นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

กระดานบันทึก

“กระดานบันทึก” ป็นพื้นที่รวบรวมบทความทั้งหมด ที่ผมโพสต์ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ  โดยบทความล่าสุดที่โพสต์จะอยู่ด้านบน แล้วเรียงลำดับตามเวลาในการโพสต์ลงไปเรื่อย ๆ

คุณผู้อ่านที่ให้แวะเข้ามาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยที่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มอ่านนิทานหรือบทความเรื่องใดก่อน  อาจใช้วิธีอ่านบทความจาก “กระดานบันทึก” ไปก่อนก็ได้ครับ  และในอนาคต  ผมอาจโพสต์ความรู้สึกนึกคิดหรือข่าวคราวโครงการต่าง ๆ ของเว็บไซต์ผ่านทางช่องทางนี้ (คล้ายการโพสต์ข้อความใน Facebook) ซึ่งข้อความเหล่านี้ อาจไม่มีการนำไปรวมเป็นหมวดหมู่ (คือ โพสต์แล้วผ่านไป)  ดังนั้น การเข้ามาอ่านกระดานบันทึก  ก็จะทำให้คุณผู้อ่านได้ทราบข่าวสารล่าสุดของเว็บไซต์นิทานนำบุญได้ทันท่วงทีครับ  🙂

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้
Posted in นิทานวิทยาศาสตร์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นักวิทยาศาสตร์ซู่ซ่า : นิทานวิทยาศาสตร์สอนใจสำหรับเด็ก

คุณผู้อ่านอาจยังไม่ทราบว่า “พี่นำบุญ” ผู้แต่งนิทานเรื่องนี้ เคยเรียนสายวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และในสมัยมัธยมต้น พี่นำบุญยังเคยสอบชิงทุนโครงการ พสวท. (โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้เป็นลำดับที่ 3 ของศูนย์สอบโรงเรียนบดินทรเดชา อีกทั้งในช่วงการทำงาน พี่นำบุญยังเคยเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ในหลักสูตรจากประเทศแคนาดาอย่าง “Mad Science” ต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี

เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางนักเขียนนิทาน พี่นำบุญจึงนำประสบการณ์ด้านการเรียนและการสอนวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกัน เพื่อสร้างสรรค์นิทานที่ไม่เพียงแต่อ่านสนุก แต่ยังสะท้อนความรู้และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ในแบบที่เข้าใจง่าย สมจริง และใกล้ตัวเด็ก ๆ มากยิ่งขึ้น

แม้นิทานเรื่องนี้จะไม่ได้เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ จรวด หรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์สุดล้ำ แต่เรื่องราวในนิทานก็น่าจะช่วยจุดประกายความคิดและจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ให้กับผู้อ่านได้ไม่น้อย หวังว่าทุกคนจะเพลิดเพลินและมีความสุขไปกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

หอมฟุ้งเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ช่างสังเกตและชอบทดลอง นับตั้งแต่จำความได้…หอมฟุ้งก็เที่ยวบอกใครต่อใครว่า เธออยากเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนเก่งของโลก เมื่อเด็กผู้ชายได้ฟังความใฝ่ฝันของหอมฟุ้ง พวกเด็กผู้ชายก็พากันล้อว่าหอมฟุ้งฝันเฟื่อง เพราะเด็กผู้หญิงไม่มีทางเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกับเด็กผู้ชาย โชคดีที่หอมฟุ้งไม่ใส่ใจฟัง เธอคิดเพียงว่าหากเธอตั้งใจจริง สักวัน…เธอก็ย่อมทำตามความฝันได้สำเร็จ

วันหนึ่ง ในขณะที่หอมฟุ้งกำลังจะกลับบ้าน เด็กหญิงตัวน้อยสังเกตเห็นคุณป้าที่ขายน้ำผลไม้หน้าโรงเรียนมีท่าทางไม่แจ่มใสเหมือนทุกวัน หลังจากสืบสาวราวเรื่องหอมฟุ้งจึงได้รู้ว่า ที่คุณป้าดูเหมือนไม่สบายใจ เป็นเพราะคุณป้าห่วงเด็ก ๆ ที่เอาแต่ดื่มน้ำอัดลมไร้ประโยชน์ คุณป้าอยากให้เด็ก ๆ หันมาดื่มน้ำผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน แต่คุณป้าคิดไม่ออกว่าจะทำให้เด็ก ๆ สนใจดื่มน้ำผลไม้ได้อย่างไร

เมื่อหอมฟุ้งได้ฟัง หอมฟุ้งจึงอยากช่วยคุณป้าเปลี่ยนน้ำผลไม้ธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ที่สามารถต่อสู้กับน้ำอัดลมทั้งหลายได้ ซึ่งแผนที่หอมฟุ้งคิดก็คือการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มความซู่ซ่าให้แก่น้ำผลไม้นั่นเอง

หอมฟุ้งเริ่มงานของเธอด้วยการไปค้นหาวิธีทำเครื่องดื่มซู่ซ่าในห้องสมุด หลังจากการอ่านหนังสือหลายเล่ม หอมฟุ้งก็พบว่าความซู่ซ่าของน้ำอัดลมเกิดจากการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในน้ำหวาน ด้วยเหตุนี้ ถ้าหอมฟุ้งอยากทำน้ำผลไม้ให้ซู่ซ่า เธอจึงต้องหาวิธีเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในน้ำผลไม้ให้จงได้

วิธีแรกที่หอมฟุ้งคิดคือการสูดหายใจเข้าแล้วเป่าอากาศผ่านหลอดลงไปในน้ำผลไม้ แม้ลมหายใจออกจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่จริง แต่การเป่าลมผ่านหลอดทำให้น้ำลายปะปนลงไปในน้ำผลไม้ด้วย ดังนั้น เมื่อหอมฟุ้งเอาน้ำผลไม้ไปให้เพื่อน ๆ ชิม เพื่อน ๆ จึงทำหน้าเบ้แล้ววิ่งหนีหายไปจนหมด

เมื่อการทดลองแรกไม่ได้ผล หอมฟุ้งจึงคิดการทดลองใหม่ โดยคราวนี้เธอวางแผนจะนำน้ำแข็งแห้งมาใส่ลงไปในน้ำผลไม้ แม้น้ำแข็งแห้งจะเป็นก้อนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งก้อน แต่มันเย็นจัดถึงขนาดที่ทำให้มือเลือดออกได้ เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าหอมฟุ้งคิดจะเอาน้ำแข็งแห้งมาใช้ เพื่อน ๆ จึงพากันหวาดกลัวจนหอมฟุ้งต้องล้มเลิกความคิดไปโดยปริยาย

หลังจากความคิดของหอมฟุ้งล้มเหลวติดต่อกันถึงสองครั้ง พวกเด็กผู้ชายจึงมาล้อเลียนหอมฟุ้งอีก หอมฟุ้งปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปโดยไม่สนใจเลยสักนิด เธอรีบกลับไปที่ห้องสมุด แล้วลงมืออ่านตำราวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมอย่างมีสมาธิ

หอมฟุ้งอ่านตำราวิทยาศาสตร์อยู่เป็นเวลานาน  ในที่สุด หอมฟุ้งก็พบบทความเกี่ยวกับสารเคมีที่เรียกว่า “ผงฟู” ซึ่งในหนังสือเขียนว่า “เมื่อนำผงฟูไปผสมกับของเหลวรสเปรี้ยว ผงฟูจะทำปฏิกิริยาเกิดเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น”  หอมฟุ้งไม่แน่ใจว่าผงฟูจะมีอันตรายหรือไม่  เธอจึงลองนำข้อสงสัยไปปรึกษาคุณครูวิทยาศาสตร์

เมื่อคุณครูได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณครูจึงแนะนำว่า ผงฟูเป็นสารเคมีที่กินได้ เพราะในขนมปังและขนมเค้กต่าง ๆ ก็มีผงฟูเป็นส่วนผสม สำหรับการนำผงฟูไปเติมในน้ำผลไม้สดเพื่อให้มีความซ่านั้น โดยหลักการควรทดลองเติมผงฟูในน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทีละน้อย และควรจดปริมาณของผงฟูที่ใส่ในน้ำผลไม้เอาไว้ด้วย

หลังจากได้รับคำแนะนำจากคุณครู หอมฟุ้งจึงทำการทดลองและจดบันทึกอัตราส่วนของผงฟูกับน้ำผลไม้ชนิดต่าง ๆ โดยละเอียด หอมฟุ้งทดลองผสมผงฟูกับน้ำมะนาว, น้ำส้มเขียวหวาน, น้ำส้มเช้ง, น้ำองุ่น, น้ำสับปะรด, น้ำผลไม้รวม ฯลฯ ในที่สุด หอมฟุ้งก็คิดสูตรน้ำผลไม้ซู่ซ่าแสนอร่อยได้สารพัดชนิด

เมื่อหอมฟุ้งคิดสูตรได้สำเร็จ เธอจึงนำเอาสูตรทั้งหมดไปให้คุณป้าลองทำขาย ไม่นานนัก เด็ก ๆ ก็เริ่มสนใจน้ำผลไม้ซู่ซ่าของคุณป้าที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์

สามเดือนต่อมา น้ำผลไม้ซู่ซ่ากลายเป็นเครื่องดื่มที่ใคร ๆ ต่างก็อยากลองลิ้มชิมรส บริษัทที่ทำเครื่องดื่มขายจึงส่งตัวแทนมาขอซื้อสูตรไปจัดจำหน่ายบ้าง ซึ่งผลจากการเจรจาทำให้หอมฟุ้งได้เงินค่าคิดสูตรมากถึงหนึ่งล้านบาทเลยทีเดียว

เมื่อเด็กผู้ชายที่เคยสบประมาทหอมฟุ้งได้ทราบข่าว พวกเขาก็ตกใจจนอ้าปากค้าง และนับจากวันนั้น เด็กผู้ชายทั้งหลายก็ไม่เคยดูถูกฝีมือของเด็กผู้หญิงอีกเลย

หอมฟุ้งดีใจมากที่เธอสามารถใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ทำให้ใครต่อใครหันมาดื่มน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์แทนการดื่มแต่น้ำหวานอัดลมอย่างที่เคยเป็นอยู่ นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังทำให้หอมฟุ้งมีกำลังใจในการศึกษาหาความรู้ต่อไปอย่างไม่ลดละ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริงนี้เอง หลายปีต่อมา….หอมฟุ้งจึงได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนเก่งของโลกสมดังที่เธอได้ใฝ่ฝันเอาไว้

เด็กผู้หญิงนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองทำน้ำผลไม้ซู่ซ่าในห้องทดลอง พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และขวดเครื่องดื่มหลากสี
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของลิงขาว : นิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง “บทเรียนของลิงขาว” เป็นนิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน ที่เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่ายแต่แฝงข้อคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับนิสัยของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความเย่อหยิ่ง การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และการมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เรื่องเล่าผ่านตัวละคร “ลิงขาว” ที่มีความโดดเด่นเหนือใคร จึงทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองได้ตั้งแต่ต้นว่า ความเก่งหรือความเหนือกว่านั้นเพียงพอจริงหรือไม่ในการใช้ชีวิต

ตลอดเรื่อง ผู้อ่านจะได้ติดตามการเดินทางของลิงขาวในป่าลึก ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้นึกภาพตาม ทั้งบรรยากาศของธรรมชาติ การเลือกตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา และการเผชิญหน้ากับ “คู่เปรียบเทียบ” อย่างลิงดำ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสำหรับความเพลิดเพลิน แต่ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การวางแผน และการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“บทเรียนของลิงขาว” จึงเป็นนิทานที่เหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน เพื่อช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องความถ่อมตน การไม่ดูถูกผู้อื่น และการพัฒนาตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยสำนวนเรียบง่าย อ่านลื่นไหล และให้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้นิทานเรื่องนี้ยังคงน่าจดจำและมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

นานมาแล้ว มีลิงขาวตัวหนึ่งเป็นลิงที่มีนิสัยเย่อหยิ่งคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ด้วยความที่เจ้าลิงขาวมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าลิงทั่วไป แถมยังปีนต้นไม้ได้ว่องไวเป็นพิเศษ มันจึงเชื่อมั่นว่าตัวของมันเก่งกาจเกินกว่าที่ลิงตัวอื่น ๆ จะเทียบเทียมได้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าลิงขาวเกิดไปตกหลุมรักลิงสาวแสนสวยเข้า เมื่อถึงวันเกิดของลิงสาว เจ้าลิงขาวจึงคิดอยากมอบของขวัญให้นางในดวงใจของมัน ดังนั้น มันจึงเดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาผลไม้ที่เลอเลิศที่สุดมามอบให้แก่ยอดหญิงที่มันรัก

ในขณะที่ลิงขาวเดินทางเข้าไปในป่า เจ้าลิงขาวพบว่ามีลิงดำตัวหนึ่งกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังป่าลึกเช่นเดียวกับมัน ลิงขาวเชื่อว่าลิงดำคงตั้งใจไปเก็บผลไม้มาให้ลิงสาวแน่ ๆ

มันจึงพูดจาดูถูกลิงดำว่าไม่รู้จักเจียมตัว เพราะนอกจากลิงดำจะมีหน้าตาหล่อสู้มันไม่ได้แล้ว ความสามารถของลิงดำก็ไม่อาจเทียบกับมันได้อีก ว่าแล้วเจ้าลิงขาวก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานเข้าไปในป่าเพื่อแย่งชิงผลไม้ที่ดีที่สุดก่อนที่คู่แข่งของมันจะไปถึง

ระหว่างทาง ลิงขาวพบผลไม้มากมาย ทั้งมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม น้อยหน่า มังคุดละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ ฯลฯ แต่เมื่อมันตั้งท่าจะเก็บผลไม้เหล่านั้น มันก็คิดว่าผลไม้ที่มัน เห็นดูเล็กเกินไปบ้าง แก่เกินไปบ้าง หรือมีข้อเสียอื่น ๆ ที่อาจด้อยกว่าผลไม้ของเจ้าลิงดำคู่แข่ง เมื่อลิงขาวเชื่อว่าผลไม้ที่มันพบไม่ใช่ผลไม้ที่ดีที่สุด มันจึงไม่ยอมเก็บผลไม้เหล่านั้น แต่มันกลับดั้นด้นเดินทางต่อเพราะหวังว่าในป่าลึกเบื้องหน้าอาจจะมีผลไม้ที่สมบูรณ์แบบรอมันอยู่

ฝ่ายเจ้าลิงดำที่เดินทางตามมาทีหลัง เนื่องจากมันวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่มันต้องทำในวันนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมันพบผลไม้ที่พอใช้ได้ (ซึ่งก็คือผลไม้ที่เจ้าลิงขาวไม่ยอมเก็บไปนั่นเอง) มันก็จัดการเก็บผลไม้เหล่านั้นใส่ตะกร้าแล้วนำกลับบ้านไปโดยไม่นึกรังเกียจ

ส่วนเจ้าลิงขาวที่เดินทางลึกเข้าไปในป่านั้น มันพยายามหาผลไม้ที่ดีที่สุดผลแล้วผลเล่าแต่ด้วยใจที่มัวกังวลว่าจะแพ้เจ้าลิงดำ ลิงขาวจึงหาข้อติผลไม้ที่มันพบได้ทุกผล จวบจนเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำและเมฆฝนเริ่มตั้งเค้า เจ้าลิงขาวจึงจำใจต้องเก็บผลไม้ใกล้มือใส่ตะกร้า แล้วรีบนำผลไม้ทั้งหมดกลับมาหาลิงสาวก่อนที่จะมืดค่ำจนมองทางไม่เห็น

เมื่อลิงขาวมาถึงบ้านของยอดหญิงมิ่งขวัญ มันพบว่าลิงดำได้นำเอาผลไม้มาให้ลิงสาวดังที่มันคิด แต่นอกจากผลไม้สดที่เจ้าลิงดำเก็บมาฝากลิงสาวแล้ว ลิงดำยังมีเวลาพอในการดัดแปลงผลไม้เป็นไอศกรีมแสนอร่อย, ทำน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์, เก็บดอกไม้สวย ๆ จากข้างทางและเหลือเวลาอาบน้ำจนเนื้อตัวหอมฟุ้งอีกด้วย

เจ้าลิงขาวรู้สึกตัวแล้วว่ามันไม่ได้เลิศเลอกว่าลิงตัวอื่น ๆ อย่างที่มันคิด เพราะแม้มันจะหน้าตาดีและมีความว่องไวในการปีนป่ายต้นไม้ แต่ในแง่ของความฉลาดโดยเฉพาะเรื่องการจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จในเวลาที่มีอยู่ มันคงไม่อาจเทียบกับลิงดำที่มันเคยพูดจาดูถูกดูหมิ่นได้

จริงๆ แล้ว ลิงทุกตัวหรือคนทุกคนต่างมีข้อดีที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเปรียบเทียบและหลงคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น รวมทั้งการพูดจาดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นจึงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก

เจ้าลิงขาวเสียใจที่เห็นลิงดำได้กินของอร่อย ๆ กับลิงสาวแสนสวยอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดีใจที่มันได้บทเรียนครั้งสำคัญซึ่งน่าจะช่วยให้มันตาสว่างและได้ข้อคิดในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

หลังจากที่เจ้าลิงขาวได้รับบทเรียนในครั้งนั้น มันก็ค่อย ๆ ปรับปรุงตัวทีละน้อย ๆ จนในที่สุด มันก็เลิกนิสัยไม่ดีต่าง ๆ ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นที่รักของเพื่อนลิงทั้งหลาย และกลายเป็นขวัญใจของสาว ๆ ชาวลิงโดยถ้วนหน้า

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, หลวงพระบาง

นักปักผ้าตัวน้อย : นิทานนำบุญที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวหลวงพระบาง

นานมาแล้ว ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้แบกเป้ไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเดินทางไปเที่ยวลาวแทบทุกปี ทั้งลาวเหนือและลาวใต้ และทุกครั้งก็มักได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาเสมอ

ปีหนึ่ง ผมแวะไปเที่ยวหลวงพระบางและพักอยู่หลายวัน ซึ่งในช่วงนั้นเอง ผมได้พบเด็กผู้หญิงที่นั่งขายผ้าปักอยู่ที่ตลาดกลางคืน งานปักของเธอไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษ แต่กลับมีความซื่อและเรียบง่ายที่น่าประทับใจ วันนั้นผมได้ขอให้เธอช่วยปักภาพเจ้าชายน้อยลงบนผ้า และได้มอบหนังสือนิทานของผมให้เธอเพิ่มเติมจากค่าจ้าง (ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นดีใจที่ได้หนังสือนิทานมาก ๆ)

ความทรงจำที่อบอุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแต่งนิทานสักเรื่อง เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบเจอเด็กหญิงนักปักผ้าในหลวงพระบาง และหวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมประทับใจในวันนั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่เคยขาด อนิจจา…แม้ร้านรวงจะค้าขายได้เงินจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่กลับยากจนและต้องทำงานหนัก…ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมือง ระหว่างที่เธอเดินชมเมืองอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเอาผ้ามาปูที่พื้นริมทางเดิน แล้วนำข้าวของต่างๆ ทั้งสร้อยข้อมือถัก, ผ้าปัก, ของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ มาวางขายอยู่ที่ริมถนน

ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าเด็กน้อยเป็นแม่ค้ามืออาชีพ แต่เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปคุย เธอก็พบว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เพราะครอบครัวของเธอยากจนมาก เธอจึงต้องทำของมาขายหลังเลิกเรียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

ระหว่างที่หญิงสาวพูดคุยกับเด็กคนนั้น เธอสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยคุยกับเธอพร้อมกับปักผ้าไปด้วย เมื่อหญิงสาวถามว่าทำไมไม่พักบ้าง เด็กน้อยได้แต่ตอบว่า งานที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เธอมีเวลาขายของแค่สองชั่วโมง แล้วก็ต้องกลับไปทำงานบ้าน ก่อนจะมีเวลาปักผ้าแล้วรีบเข้านอน

หญิงสาวสงสารเด็กน้อยจับใจ หญิงสาวคิดจะช่วยเด็กหญิงด้วยการอุดหนุนงานของเธอสักชิ้น ครั้นเมื่อหญิงสาวหยิบงานผ้าปักลายชาวเขาและสัตว์นานาชนิดขึ้นมาดู เธอก็ต้องแปลกใจ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยปักผ้าได้ประณีตเกินอายุ หนำซ้ำ ภาพต่าง ๆ ยังแตกต่างจากงานที่ขายตามท้องตลาด แถมราคาของผ้าที่มีภาพคนและสัตว์รวม 20 ภาพก็ถูกแสนถูกเพียง 100 บาทเท่านั้น ถ้าเธอปักผ้าให้ประณีตน้อยลงหรือปักภาพแบบเดียวกับคนอื่น บางทีเธออาจไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

แต่เมื่อหญิงสาวแนะนำเด็กน้อย เด็กน้อยกลับยิ้มเขิน ๆ แล้วตอบอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้ว่าการปักผ้าให้สวยและการออกแบบให้ภาพไม่เหมือนใครทำให้หนูต้องใช้เวลามาก แต่ไหน ๆ จะทำงานทั้งที หนูก็อยากทำอย่างเต็มที่ คนที่ซื้อจะได้ดีใจไงคะ”

หญิงสาวยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ เด็กหญิงผู้ยากจนแต่มีความเป็นศิลปินอยู่เต็มหัวใจ บางทีเธออาจต้องการใครสักคนช่วยให้เธอทำงานที่เธอรักได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้

หญิงสาวครุ่นคิด สักพัก เธอก็เอ่ยปากขอให้เด็กน้อยช่วยทำสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ให้เธอ

“น้องสาวจ๊ะ พี่อยากให้หนูปักรูปตัวพี่ที่เสื้อของพี่ หนูพอจะทำให้ได้ไหมและจะคิดราคาเท่าไหร่”.

เด็กน้อยแปลกใจเพราะไม่เคยมีใครขอให้เธอทำเช่นนี้มาก่อน เธอลังเลนิด ๆ แต่เมื่อหญิงสาวยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยจึงยอมทำโดยคิดราคาค่าปัก 20 บาท และขอใช้เวลาปักประมาณ 2 ชั่วโมง

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เพราะปกติเด็กน้อยต้องปักผ้าเป็นภาพคนและสัตว์ถึง 20 ตัวจึงจะขายได้เงิน 100 บาท แต่เมื่อมาปักเสื้อให้เธอ เด็กน้อยได้เงินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของหญิงสาวยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะในระหว่างที่เด็กน้อยนั่งปักเสื้อ หญิงสาวก็จัดแจงนำป้ายเล็ก ๆ มาแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่ขายของของเด็กน้อย พร้อมกับเขียนข้อความบอกนักท่องเที่ยวว่า

“เด็กคนนี้ตั้งใจหาเงินเรียนหนังสือ เธอมีฝีมือในการออกแบบและปักผ้า ลองให้เธอปักภาพที่เสื้อของคุณสิคะ”

นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างสนใจป้ายที่หญิงสาวเขียนไว้ และไม่นาน เด็กน้อยก็เริ่มมีลูกค้ามาเข้าแถวรอให้เธอออกแบบและปักเสื้อให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวดีใจที่เธอมีส่วนช่วยเด็กน้อยผู้ยากจนได้บ้าง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวก็ต้องออกเดินทางไปที่เมืองอื่น

………

สิบปีต่อมา หญิงสาวมีโอกาสกลับไปที่เมือง ๆ นั้นอีกครั้ง คราวนี้ เธอตั้งใจเดินกลับไปยังสถานที่ที่เธอเคยพบเด็กหญิงตัวน้อยผู้ขยันขันแข็ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เธอไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวหดหู่ใจเล็กน้อย ครั้นเมื่อเธอหันไปมองอีกฟากของถนน ภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เพราะตรงนั้น…มีเรือนหลังหนึ่ง ที่หน้าเรือนมีป้ายผ้าปักขนาดใหญ่ ซึ่งปักเป็นรูปหญิงสาวใจดีกำลังส่งยิ้มให้เด็กหญิงนักปักผ้า และมีป้ายเก่า ๆ ที่หญิงสาวจำลายมือได้ดีใส่กรอบติดอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมกับมีข้อความเขียนอยู่ที่หน้ากรอบกระจกนั้นว่า

“ถ้าพี่กลับมา…อย่าลืมแวะเข้ามาหาหนูนะคะ หนูอยากปักผ้าให้พี่อีกสักครั้งค่ะ”

เด็กหญิงสองคนในชุดประเพณี นั่งอ่านและวาดภาพที่โต๊ะเล็กในตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงไฟและผู้คน
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานอบอุ่นหัวใจ

เจ้าหุ่นไม้เพื่อนรัก : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ผมมีความสนใจในเรื่อง “หุ่น” และการแสดงหุ่นมาโดยตลอด ความทรงจำแรก ๆ คือการได้ดูรายการ The Muppet Show แม้จะยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจบทสนทนา แต่ความพิศวงที่เห็นหุ่นพูดและเคลื่อนไหวได้เหมือนมีชีวิต ทำให้ผมหลงใหลในโลกของหุ่นอย่างไม่รู้ตัว เมื่อโตขึ้นและเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ความสนใจนี้ก็ยังไม่จางหาย ผมเลือกลงวิชานอกคณะ “ศิลปะการแสดงหุ่น” ได้เรียนรู้ทั้งการเชิดหุ่นกระบอกไทยและหุ่นชนิดต่าง ๆ จากทั่วโลก ถึงขั้นใช้เวลาพักกลางวันเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือเกี่ยวกับหุ่นทุกเล่ม ทุกบทความ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์จนได้ไปค้นหาหุ่นกระบอกคณะต่าง ๆ ที่ใกล้สูญหายไปแล้ว

ประสบการณ์เหล่านี้ต่อยอดไปสู่การเดินทางครั้งสำคัญ เมื่อผมเรียนจบ ผมได้รับข้อเสนอจากอาจารย์ให้ไปฝึกประสบการณ์ที่คณะละครหุ่นแห่งชาติ ประเทศสวีเดน เป็นเวลา 1 ปี ที่นั่นผมได้สัมผัสโลกของศิลปะการแสดงหุ่นอย่างแท้จริง ทั้งการเรียนรู้เชิงลึกและการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ความหลงใหลในหุ่นไม่ใช่เพียงความสนใจ แต่กลายเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตและงานสร้างสรรค์ เมื่อผมมาเป็นนักเขียนนิทาน จึงอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวเกี่ยวกับหุ่นมาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนิทาน

นิทานเรื่อง เจ้าหุ่นไม้เพื่อนรัก จึงถือกำเนิดขึ้น แม้จะเป็นงานที่แต่งยาก เพราะโลกมีนิทานหุ่นไม้ที่โด่งดังที่สุดอย่าง พินอคคิโอ อยู่แล้ว แต่ผมเลือกสร้างสรรค์นิทานที่ต่างออกไป ไม่ใช่เรื่องหม่นหมอง หากแต่เป็นนิทานอ่อนโยน อบอุ่น เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน เพื่อให้ผู้อ่านได้ฝันดีและสัมผัสคุณค่าของมิตรภาพ ผมหวังว่าผู้อ่านจะมีความสุขกับการเดินทางในโลกของเจ้าหุ่นไม้เพื่อนรัก และเก็บความอบอุ่นนั้นไว้ในหัวใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งย้ายบ้านไปอยู่ในเมืองเล็ก ๆ โดยพาลูกชายคนเดียวไปเรียนหนังสือในเมืองแห่งนั้นด้วย

วันแรกที่ลูกชายเศรษฐีไปเรียนหนังสือ เด็กน้อยได้นำหุ่นไม้ที่แม่ทำให้และของเล่นราคาแพงติดตัวไปที่โรงเรียนหลายอย่าง เด็ก ๆ ในห้องต่างสนใจอยากเล่นของเล่นเหล่านั้นมาก แต่เมื่อเด็ก ๆ ขอลองเล่นของเล่นบ้าง ลูกชายเศรษฐีกลับรีบเก็บของเล่นทั้งหมดแล้วเดินหนีออกจากห้องไปทันที

เมื่อลูกเศรษฐีไม่ให้เด็กคนอื่น ๆ เล่นของเล่นด้วย เด็กทั้งหลายจึงกล่าวหาว่าลูกเศรษฐีเป็นคนขี้หวง จากนั้น พวกเด็ก ๆ ก็ชวนกันไปหาอะไรสนุก ๆ เล่นกันดังเดิม

ในขณะที่เด็ก ๆ เล่นสนุกอยู่ในสนามของโรงเรียน ลูกเศรษฐีเฝ้ามองเพื่อน ๆ เล่นกระต่ายขาเดียว, เตะฟุตบอล, วิ่งไล่จับพร้อมกับหัวเราะกันเสียงดังลั่น ลูกเศรษฐีไม่รู้เลยว่า เกมที่เห็นเหล่านั้นเล่นอย่างไรหรือสนุกเพียงไหน เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยเล่นอะไรกับเด็กคนอื่น ๆ มาก่อนเลย!

จริง ๆ แล้ว ลูกชายของเศรษฐีเป็นเด็กที่น่าสงสารมาก พ่อของเขาทำงานจนไม่มีเวลามาดูแลเขา ส่วนแม่ก็จากเขาขึ้นสวรรค์ไปนานแล้ว ลูกเศรษฐีจึงมักต้องกลับมาอยู่บ้านและเล่นของเล่นตามลำพังเสมอ ๆ

ตลอดเวลาที่เด็กน้อยต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย มีเพียงเจ้าหุ่นไม้เท่านั้นที่เฝ้ามองเขาด้วยความเป็นห่วง เจ้าหุ่นตัวนี้เกิดจากต้นไม้ที่แม่ของเด็กน้อยเป็นคนปลูก เมื่อคุณแม่แต่งงานและให้กำเนิดลูกชาย คุณแม่จึงตัดกิ่งไม้แล้วนำมาทำเป็นหุ่นชักใยตัวเล็ก ๆ เพื่อให้มันเป็นของเล่นชิ้นแรกของลูกชายผู้เป็นที่รัก ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยจึงผูกพันกับหุ่นไม้มาก ส่วนเจ้าหุ่นไม้ก็รักเด็กน้อยเหมือนเขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของมัน

เมื่อเจ้าหุ่นไม้เห็นน้องชายเศร้าสร้อยและหงอยเหงา หุ่นไม้จึงคิดว่ามันควรทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยน้องชายให้มีเพื่อน

วิธีที่ดีที่สุดที่เจ้าหุ่นไม้คิดได้คือการเขียนจดหมายเล่าความจริงให้ทุกคนได้รู้ว่า เด็กน้อยไม่ได้รังเกียจเพื่อน ๆ เลย เพียงแต่เขาไม่เคยมีเพื่อนเล่นมาก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรเวลามีคนมาขอเล่นด้วย

แม้เจ้าหุ่นไม้จะอยากเขียนจดหมายอธิบายความจริง แต่เนื่องจากมือของมันเป็นมือที่ทำจากไม้ มันจึงไม่สามารถจับดินสอมาเขียนหนังสือได้ เจ้าหุ่นพยายามคิดหาวิธีเขียนจดหมายอยู่นานหลายคืน มันคิด…คิด…แล้วก็คิด ในที่สุด มันก็คิดวิธีการซึ่งอันตรายมาก ๆ ได้วิธีหนึ่ง

(เด็ก ๆ ที่อ่านนิทานเรื่องนี้ห้ามทำตามเป็นอันขาด)

วิธีที่เจ้าหุ่นไม้เลือกทำคือการเอามือเข้าไปคลุกในกองขี้เถ้าที่ร้อนระอุ เพื่อเปลี่ยนมือไม้ของมันให้กลายเป็นถ่านที่สามารถใช้เขียนแทนดินสอได้

เจ้าหุ่นไม้ตัดสินใจยื่นมือเข้าไปในกองขี้เถ้าร้อน ๆ ด้วยความเด็ดเดี่ยว มันพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างเต็มที่ ในที่สุด มือไม้ของมันก็กลายเป็นถ่านไม้สีดำตามที่มันตั้งใจเอาไว้

เมื่อเจ้าหุ่นไม้มีมือข้างหนึ่งเป็นถ่าน มันก็เริ่มทำตามแผนโดยมันลงมือเขียนจดหมายเล่าให้เด็ก ๆ รู้ความจริง จากนั้น มันก็ตามลูกชายเศรษฐีไปที่โรงเรียน แล้วใช้โอกาสตอนที่ทุกคนเผลอ นำจดหมายไปสอดไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะของเด็กทุก ๆ คน

เมื่อเด็ก ๆ ได้อ่านจดหมายที่เขียนขึ้นจากถ่านไม้ เด็กทุกคนก็รู้สึกสงสารเพื่อนใหม่ของพวกเขามาก เด็กทุกคนเสียใจที่ปล่อยให้เพื่อนใหม่ต้องโดดเดี่ยว เด็ก ๆ จึงขอแก้ไขความผิดพลาดด้วยการช่วยกันชวนลูกชายเศรษฐีให้ไปเล่นด้วย

แม้ในตอนแรก ลูกชายเศรษฐีจะปฏิเสธ เพราะเขาไม่รู้วิธีการเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ แต่เมื่อเด็กทุกคนพยายามชวนเขาอย่างไม่ย่อท้อ ลูกเศรษฐีจึงตัดสินใจทดลองเล่นกับเพื่อน ๆ ดู

ไม่นานนัก ลูกชายเศรษฐีก็เข้าใจถึงความสนุกในการเล่นกับเพื่อน ๆ เด็กน้อยหัวเราะและวิ่งเล่นกับเพื่อนใหม่ทุกคนอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อเขาเล่นกับเพื่อน ๆ จนเหนื่อย เขากับเพื่อน ๆ ก็มานั่งพักกันสักครู่ แล้วลูกเศรษฐีก็นำของเล่นราคาแพงและหุ่นไม้ของเขาออกมาให้เพื่อน ๆ เล่นบ้าง

ในขณะนั้น เด็กน้อยแปลกใจมากที่เห็นมือข้างหนึ่งของเจ้าหุ่นไม้กลายเป็นถ่านไม้สีดำ เขาบอกเพื่อน ๆ เกี่ยวกับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกับเล่าว่าหุ่นไม้คือเพื่อนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต

เด็กคนอื่น ๆ มองดูมือของเจ้าหุ่นพลางคิดถึงจดหมายที่เขียนขึ้นจากถ่านไม้ เด็กทุกคนนิ่งไปชั่วขณะเพราะทุกคนคาดเดาได้ว่าเจ้าหุ่นไม้คงเสียสละทำ “บางสิ่งบางอย่าง” เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจเพื่อนของมันมากขึ้น

เด็ก ๆ ต่างซาบซึ้งและนับถือในความรักอันยิ่งใหญ่ของเจ้าหุ่นไม้ตัวเล็ก ๆ เด็ก ๆ จึงยื่นนิ้วไปลูบแก้มของเจ้าหุ่นไม้เบา ๆ ด้วยความทะนุถนอม จากนั้น พวกเขาก็บอกกับลูกชายเศรษฐีว่า

“เจ้าหุ่นไม้เองก็คงรักเธอมากที่สุดเช่นกัน”

Posted in นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ : นิทานสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงมีชื่อยาวจัง ชื่อที่ฟังดูจริงจังปนขำนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความลับที่ทำให้นิทานเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ รายละเอียดทุกอย่างในเรื่อง (รวมทั้งชื่อเรื่อง) ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้แต่งตั้งใจวางไว้เช่นนั้น เพื่อชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดหน้าแรก

เมื่อเริ่มอ่าน ผู้อ่านจะพบว่าความตั้งใจนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อ ตัวละครอย่าง “คุณพ่อคณิตศาสตร์” และโจทย์ง่าย ๆ อย่างการบวกเลข (1+1) ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาด เพราะเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคยเหมือนเกมทายปัญหา ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพครอบครัวในยุคที่การเรียนและการแข่งขันกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน นิทานจึงเดินอยู่กึ่งกลางระหว่างความสนุกแบบเด็ก ๆ กับประเด็นที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ลึกกว่า

นี่ไม่ใช่นิทานแนวเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือโลกเวทมนตร์แบบใน Harry Potter หากเป็นนิทานร่วมสมัยที่ใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นเวทีเล่าเรื่อง ยิ่งอ่าน ยิ่งสังเกต ผู้อ่านจะยิ่งเห็นชั้นเชิงของผู้แต่งที่ซ่อนความคิดไว้ในความเรียบง่าย และทำให้นิทานที่ดูธรรมดา กลับมีเสน่ห์และชวนคิดอย่างน่าประหลาดใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคุณพ่อคนหนึ่งชื่อว่า “คณิตศาสตร์” คุณพ่อคณิตศาสตร์ฝันอยากให้ลูกชายเติบโตขึ้นเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ และวางแผนให้ลูกสาวเติบโตขึ้นเป็นคุณหมอที่ทำคะแนนสอบได้สูงลิ่วเกินกว่าใคร ๆ

คุณพ่อคณิตศาสตร์คำนวณเอาไว้ในใจว่า ถ้าเขายอมเสียเงินลงทุนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันเสาร์อาทิตย์และหลังเลิกเรียนในวันปกติตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อลูก ๆ เรียนจบ…ลูก ๆ ก็จะทำเงินกลับคืนมาอย่างมากมายมหาศาลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไปหลายร้อยหลายพันเท่านัก เมื่อคิดคำนวณเสร็จ คุณพ่อคณิตศาสตร์ก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” แล้วดำเนินการตามแผนที่วางไว้โดยไม่ถามความสมัครใจของลูก ๆ เลย

เมื่อลูก ๆ ของคุณพ่อคณิตศาสตร์ต้องเรียนหนังสือทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เด็กทั้งสองก็ค่อย ๆ มีความรู้เพิ่มขึ้น, ทำโจทย์ได้ไวขึ้น, ทำคะแนนสอบได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เด็กทั้งคู่กลับมีร่างกายที่เหนื่อยล้าจนหมดแรงที่จะยิ้ม และโลกรอบตัวก็ช่างดูหม่นหมองเสียเหลือเกิน

คุณแม่ของเด็ก ๆ ไม่ชอบแผนของคุณพ่อคณิตศาสตร์ที่ทำให้ลูก ๆ ต้องมีชีวิตแบบนี้เลย แม้มันดูเหมือนว่าจะดีต่ออนาคตของลูก ๆ แต่หากปัจจุบันลูก ๆ ไม่มีความสุข อนาคตของลูก ๆ จะดีได้อย่างไร!

คุณแม่จึงขอคุยกับคุณพ่อเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนดื้อรั้นและยึดหลักเหตุผลในการตัดสินใจเสมอ คุณพ่อคณิตศาสตร์บอกกับคุณแม่ว่า “ถ้าไม่ให้ลูกเรียนหนังสือเยอะ ๆ ลูกของเราจะไปเก่งกว่าเด็กคนอื่นได้ยังไง? ถ้าเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ อีกหน่อยก็สอบแข่งกับเค้าไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของเหตุและผลนะแม่ เหมือน 1+1 ยังไงก็ต้องได้เท่ากับ 2 แม่อย่าใช้อารมณ์มาทำลายโครงการของพ่อกับอนาคตของลูกเลย”

คำอธิบายของคุณพ่อมีเหตุมีผลจนยากจะโต้แย้ง ถ้าเรียนไม่เก่ง, มีสติปัญญาไม่ดี ก็สอบแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่คุณพ่อคณิตศาสตร์ลืมคิดไปก็คือ นอกจากการส่งเสริมให้ลูกเรียนเก่งแล้ว พ่อกับแม่ยังควรส่งเสริมเรื่องสุขภาพร่างกาย, อารมณ์และจิตใจ รวมทั้งทักษะการเข้าสังคมให้ลูกด้วย คุณแม่ของเด็ก ๆ คิดว่าการจะทำให้คุณพ่อคณิตศาสตร์เปลี่ยนใจได้นั้นมีเพียงวิธีเดียว คือต้องทำให้คุณพ่อยอมจำนนในเหตุผลว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป คุณแม่จึงบอกคุณพ่อว่า “ที่พ่อพูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่พ่อรู้ไหมว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแน่นอน มันอาจไม่ถูกแบบนั้นเสมอไปในทุกกรณีก็ได้ อย่าง 1+1 มันก็ไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเท่ากับ 2 เสมอไปหรอกนะจ๊ะ”

คุณพ่อทำหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำของคุณแม่ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงพูดว่า “ถ้าแม่พิสูจน์ว่า 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ได้จริง ๆ พ่อจะยอมเปลี่ยนใจและให้แม่เป็นคนจัดการเรื่องเรียนของลูกโดยที่พ่อจะไม่ไปบังคับลูกอีกดีไหม”

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟัง คุณแม่ก็ยิ้มแล้วรีบตอบว่า “พ่อให้สัญญาแล้วนะจ๊ะ คำไหนคำนั้นนะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็ไปหยิบแก้วใส่น้ำมา 2 ใบกับอ่างน้ำเปล่า ๆ มาอีก 1 ใบ จากนั้น คุณแม่ก็ยกแก้วน้ำให้คุณพ่อดูพร้อมกับพูดว่า “นี่คือน้ำหนึ่งแก้วและนี่ก็คือน้ำอีก 1 แก้ว มาดู 1+1 กันนะจ๊ะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็เทน้ำทั้งสองแก้วลงในอ่างน้ำแล้วบอกคุณพ่อที่มองดูอยู่แบบตั้งตัวไม่ติดว่า “1+1 บางครั้งก็เท่ากับ 1 นะจ๊ะ”

คุณแม่หัวเราะเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” ส่วนคุณพ่อคณิตศาสตร์ได้แต่มองน้ำในอ่างตาปริบ ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณพ่อได้เรียนรู้ว่าในบางกรณี 1+1 อาจไม่ได้คำตอบเท่ากับ 2 และสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูก หากมองในแง่มุมอื่นหรือมองหลาย ๆ ด้าน มันก็อาจไม่ได้ถูกเสมอไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ (แต่ในใจลึก ๆ ก็อดนึกดีใจไม่ได้ว่าตนเองได้แต่งงานกับสุภาพสตรีที่ชาญฉลาดและน่ารักเหลือเกิน)

นับจากวันนั้น คุณแม่ก็จัดการให้ลูก ๆ เรียนหนังสือเท่าที่จำเป็น แต่ส่งเสริมให้ลูกเล่นของเล่นและเล่นท่ามกลางธรรมชาติกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการเล่นเป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเติบโตโดยมีร่างกายที่แข็งแรง, มีจิตใจและอารมณ์ที่ดีงาม และสามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่มีปัญหา เด็กน้อยทั้งสองคนชอบวิธีที่คุณแม่จัดการเวลาให้พวกเขามาก ในที่สุด รอยยิ้มก็กลับคืนมาสู่ใบหน้าของสองพี่น้องอีกครั้ง

ครอบครัวกำลังคุยกันเรื่องการบวกเลข 1+1 คุณพ่อชูสองนิ้วถือแก้วน้ำสองใบ เด็กสองคนทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว : นิทานเจ้าหญิงผู้ใจดี กับพลังความร่วมมือของเหล่าแมลง

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว” เป็นนิทานแฟนตาซีสำหรับเด็กที่เล่าเรื่องของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจอ่อนโยน ท่ามกลางบ้านเมืองที่กำลังเผชิญความยากลำบาก นิทานเรื่องนี้นำพาผู้อ่านเข้าไปสัมผัสโลกของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม

นิทานเรื่องนี้สื่อถึงคุณค่าของความเมตตา การไม่ทำร้ายผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ผ่านบรรยากาศของสวนดอกไม้และชีวิตของเหล่าแมลงที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งจะทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน และเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครอง

ากคุณกำลังมองหานิทานที่อ่านสนุก ให้ข้อคิดดี ๆ และช่วยปลูกฝังความใจดีให้เด็ก ๆ เรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า แม้สิ่งเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเกิดมาในประเทศที่แสนยากจน

พระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงจึงต้องทำงานหนักเกือบตลอดทั้งปี เพื่อหาทางพัฒนาบ้านเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าหญิงตั้งใจจะไม่รบกวนการทำงานของเสด็จพ่อเสด็จแม่ พระองค์จึงมักใช้เวลาว่างอยู่ในสวนเพื่อปลูกต้นไม้และดอกไม้ต่าง ๆ ตามที่พระองค์ชอบ

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าหญิงองค์น้อยทรงมีต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกขึ้นเองเต็มสวนไปหมด เมื่อพวกแมลงทราบข่าว เหล่าแมลงจากทุกสารทิศจึงมาขออาศัยในสวนของเจ้าหญิงกันอย่างเนืองแน่น เจ้าหญิงผู้ใจดีปล่อยให้แมลงทั้งหลายอยู่ในสวนโดยไม่คิดทำร้าย มิหนำซ้ำ พระองค์ยังทรงปลูกต้นไม้เพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้เหล่าแมลงมีที่พำนักพักอาศัยอย่างพอเพียง

อยู่มาวันหนึ่ง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเจ้าหญิงทรงทำงานหนักจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เมื่อเสนาบดีรู้ข่าว เหล่าเสนาบดีที่คิดชิงอำนาจจากพระราชาจึงวางแผนขับไล่พระองค์ออกจากบัลลังก์ โดยพวกเขารวมหัวกันกำหนดให้พระราชาพัฒนาบ้านเมืองให้สำเร็จภายในเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งหากพระองค์ทำไม่ได้ พวกเขาก็จะแต่งตั้งพระราชาองค์ใหม่แทนพระราชาองค์เก่าผู้ไร้ความสามารถ

พระราชาและพระราชินีที่ป่วยหนักไม่อาจลุกขึ้นมาทำงานต่อได้ เจ้าหญิงองค์น้อยซึ่งรู้เท่าทันแผนการร้ายของเหล่าเสนาบดีจึงอาสาพัฒนาบ้านเมืองด้วยตัวของพระองค์เอง

ค่ำคืนนั้น เจ้าหญิงทรงนั่งคิดหาวิธีพัฒนาบ้านเมืองอยู่ในสวนของพระองค์อย่างเคร่งเครียด เวลาเพียงเดือนเดียวดูเหมือนจะน้อยเกินไปในการเปลี่ยนประเทศที่ยากจนให้กลายเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง เจ้าหญิงทรงไตร่ตรองอย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด พระองค์ก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังจะหมดหวัง เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีผมสีเขียวและมีแขนเหมือนตั๊กแตนก็เดินออกมาจากมุมมืดในสวน เด็กหนุ่มคำนับเจ้าหญิงด้วยความนอบน้อม เขาแนะนำตัวว่าเขาคือร่างแปลงของตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในสวนของเจ้าหญิง เขาซาบซึ้งในบุญคุณของพระองค์มาก ดังนั้น เขากับเพื่อนแมลงจึงอยากช่วยแก้ปัญหาให้แก่เจ้าหญิง

แม้เจ้าหญิงจะรู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่ได้พบ แต่เมื่อพระองค์มองแววตาที่มุ่งมั่นของเด็กหนุ่มผมเขียว เจ้าหญิงจึงตกลงให้เด็กหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ทันทีที่เจ้าหญิงทรงอนุญาต เด็กหนุ่มผมเขียวก็ผิวปากเรียกให้แมลงทุกตัวมาชุมนุมกัน

เด็กหนุ่มเล่าแผนการคร่าว ๆ ให้เพื่อนแมลงทุกตัวฟัง หลังจากนั้น เหล่าแมลงก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามแผนการที่วางเอาไว้

ฝูงผึ้งเริ่มงานด้วยการไปดูดน้ำหวานจากดอกไม้เพื่อสร้างสวนน้ำผึ้งทางทิศเหนือของเมือง ส่วนผีเสื้อก็ไปรวมตัวกันทางทิศใต้เพื่อทำสวนผีเสื้อแสนสวย ฝ่ายตั๊กแตนและแมลงที่พรางตัวเก่งก็เคลื่อนขบวนไปอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองจนเกิดเป็นสวนปริศนาท้าทายสายตาของผู้คนทั้งหลาย ส่วนทิศตะวันตกที่ติดกับแม่น้ำ…ฝูงหิ่งห้อยกับเหล่าจิ้งหรีดก็พากันไปสร้างแสงไฟวิบวับและเสียงเพลงไพเราะจนเกิดเป็นสวนแห่งความรักขึ้นที่นั่น

นอกจากนี้ แมลงชนิดอื่น ๆ ก็กระจายกำลังไปยังทุกมุมเมือง แล้วช่วยกันผสมเกสรไม้ดอกไม้ผลต่าง ๆ จนเกิดดอกไม้ที่สวยสมบูรณ์แบบและผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยล้ำกว่าผลไม้จากที่แห่งใดในโลก

หลังจากเหล่าแมลงร่วมมือร่วมใจกันทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ข่าวคราวของเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งเกิดจากแมลงสารพัดชนิดก็กลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว

เพียงเดือนเดียว ผู้คนจากทุกหนทุกแห่งก็หลั่งไหลมาชมสิ่งต่าง ๆ ในเมืองจนประเทศที่แสนยากจนกลายเป็นอาณาจักรที่ใคร ๆ ก็ปรารถนาจะมีวาสนามาเยือนสักครั้งในชีวิต

พระราชากับพระราชินีทรงดีใจมากที่ชาวเมืองมีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งสองพระองค์ทรงลงโทษเหล่าเสนาบดีที่คิดร้าย จากนั้น ทั้งสองก็ทรงขอบใจเจ้าหญิงที่ช่วยสร้างปาฏิหาริย์ในครั้งนี้

เจ้าหญิงทรงยกความดีความชอบต่าง ๆ ให้เด็กหนุ่มผมเขียวและเหล่าแมลงผู้จงรักภักดี ซึ่งเมื่อพระราชากับพระราชินีทราบเรื่องราวทั้งหมด พระราชาจึงแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มผมเขียวเป็นอัศวินประจำตัวของเจ้าหญิงและมอบยศให้เหล่าแมลงมีฐานะเป็นทหารจิ๋วประจำราชสำนัก

เหล่าแมลงต่างภูมิใจที่ได้รับเกียรติขั้นสูงจากพระราชาและพระราชินี แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด พวกมันดีใจมากที่เห็นเจ้าหญิงกลับมามีรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง

Posted in นิทานครอบครัว, นิทานคลาสสิก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานแฝงข้อคิด

กระจกเงาแม่ : นิทานญี่ปุ่นที่เรียบง่ายและงดงาม

นิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” หรือ “กระจกแห่งมัตสึยามะ” (Matsuyama Kagami / 松山鏡) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่ได้รับการเผยแพร่สู่ผู้อ่านทั่วโลกในหนังสือชื่อ Japanese Fairy Tales โดย Yei Theodora Ozaki ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 – – – หนังสือเล่มนี้นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ก็เป็นหนึ่งในนิทานญี่ปุ่นที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ลึกซึ้งที่สุดด้วยเช่นกัน

ความโดดเด่นของนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของเนื้อเรื่อง หรือการหักมุมให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง แต่อยู่ที่ “ความเงียบและเรียบง่าย” ที่ปล่อยให้ผู้อ่านค่อย ๆ ตระหนักถึงความรักในครอบครัวเล็ก ๆ และการจากลาที่เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต นักวิจารณ์วรรณกรรมมักกล่าวว่า ความงามของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจได้อย่างลึกซึ้งผ่านความธรรมดาที่แสนธรรมดา

ในการเรียบเรียงนิทานญี่ปุ่นเรื่องนี้เป็นนิทานฉบับภาษาไทย นิทานนำบุญพยายามเรียบเรียงโดยให้ความเคารพต่อจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเล่าเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจบริบทมากขึ้นในบางช่วง (เพราะผู้อ่านมีหลากหลายวัย) แต่ในขณะเดียวกัน ก็จงใจรักษาพื้นที่แห่ง “ความเงียบ” ที่เป็นเสน่ห์สำคัญของนิทานเรื่องนี้ไว้ โดยไม่เติมแต่งในจุดที่นิทานต้นฉบับตั้งใจปล่อยให้ความรู้สึกทำงานเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองมัตสึยามะแห่งแคว้นอิโยะ มีชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางทุ่งนา ทั้งสองมีลูกสาวเพียงคนเดียว เด็กหญิงมีดวงตาสดใสและมีรอยยิ้มอ่อนโยน เธอเป็นเหมือนแสงสว่างของบ้านหลังนั้น วันเวลาในครอบครัวเล็ก ๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เช้าทำไร่ เย็นกลับบ้าน กินข้าวร้อน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่อบอุ่นเหมือนควันไฟจากเตา

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหลวง เขาไม่เคยจากบ้านนานเช่นนี้มาก่อน เช้าวันออกเดินทาง ภรรยาช่วยจัดห่อข้าวให้ ลูกสาววิ่งตามมาจับชายเสื้อ บอกให้พ่อรีบกลับมา พ่อเพียงลูบศีรษะลูกเบา ๆ แล้วรับปากด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนก้าวออกไปบนถนนสายยาว

เมื่อถึงเมืองหลวง ชาวนาผู้นั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด ทุกสิ่งดูแปลกใหม่และงดงาม วันหนึ่ง ระหว่างเดินดูร้านค้า เขาสะดุดตากับวัตถุกลมแวววาวที่วางอยู่บนผ้า มันส่องประกายราวกับมีแสงอยู่ภายใน เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู จากนั้น เขาก็เห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งจ้องกลับมา ชาวนาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรู้ว่านั่นคือเงาของตัวเขาเอง คนขายจึงบอกด้วยรอยยิ้มว่า นี่คือ “กระจกเงา” ของล้ำค่าที่ใช้สะท้อนใบหน้าคน

ชาวนาไม่เคยเห็นสิ่งวิเศษเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมอง…เขาก็ยิ่งคิดถึงภรรยา เขานึกภาพของภรรยาตอนยิ้มอยู่หน้าเตาไฟ และคิดว่า หากนางได้เห็นของแปลกเช่นนี้ คงจะประหลาดใจไม่น้อย ความคิดนั้นทำให้เขาตัดสินใจควักเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิด ซื้อกระจกเงาบานนั้นกลับไปเป็นของฝากด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

หลายวันต่อมา เมื่อชาวนากลับมาถึงบ้าน ภรรยารีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ เมื่อหายเหนื่อย ชาวนายื่นของห่อเล็ก ๆ ให้ภรรยาสุดที่รัก นางเปิดออกอย่างสงสัย แล้วค่อย ๆ มองเข้าไปในแผ่นกลมแวววาวนั้น ทันใดนั้น นางก็ชะงัก หัวใจเต้นแรง เพราะนางเห็นใบหน้าของหญิงคนหนึ่งที่งดงามและไม่คุ้นเคยอยู่ในของชิ้นนั้น

ภรรยาของชาวนาเงยหน้าขึ้น มองสามีด้วยแววตาสับสนและสะเทือนใจ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านไปเมืองหลวง… แล้วพาสาวงามเช่นนี้กลับมาด้วยหรือ”

ชาวนานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เป็นการเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาขยับเข้าไปใกล้ภรรยา แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า “นั่นไม่ใช่หญิงอื่นหรอก… นั่นคือใบหน้าของเจ้าเอง”

ภรรยามองเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้นางสังเกตเห็น ดวงตา คิ้ว รอยยิ้ม ซึ่งทุกอย่างล้วนเหมือนกับตนเองทุกประการ – – – ความประหลาดใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และแล้ว…รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ภรรยาของชาวนารับกระจกเงาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต จากวันนั้น นางก็เก็บมันไว้อย่างดี ห่อผ้าเรียบร้อย และจะหยิบออกมาดูเฉพาะเวลาที่คิดถึงวันที่สามีนำมันกลับมา

…….

……..

……….

แต่แล้ววันหนึ่ง ภรรยาของชาวนาได้ล้มป่วยลง อาการของนางยืดเยื้อจากวันเป็นสัปดาห์ และสัปดาห์เป็นเดือน จนร่างกายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ชาวนาเฝ้าดูแลภรรยาสุดที่รักอยู่ไม่ห่าง ส่วนลูกสาวก็คอยนั่งเฝ้าแม่อยู่ที่ข้างหมอนและคอยจับมือแม่ไว้แน่น ส่วนภรรยาชาวนารู้ดีว่า….เวลาของตนใกล้หมดลงแล้ว

วันหนึ่ง ภรรยาชาวนาเรียกลูกสาวเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้น นางก็ใช้มือที่อ่อนแรงค่อย ๆ ยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ แล้วพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาแต่จริงจังว่า “ต่อไปนี้… ถ้าลูกเหงาหรือเศร้า… จงมองเข้าไปในกระจกเงาบานนี้ แล้วลูกจะเห็นแม่”

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาชาวนาก็สิ้นใจอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบในบ้านหลังเล็ก ๆ และหัวใจที่ว่างเปล่าของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

………

………..

………….

นับแต่นั้นมา บ้านหลังเล็กก็เงียบลงมาก เด็กหญิงยังคงช่วยพ่อทำงานตามเดิม แต่ยามค่ำ เมื่อทุกอย่างสงบลง ความคิดถึงแม่มักจะค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมา….อย่างเงียบ ๆ

ในคืนหนึ่ง เด็กหญิงจึงหยิบห่อผ้าที่แม่ให้ไว้ แล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ยกกระจกเงาขึ้นส่องดู

เด็กหญิงมองกระจกเงาอยู่นาน เธอเห็นเพียงใบหน้าของตนเองอยู่ในนั้น ดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ แก้มที่ซีด และริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความเหงา เด็กหญิงมองอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน เธอไม่พูด และไม่ขยับไปไหน

เวลาผ่านไปช้า ๆ ราวกับลมหายใจของบ้านทั้งหลัง

……..

………………

…………………..

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเด็กหญิงยกกระจกเงาขึ้นส่องดู เธอเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

คิ้วคู่นั้นมีรูปทรงเหมือนแม่ ดวงตาคู่นั้นก็มีแววอ่อนโยนแบบเดียวกัน เมื่อเด็กหญิงเผลอผ่อนริมฝีปากลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นก็คล้ายกับรอยยิ้มของแม่อย่างน่าประหลาด

เด็กหญิงมองภาพที่เห็นในกระจกอยู่นิ่ง ๆ

น้ำตาที่คลออยู่ ค่อย ๆ ไหลลงมาที่แก้มอย่างช้า ๆ แต่คราวนี้ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโดดเดี่ยว แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่น ราวกับมีใครบางคนกำลังมองตอบกลับมาด้วยความรัก

……….

…………….

…………………..

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ เด็กหญิงจะหยิบกระจกเงาออกมาส่องดู และเธอจะนั่งมองกระจกเงาอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังสนทนากับใครบางคนโดยไม่ต้องมีคำพูด

วันหนึ่ง ชายนาผู้เป็นพ่อเดินกลับเข้าบ้านในยามเย็น เขาเห็นลูกสาวนั่งนิ่งอยู่ใกล้หน้าต่าง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลงบนกระจกในมือของลูก เขาจึงถามขึ้นเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูก… ดูอะไรอยู่หรือ”

เด็กหญิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบพ่อไปว่า “หนูกำลังดูแม่อยู่”

คำตอบนั้นทำให้พ่อหยุดนิ่งชั่วขณะ เขามองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ จากนั้น เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ แล้วถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมว่า “แม่… อยู่ในนั้นอย่างไรหรือ”

เด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้น มองพ่อด้วยแววตาที่สดใสแต่จริงจัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ บอกพ่อว่า “ตอนแรก หนูเห็นแต่หน้าของหนูเอง… แต่พอมองไปนาน ๆ …. นานมาก ๆ …. หนูก็เริ่มเห็นว่า… ดวงตาในนี้เหมือนดวงตาของแม่ รอยยิ้มในนี้ก็เหมือนรอยยิ้มของแม่…………. แล้วหนูก็เลยรู้ว่า……จริง ๆ แล้ว แม่ยังอยู่กับหนู แม่ยังอยู่ในตัวหนูเสมอ”

……….

………….

……………..

เมื่อพูดจบ เด็กหญิงก็ก้มลงมองกระจกอีกครั้ง คราวนี้ ริมฝีปากของเด็กน้อยมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและดูมีความสุขมาก

เมื่อชาวนาผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนบางสิ่งแน่นขึ้นในอก เขามองใบหน้าลูกสาว และมองภาพเงาในกระจก แล้วเขาก็เงยหน้าซ่อนน้ำตาเอาไว้ เพราะเขาเองก็เห็นเงาของภรรยาที่จากไปแล้วเช่นกัน

เด็กหญิงนั่งกับพ่อในยามเย็นถือกระจกเงา ตอนจบนิทานญี่ปุ่นกระจกเงาแม่

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ

นักพับระดับโลก : นิทานเด็กสอนเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิทานเรื่อง อัศวินกระดาษวิเศษ ซึ่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องแรกของผม ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านว่าเป็นเรื่องที่สนุก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ในยุคที่ผมแต่งขึ้นมา ดังนั้น การจะสร้างสรรค์นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ให้มีความน่าสนใจและสนุกไม่แพ้เรื่องแรก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผมมาก ๆ

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานที่พูดถึงพลังของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของพรสวรรค์เล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิทานที่อบอุ่น อ่านง่าย และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งผมจะไม่เล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องในที่นี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความสนุกและความมหัศจรรย์ด้วยตนเองจากการอ่านนิทานจริง ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้

ก่อนเริ่มอ่านนิทาน ผมอยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นิทานเรื่องนี้เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เจ้าชายนักพับกระดาษ” และบางแห่งได้นำไปเผยแพร่ในลักษณะคล้ายเป็นนิทานพื้นบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผมแต่งและตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน หลังจากเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็มีเว็บไซต์หนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต และเกิดการคัดลอกต่อ ๆ กันจนแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันผมได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินผ่านเว็บไซต์นิทานนำบุญนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในการพับอย่างน่าอัศจรรย์   แม้ครอบครัวของเด็กน้อยคนนี้จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจน  แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง   พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขาจะช่วยให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้บ้าง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงนึกอยากได้ของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เป็นของขวัญวันเกิด  พระราชาผู้เป็นพ่อจึงป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นสุดวิเศษมาประกวดประขันกัน ซึ่งหากของเล่นของใครเป็นที่ถูกใจเจ้าชายมากที่สุด  พระราชาก็จะปูนบำเหน็จให้แก่คน ๆ นั้นเป็นรางวัลอย่างงาม 

เมื่อวันประกวดของเล่นมาถึง  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน   แต่หลังจากที่เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้นแล้ว   สายตาของทุก ๆ คนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ซึ่งก็คือเด็กน้อยที่ยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้แนบอก

ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเมื่อทราบว่า กระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้น ก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจจะส่งเข้าประกวด  แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษของเขา    กระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง

เด็กน้อยเริ่มแสดงฝีมือด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้  จากนั้น เขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อ   และเพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก  แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นไดโนเสาร์มีปีกที่ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวง

เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก  ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอ้าปากค้างต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

และแล้ว…เวลาในการตัดสินก็มาถึง   เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด  พระองค์ทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุด  พระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้ 

เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา   แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ ๆ ให้แก่พระองค์อยู่เสมอ 

และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแต่งตั้ง ‘เพื่อนนักพับ’ของพระองค์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง‘ของเล่น’  เพื่อให้นักพับระดับโลกผู้นี้ มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขา บันดาลความสุขและสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุก ๆ คน…เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง.


เจ้าชายกับเด็กผู้ชายที่เก่งเรื่องการพับกระดาษกำลังพับกระดาษเป็นของเล่นต่าง ๆ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

เจ้าชายสองพระองค์ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพลังของสติปัญญา

ในนิทานเจ้าชายเจ้าหญิงหลาย ๆ เรื่อง เรามักเห็นการแข่งขันเลือกคู่ ที่ตัดสินกันด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของเจ้าชายในเรื่อง แต่ถ้าเจ้าชายทั้งสองมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แถมมีความรักต่อเจ้าหญิงใกล้เคียงกันอีก การหาวิธีตัดสินที่ยุติธรรมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่อง เจ้าชายสองพระองค์ น่าสนใจ คือการเลือกใช้การทดสอบที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เป็น fair game ที่เปิดโอกาสให้เจ้าชายทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แพ้ชนะใกล้เคียงกัน แต่ในความยุติธรรมเช่นนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการใช้ความคิด ประเมินสถานการณ์และวางแผนอย่างเหมาะสมจริง ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่พลิกผลการแข่งขันได้

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวการเลือกคู่ธรรมดา แต่เป็นนิทานที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความ smart” และการใช้สติปัญญาอย่างมีระบบ สามารถสร้างความแตกต่างได้แม้ในเกมที่ดูเหมือนจะยุติธรรมที่สุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “เจ้าหญิงนานา” เจ้าหญิงนานาทรงมีสิริโฉมงดงามและมีกิริยามารยาทอ่อนหวาน พระราชากับพระราชินีจึงรักเจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระองค์มาก ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนานาถึงวัยที่ควรมีคู่ครอง พระราชากับพระราชินีจึงประกาศจัดงานเลือกคู่ให้แก่เจ้าหญิง

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ทราบข่าว เจ้าชายจากทั่วทุกสารทิศก็รีบเตรียมตัวเพื่อจะมาร่วมในงานเลือกคู่ด้วย แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายรู้ว่า “เจ้าชายชาตินักรบ” ผู้เก่งกล้าสามารถจะพาทหารยอดฝีมือมาร่วมในงาน เจ้าชายแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนใจ เพราะทุกพระองค์ทรงเชื่อว่าคงไม่มีใครเอาชนะเจ้าชายและกองทหารที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ เมื่อถึงวันเลือกคู่จึงมีเพียงเจ้าชายชาตินักรบและเจ้าชายณปราชญ์ (ผู้เป็นเพื่อนที่หลงรักเจ้าหญิงมานาน) ที่นำกองทหารมาร่วมในงาน

เมื่อพระราชาเห็นว่ามีเจ้าชายมาร่วมงานเพียงสองพระองค์ โดยพระองค์หนึ่งเป็นเจ้าชายที่แข็งแรงและมีฝีมือในการต่อสู้ ส่วนอีกพระองค์เป็นเจ้าชายผู้รอบรู้และมีการศึกษาสูง ถ้าจะให้ทั้งสองพระองค์ต่อสู้กันด้วยพละกำลังก็คงรู้ผลตั้งแต่ยังไม่ได้ประชันขันแข่ง พระราชาจึงค่อนข้างกลุ้มพระทัยว่าควรทำอย่างไรดี

ในขณะนั้นเอง เจ้าหญิงนานาทรงเสนอความคิดว่า ในพระราชวังมีสระน้ำว่างเปล่าที่ทั้งใหญ่ทั้งลึกอยู่ที่ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของปราสาท โดยสระน้ำทั้งสองมีขนาดเท่ากันและอยู่ห่างจากลำธารพอ ๆ กัน เจ้าหญิงจึงอยากทดสอบเจ้าชายทั้งสองด้วยการให้ทั้งคู่นำทหารของตนเองไปประจำที่สระน้ำคนละฝั่ง แล้วแข่งกันใช้โถดินเผาตักน้ำจากลำธารมาเติมในสระ ซึ่งหากฝ่ายใดเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อน พระองค์ก็จะยอมแต่งงานด้วย

เมื่อเจ้าชายชาตินักรบได้ฟัง พระองค์ก็ทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพระองค์กับทหารอีกยี่สิบคนต่างกำยำล่ำสัน การตักน้ำให้เต็มสระจึงเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

ฝ่ายเจ้าชายณปราชญ์ผู้คงแก่เรียนนั้น แม้ตัวพระองค์กับทหารจะแข็งแรงสู้เจ้าชายชาตินักรบไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมถอดใจ ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายณปราชญ์จึงตกปากรับคำต่อสู้ด้วย

ครั้นเมื่อพระราชาให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เจ้าชายชาตินักรบกับเหล่าทหารก็พากันแบกโถดินเผาวิ่งไปตักน้ำที่ลำธารจนฝุ่นตลบอบอวนไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน แทนที่ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จะรีบวิ่งไปตักน้ำมาเติมในสระ พระองค์กลับเรียกทหารมาหารือและวางแผนการอย่างสุขุมรอบคอบ จนเมื่อทหารทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว เจ้าชายณปราชญ์จึงค่อยเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้

วิธีที่เจ้าชายณปราชญ์ทรงเลือกใช้คือการให้ทหารของพระองค์ยืนเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวจากสระน้ำไปจนถึงลำธาร เจ้าชายณปราชญ์ทรงทำหน้าที่ตักน้ำจากลำธารแล้วส่งโถใส่น้ำให้นายทหารที่อยู่ถัดไป โดยพระองค์ทรงกำชับให้ทหารส่งโถน้ำต่อกันอย่างระมัดระวังเป็นทอด ๆ เพื่อเติมน้ำลงในสระแต่ละครั้งให้ได้มากที่สุด

แม้ในตอนแรก ฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบจะเติมน้ำลงในสระได้เร็วกว่าฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์หลายเท่าตัว แต่การที่ต่างคนต่างวิ่งไปตักน้ำจากลำธารโดยไม่มีการวางแผน ทำให้ฝุ่น ตลบอบอวนไปทั่วทั้งพื้นที่ และการวิ่งเร็วจนเกินไปก็ทำให้น้ำกระฉอกออกจากโถจนเกือบหมด หนำซ้ำ ทหารบางคนยังวิ่งชนกันจนโถดินเผาแตกทำให้เสียภาชนะตักน้ำไปโดยใช่เหตุ และที่แย่ที่สุดคือ เมื่อทุกคนวิ่งตักน้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ รอบเข้า ท้ายสุด ทุกคนก็เหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงจนแทบวิ่งต่อไปไม่ไหว

ส่วนฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์นั้น แม้ฝ่ายของพระองค์จะเริ่มต้นช้ากว่า แต่การยืนเรียงกันตามจุดที่กำหนด แล้วส่งโถน้ำต่อกันเป็นทอด ๆ ทำให้การลำเลียงน้ำแต่ละครั้งได้น้ำเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากนี้ การส่งโถต่อกันก็ทำให้ทุกคนไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาให้เหนื่อยแรง เมื่อฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบอ่อนล้าลง ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จึงค่อย ๆ ไล่ตามทันและเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย

ในที่สุด การใช้สติปัญญาวางแผนงานอย่างมีระบบระเบียบก็ทำให้เจ้าชายณปราชญ์เอาชนะฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบได้อย่างขาดลอย เจ้าชายชาตินักรบทรงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หนำซ้ำ พระองค์ยังยอมรับเจ้าชายณปราชญ์เป็นสหายอีกด้วย

พระราชาทรงดีใจมากที่พระองค์ทรงได้ว่าที่ลูกเขยผู้เฉลียวฉลาดและน่าจะช่วยดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายณปราชญ์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนานา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา…นับจากนั้น