Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

หมากับรางหญ้า: นิทานอีสปสอนใจเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว

แม้นิทานเรื่อง “หมากับรางหญ้า” จะไม่เป็นที่รู้จักเท่า “กระต่ายกับเต่า” หรือ “ราชสีห์กับหนู” แต่ข้อคิดในเรื่องกลับเฉียบคมและใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันอย่างน่าทึ่ง นิทานกล่าวถึงความเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ แม้ตัวเองจะไม่ได้ใช้อะไรเลยก็ตาม

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำหรับทุกวัย ให้รู้จักละวาง และเปิดใจให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพยากรที่มีประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเติบโตไปด้วยกัน

Original (Townsend):

A Dog lay in a Manger, filled with hay. An Ox, being hungry, came near and wished to eat of the hay, but the Dog barked and snapped at him. The Ox said, “Selfish creature! You cannot eat the hay yourself, and yet you will not let others eat who can.”

แปลไทยแบบตามเนื้อหา:

สุนัขนอนอยู่ในรางหญ้า ครั้นวัวมาหวังจะกินหญ้า เจ้าสุนัขก็กระโจนเข้าใส่และเห่าใส่อย่างดุร้าย วัวจึงว่า “เจ้าช่างเห็นแก่ตัวนัก ทั้งที่เจ้าก็หาใช่ผู้กินหญ้าไม่ แต่กลับไม่ยอมให้ข้าผู้กินได้กินเสีย”

แปลไทยแบบเข้าใจง่าย:

หมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในรางหญ้า พอวัวจะมากินหญ้า มันก็เห่าไล่ วัวจึงพูดว่า “เจ้าหมาเอ๋ย เจ้าก็ไม่ได้กินหญ้าอยู่แล้ว แต่ยังจะหวงไม่ให้ใครกินอีก ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ”

ข้อคิด:

อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมให้คนอื่นได้ประโยชน์ แม้ตนเองก็ไม่ได้ใช้สิ่งนั้น


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข