Posted in นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ, นิทานโลก

หญิงสาวกับหินขาวดำ | นิทานสอนใจเกี่ยวกับสติปัญญาและการแก้ปัญหา

หญิงสาวกับหินขาวดำ เป็นนิทานสอนใจเกี่ยวกับไหวพริบ การคิดนอกกรอบ และการใช้สติปัญญาแก้ปัญหา เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก เธอกลับใช้ความฉลาดและความสุขุมพลิกเหตุการณ์ให้กลายเป็นชัยชนะ จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีชาวนาผู้ยากจนคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวเพียงลำพัง แม้ทั้งสองจะขยันทำงานและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ชาวนากลับติดหนี้นายทุนประจำหมู่บ้านเป็นเงินจำนวนมาก และไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ใดมาชดใช้ได้

นายทุนคนนั้นเป็นชายสูงวัย หน้าตาน่าเกลียด แต่หลงใหลในความงามของลูกสาวชาวนาผู้เป็นลูกหนี้ วันหนึ่ง นายทุนเดินทางมาหาชาวนาถึงบ้าน แล้วยื่นข้อเสนอที่ทำให้ทั้งพ่อและลูกสาวต้องตกตะลึง

“หากลูกสาวของเจ้ายอมแต่งงานกับข้า ข้าจะยกหนี้ทั้งหมดให้”

ชาวนาและลูกสาวต่างไม่ต้องการยอมรับข้อเสนอนั้น แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ นายทุนจึงคิดวิธีที่จะทำให้ทุกอย่างดูเหมือนยุติธรรม

ในขณะนั้น นายทุน ชาวนาและลูกสาวยืนอยู่บนทางเดินที่เต็มไปด้วยก้อนหินสีขาวและสีดำ นายทุนก้มลงเก็บหินสองก้อน แล้วกล่าวว่า “ข้าจะใส่หินสีขาวหนึ่งก้อน และหินสีดำหนึ่งก้อนลงในถุง จากนั้นให้ลูกสาวของเจ้าหยิบออกมาหนึ่งก้อน หากนางหยิบได้หินสีดำ นางจะต้องแต่งงานกับข้า และหนี้ทั้งหมดก็จะถูกยกเลิก แต่หากนางหยิบได้หินสีขาว นางก็ไม่ต้องแต่งงานกับข้า และหนี้ทั้งหมดก็จะถูกยกเลิกเช่นกัน”

ข้อตกลงฟังดูเหมือนจะยุติธรรม แต่เพราะลูกสาวชาวนาเป็นคนช่างสังเกต ในขณะที่นายทุนก้มลงหยิบหิน เธอสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่า นายทุนแอบหยิบหินสีดำทั้งสองก้อนใส่ลงไปในถุง หญิงสาวรู้ทันทีว่าตนกำลังถูกโกง

แม้จะจับกลโกงได้ แต่หญิงสาวเป็นคนฉลาด เธอรู้ว่า หากเปิดโปงความจริง นายทุนอาจโกรธและสร้างปัญหาให้พ่อของเธอ แต่หากเธอยอมเล่นตามกติกา เธอจะต้องหยิบได้หินสีดำอย่างแน่นอน เพราะในถุงไม่มีหินสีขาวอยู่เลยสักก้อน

หญิงสาวจึงตั้งสติ แล้วใช้ความคิด จากนั้น เธอก็ตัดสินใจยื่นมือลงไปหยิบหินในถุงขึ้นมาหนึ่งก้อน

นายทุนกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะเข้าใจว่าหญิงสาวหลงกลทำตามแผนที่ตนได้วางเอาไว้

แต่ทันทีที่หญิงสาวดึงมือออกมาจากถุง หญิงสาวกลับแกล้งทำหินหล่นจากมือ ซึ่งหินก้อนนั้นดันตกลงไปปะปนกับก้อนหินอีกนับไม่ถ้วนบนพื้น จนไม่มีใครบอกได้ว่าหินที่เธอหยิบขึ้นมาเป็นสีอะไร

“ขออภัยด้วยค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทีตกใจ “หนูซุ่มซ่ามเอง” จากนั้น หญิงสาวก็ยิ้มและพูดต่อว่า “แต่ไม่เป็นไรนะคะ ในเมื่อไม่มีใครเห็นหินที่หนูทำตก เราก็ดูหินที่เหลืออยู่ในถุงแทนได้ ถ้าหินที่เหลือเป็นสีอะไร ก็ย่อมแปลว่า หินที่หนูหยิบออกมาต้องเป็นอีกสีหนึ่ง”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นายทุนก็ถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่อาจคัดค้าน เพราะหากคัดค้าน ก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองโกงตั้งแต่แรก

ในที่สุด นายทุนจึงจำใจเปิดถุงให้ทุกคนดู ซึ่งแน่นอนว่า หินที่เหลืออยู่ในถุงเป็นหินสีดำ ด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนจึงสรุปได้ทันทีว่า หินที่หญิงสาวหยิบขึ้นมาและทำตกไปนั้น จะต้องเป็นหินสีขาว

นายทุนไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้อีก เขาจึงต้องรักษาคำพูด โดยยอมยกหนี้ทั้งหมดให้ชาวนา และปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระ

ชาวนาและลูกสาวต่างดีใจมาก และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข

………………………………

ที่มาของเรื่อง

นิทานเรื่องนี้เรียบเรียงจากเรื่องเล่าในอดีตชื่อ “The Tale of Two Pebbles” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกมาเป็นเวลานาน และมีการถ่ายทอดในหลากหลายสำนวน โดยเนื้อหาใช้สอนเรื่องการแก้ปัญหาด้วยไหวพริบ การคิดนอกกรอบ และการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก.

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานต่างประเทศ, The Gingerbread boy

เจ้าหนูขนมปังขิง (The Gingerbread Boy)

เด็ก ๆ รู้ไหมว่า นิทานเรื่อง “เจ้าหนูขนมปังขิง” (The Gingerbread Boy) เป็นนิทานเก่าแก่ที่เด็ก ๆ ในหลายประเทศรู้จักกันมานานมากแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนมที่กระโดดออกมาจากเตาอบ แล้ววิ่งหนีคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ

นิทานเรื่อง เจ้าหนูขนมปังขิง มีหลักฐานการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน และตอนจบของนิทานฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก กับนิทานในฉบับที่พิมพ์ต่อ ๆ มา อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้เรียบเรียงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

สำหรับนิทานเรื่องนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญตั้งใจนำ นิทานฉบับที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1875 มาเรียบเรียงให้เด็ก ๆ ได้อ่าน โดยคงเนื้อหาและตอนจบของเรื่องไว้ตามสำนวนดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนเรื่องให้เป็นตอนจบแบบใหม่ ซึ่งเนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง และตอนจบอาจแตกต่างไปจากนิทานที่พวกเราคุ้นเคย (เพราะเป็นนิทานเมื่อ 150 ปีก่อน) แต่รับรองว่าสนุก และมีข้อคิดที่ดีมาก ๆ เลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราและชายชราคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเล็ก ๆ แค่สองคนอย่างเหงา ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่หญิงชรากำลังทำขนมปังขิงอยู่ในครัว จู่ ๆ เธอเกิดความคิดสนุก ๆ จึงลองปั้นแป้งสาลีผสมกับน้ำให้เป็นรูปเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ แล้วนำลูกเกดมาตกแต่งเป็นตาและปาก นำน้ำตาลกรวดมาเรียงเป็นกระดุมเสื้อ และใช้เปลือกมะนาวเชื่อมมาทำเป็นเสื้อโค้ตให้ หลังจากนั้น หญิงชราก็วางแป้งปั้นรูปเด็กผู้ชายวางลงในถาด แล้วนำถาดเข้าไปอบในเตาอบ

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราได้ยินเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากด้านในของเตาอบ หญิงชราแปลกใจจึงเดินไปเงี่ยหูฟัง แต่ทันใดนั้นเอง หญิงชราก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังแว่วออกมาว่า “เปิดประตูให้ฉันหน่อย เปิดประตูให้ฉันที”

หญิงชราตกใจแกมดีใจ เธอจึงรีบเปิดประตูเตาอบให้ แต่ทันทีที่ประตูเตาอบแง้มออก เจ้าหนูขนมปังขิงตัวน้อยก็กระโจนตัวออกจากเตาอบ แล้ววิ่งผ่านหน้าหญิงชรา ทะลุห้องครัว แล้วพุ่งออกไปทางประตูด้านหลังบ้านที่เปิดทิ้งไว้ จากนั้น มันก็วิ่งตรงไปยังถนนใหญ่อย่างไม่รอช้า

ในขณะนั้นเอง ชายชราได้ยินเสียงหญิงชราร้องเรียกให้เจ้าหนูขนมปังขิงหยุดวิ่ง เมื่อชายชราหันไปดูและเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงกำลังวิ่งหนีหญิงชรา ชายชราจึงรีบวิ่งไล่ตามไป แต่เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งเร็วมาก มันวิ่งไปพร้อม ๆ กับหันมาตะโกนบอกชายชราว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ และฉันก็หนีคุณได้เหมือนกัน”

หญิงชราและชายชราพากันวิ่งตามเจ้าหนูขนมปังขิงไปจนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปจนเจอกับ คนงานนวดข้าว (Threshers) กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ในโรงนา เมื่อคนงานเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงที่ดูน่าอร่อยวิ่งผ่านไป พวกเขาจึงพากันวางไม้ตีข้าวลงแล้ววิ่งไล่ตาม

เจ้าหนูขนมปังขิงเหลียวหลังกลับมาหัวเราะ แล้วตะโกนว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ ฉันหนีชายชรามาได้ และฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนงานนวดข้าวพยายามวิ่งไล่ตามสุดชีวิต แต่เท้าของพวกเขาก็สู้ความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงไม่ได้เลย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนผ่านทุ่งหญ้าที่มี คนตัดหญ้า (Mowers) กำลังใช้เคียวเกี่ยวหญ้าอยู่ เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเจ้าหนูขนมปังขิง พวกเขาก็โยนเคียวทิ้งและเข้าร่วมการวิ่งไล่จับนี้ด้วย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งพลางร้องตะโกนท้าทายว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา และคนงานนวดข้าวมาได้ ฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนตัดหญ้าพยายามวิ่งไล่ตามสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงเช่นกัน

เจ้าหนูขนมปังขิงเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจและลำพองใจในความเร็วของตนเอง มันรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะวิ่งไล่จับมันได้อีกแล้ว จนกระทั่ง เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาเจอกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่นอนหมอบอยู่ริมทาง

จริง ๆ แล้ว สุนัขจิ้งจอกเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาแต่ไกล แต่เพราะความฉลาด มันจึงไม่ได้รีบร้อนวิ่งไล่ตามเหมือนคนอื่น ๆ มันเลือกที่จะมองเจ้าหนูขนมปังขิงด้วยสีหน้าซื่อ ๆ แล้วร้องถามเจ้าหนูขนมปังขิงว่า “เกิดอะไรขึ้น” ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เจ้าหนูขนมปังขิงที่กำลังลำพองใจจึงหันไปตะโกนบอกสุนัขจิ้งจอกทันทีว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา คนงานนวดข้าว และคนตัดหญ้ามาได้ ฉันก็หนีเธอได้เหมือนกัน”

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทำเป็นหูตึง มันเอียงหูแล้วพูดว่า “อะไรนะจ๊ะ? ฉันไม่ได้ยินเลย ช่วยขยับเข้ามาพูดใกล้ ๆ หูของฉันหน่อยสิ”

เจ้าหนูขนมปังขิงหลงกล มันอยากจะอวดความเก่งกาจของตัวเองให้สุนัขจิ้งจอกได้ยินชัด ๆ มันจึงวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ หน้าของสุนัขจิ้งจอก

ทันใดนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกก็อ้าปากกว้างแล้วงับเข้าไปที่ตัวของเจ้าหนูขนมปังขิงทันที

“อ๊ะ! ฉันหายไปหนึ่งในสี่แล้ว…” เจ้าหนูขนมปังขิงร้องอุทาน

“ตอนนี้ฉันหายไปครึ่งตัวแล้ว…” เสียงของมันเริ่มเบาลง

“อ๊ะ! ตอนนี้ฉันหายไปสามส่วนสี่แล้ว…”

และในที่สุด… เจ้าหนูขนมปังขิงก็ร้องคำสุดท้ายออกมาว่า “และตอนนี้ฉันหายไปทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้น เจ้าหนูขนมปังขิงก็ไม่เคยได้พูดอะไรอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจเด็ก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ : นิทานคลาสสิกที่หาอ่านได้ยาก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River) เป็นนิทานคลาสสิกที่เขียนโดย จอห์น รัสกิน (John Ruskin) นักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ และนักคิดชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อของเขามากนัก แต่ในโลกตะวันตก รัสกินได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะ วรรณกรรม และการศึกษา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานเขียนด้านศิลปะและสังคม ส่วน ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1851 ถือเป็นนิทานสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นิทานเรื่องนี้ พาผู้อ่านเดินทางไปยังหุบเขาอันงดงามที่กำลังเผชิญความแห้งแล้ง และติดตามการผจญภัยของเด็กหนุ่มชื่อ “กลั๊ก” ผู้ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนชะตากรรมของผู้คนทั้งหุบเขา เรื่องราวเต็มไปด้วย การเดินทาง ตัวละครมหัศจรรย์ และบททดสอบที่ดูเรียบง่าย แต่ชวนให้ผู้อ่านลุ้นอยู่ตลอดว่า กลั๊กจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องถูกนำไปแลกกับการช่วยเหลือผู้อื่น

ในการเรียบเรียงครั้งนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญพยายามรักษาเนื้อหา โครงเรื่อง และรายละเอียดสำคัญจากต้นฉบับของจอห์น รัสกินไว้ให้มากที่สุด พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านชาวไทย แม้นิทานเรื่องนี้อาจไม่ได้มีการผจญภัยหวือหวาหรือมีเหตุการณ์ตื่นเต้นแบบนิทานแฟนตาซียุคใหม่ แต่ก็อย่าลืมว่า ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ถูกแต่งขึ้นเมื่อกว่า 175 ปี มาแล้ว และ แก่นเรื่องที่พูดถึงความเมตตา ความเสียสละ และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังคงเป็นแก่นเรื่องที่งดงามและร่วมสมัยไม่ต่างจากวันแรกที่นิทานเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นสติเรีย (Styria) มีหุบเขาอันงดงามแห่งหนึ่งชื่อว่า หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ หุบเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์กว่าที่ใด ๆ ต้นไม้ผล ออกลูกดก ทุ่งหญ้าเขียวขจี และมีลำธารใสไหลผ่านท่ามกลางดอกไม้นานาชนิด ผู้คนต่างเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้ได้รับพรจากสวรรค์

ในหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ มีพี่น้องสามคนอาศัยอยู่ด้วยกัน คนพี่ชื่อ ฮันส์ (Hans) คนรองชื่อ ชวาร์ตซ์ (Schwartz) และน้องคนสุดท้องชื่อ กลั๊ก (Gluck)

ฮันส์และชวาร์ตซ์เป็นคนร่ำรวย แต่ใจคอคับแคบ พวกเขาเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ และไม่เคยช่วยเหลือใครส่วนกลั๊กนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นเด็กหนุ่มใจดี อ่อนโยน และมักรู้สึกสงสารผู้คนที่กำลังลำบากเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนัก มีชายชราตัวเล็กคนหนึ่งมาขอหลบฝนที่หน้าบ้าน ฮันส์และชวาร์ตซ์ไม่ต้อนรับเขา ซ้ำยังพูดจาหยาบคายและพยายามไล่เขาออกไป แต่กลั๊กกลับรีบจัดอาหารอุ่น ๆ และที่นั่งข้างเตาผิงให้ชายชราด้วยความเต็มใจ

ชายชรานั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและมองพี่น้องทั้งสามด้วยสายตาแปลก ๆ จากนั้น เขาจึงเปิดเผยว่า ตนคือ วิญญาณแห่งลมตะวันตกเฉียงใต้ (South-West Wind, Esquire) ผู้ดูแลหุบเขาแห่งนี้ ก่อนจากไป เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้ที่มีจิตใจหยาบช้า ไม่อาจรักษาพรที่ได้รับไว้ได้ตลอดไป”

ฮันส์และชวาร์ตซ์หัวเราะเยาะคำพูดนั้น แต่กลั๊กกลับจดจำมันเอาไว้ในใจ ไม่นานหลังจากนั้น เรื่องประหลาดได้เกิดขึ้น เมฆฝนที่เคยมีกลับหายไป ลำธารค่อย ๆ แห้งขอด ต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา พื้นดินแตกระแหง และความเขียวชอุ่มที่เคยปกคลุมหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็หมดไปทีละน้อย

ในเวลาต่อมา หุบเขาอันงดงามก็กลายเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเกิด ส่วนฮันส์และชวาร์ตซ์ก็สูญเสียทรัพย์สินไป จนเหลือเพียงบ้านเก่า ๆ และความขมขื่นในใจ

คืนหนึ่ง ขณะที่กลั๊กนั่งอยู่เพียงลำพังในครัว เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากเหยือกทองคำใบโปรดของตนเด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น เหยือกทองคำก็สั่นเบา ๆ ก่อนจะมีใบหน้าเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวโลหะสีทอง

กลั๊กตกใจจนแทบทำเหยือกหลุดมือ สิ่งมีชีวิตประหลาดในเหยือกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วแนะนำตัวว่า “ฉันคือ ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River)” จากนั้น ราชาแห่งแม่น้ำทองคำได้เล่าความลับให้กลั๊กรู้ว่า หากผู้ใดนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากต้นน้ำบนยอดเขาสูงไปหยดลงในแม่น้ำทองคำได้สำเร็จ หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ผู้ที่มีหัวใจเห็นแก่ตัวจะไม่มีวันทำภารกิจนี้สำเร็จ

เมื่อฮันส์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที และหลังจากเดินทางข้ามภูเขาอย่างยากลำบาก ฮันส์ก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราคนหนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ข้างทาง ชายชราร้องขอน้ำดื่ม แต่ฮันส์ปฏิเสธ ต่อมา ฮันส์พบเด็กน้อยผู้กระหายน้ำ และลูกสุนัขที่กำลังหอบอย่างน่าสงสาร แต่ฮันส์ไม่ยอมแบ่งน้ำให้ใครเลย

เมื่อมาถึงแม่น้ำทองคำ ฮันส์เทน้ำทั้งหมดลงไปด้วยความมั่นใจ แต่แทนที่จะเกิดปาฏิหาริย์ ร่างของเขากลับกลายเป็นก้อนหินสีดำ

ชวาร์ตซ์ผู้เป็นพี่คนรอง คิดว่าพี่ชายของตนคงโชคร้ายจึงทำภารกิจไม่สำเร็จ เขาจึงออกเดินทางตามไปบ้าง แต่ทว่า เขาก็ทำเหมือนฮันส์ทุกอย่าง คือไม่ยอมช่วยเหลือผู้ใดเลย และเมื่อเขาเทน้ำลงในแม่น้ำทองคำ เขาก็กลายเป็นก้อนหินสีดำเช่นเดียวกับพี่ของเขา

เมื่อถึงคราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มออกเดินทางด้วยความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ให้กลับมางดงามได้อีกครั้ง หลังจากปีนภูเขาสูงชันเป็นเวลานาน เขาก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราผู้หนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ริมทาง “ขอน้ำให้ข้าสักนิดเถิด” ชายชราพูด กลั๊กรีบยื่นขวดน้ำให้ทันที ชายชราดื่มน้ำไปมาก จนในขวดเหลือน้ำอยู่เพียงประมาณหนึ่งในสาม เด็กหนุ่มมองขวดในมืออย่างกังวล แต่ก็เดินทางต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้น กลั๊กก็พบเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังอ่อนแรงจากความกระหาย กลั๊กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะรู้ว่าน้ำที่เหลืออยู่นั้นสำคัญมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็ก เขาก็ยื่นขวดน้ำให้ เด็กน้อยดื่มน้ำจนแทบหมดขวดเมื่อกลั๊กรับขวดกลับมา เขาพบว่าในขวดเหลือน้ำเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น

เด็กหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วออกเดินทางต่อ ในที่สุด เขาก็มาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทาง ตรงนั้นเอง เขาเห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างก้อนหิน กลั๊กก้มลงมองมัน ก่อนจะมองน้ำเพียงห้าหกหยดที่เหลืออยู่ในขวด เขารู้ดีว่า หากให้น้ำที่เหลือไป ภารกิจทั้งหมดคงล้มเหลว เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เขาก็คุกเข่าลงข้างลูกสุนัข

“ช่างเถอะ” กลั๊กรำพึงเบา ๆ แล้วเขาก็เทน้ำที่เหลือทั้งหมดลงไปในปากของลูกสุนัข

ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็ส่องสว่างไปทั่วภูเขา ลูกสุนัขตัวนั้นหายไป และราชาแห่งแม่น้ำทองคำก็ปรากฏกายให้กลั๊กได้เห็น

ราชายิ้มอย่างพอใจ พลางพูดว่า “ในที่สุด ก็มีผู้หนึ่งเลือกความเมตตาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง” จากนั้นราชาก็มอบหยดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์สามหยดให้แก่กลั๊ก เด็กหนุ่มรับของขวัญนั้นไว้ด้วยความเคารพ หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำทองคำทันที

เมื่อไปถึงแม่น้ำทองคำ กลั๊กเทน้ำค้างหยดแรกลงสู่สายน้ำ ทันใดนั้น แม่น้ำก็เริ่มเปล่งประกาย ครั้นเมื่อกลั๊กเทน้ำค้างหยดที่สองลงไป ต้นไม้ทั้งหุบเขาก็เริ่มผลิใบ และเมื่อเขาเทน้ำค้างหยดสุดท้ายลงไป ทุ่งหญ้า ดอกไม้ และสายน้ำก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หุบเขาแห่งขุมทรัพย์กลับมาเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่เคยจากไปต่างพากันกลับบ้านด้วยความยินดี ส่วนก้อนหินสีดำสองก้อนที่เคยเป็นฮันส์และชวาร์ตซ์ก็ยังคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า ความโลภและความแล้งน้ำใจไม่เคยนำความสุขที่แท้จริงมาให้ใครเลย

นับแต่นั้นมา เรื่องราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มผู้มีหัวใจเมตตา ก็ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างไม่รู้จบ ว่าเป็นผู้ได้รับพรจากราชาแห่งแม่น้ำทองคำ เพราะเขาเลือกช่วยผู้อื่น แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย.

Posted in นิทานครอบครัว, นิทานคลาสสิก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานแฝงข้อคิด

กระจกเงาแม่ : นิทานญี่ปุ่นที่เรียบง่ายและงดงาม

นิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” หรือ “กระจกแห่งมัตสึยามะ” (Matsuyama Kagami / 松山鏡) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่ได้รับการเผยแพร่สู่ผู้อ่านทั่วโลกในหนังสือชื่อ Japanese Fairy Tales โดย Yei Theodora Ozaki ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 – – – หนังสือเล่มนี้นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ก็เป็นหนึ่งในนิทานญี่ปุ่นที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ลึกซึ้งที่สุดด้วยเช่นกัน

ความโดดเด่นของนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของเนื้อเรื่อง หรือการหักมุมให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง แต่อยู่ที่ “ความเงียบและเรียบง่าย” ที่ปล่อยให้ผู้อ่านค่อย ๆ ตระหนักถึงความรักในครอบครัวเล็ก ๆ และการจากลาที่เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต นักวิจารณ์วรรณกรรมมักกล่าวว่า ความงามของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจได้อย่างลึกซึ้งผ่านความธรรมดาที่แสนธรรมดา

ในการเรียบเรียงนิทานญี่ปุ่นเรื่องนี้เป็นนิทานฉบับภาษาไทย นิทานนำบุญพยายามเรียบเรียงโดยให้ความเคารพต่อจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเล่าเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจบริบทมากขึ้นในบางช่วง (เพราะผู้อ่านมีหลากหลายวัย) แต่ในขณะเดียวกัน ก็จงใจรักษาพื้นที่แห่ง “ความเงียบ” ที่เป็นเสน่ห์สำคัญของนิทานเรื่องนี้ไว้ โดยไม่เติมแต่งในจุดที่นิทานต้นฉบับตั้งใจปล่อยให้ความรู้สึกทำงานเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองมัตสึยามะแห่งแคว้นอิโยะ มีชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางทุ่งนา ทั้งสองมีลูกสาวเพียงคนเดียว เด็กหญิงมีดวงตาสดใสและมีรอยยิ้มอ่อนโยน เธอเป็นเหมือนแสงสว่างของบ้านหลังนั้น วันเวลาในครอบครัวเล็ก ๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เช้าทำไร่ เย็นกลับบ้าน กินข้าวร้อน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่อบอุ่นเหมือนควันไฟจากเตา

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหลวง เขาไม่เคยจากบ้านนานเช่นนี้มาก่อน เช้าวันออกเดินทาง ภรรยาช่วยจัดห่อข้าวให้ ลูกสาววิ่งตามมาจับชายเสื้อ บอกให้พ่อรีบกลับมา พ่อเพียงลูบศีรษะลูกเบา ๆ แล้วรับปากด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนก้าวออกไปบนถนนสายยาว

เมื่อถึงเมืองหลวง ชาวนาผู้นั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด ทุกสิ่งดูแปลกใหม่และงดงาม วันหนึ่ง ระหว่างเดินดูร้านค้า เขาสะดุดตากับวัตถุกลมแวววาวที่วางอยู่บนผ้า มันส่องประกายราวกับมีแสงอยู่ภายใน เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู จากนั้น เขาก็เห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งจ้องกลับมา ชาวนาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรู้ว่านั่นคือเงาของตัวเขาเอง คนขายจึงบอกด้วยรอยยิ้มว่า นี่คือ “กระจกเงา” ของล้ำค่าที่ใช้สะท้อนใบหน้าคน

ชาวนาไม่เคยเห็นสิ่งวิเศษเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมอง…เขาก็ยิ่งคิดถึงภรรยา เขานึกภาพของภรรยาตอนยิ้มอยู่หน้าเตาไฟ และคิดว่า หากนางได้เห็นของแปลกเช่นนี้ คงจะประหลาดใจไม่น้อย ความคิดนั้นทำให้เขาตัดสินใจควักเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิด ซื้อกระจกเงาบานนั้นกลับไปเป็นของฝากด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

หลายวันต่อมา เมื่อชาวนากลับมาถึงบ้าน ภรรยารีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ เมื่อหายเหนื่อย ชาวนายื่นของห่อเล็ก ๆ ให้ภรรยาสุดที่รัก นางเปิดออกอย่างสงสัย แล้วค่อย ๆ มองเข้าไปในแผ่นกลมแวววาวนั้น ทันใดนั้น นางก็ชะงัก หัวใจเต้นแรง เพราะนางเห็นใบหน้าของหญิงคนหนึ่งที่งดงามและไม่คุ้นเคยอยู่ในของชิ้นนั้น

ภรรยาของชาวนาเงยหน้าขึ้น มองสามีด้วยแววตาสับสนและสะเทือนใจ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านไปเมืองหลวง… แล้วพาสาวงามเช่นนี้กลับมาด้วยหรือ”

ชาวนานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เป็นการเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาขยับเข้าไปใกล้ภรรยา แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า “นั่นไม่ใช่หญิงอื่นหรอก… นั่นคือใบหน้าของเจ้าเอง”

ภรรยามองเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้นางสังเกตเห็น ดวงตา คิ้ว รอยยิ้ม ซึ่งทุกอย่างล้วนเหมือนกับตนเองทุกประการ – – – ความประหลาดใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และแล้ว…รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ภรรยาของชาวนารับกระจกเงาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต จากวันนั้น นางก็เก็บมันไว้อย่างดี ห่อผ้าเรียบร้อย และจะหยิบออกมาดูเฉพาะเวลาที่คิดถึงวันที่สามีนำมันกลับมา

…….

……..

……….

แต่แล้ววันหนึ่ง ภรรยาของชาวนาได้ล้มป่วยลง อาการของนางยืดเยื้อจากวันเป็นสัปดาห์ และสัปดาห์เป็นเดือน จนร่างกายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ชาวนาเฝ้าดูแลภรรยาสุดที่รักอยู่ไม่ห่าง ส่วนลูกสาวก็คอยนั่งเฝ้าแม่อยู่ที่ข้างหมอนและคอยจับมือแม่ไว้แน่น ส่วนภรรยาชาวนารู้ดีว่า….เวลาของตนใกล้หมดลงแล้ว

วันหนึ่ง ภรรยาชาวนาเรียกลูกสาวเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้น นางก็ใช้มือที่อ่อนแรงค่อย ๆ ยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ แล้วพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาแต่จริงจังว่า “ต่อไปนี้… ถ้าลูกเหงาหรือเศร้า… จงมองเข้าไปในกระจกเงาบานนี้ แล้วลูกจะเห็นแม่”

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาชาวนาก็สิ้นใจอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบในบ้านหลังเล็ก ๆ และหัวใจที่ว่างเปล่าของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

………

………..

………….

นับแต่นั้นมา บ้านหลังเล็กก็เงียบลงมาก เด็กหญิงยังคงช่วยพ่อทำงานตามเดิม แต่ยามค่ำ เมื่อทุกอย่างสงบลง ความคิดถึงแม่มักจะค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมา….อย่างเงียบ ๆ

ในคืนหนึ่ง เด็กหญิงจึงหยิบห่อผ้าที่แม่ให้ไว้ แล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ยกกระจกเงาขึ้นส่องดู

เด็กหญิงมองกระจกเงาอยู่นาน เธอเห็นเพียงใบหน้าของตนเองอยู่ในนั้น ดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ แก้มที่ซีด และริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความเหงา เด็กหญิงมองอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน เธอไม่พูด และไม่ขยับไปไหน

เวลาผ่านไปช้า ๆ ราวกับลมหายใจของบ้านทั้งหลัง

……..

………………

…………………..

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเด็กหญิงยกกระจกเงาขึ้นส่องดู เธอเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

คิ้วคู่นั้นมีรูปทรงเหมือนแม่ ดวงตาคู่นั้นก็มีแววอ่อนโยนแบบเดียวกัน เมื่อเด็กหญิงเผลอผ่อนริมฝีปากลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นก็คล้ายกับรอยยิ้มของแม่อย่างน่าประหลาด

เด็กหญิงมองภาพที่เห็นในกระจกอยู่นิ่ง ๆ

น้ำตาที่คลออยู่ ค่อย ๆ ไหลลงมาที่แก้มอย่างช้า ๆ แต่คราวนี้ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโดดเดี่ยว แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่น ราวกับมีใครบางคนกำลังมองตอบกลับมาด้วยความรัก

……….

…………….

…………………..

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ เด็กหญิงจะหยิบกระจกเงาออกมาส่องดู และเธอจะนั่งมองกระจกเงาอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังสนทนากับใครบางคนโดยไม่ต้องมีคำพูด

วันหนึ่ง ชายนาผู้เป็นพ่อเดินกลับเข้าบ้านในยามเย็น เขาเห็นลูกสาวนั่งนิ่งอยู่ใกล้หน้าต่าง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลงบนกระจกในมือของลูก เขาจึงถามขึ้นเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูก… ดูอะไรอยู่หรือ”

เด็กหญิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบพ่อไปว่า “หนูกำลังดูแม่อยู่”

คำตอบนั้นทำให้พ่อหยุดนิ่งชั่วขณะ เขามองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ จากนั้น เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ แล้วถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมว่า “แม่… อยู่ในนั้นอย่างไรหรือ”

เด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้น มองพ่อด้วยแววตาที่สดใสแต่จริงจัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ บอกพ่อว่า “ตอนแรก หนูเห็นแต่หน้าของหนูเอง… แต่พอมองไปนาน ๆ …. นานมาก ๆ …. หนูก็เริ่มเห็นว่า… ดวงตาในนี้เหมือนดวงตาของแม่ รอยยิ้มในนี้ก็เหมือนรอยยิ้มของแม่…………. แล้วหนูก็เลยรู้ว่า……จริง ๆ แล้ว แม่ยังอยู่กับหนู แม่ยังอยู่ในตัวหนูเสมอ”

……….

………….

……………..

เมื่อพูดจบ เด็กหญิงก็ก้มลงมองกระจกอีกครั้ง คราวนี้ ริมฝีปากของเด็กน้อยมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและดูมีความสุขมาก

เมื่อชาวนาผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนบางสิ่งแน่นขึ้นในอก เขามองใบหน้าลูกสาว และมองภาพเงาในกระจก แล้วเขาก็เงยหน้าซ่อนน้ำตาเอาไว้ เพราะเขาเองก็เห็นเงาของภรรยาที่จากไปแล้วเช่นกัน

เด็กหญิงนั่งกับพ่อในยามเย็นถือกระจกเงา ตอนจบนิทานญี่ปุ่นกระจกเงาแม่

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอินเดีย

สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต : นิทานเรท 13+ จากอินเดียที่ให้ข้อคิดทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นิทานพื้นบ้านทั่วโลกมักมีข้อคิดที่สอนให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการร่วมมือกัน หนึ่งในโครงเรื่องที่พบได้บ่อยคือโครงเรื่องเกี่ยวกับ “พี่น้องที่แยกย้ายออกไปเรียนวิชา แล้วกลับมารวมพลังเพื่อทำสิ่งสำคัญ”

นิทานกริมม์เรื่อง “พี่น้องสี่คนผู้มีฝีมือ” (Die vier kunstreichen Brüder) เป็นตัวอย่างของนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่มีชื่อเสียง ซึ่งเนื้อเรื่องของนิทานเล่าถึงพี่น้องสี่คน ที่แยกย้ายกันไปเรียนวิชา และเมื่อกลับมาพบกัน พวกเขาต้องใช้ความรู้ที่แตกต่างเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาใหญ่ ซึ่งข้อคิดของนิทานก็คือ ความร่วมมือกันสำคัญกว่าการเก่งเพียงคนเดียว

สิ่งที่น่าสังเกตคือ นิทานที่มีโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเยอรมัน แต่ยังพบในอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี รัสเซีย และเซอร์เบีย โดยนิทานแนว “พี่น้องสี่คนผู้มีฝีมือ” ของแต่ละประเทศอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่แก่นเรื่องหรือข้อคิดยังคงพูดในเรื่องเดียวกัน

ส่วนในฝั่งเอเชีย ประเทศอินเดียมีคัมภีร์นิทานโบราณชื่อ Panchatantra ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่แพร่หลายที่สุดในโลก นิทานบางเรื่องในคัมภีร์นี้มีโครงเรื่องพูดถึงพี่น้องที่ออกไปเรียนรู้เช่นกัน แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับแตกต่างไปจากเวอร์ชันยุโรปโดยสิ้นเชิง ความแตกต่างของแก่นเรื่องหรือข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญเลือกนำนิทานเรื่อง “สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต” มาเรียบเรียงให้อ่านกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีพี่น้องสี่คนที่เชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงตัดสินใจแยกย้ายกันออกเดินทาง เพื่อไปเรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจ

พี่ชายคนแรกเดินทางไปพบครูผู้มีวิชาแปลกประหลาด ครูผู้นี้สอนชายหนุ่มให้รู้จักการเนรมิตกระดูกขึ้นใหม่จากซากกระดูกของสัตว์ที่ตายไปแล้ว ชายหนุ่มผู้เป็นพี่คนโตเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

พี่ชายคนที่สองเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผํู้นี้สอนเขาให้รู้จักการสร้างเนื้อและเลือดให้กับร่างที่มีเพียงกระดูก ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนรองเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

พี่ชายคนที่สามออกเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผู้นี้มีความรู้ด้านการสร้างร่างกาย ทั้งผิวหนังและอวัยวะภายนอก เพื่อห่อหุ้มกระดูกและเลือดเนื้อ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนที่สามเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

น้องชายคนที่สี่ออกเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผู้นี้มีวิชาปลุกชีวิตให้กับสิ่งที่ตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ชายหนุ่มผู้เป็นน้องชายคนเล็กเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

……

หลายปีผ่านไป ในที่สุด พี่น้องทั้งสี่ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง สี่พี่น้องต่างภูมิใจในวิชาที่ตนได้เรียนมา พวกเขายังคงเชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงประการเดียวที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ เมื่อกลับมาพบกันได้สักพัก พวกเขาก็อยากทดสอบฝีมือเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้ของตนมีค่ามากเพียงใด

วันหนึ่ง ขณะที่พี่น้องทั้งสี่เดินทางเข้าไปในป่า พวกเขาพบซากกระดูกสัตว์กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นดิน พี่น้องทั้งสี่มองหน้ากันและคิดว่า “นี่แหละคือโอกาสที่พวกเราจะได้ทดสอบวิชาที่ได้เรียนมา”

เมื่อคิดเช่นนั้น ลูกชายคนแรกจึงรีบใช้วิชาของตน เนรมิตกระดูกที่กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นร่างที่สมบูรณ์ ซึ่งร่างนั้นดูเหมือนโครงกระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่

เมื่อลูกชายคนที่สองเห็นเช่นนั้น เขาจึงก้าวออกมา แล้วใช้วิชาของตนเนรมิตเนื้อและเลือดให้แก่โครงกระดูกนั้น ทำให้ร่างที่เคยเป็นเพียงกระดูกขาว ๆ กลับเต็มไปด้วยเนื้อแดง ๆ และดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

เมื่อลูกชายคนที่สามเห็นเช่นนั้น เขาจึงไม่รอช้า รีบใช้วิชาของตนเนรมิตผิวหนังและอวัยวะภาย นอกให้แก่ร่างของสัตว์ที่นอนอยู่ ทำให้ทุกคนเห็นได้ชัดเจนว่า ร่าง ๆ นั้นคือร่างของสิงโตที่นอนอยู่นิ่ง ๆ แบบสัตว์ที่ไร้ชีวิต

เมื่อทุกคนเห็นแล้วว่าสัตว์ดังกล่าวคือสิงโต พี่น้องทั้งสามจึงหันไปมองน้องชายคนที่สี่ด้วยความคาดหวัง เพราะเขาเป็นคนเดียวที่สามารถทำให้ร่างนั้นกลับคืนฟื้นชีวิตได้

เมื่อลูกชายคนที่สี่เห็นสายตาของพี่ ๆ เขาจึงใช้วิชาของตน เนรมิตให้ร่างของสิงโตที่นอนอยู่กลับมามาชีวิตอีกครั้ง ซึ่งหลังจากที่ลูกชายคนที่สี่ร่ายคาถา สิงโตก็ค่อย ๆ ลืมตาและเริ่มขยับตัวอย่างช้า ๆ

เมื่อสิงโตเริ่มขยับตัว พี่น้องทั้งสี่ต่างจ้องมองมันด้วยความตื่นเต้น พวกเขาต่างภูมิใจในวิชาที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา และพวกเขาก็คิดว่า พวกเขาคือสี่พี่น้องที่ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรและฉลาดล้ำกว่าใคร ๆ ในปฐพี

แต่อนิจจา ในขณะที่สี่พี่น้องกำลังภูมิใจในตัวเองอยู่นั้น เจ้าสิงโตตัวใหญ่ที่เพิ่งได้รับการชุบชีวิตก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่น่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบของมันจ้องมองไปที่พี่น้องทั้งสี่ที่อยู่เบื้องหน้า สายตาของสิงโตไม่ใช่สายตาอ่อนโยนแบบสิงโตในนิทาน แต่มันเป็นสายตาของสิงโตเจ้าป่าที่ล่าสัตว์กินเป็นอาหาร

พี่น้องทั้งสี่มองสิงโตที่อยู่ตรงหน้า พลางถอยหลังด้วยความหวาดกลัว สี่พี่น้องไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การทดลองวิชาของพวกเขาโดยไม่คิดให้รอบคอบ จะสร้างสัตว์ร้ายที่ดูน่ากลัวได้มากถึงเพียงนี้ และก่อนที่สี่พี่น้องจะวิ่งหนี สิงโตที่หิวโหยก็กระโจนเข้าใส่ และจัดการกับเหยื่อทั้งสี่ในชั่วพริบตาเดียว!

…

นิทานเรื่อง “สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต” ให้ข้อคิดแก่เด็กและผู้ใหญ่ว่า สติและการไตร่ตรองสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมีความรู้ เพราะหากใช้ความรู้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ ความรู้ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ทำลายชีวิตได้.

Posted in นิทานกริมม์, นิทานก่อนนอน, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน ฮันเซลกับเกรเทล (Hansel and Gretel) | นิทานกริมม์คลาสสิกสำหรับเด็ก

นิทานก่อนนอน ฮันเซลกับเกรเทล (Hansel and Gretel) เป็นหนึ่งในนิทานกริมม์ที่โด่งดังที่สุดในโลก เรื่องเล่าของพี่น้องสองคนที่ถูกพาไปทิ้งกลางป่า และได้เผชิญหน้ากับแม่มดใจร้ายในบ้านขนมหวาน นิทานเรื่องนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่สมัยยุโรปยุคกลาง ก่อนจะถูกเก็บบันทึกและปรับแต่งโดย พี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและตีพิมพ์ นิทานพื้นบ้านเยอรมัน จนกลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ผลงานของกริมม์ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องเพื่อความบันเทิง แต่ยังสะท้อนสภาพสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อในยุคนั้น เช่น ความยากจน ความหิวโหย ความสัมพันธ์ในครอบครัว และภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในโลกภายนอก นิทาน Hansel and Gretel เวอร์ชันของกริมม์ จึงมักมีบรรยากาศหม่น ๆ และบางช่วงเต็มไปด้วยความโหดร้าย ซึ่งนักวิชาการด้านวรรณกรรมหลายคนมองว่า นิทานกริมม์ทำหน้าที่ทั้ง สอนบทเรียนชีวิต และ สะท้อนความจริงของสังคม ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้ยังได้รับการตีความใหม่และดัดแปลงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในวรรณกรรม ภาพยนตร์ การ์ตูน ละครเวที และแม้กระทั่งดนตรี ทำให้ Hansel and Gretel กลายเป็นนิทานคลาสสิกที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ทั่วโลกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

สำหรับเว็บไซต์ นิทานนำบุญ เราได้นำ ฮันเซลกับเกรเทล มาถ่ายทอดใหม่ โดยเรียบเรียงจากเวอร์ชันกริมม์ แต่มีการปรับรายละเอียดบางส่วนให้อ่านง่ายขึ้น เหมาะสำหรับเด็ก และลดทอนความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะสม เนื้อเรื่องยังคงรักษาแก่นแท้ของความกล้าหาญ ความรัก และสายใยครอบครัวเอาไว้ เพื่อให้เป็น นิทานก่อนนอนที่ทั้งสนุก น่าติดตาม และสอดแทรกแนวคิดดี ๆ สำหรับเด็ก ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางป่าลึก บ้านหลังนั้นเป็นของคนตัดไม้ใจดีคนหนึ่ง เขาอาศัยอยู่กับลูกสองคน คือ “ฮันเซลกับเกรเทล” เด็กชายและเด็กหญิงที่รักกันมาก พวกเขาเติบโตท่ามกลางเสียงนกร้องและกลิ่นไม้หอมในป่า แม้จะยากจน แต่ครอบครัวก็มีความอบอุ่นในทุกวัน

เมื่อแม่ของเด็ก ๆ จากไปอย่างสงบ พ่อได้แต่งงานใหม่กับหญิงคนหนึ่งที่ไม่ค่อยยิ้มแย้ม และไม่ค่อยพูดกับเด็ก ๆ เท่าไรนัก แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ความอบอุ่นกลับลดลงทุกวัน

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน อาหารในบ้านเริ่มขาดแคลน พ่อพยายามหาทางออก แต่แม่เลี้ยงกลับพูดเบา ๆ ว่า “ถ้าไม่มีอาหารพอ…ก็คงต้องพาเด็ก ๆ ไปปล่อยไว้ในป่า” พ่อไม่อยากทำ แต่ครอบครัวของเขาก็ลำบากจริง ๆ

คืนก่อนออกเดินทาง ฮันเซลซึ่งได้ยินแม่เลี้ยงคุยกับพ่อ ได้แอบเก็บก้อนกรวดสีขาวใส่กระเป๋า เขาไม่พูดอะไรกับใคร แต่ในใจคิดว่า “เราจะกลับบ้านให้ได้”

เช้าวันใหม่ พ่อพาเด็ก ๆ เดินลึกเข้าไปในป่า ท่ามกลางเสียงใบไม้ไหวและแสงแดดอ่อน ๆ ฮันเซลแอบโรยกรวดเอาไว้ตามทาง

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พ่อจากเด็ก ๆ ไปอย่างเงียบ ๆ โดยทิ้งเด็ก ๆ เอาไว้กลางป่า เกรเทลน้ำตาคลอ ฮันเซลยิ้มให้เธอ “ไม่ต้องกลัวนะ เราจะตามรอยกรวดกลับบ้าน” และพวกเขาก็เดินตามรอยกรวดจนถึงบ้านอย่างปลอดภัย

เมื่อเห็นเด็ก ๆ กลับมา แม่เลี้ยงก็รู้สึกไม่พอใจมาก เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดกับพ่อว่า “พรุ่งนี้ ต้องพาไปให้ไกลกว่าเดิม” พ่อเศร้าใจ แต่ก็จำใจทำตามอีกครั้ง

ครั้งนี้ฮันเซลไม่มีเวลาหากรวด เขาจึงใช้เศษขนมปังแทน แต่ในป่ามีสัตว์มากมาย ทั้งนก กระรอก และกระต่าย เมื่อฮันเซลโรยเศษขนมปัง พวกสัตว์ก็กินเศษขนมปังจนหมด เด็ก ๆ จึงหาทางกลับบ้านไม่ได้

ฮันเซลและเกรเทลหลงทางและเดินลึกเข้าไปในป่า ยิ่งเดิน….ท้องก็ยิ่งร้องด้วยความหิว เสียงใบไม้เริ่มน่ากลัว แต่สองพี่น้องจับมือกันไว้แน่น “พี่อย่าทิ้งหนูนะ” เกรเทลพูดเบา ๆ ฮันเซลพยักหน้าและเดินต่อไปอย่างกล้าหาญ

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏ ท่ามกลางต้นไม้สูง มีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ บ้านหลังนั้นไม่เหมือนบ้านทั่วไป เพราะมันทำจากขนมหวาน หลังคาทำจากพายแอปเปิ้ล หน้าต่างเป็นคัพเค้กสีชมพู ประตูเป็นบราวนี่หนานุ่ม ผนังบ้านเป็นเค้กช็อกโกแลตโรยน้ำตาล ลูกกวาดหลากสีห้อยระย้าเหมือนโคมไฟ และมีสายไหมฟูฟ่องล้อมรอบบ้านเหมือนเมฆ

เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจจนเผลออุทานว่า “ว้าว! บ้านขนมของจริงเลยนะเนี่ย” เกรเทลร้อง ฮันเซลยิ้มกว้าง “หิวจังเลย ลองชิมดูไหม” พวกเขาเริ่มกินขอบหน้าต่างคัพเค้ก และกัดประตูบราวนี่อย่างเอร็ดอร่อย

ในขณะนั้นเอง มีหญิงชราคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน เธอยิ้มและพูดเสียงนุ่มว่า “เด็กน้อยเอ๋ย เข้ามาสิ บ้านนี้มีขนมอีกมากมาย” เด็ก ๆ ดีใจและเดินเข้าไปโดยไม่รู้ว่าเธอคือแม่มด

แม่มดแสร้งทำทีใจดี เธอให้เกรเทลช่วยทำงานบ้าน แต่ขังฮันเซลไปนอนพักผ่อนในกรงขนาดใหญ่ “กินเยอะ ๆ นะ จะได้อ้วน” เธอพูดพร้อมยื่นขนมให้ทุกวัน

ฮันเซลเริ่มสงสัยว่าทำไมแม่มดชอบให้เขากินกับนอน และเขาสังเกตว่าแม่มดชอบจับมือเขาเหมือนจะวัดอะไรบางอย่าง จนวันหนึ่งเกรเทลได้ยินแม่มดรำพึงว่า “เมื่อไหร่จะอ้วนสักทีนะ จะได้จับไปอบกินให้หนำใจ” เมื่อเกรเทลนำเรื่องมาเล่าให้ฮันเซลฟัง เขาก็รู้ในทันทีว่า แม่มดต้องการเลี้ยงให้เขาอ้วนเพื่อจับกินเป็นอาหาร

ฮันเซลจึงคิดหาวิธีรับมือกับแม่มด เขารู้ว่าแม่มดแก่มากและสายตาไม่ดี เมื่อแม่มดเข้ามาขอจับมือเขา เขาจึงซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อแล้วยื่นกระดูกเล็ก ๆ ผ่านลูกกรงให้แม่มดจับแทน ด้วยเหตุนี้ แม่มดจึงรู้สึกว่า ฮันเซลผอมจนเหลือแต่กระดูก

เวลาผ่านไปนานพอสมควร แม่มดเริ่มหงุดหงิด “เมื่อไหร่จะอ้วนขึ้นสักทีนะ” แม่มดรำพึงเสียงดัง เกรเทลได้ยินแล้วใจคอไม่ดี เธอจึงตั้งสติและเริ่มคิดหาทางช่วยพี่ชาย

วันหนึ่งแม่มดสั่งให้เกรเทลตรวจเตาอบ “ดูสิว่าเตาอบยังใช้งานได้ปกติไหม”

เกรเทลสังเกตเตาอบและเห็นว่าที่ฝาเตาอบมีที่ล็อก เกรเทลเห็นโอกาส เธอจึงแกล้งทำเป็นพบสิ่งผิดปกติภายในเตาอบ แล้วพูดกับแม่มดว่า “หนูเห็นอะไรบางอย่างวิบ ๆ วับ ๆ อยู่ในเตาอบ คุณยายช่วยดูให้หน่อยได้ไหม”

แม่มดมีสมบัติสะสมอยู่มาก เมื่อได้ยินเกรเทลพูดคำว่าวิบ ๆ วับ ๆ แม่มดจึงตกใจคิดว่าตัวเองเผลอทำเครื่องเพชรหรือเครื่องประดับหลุดเข้าไปในเตาอบ แม่มดจึงรีบวิ่งและมุดเข้าไปดู เมื่อเกรเทลสบโอกาส เกรเทลจึงผลักก้นแม่มดอย่างแรง แล้วปิดฝาเตาอบพร้อมกับล็อกแม่มดเอาไว้ จากนั้น เธอรีบวิ่งไปหาฮันเซล “พี่ เราต้องรีบหนี!”

ก่อนออกจากบ้าน เกรเทลซึ่งทำความสะอาดบ้านจนรู้ว่าแม่มดมีหีบใบใหญ่ที่ภายในมีเหรียญทองและอัญมณีระยิบระยับอยู่เต็มไปหมด ได้ตัดสินใจชวนพี่ชายให้ช่วยกันนำสมบัติเหล่านั้นติดตัวกลับบ้านด้วย

เมื่อกลับถึงบ้าน เด็ก ๆ เห็นพ่อกำลังนั่งร้องไห้เพราะพ่อรู้สึกผิดและคิดถึงลูก เมื่อพ่อเงยหน้าแล้วเห็นฮันเซลและเกรเทลกลับมา พ่อก็ร้องไห้พร้อมกับส่งเสียงว่า “ลูกรักของพ่อ” หลังจากนั้นพ่อก็รีบวิ่งเข้ากอดลูกทั้งสองคนเอาไว้แน่น (ส่วนแม่เลี้ยงที่เห็นพ่อเอาแต่ร้องไห้และออกตามหาลูก ๆโดยไม่สนใจเธอ แม่เลี้ยงก็เก็บของออกจากบ้านโดยปล่อยให้พ่ออยู่ที่บ้านตามลำพังมานานแล้ว)

ในที่สุด ฮันเซล เกรเทล และพ่อก็ได้อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น และมีสมบัติที่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น ส่วนเรื่องราวของแม่มดและบ้านขนมหวานก็ไม่มีใครเคยได้ยินอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความฉลาดและไหวพริบช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย
  • ความรักและความสามัคคีในครอบครัวทำให้สามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้