นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in การละเมิดลิขสิทธิ์และการปกป้องผลงาน, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ, เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2565

ผมเขียนบทความครั้งก่อนเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ตอนนั้น ผมคิดว่าเว็บไซต์นิทานนำบุญคงลงตัวแล้ว เพราะมีนิทานมากถึง 320 เรื่อง น่าจะพอใช้งานได้ทั้งปี แถมมีเงินค่ากาแฟจากผู้อ่านไว้ดูแลเว็บไซต์ ดังนั้น ผมน่าจะปล่อยมือจากการพัฒนาเว็บไซต์ แล้วเอาเวลาไปทำสื่อในช่องทางอื่นเพื่อหารายได้ให้ตัวเองบ้าง

แต่หลังจากที่เขียนบทความในครั้งนั้น จนกระทั่งถึงวันนี้ (ราวปีเศษ) มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายเรื่อง ทั้งดีและแย่ บางเรื่องทำให้รู้สึกอยากปิดเว็บไซต์ เพราะรู้สึกว่ามันแย่จริง ๆ

วันนี้ ผมจึงขอมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงทิศทางที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีหน้าให้ได้ทราบกันครับ

เรื่องทั่วไป

ในเรื่องความเป็นไปของเว็บ นับตั้งแต่ต้นปี 65 ที่ผมโพสต์นิทานไว้ 10 เรื่อง จากนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้โพสต์นิทานเรื่องใหม่ ๆ อีกเลย ในตอนแรก ผมคิดว่าคนอ่านจะลดลงเมื่อไม่ได้โพสต์นิทานเรื่องใหม่ แต่ปรากฎว่า ยอดของผู้ที่เข้าใช้งานเว็บไซต์มีมากขึ้น คือมากถึง 3600 คนในบางวัน (แต่เดิมมีราว 3000 คน)

ในเรื่องการขอสปอนเซอร์สนับสนุนเว็บไซต์ หลังจากที่มีผู้สนับสนุนมา 3 ราย ผมก็ไม่เคยขอการสนับสนุนจากที่ไหนอีก ผมคิดว่าการไปขอสปอนเซอร์มาสนับสนุนเว็บไซต์เล็ก ๆ ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ผมสะดวกใจนัก ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างเกรงใจที่จะขอเงินก้อนใหญ่ ๆ จากใครก็ตาม

ในเรื่องการทำเว็บไซต์ใหม่หรือทำช่องยูทูบช่องใหม่ ในช่วง 1ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายของผมเสื่อมลงตามวัย สายตามองจอนาน ๆ ไม่ค่อยไหว เสียงเริ่มไม่ทนทาน เวลาอ่านออกเสียง เสียงมักแหบและทุ้มลง ซึ่งแต่ก่อนทำได้ดีกว่านี้ ส่วนแรงจูงใจในการสร้างคอนเทนต์มีไม่มากเท่ากับตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ การทำเว็บไซต์ใหม่หรือช่องยูทูบใหม่จึงไม่คืบหน้านัก

เรื่องบั่นทอนจิตใจ

ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีเรื่องบั่นทอนจิตใจหลายเรื่อง หลัก ๆ คือการถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยนำนิทานไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำนิทานนำบุญไปทำคลิป การนำไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ชื่อดัง การนำไปทำอีบุ๊คแล้วเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต การนำชื่อนิทานนำบุญไปหลอกคน การหารายได้ด้วยการรับจ้างแต่งนิทาน แต่นำนิทานจากในเว็บนี้ไปส่งให้ผู้จ้าง ฯลฯ ซึ่งคนที่ละเมิดลิขสิทธิ์มีทั้งคนทั่วไป อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา นักเรียนมัธยมทั้งม.ต้นและม.ปลาย

การถูกละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการต้องคอยแจ้งให้ลบหรือหาทางให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ช่วยลบ เป็นเรื่องที่ทำให้เสียทั้งความรู้สึกและเสียเวลามาก บางครั้งผมก็คิดว่า ถ้าตัวเองไม่ทำเว็บไซต์ คนเหล่านี้ก็คงก๊อปปี้นิทานไปเผยแพร่ไม่ได้ การทำเว็บไซต์แบบไม่ได้หวังผลกำไร แค่อยากให้เด็ก ๆ มีนิทานอ่าน กลายเป็นการเปิดช่องให้คนอื่นเอาเปรียบตัวผม เรื่องแบบนี้พอเจอบ่อย ๆ ก็ทำใจยอมรับลำบาก

ส่วนอีกเรื่องหนักกว่าและทำให้รู้สึกแย่กว่า คือ ผมได้ไปแจ้งความคดีละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ 1 คดี ตอนเดือนธันวาคม ปี 2564 ตอนนี้ เกือบครบหนึ่งปี คดีไม่มีคืบหน้า หลักฐานที่ส่งไปมีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำผิด แต่เรื่องเงียบอย่างประหลาด ทักไลน์สอบถาม เจ้าหน้าที่่ก็ไม่ตอบ ผมเคยไปสอบปากคำ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผมต้องหาหลักฐานยืนยันว่าตัวเองเป็นคนแต่งนิทานเอง! (ทำให้ต้องค้นหาไฟล์ต้นฉบับ หาหนังสือที่ตีพิมพ์นิทานครั้งแรกไปยืนยัน) ดูเหมือนว่า อาชีพนักเขียนนิทานนี้ไม่มีค่า และไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ ทุกขั้นตอน ทั้งเสียเวลาและมีค่าใช้จ่าย ในอนาคต เมื่อต้องฟ้องต่อ ผมก็ต้องจ้างทนายให้ดำเนินการอีก ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่มาก

การทำเว็บไซต์แล้วถูกละเมิด รวมเข้ากับการที่กฎหมายไม่ได้คุ้มครองเราอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ผมถามตัวเองว่า “ผมกำลังทำอะไรอยู่” เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญไม่ใช่เว็บที่ทำขึ้นเพื่อสร้างรายได้ แต่ทำไปทำมา เหมือนตัวผมจะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์ กับสิ่งที่เกิดตามมา ความรู้สึกแบบนี้บั่นทอนให้ตัวเองอยากปิดเว็บไซต์ครับ มันเป็นความรู้สึกแย่ ๆ ในช่วงปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เด็ก ๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมผมจึงต้องปิดเว็บไซต์ที่ทำให้เขามีช่วงเวลาดี ๆ กับพ่อแม่ล่ะ? ดังนั้น ผมจึงตั้งใจที่จะอดทน และสู้ต่อไปให้สุดทาง

เรื่องที่สร้างกำลังใจ

ในช่วงปีที่รู้สึกแย่ ๆ สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจเสมอ คือ ข้อความที่คุณพ่อคุณแม่ทักมาเล่าให้ฟังว่า ลูก ๆ มีความสุขกับนิทานในเว็บไซต์นี้มาก หลายคนเล่าว่าลูก ๆ ยังคอยนิทานเรื่องใหม่ ๆ เสมอ บางคนเล่าว่า…นิทานในเว็บไซต์นี้ทำให้ตัวเองซึ่งมีอาการซึมเศร้าจนนอนแทบไม่ได้ ได้ผ่อนคลายจากความทุกข์ไปได้บ้าง

นอกจากนี้ ในปี 2565 เว็บไซต์นิทานนำบุญยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทสื่อออนไลน์ จากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม รางวัลนี้เป็นรางวัลใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งสื่อที่ได้รางวัลต้องผ่านการคัดกรองจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก การได้รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า นิทานและเว็บไซต์นิทานนำบุญมีคุณภาพและดีสำหรับเด็ก

ที่สำคัญ การได้รางวัลนี้ น่าจะเปลียนทัศนติเพื่อนรุ่นน้องป.โทที่เคยดูถูกคนแก่ ๆ อย่างพี่นำบุญว่า “พี่นำบุญได้แต่ชื่นชมผลงานในอดีตของตัวเอง” รางวัลนี้จึงน่าจะทำให้เขาได้เห็นคุณค่าในความพยายามของผู้อื่นได้บ้าง เพราะแม้พี่นำบุญจะเกิดก่อนยุคดิจิทัล แต่เมื่อพี่นำบุญพยายาม มันก็ทำให้เกิดเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง ๆ (ตามกำลังของคนในวัยพี่นำบุญ)

ทิศทางในอนาคตของเว็บไซต์นิทานนำบุญ

หลังจากที่ผมพบเจอเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์และกลไกทางกฎหมายที่ไม่คุ้มครองนักเขียนอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งได้เห็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องร้อง และหากต้องการพัฒนาเว็บไซต์ต่อ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ผมจึงคิดว่า “ถ้าเราอยากให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างมั่นคง เราควรมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น การปรารถนาดีต่อเด็กแบบเดิมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรอยู่กับความเป็นจริงมาก ๆ”

หลายคนอาจไม่รู้ว่า อาชีพนักเขียนนิทาน มีรายได้จาก 2 ทาง คือ รายได้ที่เกิดขึ้นตอนส่งต้นฉบับนิทานให้นิตยสาร และ รายได้จากการให้เช่าใช้ลิขสิทธิ์

รายได้แรกเป็นเงินราว 2000 บาทต่อเรื่อง (หักภาษี ณ ที่จ่ายจะเหลือราว 1900 บาท) ถือว่าน้อยมาก

รายได้อีกส่วนมาจากการให้เช่าลิขสิทธิ์ (สมมติมีสำนักพิมพ์อยากนำนิทานไปใช้พิมพ์เป็นหนังสือ นักเขียนจะได้เงินราว 5-10% ของราคาปกหนังสือ คูณด้วยจำนวนพิมพ์ คิดเป็นรายได้คร่าว ๆ อยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท (ต่อเรื่อง)

อาชีพนักเขียนนิทานจึงคล้ายกับการปลูกต้นไม้ เราได้เงินค่าปลูกต้นไม้เล็กน้อยพอเป็นค่าแรง จากนั้น เราต้องรอให้ต้นไม้ออกดอกออกผล ถ้าคนชอบใจดอกผลแล้วมาขอซื้อ เราจึงจะเริ่มมีรายได้เพิ่มเติมที่อาจเก็บกินไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะช่วยให้ชีวิตบั้นปลายไม่ลำบากมากนัก (แต่ถ้าคนไม่ชอบดอกผลของต้นไม้ที่เราปลูก งานที่ทำก็แทบจะสูญเปล่า)

ผมมองภาพความเป็นจริง แม้ผมพอจะมีเงินดูแลตัวเองอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องมีการฟ้องร้องคดีความต่าง ๆ หรือต้องการพัฒนาเว็บไซต์ในอนาคต (เช่น จ่ายเงินค่าแอพพลิเคชั่น ซื้อภาพที่มีลิขสิทธิ์มาใช้งาน หรือจ้างคนมาช่วยทำงานในส่วนที่เราทำไม่ได้) หากผมไม่อยู่กับความเป็นจริง ผมคงต้องนำเงินเก็บมาใช้ ซึ่งอาจทำให้ตัวเองลำบากมากในช่วงบั้นปลายของชีวิต

ผมจึงนั่งคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายวัน ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจว่า ผมอยากลองสมมติให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ เป็นเหมือนบ้านหรือออฟฟิศของนักเขียนนิทานคนหนึ่ง (ผมเอง) ในบ้านจะมีผลงานนิทานจัดแสดงไว้ ให้ผู้อ่านที่แวะเข้ามาได้เยี่ยมชม หากได้อ่านนิทานเรื่องไหนแล้วชอบใจ ก็สามารถโอนเงินให้กำลังใจนักเขียนได้ตามสะดวก (ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะที่นี่ยินดีต้อนรับเสมอครับ)

กรณีนี้อาจดูคล้ายกับโครงการเลี้ยงกาแฟ (ตามที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว) แต่คราวนี้ เป็นการใช้คุณค่าของนิทานแต่ละเรื่อง เพื่อตอบแทนการทำงานของผู้แต่งนิทาน (ผมเอง) ซึ่งมันก็น่าจะคล้าย ๆ กับเป็นค่าลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่ตอบแทนผู้สร้างผลงานนั่นเอง 🙂

ภาพน่าจะออกมาประมาณนี้ครับ ซึ่งผมจะลงไว้ในตอนท้ายของนิทานแต่ละเรื่อง เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้อ่าน ใครสะดวกจะสนับสนุนก็ยินดี ส่วนใครไม่สะดวกก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็อยากรู้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง ผลงานนิทานหรือผลของต้นไม้ที่ผมได้ปลูกเอาไว้ มีค่าจริง ๆ รึเปล่า มีค่ามากน้อยแค่ไหน และผมจะดูแลชีวิตบั้นปลายของตัวเองด้วยนิทานเหล่านี้ได้ไหม

………

ทิศทางของปีหน้า (2566) และน่าจะเป็นปีต่อ ๆ ไป จึงเป็นการจัดระบบเว็บไซต์นิทานนำบุญให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น หากที่นี่เป็นเสมือนบ้านหรือออฟฟิศ (ที่มีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงมากพอ และผมสามารถปกป้องผลงานจากการละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยที่ไม่ลำบากตัวเองมากนัก) บางที ผมอาจมีกำลังในการทำอะไร ๆ ต่อไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม ปี 2566 ผมจะพยายามทำคลิปวิดีโอเล่านิทานลงในช่องยูทูบมากขึ้น และคงทำไปเรื่อย ๆ ตามกำลัง จนกว่าเว็บตัดต่อที่เข้าไปใช้งานจะเริ่มเก็บเงิน ก็คงต้องพัก เพราะผมไม่เคยเตรียมทุนในส่วนนี้ไว้เลย (ปัจจุบัน เขายังให้ใช้แบบฟรีอยู่ครับ)

ส่วนนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมเตรียมนิทานที่ตัวเองแต่งไว้ส่วนหนึ่ง เตรียมลงในช่วงปีใหม่ (ความล่าช้าเกิดจากการหาภาพปกทีตรงกับนิทานไม่ได้) และในระหว่างปี หากมีเงินเข้ามาสนับสนุนมากพอ ผมก็อาจจะจ้างคนมาช่วยพิมพ์นิทาน แปลนิทานพื้นบ้านหรือนิทานนานาชาติ เพื่อนำมาลงในเว็บไซต์เพิ่มเติมอีก

ส่วนการแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ มาลงในเว็บไซต์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผมยังไม่กล้ารับปาก เพราะปกติแล้ว ผมแต่งนิทานได้ราวเดือนละ 2 เรื่อง (เดือนละ 2 เรื่องก็เครียดแล้ว) การแบกความเครียดโดยไม่มีรายได้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในวัยขนาดนี้ (52 ขวบ) และการแต่งนิทาน 2 เรื่องต่อเดือนเพื่อให้เลี้ยงตัวเองให้ได้ ผมคิดว่าราคาค่าแต่งคงต้องแพงพอสมควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่…เป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงขอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ หากต้นไม้ที่ปลูกไว้งอกงามดี ผมอาจใช้เวลาช่วงบั้นปลายชีวิต แต่งนิทานในแบบที่ไม่เคยแต่งมาให้อ่านกันขอรอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ

ท้ายนี้ เนื่องในโอกาสใกล้วันปีใหม่ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ให้ช่วยคุ้มครองทุก ๆ ท่าน ให้มีความสุขกายสบายใจ คิดสิ่งดี ๆ สิ่งใด ก็ขอให้สมความปรารถนา

ด้วยความรัก

นำบุญ นามเป็นบุญ

……..

#อ่านเรื่องเล่าของปีก่อนได้จากลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

https://bit.ly/3ma2RI9

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ

นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ เป็นนิทานที่เคยลงไว้ในเว็บไซต์นิทานนำบุญนานแล้ว

นิทาน : เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ

นานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่าเจ้าหญิงเพอร์ลีน  แม้เจ้าหญิงจะมีอายุเพียง 13 ชันษา แต่พระองค์ทรงดูงามสง่า หนำซ้ำ…ยังเฉลียวฉลาดและสอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ ๆ  พระราชากับพระราชินีจึงภูมิใจในตัวเจ้าหญิงมาก  เว้นเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้ทั้งสองพระองค์หนักใจ  นั่นคือนิสัยของเจ้าหญิงที่มักชอบดูถูกผู้อื่นว่าด้อยกว่าพระองค์ไปเสียทั้งหมด

วันหนึ่ง พระราชากับพระราชินีได้สั่งให้เจ้าหญิงนำของขวัญไปมอบแด่พระราชาผู้ปกครองเกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้  ใจจริงแล้วเจ้าหญิงไม่อยากไปที่เกาะทางตอนใต้เลย  เพราะเจ้าหญิงทรงนึกดูแคลนผู้คนบนเกาะที่ล้าหลังและอยู่ห่างไกลความเจริญ  แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อาจขัดคำสั่งของพระบิดาได้ พระองค์จึงต้องเดินทางไปตามคำบัญชาอย่างไม่เต็มใจนัก

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงท่าเรือ พระองค์พบว่าพระราชาชาวเกาะได้ส่งเด็กสาวผิวสีน้ำตาลที่มีอายุไล่เลี่ยกับพระองค์และฝีพายหนุ่มอีกสี่คนให้นำเรือเล็กมารับ เจ้าหญิงทรงมองชาวเกาะและเรือที่ขุดจากต้นไม้อย่างรังเกียจ ครั้นเมื่อเด็กสาวเอ่ยปากเชิญให้เจ้าหญิงลงเรือ เจ้าหญิงก็ได้แต่เมินหน้าหนี แล้วเดินลงไปนั่งในเรืออย่างไม่มีทางเลือก

ระหว่างการเดินทาง  สาวน้อยชาวเกาะพยายามชวนเจ้าหญิงพูดคุยเพื่อไม่ให้พระองค์เบื่อ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากลดตัวไปเสวนากับเด็กสาวผู้ต่ำต้อย  พระองค์จึงได้แต่เอาหูทวนลมพลางถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายไปตลอดทาง

เกือบชั่วโมงต่อมา  เมื่อฝีพายพายเรือมาถึงกลางทะเล  จู่ ๆ เจ้าหญิงก็รู้สึกเหมือนคลื่นลมค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  เรือที่เจ้าหญิงนั่งเริ่มหมุนติ้วคล้ายกับโดนดูดเข้าไปในกระแสน้ำวน เจ้าหญิงทรงส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ จากนั้น พระองค์ก็ตกลงไปในทะเลแล้วหมดสติไปในที่สุด

เช้าวันใหม่ เจ้าหญิงทรงฟื้นขึ้นมาและพบว่าพระองค์ถูกคลื่นซัดไปเกยตื้นที่ชายหาดของเกาะร้างแห่งหนึ่ง  เจ้าหญิงทรงมองไปรอบตัวอย่างหวาดหวั่น สักพัก…พระองค์ก็เห็นใครบางคนเดินตรงเข้ามาหา  เจ้าหญิงทรงกลัวมาก  แต่เมื่อพระองค์เห็นว่าบุคคลที่เดินมาคือเด็กสาวชาวเกาะที่รับพระองค์มาจากท่าเรือ เจ้าหญิงก็รู้สึกโล่งพระทัยอย่างบอกไม่ถูก

ครั้นเมื่อเด็กสาวชาวเกาะถามไถ่เจ้าหญิงว่าพระองค์ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เจ้าหญิงก็กลับทำท่าทีเฉยชาอีกครั้ง แล้วไล่เด็กสาวชาวเกาะให้ออกไปห่าง ๆ

เมื่อเจ้าหญิงไม่อยากให้อยู่ใกล้  เด็กสาวชาวเกาะจึงแยกไปอยู่อีกด้านของชายหาด  โดยเธอยังคงมองเจ้าหญิงอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

ในขณะที่เจ้าหญิงนั่งรอให้เรือมารับโดยไม่คิดทำสิ่งใดทั้งสิ้น  เด็กสาวชาวเกาะกลับเริ่มหาทางเอาชีวิตรอดในเกาะร้างด้วยการปีนเก็บลูกมะพร้าวมาสำรองเป็นน้ำดื่ม  จากนั้น  เธอก็ก่อกองไฟเตรียมไว้ไล่สัตว์ร้ายในยามค่ำคืนและใช้เป็นสัญญาณในการขอความช่วยเหลือ

เมื่อเด็กสาวชาวเกาะก่อไฟได้สำเร็จ  เธอก็เอามีดที่ติดตัวมาด้วยเหลากิ่งไม้เป็นฉมวกแล้วนำไปจับปลามาเป็นอาหาร ท้ายสุด เธอก็ตัดกิ่งไม้ใบไม้ แล้วจัดการทำเป็นเพิงพักอาศัยหลับนอน ในช่วงที่ยังไม่มีใครมาช่วยเหลือ

ในตอนแรก เจ้าหญิงมองเด็กสาวชาวเกาะทำงานต่าง ๆ อย่างดูถูก  พระองค์คิดว่าเด็กสาวช่างโง่เขลา เอาแต่ทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ เพราะอีกไม่นานพวกทหารก็คงนำเรือมารับ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเจ้าหญิงรู้สึกหิวน้ำ หิวข้าว และความมืดค่อย ๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะ  เจ้าหญิงจึงเริ่มตระหนักว่า พระองค์ต่างหากที่เป็นคนโง่เขลา หนำซ้ำยังไปนึกดูถูกคนที่มีความคิดรอบคอบกว่าและสามารถดูแลตัวเองในเกาะร้างได้ดีกว่าเสียอีก เจ้าหญิงทรงรู้สึกผิดมาก  พระองค์จึงร้องไห้ออกมาไม่ยอมหยุด

เมื่อเจ้าหญิงร้องไห้  เด็กสาวชาวเกาะที่เฝ้ามองเจ้าหญิงอยู่จึงเดินถือคบไฟตรงเข้ามาหา เด็กสาวส่งยิ้มให้เจ้าหญิงอย่างมีไมตรีจิต จากนั้น เธอก็ชวนพระองค์ให้ไปดื่มน้ำมะพร้าวและกินปลาเผากับเธอที่เพิงพัก

เจ้าหญิงทรงดีใจมากที่เด็กสาวชาวเกาะไม่ถือโทษโกรธพระองค์เลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่า การดูถูกผู้อื่นว่าต่ำต้อยหรือด้อยกว่าเป็นความคิดของคนที่โง่เขลาที่สุดในโลก  เจ้าหญิงทรงสัญญากับตัวเองว่า พระองค์จะไม่คิดเช่นนั้นอีก เช้าวันต่อมา เจ้าหญิงจึงอาสาเด็กสาวชาวเกาะทำงานต่าง ๆ และขอให้เธอสอนวิธีจับปลาให้ด้วย

เจ้าหญิงกับเพื่อนใหม่ใช้เวลาในเกาะร้างด้วยกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย  และเมื่อพระบิดาของเจ้าหญิงกับพระราชาชาวเกาะนำเรือมาช่วยเหลือ เจ้าหญิงจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเพื่อนใหม่ของพระองค์เป็นลูกสาวของพระราชาชาวเกาะซึ่งถือว่ามีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงด้วยเช่นกัน

เจ้าหญิงเพอร์ลีนอายมากที่พระองค์ทำตัวไม่น่ารักกับเจ้าหญิงชาวเกาะหลายต่อหลายอย่าง แต่พระองค์ก็รู้ดีว่า เจ้าหญิงชาวเกาะคงยินดีให้อภัยพระองค์เสมอ

ในที่สุด เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ก็ได้ออกจากเกาะร้างอย่างปลอดภัย  หลังจากวันนั้น  ทั้งคู่ก็ยังคงรักษามิตรภาพที่มีให้กันและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

นับตั้งแต่นิทาน 10 เรื่องที่ผมลงไว้ในเว็บไซต์เป็นของขวัญปีใหม่ให้เด็ก ๆ นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับฝูงเป็ด” เรื่องนี้ เป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องแรกในรอบ 11 เดือนที่ผมนำมาลงให้อ่านกัน

นิทานเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากความทรงจำวัยเด็ก ที่ผมเคยเลี้ยงเป็ด เล่นกับเป็ด และว่ายน้ำกับเป็ด ความทรงจำในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใสมาก และจากความทรงจำในวันนั้น ทำให้ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคงชอบกันนะครับ

ปีนี้ ผมทำคลิปเล่านิทานให้ฟังกันด้วย เผื่อคืนไหนคุณพ่อคุณแม่เหนื่อย อาจนอนกอดลูก แล้วฟังนิทานไปด้วยกัน 🙂

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กชายกำพร้าพ่อคนหนึ่งเป็นเด็กที่ยากจนแต่มีจิตใจดีงาม  พ่อของเด็กน้อยจากเขาขึ้นสวรรค์ไปเกือบสามปีแล้ว  เด็กน้อยจึงมีหน้าที่ดูแลแม่แทนพ่อ เพื่อทำให้แม่มีความสุขที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาพอจะทำได้

อยู่มาวันหนึ่ง…หลังเกิดพายุใหญ่  เด็กน้อยพบเป็ดป่าฝูงหนึ่งพลัดหลงเข้ามาในเขตบ้านของเขา  ฝูงเป็ดดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนเดินทางมานานและไม่มีอาหารตกถึงท้อง  เด็กน้อยรู้สึกสงสาร  เขาจึงช่วยหาอาหารมาให้พวกมันกิน

หลายวันต่อมา  เมื่อเป็ดทั้งหลายแข็งแรงขึ้น  เด็กน้อยจึงพาฝูงเป็ดไปยังหนองน้ำใสสะอาด แล้วปล่อยให้พวกมันหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ  หลังจากนั้น  เด็กน้อยก็ต้อนให้เป็ดมานอนอาบแดดเล่นพร้อมกับเป่าขลุ่ยกล่อมให้พวกมันนอนหลับพักผ่อน  ครั้นเมื่อมีหมาหรือสัตว์ร้ายหมายจะมาทำร้ายฝูงเป็ด  เด็กน้อยก็จะคอยช่วยปกป้องฝูงเป็ดให้ปลอดภัยจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายเหล่านั้น  เด็กน้อยเฝ้าดูแลฝูงเป็ดด้วยความรักความเอาใจใส่  ซึ่งจากความทุ่มเทนี้เอง  ฝูงเป็ดจึงตอบแทนบุญคุณของเด็กน้อยด้วยการออกไข่จำนวนมากมายเพื่อให้เด็กน้อยนำไข่ไปขายในตลาด

หลังจากที่เด็กน้อยนำไข่ไปขายและได้เงินกลับมาพอสมควร  เด็กน้อยก็นึกถึงแม่ของเขา เด็กน้อยอยากให้แม่มีของสวย ๆ ใส่เหมือนกับแม่ของเด็กคนอื่น ๆ  เขาจึงตัดสินใจนำเงินไปซื้อสร้อยทองเส้นเล็ก  ๆ มาให้แม่ที่เขารัก

แต่อนิจจา! ระหว่างทางที่เด็กน้อยพายเรือกลับบ้านหลังจากการไปซื้อทอง  จู่ ๆ เขาก็พลาดพลั้งทำสร้อยทองหลุดมือตกลงไปในน้ำ  แล้วมันก็จมหายวับไปในชั่วพริบตาเดียว  

เด็กน้อยตกใจมาก  เขารีบกระโดดลงน้ำแล้วดำน้ำหาสร้อยทองพร้อม ๆ กับร้องไห้ไปด้วย เด็กน้อยพยายามงมหาสร้อยทองอย่างสุดชีวิต  แต่จนแล้วจนรอด  เขาก็หามันไม่พบ 

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังจะหมดหวัง  เด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังว่ายน้ำตรงเข้ามาหาเขา! 

ไม่นานนัก  เด็กน้อยจึงได้รู้ว่า สิ่งที่ว่ายน้ำเข้ามาหาเขาก็คือฝูงเป็ดป่าที่เขาเฝ้าดูแลด้วยความรักและความเอาใจใส่นั่นเอง   เมื่อน้ำตาของเด็กน้อยรวมเข้ากับสายน้ำ  สายน้ำก็พาน้ำตาให้ไหลผ่านไปยังบ้านของเขา ซึ่งทันทีที่ฝูงเป็ดได้กลิ่นน้ำตาแห่งความเศร้าและความกังวลใจของเด็กน้อย  พวกมันจึงพากันว่ายน้ำมาหาเด็กน้อยผู้เป็นที่รักอย่างไม่ลังเลใจ

เมื่อฝูงเป็ดว่ายน้ำมาถึง ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ  ฝูงเป็ดก็เหมือนจะรู้ว่าเด็กน้อยได้ทำของมีค่าบางอย่างตกลงไปในท้องน้ำ ด้วยเหตุนี้  พวกมันจึงพากันดำผุดดำว่ายค้นหาของมีค่าให้เด็กน้อยกันอย่างจ้าละหวั่น

เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว  เป็ดแต่ละตัวก็คาบเอาของมีค่าต่าง ๆ จากท้องน้ำขึ้นมาไว้บนเรือของเด็กน้อยทีละอย่างสองอย่างจนเต็มลำเรือไปหมด นับตั้งแต่ แหวนเพชรโบราณ, กำไลทองลายวิจิตร, สร้อยไข่มุกหายาก, ต่างหูพลอยสีแดงสด, เข็มกลัดมรกตสีเขียวเข้ม  รวมทั้งสร้อยทองคำใหญ่น้อยอีกนับสิบ ๆ เส้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสร้อยทองเส้นเล็กที่เด็กน้อยทำตกลงไปในน้ำนั่นเอง

เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้สร้อยทองคืนมาอย่างไม่คาดฝัน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลุ้มใจเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับของมีค่าอื่น ๆ ที่ฝูงเป็ดงมขึ้นมาให้  

เด็กน้อยพยายามจะบอกกับฝูงเป็ดถึงความกังวลใจที่เขามีอยู่  แต่เป็ดบางตัวกลับกระโดดขึ้นมาบนเรือ แล้วคาบของมีค่าเหล่านั้นตรงเข้าหาเด็กน้อย เหมือนกับพวกมันอยากจะบอกว่า  “เก็บของมีค่าเหล่านี้เอาไว้เถอะ เพราะของเหล่านี้ตกอยู่ใต้ท้องน้ำมาหลายร้อยปี มันไม่มีใครเป็นเจ้าของอีกแล้ว ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากพวกเราชาวเป็ดก็แล้วกันนะ”

เมื่อเด็กน้อยไม่รู้ว่าเขาจะคืนของมีค่าเหล่านั้นให้กับเจ้าของได้อย่างไร เขาจึงนำของเหล่า นั้นกลับบ้าน โดยตั้งใจจะแบ่งของมีค่าบางส่วนไปใช้ช่วยคนที่ลำบากกว่าเขา และเก็บบางส่วนเอา ไว้ใช้ดูแลแม่ในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้  เขายังคิดจะแปลงของมีค่าเหล่านั้นให้กลายเป็นอาหารดี ๆ สำหรับเพื่อนเป็ดผู้มีน้ำใจทั้งหลายด้วย

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้มอบของขวัญให้แม่ดังที่เขาตั้งใจเอาไว้  

นับจากนั้น…ในทุก ๆ ปี  ฝูงเป็ดป่าก็จะแวะกลับมาเยี่ยมเด็กน้อยอยู่เสมอ ๆ  เด็กน้อยดีใจทุกครั้งที่ได้พบกับฝูงเป็ดเพื่อนของเขา  ส่วนฝูงเป็ดก็ดีใจที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนตัวน้อยผู้มีจิตใจดีงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

……………………….

หมายเหตุ : ถ้าอ่านนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเหล่านี้แล้วยังไม่จุใจ ลองไปอ่านนิทานนานาชาติตามลิงค์ด้านล่างนี้เพิ่มเติมได้นะครับ

https://bit.ly/3Jygo61

Posted in การจัดการลิขสิทธิ์นิทาน, การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเด็ก, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ

ทิศทางของเว็บไซต์ในปี2565

สวัสดีครับ … ผมเขียนบันทึกนี้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2564 เพื่อแจ้งทิศทางของเว็บไซต์นิทานนำบุญให้คุณผู้อ่านได้ทราบ

ปัจจุบัน เว็บไซต์นิทานนำบุญมีนิทานอยู่ประมาณ 300 เรื่อง ในปี 2565 ผมจึงตั้งใจที่จะลงนิทานเรื่องใหม่ ๆ น้อยลง แต่จะพยายามจัดหมวดหมู่ของนิทานให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น และจะตรวจทานความถูกต้องทางภาษาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมทั้งเติมรายละเอียดในส่วนเกริ่นนำหรือในส่วนท้ายของนิทาน เพื่อให้นิทานแต่ละเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น จึงขอแจ้งและขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

ในส่วนของโครงการเลี้ยงกาแฟปีละ 1 บาท เนื่องจากปีที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ได้รับเงินเลี้ยงกาแฟมาราวสามหมื่นบาท (อ่านได้จากลิงค์นี้ https://bit.ly/32Dw4Uc ) ซึ่งน่าจะใช้ดูแลเว็บไซต์ได้อีก 8 ปี ด้วยเหตุนี้เอง ในปี 2565 ผมจึงขอหยุดรับการเลี้ยงกาแฟ โดยจะค่อย ๆ นำเลขบัญชีออกจากเว็บไซต์ เพราะผมไม่อยากรบกวนผู้อ่านและไม่อยากถือเงินเอาไว้มากเกินไป ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันดูแลเว็บไซต์นี้นะครับ

ในปี 2564 ผมพบปัญหาน่าหนักใจเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญอย่างรุนแรง และเรื่องการแอบอ้างชื่อ “นิทานนำบุญ” ในการประกาศเชิญชวนผู้คนให้สมัครเข้าทำงาน “คัดลอกนิทาน” ซึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต

ในส่วนของปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ มีคนนำนิทานจากเว็บไซต์นิทานนำบุญไปทำคลิปลงในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้กระทำผิดบางคนเล่าว่า เห็นนิทานส่งต่อกันมาทางไลน์ (ไม่มีชื่อผู้แต่ง) จึงก๊อปนิทานมาลงในบทความของตนเอง และเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์! กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมวิตกว่า หากปล่อยให้มีการละเมิดต่อไปเรื่อย ๆ นิทานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผม จะถูกละเมิดจนผู้คนคิดว่าเป็นนิทานที่ไม่มีผู้แต่งและไม่มีลิขสิทธิ์ ดังนั้น ในปี 2565 ผมจึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีอย่างจริงจัง ซึ่งปกติ เวลาที่ผมขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ นิทาน 1 เรื่องที่นำไปพิมพ์หนังสือ 1 เล่ม (พิมพ์ 3000 ฉบับ) ผู้สร้างสรรค์จะได้รับค่าลิขสิทธิ์ 10% ของราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ (ราว 30,000 บาท) ดังนั้น ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญจึงอาจถูกดำเนินคดีและเสียเงินเป็นจำนวนมาก (นอกจากนี้ ยังอาจมีโทษทางอาญาด้วยครับ) ซึ่งการดำเนินคดีอย่างจริงจังอาจช่วยแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไปได้บ้าง

ส่วนปัญหาเรื่องการแอบอ้างชื่อ “นิทานนำบุญ” ในการประกาศรับจ้างที่ไม่สุจริต ผมในฐานะผู้จัดทำเว็บไซต์นิทานนำบุญขอยืนยันว่า ผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับการประกาศรับจ้างงานดังกล่าว และจะทำการรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความโดยเร็วที่สุด

ในส่วนของแผนงานปี 2565 ผมตั้งใจที่จะเริ่มทำคอนเทนต์นิทานลงในยูทูบ โดยมีกลุ่มผู้ชมเป็นคนทุกเพศทุกวัย (ไม่เน้นไปที่กลุ่มเด็ก) ซึ่งหากทำได้สำเร็จและเป็นที่นิยมของผู้ชม ก็อาจทำให้ผมมีรายได้มาทำอะไรสนุก ๆ ได้อีก ปี 2565 จึงเป็นปีที่น่าจะยุ่งมากและต้องแก้ปัญหาอะไรค่อนข้างมาก แต่ผมสัญญาว่า ถ้าได้ลงคลิปในยูทูบเมื่อไหร่ ก็จะนำมาแชร์ให้ได้ติดตามกันด้วยครับ

สุดท้าย โครงการหนังสืออีบุ้คที่ผมทำขาย ผมตั้งใจที่จะหยุดขายเพื่อลดภาระของน้องชายที่ต้องมาทำหน้าที่ขายแทนผม ดังนั้น หากใครอยากอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีแต่งนิทานของผม คงต้องรีบสั่งซื้อกันหน่อยตามช่องทางที่อยู่ในภาพข้างล่างนี้ เพราะปลายเดือนมกราคม…เมื่อเลิกขายแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็จะไม่มีกลับมาจำหน่ายอีกเลยครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานรับปีใหม่ 2565

นิทานใหม่ 10 เรื่อง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานของขวัญรับปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) พอจะทำให้เด็ก ๆ ได้ ก็คือการนำนิทานมาฝากให้ได้อ่านกันในช่วงเวลาแห่งความสุข แต่การนำนิทานมาฝากเพียงเรื่องเดียวอาจดูธรรมดาจนเกินไป ผมจึงคัดนิทานเกี่ยวกับของขวัญ 4 เรื่องมาฝาก ซึ่งผมหวังว่านิทานทั้ง 4 เรื่องนี้คงมีบางเรื่องที่ช่วยสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้บ้าง

นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?

วันหนึ่ง  ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน   พวกเขาเคยได้ยินว่า  เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า  สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ

ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง   แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู   พวกเขาก็ต้องผิดหวัง   เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด  มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง   ข่าสงสารน้อง  เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”   

ข่าส่งยิ้มให้ขิง  แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน   ข่าบอกขิงว่า  “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่  เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ  สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น    แต่น่าเสียดาย   มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล!   มิหนำซ้ำ  ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก

ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ   ข่าสงสารน้อง   เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”

ทันใดนั้น  เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง    ขิงตกใจมาก   เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   ข่าสงสารน้องเหลือเกิน   เขาอยากจะปลอบน้อง  แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก   อย่างไรก็ตาม  ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้    ดังนั้น  ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง    

ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม  จากนั้น  เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง  แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋  เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง  ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด

ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย   แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา  เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้  

ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ  เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”

เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ  เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป    จริง ๆ แล้ว  ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด   เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น    ดังนั้น  ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้  เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก

ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น   จากนั้น  เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ

ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ   แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ   เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร  

ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา    ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก

และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น  ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์

#นิทานนำบุญ

…………………..

นิทานเรื่อง ของขวัญจากพระราชา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาผู้แสนดีพระองค์หนึ่ง ทรงดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดี จนทำให้ประชาชนทุกคนมีจิตใจที่ดีงามและมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า 

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของพระราชา  ประชาชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันส่งของขวัญมาให้ ซึ่งทำให้พระราชาซาบซึ้งและอยากตอบแทนความรักของประชาชนด้วยของขวัญอะไรสักอย่าง

เมื่อเหล่าเสนาทราบความประสงค์ของพระราชา เหล่าเสนาจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำของขวัญราคาแพงแล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นที่ระลึก

แม้พระราชาจะต้องการมอบของที่มีค่าให้แก่ประชาชน  แต่เนื่องจากเงินในท้องพระคลังมีไม่มากพอ ดังนั้น พระราชาจึงไม่สามารถมอบของขวัญราคาแพงตามคำแนะนำของเหล่าเสนาได้

เมื่อพ่อมดหลวงเห็นว่าพระราชาปฏิเสธความคิดของเหล่าเสนา  พ่อมดหลวงจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำเครื่องรางของขลัง แล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเพื่อใช้ป้องกันตัวจากภูตผีปิศาจ

แม้การทำเครื่องรางของขลังจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่พระราชาก็ไม่อยากมอบของที่อาจทำให้ประชาชนงมงายกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงตัดสินใจไม่ทำของขลังตามคำแนะนำของพ่อมดหลวง 

เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นว่าข้อเสนอของเหล่าเสนาและพ่อมดหลวงไม่เป็นที่ถูกใจของพระ- ราชา  กลุ่มพ่อค้าจึงเสนอให้พระราชากำหนดของขวัญเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วใช้วิธีจับฉลากมอบเงินให้แก่ผู้โชคดีเพียงคนเดียว  

แม้วิธีของกลุ่มพ่อค้าจะไม่ทำให้สิ้นเปลืองเงินในท้องพระคลังมากจนเกินไปนัก  แต่การจับฉลากมอบของขวัญให้ใครเพียงคนเดียว ดูจะไม่ตรงตามเจตนาของพระราชาสักเท่าไร   มิหนำซ้ำ มันยังมีลักษณะคล้ายกับการออกหวยซึ่งเป็นอบายมุขอีกด้วย ดังนั้น  พระราชาจึงเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของกลุ่มพ่อค้า

ในขณะที่ทุก ๆ คนในท้องพระโรงพยายามครุ่นคิดหาของขวัญที่เหมาะสมกันอย่างเคร่งเครียด  จู่ ๆ  ตลกหลวงผู้เป็นคนสนิทของพระราชาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปกระซิบความคิดของเขาให้พระราชาได้ทราบ

ทันทีที่พระราชาได้ฟังความคิดเห็นจากตลกหลวง พระองค์ก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุข  แล้วสั่งให้ทหารจัดการเตรียมของขวัญสำหรับประชาชนตามคำแนะนำของตลกหลวงโดยด่วน

ของขวัญที่ตลกหลวงเสนอให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นของขวัญที่มีราคาถูก มีประโยชน์ แถมยังมีความหมายลึกซึ้ง  ซึ่งสิ่งที่ตลกหลวงแนะนำให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนที่แสนดีก็คือเกลือธรรมดา ๆ นั่นเอง!

ในตอนแรก  ทั้งเหล่าเสนา พ่อมดหลวงและกลุ่มพ่อค้าต่างงุนงงกับตัดสินใจของพระราชาผู้เป็นที่รัก  แต่เมื่อทุกคนเห็นข้อความที่ถุงเกลือซึ่งพระราชาเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ทุก ๆ คนก็พากันยิ้มและยอมรับในความคิดอันลึกล้ำของพระราชาและตลกหลวง

ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนถุงเกลือคือข้อความว่า “ขอให้ทุกคนรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”  ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับถุงเกลือจากพระราชาและได้อ่านข้อความดังกล่าว  ประชาชนทุกคนก็พากันซาบซึ้ง เพราะข้อความนั้นเป็นได้ทั้งคำชมเชยและคำเตือนใจในเวลาเดียวกัน

“จงทำความดีและเป็นคนดีต่อไป ดั่งเกลือที่คงความเค็มได้อย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน”

ประชาชนทุกคนมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันมีค่ายิ่งจากพระราชาที่พวกเขารัก 

และหลังจากนั้น  ทุก ๆ คนก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดีและทำความดีต่อไป เพื่อตอบแทนความกรุณาของพระราชาผู้เป็นที่รัก  

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญแด่คุณครู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ณ โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  มีคุณครูคนหนึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสือได้อย่างวิเศษ   คุณครูคนนี้มีชื่อว่า “คุณครูขวัญดาว”   เธอชอบสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  ชอบสอนเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก และชอบเล่าเรื่องสนุกแฝงคติธรรมเพื่อบ่มเพาะให้เด็ก ๆ เป็นคนดีในอนาคต   เด็ก ๆ รักคุณครูของพวกเขามาก  ส่วนคุณครูขวัญดาวเองก็รักเด็ก ๆ ราวกับเธอเป็นแม่คนที่สอง

อยู่มาวันหนึ่ง  เด็ก ๆ นึกอยากให้ของขวัญแด่คุณครูขวัญดาว   ดังนั้น  เด็ก ๆ จึงหารือกัน แล้วตัดสินใจที่จะซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูใช้ขี่และใช้ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการหอบข้าวของพะรุงพะรังมาโรงเรียนอย่างที่เป็นอยู่ 

แม้ราคาจักรยานอาจจะแพงอยู่สักหน่อย  แต่เด็ก ๆ ก็ไม่หวั่น  เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน…ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

เด็ก ๆ เริ่มต้นเก็บเงินด้วยการหางานทำหลังเลิกเรียน  เด็กบางคนหาเงินด้วยการเก็บผักไปขายที่ตลาด  เด็กบางคนอาสาตัดหญ้าและกวาดใบไม้ในสวนสวย   ส่วนเด็กบางคนเลือกที่จะนวดหลังให้ผู้ใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาหยอดกระปุกรวมกันเอาไว้  

เด็ก ๆ ตั้งใจทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น  ไม่ช้าไม่นานนัก  กระปุกหมูของเด็ก ๆ ก็หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษสตางค์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็ก ๆ ทุกคน

เมื่อเด็ก ๆ มีเงินมากพอที่จะซื้อจักรยาน  เด็กทุกคนจึงนัดแนะกันหอบกระปุกหมูเดินทางไปยังร้านขายจักรยานที่อยู่ในเมือง 

เด็ก ๆ มีความสุขและตื่นเต้นมากที่จะได้มอบจักรยานให้คุณครูที่พวกเขารัก  แต่ในระหว่างการเดินทาง  เด็ก ๆ บังเอิญพบหญิงชรากับลูก ๆ กำลังนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ กับซากของบ้านซึ่งถูกไฟไหม้จนวอดวายไปทั้งหลัง   

หญิงชราผู้โชคร้ายสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยพระเพลิงที่ไร้ความปราณี   เธอกับลูก ๆ ไม่มีบ้านคุ้มหัว  ไม่มีผ้าห่มกันหนาว  ไม่มีเงินซื้อข้าว  ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย….นอกจากชีวิต  

เด็ก ๆ ต่างสงสารหญิงชรากับลูก ๆ จนไม่อาจนิ่งเฉยได้   ด้วยเหตุนี้  เด็กทุกคนจึงตัดสินใจยกกระปุกหมูของพวกเขาให้แก่หญิงชราผู้อาภัพ

เมื่อเด็ก ๆ มอบกระปุกหมูให้แก่หญิงชรา  พวกเขาจึงไม่มีเงินซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูดังที่ตั้งใจเอาไว้   อย่างไรก็ตาม  เด็ก ๆ ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  

เมื่อถึงวันสุดท้ายปลายเทอม  เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บดอกไม้จากข้างทางนำมาจัดเป็นช่อ แล้วมอบให้คุณครูขวัญดาวพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูฟัง  

เด็ก ๆ กล่าวขอโทษที่พวกเขาไม่สามารถมอบของขวัญที่มีค่ามีราคาอย่างจักรยานให้แก่คุณครูได้  แต่หลังจากที่เด็ก ๆ พูดจบ  คุณครูขวัญดาวกลับร้องไห้  ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ตกใจกันไปหมด 

ตอนแรก เด็ก ๆ คิดว่าคุณครูคงโกรธที่ได้ดอกไม้ไร้ราคาเป็นของขวัญ   แต่จริง ๆ แล้วคุณครูขวัญดาวร้องไห้เพราะเธอปลื้มปีติที่เด็ก ๆ รักครูและมีจิตใจดีงามดังที่เธอเฝ้าอบรมบ่มนิสัยการที่เด็ก ๆ เป็นคนดีสมกับที่ครูสอนเฝ้าสั่งสอนทำให้คนเป็นครูหายเหนื่อยและรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

คุณครูขวัญดาวขอบใจเด็ก ๆ ทุกคนที่มอบของขวัญอันแสนวิเศษให้กับครูอย่างเธอ  ส่วนเด็ก ๆ เองก็ภูมิใจมากที่พวกเขาสามารถทำให้คุณครูที่พวกเขารักมีความสุขได้อย่างเหนือความคาดหมาย

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ

นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด  ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์  ดังนั้น ลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก

กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า  แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด  แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้

เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา  ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี  

“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?”  กระต่ายถาม

พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู  ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้

“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”

ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง  แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….

“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน  หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก” 

ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ  ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง

เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ  ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ

และสุดท้าย  เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก  ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน  จากนั้น  มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ

นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด  นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน  ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน  ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้

 คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ  แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว  แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน

และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์” เป็นนิทานแนวผจญภัยนิด ๆ ที่มีข้อคิดเกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจจริง นิทานเรื่องนี้น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ นอนหลับสบาย เพราะไม่มีฉากโลดโผนจนเกินไป นอกจากนี้ คุณครูอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าก่อนนำเข้าเนื้อหาเกี่ยวกับดวงอาทิตย์หรือแสงแดดก็คงจะเหมาะดี เพราะนิทานเรื่องนี้แอบสอดแทรกความรู้เอาไว้นิดหน่อย หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่เมืองทุกเมืองต้องมีภูตประจำเมืองคอยดูแลให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข มีภูตน้อยตนหนึ่งชื่อภูตพลังแสงอาทิตย์ เป็นภูตที่ไม่มีเมืองใดต้องการให้ไปเป็นภูตประจำเมืองเลย  ซึ่งทุกครั้งที่ภูตน้อยส่งจดหมายไปสมัครเป็นภูตประจำเมืองที่เมืองใดก็ตาม ชาวเมืองก็มักจะปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า “เรามีดวงอาทิตย์จริง ๆ อยู่แล้ว  แล้วเราจะเอาภูตพลังแสงอาทิตย์มาทำให้เมืองของเราร้อนมากกว่านี้ไปทำไม? ที่สำคัญ เราเลือกภูตประจำเมืองได้เพียงตนเดียว…เราต้องการภูตแห่งความสุข  ภูตแห่งสุขภาพที่ดี  หรือภูตแห่งความร่ำรวยให้มาช่วยเหลือพวกเรามากกว่า”

การได้ฟังคำปฏิเสธซ้ำ ๆ ทำให้ภูตน้อยรู้สึกท้อแท้ แต่แทนที่ภูตน้อยจะล้มเลิกความตั้งใจ  ภูตน้อยกลับบอกกับตัวเองว่า “ถ้าสักวันมีเมืองไหนยอมให้ฉันเป็นภูตประจำเมือง  ฉันสัญญาว่าจะพยายามทำให้ชาวเมืองทุกคนมีความสุข มีสุขภาพดีและมีความร่ำรวยให้จงได้”

หลังจากที่ภูตน้อยถูกปฏิเสธอยู่นานเกือบปี ในที่สุด ก็มีเมืองอันไกลโพ้นเมืองหนึ่งป่าวประกาศว่าต้องการภูตสักตนมาเป็นภูตประจำเมือง โดยไม่ได้คาดหวังอะไรจากภูตประจำเมืองมากนัก 

ในตอนแรก ภูตน้อยคิดว่าจะมีภูตตนอื่น ๆ แย่งกันสมัครไปที่เมืองแห่งนั้น  แต่เนื่องจากเมืองดังกล่าวอยู่ไกลจนถึงสุดขอบโลก แถมยังมีอากาศหนาวจัดเกือบทั้งปี  ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่มีภูตตนใดส่งจดหมายไปสมัครเลย ยกเว้นก็แต่ภูตพลังแสงอาทิตย์เพียงตนเดียวเท่านั้น  ซึ่งนั่นจึงทำให้ภูตน้อยได้เป็นภูตประจำเมืองในที่สุด

เมื่อภูตน้อยได้รับโอกาส  มันจึงเตรียมตัวออกเดินทางไปยังเมืองที่อยู่สุดขอบโลกทันที

แต่อนิจจา  เส้นทางไปยังเมืองดังกล่าวหนาวมาก และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของผีร้ายที่จะออกมาหลอกหลอนชาวเมืองในช่วงเวลากลางคืน  แถมชาวเมืองยังยากจนข้นแค้นและมีสุขภาพที่ย่ำแย่อย่างน่าเป็นห่วง

เมื่อภูตตนอื่น ๆ รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่ภูตน้อยต้องไปดูแล  ภูตทั้งหลายก็พากันเห็นใจและเชื่อว่าภูตน้อยที่มีเพียงแค่พลังแสงอาทิตย์คงดูแลเมืองที่มีปัญหามากมายเช่นนี้ไม่ไหวเป็นแน่ 

แต่แทนที่ภูตน้อยจะหวั่นไหว ภูตน้อยกลับมุ่งมั่นที่จะช่วยชาวเมืองให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้  โดยระหว่างการเดินทาง  ภูตน้อยใช้พลังแสงอาทิตย์สร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง  จนความหนาวรอบตัวทำอะไรภูตน้อยไม่ได้เลย ครั้นเมื่อภูตน้อยไปถึงเมือง  ชาวเมืองก็พากันแปลกใจที่ภูตน้อยเดินทางฝ่าความหนาวมาได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ  และในคืนนั้น เมื่อภูตน้อยปล่อยพลังแสงอาทิตย์ที่ทำให้ผีทั้งหลายเกรงกลัวจนต้องหาจังหวะหลีกหนีลี้ภัยออกจากเมืองก่อนที่จะถูกแสงแดดแผดเผาให้กลายเป็นขี้เถ้า  เมื่อชาวเมืองรู้ ชาวเมืองก็พากันทึ่งต่อพลังแสงอาทิตย์ที่ภูตน้อยมีอยู่ แล้วเริ่มเปิดใจยอมขอความช่วยเหลือจากภูตประจำเมืองที่เพิ่งมาถึงหมาด ๆ

เมื่อภูตน้อยทราบว่า ชาวเมืองอยากมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีและอยากมีรายได้บ้าง เพราะทุกคนนั้นยากจนเหลือเกิน  ภูตน้อยจึงควบคุมพลังแสงอาทิตย์ในตัวเองให้แผ่ออกมาเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ดีต่อสุขภาพ  จากนั้น  ภูตน้อยก็ส่งพลังแสงอาทิตย์ไปปลุกเมล็ดพืชที่หลับใหลอยู่ใต้ดินให้เติบโตและผลิดอกเป็นดอกไม้แสนสวยเพื่อสร้างความสุขทางใจให้แก่ชาวเมือง  ซึ่งหลังจากที่ทุกคนเริ่มรู้สึกดีและมีความเชื่อมั่นในตัวของภูตน้อยมากขึ้น  ภูตน้อยจึงชวนให้ชาวเมืองทำการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ  เป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ โดยภูตน้อยจะคอยสนับสนุนเรื่องแสงแดดให้พืชได้สร้างอาหารตลอดทั้งปี

เมื่อชาวเมืองได้ฟัง  ชาวเมืองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า หากพวกเขาทำการเพาะปลูกเป็นอาชีพ โดยมีภูตประจำเมืองคอยดูแลเช่นนี้ โอกาสที่พวกเขาจะล้มเหลวคงเป็นไปแทบไม่ได้  เมื่อทุกคนคิดเช่นนั้น ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันเริ่มต้นอาชีพเพาะปลูกตามคำแนะนำของภูตน้อย

หลายเดือนต่อมา  พืชผลที่ชาวเมืองปลูกก็ออกผลจนชาวเมืองนำไปขายและได้กำไรไปตาม ๆ กัน  ชาวเมืองต่างรู้สึกว่าพวกเขาโชคดีเหลือเกินที่ได้ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์มาเป็นภูตประจำเมือง  เพราะนอกจากพวกเขาจะได้อาชีพแล้ว สุขภาพทั้งกายและใจของพวกเขาก็ดีขึ้นมากด้วย 

ในที่สุด ภูตน้อยก็ทำให้ชาวเมืองทุกคนมีความสุข มีสุขภาพดีและมีความร่ำรวยได้สมกับที่เคยตั้งใจเอาไว้ และแล้ว…ชื่อของภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์ก็ถูกเล่าลือไปยังทุกถิ่นที่ และทำให้เมืองหลาย ๆ เมืองที่เคยปฏิเสธภูตน้อยได้แต่นั่งคอตกและเพ้อพกด้วยความเสียดาย

#นิทานนำบุญ

………………………………………

Posted in Uncategorized

รวมนิทานในวันหนาว ๆ

วันนี้ ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2564 สภาพอากาศค่อนข้างเย็นจนเกือบจะหนาว ในแต่ละปี เมืองไทยมักมีช่วงเวลาแบบนี้ไม่นานนัก ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมจึงนำนิทานที่มีฉากที่หนาวเย็นหรือมีตัวละครเกี่ยวกับความหนาวเย็นมารวมไว้ให้อ่านเฉพาะกิจ เพราะอ่านนิทานหนาว ๆ ในช่วงที่อากาศหนาว ๆ น่าจะให้ความรู้สึกที่พิเศษมากขึ้น อ้อ…พออ่านนิทานจบแล้ว อย่าลืมกอดกันให้อุ่นขึ้นนะครับ หนาวเกินไปเดี๋ยวจะเป็นหวัดกันหมด ด้วยความปรารถนาดีครับ

https://bit.ly/3IbiiIQ
https://bit.ly/3rt8qEq
https://bit.ly/3Ees1vy
https://bit.ly/31heqFx
https://bit.ly/31fSD0S
https://bit.ly/32P7tfu

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

บทเรียนของลูกม้าลาย

นิทานเรื่อง บทเรียนของลูกม้าลาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกม้าลายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับพ่อแม่ของมัน ลูกม้าลายตัวนี้มีนิสัยซุกซน, ซุ่มซ่าม, เซ่อซ่า แถมยังพูดจาสื่อสารกับใคร ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง  แม่ม้าลายจึงต้องคอยเตือนให้ลูกชายมีสมาธิและรู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูดเสมอ ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับแม่ม้าลายไปเยี่ยมญาติในป่าลึก ลูกม้าลายจอมซนที่อยู่เฝ้าบ้านจึงแอบออกไปว่ายน้ำเล่นที่ลำธารซึ่งแม่ม้าลายเคยห้ามเอาไว้  ลูกม้าลายถอดชุดหนังลายขาวดำที่ใส่อยู่…เหลือแต่ตัวเปล่า ๆ  แล้วลงไปเล่นน้ำจนลืมเวลา  ครั้นเมื่อลูกม้าลายหันมามองชุดที่กองทิ้งไว้ มันก็พบว่าชุดหนังของมันได้หายไปเสียแล้ว

ถ้าพ่อกับแม่กลับมาพบว่าลูกม้าลายทำชุดหนังประจำตัวหาย พ่อกับแม่ม้าลายก็คงจับได้ว่า ลูกชายหนีไปเล่นน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต  หนำซ้ำยังซุ่มซ่ามเซ่อซ่าทำของสำคัญหายไปเสียอีก ลูกม้าลายไม่อยากถูกตีจนก้นลาย  มันจึงไปหาเทพารักษ์ซึ่งเป็นเทวดาประจำป่าเพื่อขอให้ช่วยเสกชุดหนังตัวใหม่ให้

เมื่อเทพารักษ์ได้ฟังคำขอร้อง  เทพารักษ์ผู้ใจดีซึ่งมีพลังวิเศษเสกอะไรก็ได้วันละ 3 ครั้ง จึงเอ่ยปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ ลูกม้าลายดีใจมากจนลืมเรียบเรียงความคิดให้ถี่ถ้วน มันรีบเอ่ยปากขอพรครั้งแรกไปว่า “ผมขอชุดหนังชุดใหม่ด่วนเลยนะครับ”

ทันทีที่เทพารักษ์ได้ฟังคำร้องขอ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังตัวใหม่สวมให้เจ้าลูกสัตว์จอมซนอย่างไม่รอช้า  อนิจจา! เทพารักษ์เข้าใจผิดคิดว่าลูกม้าลายที่เปลือยกายมา…เป็นลูกม้าธรรมดา ๆ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังสีขาวให้มัน…แทนที่จะเป็นชุดลายทางสีขาวดำอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อลูกม้าลายเห็นชุดที่เทพารักษ์เสกให้  มันก็ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัด แล้วพูดกับเทพารักษ์อย่างอารมณ์เสียว่า “ผมไม่ใช่ม้านะครับท่าน ตัวของผมจะต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ  ไม่ใช่ขาวโพลนดูจืดสนิทแบบนี้ ช่วยเสกชุดใหม่ให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

เมื่อลูกสัตว์ที่มาขอความช่วยเหลือบอกว่าตนเองไม่ใช่ม้า แถมเนื้อตัวยังมีทั้งสีขาวและสีดำ  เทพารักษ์จึงเพ่งมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดว่า “ถ้าไม่ใช่ม้าและเนื้อตัวมีทั้งสีขาวและสีดำ บางที…มันอาจจะเป็นลูกวัวก็ได้นะ” ด้วยเหตุนี้ เทพารักษ์จึงร่ายคาถาครั้งที่สอง แล้วเสกชุดหนังลายวัวให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายโมโหจนตัวสั่นเมื่อเห็นชุดลายวัวนมสีขาวสลับดำที่เทพารักษ์เสกให้  มันพยายามระงับความโกรธพลางกัดฟันกรอดแล้วขอพรครั้งที่สามว่า “ผมไม่ใช่ม้า แล้วก็ไม่ใช่วัวนะครับ ตัวของผมมีลายสีดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว อย่าเสกชุดมั่วซั่วแบบนี้สิครับ ยังไงช่วยเสกชุดหนังที่มีลายสีดำคาดอยู่ตามตัวให้ผมเดี๋ยวนี้ พ่อกับแม่ของผมคงใกล้จะมาถึงแล้วนะครับ”    

เทพารักษ์แปลกใจมากที่ลูกสัตว์จอมซนตรงหน้าบอกว่ามันไม่ใช่ทั้งม้าและวัว  เทพารักษ์พยายามมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดถึงสัตว์ที่มีลายดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว  “ถ้าไม่ใช่ม้าหรือวัว แต่มีลายสีดำคาดอยู่ทั้งตัว บางที..เจ้านี่อาจจะเป็นลูกเสือโคร่งที่หน้าตาไม่เหมือนเสือโคร่งก็ได้นะ” เมื่อคิดดังนั้น เทพารักษ์จึงเสกชุดใหม่เป็นชุดหนังลายเสือโคร่งให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายตกใจมากที่เห็นเนื้อตัวของตนมีลายสีดำคาดบนขนสีเหลืองเหมือนเสือโคร่ง มันโกรธจนปากสั่น  พลันพูดกับเทพารักษ์ว่า “นี่ท่านไม่รู้จักม้าลายหรือยังไงครับ  ผมเป็นม้าลาย ไม่ใช่ม้า, วัวนมหรือเสือโคร่ง  แค่เสกชุดหนังสีขาวลายดำให้ผม…มันยากตรงไหนนะ  ช่วยเสกชุดหนังให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะ”

เมื่อเทพารักษ์เห็นลูกม้าลายโมโหโทโส  เทพารักษ์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ  จากนั้น เทพารักษ์ก็พูดกับลูกม้าลายว่า “ถ้าเจ้าบอกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเจ้าเป็นลูกม้าลายและอยากได้ชุดลายขาวดำแบบม้าลาย ข้าก็คงเสกชุดม้าลายให้เจ้าใส่ไปตั้งนานแล้ว แต่นี่เจ้าไม่บอกให้ชัดเจน แล้วใครจะไปเข้าใจสิ่งที่เจ้าต้องการได้ล่ะ วันนี้…ข้าใช้พลังไปครบ 3 ครั้งแล้ว ถ้าเจ้ายังอยากให้ข้าช่วย เจ้าก็จงกลับมาหาข้าอีกครั้งในวันพรุ่งนี้และรักษามารยาทให้ดีกว่านี้ด้วยนะ” 

ลูกม้าลายจอมซนเพิ่งได้สติว่า ตัวมันเองต่างหากที่เป็นคนผิด  เพราะมันวิ่งตัวล่อนจ้อนมาขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์ ซึ่งเทพารักษ์ไม่มีทางรู้เลยว่ามันคือม้า, ลาหรือม้าลายกันแน่  หนำซ้ำ  มันยังไม่รู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูด  ไป ๆ มา ๆ  การขอพรทั้ง 3 ครั้งของมันจึงกลายเป็นเรื่องไร้ค่าไร้ประโยชน์

เมื่อไม่มีทางเลือก  ลูกม้าลายจึงจำใจต้องเดินคอตกกลับไปรอให้คุณแม่ตีก้นจนลายพร้อยตามระเบียบ  ครั้นพอถึงวันรุ่งขึ้น  ลูกม้าลายก็ไปขอโทษเทพารักษ์และขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้…มันไม่ลืมที่จะเรียบเรียงความคิดและเอ่ยปากขอสิ่งที่ต้องการอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น

ในที่สุด  ลูกม้าลายก็ได้ชุดลายขาวดำมาปกคลุมร่างกายสมดังใจหวัง นอกจากนี้ มันยังได้บทเรียนเกี่ยวกับการสื่อสารความคิดที่จะติดตรึงเตือนใจมันไปอีกนานแสนนานด้วย

#นิทานนำบุญ