Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่ “โปเกมอน” เริ่มได้รับความนิยม ในยุคนั้น คำว่าร่าง 1 ร่าง 2 เพิ่งเป็นที่รู้จัก ผมทึ่งในความน่ารักของโปเกมอนที่มีคาแรคเตอร์มากมายเต็มไปหมด (ถ้าผมเป็นเด็ก ผมก็คงนั่งออกแบบและวาดโปเกมอนเองแน่ ๆ) ความประทับใจในโปเกมอน เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากแต่งนิทานที่มีตัวละครออกมาจากไข่ แต่เรื่องราวของนิทานไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโปเกมอนเลย แถมยังเป็นนิทานก่อนนอนที่มีข้อคิดสอนใจด้วย หวังว่าเด็ก ๆ และผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นานมาแล้ว  มีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นจนเป็นนิสัย   แม้เศรษฐีจะมีเงินทองมากมาย  แต่เขาก็ไม่เคยรู้จักพอ   มิหนำซ้ำ เขายังชอบหากินกับคนจนด้วยการปล่อยเงินกู้แล้วคิดดอกเบี้ยอย่างขูดรีดขูดเนื้อ  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทั้งหลายจึงเกลียดชังเศรษฐีกันโดยถ้วนหน้า

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่หนุ่มชาวบ้านต้อนฝูงสัตว์ของเขาไปหากินบริเวณแม่น้ำ  จู่ ๆ ชายหนุ่มก็พบไข่แปลกประหลาดเจ็ดฟองลอยน้ำมาติดที่ริมฝั่ง  ไข่ทั้งเจ็ดฟองมีขนาดใหญ่กว่าลูกบอลราวสองถึงสามเท่า  นอกจากนี้  ไข่แต่ละฟองยังมีสีสันที่แตกต่างกันอีกด้วย   ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับไข่ประหลาดที่เขาได้พบ  เขาจึงตัดสินใจขนไข่ทั้งหมดกลับไปเก็บเอาไว้ที่บ้าน

เมื่อชายหนุ่มนำไข่กลับไปถึงบ้าน หมอดูประจำหมู่บ้านได้ทำนายว่า ไข่แปลก ๆ เหล่านี้จะทำให้ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านหายไปจนหมดสิ้น  เมื่อชาวบ้านได้ฟังคำของหมอดู  พวกเขาก็พากันโจษจันว่า ไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่วิเศษจากสรวงสวรรค์  

ครั้นเมื่อเศรษฐีผู้โลภมากได้ทราบข่าวเรื่องไข่วิเศษ   เศรษฐีผู้ละโมบจึงตรงดิ่งไปยังบ้านของชายหนุ่ม แล้วบังคับให้ชายหนุ่มมอบไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองให้แก่ตน โดยเศรษฐีขู่ว่า หากชายหนุ่มขัดขืน เขาก็จะเรียกเงินกู้ยืมต่าง ๆ คืนจากชาวบ้านในทันที

แม้ชายหนุ่มจะไม่ต้องการมอบไข่ให้เศรษฐี  แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ของเศรษฐีต้องลำบาก  ท้ายที่สุด ชายหนุ่มจึงจำใจยกไข่ทั้งหมดให้แก่เศรษฐีแต่โดยดี

เศรษฐีดีใจที่เขาช่วงชิงไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองมาได้เป็นผลสำเร็จ  เศรษฐีคิดว่าไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่ของตัวอะไรสักอย่างที่สามารถออกไข่เป็นทองคำหรือไม่ก็อาจจะเป็นไข่ของสิ่งมีชีวิตแห่งแดนสวรรค์ ซึ่งน่าจะนำไปขายต่อให้พระราชาและทำให้เขาร่ำรวยขึ้นได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้เอง  เศรษฐีจึงสั่งให้บ่าวไพร่ประคบประหงมดูแลไข่ทั้งเจ็ดฟองเป็นอย่างดี

หลายวันผ่านไป  ไข่ทั้งเจ็ดฟองที่เศรษฐีนำกลับบ้านก็เริ่มกระดุกกระดิกและเปลือกไข่ก็ค่อย ๆ กะเทาะออกทีละน้อย  จนในที่สุด  สิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากไข่ก็คือสัตว์ประหลาดตัวกลม ๆ ซึ่งมีขนปุกปุยและมีสีแตกต่างกันไปตามสีของเปลือกไข่ที่มันกำเนิดออกมา 

เศรษฐีตื่นเต้นมากที่ได้เห็นสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ด  แม้ว่าเหล่าสัตว์ประหลาดจะมีรูปร่างไม่คุ้นตา  แต่พวกมันก็ดูน่ารักน่าชังไม่ใช่เล่น   และที่เหนือสิ่งอื่นใด…พวกมันยังอาจทำเงินให้แก่เศรษฐีได้มากมายมหาศาล 

เศรษฐีฝันหวานพร้อม ๆ กับดูสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดกระโดดโลดเต้นไปมารอบ ๆ ห้อง จวบจนกระทั่งเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งหมดเหนื่อยและหิว  สิ่งที่เศรษฐีผู้ละโมบไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เมื่อสัตว์ประหลาดแต่ละตัวท้องร้องจ๊อก ๆ   พวกมันก็เหลียวซ้ายแลขวา  จากนั้น พวกมันก็เริ่มกินสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวอย่างเอร็ดอร่อย

สัตว์ประหลาดบางตัวชอบกินไม้  บางตัวชอบแทะโลหะ  บางตัวชอบหม่ำกระดาษ  บางตัวชอบเขมือบแก้ว  สัตว์ประหลาดแต่ละตัวต่างชอบกินสิ่งของที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน 

ไม่ช้าไม่นานนัก  สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดก็เขมือบทรัพย์สินของเศรษฐีไปจนเกือบหมด  นับตั้งแต่ถังขยะ, โต๊ะอาหาร, ตู้เสื้อผ้า, ฝาผนัง, นาฬิกา, หลังคาบ้าน รวมทั้งเพชรนิลจินดาและหนังสือสัญญาเงินกู้ต่าง ๆ

สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดหม่ำอาหารของพวกมันด้วยความว่องไวราวสายฟ้าแลบ  ซึ่งเมื่อพวกมันอิ่มเต็มที่แล้ว  ปีกเล็ก ๆ ของเหล่าสัตว์ประหลาดก็ค่อย ๆ งอกออกมา  จากนั้น  พวกมันก็พากันบินขึ้นฟ้าและหายไปในที่สุด

เศรษฐีผู้โลภมากตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ที่เขาสะสมมาตลอดชีวิตถูกสัตว์ประหลาดจอมเขมือบทั้งเจ็ดหม่ำจนเหลือเพียงพื้นบ้านกับเสาเรือนในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว 

ความโลภทำให้เขานำสัตว์ประหลาดเข้ามาในบ้านของตนเอง และมันก็ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปจนหมดสิ้น 

เศรษฐีผู้ละโมบร้องไห้แง ๆ เพราะบัดนี้เขาได้กลายเป็นคนยากจนไปเสียแล้ว   ส่วนชาวบ้านทั้งหลายนั้น  เมื่อสัตว์ประหลาดหม่ำสัญญาเงินกู้ไปจนหมด  เศรษฐีผู้ชอบเอารัดเอาเปรียบก็หมดสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาเงินคืนได้   ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านจึงผ่านพ้นไปดังคำที่หมอดูได้ทำนายเอาไว้  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

…………………………………………….