นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานที่น่าจะจัดอยู่ในหมวด “นิทานชวนยิ้ม” หรือ “นิทานตลก ๆ ก่อนนอน” เพราะเป็นนิทานที่มีความ “เพี้ยน” อยู่พอสมควร แม้จะไม่ทำให้เด็ก ๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก แต่ก็น่าจะทำให้ยิ้มและอารมณ์ดีได้ หวังว่านิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ นอนฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคล้าย ๆ กับเหล่ายอดมนุษย์ทั้งหลาย  แต่เด็กคนนี้กลับไม่ภูมิใจในพลังพิเศษที่เขามีอยู่เลย  เพราะพลังพิเศษของเขานั้น ไม่ใช่พลังในการเหาะเหินเดินอากาศ ไม่ใช่พละกำลังที่ล้นเหลือเกินมนุษย์ ไม่ใช่อำนาจในการปล่อยแสงต่อสู้กับเหล่าร้าย ไม่ใช่ความสามารถในการล่องหนหายตัว  แต่พลังที่เด็กน้อยมีอยู่กลับเป็นพลังในการ “ผายลม” ที่เขาสามารถปรับความรุนแรงและกลิ่นได้ตามใจปรารถนา  เด็กน้อยคิดว่าการมีพลังพิเศษเช่นนี้…สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า  เด็กน้อยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้และเก็บเรื่องพลังพิเศษที่เขามีอยู่เอาไว้โดยไม่เห็นคุณค่าของมันเลยแม้สักนิด

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่เด็กน้อยนั่งรถโรงเรียนไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดร่วมกับเพื่อน ๆ   ระหว่างทางซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา  คุณลุงคนขับรถที่ขับรถมาไกลแสนไกลก็ค่อย ๆ ง่วงและเผลอหลับเป็นระยะ ๆ   ทุกครั้งที่คุณลุงหลับ  รถก็จะส่ายและเกือบพลาดตกเหวครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณครูพยายามบอกให้คุณลุงจอดรถลงไปพัก  แต่คุณลุงคนขับกลับดื้อดึงและยืนยันว่ายังขับไหว เด็กน้อยเห็นว่าหากปล่อยให้คุณลุงขับรถต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีแน่  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน  นั่นคือการใช้พลังพิเศษผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา แต่บังคับกลิ่นให้เหม็นราวกับกลิ่นตดของช้างร้อยเชือกมารวมกัน

ทันทีที่คุณลุงคนขับได้กลิ่นตดมหาภัย  คุณลุงที่ง่วงเหงาหาวนอนก็รีบจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถเพื่อหนีกลิ่นตดซึ่งเหม็นอย่างสุดทานทน  เด็กนักเรียน, คุณครู รวมทั้งยอดมนุษย์ตัวน้อยที่แอบใช้พลังเป็นครั้งแรกจึงพากันวิ่งลงรถตามไปด้วย  ท้ายที่สุด  คุณลุงคนขับก็ได้ยืดเส้นยืดสายจนหายง่วง  และเมื่อกลิ่นจางลง  ทุกคนก็กลับขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้มีพลังพิเศษก็เริ่มรู้สึกว่า พลังพิเศษของเขาเป็นพลังที่มีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็เป็นพลังที่น่าอายมากกว่าน่าภูมิใจ…ดังเช่นพลังของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ 

ในเวลาต่อมา  เด็กน้อยบังเอิญโชคร้ายเข้าไปฝากเงินในธนาคารแล้วมีโจรอ้วนผอมบุกเข้าปล้นธนาคารพอดิบพอดี  โจรทั้งสองคนใช้ปืนขู่เอาเงินจากเจ้าหน้าที่อย่างอุกอาจ  ส่วนประชาชนก็ได้แต่หมอบอยู่ที่พื้นเพราะกลัวจะโดนลูกหลง เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดี เขาจึงตัดสินใจผายลมออกมา อย่างแผ่วเบา  แต่บังคับกลิ่นให้แรงกว่าคราวก่อนอีกร้อยเท่า  ทำให้โจรอ้วนผอมและผู้คนทั้งหมดสลบเหมือด ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็สามารถจับโจรได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้นเมื่อเด็กน้อยใช้พลังช่วยผู้คนได้สำเร็จ เขาก็เริ่มได้ข้อคิดว่า ถึงพลังพิเศษของเขาจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย  แต่ถ้าเขานำมันมาใช้อย่างเหมาะสม  มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้คนทั้งหลายได้ไม่แพ้พลังพิเศษของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ยอดมนุษย์ตัวน้อยจึงตัดสินใจหาทางใช้พลังของเขาให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ยอดมนุษย์ตัวน้อยใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษโดยแอบไปดูการซ้อมรบของกองทัพ แล้วผายลมเสียงดัง “ปั้ง ๆ ตู้ม ๆ “ ผสมโรงให้เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกว่าปกติ เพื่อขู่ไม่ให้ประเทศข้างเคียงกล้าเข้ามาบุกรุก 

นอกจากนี้  เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันที่ไหน ยอดมนุษย์ตัวน้อยก็จะแฝงตัวไปร่วมการชุมนุมด้วย โดยเขาจะรอให้ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แล้วแอบผายลมแบบเหม็นสุดขีดจนผู้คนทั้งหลายต้องสลายการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหนือสิ่งอื่นใด  ยอดมนุษย์ตัวน้อยยังฉลาดพอที่จะใช้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยการแอบดำน้ำเพื่อผายลมปุ๋งใหญ่หลาย ๆ ปุ๋ง  จนเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีสัตว์โบราณอาศัยอยู่ใต้น้ำ  นักข่าวและนักท่องเที่ยวจึงแห่กันมารอดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ชาวเมืองขายอาหาร, เครื่องดื่มและของที่ระลึกได้เป็นจำนวนมาก

ในที่สุด เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษคนนี้ก็หาโอกาสใช้พลังให้เกิดประโยชน์ได้สำเร็จ  เด็กน้อยภูมิใจในตัวเองมาก เพราะถึงแม้ว่าพลังพิเศษของเขาจะแปลกกว่าใคร ๆ  แต่เมื่อเขารู้จักนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังของเขาจึงมีค่าและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของยอดมนุษย์คนใด ๆ ในโลก 

#นิทานนำบุญ

…………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน : ฮุฮุฮุฮู

“ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง จริง ๆ แล้วต้องขอสารภาพว่า การแต่งนิทานตลกเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม เพราะเรื่องที่ทำให้คนหนึ่งขำ อาจไม่ใช่เรื่องชวนขำสำหรับคนอื่น ๆ ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงเป็นการเดาใจเด็ก ๆ ว่าเรื่องแบบไหนที่จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้ ซึ่งหลังจากแต่งนิทานเรื่องนี้แล้ว และได้ทดลองเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในหลาย ๆ โอกาส ผมก็พบว่า นิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้มาก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ ก็ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ร่วมกับลูก ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง ฮุฮุฮุฮู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีชื่อว่า”หมู่บ้านรักสงบ” ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่รักสงบ ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร ๆ  ดังนั้น ทุกๆ คนในหมู่บ้าน จึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสมอมา

จนกระทั่งวันหนึ่ง คนในหมู่บ้านรักสงบ ได้รับจดหมายขู่จากโจรสองคน ซึ่งเที่ยวปล้นหมู่บ้านต่างๆ มาจนทั่ว  โจรทั้งสองคนขู่ว่า พวกเขาจะเข้ามาปล้นหมู่บ้านในคืนวันนี้ และหากใครขัดขืน อาจถูกทำให้ล้มทั้งยืนโดยไม่รู้ตัว  เมื่อชาวบ้านทราบดังนั้นแล้ว  ทุกๆ คนจึง เกิดอาการตื่นตระหนก และรีบเข้าไปหลบอยู่แต่ในบ้าน โดยไม่มีใครกล้าออกมานอกบ้านเลยแม้แต่คนเดียว

ร้อนถึงบรรดาหมาๆ ที่ต้องจัดการประชุมขึ้นมาโดยด่วน เพื่อที่จะหาวิธีปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก  หมาตัวหนึ่งซึ่งฉลาดที่สุด เสนอความคิดขึ้นมาว่า วิธีที่จะจัดการกับพวกโจร โดยไม่ให้มีใครต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ก็คงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าการสร้างข่าวลือ เพื่อให้พวกโจรกลัวจนไม่กล้าเข้ามายังหมู่บ้าน  เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว พวกหมาจึงพากันไป แอบซุ่มอยู่ตามใต้ถุนบ้านของชาวเมือง แล้วแกล้งพูดเลียนเสียงคนว่า “รู้มั้ย เวลาหมาร้องว่า ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่าผีมานะ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา” 

เมื่อชาวบ้านที่อยู่ในบ้านได้ยินได้ฟัง ต่างก็พากันแปลกใจ แล้วพูดต่อๆ กันไปว่า “อะไรนะ ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ” 

ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป จากบ้านไปยังท้องทุ่ง  จากท้องทุ่งเข้าสู่ป่า และจากป่าเข้าไปถึงรังโจร 

เมื่อพวกโจรได้ฟัง พวกโจรก็ร้องขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า “อะไรนะ ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ”  พวกโจรรู้สึกกลัวมากและไม่อยากได้ยินเสียงร้องที่ว่านี้เลย

และแล้วเมื่อถึงตอนกลางคืน พวกโจรก็พากันมายังทางเข้าหมู่บ้านตามที่พวกเขาวางแผนกันเอาไว้  คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด บรรยากาศเงียบสงัดจนดูวังเวง  พวกโจรค่อยๆ ย่องเข้ามาในหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่า เหล่าบรรดาหมาๆ กำลังดักรอพวกเขาอยู่ เมื่อหมาเห็นโจร พวกหมาจึงพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  เมื่อพวกโจรได้ยินก็ตกใจ แล้วจึงอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู เราเผ่นดีกว่า”  ว่าแล้วพวกโจรวิ่งแน่บออกจากหมู่บ้านไปทันที

คืนต่อมา พวกโจรก็พากันกลับมายังทางเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง  คราวนี้ พวกโจรตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อพวกหมาพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  พวกโจรก็ได้แต่ตกใจ แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกโจรมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทุกๆ คืน แต่ก็ต้องตกใจและวิ่งหนีกลับบ้านไปทุกๆ ครั้ง  พวกโจรคิดว่าพวกเขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นโจรอีกแล้ว  ในที่สุด โจรทั้งสองคนก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดี

เมื่อคนในหมู่บ้านรักสงบ เห็นว่าโจรไม่มาปล้นพวกเขาสักที คนในหมู่บ้านจึงเริ่มสบายใจและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขกันอีกครั้ง  ส่วนบรรดาๆ หมาๆ ก็ได้แต่ภูมิใจ ที่พวกมันได้ปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก และทำให้พวกโจรกลับตัวเป็นคนดีได้สำเร็จ

และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข แต่ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ก็ยังคงแพร่สะพัด และสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า  นั่นคืออุบายของหมาที่มีไว้เพื่อใช้หลอกโจร

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเสริมความมั่นใจ : เจ้าหนูตัวจิ๋ว

นิทานเรื่อง “เจ้าหนูตัวจิ๋ว” เป็นนิทานเพี้ยน ๆ อีกเรื่อง ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งชื่อตัวละครให้แปลกไปจากปกติ เช่น การตั้งชื่อฮิปโปว่า “ฮิปโป๋” (มีไม้จัตวา) ยีราฟ ว่า “ยีหลับ” (เสียงราฟกับหลับฟังแล้วคล้าย ๆ กันแต่ออกจะตลกหน่อยๆ) จิงโจ้ ว่า “จิงโจ๋” (ฟังแล้วออกแนวเก๋าโจ๋จิ๊กโก๋ พี่นำบุญว่าตลกดี) แถมแต่งนิทานให้ตัวละครเอก (หนูจิ๋ว) เป็นคนพูดเล่าเรื่อง

การอ่านออกเสียงหรือเล่านิทานเรื่องนี้ให้น่ารักน่าชัง ขอแนะนำให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหนูตัวจิ๋ว แล้วอ่านแบบออดอ้อนหน่อย ๆ น่าสงสารนิด ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศในการฟังมากขึ้น

อนึ่ง นิทานเรื่องนี้ เคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพโดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์ ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนมีอยู่ในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพราะนอกจากการเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนแล้ว นิทานเรื่องนี้ ยังมีข้อคิดที่ส่งเสริม EF เรื่องความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนิทานจะทำให้เด็ก ๆ ตระหนักว่า “ถึงเราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีพลังและทำประโยชน์ได้นะ”

นิทานเรื่อง เจ้าหนูตัวจิ๋ว

ผมชื่อจิ๋ว  ผมเป็นลูกหนูตัวกระจิ๋วหลิว

ผมตัวเล็กจริง ๆ นะ  เล็กขนาดที่ลมพัดก็ยังปลิว

ผมมีเพื่อนรักอยู่ 3 ตัว ชื่อ ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋

ฮิปโป๋เป็นลูกฮิปโป  ยีหลับเป็นลูกยีราฟ   ส่วนจิงโจ๋เป็นลูกของจิงโจ้

ฮิปโป๋, ยีหลับ, จิงโจ๋เกิดพร้อม ๆ กับผม

แต่เพื่อน ๆ ตัวโตและแข็งแรงกว่าผมมาก

เวลาต้องยกของหนัก ๆ  เพื่อนของผมยกกันได้สบาย

แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันหนักแทบตาย

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผม ไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย

ผมช่างไม่มีค่าไม่มีความหมาย…เสียจริง ๆ

เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าผมน้อยใจที่ตัวกระจิ๋วหลิว

เพื่อน ๆ จึงมาปลอบและชวนผมไปเล่นให้หายหน้านิ่ว

ฮิปโป๋ชวนผมไปว่ายน้ำ

แต่ผมว่ายน้ำได้ไม่นาน…ก็หมดแรง  ผมจึงต้องขี่หลังฮิปโป๋ขึ้นฝั่ง (ก่อนที่จะจมน้ำปุ๋ง ๆ)

พอหายเหนื่อย  ยีหลับก็ชวนผมไปเก็บผลไม้

ผมกระโดดเท่าไหร่…ก็เก็บผลไม้ไม่ถึง

ไม่เหมือนกับยีหลับที่แค่ยืดคอนิดหน่อย ก็เก็บผลไม้ได้ตั้งเยอะแยะ

(เห็นไหม ผมไม่ได้เรื่องเลยนะ)

เมื่อจิงโจ๋เห็นผมกระโดดดุ๋ง ๆ ได้  มันเลยชวนผมไปกระโดดไล่จับกันกลางทุ่งหญ้า

แต่ผมกระโดดได้ไม่นาน…แรงก็หมด

ท้ายที่สุด ผมเลยต้องเข้าไปนอนในถุงหน้าท้องของจิงโจ๋  แล้วหลับปุ๋ยไปโดยไม่รู้ตัว

ในความฝัน  ผมเห็นเพื่อน ๆ  พากันเบื่อผม

เพราะหนูตัวจิ๋วอย่างผม…ไม่มีค่า  ไม่มีประโยชน์

จริง ๆ แล้ว ผมก็อยากตัวโตเหมือนเพื่อน ๆ นะ…แต่ผมตัวโตได้แค่นี้

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผมช่างไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับใคร ๆ เอาเสียเลย

เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ   ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้

แต่เมื่อผมตื่น แล้วโผล่หัวออกมาจากถุงหน้าท้องของจิงโจ๋ ผมก็พบว่า

ตัวผมกับเพื่อน ๆ ถูกนายพรานใจร้ายจับมาขังเอาไว้ในกรงเหล็ก

พวกเราถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็ก  ๆ เพื่อรอส่งไปขายในตลาดมืด

ตอนที่ผมตื่น…นายพรานไม่อยู่

ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋จึงช่วยกันออกแรงดันให้ลูกกรงพัง เพื่อจะได้หนีไปเสียให้พ้น ๆ

แต่อนิจจา…ไม่ว่าเพื่อนตัวใหญ่ของผมจะออกแรงสักเท่าไร

ลูกกรงเหล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะหักหรือพังเลยสักนิด

สุดท้าย  เพื่อน ๆ ของผมจึงได้แต่นั่งคอตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในขณะนั้นเอง

หนูตัวจิ๋วอย่างผมก็มองเห็นกุญแจวางอยู่นอกกรงขัง

ถ้าผมหยิบกุญแจมาไขประตูกรงได้

เพื่อน ๆ ก็คงออกจากกรงได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพังลูกกรงอย่างที่พยายามกันอยู่

แต่หนูตัวกระจิ๋วหลิว ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างผม…จะช่วยเพื่อน ๆ ได้ยังไงกันนะ

ในเสี้ยววินาทีนั้น 

ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของผม

“ก็เพราะผมเป็นหนูตัวจิ๋วยังไงล่ะ…ผมจึงน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ได้”

เมื่อผมคิดดังนั้น ผมเลยกระโดดออกจากถุงหน้าท้องของเจ้าจิงโจ๋

แล้วใช้ความจิ๋วของผม 

เดินลอดซี่ลูกกรงออกไปอย่างสบาย ๆ   จากนั้น ก็หยิบกุญแจมาไขกรง

พร้อมกับเปิดประตูให้เพื่อน ๆ ได้เป็นอิสระ

เพื่อน ๆ ดีใจกันมากที่ได้ออกจากกรงขัง

พวกเรารีบหนีออกจากบ้าน  แล้วไปบอกเพื่อนสัตว์ให้ระวังนายพรานที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในป่า

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  ผมรู้เลยว่า เพื่อน ๆ ต่างก็ภูมิใจในตัวผม

ถึงผมจะเกิดมาตัวกระจิ๋วหลิว  แต่ผมก็มีค่ามีความหมาย และมีประโยชน์ในแบบที่ผมเป็น

ผมดีใจที่ผมเป็นผม…เป็นหนูตัวจิ๋ว ที่มีข้อดีในแบบจิ๋ว ๆ

ใคร ๆ ต่างก็มีข้อดีในแบบที่ตัวเองเป็นทั้งนั้น

ผมภูมิใจในตัวเองมาก  ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดีใจที่เห็นผมมีความสุขและยิ้มจนตาหยีได้เสียที

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานชวนยิ้ม : กระต่ายน้อยผจญภัย

นิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่อง “กระต่ายน้อยผจญภัย” เรื่องนี้ มีชื่อเดิมว่า “กระต่ายน้อยเพื่อนรัก” เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับกระต่ายและเพื่อน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งนิทานขอสารภาพว่า “ไม่รู้ว่าตัวเองแต่งนิทานเรื่องนี้ได้ยังไง” เพราะถ้าอ่านแบบผ่าน ๆ นิทานเรื่องนี้อาจดูธรรมดามาก แต่เมื่ออ่านนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้อย่างลงในรายละเอียดก็จะพบว่า นิทานธรรมดา ๆ เรื่องนี้มีเนื้อหาที่ “เพี้ยนอย่างมีเหตุผล” ซึ่งผมเชื่อว่าเด็ก ๆ หลายคนจะต้องยิ้มเมื่อได้ฟังหรืออ่านนิทานเรื่องนี้ และนี่เป็นนิทานอีกเรื่องที่ผมคิดว่า “น่ารักจังเลย” ครับ

นิทานเรื่อง กระต่ายน้อยผจญภัย

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in Uncategorized

เบื้องหลังหนังสั้น : ก-ฮ

เบื้องหลังหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ


หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้นำหนังสั้นที่เคยทำสมัยเรียนป.ตรี ที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ปี 2536) มาให้ชมกัน วันนี้ ผมจึงขอเขียนเล่าเบื้องหลังของหนังสั้นเรื่องนี้ให้อ่านกันครับ จำได้ว่าตอนที่ทำ ผมคิดอะไร ๆไว้เยอะมาก (แต่สร้างผลงานได้ตรงใจแค่ประมาณนึงเท่านั้น ถือเป็นแบบฝึกหัดนึงในชีวิตนะครับ)
….
แก่นเรื่อง (Theme) : เด็กไม่มีทางหลุดพ้นจากอำนาจของผู้ใหญ่ได้ (อำนาจที่ผมคิด แบ่งเป็นพระเดชและพระคุณ)
…..
เนื้อเรื่อง : ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ และลูกวัย 5 ขวบ (พ่อเป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระเดช ส่วนแม่เป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระคุณ เด็กน้อยในเรื่องอายุจริงตอนนั้นเพิ่ง 4 ขวบ ยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ใจสู้มาก)

พ่อมักสอนให้ลูกทำตามสิ่งที่พ่อสอน ส่วนแม่คอยให้ความรักและความห่วงใยต่อลูกเสมอ (การจับมือลูกคัดก.ไก่ตามเส้นประ และการให้ลูกเดินตามรางรถไฟ เป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก) ช่วงต้นเรื่องเป็นการปูเรื่องให้เห็นการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ทั้งพระเดชและพระคุณ

วันหนึ่ง พ่อทำม้าก้านกล้วยกับปืนก้านกล้วยให้ลูก พร้อมสอนให้ลูกกล้าหาญ กล้าปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า แต่เมื่อพ่อกับแม่ออกจากบ้าน จู่ๆ ม้าก้านกล้วยก็มีชีวิต แล้วมันก็พาเด็กน้อยให้เดินทางออกนอกบ้าน นอกคำสั่งให้อยู่บ้าน และให้ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง (ในหนังจะมีฉากที่เด็กเขียนด.เด็กในแบบของตัวเอง แล้วแม่เข้ามาปราม พร้อมกับจับมือให้เขียนตามรอยประอีก)

วันหนึ่ง ดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นตัวแทนความหวัง ความฝัน ความเป็นตัวตนของเด็ก กำลังจะถูกรถไฟพุ่งเข้าใส่ เจ้าม้าก้านกล้วยก็ปลุกความกล้่าให้เด็กเข้าไปปกป้องดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจของรถไฟ (และคนขับรถไฟอย่างพ่อ)

เด็กน้อยภูมิใจที่ได้แสดงความกล้าหาญอย่างที่พ่อของเขาสอน แต่พ่อโกรธที่เด็กน้อยทำเรื่องอันตรายที่ไม่สมควรทำแบบนั้น เมื่อพ่อทำโทษลูกอย่างรุนแรง ลูกจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และในหนังมีฉากที่เด็กน้อยวิ่งออกจากรางรถไฟไป

หลังจากนั้น เด็กน้อยไปพักอยู่ในวัด ส่วนแม่ซึ่งเป็นตัวแทนความรักก็ออกตามหาลูกน้อยด้วยความขมขื่น แม่ทุกข์มากจนต้องไหว้วิงวอนให้พระช่วย เด็กน้อยแอบมองแม่ที่ทุกข์ระทม ในที่สุด เด็กน้อยก็ตัดสินใจออกจากที่ซ่อน แล้วกลับเข้าสู่กรอบหรือรางรถไฟอีกครั้ง (ฉากสุดท้ายที่วัด จะเห็นผ้าสีเหลืองมัดที่ม้าก้านกล้วยอีกครั้ง และฉากสุดท้ายที่รางรถไฟ จะเห็นดอกทานตะวันแห้งตายอยู่ตรงนั้น)

ในตอนจบ เด็กน้อยคัดตัว ฮ.นกฮูก พยัญชนะตัวสุดท้าย ตามรอยประด้วยตัวเอง เขาพูดในสิ่งที่พ่อสอน แต่แววตาสดใสของเขาได้หายไปราวกับคนที่ไร้ชีวิต

หมายเหตุ

1) ช่วงวัยรุ่น เราอาจมีความคิดความเชื่อบางอย่าง ตามประสบการณ์ชีวิตที่เรามีอยู่อย่างจำกัด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น (และถ้าโชคดี มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น) เราอาจเห็นความไร้เดียงสาในวัยหนึ่งของตัวเอง และนึกขำที่เราในวัยนั้น ช่างไม่เข้าใจชีวิตเลยจริงๆ
2. สีเสื้อในเรื่องมีการออกแบบสีเอาไว้ (แต่คงเห็นไม่ชัด) สีเสื้อตอนต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่องจะใช้สีม่วงแต่เข้มต่างกัน ช่วงกลางที่เด็กทำตามหัวใจตัวเอง เสื้อจะเป็นสีเหลือง (สีตรงข้่ามกับม่วง) เริ่มจากเหลืองอ่อน แล้วเข้มขึ้น เข้มขึ้น ซึ่งในฉากที่ยืนขวางรถไฟ เสื้อจะสีเหลืองเข้มที่สุด (ไอเดียเรื่องการใช้สีเป็นสัญญลักษณ์ในหนัง ได้แนวทางมาจากหนังจีนเรื่องจูโด้)
3. หนังเรื่อง ก- ฮ ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กเลย แต่เป็นหนังแนวดราม่า (หนังชีวิต)ที่พูดเรื่องเด็กกับอำนาจในครอบครัว (ตอนวัยรุ่น พี่นำบุญสนใจเรื่องเด็กในแง่การคุ้มครองเด็ก เวลาเห็นเด็กโดนทำร้ายหรือโดนทิ้งก็จะทุกข์มาก) การทำหนังเรื่องนี้ ทำให้พี่นำบุญได้บทเรียนดี ๆ หลายๆอย่าง และรู้สึกว่า การทำหนังเป็นการถ่ายทอดความคิดที่ “เอาแต่ใจ” ตัวเองมากเกินไปหน่อย แถมเสียเงินเยอะมาก ดังนั้น ไปเล่าความฝันผ่านสื่อแบบอื่น น่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า ก-ฮ จึงเป็นหนังสั้นเรื่องเดียวที่ทำ และไม่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำหนังสั้นต่อจากเรื่องนี้อีกเลย

Posted in เรื่องเล่า

หนังสั้น : ก-ฮ

ปี 2536 ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามปกติแล้ว หลักสูตรของคณะวารสารศาสตร์ฯ ใช้เวลาเรียน 4 ปี แต่เนื่องจากผมมีความสนใจใน 2 สาขาวิชา คือ วิชาด้านโฆษณา และวิชาด้านภาพยนตร์ ผมจึงเลือกเรียนวิชาของทั้งสองสาขาจนสามารถเลือกจบได้ทั้งสองเอก ในเวลา 5 ปี ซึ่งสุดท้าย ผมได้ตัดสินใจเลือกจบเอกภาพยนตร์ โดยการทำหนังสั้นสารนิพนธ์ เรื่อง ก-ฮ ซึ่งเป็นการทำหนังสั้นขนาดยาว ที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนโครงการ การเขียนบท การคัดเลือกตัวแสดง การวางแผนถ่ายทำ การออกแบบเสื้อผ้าและอุปกรณ์ประกอบฉาก การถ่ายทำ การกำกับการแสดง การตัดต่อและการพากย์เสียง ซึ่งเป็นการศึกษากระบวนการทำหนังสั้นทั้งกระบวนการและได้นำความรู้จากการเรียนตลอด 5 ปีมาใช้อย่างเต็มที่

หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ใช้งบประมาณการถ่ายทำราว 8 หมื่นบาท (เป็นทุนส่วนตัว) โดยเงินเกือบครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าฟิล์มถ่ายหนัง 16 มิลลิเมตร (หากจำไม่ผิด ในสมัยนั้น ฟิล์มถ่ายหนังความยาวหนึ่งนาที ราคาราว 1000 บาท) โดยหนังสั้นเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายหนังแบบไขลานของคณะวารสารศาสตร์ฯ ซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์นัก และมีการเช่ากล้องถ่ายหนังจากสตูดิโอภายนอกมาใช้ในบางฉากที่ต้องการถ่ายทำฉากต่อเนื่องที่ยาวเกินความสามารถของกล้องไขลาน นอกจากนี้ การล้างฟิล์มในยุคนั้นก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานมาก เพราะร้านที่รับล้างฟิล์มถ่ายหนังมีเพียง 1-2 ร้าน ซึ่งคุณภาพในการล้างฟิล์มบางม้วน ทำให้ต้องยกกองเพื่อถ่ายซ่อมใหม่ทั้งหมด และสีสันหรือความคมชัดของฟิล์มแต่ละม้วนที่ได้ออกมา ก็เรียกได้ว่า “ต้องภาวนา” ให้ออกมาพอใช้ได้ก็ยังดี!

หลังจากยุคที่ผมทำหนังสั้นเรื่องนี้ไม่กี่ปี การใช้กล้องวิดีโอในการถ่ายหนังสั้นและการตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเข้ามา (สมัยที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มิลลิเมตร การตัดต่อในแลปที่ต้องการให้มีเทคนิคพิเศษ เช่น Fade in – Fade out – Dissolve หรืออะไรก็ตาม คิดราคาเทคนิคละ 500 บาทต่อจุดที่ต้องการใส่เทคนิค) หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ จึงน่าจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของการเรียนภาพยนตร์ในยุคเก่า ที่มีความท้าทายตามข้อจำกัดในยุคสมัยนั้น และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการทำหนังสั้นของนักศึกษาในอดีตพอสมควร

หนังสั้นสารนิพนธ์ : ก-ฮ (ปี 2536)

อนึ่ง ในการศึกษาเรื่องการทำหนังสั้นครั้งนี้ ผมในฐานะของนักศึกษาที่เป็นเจ้าของโครงการ ต้องขอขอบพระคุณคณาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษา พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ของคณะ เพื่อน ๆ ที่มาช่วยเป็นทีมงานในการถ่ายทำ และนักแสดงทุกคน ที่มีส่วนทำให้หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ สำเร็จลุล่วงลงได้ ความทรงจำในวันนั้น ยังคงประทับใจมาถึงวันนี้ครับ ขอบคุณจริง ๆ

ประสบการณ์สำคัญที่ได้จากการทำหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ที่น่าสนใจมากคือ ในช่วงวัยที่ผมทำหนังเรื่องนี้ ผมภูมิใจและรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป การได้ย้อนกลับมาดูงานของตัวเองใหม่ ทำให้เห็น “ความไม่ยอดเยี่ยม” หรือ “ความไม่เอาไหน” ปรากฏอยู่เต็มไปหมด ประสบการณ์ครั้งนี้จึงสอนผมว่า ผลงานของเราที่เราเชื่อมั่นว่าถูกหรือดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป เพราะในช่วงเวลานั้น เราอาจประเมินผลงานโดย “หลง” เข้าข้างตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

หมายเหตุ : ถ้ามีโอกาส ผมจะนำสารนิพนธ์ของหนังสั้นเรื่องนี้ มาให้อ่านกันนะครับ เนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเป็นการอธิบายแนวคิดของหนังสั้นเรื่องนี้ รวมทั้งสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนไว้ในเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้สนใจสามารถศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทหนังสั้นต่อไปได้ครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ลาน้อยกับโรคโง่

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

            ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

            วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

            ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่  สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

            ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

            คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

            ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

            ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

            ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อ เชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

            เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้  คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

            หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

            ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

            ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in Uncategorized

นำบุญในไทยรัฐ

ในสมัยก่อน (เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา) หนังสือพิมพ์ไทยรัฐถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย การมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่นักเขียนนิทานธรรมดา ๆ อย่างผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่เคยคาดคิด Continue reading “นำบุญในไทยรัฐ”

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก

Continue reading “นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก”