ้นมา ด้วยเสียงดนตรีที่อบอุ่นและเนื้อเพลงที่ชวนฟัง ผมหวังว่าเพลงนี้จะเป็นสื่อกลางให้พ่อแม่และคุณครูใช้พูดคุยกับเด็ก ๆ เรื่องความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจ และการแบ่งปันให้กับผู้ที่ขาดแคลน

ลองฟังเพลงนี้ แล้วหากใครจำเนื้อเรื่องไม่ได้ ผมเรียบเรียงเนื้อเรื่องแบบย่อไว้ให้ทบทวนความทรงจำด้วยครับ

ในคืนสิ้นปีที่หนาวเหน็บ เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินขายไม้ขีดไฟตามลำพังบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ เธอสวมเสื้อเก่า เดินเท้าเปล่า มือกำกล่องไม้ขีดไว้แน่น แม้จะพยายามเรียกผู้คนให้ซื้อ แต่ไม่มีใครสนใจเธอเลย

อากาศวันนั้นหนาวจนแทบทนไม่ไหว เด็กหญิงจึงจุดไม้ขีดไฟก้านหนึ่งเพื่อให้มืออุ่นขึ้น และในแสงไฟนั้น เธอเห็นภาพเตาผิงอันอบอุ่นปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่เมื่อไฟดับ ภาพนั้นก็หายไป

เธอจุดไม้ขีดอีกก้าน แล้วเห็นโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารน่ากิน แต่ภาพนั้นก็หายไปเมื่อไฟดับอีกครั้ง

ไม้ขีดก้านต่อมาพาเธอไปพบต้นคริสต์มาสที่สวยงาม มีของขวัญและเสียงเพลงลอยมาเบา ๆ แต่ภาพนั้นก็เลือนหายไปเช่นกัน

เมื่อเห็นดาวตก เด็กหญิงนึกถึงคำพูดของคุณยายว่า “ถ้าดาวตก แปลว่ามีใครบางคนกำลังจะขึ้นสวรรค์” เธอจุดไม้ขีดอีกก้าน และคราวนี้ คุณยายปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

เด็กหญิงดีใจมาก เธอจุดไม้ขีดทีละก้านเพื่อให้คุณยายอยู่กับเธอนานที่สุด จนถึงก้านสุดท้าย แสงไฟเจิดจ้าขึ้น และคุณยายก็โอบกอดเธอไว้ในอ้อมอกอันอบอุ่น

รุ่งเช้า ผู้คนพบเด็กหญิงนั่งสงบอยู่ข้างกำแพง ใบหน้ายิ้มละไม ในมือกำกล่องไม้ขีดไว้แน่น ไม่มีใครรู้เลยว่า ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ เด็กหญิงได้พบคนที่เธอรักที่สุดอีกครั้ง และได้เดินทางไปยังที่ซึ่งไม่มีความหนาว ความกลัว หรือความเดียวดายอีกต่อไป

ถ้าใครอยากอ่านนิทานก่อนนอนเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ในเวอร์ชั่นที่ผมเรียบเรียงไว้แบบเต็มเรื่อง (มีรายละเอียดมากกว่าฉบับย่อ) สามารถอ่านได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างนี้

นิทาน เด็กหญิงขายไม้ขีดกำลังเดินในหิมะ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจ

นิทานหมีสามตัวกับเด็กหญิงผมทอง | นิทานก่อนนอนสอนใจ

  • การใช้ของของผู้อื่นโดยพลการเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
  • หากเราทำผิด ควรยอมรับและขอโทษอย่างจริงใจ
  • เด็กดีต้องรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แม้จะไม่มีใครเห็น
  • การให้อภัยเป็นสิ่งที่งดงาม เมื่อเราพร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด
ฉากที่หมีสามตัวกลับบ้านมาพบว่า มีเด็กผู้หญิงผมทองเข้ามานอนบนเตียงของลูกหมีโดยไม่ได้รับอนุญาต







Posted in นิทานนานาชาติ, นิทานแอนเดอร์เซน

นิทานก่อนนอน ธัมเบลิน่า (Thumbelina) | เด็กหญิงตัวจิ๋วผจญภัย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานแอนเดอร์เซน

นิทานเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

Continue reading “นิทานเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ”
Posted in นิทานจากทั่วโลก, นิทานนานาชาติ, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานสอนใจ, นิทานสะท้อนใจ, นิทานสำหรับเด็กโต

การผจญภัยของกิลกาเมช : นิทานแห่งมิตรภาพและการเติบโตภายใน

Continue reading “การผจญภัยของกิลกาเมช : นิทานแห่งมิตรภาพและการเติบโตภายใน”
Posted in #นิทานนานาชาติ, #นิทานเจ้าหญิง, นิทานก่อนนอน

นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ

“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก

หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ

ภาพประกอบนิทานเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ เป็นฉากสำคัญที่แม่มดใจร้ายในคราบหญิงชรานำแอปเปิ้ลอาบยาพิษมายื่นให้เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก

Continue reading “นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก”
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความรักของคนทำขนมเค้ก (ซินเดอเรลล่า ภาค2)

“ซินเดอเรลล่า” เป็นนิทานอมตะแนวเทพนิยายที่คนรู้จักกันทั่วโลก   พ่อแม่มักเล่านำนิทานเรื่องซินเดอเรลล่ามาเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง  เพราะเนื้อเรื่องที่มีความดราม่าน่าสงสาร ที่นางเอกถูกแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงใจร้ายรังแก  แต่มีนางฟ้ามาร่ายเวทมนตร์เสกให้ซินเดอเรลล่ามีชุดสวยไปร่วมงานเลี้ยงกับเจ้าชาย  แถมยังมีฉากเด็ด ที่นางเอกต้องรีบกลับบ้านก่อนที่เวทมนตร์จะสลาย และทำให้เธอพลาดพลั้งทำรองเท้าแก้วหลุดไว้  จนกลายเป็นเบาะแสให้เจ้าชายตามตัวเธอได้ในที่สุด 

ซินเดอเรลล่า จึงเป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่อมตะข้ามกาลเวลา  ซึ่งเมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) อยากแต่งนิทานภาคสองต่อจากนิทานเรื่อง ซินเดอเรลล่า  (แต่เป็นการแต่งภาคต่อโดยไม่ได้นำตัวละครเก่าของนิทานอมตะมาใช้)  ผมจึงสร้างตัวละครใหม่และผูกเรื่องขึ้นใหม่ โดยใช้โครงเรื่องเชื่อมโยงกับนิทานดั้งเดิม  จนเกิดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่อง “ความรักของคนทำขนมเค้ก” ที่เชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่น่าจะชื่นชอบ  ซึ่งหากใครจะนำไปใช้เป็นนิทานก่อนนอนอ่านให้แฟนฟัง  ก็น่าจะใช้ได้  แต่อย่าเผลอหิวลุกมาหาขนมเค้กกินกลางดึกนะครับ เดี๋ยวจะอ้วนจนกู่ไม่กลับครับ อิอิ Continue reading “ความรักของคนทำขนมเค้ก (ซินเดอเรลล่า ภาค2)”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกหมูสามตัว

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกหมูสามตัว” เป็นนิทานอมตะที่เด็ก ๆ ทั่วโลกน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี  นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว เป็นนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ที่เล่ากันมานาน โดยไม่ทราบชื่อผู้แต่ง จนกระทั่งวันหนึ่ง  นิทานเรื่องนี้ได้รับการนำมาเขียนเล่าและพิมพ์เป็นครั้งแรกในช่วงปีค.ศ. 1840  หลังจากนั้น นิทานก่อนนอนเรื่องลูกหมูสามตัวก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และมีการนำมาเล่าใหม่ด้วยลีลาการบรรยายของนักเขียนอีกมากมายจากทั่วโลก ซึ่งนิทานเรื่องลูกหมูสามตัวที่ผมนำมา “เล่าใหม่” นี้ ก็เป็นลูกหมูสามตัวในแบบ “นิทานนำบุญ” ที่ยังคงรักษาความดีของนิทานต้นฉบับ แต่หาทางหลีกเลี่ยงฉากรุนแรงต่าง ๆ โดยเฉพาะในตอนท้ายเรื่อง เพื่อให้นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานก่อนนอนที่คุณพ่อคุณแม่นำมาเล่าให้ลูก ๆ ฟังได้อย่างสบายใจ

แต่ก่อนไปอ่านนิทาน  พี่นำบุญมีคลิปนิทานเพลง มาให้ฟังด้วยครับ

Continue reading “ลูกหมูสามตัว”