Posted in นิทานธรรมะ, นิทานสอนใจ, นิทานไทย

ศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง: ตำนานพระธาตุพนม พญานาค และเรื่องเล่าธรรมะจากอุรังคธาตุ

นิทานเรื่อง “ศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง” ที่คุณกำลังจะได้อ่านนี้ เป็นการเรียบเรียงใหม่จาก “อุรังคนิทาน” ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ที่เล่าขานกันในดินแดนลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะบริเวณพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

นิทานเรื่อง “ศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง” ฉบับเรียบเรียงใหม่นี้ มีการแต่งเติมองค์ประกอบบางส่วนจากต้นฉบับ “อุรังคนิทาน” เพื่อให้เนื้อเรื่องเข้าถึงผู้อ่านร่วมสมัยมากขึ้น เช่น การสร้างตัวละคร “แลนคำ” ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานสีทองที่ไม่แลบลิ้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความสงบและการเฝ้ารอธรรมะ, การตั้งชื่อพญานาคว่า “สุขหัตถีนาค” เพื่อสื่อถึงพญานาคผู้มีจิตใจมั่นคงดุจช้าง แม้ในต้นฉบับจะไม่ได้ระบุชื่อชัดเจน, และการแต่งเติมตัวละคร “ชมพู” เด็กชายผู้เติบโตเป็นพระยาศรีไชยชมพู เพื่อเป็นตัวแทนของผู้สืบทอดธรรมะจากรุ่นสู่รุ่น หากผู้อ่านต้องการศึกษาเนื้อเรื่องดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมจาก “ตำนานอุรังคธาตุ” ซึ่งเป็นเอกสารโบราณที่บันทึกเรื่องราวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า การประทับรอยพระบาท และการสร้างพระธาตุพนมโดยกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีโคตรบอง

นานมาแล้ว ณ หนองน้ำใหญ่ชื่อ “หนองคันแทเสื้อน้ำ” ที่โอบล้อมด้วยป่าเขียวชอุ่ม มีสัตว์ต่าง ๆ อาศัยอยู่อย่างสงบ ทั้งปลาเล็กปลาน้อยที่ว่ายวนอยู่ในหนองน้ำ นกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเพลงรับแสงอรุณ และสัตว์สารพัดชนิดที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย มี”แลนคำ” ตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ใต้ร่มไม้ แลนคำตัวนี้แปลกกว่าสัตว์อื่นตรงที่ มันไม่เคยแลบลิ้นเลยสักครั้ง ผู้เฒ่าผู้แก่จึงเล่าให้ลูกหลานฟังว่า ตัวแลนทั้งหลายนั้นมักแลบลิ้นเป็นวิสัยธรรมชาติ แต่แลนคำหรือแลนสีทองตัวนี้มันดูสงบสำรวมดุจผู้ภาวนา ผู้เฒ่าคนหนึ่งกล่าวว่า “บางที ในกาลข้างหน้า มันจักเป็นนิมิตหมายแห่งบุญญาธิการ หากเมื่อใดแลนคำนี้แลบลิ้น เมื่อนั้นจักมีเหตุใหญ่หลวงอุบัติขึ้นในโลก”

วันหนึ่งท้องฟ้าสว่างใสเกินปกติ แสงทองทาบผิวน้ำจนระยิบระยับ แลนคำผู้เงียบงันมายาวนาน พลันแลบลิ้นออกมาเป็นครั้งแรก! เหล่าสัตว์ต่างตกตะลึงและบอกกันไปทั่วป่า ผู้เฒ่าผู้แก่จึงพากันพนมมือแล้วกล่าวว่า “นิมิตมาถึงแล้ว พระศาสดาจักเสด็จมาที่หนองนี้แน่แท้”

ไม่นานนัก พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาจริงดังคำทำนาย พระพักตร์ของพระองค์เปี่ยมเมตตาดุจจันทราส่องแสงในยามกลางคืน สัตว์ทั้งหลายต่างหมอบกราบดุจดอกบัวหุบรับแสงอรุณ แลนคำก็น้อมกายลง กราบแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ใต้บาดาล ณ ดินแดนใกล้เคียง มีพญานาคนาม “สุขหัตถีนาค” ผู้เคยบวชเป็นพระภิกษุแต่ยังไม่บรรลุธรรม ได้เฝ้ารอพระพุทธองค์มาอย่างช้านาน เมื่อพญานาคเห็นแสงแห่งศาสดาส่องมาถึงบาดาล หัวใจของพญานาคก็พลันพองโต เพราะเต็มไปด้วยศรัทธา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง สุขหัตถีนาคจึงโผล่ขึ้นจากน้ำ เผยกายอันโอฬาร กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ยังติดอยู่ในบ่วงกิเลส แต่ปรารถนาให้แผ่นดินนี้เป็นที่ตั้งแห่งธรรม ขอพระองค์โปรดประทับรอยพระบาทไว้ เพื่อเป็นนิมิตแก่อนุชนภายหน้า”

พระพุทธองค์ทรงเมตตาจึงประทับรอยพระบาท ณ เวินปลา พร้อมตรัสพยากรณ์ว่า “สถานที่นี้จักกลายเป็นเมืองแห่งธรรม เป็นที่ชุมนุมแห่งศรัทธาในกาลภายหน้า” สุขหัตถีนาคและสัตว์ทั้งหลายพากันโสมนัส น้ำตาแห่งศรัทธาไหลรินดุจสายฝน

…………………

เมื่อกาลเวลาล่วงผ่าน ดินแดนแห่งนั้นและดินแดนใกล้เคียงค่อย ๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพราะผู้คนเคารพในธรรมด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ รอยพระบาทกลายเป็นที่สักการะซึ่งมีคุณค่าสูงสุด

แต่ไม่นานนัก เสียงสวดมนต์กลับค่อย ๆ แผ่วเบาลง ผู้คนหลงลืมคุณธรรม แล้วเพลินเข้าไปมัวเมาในลาภยศ สุขหัตถีนาคที่ยังคงเฝ้าดูแลรอยพระบาทมองภาพที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

หลายร้อยปีหลังพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน รอยพระบาทยังคงอยู่ ณ ที่แห่งเดิม ซึ่งเป็นดินแดนศรีโคตรบอง แต่ผู้คนบางส่วนลืมเลือนความศักดิ์สิทธิ์และหมดสิ้นซึ่งศรัทธา

แต่ในกาลนั้น ณ ริมฝั่งโขง ยังมีหมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่บ้านหนึ่ง ที่ผู้เฒ่ายังคงเล่าเรื่องราวเก่าแก่ให้ลูกหลานฟัง

เด็กชายคนหนึ่งชื่อว่า “ชมพู” มักนั่งอยู่ข้างตักยาย เพื่อขอให้ยายเล่าเรื่องซ้ำ ๆ เกี่ยวกับแลนคำที่แลบลิ้น พระพุทธเจ้าที่ประทับรอยพระบาท และเรื่องพญาสุขหัตถีนาคผู้เฝ้ารอ โดยที่เขาฟังเรื่องเหล่านี้ได้ไม่เคยเบื่อ เด็กน้อยซึมซับเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ในใจ ดวงตาของเขากลมโตและเปล่งประกายด้วยแสงแห่งศรัทธา

เมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่ เขากลายเป็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมเมตตา ยึดถือในความยุติธรรม และไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ชาวเมืองจึงรักและนับถือเขากว่าใคร

ครั้นเมื่อขุนนางผู้ครองเมืองริมโขงสิ้นชีพโดยไร้ทายาท ประชาชนจึงพร้อมใจกันอัญเชิญชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยมีพระนามว่า “พระยาศรีไชยชมพู”

หลังจากครองราชย์แล้ว พระราชาศรีไชยชมพูนึกถึงถ้อยคำจากนิทานที่ยายเคยเล่า พระองค์จึงนำเรื่องที่ได้ฟังมาเป็นประทีปนำทาง

พระราชาศรีไชยชมพูได้ตัดสินใจสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อรวบรวมศรัทธาของผู้คน โดยอาราธนาพระอรหันต์ห้ารูปจากศรีโคตรบอง มาร่วมสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือกระดูกของพระพุทธเจ้า

การสร้างพระธาตุนั้นมิใช่เรื่องที่ง่าย ชาวเมืองต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำงานท่ามกลางสายฝน ลมพายุและความเหน็ดเหนื่อย แม้บ่อยครั้งที่ความพยายามมีทีท่าจะล้มเหลว แต่ดูเหมือนมีสิ่งอัศจรรย์ที่คอยปัดเป่าให้พายุหรืออุปสรรคต่าง ๆ สงบลง ซึ่งช่วยเสริมกำลังใจและทำให้ผู้คนทำงานตามศรัทธาได้โดยไม่ท้อถอย

พระยาศรีไชยชมพูรู้อยู่ในใจว่า เบื้องหลังของปาฏิหาริย์ต่าง ๆ คือ พญาสุขหัตถีนาคที่ยังคอยเกื้อหนุน แม้จะมิได้เผยกายให้ใคร ๆ ได้เห็นก็ตาม

หลังจากที่ชาวเมืองร่วมแรงร่วมศรัทธากันอย่างยาวนาน ในที่สุด พระธาตุพนมที่งดงามก็สร้างเสร็จ ผู้คนจากทั่วทุกทิศต่างพากันมากราบไหว้ ศรัทธาค่อย ๆ ไหลรวมกลับคืนมา โดยเรื่องราวการสร้างพระธาตุพนมได้ถูกจารึกลงในใบลาน และเล่าสืบต่อกันมาเป็น “ตำนานอุรังคธาตุ” ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช และยังคงเล่าขานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ แม้ผู้คนอาจเริ่มลืมเลือนเรื่องราวต่าง ๆ ไป แต่รอยธรรมในใจของผู้คน โดยเฉพาะผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขง ยังคงมีร่องรอยที่ฝังลึกมาจากอดีตชาติ เมื่อถึงวันเวลาที่เหมาะสม เสียงธรรมในใจจะพาทุกคนผู้มีศรัทธากลับเข้าสู่ร่มเงาแห่งธรรม แล้วความร่มเย็นเป็นสุขก็จะกลับคืนสู่ชีวิตอย่างยั่งยืน

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ศรัทธาเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
  • ความดีงามไม่มีวันสูญหาย
  • ผู้นำที่ดีคือผู้มีเมตตาและยึดมั่นในคุณธรรม
ภาพประกอบนิทานศรัทธาธรรมลุ่มน้ำโขง แสดงพญานาคสุขหัตถี แลนคำ และพระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาท ณ เวินปลา
ตำนานพระธาตุพนมจากนิทานอุรังคธาตุ
Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานนานาชาติ, นิทานเซน

นิทานเซนก่อนนอน: ปริศนาแห่งนิ้วมือ

นิทานเรื่องนี้เรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่มีชื่อว่า Trading Dialogue for Lodging ซึ่งเป็นหนึ่งใน 101 เรื่องเล่าแห่งเซนจากหนังสือคลาสสิก Zen Flesh, Zen Bones ที่นักอ่านทั่วโลกต่างยกย่องว่าเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญา

นิทานประเภทเซนมีจุดเด่นอยู่ที่การสื่อธรรมะแบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง โดยมักถ่ายทอดผ่านบทสนทนา สัญลักษณ์ หรือแม้แต่ความเข้าใจผิดที่กลายเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ เป็นนิทานที่อ่านแล้วทำให้ใจสงบ พร้อมทั้งตั้งคำถามให้เราหยั่งรากความคิดในยามก่อนหลับใหล

นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานเซนที่ทั้งตลกและลึกซึ้ง ซึ่งการเรียบเรียงนิทานขึ้นใหม่น่าจะทำให้นิทานเรื่องนี้เหมาะสำหรับการอ่านเป็นนิทานก่อนนอน หรือใช้เล่าเพื่อสร้างรอยยิ้มในโอกาสต่าง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนซากุระบาน มีวัดเล็ก ๆ วัดหนึ่งตั้งอยู่บนภูเขาที่เงียบสงบ ในวัดมีพระสองรูปเป็นพี่น้องกัน พระองค์พี่เป็นผู้รู้ธรรมลึกซึ้ง ส่วนพระองค์น้องเป็นพระที่มีตาเดียว ซึ่งแม้จะหัวช้า แต่ก็ตั้งใจฝึกหัดปฏิบัติธรรม

วันหนึ่ง มีพระจากวัดอื่น เดินทางมาเยือนวัดของพระทั้งสองโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งตามธรรมเนียม พระเจ้าวัดและพระผู้มาเยือน มักใช้โอกาสสนทนาธรรมกัน

แต่วันนั้น พระองค์พี่มีกิจนิมนต์ที่อื่น พระองค์น้องจึงต้องทำหน้าที่แทนพระผู้พี่

ก่อนหน้านี้ พระผู้พี่เคยแนะนำว่า “หากวันใดที่พี่ไม่อยู่ และเจ้าต้องต้อนรับพระรูปอื่น เจ้าจงเลี่ยงการสนทนาธรรมด้วยคำพูด แต่จงใช้ความสงบหรือใช้มือแทนคำตอบ”

พระองค์พี่รู้ดีว่า พระผู้น้องเป็นคนหัวช้า การตอบคำถามต่าง ๆ ด้วยคำพูด จึงอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย แต่การสำรวม โดยทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี หรือการตอบด้วยการใช้มือเพียงเล็กน้อย พระผู้มาเยือนก็น่าจะเข้าใจด้วยภูมิธรรมของท่าน

พระองค์พี่ไม่เคยคิดเลยว่า เหตุการณ์ที่พระผู้น้องต้องต้อนรับพระผู้มาเยือนจะเกิดขึ้นจริง เพราะพระองค์พี่มักอยู่ที่วัดโดยไม่ไปไหน แต่เมื่อมีพระผู้มาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย และพระผู้น้องต้องรับแขกเพียงลำพัง พระองค์น้องจึงนึกถึงคำแนะนำของพระผู้พี่ แล้วตั้งใจทำหน้าที่ต้อนรับพระผู้มาเยือนให้ดีที่สุด

ในวันนั้น พระทั้งสองนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่ศาลาโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปากสนทนา ลมพัดเบา ๆ ใบไม้ไหว กลิ่นธูปหอมโชยไปทั่ว

ครั้นเมื่อถึงเวลาอันควร พระผู้มาเยือนได้เงยหน้าสบตาพระองค์น้อง จากนั้น พระผู้มาเยือนก็จ้องตาพระองค์น้อง แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาด้วยสายตาที่เอาจริงเอาจัง

เมื่อพระองค์น้องเห็นเช่นนั้น พระองค์น้องก็รู้สึกหงุดหงิด แต่พยายามสำรวมไว้ จากนั้น พระองค์น้องก็จ้องตาของพระผู้มาเยือน พร้อมกับชูนิ้วสองนิ้วขึ้นมา

เมื่อพระผู้มาเยือนเห็นเช่นนั้น พระผู้มาเยือนก็ชูนิ้วสามนิ้ว พร้อมกับจ้องตาของพระองค์น้อง เหมือนต้องการค้นหาคำตอบบางอย่าง

ฝ่ายพระองค์น้องเมื่อเห็นเช่นนั้น พระองค์น้องก็กำมือแล้วชูขึ้นทันที ซึ่งก่อนที่พระองค์น้องจะเผลอพูดอะไรออกมา พระผู้มาเยือนก็รีบลุกขึ้น โค้งคำนับ แล้วเดินออกจากวัดไป

เมื่อพระผู้มาเยือนเดินทางออกจากวัดบนภูเขาไปถึงหมู่บ้าน พระผู้มาเยือนได้เล่าให้ชาวบ้านฟังด้วยตาเป็นประกายว่า… “อาตมาได้ไปที่วัดบนภูเขา อาตมาใช้ปริศนาธรรม ถามโดยชูนิ้วเดียว ซึ่งหมายถึง พระพุทธ พระบนเขาได้ตอบอาตมาทันที ด้วยการชูสองนิ้ว…แสดงถึง พระธรรม อาตมาจึงชูสามนิ้ว ซึ่งหมายถึง พระสงฆ์ ท่านก็กำมือชูขึ้น… ซึ่งหมายถึง พระรัตนตรัย ! พระที่วัดนั้นน่าจะบรรลุธรรมแล้วล่ะ! พวกโยมช่างโชคดีเหลือเกิน”

เมื่อชาวบ้านได้ฟัง ทุกคนก็พากันตื่นเต้น และตั้งใจที่จะไปใส่บาตรทุกวันด้วยศรัทธาอันเต็มเปี่ยม

ในขณะเดียวกัน ที่วัดบนภูเขา เมื่อพระองค์พี่กลับมาถึงวัด พระองค์น้องได้เดินมาหาพระองค์พี่ด้วยสีหน้าเหมือนไม่สบอารมณ์นัก

พระผู้พี่จึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น พระองค์น้องจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระองค์พี่ฟังว่า “วันนี้ มีพระรูปหนึ่งเดินทางมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย น้องจึงทำหน้าที่ต้อนรับตามที่พี่เคยแนะนำ ครั้นเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง พระรูปนั้นได้มองหน้าน้องพร้อมกับชูนิ้วหนึ่งนิ้ว เพื่อล้อเลียนว่า…น้องเป็นพระตาเดียว! น้องโมโหแต่ยังคงหักห้ามใจไว้ จึงชูสองนิ้วตอบไปว่า…ท่านเป็นพระสองตา แต่พระผู้นั้นยังเสียมารยาท ชูสามนิ้ว ล้อเลียนน้องว่า…หนึ่งตารวมเข้ากับสองตา ก็เท่ากับสามตา น้องโมโหจึงชูกำปั้น จะซัดหน้าพระรูปนั้นสักหมัด แต่พระรูปนั้นกลับโค้งคำนับ แล้วชิงหนีไปเสียก่อน”

พระผู้พี่ฟังแล้วกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ หลังจากนั้น พระผู้พี่จึงไขปริศนาธรรมให้พระผู้น้องเข้าใจความหมาย เมื่อพระผู้น้องเข้าใจ พระผู้น้องจึงหัวเราะในความด้อยปัญญาของตน.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • สติช่วยให้เราเข้าใจความหมายที่แท้จริง
  • การตีความต่างกัน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งหรือปัญญา
  • อย่าด่วนตัดสินผู้อื่นจากมุมมองของตัวเองเท่านั้น
Posted in นิทานความรัก, นิทานสอนใจ, นิทานอ่านให้แฟนฟัง

คู่รักกระต่ายน้อย : นิทานความรักก่อนนอนพร้อมข้อคิดที่ควรอ่านให้แฟนฟัง

ภาพที่แคปหน้าจอ ข้อความที่ผู้อ่านส่งมา  เล่าว่าอ่านตั้งแต่ ม.4 จนตอนนี้ขึ้นปี 3 อ่านให้แฟนฟัง

ก่อนที่จะแต่งงงาน  กระต่ายหนุ่มได้จ้างช่างมาสร้างเรือนหอเป็นบ้านแห่งความรักระหว่างมันกับกระต่ายสาวยอดดวงใจ 

เช้าวันต่อมา ในขณะที่กระต่ายหนุ่มยังคงโมโหโทโส  กระต่ายสาวได้จัดการหาสีมาทาแก้ไขจนรอยกระดำกระด่างหายไปจนหมด  เมื่อกระต่ายหนุ่มได้รู้ในภายหลังว่า กระต่ายสาวยอดดวงใจไม่มัวเสียเวลาอยู่กับการโมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืน ที่ไร้ประโยชน์  แต่กระต่ายสาวกลับใช้เวลาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหา จนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ  กระต่ายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมกระต่ายสาวและคิดว่ามันเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดจริง ๆ

เช้าวันต่อมา ในขณะที่กระต่ายหนุ่มยังคงโมโหโทโส  กระต่ายสาวตัดสินใจเก็บกวาดจัดสวนให้เรียบร้อย แถมยังจัดหาต้นไม้ดอกไม้มาปลูกเพิ่มเติมจนสวนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อกระต่ายหนุ่มได้รู้ในภายหลังว่า กระต่ายสาวยอดดวงใจไม่มัวเสียเวลาอยู่กับการ “โมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืน” ที่ไร้ประโยชน์  แต่กระต่ายสาวกลับใช้เวลาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหาจนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ  กระต่ายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมกระต่ายสาวและคิดว่ามันเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดจริง ๆ

เมื่อพูดจบ กระต่ายสาวก็ชวนกระต่ายหนุ่มให้ช่วยกันจุดเทียนรอบ ๆ งานแต่ง  จากนั้น  พวกมันก็ชวนให้แขกเข้ามานั่งใกล้ ๆ กันอีกนิด เพราะในงานไม่มีไมโครโฟน   ส่วนเรื่องเพลงหรือดนตรี กระต่ายสาวก็ขอให้กระต่ายหนุ่มและแขกในงานช่วยกันร้องเพลง ซึ่งทั้งหมดให้บรรยากาศภายในงานดูอบอุ่นและทำให้พิธีแต่งงานดำเนินไปได้อย่างน่าประทับใจ

กระต่ายหนุ่มมองกระต่ายสาวด้วยสายตาที่เหมือนต้องการจะบอกว่า “ขอบคุณนะ”  ส่วนกระต่ายสาวซึ่งหันมาสบตากระต่ายหนุ่มพอดี กลับส่งยิ้มให้แล้วทำหน้าทะเล้นใส่  จากนั้น กระต่ายสาวก็บอกกระต่ายหนุ่มว่า “นับจากวันนี้ ถ้าเจออะไรไม่สมดังใจ ก็อย่างเพิ่งโมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืนนะ  เพราะถึงจะขาดสิ่งนู้น ไม่มีสิ่งนี้ แต่ยังไง..เราก็ยังมีกันและกัน ที่จะช่วยกัน แก้ปัญหาในทุก ๆ เรื่องนะ”

“ใช่แล้ว มีกันและกัน” กระต่ายสาวยิ้มเขิน   จากนั้น กระต่ายสาวก็อ้อนกระต่ายหนุ่มว่า “ว่าแต่คืนนี้ เธอลืมอะไรไปรึเปล่า”

กระต่ายหนุ่มยิ้มให้กระต่ายสาวด้วยความรัก  ส่วนกระต่ายสาวก็ยิ้มตอบ พร้อมกับหัวเราะ “แหะ ๆ” ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ากระต่ายสาวคิดอะไรอยู่

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ฝากกดดูแบนเนอร์โฆษณาอัตโนมัติที่เด้งขึ้นมาด้วยนะครับ (บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น) มันจะช่วยทำให้เว็บไซต์มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ขอบคุณครับ

Posted in ครอบครัว, ธรรมะ, นิทาน, เด็ก

นิทานธรรมะ : ผลพระจันทร์

นิทานธรรมะเรื่องนี้ แต่งขึ้นในช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเข้าวัดปฏิบัติธรรม  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผู้เขียนต้องเผชิญกับทุกข์ในหลาย ๆ ลักษณะ แต่หลังจากเจริญสติผ่านจุดหนึ่งไปแล้ว จึงได้พบความจริงว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความอยากให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามใจเรา (หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นไปตามกิเลสของเรา)  ยิ่งอยากก็ยิ่งทุกข์   หยุดอยากก็หยุดทุกข์   นิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น   ผู้เขียนจึงขอมอบนิทานเรื่องนี้ไว้เป็นนิทานสอนใจแก่ทุก ๆ คนนะครับ 

Continue reading “นิทานธรรมะ : ผลพระจันทร์”
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

พลูโต

เด็กแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ความแตกต่างนี้เอง ทำให้เด็กบางคนอาจถูกเพื่อนปฏิเสธ รวมถึงทำให้เกิดการ Bully กันในโรงเรียน  นิทานเรื่องนี้ จึงเป็นนิทานเรื่องหนึ่ง ที่คุณพ่อ คุณแม่ คุณครูอาจใช้เป็นเครื่องมือในการชี้ให้เด็กเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างกัน รวมทั้งใช้ปลูกฝังแนวทางที่เด็ก ๆ ควรปฏิบัติต่อกันและกัน โดยเฉพาะกับเพื่อนที่แตกต่างไปจากคนอื่น เพื่อที่ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

Continue reading “พลูโต”