นิทานคลาสสิก “เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ” โดยฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน เรื่องราวอบอุ่นหัวใจ ท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บที่สุด เป็นหนึ่งในนิทานระดับโลกที่ผู้คนจดจำและกล่าวถึงอย่างไม่รู้ลืม ความงดงามของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความยาวของถ้อยคำ แต่คือความลึกของหัวใจที่ซ่อนอยู่ในแสงไฟอันริบหรี่ นิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กโตและผู้อ่านทุกวัยที่พร้อมจะรับฟังเรื่องเล่าเงียบ ๆ ซึ่งอาจเปลี่ยนความรู้สึกบางอย่างในใจเราได้อย่างไม่รู้ตัว ขอแนะนำให้ผู้อ่านเปิดใจ อ่านอย่างช้า ๆ และเงียบสงบ เพื่อสัมผัสความงามที่แฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ ความงามที่ยังคงเปล่งประกาย แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
Tag: นิทานเด็ก
เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม – นิทานความรักที่จบไม่เหมือนใคร
นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ชุดใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนนิทานอาชีพ ชื่อ นำบุญ นามเป็นบุญ ผู้เคยมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนหลายเรื่อง นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาอบอุ่น สะท้อนแง่มุมของความรัก ความอิสระ และมิตรภาพ ที่ไม่ได้จบตามสูตรสำเร็จอย่างที่นิทานเจ้าหญิงทั่วไปมักเป็น ด้วยจุดเด่นของเนื้อเรื่องที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ผู้อ่านจะได้เห็นการเติบโตทางความคิดของตัวละคร พร้อมกับการเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของความรักผ่านมุมมองใหม่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหา “นิทานก่อนนอนสั้น ๆ” ที่มีสาระให้เด็กคิดตามและหลับสบายไปพร้อมกัน
มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” ด้วยกันนะครับ
กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “เจ้าหญิงสายลม”
เจ้าหญิงสายลมเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ที่มีนิสัยน่ารัก ทั้งยังมีจิตใจดีงาม จนทุกคนที่ได้พบมักหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งรวมไปถึง เจ้าชายสามพระองค์ที่หญิงสาวจากทั่วทุกสารทิศต่างหมายปอง
เจ้าชายองค์แรกมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงจันทร์” พระองค์เป็นเจ้าชายรูปงาม ที่มีพลังแสงจันทร์ ซึ่งช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่เอะอะอื้ออึงให้กลายเป็นบรรยากาศที่เงียบสงบได้
เจ้าชายองค์ที่สองมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงอาทิตย์” พระองค์เป็นเจ้าชายรูปหล่อ ที่มีพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งความอบอุ่นและพลังความร้อนเพื่อใช้ทำลายล้าง
เจ้าชายองค์ที่สามมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงดาว” พระองค์เป็นเจ้าชายสายแบ๊ว ที่มีพลังแสงดาว ซึ่งสามารถสร้างแสงแห่งความหวัง ที่ให้สติและปลุกให้คนที่สิ้นหวัง เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
เจ้าชายทั้งสามพระองค์ต่างหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น เจ้าชายทั้งสามจึงรอเวลาที่พระราชาจะจัดงานเลือกคู่แบบที่เคยฟังในนิทานเรื่องต่าง ๆ
แม้เจ้าหญิงจะรู้ว่าเจ้าชายทั้งสามและผู้คนอีกมากมายมาแอบชอบพระองค์อยู่ แต่เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าตนเองยังอายุน้อย จึงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง มากกว่าการรีบมีคู่ครอง
วันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะมีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากได้เจ้าหญิงแสนสวยไปแต่งงานกับพ่อมดซึ่งเป็นลูกชายของตน แม่มดจึงลักพาตัวเจ้าหญิงไปจากพระราชวัง โดยตั้งใจจะบังคับให้เจ้าหญิงมาเป็นลูกสะใภ้ของตนให้จงได้
แต่เมื่อเจ้าหญิงไปถึงหอคอยของแม่มด เจ้าหญิงทรงขัดขืนไม่ยอมแต่งงานกับลูกชายแม่มด แม่มดโมโหมากจึงจับเจ้าหญิงไปขังไว้ที่ยอดหอคอยเพื่อรอเวลาให้เจ้าหญิงเปลี่ยนใจ
เมื่อพระราชาทราบว่าเจ้าหญิงถูกแม่มดลักพาตัวไป พระราชาจึงประกาศขอความช่วยเหลือจากผู้คนทั้งหลายอย่างไม่รอช้า
ครั้นเมื่อเจ้าชายทั้งสามได้ฟังประกาศของพระราชา เจ้าชายทั้งสามจึงพากันเดินทางไปช่วยเจ้าหญิง โดยที่เจ้าชายแต่ละพระองค์ต่างหวังว่า หากพวกเขาช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จ เจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับใครสักคนที่ฝ่าอันตรายเข้าไปช่วยพระองค์ออกมา
เมื่อเจ้าชายทั้งสามไปถึงหอคอยของแม่มด เจ้าชายแสงจันทร์ใช้พลังสร้างความเงียบสงบ ทำให้ทุกคนเข้าไปในหอคอยได้ โดยที่แม่มดและลูกชายไม่ได้ยินเสียงผู้บุกรุกเลยแม้สักนิด
ครั้นเมื่อไปถึงยอดหอคอย เจ้าชายแสงอาทิตย์ใช้พลังแสงอาทิตย์หลอมกุญแจประตูเหล็กที่ขังเจ้าหญิงอยู่ จากนั้น เจ้าชายทั้งหมดก็พาเจ้าหญิงหนีออกมาได้สำเร็จ
เมื่อเจ้าหญิงปลอดภัย เจ้าชายต่างคาดหวังว่าเจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับเจ้าชายสักพระองค์ เพื่อให้เรื่องราวของนิทานจบลงอย่างมีความสุข
แต่ความสุขของเจ้าหญิงไม่ใช่การรีบมีคู่ครองแบบในนิทานเรื่องต่าง ๆ เจ้าหญิงยังคงเป็นเจ้าหญิงที่รักอิสระ และอยากใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เจ้าหญิงจึงบอกกับเจ้าชายทั้งสามพระองค์ตรง ๆ ว่า พระองค์ยังไม่อยากแต่งงานกับใครเลยในตอนนี้ แต่พระองค์ขอบคุณและยินดีจะเป็นเพื่อนกับเจ้าชายทั้งสามที่เสี่ยงอันตรายไปช่วยพระองค์ด้วยใจบริสุทธิ์
เจ้าชายแสงจันทร์ เจ้าชายแสงอาทิตย์ และเจ้าชายแสงดาว ต่างรู้สึกผิดหวัง เพราะเจ้าชายทุกพระองค์คาดหวังว่าตนเองอาจได้แต่งงานกับเจ้าหญิง
แต่เจ้าชายแสงดาวเป็นเจ้าชายผู้มีสติและปัญญาดีกว่าเจ้าชายองค์อื่น ๆ พระองค์จึงตั้งสติแล้วใช้ปัญญาใคร่ครวญ จนเข้าใจความรู้สึกของเจ้าหญิงได้ก่อนใคร เมื่อพระองค์เข้าใจเจ้าหญิงแล้ว เจ้าชายแสงดาวจึงใช้พลังแสงดาวที่มีอยู่ สาดแสงเข้าไปในใจของเจ้าชายทุกพระองค์ (รวมถึงตนเองด้วย) เพื่อสร้างความหวังและกำลังใจให้เกิดขึ้น
เมื่อเจ้าชายทุกพระองค์ได้รับพลังแสงดาว เจ้าชายผู้ผิดหวังก็ตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้ว มิตรภาพระหว่างเพื่อนที่เจ้าหญิงมอบให้ มีคุณค่าไม่แพ้การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่ตนหลงรัก เพราะความเป็นเพื่อน คือการที่บุคคลมีความปรารถนาดีต่อกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกัน การคอยตักเตือนกัน และการให้เพื่อนมีอิสระในการใช้ชีวิต
ความรักที่แท้จริงจึงไม่ใช่การผูกมัดเป็นเจ้าของ แต่ความรักคือการให้อิสระและความปรารถนาดีต่อกัน
แม้ในวันนี้เจ้าหญิงจะยังไม่เลือกแต่งงานกับใคร แต่เมื่อวันหนึ่งที่เจ้าหญิงเติบโตเพียงพอและพร้อมที่จะมีครอบครัว เจ้าหญิงก็อาจเลือกแต่งงานกับใครสักคน เพื่อให้พระองค์มีเพื่อนคู่คิดในวันที่พระองค์มีความพร้อมจริง ๆ มิใช่การรีบมีคู่ครองแบบตอนจบของนิทานเรื่องต่าง ๆ
เมื่อพลังแสงดาวช่วยทำให้เจ้าชายทุกพระองค์ได้สติและเกิดความเข้าใจ เจ้าชายทั้งสามจึงยินดีเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง โดยพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน พัฒนาตนเองไปด้วยกัน และใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากเดือดร้อนไปด้วยกัน
เจ้าหญิงดีใจที่พระองค์ได้เพื่อนที่ดีเพิ่มขึ้นถึงสามคน และแล้ว มิตรภาพที่งดงามก็เริ่มต้น…นับจากนั้น
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- มิตรภาพที่แท้จริงมีคุณค่าไม่แพ้ความรักแบบคู่รัก
- การช่วยเหลือควรเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน
- ความรักที่ดีควรมอบอิสระและความปรารถนาดีให้แก่กัน

#นิทานนำบุญ
นิทานเรื่อง พรานเฒ่ากับราชสีห์
นิทานก่อนนอนเรื่อง “พรานเฒ่ากับราชสีห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งและพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนเมื่อนานมาแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมแต่งด้วยความเคารพที่มีต่อนักแต่งนิทานพื้นบ้านในอดีต จึงนำความประทับใจบางอย่างจากนิทานพื้นบ้านที่ชอบ แล้วนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ โดยมีเสน่ห์ของนิทานเรื่องดั้งเดิมเจืออยู่จาง ๆ (นิทานในลักษณะนี้อยู่ในหมวด “นิทานชุด จากแรงบันดาลใจ” ในเว็บไซต์นิทานนำบุญ)
ในปี 2566 ผมตั้งใจจะนำนิทานที่เคยเขียนมาลงเพิ่มเติมในเว็บไซต์นิทานนำบุญ รวมทั้งอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ให้เด็ก ๆ ได้อ่าน แต่ปีนี้ มีเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นมาก ผมจึงค่อนข้างท้อและเสียเวลาไปกับการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ผมหวังว่า หากปัญหานี้คลี่คลายลง ผมคงมีกำลังใจและมีเวลาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ให้ได้อ่านกันอีก
ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิมานเรื่องนี้นะครับ
นิทานเรื่อง พรานเฒ่ากับราชสีห์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานเฒ่าคนหนึ่งรอนแรมอยู่ในป่าจนร่างกายอ่อนล้า ทำให้ต้องนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ เพื่อเก็บเรี่ยวแรงก่อนเดินทางกลับบ้าน
แต่ในขณะนั้นเอง มีราชสีห์หิวโซตัวหนึ่งเกิดได้กลิ่นเนื้อมนุษย์ มันจึงย่องเข้ามาหาพรานเฒ่า โดยหมายที่จะขย้ำเหยื่อของมันกินเป็นอาหาร
เดชะบุญที่พรานเฒ่าได้ยินเสียงฝีเท้าของราชสีห์ เขาจึงรีบคว้าห่อผ้าสัมภาระ แล้วลุกขึ้นยืนเตรียมรับมือกับภัยที่กำลังย่างกรายเข้ามาหา
เมื่อราชสีห์เห็นว่าเหยื่อของตนคือพรานเฒ่าซึ่งมีห่อผ้าคล้ายปืนอยู่ในมือ ราชสีห์ก็ตกใจจนเกือบกระโจนกลับเข้าป่า แต่เนื่องจากราชสีห์กลัวนายพรานจะถือโอกาสยิงมันจากด้านหลัง ราชสีห์จึงจำต้องยืนเผชิญหน้ากับนายพราน โดยทำได้เพียงแค่คำรามขู่เพื่อคุมสถานการณ์เอาไว้เท่านั้น
ฝ่ายพรานเฒ่าเมื่อเห็นราชสีห์ยืนนิ่งไม่จู่โจมเข้าใส่ เขาจึงคาดเดาได้ว่า ราชสีห์คงกลัวของในห่อผ้าจนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม จริง ๆ แล้วของในห่อผ้าไม่ใช่ปืนดังเช่นที่ราชสีห์คิด แต่มันเป็นเพียงกิ่งไม้ที่พรานเฒ่าเก็บมาทำยารักษาโรค ด้วยเหตุนี้ พรานเฒ่าจึงได้แต่เฝ้ารอจังหวะเพื่อหาโอกาสตีตัวจากราชสีห์ที่จ้องมองเขาอยู่อย่างไม่วางตา
ในระหว่างที่ราชสีห์กับพรานเฒ่ายืนคุมเชิงกันอยู่นั้น มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งบังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้า และด้วยเหตุที่หมาจิ้งจอกเป็นสัตว์จอมเจ้าเล่ห์ ดังนั้น มันจึงคิดที่จะหาประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังจากที่หมาจิ้งจอกใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด มันก็เลือกที่จะเข้าไปประจบประแจงราชสีห์ เพราะมันเห็นว่าราชสีห์แข็งแรงกว่าพรานเฒ่า ซึ่งหากมันสามารถยุให้ราชสีห์จัดการกับพรานเฒ่าได้สำเร็จ ราชสีห์ก็อาจจะแบ่งเนื้อของพรานเฒ่าให้มันกินด้วยก็เป็นได้
เจ้าหมาจิ้งจอกเริ่มแผนด้วยการเดินเข้าไปตีสนิทกับราชสีห์ จากนั้น มันก็พูดกับราชสีห์ว่า “ท่านเจ้าป่าที่เคารพ ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเพราะเหตุใดผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน จึงปล่อยให้มนุษย์ยืนหยามท่านอยู่เช่นนั้นได้เล่า ข้าคิดว่าท่านน่าจะจัดการมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย”
เมื่อราชสีห์ได้ฟังคำของหมาจิ้งจอกจึงตอบว่า “เจ้าไม่เห็นปืนของพรานผู้นั้นหรอกรึ? หากข้าผลีผลาม…มีหวังตัวของข้าคงเป็นรูโบ๋ด้วยกระสุนปืนเป็นแน่”
ทันทีที่หมาจิ้งจอกได้ยินเรื่องปืน มันจึงเปลี่ยนท่าทีด้วยการพูดจาดูหมิ่นราชสีห์ต่าง ๆ นานา จากนั้น มันก็รีบเดินเข้าไปประจบพรานเฒ่า เพราะมันเชื่อว่า พรานเฒ่าน่าจะใช้ปืนจัดการกับราชสีห์ได้ไม่ยาก ซึ่งหากมันสามารถยุให้พรานเฒ่ายิงราชสีห์ได้สำเร็จ มันก็อาจจะได้เนื้อของราชสีห์เป็นรางวัล
“ท่านพรานที่เคารพ ท่านจะปล่อยเจ้าสิงโตงี่เง่าตัวนั้นเอาไว้ทำไมเล่า เอาปืนออกมายิงมันเสียเถิด สัตว์ป่าทั้งหลายจะได้มีชีวิตที่สงบสุขกันเสียที”
ราชสีห์โกรธมากที่เห็นความกะล่อนของหมาจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ ในขณะเดียวกัน พรานเฒ่าก็ค้นพบโอกาสที่เขาจะผละจากสถานการณ์อันคับขัน!
เมื่อหมาจิ้งจอกแสดงให้เห็นว่ามันเป็นสัตว์ที่กลิ้งกลอก…คบไม่ได้ พรานเฒ่าจึงแกล้งมองหมาจิ้งจอกด้วยความระอาใจ จากนั้น เขาก็เปรยให้ราชสีห์ได้ยินว่า “ข้าไม่อยากยุ่งกับหมาจิ้งจอกที่มีนิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้หรอก เชิญเจ้าจัดการกับมันเอาเองเถิด” เมื่อนายพรานพูดจบ เขาก็แกล้งส่ายหน้า แล้วเดินถอยห่างไปเหมือนเบื่อหน่ายอย่างที่สุด
หมาจิ้งจอกได้แต่ยืนงงเพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์จะลงเอยเช่นนี้ และก่อนที่มันจะตั้งสติได้ ราชสีห์หิวโซซึ่งโกรธจัดก็กระโดดเข้าตระครุบตัวของมัน แล้วจัดการกินมันเป็นอาหาร
ในที่สุด พรานเฒ่าก็รอดพ้นจากคมเขี้ยวของราชสีห์ได้อย่างหวุดหวิด ส่วนหมาจิ้งจอกผู้ประสงค์ร้ายก็ได้รับผลกรรมไปอย่างที่ตัวมันเองก็คาดไม่ถึง
#นิทานนำบุญ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์
นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ
นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์
นูอินเป็นเด็กยุคหิน พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน
อยู่มาวันหนึ่ง นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้ เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา
นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่ ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา
ทุก ๆ วัน นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ
เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่ นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก
นับจากวันนั้น เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน
ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ ไม่ช้าไม่นานนัก เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้
เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป
นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน
คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง
แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้ นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน
เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้
นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี
#นิทานนำบุญ
คำถามท้ายเรื่อง : เด็ก ๆ คิดว่า เจ้าลูกนกจะบินจากนูอินไปตลอดกาล หรือ คิดว่ามันจะบินกลับมาหานูอินในวันที่มันคิดถึง ฝากเด็ก ๆ คิดกันเล่น ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง
นิทานก่อนนอนเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง เป็นนิทานเรื่องที่ 5 ในชุด หมู่บ้านย้อนเวลา การอ่านให้สนุก คือต้องอ่านนิทานเรื่องอื่น ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยมาอ่านนิทานเรื่อง “วงดอกไม้ประดับเมือง” ซึ่งนิทานเหล่านั้น อยู่ในหมวด “นิทานชุดพิเศษ” ตามลิงค์ด้านล่างนี้

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง
ลิโลกับลุลาเป็นเด็กน้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ พวกเขามักเล่นสนุกอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อ แม้ต้นไม้และดอกไม้ในเมืองของลิโลกับลุลาจะเป็นต้นไม้และดอกไม้ธรรมดา ๆ ไม่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ แต่สำหรับเด็ก ๆ อย่างพวกเขา การได้เล่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้เป็นเสมือนกับการได้ผจญภัยอยู่ในดินแดนแสนงามที่มีสิ่งมหัศจรรย์ให้ค้นพบได้ไม่เว้นแต่ละวัน
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชากับพระราชินีผู้ปกครองเมืองของลิโลกับลุลาทรงได้ฟังนิทานเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับเกาะของตนด้วยการปลูกต้นไม้ซึ่งผลัดกันออกดอกต่างสีสันในแต่ละฤดูกาล จนทำให้เกาะของเขาเสมือนเปลี่ยนสีได้ในทุกฤดู และทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชื่นชมความงามของเกาะจนชายคนนั้นมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พระราชากับพระราชินีทรงอยากให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง ทั้งสองพระองค์จึงประกาศให้ชาวเมืองช่วยกันคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมือง
หลังจากที่พระราชากับพระราชินีป่าวประกาศ ชาวเมืองทุกคน รวมทั้งลิโลกับลุลา ก็ครุ่นคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้เมืองกันไปต่าง ๆ นานา จากนั้น พวกเขาก็นำความคิดมาเสนอต่อพระราชากับพระราชินีที่พวกเขาเคารพรัก
ชาวเมืองบางคนเสนอให้พระราชาซื้อต้นไม้หายากมาปลูกให้ทั่วเมือง ชาวเมืองบางคนห่วงว่าการซื้อต้นไม้หายากจะสิ้นเปลือง จึงเสนอให้พระราชาหาต้นอ่อนของต้นไม้หายากที่มีราคาถูกกว่ามาเพาะเลี้ยง ซึ่งเมื่อมันโตก็น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่างกัน ชาวเมืองบางคนคิดว่าการรอให้ต้นอ่อนของต้นไม้หายากเติบโตอาจใช้เวลามากเกินไปจึงเสนอว่า การเลียนแบบนิทานด้วยการปลูกต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่ออกดอกสลับสีกันในแต่ละฤดูอาจเป็นวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่าและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้รวดเร็วกว่า ซึ่งในขณะที่ชาวเมืองผลัดกันเสนอความคิด ลิโลกับลุลาก็แอบปลีกตัวไปช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงอยู่ตามพื้น แล้วนำมาเตรียมทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมืองของพวกเขาได้
เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่ผู้ใหญ่คนสุดท้ายเสนอความคิดเรียบร้อยแล้ว ลิโลกับลุลาก็ลุกขึ้นยืนแล้วลิโลก็เป็นตัวแทนกล่าวว่า “การที่พวกเราได้เล่นและคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ดอกไม้ทุก ๆ วัน ทำให้พวกเราค้นพบว่า ต้นไม้และดอกไม้สามารถนำมาทำสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย ซึ่งสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าจะสร้างให้เมืองของเรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังทำได้ไว ประหยัด สวยงาม และชวนนักท่องเที่ยวมาทำร่วมกันได้ ก็คือ การทำ วงดอกไม้ประดับเมือง แบบนี้ขอรับ”
เมื่อลิโลพูดจบ เด็กทั้งสองก็ลงมือจัดเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงที่พื้น ลิโลทำวงดอกไม้โดยเน้นสีที่ฉูดฉาดมีพลังแบบเด็กผู้ชาย ส่วนลุลาทำวงดอกไม้โดยใช้สีที่อ่อนหวานตามแบบของเด็กผู้หญิง เด็กทั้งสองใช้เวลาเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงอยู่สักพัก ในที่สุด วงดอกไม้ประดับเมืองที่ทำจากใบไม้และดอกไม้ก็ปรากฏต่อหน้าของทุก ๆ คน และทำให้พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนต่างตกตะลึงในความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า เพียงแค่การนำดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเรียงกันเป็นวง จะทำให้เกิดวงดอกไม้ที่สวยงามได้มากถึงเพียงนี้ ซึ่งหากชาวเมืองแต่ละคนลงมือทำบ้าง ก็คงได้วงดอกไม้ที่งดงามแตกต่างกันไปตามฝีมือของแต่ละคน และสามารถใช้ประดับเมืองจนนักท่องเที่ยวอยากแวะเวียนมาดูได้อย่างไม่รู้เบื่อ
ในที่สุด พระราชากับพระราชินีก็ตกลงใจที่จะใช้วงดอกไม้ประดับเมืองเป็นเอกลักษณ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยพระราชาทรงขอร้องให้ชาวเมืองช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเป็นวงดอกไม้ประดับเมืองทุก ๆ วัน ส่วนพระราชินีก็ทรงเสนอแนะให้จัดเทศกาลงานประกวดวงดอกไม้ประจำปี โดยเชิญชวนให้คนต่างถิ่นเข้ามาร่วมสนุกด้วย
หนึ่งปีต่อมา ชื่อเสียงของเมืองเล็ก ๆ ที่มีวงดอกไม้ประดับเมืองตกแต่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ แน่นอนว่า ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลมาเยี่ยมชมและทำให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวตามที่พระราชากับพระราชินีทรงหวังเอาไว้ ส่วนลิโลกับลุลาก็ภูมิใจที่พวกเขามีโอกาสแสดงความมหัศจรรย์ของต้นไม้ดอกไม้ให้ทุกคนได้เห็น และมีส่วนทำให้ทุก ๆ คนในเมืองมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
#นิทานนำบุญ
………………….

นิทานเรื่อง แผนร้ายของเศรษฐีเจ้าเล่ห์
ช่วงอากาศหนาว ๆ แบบนี้ มีปีละไม่กี่วัน พี่นำบุญเลยรีบหานิทานมาลงให้อ่าน หวังว่าจะเป็นช่วงเวลาดี ๆ ในการอ่านนิทานของทุก ๆ ครอบครัวนะครับ
นิทานเรื่อง แผนร้ายของเศรษฐีเจ้าเล่ห์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีทะเลสาบอยู่ที่ใจกลางหมู่บ้าน ทะเลสาบแห่งนี้มีความสำคัญต่อทุก ๆ คนในหมู่บ้านมาก เพราะมันเป็นแหล่งน้ำจืดแหล่งเดียวที่ชาวบ้านอาศัยดื่มกินและใช้ในการเพาะปลูกต่าง ๆ
วันหนึ่ง มีเศรษฐีจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน เศรษฐีผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกล เมื่อเศรษฐีสำรวจหมู่บ้านโดยรอบแล้ว เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า หากเขาซื้อที่ดินรอบ ๆ ทะเลสาบเอาไว้ทั้งหมด เขาก็จะสามารถเก็บเงินค่าผ่านทางเมื่อชาวบ้านต้องการเข้าไปใช้ประโยชน์จากทะเลสาบได้ ซึ่งมันจะทำให้เขาได้กำไรอย่างมากมายมหาศาล
เมื่อเศรษฐีเห็นช่องทางทำเงินดังกล่าวแล้ว เศรษฐีจึงแกล้งเข้าไปตีสนิทกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ทะเลสาบ จากนั้น เขาก็แสดงตนเป็นคนใจดี โดยเสนอตัวขอส่งเสียลูก ๆ ของชาวบ้านให้ได้ไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ ทั้งยังมอบเงินทองให้ชาวบ้านใช้พาพ่อแม่ที่ป่วยไข้ไปรักษาตัวที่เมืองอื่น เศรษฐียอมทุ่มเงินมากมายเพื่อทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ ซึ่งแผนการทั้งหมดนี้ เศรษฐีทำขึ้นโดยหวังจะขอซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่อยู่รอบทะเลสาบนั่นเอง
เศรษฐีเจ้าเล่ห์ใช้เวลาสร้างภาพหลอกชาวบ้านอยู่นานสามเดือน ในที่สุด เศรษฐีก็สามารถซื้อที่ดินรอบทะเลสาบเอาไว้ได้จนหมด
ครั้นเมื่อเศรษฐีได้เป็นเจ้าของที่ดินรอบทะเลสาบแล้ว เศรษฐีก็เผยธาตุแท้ของตัวเองออกมา โดยเขาทำการล้อมรั้วรอบที่ดินของเขา (ซึ่งก็คือการล้อมรั้วรอบทะเลสาบ) แล้วปักป้ายเก็บเงินสำหรับคนที่ต้องการผ่านเข้าไปนำน้ำจากทะเลสาบมาใช้
เมื่อชาวบ้านได้เห็นการกระทำของเศรษฐี ชาวบ้านจึงพากันมาขอร้องให้เศรษฐีเห็นใจคนยากจนอย่างพวกเขา แต่เศรษฐีกลับไม่สงสารชาวบ้านเลย เพราะสิ่งเดียวที่เศรษฐีให้ความสำคัญก็คือผลกำไรที่เขาจะได้จากการลงทุนในครั้งนี้
คืนวันนั้น ในขณะที่ชาวบ้านต่างทุกข์ทรมานที่ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ เศรษฐีกลับนอนกระดิกเท้าฝันหวานว่าอีกไม่นานชาวบ้านทั้งหลายก็คงต้องยอมมาจ่ายเงินเพื่อขอผ่านทางเข้ามาตักน้ำจากทะเลสาบไปใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐีคิดถึงเงินทองที่จะไหลมาเทมาแล้วก็เผลอหลับไปอย่างมีความสุข ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่นั่งจับกลุ่มคุยกันเพราะต่างคนต่างก็มองไม่เห็นหนทางที่พวกเขาจะหาน้ำมาดื่มมาใช้ได้เหมือนดังแต่เก่าก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีตื่นนอนอย่างอารมณ์ดี แล้วค่อย ๆ เดินไปที่ด่านเก็บเงินของเขาพลางนึกภาพว่าวันนี้ชาวบ้านทุกคนคงพากันมาจ่ายเงินเพื่อขอเข้ามาดื่มน้ำในทะเลสาบ เศรษฐีดีใจจนลืมสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น จวบจนเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ ๆ เศรษฐีจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า วันนี้…หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูเงียบเชียบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เศรษฐีพยายามเงี่ยหูฟังเสียงของชาวบ้าน แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ เลย เศรษฐีแปลกใจมาก เขาจึงเดินออกจากบ้าน แล้วพยายามมองหาชาวบ้านทั้งหลาย
อนิจจา…เศรษฐีผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า ตลอดทั้งคืนที่ตัวเขานอนฝันหวานอยู่นั้น ชาวบ้านที่ต้องลำบาก (เพราะความเห็นแก่ตัวของเศรษฐี) ได้ปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุปว่า ในเมื่อหมู่บ้านของพวกเขาไม่มีทั้งน้ำดื่มน้ำใช้และแล้งซึ่งน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ หมู่บ้านแห่งนี้จึงไม่ใช่ที่ที่พวกเขาควรจะอยู่อาศัยต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้เอง ชาวบ้านทั้งหมดจึงตัดสินใจเก็บข้าวของแล้วอพยพออกจากหมู่บ้านเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่
เมื่อชาวบ้านย้ายออกไปจนหมด เศรษฐีจึงมีไม่โอกาสหากำไรจากการเก็บค่าผ่านทางดังที่เขาวางแผนเอาไว้ เงินทองทั้งหมดที่เศรษฐีใช้จ่ายไปเพื่อซื้อที่ดินและจ่ายให้แก่ชาวบ้านตามแผนของเขา จึงเท่ากับสูญเปล่าและทำให้เศรษฐีที่เคยมีเงินมากมายกลายเป็นแค่คนเคยรวยที่ตอนนี้มีเพียงบ้านและที่ดิน โดยนอกเขตรั้วบ้านของเขากลับไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเลยแม้แต่คนเดียว
เศรษฐีเจ้าเล่ห์ถึงกับหน้าถอดสีที่พบกับเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ ผลของการคิดร้ายต่อผู้อื่น…ทำให้สิ่งเลวร้ายย้อนกลับมาหาตัวเขาในที่สุด
คืนวันนั้น เศรษฐีจึงได้แต่นอนคลุมโปงฟังเสียงหมาหอนอย่างวังเวงตามลำพัง ส่วนชาวบ้านที่เดินทางออกจากหมู่บ้านนั้น พวกเขาโชคดีที่ได้พบกับเพื่อน ๆ ที่ขายที่ดินและย้ายออกไปก่อน เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นได้รู้เรื่องราวทั้งหมด พวกเขาจึงนำเงินที่ได้จากเศรษฐีมาใช้เป็นทุนในการก่อตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ โดยเลือกทำเลที่ดีขึ้นและมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น
ในที่สุด ชาวบ้านทั้งหมดก็ได้ตั้งต้นชีวิตใหม่ในหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม และชาวบ้านทุกคนก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง
#นิทานนำบุญ
………………….

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด
นับตั้งแต่นิทาน 10 เรื่องที่ผมลงไว้ในเว็บไซต์เป็นของขวัญปีใหม่ให้เด็ก ๆ นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับฝูงเป็ด” เรื่องนี้ เป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องแรกในรอบ 11 เดือนที่ผมนำมาลงให้อ่านกัน
นิทานเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากความทรงจำวัยเด็ก ที่ผมเคยเลี้ยงเป็ด เล่นกับเป็ด และว่ายน้ำกับเป็ด ความทรงจำในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใสมาก และจากความทรงจำในวันนั้น ทำให้ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคงชอบกันนะครับ
ปีนี้ ผมทำคลิปเล่านิทานให้ฟังกันด้วย เผื่อคืนไหนคุณพ่อคุณแม่เหนื่อย อาจนอนกอดลูก แล้วฟังนิทานไปด้วยกัน 🙂
นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กชายกำพร้าพ่อคนหนึ่งเป็นเด็กที่ยากจนแต่มีจิตใจดีงาม พ่อของเด็กน้อยจากเขาขึ้นสวรรค์ไปเกือบสามปีแล้ว เด็กน้อยจึงมีหน้าที่ดูแลแม่แทนพ่อ เพื่อทำให้แม่มีความสุขที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาพอจะทำได้
อยู่มาวันหนึ่ง…หลังเกิดพายุใหญ่ เด็กน้อยพบเป็ดป่าฝูงหนึ่งพลัดหลงเข้ามาในเขตบ้านของเขา ฝูงเป็ดดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนเดินทางมานานและไม่มีอาหารตกถึงท้อง เด็กน้อยรู้สึกสงสาร เขาจึงช่วยหาอาหารมาให้พวกมันกิน
หลายวันต่อมา เมื่อเป็ดทั้งหลายแข็งแรงขึ้น เด็กน้อยจึงพาฝูงเป็ดไปยังหนองน้ำใสสะอาด แล้วปล่อยให้พวกมันหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ หลังจากนั้น เด็กน้อยก็ต้อนให้เป็ดมานอนอาบแดดเล่นพร้อมกับเป่าขลุ่ยกล่อมให้พวกมันนอนหลับพักผ่อน ครั้นเมื่อมีหมาหรือสัตว์ร้ายหมายจะมาทำร้ายฝูงเป็ด เด็กน้อยก็จะคอยช่วยปกป้องฝูงเป็ดให้ปลอดภัยจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายเหล่านั้น เด็กน้อยเฝ้าดูแลฝูงเป็ดด้วยความรักความเอาใจใส่ ซึ่งจากความทุ่มเทนี้เอง ฝูงเป็ดจึงตอบแทนบุญคุณของเด็กน้อยด้วยการออกไข่จำนวนมากมายเพื่อให้เด็กน้อยนำไข่ไปขายในตลาด
หลังจากที่เด็กน้อยนำไข่ไปขายและได้เงินกลับมาพอสมควร เด็กน้อยก็นึกถึงแม่ของเขา เด็กน้อยอยากให้แม่มีของสวย ๆ ใส่เหมือนกับแม่ของเด็กคนอื่น ๆ เขาจึงตัดสินใจนำเงินไปซื้อสร้อยทองเส้นเล็ก ๆ มาให้แม่ที่เขารัก
แต่อนิจจา! ระหว่างทางที่เด็กน้อยพายเรือกลับบ้านหลังจากการไปซื้อทอง จู่ ๆ เขาก็พลาดพลั้งทำสร้อยทองหลุดมือตกลงไปในน้ำ แล้วมันก็จมหายวับไปในชั่วพริบตาเดียว
เด็กน้อยตกใจมาก เขารีบกระโดดลงน้ำแล้วดำน้ำหาสร้อยทองพร้อม ๆ กับร้องไห้ไปด้วย เด็กน้อยพยายามงมหาสร้อยทองอย่างสุดชีวิต แต่จนแล้วจนรอด เขาก็หามันไม่พบ
ในขณะที่เด็กน้อยกำลังจะหมดหวัง เด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังว่ายน้ำตรงเข้ามาหาเขา!
ไม่นานนัก เด็กน้อยจึงได้รู้ว่า สิ่งที่ว่ายน้ำเข้ามาหาเขาก็คือฝูงเป็ดป่าที่เขาเฝ้าดูแลด้วยความรักและความเอาใจใส่นั่นเอง เมื่อน้ำตาของเด็กน้อยรวมเข้ากับสายน้ำ สายน้ำก็พาน้ำตาให้ไหลผ่านไปยังบ้านของเขา ซึ่งทันทีที่ฝูงเป็ดได้กลิ่นน้ำตาแห่งความเศร้าและความกังวลใจของเด็กน้อย พวกมันจึงพากันว่ายน้ำมาหาเด็กน้อยผู้เป็นที่รักอย่างไม่ลังเลใจ
เมื่อฝูงเป็ดว่ายน้ำมาถึง ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ฝูงเป็ดก็เหมือนจะรู้ว่าเด็กน้อยได้ทำของมีค่าบางอย่างตกลงไปในท้องน้ำ ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงพากันดำผุดดำว่ายค้นหาของมีค่าให้เด็กน้อยกันอย่างจ้าละหวั่น
เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว เป็ดแต่ละตัวก็คาบเอาของมีค่าต่าง ๆ จากท้องน้ำขึ้นมาไว้บนเรือของเด็กน้อยทีละอย่างสองอย่างจนเต็มลำเรือไปหมด นับตั้งแต่ แหวนเพชรโบราณ, กำไลทองลายวิจิตร, สร้อยไข่มุกหายาก, ต่างหูพลอยสีแดงสด, เข็มกลัดมรกตสีเขียวเข้ม รวมทั้งสร้อยทองคำใหญ่น้อยอีกนับสิบ ๆ เส้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสร้อยทองเส้นเล็กที่เด็กน้อยทำตกลงไปในน้ำนั่นเอง
เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้สร้อยทองคืนมาอย่างไม่คาดฝัน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลุ้มใจเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับของมีค่าอื่น ๆ ที่ฝูงเป็ดงมขึ้นมาให้
เด็กน้อยพยายามจะบอกกับฝูงเป็ดถึงความกังวลใจที่เขามีอยู่ แต่เป็ดบางตัวกลับกระโดดขึ้นมาบนเรือ แล้วคาบของมีค่าเหล่านั้นตรงเข้าหาเด็กน้อย เหมือนกับพวกมันอยากจะบอกว่า “เก็บของมีค่าเหล่านี้เอาไว้เถอะ เพราะของเหล่านี้ตกอยู่ใต้ท้องน้ำมาหลายร้อยปี มันไม่มีใครเป็นเจ้าของอีกแล้ว ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากพวกเราชาวเป็ดก็แล้วกันนะ”
เมื่อเด็กน้อยไม่รู้ว่าเขาจะคืนของมีค่าเหล่านั้นให้กับเจ้าของได้อย่างไร เขาจึงนำของเหล่า นั้นกลับบ้าน โดยตั้งใจจะแบ่งของมีค่าบางส่วนไปใช้ช่วยคนที่ลำบากกว่าเขา และเก็บบางส่วนเอา ไว้ใช้ดูแลแม่ในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ เขายังคิดจะแปลงของมีค่าเหล่านั้นให้กลายเป็นอาหารดี ๆ สำหรับเพื่อนเป็ดผู้มีน้ำใจทั้งหลายด้วย
ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้มอบของขวัญให้แม่ดังที่เขาตั้งใจเอาไว้
นับจากนั้น…ในทุก ๆ ปี ฝูงเป็ดป่าก็จะแวะกลับมาเยี่ยมเด็กน้อยอยู่เสมอ ๆ เด็กน้อยดีใจทุกครั้งที่ได้พบกับฝูงเป็ดเพื่อนของเขา ส่วนฝูงเป็ดก็ดีใจที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนตัวน้อยผู้มีจิตใจดีงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้
#นิทานนำบุญ
นิทานของขวัญรับปีใหม่
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) พอจะทำให้เด็ก ๆ ได้ ก็คือการนำนิทานมาฝากให้ได้อ่านกันในช่วงเวลาแห่งความสุข แต่การนำนิทานมาฝากเพียงเรื่องเดียวอาจดูธรรมดาจนเกินไป ผมจึงคัดนิทานเกี่ยวกับของขวัญ 4 เรื่องมาฝาก ซึ่งผมหวังว่านิทานทั้ง 4 เรื่องนี้คงมีบางเรื่องที่ช่วยสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้บ้าง
นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?
วันหนึ่ง ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน พวกเขาเคยได้ยินว่า เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ
ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู พวกเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง ข่าสงสารน้อง เขาจึงปลอบน้องสาวว่า “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”
ข่าส่งยิ้มให้ขิง แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน ข่าบอกขิงว่า “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่ เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น แต่น่าเสียดาย มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล! มิหนำซ้ำ ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก
ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ ข่าสงสารน้อง เขาจึงปลอบน้องสาวว่า “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”
ทันใดนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง ขิงตกใจมาก เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ข่าสงสารน้องเหลือเกิน เขาอยากจะปลอบน้อง แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก อย่างไรก็ตาม ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้ ดังนั้น ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง
ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด ในที่สุด ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ
ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม จากนั้น เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋ เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด
ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้
ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”
เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป จริง ๆ แล้ว ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น ดังนั้น ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้ เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก
ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น จากนั้น เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ
ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร
ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก
และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์
#นิทานนำบุญ
…………………..
นิทานเรื่อง ของขวัญจากพระราชา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้แสนดีพระองค์หนึ่ง ทรงดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดี จนทำให้ประชาชนทุกคนมีจิตใจที่ดีงามและมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า
ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของพระราชา ประชาชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันส่งของขวัญมาให้ ซึ่งทำให้พระราชาซาบซึ้งและอยากตอบแทนความรักของประชาชนด้วยของขวัญอะไรสักอย่าง
เมื่อเหล่าเสนาทราบความประสงค์ของพระราชา เหล่าเสนาจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำของขวัญราคาแพงแล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นที่ระลึก
แม้พระราชาจะต้องการมอบของที่มีค่าให้แก่ประชาชน แต่เนื่องจากเงินในท้องพระคลังมีไม่มากพอ ดังนั้น พระราชาจึงไม่สามารถมอบของขวัญราคาแพงตามคำแนะนำของเหล่าเสนาได้
เมื่อพ่อมดหลวงเห็นว่าพระราชาปฏิเสธความคิดของเหล่าเสนา พ่อมดหลวงจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำเครื่องรางของขลัง แล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเพื่อใช้ป้องกันตัวจากภูตผีปิศาจ
แม้การทำเครื่องรางของขลังจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่พระราชาก็ไม่อยากมอบของที่อาจทำให้ประชาชนงมงายกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงตัดสินใจไม่ทำของขลังตามคำแนะนำของพ่อมดหลวง
เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นว่าข้อเสนอของเหล่าเสนาและพ่อมดหลวงไม่เป็นที่ถูกใจของพระ- ราชา กลุ่มพ่อค้าจึงเสนอให้พระราชากำหนดของขวัญเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วใช้วิธีจับฉลากมอบเงินให้แก่ผู้โชคดีเพียงคนเดียว
แม้วิธีของกลุ่มพ่อค้าจะไม่ทำให้สิ้นเปลืองเงินในท้องพระคลังมากจนเกินไปนัก แต่การจับฉลากมอบของขวัญให้ใครเพียงคนเดียว ดูจะไม่ตรงตามเจตนาของพระราชาสักเท่าไร มิหนำซ้ำ มันยังมีลักษณะคล้ายกับการออกหวยซึ่งเป็นอบายมุขอีกด้วย ดังนั้น พระราชาจึงเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของกลุ่มพ่อค้า
ในขณะที่ทุก ๆ คนในท้องพระโรงพยายามครุ่นคิดหาของขวัญที่เหมาะสมกันอย่างเคร่งเครียด จู่ ๆ ตลกหลวงผู้เป็นคนสนิทของพระราชาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปกระซิบความคิดของเขาให้พระราชาได้ทราบ
ทันทีที่พระราชาได้ฟังความคิดเห็นจากตลกหลวง พระองค์ก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุข แล้วสั่งให้ทหารจัดการเตรียมของขวัญสำหรับประชาชนตามคำแนะนำของตลกหลวงโดยด่วน
ของขวัญที่ตลกหลวงเสนอให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นของขวัญที่มีราคาถูก มีประโยชน์ แถมยังมีความหมายลึกซึ้ง ซึ่งสิ่งที่ตลกหลวงแนะนำให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนที่แสนดีก็คือเกลือธรรมดา ๆ นั่นเอง!
ในตอนแรก ทั้งเหล่าเสนา พ่อมดหลวงและกลุ่มพ่อค้าต่างงุนงงกับตัดสินใจของพระราชาผู้เป็นที่รัก แต่เมื่อทุกคนเห็นข้อความที่ถุงเกลือซึ่งพระราชาเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่ประชาชน ทุก ๆ คนก็พากันยิ้มและยอมรับในความคิดอันลึกล้ำของพระราชาและตลกหลวง
ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนถุงเกลือคือข้อความว่า “ขอให้ทุกคนรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม” ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับถุงเกลือจากพระราชาและได้อ่านข้อความดังกล่าว ประชาชนทุกคนก็พากันซาบซึ้ง เพราะข้อความนั้นเป็นได้ทั้งคำชมเชยและคำเตือนใจในเวลาเดียวกัน
“จงทำความดีและเป็นคนดีต่อไป ดั่งเกลือที่คงความเค็มได้อย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน”
ประชาชนทุกคนมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันมีค่ายิ่งจากพระราชาที่พวกเขารัก
และหลังจากนั้น ทุก ๆ คนก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดีและทำความดีต่อไป เพื่อตอบแทนความกรุณาของพระราชาผู้เป็นที่รัก
#นิทานนำบุญ
…………………………
นิทานเรื่อง ของขวัญแด่คุณครู
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีคุณครูคนหนึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสือได้อย่างวิเศษ คุณครูคนนี้มีชื่อว่า “คุณครูขวัญดาว” เธอชอบสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ชอบสอนเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก และชอบเล่าเรื่องสนุกแฝงคติธรรมเพื่อบ่มเพาะให้เด็ก ๆ เป็นคนดีในอนาคต เด็ก ๆ รักคุณครูของพวกเขามาก ส่วนคุณครูขวัญดาวเองก็รักเด็ก ๆ ราวกับเธอเป็นแม่คนที่สอง
อยู่มาวันหนึ่ง เด็ก ๆ นึกอยากให้ของขวัญแด่คุณครูขวัญดาว ดังนั้น เด็ก ๆ จึงหารือกัน แล้วตัดสินใจที่จะซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูใช้ขี่และใช้ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการหอบข้าวของพะรุงพะรังมาโรงเรียนอย่างที่เป็นอยู่
แม้ราคาจักรยานอาจจะแพงอยู่สักหน่อย แต่เด็ก ๆ ก็ไม่หวั่น เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน…ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น
เด็ก ๆ เริ่มต้นเก็บเงินด้วยการหางานทำหลังเลิกเรียน เด็กบางคนหาเงินด้วยการเก็บผักไปขายที่ตลาด เด็กบางคนอาสาตัดหญ้าและกวาดใบไม้ในสวนสวย ส่วนเด็กบางคนเลือกที่จะนวดหลังให้ผู้ใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาหยอดกระปุกรวมกันเอาไว้
เด็ก ๆ ตั้งใจทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น ไม่ช้าไม่นานนัก กระปุกหมูของเด็ก ๆ ก็หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษสตางค์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็ก ๆ ทุกคน
เมื่อเด็ก ๆ มีเงินมากพอที่จะซื้อจักรยาน เด็กทุกคนจึงนัดแนะกันหอบกระปุกหมูเดินทางไปยังร้านขายจักรยานที่อยู่ในเมือง
เด็ก ๆ มีความสุขและตื่นเต้นมากที่จะได้มอบจักรยานให้คุณครูที่พวกเขารัก แต่ในระหว่างการเดินทาง เด็ก ๆ บังเอิญพบหญิงชรากับลูก ๆ กำลังนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ กับซากของบ้านซึ่งถูกไฟไหม้จนวอดวายไปทั้งหลัง
หญิงชราผู้โชคร้ายสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยพระเพลิงที่ไร้ความปราณี เธอกับลูก ๆ ไม่มีบ้านคุ้มหัว ไม่มีผ้าห่มกันหนาว ไม่มีเงินซื้อข้าว ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย….นอกจากชีวิต
เด็ก ๆ ต่างสงสารหญิงชรากับลูก ๆ จนไม่อาจนิ่งเฉยได้ ด้วยเหตุนี้ เด็กทุกคนจึงตัดสินใจยกกระปุกหมูของพวกเขาให้แก่หญิงชราผู้อาภัพ
เมื่อเด็ก ๆ มอบกระปุกหมูให้แก่หญิงชรา พวกเขาจึงไม่มีเงินซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูดังที่ตั้งใจเอาไว้ อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
เมื่อถึงวันสุดท้ายปลายเทอม เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บดอกไม้จากข้างทางนำมาจัดเป็นช่อ แล้วมอบให้คุณครูขวัญดาวพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูฟัง
เด็ก ๆ กล่าวขอโทษที่พวกเขาไม่สามารถมอบของขวัญที่มีค่ามีราคาอย่างจักรยานให้แก่คุณครูได้ แต่หลังจากที่เด็ก ๆ พูดจบ คุณครูขวัญดาวกลับร้องไห้ ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ตกใจกันไปหมด
ตอนแรก เด็ก ๆ คิดว่าคุณครูคงโกรธที่ได้ดอกไม้ไร้ราคาเป็นของขวัญ แต่จริง ๆ แล้วคุณครูขวัญดาวร้องไห้เพราะเธอปลื้มปีติที่เด็ก ๆ รักครูและมีจิตใจดีงามดังที่เธอเฝ้าอบรมบ่มนิสัยการที่เด็ก ๆ เป็นคนดีสมกับที่ครูสอนเฝ้าสั่งสอนทำให้คนเป็นครูหายเหนื่อยและรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
คุณครูขวัญดาวขอบใจเด็ก ๆ ทุกคนที่มอบของขวัญอันแสนวิเศษให้กับครูอย่างเธอ ส่วนเด็ก ๆ เองก็ภูมิใจมากที่พวกเขาสามารถทำให้คุณครูที่พวกเขารักมีความสุขได้อย่างเหนือความคาดหมาย
#นิทานนำบุญ
…………………………
นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ
นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์ ดังนั้น ลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก
กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้
เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี
“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?” กระต่ายถาม
พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้
“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”
ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….
“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก”
ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง
เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ
และสุดท้าย เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน จากนั้น มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ
นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้
คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้
พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน
และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ
#นิทานนำบุญ
…………………………….
นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ
“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก
นิทานสโนว์ไวต์ไม่เพียงเต็มไปด้วยจินตนาการและความงดงามทางวรรณกรรม แต่ยังสอดแทรกข้อคิดเรื่อง “ความดี ความอิจฉา และชัยชนะของความรักแท้” ที่ยังคงตราตรึงใจไม่เสื่อมคลาย
หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ
มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์” สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี แต่นอกจากความสวยของหน้าตา สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น
อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์ แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย
เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์
หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์ แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง
ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี
ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”
เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”
คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์ เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก
เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์ นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ ด้วยเหตุนี้ นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด
สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”
เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”
คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่
พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์ นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้
พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย
“เออ หลานจ๊ะ หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน อ่ะนะ ๆ หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”
ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ
อนิจจา สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด
เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย
ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย คนแคระเสียใจมาก พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่ ด้วยเหตุนี้ คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง
เวลาผ่านไปนาน นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า
เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์
และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย
หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ
เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์
ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- ความดี ความอ่อนโยน และจิตใจที่บริสุทธิ์ จะนำพาความสุขกลับมาในที่สุด
- ความอิจฉาริษยาเป็นไฟที่เผาผู้คนจากภายใน
- มิตรภาพและความรักที่แท้จริงสามารถช่วยให้ฟื้นจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด
- นิทานเรื่องนี้สอนว่า ความสวยภายนอกไม่สำคัญเท่าความงามของจิตใจ
#นิทานนำบุญ

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด
“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด
จุดเด่นของนิทานต้นฉบับ คือการใช้รูปแบบนิทานอุปมาอุปไมย เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของมนุษย์ที่มักเฝ้าหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ภายนอก โดยมองข้ามสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัว นิทานนี้ยังมีบทบาทสำคัญในด้านวัฒนธรรม โดยมักใช้ในการสอนเด็กเรื่องความพอเพียง การยอมรับตัวตน และการไม่ดูแคลนสิ่งเล็ก ๆ ที่มีคุณค่า
ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก
มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าบ่าวของหนูสาว” กันเถอะ…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก
จริง ๆ แล้ว หนูสาวมีคู่รักอยู่แล้วตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นหนูหนุ่มนิสัยดีที่มีบ้านอยู่ไม่ห่างจากบ้านของเธอนัก แต่เนื่องจากพ่อกับแม่ของหนูสาวอยากให้ลูกสาวแสนสวยได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่คู่ควร พ่อหนูกับแม่หนูจึงมองข้ามหนูหนุ่มผู้ต่ำต้อย แล้วพยายามมองหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจกว่าใคร ๆ เพื่อให้มาใช้ชีวิตร่วมกับลูกสาวของตน
เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า
“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”
พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า
“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก สายลมต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่ลมพัดมา ฉันก็ปลิวไปถึงไหนต่อไหน ฉันว่า..สายลมน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”
พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า
“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก กำแพงต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..ไม่ว่าฉันจะโถมตัวเข้าปะทะกำแพงสักกี่ครั้ง มันก็ยังคงยืดหยัดอยู่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันว่า..กำแพงน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”
พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า
“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”
พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง
เดิมทีบ้านของหนูหนุ่มเคยตั้งอยู่ที่อื่น แต่เมื่อมันมาผูกสมัครรักใคร่กับหนูสาว มันจึงมาเจาะกำแพงสร้างเป็นบ้าน เพื่อให้ตนเองได้อยู่ใกล้ชิดกับหนูสาวมากยิ่งขึ้น
หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ
ในที่สุด หนูสาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่เธอปรารถนา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันสืบต่อมาตราบนานเท่านาน
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
- การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
- ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง
#นิทานโบราณ
