Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์

ถ้าอ่านชื่อนิทานแบบผ่าน ๆ นิทานก่อนนอนเรื่อง “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์” อาจทำให้คุณผู้อ่านคาดเดาเนื้อเรื่องไปต่าง ๆ นานา บางคนอาจคาดเดาไปว่า นิทานเรื่องนี้คงเป็นนิทานแนวแฟนตาซีผจญภัย ที่นางฟ้าองค์น้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับคนร้ายไม่ได้ (อะไรทำนองนั้น)

แต่ถ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะพบว่า นี่คือตัวอย่างของนิทานส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก ที่ใช้นิทานในการบ่มเพาะพฤติกรรมอันพึงประสงค์ (อย่างแนบเนียน) แทนที่จะแต่งนิทานเพื่อสอนเด็กให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แบบตรง ๆ (ซึ่งมักไม่ได้ผล)

การแต่งนิทานในลักษณะนี้ แม้เนื้อเรื่องจะดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในฐานะนักแต่งนิทาน นิทานแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลย แถมการวางบทบาทตัวละครคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติที่เราพบเห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะนิทานที่แต่งมาตั้งแต่ปี 2557)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนางฟ้าอายุสามขวบองค์หนึ่ง จู่ ๆ ก็ไม่ยอมใช้เวทมนตร์ “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่กลับอยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เรื่องบางเรื่องอย่างการติดกระดุมเสื้อ ถ้าใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกนิดเดียว กระดุมเสื้อก็จะติดเองโดยไม่ต้องลำบาก แต่พอนางฟ้าองค์น้อยตัดสินใจหัดติดกระดุมด้วยตัวเอง เธอจึงต้องใช้ความพยายามจนมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต

ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของนางฟ้าองค์น้อยเห็นเข้า  ทั้งคู่จึงบอกลูกว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันต่อมา  นางฟ้าองค์น้อยอยากฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองอีก  การผูกเชือกรองเท้าไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามผูกไปผูกมา…ผูกมาผูกไป แต่ผูกเท่าไหร่ก็ยังผูกไม่ได้  เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็น ทั้งคู่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่เห็นนางฟ้าองค์น้อยหยิบกรรไกรสำหรับเด็กมาหัดตัดกระดาษฉับฉับฉับ  การที่เด็กเล็ก ๆ จะใช้กรรไกรตัดกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คุณพ่อคุณแม่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน นางฟ้าองค์น้อยลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองไม่ยอมหยุด ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเธอทำไม่ได้ ท่านทั้งสองก็มักจะแนะนำให้ลูกสาวใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง แต่ทุกคราวนางฟ้าองค์น้อยก็จะปฏิเสธ จนทั้งคู่เลิกแนะนำนางฟ้าองค์น้อยอีก เพราะรู้ว่าบอกอย่างไรลูกสาวก็ไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ก็คือ ความตั้งใจในการฝึกหัดทำสิ่งต่าง ๆ ของนางฟ้าองค์น้อยนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันกำลังจะเปิดเผยในไม่ช้า!

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันหนึ่ง นางฟ้าองค์น้อยตื่นนอนก่อนใคร ๆ ในบ้าน เธอตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเวลาด้วยตัวเอง จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นมาจัดดอกไม้ใส่แจกันด้วยตัวเอง แล้วแต่งตัว, หวีผม, ติดกระดุม, ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เธอเอาขนมปังกับแยมมาจัดใส่จานสามใบด้วยตัวเอง แล้วเทนมสามแก้ววางบนโต๊ะกินข้าว ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตื่นนอนและเดินมาที่โต๊ะกินข้าว นางฟ้าองค์น้อยก็รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ตัวเอง

ณ เวลานั้น  คุณพ่อคุณแม่เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันเกิดของลูกสาว แต่สิ่งที่นางฟ้าองค์น้อยเตรียมไว้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อนางฟ้าองค์น้อยร้องเพลงจบ  เธอก็พูดว่า “หนูขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้หนูเกิดมา  หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก แต่หนูไม่อยากใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกของให้คนที่หนูรัก หนูอยากมอบความรักของหนูให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยฝีมือของหนูเองมากกว่า” จากนั้น  นางฟ้าองค์น้อยก็หยิบการ์ดที่เธอทำและตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปหัวใจส่งให้คุณพ่อคุณแม่

แม้ในการ์ดจะไม่มีข้อความใด ๆ เพราะนางฟ้าองค์น้อยยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มองเห็นข้อความในใจของลูกสาวปรากฏอยู่ที่การ์ดใบนั้นอย่างเด่นชัด

“หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

คุณพ่อคุณแม่มองตากันสักครู่แล้วคุกเข่าลงกอดนางฟ้าองค์น้อยพร้อมกับหอมแก้มลูกสาวสุดที่รักคนละข้าง นางฟ้าองค์น้อยทำตาโตและอมยิ้ม พร้อมกับกะพริบตา “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ด้วยความรู้สึกที่แสนพิเศษ จากนั้น เธอก็หลับตาลง แล้วพยายามจดจำความรู้สึกอันอบอุ่นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ในหัวใจของเธอ ซึ่งมันจะอยู่ในความทรงจำของเธอไปตราบชั่วนิรันดร์

ภาพนิทานปิ๊งปิ๊งปิ๊ง นางฟ้าองค์น้อยฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองหลายฉาก สื่อถึงความพยายามและการเติบโตโดยไม่ใช้เวทมนตร์
นางฟ้าองค์น้อยยืนพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองในห้องนอน บรรยากาศอบอุ่น ไม่ใช้เวทมนตร์
Posted in #นิทานน่ารัก, นิทานก่อนนอน, นิทานตลกก่อนนอน

กระต่ายน้อยเพื่อนรัก : นิทานก่อนนอนชวนยิ้ม อบอุ่นหัวใจ

ย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน ตอนที่ผมคิดจะแต่งนิทานเรื่องนี้ ตอนนั้น ผมยังไม่มีโครงเรื่องใด ๆ อยู่ในหัว มีแค่…ความคิดที่อยากจะบอกเด็ก ๆ ว่า มดตัวเล็ก ๆ สามารถแบกของใหญ่ ๆ ที่ใหญ่กว่าตัวของมันได้นะ

จุดเริ่มต้นของความคิดดูเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาก ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ แถมยังเคยเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ แต่พอคิดไปคิดมา นิทานที่ได้กลับเป็นนิทานตลก ชวนยิ้ม ซึ่งในมุมมองของผม นี่คือนิทานที่น่ารักที่สุด อ่อนหวานที่สุด และแปลกประหลาดที่สุด ที่อ่านแล้วน่าจะทำให้นอนหลับฝันดี

นิทานเรื่องนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมนักในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ผมยังคงรักนิทานเรื่องนี้มาก และเชื่อว่า ถ้าผู้อ่านได้อ่านนิทานที่ดูคล้ายนิทานธรรมดา ๆ เรื่องนี้อย่างตั้งใจ ผู้อ่านน่าจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ครับ

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป