Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, หลวงพระบาง

นักปักผ้าตัวน้อย : นิทานนำบุญที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวหลวงพระบาง

นานมาแล้ว ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้แบกเป้ไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเดินทางไปเที่ยวลาวแทบทุกปี ทั้งลาวเหนือและลาวใต้ และทุกครั้งก็มักได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาเสมอ

ปีหนึ่ง ผมแวะไปเที่ยวหลวงพระบางและพักอยู่หลายวัน ซึ่งในช่วงนั้นเอง ผมได้พบเด็กผู้หญิงที่นั่งขายผ้าปักอยู่ที่ตลาดกลางคืน งานปักของเธอไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษ แต่กลับมีความซื่อและเรียบง่ายที่น่าประทับใจ วันนั้นผมได้ขอให้เธอช่วยปักภาพเจ้าชายน้อยลงบนผ้า และได้มอบหนังสือนิทานของผมให้เธอเพิ่มเติมจากค่าจ้าง (ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นดีใจที่ได้หนังสือนิทานมาก ๆ)

ความทรงจำที่อบอุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแต่งนิทานสักเรื่อง เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบเจอเด็กหญิงนักปักผ้าในหลวงพระบาง และหวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมประทับใจในวันนั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่เคยขาด อนิจจา…แม้ร้านรวงจะค้าขายได้เงินจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่กลับยากจนและต้องทำงานหนัก…ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมือง ระหว่างที่เธอเดินชมเมืองอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเอาผ้ามาปูที่พื้นริมทางเดิน แล้วนำข้าวของต่างๆ ทั้งสร้อยข้อมือถัก, ผ้าปัก, ของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ มาวางขายอยู่ที่ริมถนน

ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าเด็กน้อยเป็นแม่ค้ามืออาชีพ แต่เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปคุย เธอก็พบว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เพราะครอบครัวของเธอยากจนมาก เธอจึงต้องทำของมาขายหลังเลิกเรียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

ระหว่างที่หญิงสาวพูดคุยกับเด็กคนนั้น เธอสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยคุยกับเธอพร้อมกับปักผ้าไปด้วย เมื่อหญิงสาวถามว่าทำไมไม่พักบ้าง เด็กน้อยได้แต่ตอบว่า งานที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เธอมีเวลาขายของแค่สองชั่วโมง แล้วก็ต้องกลับไปทำงานบ้าน ก่อนจะมีเวลาปักผ้าแล้วรีบเข้านอน

หญิงสาวสงสารเด็กน้อยจับใจ หญิงสาวคิดจะช่วยเด็กหญิงด้วยการอุดหนุนงานของเธอสักชิ้น ครั้นเมื่อหญิงสาวหยิบงานผ้าปักลายชาวเขาและสัตว์นานาชนิดขึ้นมาดู เธอก็ต้องแปลกใจ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยปักผ้าได้ประณีตเกินอายุ หนำซ้ำ ภาพต่าง ๆ ยังแตกต่างจากงานที่ขายตามท้องตลาด แถมราคาของผ้าที่มีภาพคนและสัตว์รวม 20 ภาพก็ถูกแสนถูกเพียง 100 บาทเท่านั้น ถ้าเธอปักผ้าให้ประณีตน้อยลงหรือปักภาพแบบเดียวกับคนอื่น บางทีเธออาจไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

แต่เมื่อหญิงสาวแนะนำเด็กน้อย เด็กน้อยกลับยิ้มเขิน ๆ แล้วตอบอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้ว่าการปักผ้าให้สวยและการออกแบบให้ภาพไม่เหมือนใครทำให้หนูต้องใช้เวลามาก แต่ไหน ๆ จะทำงานทั้งที หนูก็อยากทำอย่างเต็มที่ คนที่ซื้อจะได้ดีใจไงคะ”

หญิงสาวยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ เด็กหญิงผู้ยากจนแต่มีความเป็นศิลปินอยู่เต็มหัวใจ บางทีเธออาจต้องการใครสักคนช่วยให้เธอทำงานที่เธอรักได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้

หญิงสาวครุ่นคิด สักพัก เธอก็เอ่ยปากขอให้เด็กน้อยช่วยทำสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ให้เธอ

“น้องสาวจ๊ะ พี่อยากให้หนูปักรูปตัวพี่ที่เสื้อของพี่ หนูพอจะทำให้ได้ไหมและจะคิดราคาเท่าไหร่”.

เด็กน้อยแปลกใจเพราะไม่เคยมีใครขอให้เธอทำเช่นนี้มาก่อน เธอลังเลนิด ๆ แต่เมื่อหญิงสาวยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยจึงยอมทำโดยคิดราคาค่าปัก 20 บาท และขอใช้เวลาปักประมาณ 2 ชั่วโมง

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เพราะปกติเด็กน้อยต้องปักผ้าเป็นภาพคนและสัตว์ถึง 20 ตัวจึงจะขายได้เงิน 100 บาท แต่เมื่อมาปักเสื้อให้เธอ เด็กน้อยได้เงินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของหญิงสาวยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะในระหว่างที่เด็กน้อยนั่งปักเสื้อ หญิงสาวก็จัดแจงนำป้ายเล็ก ๆ มาแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่ขายของของเด็กน้อย พร้อมกับเขียนข้อความบอกนักท่องเที่ยวว่า

“เด็กคนนี้ตั้งใจหาเงินเรียนหนังสือ เธอมีฝีมือในการออกแบบและปักผ้า ลองให้เธอปักภาพที่เสื้อของคุณสิคะ”

นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างสนใจป้ายที่หญิงสาวเขียนไว้ และไม่นาน เด็กน้อยก็เริ่มมีลูกค้ามาเข้าแถวรอให้เธอออกแบบและปักเสื้อให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวดีใจที่เธอมีส่วนช่วยเด็กน้อยผู้ยากจนได้บ้าง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวก็ต้องออกเดินทางไปที่เมืองอื่น

………

สิบปีต่อมา หญิงสาวมีโอกาสกลับไปที่เมือง ๆ นั้นอีกครั้ง คราวนี้ เธอตั้งใจเดินกลับไปยังสถานที่ที่เธอเคยพบเด็กหญิงตัวน้อยผู้ขยันขันแข็ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เธอไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวหดหู่ใจเล็กน้อย ครั้นเมื่อเธอหันไปมองอีกฟากของถนน ภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เพราะตรงนั้น…มีเรือนหลังหนึ่ง ที่หน้าเรือนมีป้ายผ้าปักขนาดใหญ่ ซึ่งปักเป็นรูปหญิงสาวใจดีกำลังส่งยิ้มให้เด็กหญิงนักปักผ้า และมีป้ายเก่า ๆ ที่หญิงสาวจำลายมือได้ดีใส่กรอบติดอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมกับมีข้อความเขียนอยู่ที่หน้ากรอบกระจกนั้นว่า

“ถ้าพี่กลับมา…อย่าลืมแวะเข้ามาหาหนูนะคะ หนูอยากปักผ้าให้พี่อีกสักครั้งค่ะ”

เด็กหญิงสองคนในชุดประเพณี นั่งอ่านและวาดภาพที่โต๊ะเล็กในตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงไฟและผู้คน
Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นักเล่านิทานมือใหม่ : นิทานเด็กสอนใจเรื่องความขี้ลืมและบทเรียนชีวิต

นักเล่านิทาน คือคนที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวให้ผู้ฟังได้เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และได้แรงบันดาลใจ นิทานไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสอนคุณค่าในชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์ และสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

ในอดีต นักเล่านิทานถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เพราะพวกเขาเป็นผู้เชื่อมโยงเรื่องราวกับผู้คน ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีการเล่านิทาน ผู้ฟังจะได้ทั้งความสุขและความรู้ไปพร้อมกัน ทำให้นักเล่านิทานเป็นเหมือนผู้สืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

นิทานเรื่อง “นักเล่านิทานมือใหม่” จึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเล่าเรื่อง และการเรียนรู้ของคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางนี้ เรื่องราวจะพาผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศแห่งจินตนาการ ความอบอุ่น และข้อคิดที่มีคุณค่า ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่รักการฟังนิทาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนักเล่านิทานมือใหม่คนหนึ่งเป็นคนขี้หลงขี้ลืมมาก พ่อของเขาเป็นนักเล่านิทานในราชสำนักผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  เมื่อพ่อของเขาเฒ่าชะแรแก่ชรา  เขาจึงต้องทำหน้าที่เล่านิทานแทนพ่อ

วันแรกของการทำงาน ชายหนุ่มต้องแต่งนิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยฟัง ชายหนุ่มพยายามคิดนิทานเรื่องใหม่อย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็คิดไม่ออก เมื่อพ่อของเขาเห็นลูกชายกลุ้มใจ  พ่อจึงแนะนำว่า “ถ้าลูกคิดนิทานไม่ออกจริง ๆ ลองนอนพักสักหน่อย บางทีตอนที่หลับ ลูกอาจฝันถึงเรื่องสนุก ๆ ที่เอามาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ก็ได้นะ”

ชายหนุ่มเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อ  เขาจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  หลังจากนั้น เขาก็ฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย 

ชายหนุ่มฝันถึงการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, เรื่องของมังกรบินที่ต่อสู้กับมังกรน้ำ, เรื่องยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, เรื่องแมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ เขาค่อย ๆ รวบรวมความคิดจนมั่นใจว่าเขาสามารถนำเรื่องที่ฝันมาแต่งเป็นนิทานได้แน่ ๆ

ครั้นเมื่อชายหนุ่มตื่นนอน แทนที่เขาจะรีบจดบันทึกความฝัน เขากลับลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความดีใจ, แปรงฟันด้วยความดีใจ, อาบน้ำด้วยความดีใจ, ร้องเพลงด้วยความดีใจ จนเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน นิทานที่เขาแต่งจากความฝันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายหนุ่มลืมเรื่องที่เขาฝันไปจนหมด เขาโมโหตัวเองที่ลืมว่าตนเองเป็นคนขี้ลืม เขาโกรธตัวเองที่ไม่รีบจดสิ่งที่คิดเอาไว้ทันทีที่คิดได้

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังโทษตัวเองว่าโง่เขลาเบาปัญญาอยู่นั้น พ่อของเขาที่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ ก็เดินมาให้สติ นักเล่านิทานผู้เป็นพ่อบอกกับลูกชายว่า “ถ้าลูกนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนเตือนใจ พร้อมกับแต่งนิทานเล่าถึงความพลาดพลั้งครั้งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ทุก ๆ คนได้ข้อคิด บางทีลูกอาจได้นิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าหญิงและเจ้าชายฟังก็ได้นะ”

ชายหนุ่มฟังคำของบิดาก็เห็นทางสว่าง เขาขอบคุณพ่อแล้วรีบลงมือเขียนนิทานเล่าเรื่องของนักเล่านิทานขี้ลืมที่เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อฝันถึงเรื่องราวที่จะนำมาแต่งเป็นนิทาน 

ในฝันชายหนุ่มพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, มังกรบินสู้กับมังกรน้ำ, ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, แมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ  จนเขาคิดนิทานสนุก ๆ ได้หลายเรื่อง  ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ชายผู้นั้นกลับชะล่าใจไม่รีบจดบันทึก  ท้ายที่สุดเขาก็ลืมเรื่องราวทั้งหลายไปจนหมด

เมื่อชายหนุ่มเล่านิทานให้เจ้าชาย, เจ้าหญิง, พระราชาและพระราชินีฟังจนจบ ทุกพระองค์ต่างก็ชอบนิทานที่เขาเล่า  เจ้าชายกับเจ้าหญิงบอกว่านิทานสนุกดี  ส่วนพระราชากับพระราชินีก็ชอบที่นิทานให้ข้อคิด

นับจากวันนั้น  นักเล่านิทานหนุ่มก็แก้ปัญหาความขี้ลืมของเขาด้วยการจดทุกสิ่งทุกอย่างลงในสมุดบันทึกทันทีที่เขาคิดได้ 

หลายปีผ่านไป ชายหนุ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย และเขาก็กลายเป็นนักเล่านิทานในตำนานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้พ่อของเขาเลย

Young storyteller reading to royal children in a flower-filled room with golden curtains and fantasy decor

Royal storytelling scene in a grand palace hall with children and nobles listening
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

สกปรกที่สุดในโลก : นิทานอบอุ่นที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน

นิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ถือเป็นหนึ่งในนิทานเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้มีโอกาสเขียนลงในนิตยสาร ขวัญเรือน (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องที่สอง) ตอนนั้นผมยังเป็นนักเขียนนิทานมือใหม่ ทุกคำ ทุกประโยคที่เขียนลงไปเต็มไปด้วยความยากและความท้าทาย ผมค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ เลือกคำ เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ๆ จนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ แม้นิทานเรื่องนี้จะเป็นเพียงนิทานสั้น ๆ แต่ผมใช้เวลานานมากในการสร้างมันขึ้นมา

หากสังเกตการใช้ภาษาในเรื่อง จะเห็นการเล่นคำซ้ำ ๆ ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละย่อหน้า ซึ่งเป็นความตั้งใจเพื่อสร้างจังหวะและความรู้สึกพิเศษให้กับผู้อ่าน ตัวละครเองก็มีความแปลกอยู่นิด ๆ เพราะทุกตัวละครมีกลิ่นตุ ๆ ติดตัว นั่นคือความพยายามของผมที่จะสร้างตัวละครที่แตกต่างจากนิทานเด็กทั่วไปในยุคนั้น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และการแก้ปมปัญหาที่ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วซ่อนความคิดที่ดึงเอาสิ่งที่เด็ก ๆ ชอบมาเป็นฉากสำคัญของเรื่อง

แรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ การอยากให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เล่าก่อนชวนเด็ก ๆ ไปอาบน้ำ เพราะมีภาพของสายฝนและฟองสบู่ที่เชื่อมโยงกับความสะอาดและความสนุก แต่หากจะอ่านก่อนนอนก็ไม่ว่ากัน เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงอบอุ่นและน่าจะสร้างรอยยิ้มได้เสมอ ไม่ว่าจะอ่านในเวลาใดก็ตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแมวอยู่ตัวหนึ่งเป็นแมวที่สกปรกที่สุดในโลก ไม่มีใครอยาก เข้าใกล้แมวน้อยตัวนี้เลย เพราะเพียงแค่เดินผ่าน กลิ่นเหม็นตุๆ ก็ลอยคลุ้งออกมาจากตัวของเจ้าแมวน้อยเสียแล้ว แต่เจ้าแมวน้อยก็ไม่เคยสนใจ เพราะเจ้าของของมัน ก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนกัน

เจ้าของของแมวน้อยเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวสกปรกที่สุดในโลก เธอเคยอาบน้ำบ้างเหมือนกัน แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเธออาบน้ำครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไร ถึงเธอจะมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออก มาจากตัวเหมือนกับแมวของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยสนใจ เพราะที่อยู่ของเธอเองก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาเหมือนกัน

ที่อยู่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ เป็นบ้านที่สกปรกที่สุดในโลก แต่เดิมบ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่น่าอยู่มาก จนกระทั่งเจ้าของบ้าน ซึ่งก็คือคุณพ่อและคุณแม่ของเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ ด่วนขึ้นสวรรค์ไปเสียก่อน บ้านจึงไม่มีใครดูแล เด็กผู้หญิงจึงไม่มีใครดูแล และแมวน้อยจึงไม่มีใครดูแล ดังนั้น พวกเค้าจึงมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนๆ กัน

วันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกลงมาดังเปาะแปะ เปาะแปะ แมวน้อยนึกสนุกจึงวิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เด็กผู้หญิงนึกสนุกบ้าง จึงเอากระป๋องกับสบู่ ไปเล่นเป่าลูกโป่งกลางสายฝน ส่วนบ้านหลังน้อยไม่ต้องวิ่งไปไหน เพราะฝนตกทีไร บ้านหลังน้อยได้ยืนเล่นน้ำฝนทุกที

สนุกกับสายฝนกันอยู่นาน ลูกโป่งฟองสบู่ก็เลยล่องลอยไปติดตามเนื้อตามตัวของทุกๆ คน สายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ก็เลยกลายเป็นความสะอาดเอี่ยมอ่อง

ถึงตอนนี้ แมวที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลายเป็นแมวน้อยตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดอยู่ด้วย เด็กผู้หญิงที่เคยตัวสกปรกที่สุดในโลกก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน ส่วนบ้านที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลับกลายเป็นบ้านหลังเล็กแสนสะอาดที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งอยู่ทั้งหลัง

นับจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเคยเห็นแมวน้อย, เด็กผู้หญิงและบ้านที่สกปรกที่สุดในโลกอีกเลย.

อสุรกายขนฟูยิ้มกว้างถือของเล่นอยู่ท่ามกลางฟองสบู่และของเล่นหลากสี
มอมแมมกับของเล่นแสนสนุกในดินแดนฟองสบู่ อสุรกายผู้มีหัวใจอ่อนโยน กำลังสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ด้วยของเล่นที่มันประดิษฐ์ขึ้นเอง

เด็กหญิงผมสีส้มถือไม้เป่าฟองสบู่ วิ่งเล่นกลางสายฝนกับแมวดำหน้าบ้านหลังเล็ก
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

เจ้าชายหมีถัก – นิทานแฟนตาซีความรักอบอุ่น ซาบซึ้งใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

นิทานความรักคือหนึ่งในรูปแบบนิทานที่งดงามและเป็นอมตะที่สุดในโลกวรรณกรรม จาก “เจ้าชายกบ” ถึง “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” นิทานความรักได้ถ่ายทอดคุณค่าของความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักแท้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก นิทานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ แต่ยังปลอบโยนหัวใจของผู้ใหญ่ที่เคยผ่านความรักและการสูญเสียมาแล้ว นิทานความรักจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัย และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปลูกฝังความเมตตาและความเข้าใจในมนุษย์

แต่การแต่งนิทานความรักเรื่องใหม่ให้มีคุณค่าเทียบเท่านิทานอมตะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้แต่งต้องสร้างเรื่องราวที่ทั้งสนุก ชวนติดตาม และซาบซึ้งใจ โดยไม่ซ้ำกับนิทานคลาสสิกที่ผู้คนคุ้นเคย การออกแบบตัวละครต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเนื้อเรื่องต้องมีจังหวะที่พาให้ผู้อ่านอยากรู้ว่า “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” โดยเฉพาะเมื่อต้องแต่งนิทานที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความสมดุลระหว่างความเรียบง่ายกับความลึกซึ้งคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักเล่าเรื่อง

นิทานเรื่อง “เจ้าชายหมีถัก” คือหนึ่งในนิทานความรักร่วมสมัยที่กล้าฉีกกรอบเดิมอย่างน่าทึ่ง ตัวเอกฝ่ายชายไม่ใช่เจ้าชายรูปงาม แต่เป็นตุ๊กตาหมีที่ถักจากไหมพรม ส่วนเจ้าหญิงก็ไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยอ่อนหวานตามแบบฉบับนิทานคลาสสิก แต่เป็นเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดที่กล้าทดสอบหัวใจของผู้ชายทุกคน เรื่องราวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น การเสียสละ และความรักที่งดงามเหนือรูปลักษณ์ภายนอก ตอนจบของนิทานนี้ชวนให้ประทับใจอย่างลึกซึ้ง และองค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้นิทานเรื่อง “เจ้าชายหมีถัก” กลายเป็นนิทานแฟนตาซีอบอุ่นที่เหมาะสำหรับทุกวัย และควรค่าแก่การจดจำ

นานมาแล้ว มีเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดองค์หนึ่ง ทรงวางแผนเพื่อค้นหาเจ้าชายที่รักพระองค์ยิ่งชีวิตมาเป็นคู่ครอง เจ้าหญิงขอร้องให้พระบิดาเชื้อเชิญเจ้าชายผู้กล้าหาญเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ของพระองค์ และในขณะเดียวกัน เจ้าหญิงก็ทรงขอร้องให้พ่อมดหลวงกับเทพธิดาตัวจิ๋ว ร่วมมือกับพระองค์ในการเฟ้นหาเจ้าชายผู้มีจิตใจมั่นในรัก

เจ้าชายหมีถักแห่งอาณาจักรไหมพรมเป็นเจ้าชายอีกองค์หนึ่งที่ตัดสินใจเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ จริง ๆ แล้ว เจ้าชายหมีถักไม่เคยคิดที่จะเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ใดใดมาก่อนเลย ( เพราะเจ้าชายหมีถักทรงคิดอยู่ตลอดเวลาว่า คงไม่มีเจ้าหญิงองค์ใดอยากแต่งงานกับเจ้าชายที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตุ๊กตาหมีอย่างพระองค์เป็นแน่) แต่ด้วยความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ดลใจเจ้าชายจนมิอาจอยู่เฉยได้ เจ้าชายจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นขี่ม้าแกลบคู่ชีพ แล้วควบม้าตรงไปยังงานเลือกคู่ของเจ้าหญิง…ทันในวินาทีสุดท้ายก่อนที่พิธีจะเริ่มขึ้น

ทันทีที่เจ้าหญิงปรากฏกายให้เจ้าชายทุก ๆ องค์ได้ยลโฉม เจ้าชายต่างก็ถึงกับตกตะลึงในความงามของเจ้าหญิงจนเกือบจะลืมหายใจไปตาม ๆ กัน เจ้าชายหมีถักเองก็ไม่แตกต่างไปจากเจ้าชายองค์อื่น ๆ พระองค์ทรงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หัวใจของเจ้าชายหมีถักเต้นตูมตามอยู่ภายในร่างไหมพรมที่แสนอ่อนนุ่ม เจ้าชายหมีถักทรงบอกกับตัวเองว่า พระองค์ทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงองค์นี้เข้าให้เสียแล้ว

เจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดทรงกล่าวทักทายเจ้าชายทุก ๆ พระองค์ที่ให้เกียรติมาร่วมในพิธีเลือกคู่ จากนั้น เจ้าหญิงก็ประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า เจ้าชายที่พระองค์ต้องการจะเลือกเป็นคู่ครองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเก่งกาจฉลาดเฉลียวหรือมีบุคลิกที่สง่างามแต่อย่างใด พระองค์ทรงปรารถนาที่จะแต่งงานกับเจ้าชายธรรมดา ๆ ที่รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ…ก็เพียงเท่านั้น

ไม่ทันที่เจ้าชายแต่ละพระองค์จะมีโอกาสพรรณนาถึงความรักที่ตนเองมีต่อเจ้าหญิง จู่ ๆ พ่อมดหลวงซึ่งแปลงร่างเป็นมังกรยักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้น และจัดการคาบเจ้าหญิงบินตรงไปยังหุบเหวมังกร แล้วปล่อยเจ้าหญิงให้ร่วงลงไปในเหวลึกตามแผนที่เจ้าหญิงทรงวางเอาไว้

เจ้าชายหมีถักทรงตกใจมากจึงรีบกระโดดขึ้นขี่ม้า แล้วตามไปช่วยเจ้าหญิงเป็นคนแรก แต่ด้วยความที่พระองค์ตัวเล็กกว่าเจ้าชายองค์อื่น ๆ ดังนั้น กว่าที่เจ้าชายหมีถักจะเดินทางไปถึงหุบเหวมังกร เจ้าชายองค์อื่น ๆ ก็สามารถไล่มังกรยักษ์ซึ่งเฝ้าปากเหวให้บินหนีไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่มีเจ้าชายองค์ใดรู้เลยว่า ที่ด้านล่างของหุบเหวมังกร มีเทพธิดาตัวจิ๋วแอบเตรียมฟูกหนา ๆ เอาไว้รองรับตัวของเจ้าหญิงตามแผนที่เจ้าหญิงได้เตรียมการเอาไว้ เมื่อเจ้าหญิงรู้ว่ามีเจ้าชายติดตามมาช่วยพระองค์เป็น    จำนวนมาก เจ้าหญิงจึงดำเนินการตามแผนขั้นสุดท้ายเพื่อวัดใจเจ้าชายผู้มีรักแท้

เจ้าหญิงทรงแกล้งร้องไห้โอดครวญให้เจ้าชายที่อยู่บนปากเหวลงมาช่วยพระองค์โดยเร็วที่สุด แน่นอน…เจ้าชายทั้งหลายทรงอยากช่วยเจ้าหญิงด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายก้มลงไปมองในเหวลึกที่มืดมิดราวกับว่ามันเป็นหุบเหวไร้ก้น เจ้าชายแต่ละองค์ต่างก็จนใจและไม่มีใครคิดที่จะเสี่ยงปีนลงไปเพื่อช่วยเจ้าหญิงเลยแม้แต่คนเดียว

ในขณะที่เจ้าชายทั้งหลายยอมพ่ายแพ้ เจ้าชายหมีถักกลับตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่ยื่นกิ่งอยู่เหนือกึ่งกลางของปากเหว จากนั้น พระองค์ก็ใช้มือซ้ายกำกิ่งไม้ไว้แน่น พลางใช้มือขวาแก้ปมไหมที่ส่วนเท้าของตนเอง แล้วค่อย ๆ ปลดเส้นไหมพรมจากร่างของพระองค์ เพื่อหย่อนลงไปช่วยเจ้าหญิงที่พระองค์ทรงรักยิ่งชีวิต

เจ้าหญิงไม่รู้เลยว่า เส้นไหมพรมที่พระองค์ทรงใช้ไต่ขึ้นมาที่ปากเหวคือชีวิตของเจ้าชายผู้มีหัวใจเปี่ยมด้วยรัก

ทันทีที่เจ้าหญิงโผล่ขึ้นมายังพื้นดิน สิ่งที่เจ้าหญิงเห็นก็คือภาพของมือไหมพรมน้อย ๆ ที่เกาะกิ่งไม้เอาไว้แน่น…อย่างไม่มีวันปล่อย

เจ้าหญิงทรงร้องไห้และกอดเส้นไหมพรมเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความเสียใจอย่างที่สุด พระองค์ทรงเชื่อแล้วว่าเจ้าชายองค์นี้รักพระองค์ด้วยความจริงใจ แต่เจ้าหญิงไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แผนการของพระองค์จะทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ เจ้าหญิงเสียใจมากและคิดที่จะไม่ยอมให้อภัยตัวเองไปตลอดชั่วชีวิต

เรื่องราวทั้งหมดเกือบจะจบลงด้วยความโศกเศร้า แต่โชคยังดี…เพราะเมื่อน้ำตาของเจ้าหญิงสัมผัสกับเส้นไหมพรมสีน้ำตาลของเจ้าชายหมีถัก ปาฏิหาริย์แห่งความรักที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น! เส้นไหมพรมทั้งหมดค่อย ๆ รวมตัวกันอีกครั้ง โดยมีแสงสว่างวูบวาบตลอดเวลาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และหลังจากที่เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว เจ้าชายหมีถักก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา แต่คราวนี้ พระองค์ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมอีกแล้ว เจ้าชายหมีถักกลายสภาพเป็นเจ้าชายรูปงามด้วยอานุภาพแห่งความรักที่แท้จริง

เจ้าหญิงทรงกล่าวคำขอโทษเจ้าชายด้วยความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าชายกลับไม่คิดติดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เจ้าชายทรงให้อภัยเจ้าหญิงทุก ๆ อย่าง และหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหญิงและเจ้าชายก็ได้แต่งงานอย่างมีความสุข

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ช่วยกดแบนเนอร์โฆษณาต่าง ๆ ที่ขึ้นมาให้เห็น เพื่อทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ถุงเก็บแดด : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับทุกครอบครัว

นิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด เป็นหนึ่งในนิทานที่ผม นำบุญ นามเป็นบุญ มักนำมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันในช่วงฤดูหนาว เพราะมันเป็นนิทานที่ผมแต่งเองและรักมาก ทั้งในแง่ของเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึก และที่มาของแรงบันดาลใจ นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของความรักในครอบครัวและความหมายของแสงแดดที่ช่วยให้เรามีความหวังท่ามกลางความหนาวเหน็บ

ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมจำได้ว่าเป็นช่วงที่อยากเขียนนิทานเกี่ยวกับความรักของพ่อ แต่ในตอนแรกสมองกลับว่างเปล่า ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน จนกระทั่งผมอยากท้าทายตัวเองด้วยการสร้างฉากในดินแดนที่หนาวเย็นมาก ๆ ผมใช้ประสบการณ์ที่เคยไปอยู่ประเทศสวีเดน 1 ปี ซึ่งความหนาวที่นั่นรุนแรงจนพื้นรองเท้าหลุด และกลางวันสั้นเสียจนแสงแดดยามเช้ากลายเป็นสิ่งล้ำค่า ความทรงจำเหล่านี้ทำให้ผมคิดเล่น ๆ ว่า หากมี “ถุง” ที่สามารถ “เก็บแดด” ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ภาพชายผู้แบกถุงยักษ์ที่เต็มไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จึงเกิดขึ้นในหัว และกลายเป็นนิทานแฟนตาซีที่อบอุ่นท่ามกลางฉากหนาวเหน็บ

แม้ผมจะชอบนิทานเรื่องนี้มาก และเคยเผยแพร่ในเว็บไซต์และเพจหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือให้เสียงตอบรับมากนัก ผมจึงลองทำภาพปกและภาพประกอบใหม่ เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยอ่านได้ลองเข้ามาสัมผัสนิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด ที่อาจช่วยให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นอีกนิดในวันที่หนาวเหน็บ และหวังว่าจะเป็นนิทานก่อนนอนที่มอบความสุข ความรัก และความหวังให้กับทุกครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางดินแดนหิมะที่หนาวเหน็บ

โยฮัน แคทย่า และเจ้าหนูเอคินเป็นพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งที่อาศัยอยู่ในบ้านน้ำแข็งหลังเล็ก ๆ หลังนั้น แม้ว่าผู้คนชาวน้ำแข็งจะคุ้นเคยกับความโหดร้ายของอากาศหนาวในแถบขั้วโลกเป็นอย่างดี แต่สำหรับปีนี้ ทั้งกองไฟกองเล็ก ๆ ที่ให้ความอบอุ่นอยู่ภายในบ้าน เสื้อกันหนาวหนาหนักที่พวกเขากำลังสวมใส่กันอยู่ หรือแม้แต่ผ้าคลุมขนสัตว์ที่พวกเขาใช้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่อาจต้านทานความหนาวติดลบของอากาศภายนอกบ้านเอาไว้ได้

พายุหิมะที่พัดกระหน่ำทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้โยฮันซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวบอกภรรยาและลูกชายว่า เขาคงจะต้องออกไปนำเอาความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สองสว่างอยู่ในดินแดนทางตอนใต้ มาใช้ต่อสู้กับความหนาวที่เย้นยะเยือกจากพายุหิมะในครั้งนี้ โยฮันขอให้แคทย่าช่วยเย็บถุงเก็บแดดจากหนังของแมวน้ำที่พวกเขาสะสมกันอาไว้ และเขาบอกกับเจ้าหนูเอคินที่นั่งตาแดงด้วยความเป็นห่วงพ่อว่า เขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับแสงแดดและความอบอุ่น

วันรุ่งขึ้น โยฮันหยิบกิ่งไม้ที่ผูกติดกับถุงเก็บแดดขึ้นพาดบ่า แล้วเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังดินแดนทางตอนใต้ตังแต่เช้าตรู่ แม้พายุหิมะในขณะนั้นจะสงบนิ่ง แต่เพียงก้าวแรกที่โยฮันย่ำย่างออกจากบ้าน สายลมหนาวบาง ๆ ก็พัดเอาความหนาวเย็นมาปะทะกับตัวเขาจนเขารู้สึกปวดชาไปทั้งตัว โยฮันกัดฟันทนและยึดเอาความรักที่เขามีต่อลูกและภรรยาเป็นพลังในการต่อสู้กับความหนาวเย็นที่อยู่เบื้องหน้า

โยฮันก้าวย่างทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง ความลื่นของพื้นหิมะที่เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง อาจทำให้เขาหกล้มจนเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา โยฮันพยายามควบคุมสติของตัวเอง และค่อย ๆ ย่ำเท้าไปอย่างช้า ๆ ทีละก้าว เขาเดินทางโดยไม่มีการหยุดพัก ข้ามเนินเขาหิมะไปทีละลูก และเมื่อเขาเดินทางมาถึงกลางหุบเขาลูกสุดท้าย ปุยหิมะก็ค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟ้าแลดูคล้ายกับขนนกบางเบาที่ปลิดปลิวลงมาพร้อมกับความหนาวเย็น

ทันใดนั้นเอง สายลมวูบใหญ่ก็พัดเข้ามาปะทะกับร่างของโยฮันจนเขารู้สึกปวดไปถึงขั้วกระดูก มันป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงไปทุกรูขุมขน โยฮันรู้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความหนาวเย็นของสายลมหนาวธรรมดา ๆ แต่มันเป็นความเย็นยะเยือกที่มาพร้อมกับปิศาจในตำนานที่ชาวน้ำแข็งทุกคนรู้จักกันดี และก่อนทีโยฮันจะทันตั้งตัว ราชินีหิมะก็ปรากฏกายขึ้น

โยฮันรู้สึกว่าเลือดในตัวของเขากำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของราชินีหิมะทำให้ร่างกายทุก ๆ ส่วนของโยฮันสั่นสะท้านจนเกินกว่าที่จะควบคุมเอาไว้ได้ โยฮันนึกถึงเจ้าหนูเอคินที่กำลังตั้งตารอเขาอยู่ด้วยความหวัง ดังนั้น โยฮันจึงรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายและพูดกับราชินีหิมะอย่างหนักแน่นด้วยแววตาของคนที่เป็นพ่อว่า เขาจะตายไม่ได้!

ราชินีหิมะรู้สึกพิศวงต่อความมุ่งมั่นในการมีชีวิตอยู่ของชายผู้เป็นพ่อ เมื่อเธอทราบว่า โยฮันกำลังจะเดินทางไปยังดินแดนทางตอนใต้เพื่อเก็บแดดกลับมาฝากลูกชายตัวน้อย นางจึงขอให้โยฮันปันแสงแดดส่วนหนึ่งที่เก็บมาได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตในครั้งนี้ โยฮันสัญญาว่าเขาจะกลับมาพร้อมกับแสงแดดเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการมีชีวิตอยู่ และแล้ว ร่างของราชินีหิมะก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

โยฮันทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน เพียงข้ามหุบเขานี้ไป เขาก็จะเดินทางไปถึงสุดเขตดินแดนน้ำแข็งซึ่งติดต่อกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โยฮันพยายามที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะเดินทางต่อไป แต่ด้วยความอ่อนล้าของร่างกายและความหนาวเย็นของอากาศ ร่างกายของโยฮันจึงถึงขีดสุด เขาไม่อาจที่จะเดินทางต่อไปได้อีกแล้ว

โชคดีที่ในหุบเขาแห่งนั้นเป็นที่พำนักของหมีขั้วโลกพ่อแม่ลูก พ่อหมีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่โยฮันประกาศว่าเขาจะตายไม่ได้ ด้วยหัวอกของผู้ที่เป็นพ่อเหมือน ๆ กัน พ่อหมีจึงออกมาจากที่จำศีล และรับอาสาพาโยฮันไปส่งที่สุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง โดยพ่อหมีมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือมันอยากขอปันแสงแดดสักส่วนหนึ่ง เพื่อให้ลูกของมันได้ใช้คลายหนาวลงไปบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า โยฮันยินดีที่จะทำเช่นนั้น

เมื่อโยฮันขี่หลังพ่อหมีมาถึงสุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง อุปสรรคอย่างสุดท้ายที่โยฮันต้องฝ่าฟันไปให้ได้ก็คือการเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนทางตอนใต้ พ่อหมีช่วยโยฮันคิดหาวิธีข้ามฝั่ง โดยมันบอกให้โยฮันขึ้นไปนั่งบนก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ กับชายฝั่ง จากนั้น มันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อนกเพนกวินทั้งหลายฟัง และขอร้องให้พ่อนกเหล่านั้นช่วยกันว่ายน้ำและผลักก้อนน้ำแข็งไปยังดินแดนทางตอนใต้ แน่นอน…ข้อแม้เพียงอย่างเดียวที่พ่อนกทั้งหลายต้องการก็คือ พวกมันอยากให้โยฮันปันแสงแดดที่เก็บมาได้ให้กับลูก ๆ ของพวกมันบ้าง และโยฮันก็รับปากที่จะทำเช่นนั้น

โยฮันเดินทางไปพร้อมกับก้อนน้ำแข็งจนถึงดินแดนแห่งแสงแดดในเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากขอบฟ้า ความอบอุ่นก็ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าของโยฮันมีพลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย โยฮันเริ่มต้นเก็บแสงแดดใส่เข้าไปในถุงหนังแมวน้ำ โดยเลือกเฉพาะแสงแดดที่อุ่นสบายเท่านั้น และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในตอนเย็น ถุงเก็บแดดของโยฮันก็อัดแน่นไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จนถุงมีขนาดพอ ๆ กับลูกบัลลูนเลยทีเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น โยฮันเดินทางกลับมาถึงดินแดนน้ำแข็งอีกครั้ง ลูกนกเพนกวินส่งเสียงร้องกิ๊บกั๊บเมื่อโยฮันนำแสงแดดอุ่น ๆ มาฝากพวกมัน ส่วนครอบครัวหมีก็พากันออกมาจากที่จำศีล เพื่ออาบแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่โยฮันตั้งใจนำมาฝาก สำหรับราชินีหิมะก็ได้แต่ยืนหลับตาพริ้มด้วยความอุ่นสบายเมื่อแสงแดดจากดินแดนทางตอนใต้สัมผัสผิวกายที่ไร้สีเลือดของตัวนาง เมื่อโยฮันทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทุก ๆ คนแล้ว เขาก็ขอตัวและรีบนำถุงเก็บแดดมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของเขาทันที

เจ้าหนูเอคินเฝ้านับวันคืนให้พ่อกลับมาด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อก้าวเข้ามาใกล้ น้ำตาของลูกผู้ชายชาวน้ำแข็งก็ค่อยๆ เอ่อล้นลงมาที่แก้มสีแดงระเรื่อ เจ้าหนูเอคินโผเข้ากอดพ่อทันที่ที่พ่อก้าวพ้นประตูบ้านเข้ามา ส่วนแคทย่าเองก็ดีใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก โยฮันจูงมือเจ้าหนูเอคินตรงเข้าไปหาแม่ แล้วพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งก็สวมกอดกันด้วยความรัก

แม้ภายนอกบ้านจะยังคงหนาวเหน็บด้วยเกล็ดหิมะ แต่ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ หลังนี้กลับอุ่นสบายไปด้วยแสงแดดและไอรักที่ทุก ๆ คนมีให้แก่กัน และแล้ว….นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวชาวน้ำแข็ง—พ่อแม่ลูก—นั่งกอดกันข้างกองไฟเล็ก ๆ ภายในบ้านน้ำแข็งท่ามกลางพายุหิมะ สื่อถึงความรัก ความอบอุ่น และการปกป้องกันในวันที่หนาวเหน็บ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ความรักของพี่กับน้อง : นิทานแห่งสายใยรักที่ไม่มีวันจาง

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความรักระหว่างพี่น้องคือหนึ่งในสายใยที่มั่นคงและงดงามที่สุด นิทานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพี่กับน้องไม่เพียงแต่ช่วยปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็ก ๆ แต่ยังสะท้อนถึงความเสียสละ ความห่วงใย และความผูกพันที่ไม่มีวันจางหาย

นิทานพี่น้องเป็นเครื่องมือทรงพลังในการสอนเรื่องความรักในครอบครัว ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีเมตตา ไม่ว่าจะเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กเล็ก หรือนิทานซึ้งใจสำหรับผู้ใหญ่ที่แสวงหาความอบอุ่นในยามค่ำคืน เรื่องเล่าเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

นิทานเรื่อง “ความรักของพี่กับน้อง” คือหนึ่งในนิทานอบอุ่นหัวใจที่สะท้อนพลังของความรักแท้ระหว่างพี่น้องอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องพึ่งพาความสมบูรณ์แบบ หากแต่ใช้หัวใจที่จริงแท้เป็นตัวนำทาง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กกำพร้าสองคนเป็นพี่น้องที่รักกันมาก  พี่ชายมีชื่อว่าฮัค อายุสิบสองปี ส่วนน้องสาวมีชื่อว่ายู อายุแปดปี  เด็กทั้งสองคนอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ที่อยู่นอกตัวเมืองโดยไม่มีญาติผู้ใหญ่คนใดมาช่วยดูแลพวกเขา

ทุกวัน  ฮัคจะตื่นนอนแต่เช้าแล้วออกจากบ้านไปทำงานในโรงงานตุ๊กตาที่อยู่ในตัวเมือง  ส่วนยูก็จะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน แล้วกลับมาทำงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งทำอาหารค่ำเอาไว้รอพี่ชาย  แม้บางครั้งยูจะเหงาบ้างที่ไม่มีพ่อกับแม่คอยอยู่ใกล้ ๆ และต้องรอพี่ชายกลับจากโรงงาน  แต่เด็กน้อยก็ยังคงอุ่นใจ เพราะเธอรู้ดีว่าพี่ชายมีความรักให้เธอไม่แพ้พ่อกับแม่

อยู่มาวันหนึ่ง ยูสังเกตเห็นว่า พี่ชายของเธอตื่นไปทำงานเร็วกว่าเดิมครึ่งชั่วโมงและกลับบ้านช้ากว่าเดิมถึงหนึ่งชั่วโมง  หนำซ้ำ พี่ชายยังกินอาหารค่ำเพียงไม่กี่คำ แล้วก็ขอตัวไปเข้านอน   ยูไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชาย!  เธอได้แต่คิดว่าพี่ชายอาจมีงานยุ่งทำให้ต้องทำงานมากกว่า เดิมและเหนื่อยจนไม่มีแรงกินข้าว

ในวันต่อ ๆ มา  ฮัคก็ยังคงตื่นออกไปทำงานแต่เช้าและกลับบ้านค่ำกว่าปกติอีก ฮัคบอกน้องสาวว่าไม่ต้องรอกินข้าว…ให้กินก่อนได้เลย  แม้ฮัคจะยังคงยิ้มแย้มและใจดีไม่แปรเปลี่ยน  แต่ยูกลับกังวลว่าพี่ชายอาจรักเธอน้อยลง   เด็กผู้หญิงที่กำพร้าพ่อแม่อย่างยูจึงรู้สึกเหงามาก  ยูกลัวว่าพี่ชายจะไม่รักเธอเหมือนเดิมอีกแล้ว

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป  ฮัคตื่นแต่เช้า แล้วบอกน้องสาวว่าคืนนี้ให้รอกินข้าวพร้อมกับเขาด้วย  ยูดีใจที่พี่ชายจะกลับมากินอาหารค่ำด้วยกันเหมือนเดิมอีก  เธอจึงรับคำและตั้งใจทำอาหารค่ำรอพี่ชายอย่างสุดฝีมือ

เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ  ยูนั่งรอพี่ชายด้วยใจจดจ่อ  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ฮัคก็ยังมาไม่ถึงบ้านเสียที  ยูทั้งห่วงพี่ชาย, กังวลและเหงาอย่างบอกไม่ถูก  ตั้งแต่เกิดมา..ฮัคไม่เคยผิดสัญญาใด ๆ กับเธอเลย  ยูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ก่อนที่ยูจะคิดไปไกล  ประตูบ้านก็เปิดออก

ทันทีที่ฮัคเปิดประตูเข้ามา  ฮัคก็รีบขอโทษน้องสาวที่เขามาช้ากว่าเวลานัดหมาย  ฮัคเล่า ว่า เขาพยายามจะขึ้นรถประจำทางเหมือนเช่นทุกวัน  แต่วันนี้เขาเอาของชิ้นใหญ่กลับบ้านมาด้วย  เขาจึงขึ้นรถไม่ได้และจำเป็นต้องเดินกลับมาที่บ้านแทน  ยูดีใจมากที่พี่ชายกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แปลกใจที่เห็นพี่ชายอุ้มตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เข้ามาในบ้าน

ตุ๊กตาที่ฮัคนำกลับมาบ้านนั้นเป็นตุ๊กตาที่เขาทำขึ้นเองเพื่อนำมามอบให้น้องสาวในวันคล้ายวันเกิด!  ฮัคอยากให้ยูมีเพื่อนอยู่ด้วยเวลาที่เขายังไม่กลับจากโรงงาน เพราะเขาไม่อยากให้น้องสาวต้องเหงาจนเกินไป  ส่วนยูจำไม่ได้เลยว่าวันนี้คือวันเกิดของเธอ  เมื่อพี่ชายเตือนว่านี่คือวันเกิดของเธอและนำของขวัญมาให้  ยูจึงดีใจมาก

จริง ๆ แล้ว ในตอนแรก…ฮัคตั้งใจที่จะซื้อตุ๊กตาจากโรงงานมาให้ยู  แต่เนื่องจากตุ๊กตาในโรงงานมีราคาแพงและเขาก็ทำงานได้เงินไม่มากนัก  ดังนั้น ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ฮัคจึงเที่ยวเก็บเศษผ้าขนปุย ๆ ที่เหลือจากการทำตุ๊กตาในโรงงาน แล้วใช้เวลาว่าง (ที่เขายอมตื่นเช้าขึ้นและกลับบ้านดึกขึ้น) เพื่อเย็บเศษผ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นตุ๊กตาสำหรับน้องสาวที่เขารัก

แม้ตุ๊กตาที่ฮัคทำขึ้นจะดูปุปะเพราะทำจากเศษผ้าหลากสี  แต่ความตั้งใจและความรักของพี่ชายที่มีต่อน้องสาวก็ทำให้ยูดีใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

ยูร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติจนฮัคต้องกอดน้องสาวพร้อมกับกระซิบเบา ๆ ว่า “สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะคนดี” แล้วสองพี่น้องก็นั่งกินอาหารค่ำด้วยกันในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุข

คืนวันนั้น หลังจากที่ฮัคเข้านอนแล้ว  ยูก็แอบนำโบว์ผูกผมสีแดงที่เธอใช้อยู่เป็นประจำมาม้วนเป็นดอกกุหลาบดอกเล็ก ๆ แล้วติดเข้ากับเข็มกลัด เพื่อเตรียมมอบให้พี่ชายใช้ดูต่างหน้าเวลาที่พี่ชายไปทำงานที่โรงงาน

เช้าวันรุ่งขึ้น  ฮัคนำดอกกุหลาบที่น้องสาวทำให้กลัดเข้ากับเสื้อแล้วออกไปทำงานอย่างมีความสุข  ส่วนยูก็ไปเรียนหนังสือและกลับมาทำงานบ้านในตอนเย็น โดยเธอไม่เหงาอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่เธอมองเจ้าปุปะ เธอก็รับรู้ได้ถึงความรักที่พี่ชายมีให้และรู้สึกได้ว่าพี่ชายอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของเธอเสมอ   

ความรักของสองพี่น้องเป็นพลังใจที่ทำให้เด็กกำพร้าทั้งสองคนสามารถยืดหยัดและมีชีวิตอยู่ได้…แม้พวกเขาจะไม่มีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ   

ความรักมีพลังอันยิ่งใหญ่  การมอบความรักให้แก่กันจึงเป็นสิ่งวิเศษอย่างหนึ่งของโลก

Posted in นิทานเด็ก, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานหมา

เรื่องเล่าของเจ้าหมูอ้วน : นิทานเพื่อนแท้ที่ถูกลืม

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน สัตว์เลี้ยงยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนความหมายของคำว่า “รักแท้” สำหรับหลายครอบครัว สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อนเล่น แต่คือสมาชิกในบ้าน ผู้เฝ้ารอ ผู้ฟังเงียบ ๆ และผู้มอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

โดยเฉพาะ “หมา” สัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความภักดีและความเสียสละ มันไม่สนว่าเราจะยุ่งแค่ไหน ไม่สนว่าเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ขอแค่ได้อยู่ใกล้ ๆ ได้เฝ้าดู ได้รอคอย… ก็เพียงพอแล้วสำหรับหัวใจดวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความรัก

สำหรับเด็ก ๆ การมีสัตว์เลี้ยงคือการเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ความอ่อนโยน และความผูกพันที่ไม่ต้องใช้คำพูด สัตว์เลี้ยงสอนให้เด็กรู้จักการดูแลผู้อื่น รู้จักความเศร้าเมื่อใครบางคนเจ็บป่วย และรู้จักความสุขจากการได้เห็นใครบางคนฟื้นกลับมา

แต่ในบางครั้ง… เมื่อความสนใจของเด็กเปลี่ยนไป เมื่อของใหม่เข้ามาแทนที่ สัตว์เลี้ยงที่เคยเป็นโลกทั้งใบก็อาจถูกมองข้าม ถูกลืม ถูกปล่อยให้เฝ้ารออยู่เงียบ ๆ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความรักจะกลับมา

นิทานเรื่องนี้คือบทบันทึกของ “เพื่อนแท้” ผู้ไม่เคยหายไปจากหัวใจ แม้จะถูกลืมไปจากสายตา…

ผมชื่อ “หมูอ้วน” ผมเป็นหมาของน้องพี ตอนที่ผมเป็นเด็ก น้องพีคอยดูแลผมไม่เคยห่าง เรากินข้าวด้วยกัน นอนด้วยกัน และเล่นสนุกด้วยกัน น้องพีรักผมมาก ส่วนผมก็รักน้องพีสุดหัวใจ

เมื่อน้องพีโตขึ้น ผมก็โตขึ้นด้วย ตอนนี้…ผมไม่ใช่ลูกหมาแล้วนะ แต่ผมเป็นหมาหนุ่มที่แข็งแรงไม่ใช่เล่น ผมคอยเฝ้าบ้านให้น้องพีทุก ๆ คืน ส่วนน้องพีก็ยุ่งกับการบ้านจนเราไม่ค่อยได้เล่นกันสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม…ผมก็ยังรักน้องพีไม่มีเปลี่ยน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อซื้อหมาหุ่นยนต์มาให้น้องพีเป็นของขวัญวันเกิด น้องพีตื่นเต้นมากเพราะหมาหุ่นยนต์ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวและส่งเสียงโต้ตอบได้ราวกับมันมีชีวิต ผมดีใจที่เห็นน้องพีมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน…ผมก็กลัวว่าน้องพีอาจลืมผมไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง

นับจากวันนั้น น้องพีก็รีบทำการบ้านเพื่อที่จะได้มีเวลาเล่นกับหมาหุ่นยนต์ให้มากที่สุด น้องพีสนุกกับการป้อนข้อมูลให้หมาหุ่นยนต์ทำนู่นทำนี่ เจ้าหมาหุ่นยนต์ชอบหมุนตัวไปรอบ ๆ และเห่าด้วยเสียงประหลาด น้องพีมักจะหัวเราะเมื่อได้เห็น แต่พอผมแกล้งหมุนตัวและเห่าบ้าง น้องพีกลับทำหน้าเบื่อ ๆ แล้วเอาหมาหุ่นยนต์ขึ้นไปเล่นในห้องนอนโดยไม่ให้ผมตามไปด้วย น้องพีหลงเจ้าหมาหุ่นยนต์จนลืมหมาที่มีหัวใจอย่างผมไปเสียแล้ว!

ผมร้องไห้อยู่หลายวันจนไม่มีน้ำตาจะไหล ในที่สุด ผมก็เริ่มทำใจได้และรู้ตัวดีว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังคงรักน้องพีไม่มีเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงยอมอยู่ห่างจากน้องพีและตั้งใจที่จะเฝ้าบ้านให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องน้องพีให้นอนหลับฝันดีทุก ๆ คืน

แต่แล้วคืนหนึ่ง (ซึ่งเป็นคืนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน) จู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าปีนกำแพงเข้ามาและแอบลอบเข้าไปในตัวบ้าน ผมตกใจมากเพราะไม่เคยเผชิญหน้ากับโจรเช่นนี้มาก่อน แต่ทันทีที่ผมได้ยินเสียงร้องให้ช่วยของน้องพี ผมก็ได้สติและรีบกระโจนเข้าไปในบ้านอย่างเร็วจี๋

เมื่อผมวิ่งขึ้นบันไดไปจนถึงห้องของน้องพี สิ่งที่ผมเห็นก็คือน้องพีกำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียงโดยมีเจ้าโจรร้ายยืนขวางประตูพร้อมกับถือมีดเงาวับอยู่ในมือ

เสี้ยววินาทีนั้น…ผมกลัวจนตัวสั่น แต่เพราะผมรักน้องพียิ่งกว่าชีวิต ผมจึงตัดสินใจกระโดดเข้ากัดเจ้าโจรร้ายอย่างสุดแรงเกิด

แม้เจ้าโจรจะเจ็บและทำมีดหลุดมือ แต่มันก็ยังมีพิษสงรอบตัว เจ้าโจรทั้งทุบทั้งถีบผมเพื่อให้ผมปล่อยมันออกจากคมเขี้ยว ผมถูกโจรทำร้ายจนสะบักสะบอมไปหมด แต่เพื่อปกป้องน้องพีที่ผมรัก ผมจึงยอมสู้ตายถวายชีวิต

และแล้ว…โชคดีก็เป็นของผม เพราะก่อนที่ผมจะหมดแรงเฮือกสุดท้าย คุณพ่อกับคุณแม่ของน้องพีก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าโจรตกใจและรีบเผ่นหนีไปในทันที

เมื่อคุณพ่อกับคุณแม่เข้ามาเห็นสภาพภายในห้อง ท่านทั้งสองก็รีบโผเข้ากอดน้องพีที่ได้แต่ร้องไห้และชี้มือมาที่พื้น คุณพ่อมองเห็นหมาหุ่นยนต์ที่พังยับเยินอยู่ตรงนั้น ท่านจึงปลอบน้องพีว่าจะซื้อหมาหุ่นยนต์ให้ใหม่ แต่น้องพีไม่เอา น้องพีกลับร้องไห้ฟูมฟายพร้อม ๆ กับร้องเรียกชื่อผมไม่ยอมหยุด!ในตอนนั้น ผมดีใจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ น้องพียังห่วงผม น้องพียังจำหมาอย่างผมได้ ผมดีใจได้สักพัก แล้วภาพต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ มืดหายไปจนหมด

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในร้านหมอโดยมีน้องพีคอยลูบตัวของผมเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง คุณหมอรักษาผมเป็นอย่างดี ท่านยืนยันว่าผมจะต้องหายเป็นปกติได้แน่ ๆ

เมื่อกลับมาถึงบ้าน น้องพีเฝ้าดูแลผมเหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมอบอุ่นใจมากเมื่อน้องพีกอดผมเอาไว้ในอ้อมแขน และผมมีความสุขเหลือเกินเมื่อน้องพีบอกผมว่า ขอโทษนะเจ้าหมูอ้วน ฉันจะไม่ลืมเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันอีกแล้ว

ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนวิเศษของน้องพี ผมจะต้องหายให้เร็วที่สุดเพราะผมไม่อยากให้น้องพีต้องเป็นห่วง

หลังจากนั้นไม่นาน…ผมก็ค่อย ๆ หายวันหายคืนจนแข็งแรงเหมือนเก่าไม่มีผิด ส่วนน้องพีก็ไม่เคยลืมเพื่อนสี่ขาที่แสนดีอย่างผมอีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in Uncategorized

ข้อคิดจากพระราชา : นิทานสอนใจเรื่องการทำงานร่วมกันและการฟังความคิดของผู้อื่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของความคิด การเรียนรู้ที่จะ “คิดอย่างลึกซึ้ง” และ “ฟังอย่างเข้าใจ” คือทักษะสำคัญที่เด็ก ๆ ทุกคนควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย

นิทานเรื่อง ข้อคิดจากพระราชา เป็นนิทานสอนใจที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ถึงการคิดอย่างมีเหตุผล การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

แม้ทุกคนจะมีสิทธิ์ในการคิด แต่การยึดถือเฉพาะความคิดของตนโดยไม่เปิดใจรับฟังผู้อื่น มักนำไปสู่ความขัดแย้งและการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ดีในการช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการร่วมมือกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า

กาลครั้งหนึ่ง ณ ห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีดาวดวงหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาความแห้งแล้งจนเข้าขั้นวิกฤต

พระราชาผู้ปกครองดวงดาวจึงให้ประชาชนช่วยกันเสนอความคิดเพื่อหาวิธีรับมือกับภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น

“คุณดิน” นักปั้นภาชนะเสนอความคิดว่า “เราควรหาทางสำรองน้ำด้วยการทำตุ่มบรรจุน้ำให้ได้มากที่สุด เพราะนี่คือวิธีรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่จำเป็นที่สุดในขณะนี้”

“คุณเขียว” นักปลูกต้นไม้เสนอความเห็นว่า “เราควรปลูกต้นไม้ทดแทนป่าที่ถูกทำลายให้ได้มากที่สุด เพราะนี่คือวิธีจัดการกับปัญหาที่ดีที่สุดในระยะยาว”

“คุณคิด” นักปราชญ์ผู้เฉลียวฉลาดบอกทุกคนว่า “เราควรเปลี่ยนนิสัยให้ทุกคนรักสิ่งแวดล้อมและหันมาใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด เพราะนี่คือวิธีที่ยั่งยืนที่สุดในการแก้ปัญหา”

เมื่อประชาชนได้ฟัง ประชาชนแต่ละคนก็เลือกเชื่อแนวคิดที่ตรงกับความคิดของตนเอง และกล่าวหาว่าความคิดของคนอื่นไม่เข้าท่า

ไป ๆ มา ๆ การทะเลาะเบาะแว้งของประชาชนก็เริ่มลุกลามจนพระราชาต้องลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับทุกคนว่า “ถ้าอยากรู้ว่าแนวคิดของใครดีที่สุด คนที่คิดเหมือนกันก็ลองรวมตัวกันไปทำตามความคิดนั้น ๆ แล้วเราจะตัดสินให้ว่าวิธีของใครดีที่สุดกันแน่?”

ไฟแห่งความโมโหโทโส ทำให้ประชาชนทุกคนพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะกัน ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วแยกกันไปทำตามแนวคิดของผู้นำที่ตนสนับสนุน โดยทุกคนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้กลุ่มของตัวเองชนะ

หลายเดือนผ่านไป คุณดินและผู้สนับสนุนจัดทำตุ่มบรรจุน้ำหลายพันใบไว้รองน้ำฝนหลงฤดู ซึ่งทำให้ทุกคนผ่านช่วงวิกฤตของการไม่มีน้ำใช้ได้อย่างฉิวเฉียด

ส่วนคุณเขียวและผู้สนับสนุนได้ลงมือปลูกต้นไม้ โดยศึกษาพันธุ์ของต้นไม้ที่เหมาะสมและทำให้ดาวทั้งดวงมีต้นไม้เพิ่มขึ้นหลายหมื่นต้น ซึ่งเมื่อประมวลผลดูแนวโน้มในอนาคตก็พบว่า ต้นไม้เหล่านี้จะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลและทำให้ปัญหาภัยแล้งหมดไปได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ฝ่ายคุณคิดและผู้สนับสนุนได้ทำการให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงวิธีลดการใช้น้ำ เช่น การเชิญชวนให้ทุกคนใช้แก้วน้ำตอนแปรงฟัน แทนการเปิดน้ำจากก๊อกแล้วแปรงฟันไปเรื่อย ๆ ซึ่งการให้ความรู้ต่าง ๆ ช่วยทำให้ปริมาณการใช้น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อทั้งสามกลุ่มนำผลงานมาแจ้งให้พระราชาทราบเพื่อให้พระองค์ช่วยตัดสินว่าวิธีของใครเป็นวิธีที่ดีที่สุด พระราชาก็ทรงยิ้ม แล้วถามคุณดิน คุณเขียวและคุณคิดว่า ในมุมมองของพวกเขา ความคิดของใครเป็นความคิดที่ดีที่สุด

คุณดิน คุณเขียวและคุณคิดใช้เวลาใคร่ครวญอยู่สักพัก พวกเขาเปรียบเทียบตอนที่ประชาชนเริ่มทะเลาะเบาะแว้งกันกับตอนที่ประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน จากนั้น ทั้งสามก็ยิ้มให้พระราชาก่อนที่จะตอบเหมือน ๆ กันว่า “ความคิดของแต่ละคนล้วนมีข้อดีไม่แพ้กัน กลุ่มหนึ่งเหมาะที่จะใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อีกกลุ่มเหมาะสำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว และกลุ่มสุดท้ายเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น พวกเราจึงเห็นว่า ทุกวิธีมีคุณค่าไม่แพ้กัน และจะมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน”

พระราชาทรงยิ้มแล้วกล่าวว่า “การทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลย แต่การร่วมมือร่วมใจกันต่างหาก ที่ทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าทุกคนรู้ความลับในข้อนี้ ไม่ว่าจะมีภัยใด ๆ เกิดขึ้น พวกเราก็จะสามารถแก้ไขและฝ่าฟันมันไปได้เสมอ”

ข้อคิดจากพระราชาทำให้ประชาชนตาสว่าง ประชาชนต่างพากันขอบคุณพระราชาและกล่าวขอโทษคนอื่น ๆ ที่พวกเขาเคยพาดพิงว่ากล่าว

ในที่สุด ปัญหาภัยแล้งก็ค่อย ๆ คลี่คลายลง และประชาชนในดาวดวงนั้นก็พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาในทุกรูปแบบ เพราะในตอนนี้ พวกเขามี “ข้อคิดจากพระราชา” ซึ่งเป็นเคล็ดลับอันแสนวิเศษในการต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

คำสอนของแม่ – นิทานก่อนนอนสอนใจที่อบอุ่นและให้พลังใจแก่ทุกคน

นิทานต่อไปนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งลงใน นิตยสารขวัญเรือน และเคยนำลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ นิทานนำบุญ สาขา 2 ซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว ในโอกาสที่เว็บไซต์ นิทานนำบุญ กำลังปรับปรุงเนื้อหาและยุติการเผยแพร่นิทานบางส่วน ผมจึงอยากนำนิทานเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่อาจมีผู้อ่านไม่มากนัก กลับมาเผยแพร่อีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังใจของเด็กหญิงคนหนึ่งผู้เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เธอมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่นในคำสอนของแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา เรื่องราวสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และความพยายามในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจจริง เป็นนิทานที่จะทำให้ผู้อ่านได้ทั้งความอบอุ่นและแรงบันดาลใจในเวลาเดียวกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวน้อยคนหนึ่งชื่อว่า “ลินลา” ลินลาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับแม่และน้องอีกสองคน ครอบครัวของลินลามีฐานะไม่สู้ดีนัก หนำซ้ำ แม่ของลินลาก็อายุมากแล้ว ลินลาจึงอยากหางานทำเพื่อนำเงินมาดูแลแม่และน้อง ๆ ให้มีชีวิตสุขสบายกว่าที่เป็นอยู่

วันหนึ่ง ลินลาทราบข่าวว่า พระราชินีทรงต้องการสาวใช้คนใหม่ไปทำงานในวัง แม้ลินลาจะไม่รู้ระเบียบวิธีในการทำงานรับใช้เจ้านายในวังมาก่อน แต่เธอก็คิดว่า นี่คงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เธอดูแลแม่กับน้อง ๆ ให้สุขสบายได้เร็วขึ้น ลินลาจึงขออนุญาตแม่ไปสมัครทำงาน ทั้ง ๆ ที่เธอก็แอบหวั่นใจอยู่ไม่ใช่น้อย

ก่อนออกเดินทาง แม่ของลินลากอดลูกสาวคนดีเอาไว้ในอ้อมอก พร้อมกับให้กำลังใจว่า “งานทุกอย่าง…ถ้าเราเอาใจใส่ ก็ไม่มีอะไรยากจนเราทำไม่ได้หรอกนะลูก”

คำสอนของแม่ทำให้ลินลาอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ลินลากอดแม่แนบแน่น จากนั้น เธอก็ลาแม่เพื่อเดินทางไปยังพระราชวังตามที่ตั้งใจเอาไว้

เมื่อมาถึงพระราชวัง ลินลาพบว่ามีสาวชาวบ้านแห่แหนกันมาสมัครเป็นสาวใช้ในวังนับได้เกือบหนึ่งร้อยคน แต่เนื่องจากตำแหน่งที่ว่างมีเพียงตำแหน่งเดียว นางข้าหลวงในวังจึงต้องทดสอบเด็กสาวแต่ละคนว่าจะทำงานได้ดีสักแค่ไหน

งานแรกที่ลินลาต้องลองทำคือการดูแลที่นอนในห้องบรรทมของพระราชา ลินลาไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรบ้าง เธอค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเริ่มงานด้วยการซักผ้าปูที่นอนจนสะอาดเอี่ยม แล้วนำมันไปตากให้หอมกลิ่นแดด จากนั้น เธอก็นำผ้ามาปูบนเตียงจนเรียบตึง แล้วนำดอกไม้หอมจัดใส่แจกันตั้งไว้ในห้อง เมื่อพระราชาที่เหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวันได้เห็นเตียงที่ปูอย่างเรียบร้อยและหอมสะอาดเป็นพิเศษ แถมยังมีกลิ่นดอกไม้ชวนให้สบายใจ พระองค์จึงนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน

วันต่อมา ลินลาได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนดอกไม้ของพระราชินี ในตอนแรก ลินลาไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรบ้าง เธอค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเริ่มงานด้วยการตัดหญ้าให้เป็นระเบียบ, ตัดแต่งพุ่มไม้ให้ได้รูป, เช็ดถูม้านั่งจนสะอาด, นำก้อนหินน้อยใหญ่มาเรียงเป็นแนวเพิ่มความงามให้กับทางเดินในสวน, หาบ้านนกหลังเล็ก ๆ มาแขวนไว้ตามต้นไม้ แล้วเอาอ่างน้ำมาวางกลางสนามเพื่อให้นกมีน้ำสะอาดดื่มกิน เมื่อพระราชินีผู้มีจิตใจอ่อนโยนเสด็จมาเห็นสวนสวยที่มีชีวิตชีวาด้วยเสียงนกร้อง พระองค์ก็ทรงยิ้มและรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

วันสุดท้าย นางข้าหลวงมอบหมายให้ลินลาทำของหวานให้เจ้าชายกับเจ้าหญิงองค์น้อยที่อ้วนตุ้ยนุ้ยเสวยตามสูตรที่ทั้งสองพระองค์ทรงชอบ ลินลาดูสูตรขนมแล้วค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ จากนั้น ลินลาก็ตัดสินใจทำของหวานโดยลดน้ำตาลจากเดิมลงถึงครึ่งหนึ่ง เพราะเธอห่วงสุขภาพของเจ้าชายและเจ้าหญิง ลินลาใช้วิธีจัดแต่งของหวานในจานเป็นรูปสัตว์น่ารัก ๆ เพื่อทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงสนใจในหน้าตาของขนมมากกว่ารสหวานที่ลดน้อยลง ซึ่งเมื่อเจ้าชายกับเจ้าหญิงได้เห็นและชิมขนมที่ลินลาทำ ทั้งคู่ก็นั่งกินขนมแสนน่ารักของลินลากันอย่างมีความสุข

เมื่อถึงวันตัดสินผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสาวใช้ในวัง หญิงสาวหลายคนต่างคาดเดาว่าลินลาคงได้เป็นสาวใช้คนใหม่อย่างแทบไม่ต้องสงสัย แต่ทันทีที่นางข้าหลวงประกาศผลผู้ที่ได้รับเลือก ทุกคนก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน เพราะผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นสาวใช้คนใหม่ กลับไม่ใช่ลินลาอย่างที่หลาย ๆ คนคิด!

ลินลาผิดหวังที่เธอไม่ได้รับเลือกและหมดโอกาสทำงานหาเงินไปดูแลแม่กับน้อง ๆ แต่ในขณะที่ลินลากำลังสิ้นหวังอยู่นั้น จู่ ๆ พระราชินีก็เสด็จเข้ามาในห้อง แล้วเดินตรงมาหาลินลาโดยที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน

เมื่อพระราชินีมายืนต่อหน้าลินลา พระองค์ก็ทรงกล่าวกับสาวน้อยผู้แสนดีว่า “คนที่เอาใจใส่ต่อการทำงานอย่างหนู คงไม่เหมาะที่จะเป็นเพียงสาวใช้ในวังเท่านั้น ชั้นอยากให้หนูมาเป็นพระพี่เลี้ยงของเจ้าชายกับเจ้าหญิง และคอยดูแลทั้งสองพระองค์ให้เติบโตอย่างมีความสุขจะได้ไหม”

ลินลาตกใจมากที่พระราชินีทรงเชื่อใจให้เธอดูแลพระโอรสและพระธิดาที่พระองค์รักดั่งแก้วตาดวงใจ แต่เมื่อพระราชินีทรงยืนยันว่าพระองค์เชื่อในความเอาใจใส่ของลินลาที่น่าจะดูแลเจ้าชายกับเจ้าหญิงได้อย่างวิเศษ ลินลาจึงรู้สึกปลาบปลื้มและรับทำงานให้พระราชินีด้วยความ เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุด ลินลาก็มีงานทำและสามารถดูแลแม่กับน้อง ๆ ได้สมดังที่เธอหวังเอาไว้ ลินลามีความสุขมาก เธอนึกขอบคุณคำสอนของแม่ พร้อมกับสัญญากับตัวเองว่า เธอจะทำงานทุกงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความเอาใจใส่ และจะตั้งใจทำงานทั้งหลายอย่างสุดความสามารถ

#นิทานนำบุญ