Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นาคน้อยผจญภัย” ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค เป็นนิทานก่อนนอนแนวไทยพื้นบ้าน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ทดลองแต่งเล่น ๆ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า ChatGPT

ChatGPT เป็นแชทบ็อทที่สร้างโดยหน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Open AI) มันมีความสามารถในการตอบคำถามของเราได้แบบอัตโนมัติ แต่การตอบคำถาม จะไม่ใช่การถามคำ-ตอบคำ แต่เป็นการตอบอย่างมีรายละเอียด หนำซ้ำ ตามข่าวยังระบุว่า ChatGPT สามารถช่วยเขียนบทความ เขียนโปรแกรม แต่งกลอน แต่งเพลง และแต่งนิทานได้

เมื่อผมได้ทราบว่า เทคโนโลยี A.I. สามารถแต่งนิทานได้ ผมจึงอยากทดลองแต่งนิทานโดยใช้ ChatGPT ตัวนี้ จะได้รู้ประสิทธิภาพว่า ปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าปัญญามนุษย์มากน้อยแค่ไหน

การทดลองแต่งนิทานด้วย ChatGPT ผมได้ทำการทดลองแบบสด ๆ และบันทึกหน้าจอในช่วงที่แต่งนิทานแบบตามเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้ผู้ชมเห็นความไวในการโต้ตอบ และลักษณะการถาม-ตอบ รวมถึงการพัฒนานิทานด้วยวิธีนี้ (แต่ช่วงท้ายของคลิปจะมีการย่นเวลาเล็กน้อย ราว 1-2 นาที และมีบางช่วงที่ภาพขาดหายไป ส่วนเสียงในคลิปเป็นการบรรยายภายหลังแล้วนำเสียงมาใส่ในคลิปครับ) การทดลองที่เกิดขึ้น สามารถดูได้จากคลิปต่อไปนี้

ในส่วนของนิทานที่เป็นผลงานจากการทดลอง ผมขอนำมาลงให้อ่านกัน โดยจะลงให้อ่านเป็น 2 แบบ

แบบแรกคือแบบที่ยังไม่ได้ขัดเกลา และ แบบที่สองจะเป็นแบบที่ผมนำนิทานในแบบแรกมาขัดเกลา เรียบเรียงให้น่าอ่านมากขึ้น (ซึ่งแบบที่สองจะนำมาลงอีกครั้งเมื่อทำเสร็จ – ขอหาเวลาก่อนนะครับ)

ถ้าพร้อมจะอ่านนิทานที่ผมร่วมแต่งกับ ChatGPT ก็ลองอ่านกันได้เลยครับ

…………………….

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย (ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค)

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายที่ยากจนคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ริมแม่น้ำโขง

วันหนึ่ง เขาออกไปจับปลาเหมือนปกติ แต่เขาพบลูกพญานาคบาดเจ็บตัวหนึ่ง เขาจึงนำมันมารักษา

เมื่อลูกพญานาคอาการดีขึ้น มันจึงชวนให้เด็กผู้ชายเดินทางไปที่ถ้ำ ซึ่งเป็นทางเข้าแดนบาดาลกับมัน เพื่อหาสาหร่ายสมุนไพรที่เรียกว่า “ไคสวรรค์” เพื่อนำมารักษาอาการบาดเจ็บ”

เมื่อเด็กผู้ชายเดินทางไปยังถ้ำและหาไคสวรรค์พบ จนสามารถรักษาอาการบาดเจ็บให้ลูกพญานาคได้แล้ว ลูกพญานาคจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่า มีพญาครุฑบุกมาที่เมืองบาดาลเพื่อหายารักษาอาการป่วยให้ลูก แต่แทนที่พญาครุฑจะซักถามเรื่องยาที่เหมาะสม มันกลับใช้กำลังทำร้ายพญานาคทั้งหลาย แล้วจับตัวพ่อพญานาคกับแม่พญานาคเอาไว้

ลูกพญานาคอยากแก้ไขเรื่องทั้งหมด และไม่อยากโกรธเคืองเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกพญานาคจึงชวนเด็กผู้ชายเก็บไคสวรรค์ซึ่งเป็นยาวิเศษ เพื่อนำไปให้พญาครุฑ

เด็กผู้ชายเห็นดีด้วย เพราะการผูกใจเจ็บ แก้แค้นกันไปมา ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เด็กผู้ชายจึงช่วยลูกพญานาคเก็บไคสวรรค์ แล้วพากันเดินทางไปหาพญาครุฑในเมืองบาดาล พร้อมกับมอบไคสวรรค์ให้

พญาครุฑละอายใจที่ตนเองมุทะลุและทำร้ายเหล่านาค ทั้ง ๆ ที่เหล่านาคไม่ได้คิดร้าย แถมยังมีไมตรีจิต

พญาครุฑจึงขอโทษแล้วรีบปล่อยตัวพ่อพญานาคและแม่พญานาค จากนั้น มันก็สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว แล้วขอผูกไมตรี

พ่อพญานาคไม่ได้ถือโกรธ จึงให้อภัยและขอให้รีบนำไคสวรรค์ไปรักษาลูกให้หาย

ในที่สุด เรื่องราวก็จบลง

แต่เรื่องของเด็กผู้ชายกับลูกพญานาคยังไม่จบ เพราะมิตรภาพของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น

โปรดติดตามเรื่องของพวกเขาได้ในนิทานตอนต่อไป

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

……………………….

หมายเหตุ : ถ้าอ่านนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเหล่านี้แล้วยังไม่จุใจ ลองไปอ่านนิทานนานาชาติตามลิงค์ด้านล่างนี้เพิ่มเติมได้นะครับ

https://bit.ly/3Jygo61

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานรับปีใหม่ 2565

นิทานใหม่ 10 เรื่อง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานของขวัญรับปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) พอจะทำให้เด็ก ๆ ได้ ก็คือการนำนิทานมาฝากให้ได้อ่านกันในช่วงเวลาแห่งความสุข แต่การนำนิทานมาฝากเพียงเรื่องเดียวอาจดูธรรมดาจนเกินไป ผมจึงคัดนิทานเกี่ยวกับของขวัญ 4 เรื่องมาฝาก ซึ่งผมหวังว่านิทานทั้ง 4 เรื่องนี้คงมีบางเรื่องที่ช่วยสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้บ้าง

นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?

วันหนึ่ง  ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน   พวกเขาเคยได้ยินว่า  เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า  สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ

ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง   แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู   พวกเขาก็ต้องผิดหวัง   เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด  มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง   ข่าสงสารน้อง  เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”   

ข่าส่งยิ้มให้ขิง  แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน   ข่าบอกขิงว่า  “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่  เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ  สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น    แต่น่าเสียดาย   มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล!   มิหนำซ้ำ  ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก

ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ   ข่าสงสารน้อง   เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”

ทันใดนั้น  เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง    ขิงตกใจมาก   เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   ข่าสงสารน้องเหลือเกิน   เขาอยากจะปลอบน้อง  แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก   อย่างไรก็ตาม  ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้    ดังนั้น  ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง    

ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม  จากนั้น  เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง  แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋  เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง  ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด

ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย   แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา  เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้  

ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ  เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”

เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ  เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป    จริง ๆ แล้ว  ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด   เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น    ดังนั้น  ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้  เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก

ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น   จากนั้น  เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ

ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ   แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ   เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร  

ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา    ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก

และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น  ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์

#นิทานนำบุญ

…………………..

นิทานเรื่อง ของขวัญจากพระราชา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาผู้แสนดีพระองค์หนึ่ง ทรงดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดี จนทำให้ประชาชนทุกคนมีจิตใจที่ดีงามและมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า 

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของพระราชา  ประชาชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันส่งของขวัญมาให้ ซึ่งทำให้พระราชาซาบซึ้งและอยากตอบแทนความรักของประชาชนด้วยของขวัญอะไรสักอย่าง

เมื่อเหล่าเสนาทราบความประสงค์ของพระราชา เหล่าเสนาจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำของขวัญราคาแพงแล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นที่ระลึก

แม้พระราชาจะต้องการมอบของที่มีค่าให้แก่ประชาชน  แต่เนื่องจากเงินในท้องพระคลังมีไม่มากพอ ดังนั้น พระราชาจึงไม่สามารถมอบของขวัญราคาแพงตามคำแนะนำของเหล่าเสนาได้

เมื่อพ่อมดหลวงเห็นว่าพระราชาปฏิเสธความคิดของเหล่าเสนา  พ่อมดหลวงจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำเครื่องรางของขลัง แล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเพื่อใช้ป้องกันตัวจากภูตผีปิศาจ

แม้การทำเครื่องรางของขลังจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่พระราชาก็ไม่อยากมอบของที่อาจทำให้ประชาชนงมงายกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงตัดสินใจไม่ทำของขลังตามคำแนะนำของพ่อมดหลวง 

เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นว่าข้อเสนอของเหล่าเสนาและพ่อมดหลวงไม่เป็นที่ถูกใจของพระ- ราชา  กลุ่มพ่อค้าจึงเสนอให้พระราชากำหนดของขวัญเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วใช้วิธีจับฉลากมอบเงินให้แก่ผู้โชคดีเพียงคนเดียว  

แม้วิธีของกลุ่มพ่อค้าจะไม่ทำให้สิ้นเปลืองเงินในท้องพระคลังมากจนเกินไปนัก  แต่การจับฉลากมอบของขวัญให้ใครเพียงคนเดียว ดูจะไม่ตรงตามเจตนาของพระราชาสักเท่าไร   มิหนำซ้ำ มันยังมีลักษณะคล้ายกับการออกหวยซึ่งเป็นอบายมุขอีกด้วย ดังนั้น  พระราชาจึงเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของกลุ่มพ่อค้า

ในขณะที่ทุก ๆ คนในท้องพระโรงพยายามครุ่นคิดหาของขวัญที่เหมาะสมกันอย่างเคร่งเครียด  จู่ ๆ  ตลกหลวงผู้เป็นคนสนิทของพระราชาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปกระซิบความคิดของเขาให้พระราชาได้ทราบ

ทันทีที่พระราชาได้ฟังความคิดเห็นจากตลกหลวง พระองค์ก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุข  แล้วสั่งให้ทหารจัดการเตรียมของขวัญสำหรับประชาชนตามคำแนะนำของตลกหลวงโดยด่วน

ของขวัญที่ตลกหลวงเสนอให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นของขวัญที่มีราคาถูก มีประโยชน์ แถมยังมีความหมายลึกซึ้ง  ซึ่งสิ่งที่ตลกหลวงแนะนำให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนที่แสนดีก็คือเกลือธรรมดา ๆ นั่นเอง!

ในตอนแรก  ทั้งเหล่าเสนา พ่อมดหลวงและกลุ่มพ่อค้าต่างงุนงงกับตัดสินใจของพระราชาผู้เป็นที่รัก  แต่เมื่อทุกคนเห็นข้อความที่ถุงเกลือซึ่งพระราชาเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ทุก ๆ คนก็พากันยิ้มและยอมรับในความคิดอันลึกล้ำของพระราชาและตลกหลวง

ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนถุงเกลือคือข้อความว่า “ขอให้ทุกคนรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”  ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับถุงเกลือจากพระราชาและได้อ่านข้อความดังกล่าว  ประชาชนทุกคนก็พากันซาบซึ้ง เพราะข้อความนั้นเป็นได้ทั้งคำชมเชยและคำเตือนใจในเวลาเดียวกัน

“จงทำความดีและเป็นคนดีต่อไป ดั่งเกลือที่คงความเค็มได้อย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน”

ประชาชนทุกคนมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันมีค่ายิ่งจากพระราชาที่พวกเขารัก 

และหลังจากนั้น  ทุก ๆ คนก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดีและทำความดีต่อไป เพื่อตอบแทนความกรุณาของพระราชาผู้เป็นที่รัก  

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญแด่คุณครู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ณ โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  มีคุณครูคนหนึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสือได้อย่างวิเศษ   คุณครูคนนี้มีชื่อว่า “คุณครูขวัญดาว”   เธอชอบสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  ชอบสอนเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก และชอบเล่าเรื่องสนุกแฝงคติธรรมเพื่อบ่มเพาะให้เด็ก ๆ เป็นคนดีในอนาคต   เด็ก ๆ รักคุณครูของพวกเขามาก  ส่วนคุณครูขวัญดาวเองก็รักเด็ก ๆ ราวกับเธอเป็นแม่คนที่สอง

อยู่มาวันหนึ่ง  เด็ก ๆ นึกอยากให้ของขวัญแด่คุณครูขวัญดาว   ดังนั้น  เด็ก ๆ จึงหารือกัน แล้วตัดสินใจที่จะซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูใช้ขี่และใช้ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการหอบข้าวของพะรุงพะรังมาโรงเรียนอย่างที่เป็นอยู่ 

แม้ราคาจักรยานอาจจะแพงอยู่สักหน่อย  แต่เด็ก ๆ ก็ไม่หวั่น  เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน…ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

เด็ก ๆ เริ่มต้นเก็บเงินด้วยการหางานทำหลังเลิกเรียน  เด็กบางคนหาเงินด้วยการเก็บผักไปขายที่ตลาด  เด็กบางคนอาสาตัดหญ้าและกวาดใบไม้ในสวนสวย   ส่วนเด็กบางคนเลือกที่จะนวดหลังให้ผู้ใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาหยอดกระปุกรวมกันเอาไว้  

เด็ก ๆ ตั้งใจทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น  ไม่ช้าไม่นานนัก  กระปุกหมูของเด็ก ๆ ก็หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษสตางค์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็ก ๆ ทุกคน

เมื่อเด็ก ๆ มีเงินมากพอที่จะซื้อจักรยาน  เด็กทุกคนจึงนัดแนะกันหอบกระปุกหมูเดินทางไปยังร้านขายจักรยานที่อยู่ในเมือง 

เด็ก ๆ มีความสุขและตื่นเต้นมากที่จะได้มอบจักรยานให้คุณครูที่พวกเขารัก  แต่ในระหว่างการเดินทาง  เด็ก ๆ บังเอิญพบหญิงชรากับลูก ๆ กำลังนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ กับซากของบ้านซึ่งถูกไฟไหม้จนวอดวายไปทั้งหลัง   

หญิงชราผู้โชคร้ายสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยพระเพลิงที่ไร้ความปราณี   เธอกับลูก ๆ ไม่มีบ้านคุ้มหัว  ไม่มีผ้าห่มกันหนาว  ไม่มีเงินซื้อข้าว  ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย….นอกจากชีวิต  

เด็ก ๆ ต่างสงสารหญิงชรากับลูก ๆ จนไม่อาจนิ่งเฉยได้   ด้วยเหตุนี้  เด็กทุกคนจึงตัดสินใจยกกระปุกหมูของพวกเขาให้แก่หญิงชราผู้อาภัพ

เมื่อเด็ก ๆ มอบกระปุกหมูให้แก่หญิงชรา  พวกเขาจึงไม่มีเงินซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูดังที่ตั้งใจเอาไว้   อย่างไรก็ตาม  เด็ก ๆ ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  

เมื่อถึงวันสุดท้ายปลายเทอม  เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บดอกไม้จากข้างทางนำมาจัดเป็นช่อ แล้วมอบให้คุณครูขวัญดาวพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูฟัง  

เด็ก ๆ กล่าวขอโทษที่พวกเขาไม่สามารถมอบของขวัญที่มีค่ามีราคาอย่างจักรยานให้แก่คุณครูได้  แต่หลังจากที่เด็ก ๆ พูดจบ  คุณครูขวัญดาวกลับร้องไห้  ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ตกใจกันไปหมด 

ตอนแรก เด็ก ๆ คิดว่าคุณครูคงโกรธที่ได้ดอกไม้ไร้ราคาเป็นของขวัญ   แต่จริง ๆ แล้วคุณครูขวัญดาวร้องไห้เพราะเธอปลื้มปีติที่เด็ก ๆ รักครูและมีจิตใจดีงามดังที่เธอเฝ้าอบรมบ่มนิสัยการที่เด็ก ๆ เป็นคนดีสมกับที่ครูสอนเฝ้าสั่งสอนทำให้คนเป็นครูหายเหนื่อยและรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

คุณครูขวัญดาวขอบใจเด็ก ๆ ทุกคนที่มอบของขวัญอันแสนวิเศษให้กับครูอย่างเธอ  ส่วนเด็ก ๆ เองก็ภูมิใจมากที่พวกเขาสามารถทำให้คุณครูที่พวกเขารักมีความสุขได้อย่างเหนือความคาดหมาย

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ

นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด  ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์  ดังนั้น ลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก

กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า  แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด  แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้

เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา  ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี  

“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?”  กระต่ายถาม

พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู  ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้

“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”

ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง  แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….

“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน  หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก” 

ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ  ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง

เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ  ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ

และสุดท้าย  เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก  ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน  จากนั้น  มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ

นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด  นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน  ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน  ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้

 คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ  แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว  แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน

และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์” เป็นนิทานแนวผจญภัยนิด ๆ ที่มีข้อคิดเกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจจริง นิทานเรื่องนี้น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ นอนหลับสบาย เพราะไม่มีฉากโลดโผนจนเกินไป นอกจากนี้ คุณครูอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าก่อนนำเข้าเนื้อหาเกี่ยวกับดวงอาทิตย์หรือแสงแดดก็คงจะเหมาะดี เพราะนิทานเรื่องนี้แอบสอดแทรกความรู้เอาไว้นิดหน่อย หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่เมืองทุกเมืองต้องมีภูตประจำเมืองคอยดูแลให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข มีภูตน้อยตนหนึ่งชื่อภูตพลังแสงอาทิตย์ เป็นภูตที่ไม่มีเมืองใดต้องการให้ไปเป็นภูตประจำเมืองเลย  ซึ่งทุกครั้งที่ภูตน้อยส่งจดหมายไปสมัครเป็นภูตประจำเมืองที่เมืองใดก็ตาม ชาวเมืองก็มักจะปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า “เรามีดวงอาทิตย์จริง ๆ อยู่แล้ว  แล้วเราจะเอาภูตพลังแสงอาทิตย์มาทำให้เมืองของเราร้อนมากกว่านี้ไปทำไม? ที่สำคัญ เราเลือกภูตประจำเมืองได้เพียงตนเดียว…เราต้องการภูตแห่งความสุข  ภูตแห่งสุขภาพที่ดี  หรือภูตแห่งความร่ำรวยให้มาช่วยเหลือพวกเรามากกว่า”

การได้ฟังคำปฏิเสธซ้ำ ๆ ทำให้ภูตน้อยรู้สึกท้อแท้ แต่แทนที่ภูตน้อยจะล้มเลิกความตั้งใจ  ภูตน้อยกลับบอกกับตัวเองว่า “ถ้าสักวันมีเมืองไหนยอมให้ฉันเป็นภูตประจำเมือง  ฉันสัญญาว่าจะพยายามทำให้ชาวเมืองทุกคนมีความสุข มีสุขภาพดีและมีความร่ำรวยให้จงได้”

หลังจากที่ภูตน้อยถูกปฏิเสธอยู่นานเกือบปี ในที่สุด ก็มีเมืองอันไกลโพ้นเมืองหนึ่งป่าวประกาศว่าต้องการภูตสักตนมาเป็นภูตประจำเมือง โดยไม่ได้คาดหวังอะไรจากภูตประจำเมืองมากนัก 

ในตอนแรก ภูตน้อยคิดว่าจะมีภูตตนอื่น ๆ แย่งกันสมัครไปที่เมืองแห่งนั้น  แต่เนื่องจากเมืองดังกล่าวอยู่ไกลจนถึงสุดขอบโลก แถมยังมีอากาศหนาวจัดเกือบทั้งปี  ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่มีภูตตนใดส่งจดหมายไปสมัครเลย ยกเว้นก็แต่ภูตพลังแสงอาทิตย์เพียงตนเดียวเท่านั้น  ซึ่งนั่นจึงทำให้ภูตน้อยได้เป็นภูตประจำเมืองในที่สุด

เมื่อภูตน้อยได้รับโอกาส  มันจึงเตรียมตัวออกเดินทางไปยังเมืองที่อยู่สุดขอบโลกทันที

แต่อนิจจา  เส้นทางไปยังเมืองดังกล่าวหนาวมาก และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของผีร้ายที่จะออกมาหลอกหลอนชาวเมืองในช่วงเวลากลางคืน  แถมชาวเมืองยังยากจนข้นแค้นและมีสุขภาพที่ย่ำแย่อย่างน่าเป็นห่วง

เมื่อภูตตนอื่น ๆ รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่ภูตน้อยต้องไปดูแล  ภูตทั้งหลายก็พากันเห็นใจและเชื่อว่าภูตน้อยที่มีเพียงแค่พลังแสงอาทิตย์คงดูแลเมืองที่มีปัญหามากมายเช่นนี้ไม่ไหวเป็นแน่ 

แต่แทนที่ภูตน้อยจะหวั่นไหว ภูตน้อยกลับมุ่งมั่นที่จะช่วยชาวเมืองให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้  โดยระหว่างการเดินทาง  ภูตน้อยใช้พลังแสงอาทิตย์สร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง  จนความหนาวรอบตัวทำอะไรภูตน้อยไม่ได้เลย ครั้นเมื่อภูตน้อยไปถึงเมือง  ชาวเมืองก็พากันแปลกใจที่ภูตน้อยเดินทางฝ่าความหนาวมาได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ  และในคืนนั้น เมื่อภูตน้อยปล่อยพลังแสงอาทิตย์ที่ทำให้ผีทั้งหลายเกรงกลัวจนต้องหาจังหวะหลีกหนีลี้ภัยออกจากเมืองก่อนที่จะถูกแสงแดดแผดเผาให้กลายเป็นขี้เถ้า  เมื่อชาวเมืองรู้ ชาวเมืองก็พากันทึ่งต่อพลังแสงอาทิตย์ที่ภูตน้อยมีอยู่ แล้วเริ่มเปิดใจยอมขอความช่วยเหลือจากภูตประจำเมืองที่เพิ่งมาถึงหมาด ๆ

เมื่อภูตน้อยทราบว่า ชาวเมืองอยากมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีและอยากมีรายได้บ้าง เพราะทุกคนนั้นยากจนเหลือเกิน  ภูตน้อยจึงควบคุมพลังแสงอาทิตย์ในตัวเองให้แผ่ออกมาเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ดีต่อสุขภาพ  จากนั้น  ภูตน้อยก็ส่งพลังแสงอาทิตย์ไปปลุกเมล็ดพืชที่หลับใหลอยู่ใต้ดินให้เติบโตและผลิดอกเป็นดอกไม้แสนสวยเพื่อสร้างความสุขทางใจให้แก่ชาวเมือง  ซึ่งหลังจากที่ทุกคนเริ่มรู้สึกดีและมีความเชื่อมั่นในตัวของภูตน้อยมากขึ้น  ภูตน้อยจึงชวนให้ชาวเมืองทำการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ  เป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ โดยภูตน้อยจะคอยสนับสนุนเรื่องแสงแดดให้พืชได้สร้างอาหารตลอดทั้งปี

เมื่อชาวเมืองได้ฟัง  ชาวเมืองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า หากพวกเขาทำการเพาะปลูกเป็นอาชีพ โดยมีภูตประจำเมืองคอยดูแลเช่นนี้ โอกาสที่พวกเขาจะล้มเหลวคงเป็นไปแทบไม่ได้  เมื่อทุกคนคิดเช่นนั้น ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันเริ่มต้นอาชีพเพาะปลูกตามคำแนะนำของภูตน้อย

หลายเดือนต่อมา  พืชผลที่ชาวเมืองปลูกก็ออกผลจนชาวเมืองนำไปขายและได้กำไรไปตาม ๆ กัน  ชาวเมืองต่างรู้สึกว่าพวกเขาโชคดีเหลือเกินที่ได้ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์มาเป็นภูตประจำเมือง  เพราะนอกจากพวกเขาจะได้อาชีพแล้ว สุขภาพทั้งกายและใจของพวกเขาก็ดีขึ้นมากด้วย 

ในที่สุด ภูตน้อยก็ทำให้ชาวเมืองทุกคนมีความสุข มีสุขภาพดีและมีความร่ำรวยได้สมกับที่เคยตั้งใจเอาไว้ และแล้ว…ชื่อของภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์ก็ถูกเล่าลือไปยังทุกถิ่นที่ และทำให้เมืองหลาย ๆ เมืองที่เคยปฏิเสธภูตน้อยได้แต่นั่งคอตกและเพ้อพกด้วยความเสียดาย

#นิทานนำบุญ

………………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

บทเรียนของลูกม้าลาย

นิทานเรื่อง บทเรียนของลูกม้าลาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกม้าลายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับพ่อแม่ของมัน ลูกม้าลายตัวนี้มีนิสัยซุกซน, ซุ่มซ่าม, เซ่อซ่า แถมยังพูดจาสื่อสารกับใคร ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง  แม่ม้าลายจึงต้องคอยเตือนให้ลูกชายมีสมาธิและรู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูดเสมอ ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับแม่ม้าลายไปเยี่ยมญาติในป่าลึก ลูกม้าลายจอมซนที่อยู่เฝ้าบ้านจึงแอบออกไปว่ายน้ำเล่นที่ลำธารซึ่งแม่ม้าลายเคยห้ามเอาไว้  ลูกม้าลายถอดชุดหนังลายขาวดำที่ใส่อยู่…เหลือแต่ตัวเปล่า ๆ  แล้วลงไปเล่นน้ำจนลืมเวลา  ครั้นเมื่อลูกม้าลายหันมามองชุดที่กองทิ้งไว้ มันก็พบว่าชุดหนังของมันได้หายไปเสียแล้ว

ถ้าพ่อกับแม่กลับมาพบว่าลูกม้าลายทำชุดหนังประจำตัวหาย พ่อกับแม่ม้าลายก็คงจับได้ว่า ลูกชายหนีไปเล่นน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต  หนำซ้ำยังซุ่มซ่ามเซ่อซ่าทำของสำคัญหายไปเสียอีก ลูกม้าลายไม่อยากถูกตีจนก้นลาย  มันจึงไปหาเทพารักษ์ซึ่งเป็นเทวดาประจำป่าเพื่อขอให้ช่วยเสกชุดหนังตัวใหม่ให้

เมื่อเทพารักษ์ได้ฟังคำขอร้อง  เทพารักษ์ผู้ใจดีซึ่งมีพลังวิเศษเสกอะไรก็ได้วันละ 3 ครั้ง จึงเอ่ยปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ ลูกม้าลายดีใจมากจนลืมเรียบเรียงความคิดให้ถี่ถ้วน มันรีบเอ่ยปากขอพรครั้งแรกไปว่า “ผมขอชุดหนังชุดใหม่ด่วนเลยนะครับ”

ทันทีที่เทพารักษ์ได้ฟังคำร้องขอ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังตัวใหม่สวมให้เจ้าลูกสัตว์จอมซนอย่างไม่รอช้า  อนิจจา! เทพารักษ์เข้าใจผิดคิดว่าลูกม้าลายที่เปลือยกายมา…เป็นลูกม้าธรรมดา ๆ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังสีขาวให้มัน…แทนที่จะเป็นชุดลายทางสีขาวดำอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อลูกม้าลายเห็นชุดที่เทพารักษ์เสกให้  มันก็ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัด แล้วพูดกับเทพารักษ์อย่างอารมณ์เสียว่า “ผมไม่ใช่ม้านะครับท่าน ตัวของผมจะต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ  ไม่ใช่ขาวโพลนดูจืดสนิทแบบนี้ ช่วยเสกชุดใหม่ให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

เมื่อลูกสัตว์ที่มาขอความช่วยเหลือบอกว่าตนเองไม่ใช่ม้า แถมเนื้อตัวยังมีทั้งสีขาวและสีดำ  เทพารักษ์จึงเพ่งมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดว่า “ถ้าไม่ใช่ม้าและเนื้อตัวมีทั้งสีขาวและสีดำ บางที…มันอาจจะเป็นลูกวัวก็ได้นะ” ด้วยเหตุนี้ เทพารักษ์จึงร่ายคาถาครั้งที่สอง แล้วเสกชุดหนังลายวัวให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายโมโหจนตัวสั่นเมื่อเห็นชุดลายวัวนมสีขาวสลับดำที่เทพารักษ์เสกให้  มันพยายามระงับความโกรธพลางกัดฟันกรอดแล้วขอพรครั้งที่สามว่า “ผมไม่ใช่ม้า แล้วก็ไม่ใช่วัวนะครับ ตัวของผมมีลายสีดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว อย่าเสกชุดมั่วซั่วแบบนี้สิครับ ยังไงช่วยเสกชุดหนังที่มีลายสีดำคาดอยู่ตามตัวให้ผมเดี๋ยวนี้ พ่อกับแม่ของผมคงใกล้จะมาถึงแล้วนะครับ”    

เทพารักษ์แปลกใจมากที่ลูกสัตว์จอมซนตรงหน้าบอกว่ามันไม่ใช่ทั้งม้าและวัว  เทพารักษ์พยายามมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดถึงสัตว์ที่มีลายดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว  “ถ้าไม่ใช่ม้าหรือวัว แต่มีลายสีดำคาดอยู่ทั้งตัว บางที..เจ้านี่อาจจะเป็นลูกเสือโคร่งที่หน้าตาไม่เหมือนเสือโคร่งก็ได้นะ” เมื่อคิดดังนั้น เทพารักษ์จึงเสกชุดใหม่เป็นชุดหนังลายเสือโคร่งให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายตกใจมากที่เห็นเนื้อตัวของตนมีลายสีดำคาดบนขนสีเหลืองเหมือนเสือโคร่ง มันโกรธจนปากสั่น  พลันพูดกับเทพารักษ์ว่า “นี่ท่านไม่รู้จักม้าลายหรือยังไงครับ  ผมเป็นม้าลาย ไม่ใช่ม้า, วัวนมหรือเสือโคร่ง  แค่เสกชุดหนังสีขาวลายดำให้ผม…มันยากตรงไหนนะ  ช่วยเสกชุดหนังให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะ”

เมื่อเทพารักษ์เห็นลูกม้าลายโมโหโทโส  เทพารักษ์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ  จากนั้น เทพารักษ์ก็พูดกับลูกม้าลายว่า “ถ้าเจ้าบอกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเจ้าเป็นลูกม้าลายและอยากได้ชุดลายขาวดำแบบม้าลาย ข้าก็คงเสกชุดม้าลายให้เจ้าใส่ไปตั้งนานแล้ว แต่นี่เจ้าไม่บอกให้ชัดเจน แล้วใครจะไปเข้าใจสิ่งที่เจ้าต้องการได้ล่ะ วันนี้…ข้าใช้พลังไปครบ 3 ครั้งแล้ว ถ้าเจ้ายังอยากให้ข้าช่วย เจ้าก็จงกลับมาหาข้าอีกครั้งในวันพรุ่งนี้และรักษามารยาทให้ดีกว่านี้ด้วยนะ” 

ลูกม้าลายจอมซนเพิ่งได้สติว่า ตัวมันเองต่างหากที่เป็นคนผิด  เพราะมันวิ่งตัวล่อนจ้อนมาขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์ ซึ่งเทพารักษ์ไม่มีทางรู้เลยว่ามันคือม้า, ลาหรือม้าลายกันแน่  หนำซ้ำ  มันยังไม่รู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูด  ไป ๆ มา ๆ  การขอพรทั้ง 3 ครั้งของมันจึงกลายเป็นเรื่องไร้ค่าไร้ประโยชน์

เมื่อไม่มีทางเลือก  ลูกม้าลายจึงจำใจต้องเดินคอตกกลับไปรอให้คุณแม่ตีก้นจนลายพร้อยตามระเบียบ  ครั้นพอถึงวันรุ่งขึ้น  ลูกม้าลายก็ไปขอโทษเทพารักษ์และขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้…มันไม่ลืมที่จะเรียบเรียงความคิดและเอ่ยปากขอสิ่งที่ต้องการอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น

ในที่สุด  ลูกม้าลายก็ได้ชุดลายขาวดำมาปกคลุมร่างกายสมดังใจหวัง นอกจากนี้ มันยังได้บทเรียนเกี่ยวกับการสื่อสารความคิดที่จะติดตรึงเตือนใจมันไปอีกนานแสนนานด้วย

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

หักเหลี่ยมพ่อค้าเร่

นิทานก่อนนอนเรื่อง “หักเหลี่ยมพ่อค้าเร่” เป็นนิทานที่มีคติสอนใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในลักษณะของนิทานโบราณ โดยจินตนาการให้บรรยากาศมีลักษณะเป็นดินแดนแถบอาหรับ (หรือดินแดนในแถบนั้น) หวังว่าเรื่องราวและข้อคิดของนิทานเรื่องนี้จะถูกใจเด็ก ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง หักเหลี่ยมพ่อค้าเร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีชายสูงวัยคนหนึ่งชื่อว่า “นาฮิม”  นาฮิมเป็นพ่อค้าเร่ผู้มีจิตใจดีงาม  เขามักคัดเลือกสินค้าดี ๆ แล้วนำใส่เกวียนไปขายยังหมู่บ้านต่าง ๆ โดยบวกกำไรเพิ่มเพียงแค่เล็กน้อย  ลูกค้าทั้งหลายจึงมีความสุขที่ได้ซื้อของดีสมราคาจากพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์อย่างนาฮิม

เมื่อนาฮิมมีอายุมากขึ้น  เขาปรารถนาให้ลูกชายเป็นพ่อค้าเร่สืบต่อจากเขา  แต่เนื่องจากลูกชายของนาฮิมซึ่งมีชื่อว่านาธานไม่ชอบวิธีค้าขายแบบตรงไปตรงมาของพ่อ  นาธานจึงขอแยกไปเร่ขายสินค้าตามลำพังและขอทำการค้าด้วยวิธีที่เขาคิดว่าน่าจะทำกำไรได้มากกว่า

วิธีที่นาธานเลือกใช้คือการนำสินค้าคุณภาพดีมาจัดเรียงให้ลูกค้าเห็น พร้อมกับตั้งราคาขายที่ถูกแสนถูก  แต่เมื่อลูกค้าชำระเงิน  นาธานก็จะแอบสับเปลี่ยนเอาสินค้าปลอมใส่ห่อให้ลูกค้าแทน   ลูกค้าส่วนใหญ่มักหลงกลซื้อของไปโดยไม่ทันสังเกต  และกว่าที่พวกเขาจะรู้ตัว นาธานก็เคลื่อนเกวียนออกจากหมู่บ้านแห่งนั้นไปเสียแล้ว 

กลโกงของนาธานทำให้เขาได้กำไรมากมายมหาศาล  แม้นาฮิมจะเตือนลูกชายให้เลิกการหลอกลวงผู้คนแล้วหันมาค้าขายอย่างสุจริต  แต่นาธานกลับไม่สนใจฟัง  เพราะเขาเชื่อว่าตนเองมีพรสวรรค์ในการค้าขายที่เหนือกว่าพ่อหลายเท่าตัวนัก

หลังจากที่นาธานเที่ยวหลอกลวงชาวบ้านไปทั่วทุกสารทิศ   ผู้คนทั้งหลายจึงพากันไปร้องเรียนต่อนายอำเภอเพื่อให้นายอำเภอช่วยจัดการพ่อค้าเจ้าเล่ห์อย่างนาธานให้เข็ดหลาบ แต่ทันทีที่นายอำเภอเชิญตัวนาธานไปพบ  แทนที่นาธานจะขอโทษหรือรู้สึกสำนึกผิด  เขากลับกล่าวหาว่าชาวบ้านไม่รู้จักตรวจดูสินค้าให้ดีเสียก่อน เพราะสินค้าที่ถูกและดีไม่มีในโลก การซื้อของราคาถูก แล้วพบว่าเป็นของปลอมหรือมีตำหนิจึงเป็นเรื่องธรรมดา คนซื้อไม่รู้จักตรวจดูสินค้าให้ดีเอง  ดังนั้น ชาวบ้านจึงไม่ควรมากล่าวโทษตัวเขาดังเช่นที่เป็นอยู่!

นายอำเภอและชาวบ้านต่างเอือมระอาในความเห็นแก่ได้ของนาธานจนพูดไม่ออก เมื่อนาธานกลับไปแล้ว  นาฮิมที่แอบตามมาดูลูกชายจึงออกมาขอโทษทุก ๆ คนพร้อมกับสัญญาว่าเขาจะรีบหาวิธีดัดนิสัยลูกชายเจ้าเล่ห์ของเขาเพื่อไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอีก

หลายวันต่อมา  นาฮิมเริ่มแผนของเขาด้วยการแอบเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งก่อนที่นาธานจะไปถึง  จากนั้น  พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ก็นำเงินที่ติดตัวไปด้วยแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านที่คุ้นเคยกัน แล้วขอร้องให้ชาวบ้านเหล่านั้นช่วยทำตามแผนที่เขาวางเอาไว้

เมื่อนาธานเดินทางไปถึงหมู่บ้าน  ชาวบ้านที่ได้รับเงินจากนาฮิมก็พากันมารุมซื้อสินค้าที่นาธานนำมาขาย  เพียงครู่เดียว…นาธานก็ขายสินค้าได้จนหมด  พ่อค้าเจ้าเล่ห์ดีใจมาก  เขารีบหอบเงินทั้งหมดกลับบ้าน แล้วเตรียมนับเงินที่ได้มาอย่างมีความสุข  

แต่อนิจจา…ในขณะที่นาธานนับเงินไปได้สักพัก  นาธานก็เริ่มสังเกตเห็นว่า เงินส่วนใหญ่ที่เขาได้รับมีลักษณะแตกต่างจากเงินปกติ และเมื่อเขาพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนเขาก็พบว่าเงินเหล่านั้นเป็นเงินปลอมเกือบทั้งหมด!

นาธานทั้งตกใจทั้งโมโห  เขารีบนำเรื่องไปแจ้งนายอำเภอเพื่อให้นายอำเภอจับชาวบ้านมาลงโทษ  แต่เมื่อนายอำเภอซึ่งรู้แผนการของนาฮิมได้ฟังคำร้องของนาธาน  นายอำเภอจึงบอกกับนาธานว่า การได้เงินปลอมจากการขายสินค้าปลอมก็เป็นเรื่องที่สมกันดีอยู่แล้ว  คนขายไม่รู้จักตรวจดูเงินที่ได้รับให้ดีเอง  ดังนั้น นาธานจึงไม่ควรมากล่าวโทษชาวบ้านเช่นนี้

เมื่อนาธานได้ฟังคำตัดสินของนายอำเภอ  เขาก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก  ครั้นเมื่อนาฮิมเห็นว่าลูกชายจนมุม  นาฮิมจึงออกมาจากที่ซ่อนแล้วสั่งสอนลูกชายให้ได้คิดว่า  “การซื้อขายสินค้านั้น  เราต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา  ลูกไม่ชอบเงินปลอมฉันท์ใด  ชาวบ้านก็ไม่ชอบสินค้าปลอมฉันท์นั้น ถ้าคนซื้อและคนขายเห็นอกเห็นใจกันและซื่อสัตย์ต่อกัน  ทุกคนก็จะมีแต่ความสุข”

หลังจากที่นาธานได้ฟังคำสอนของพ่อ  นาธานก็สำนึกผิดและเข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่ถูกเอาเปรียบอย่างถ่องแท้  ด้วยเหตุนี้เอง  นาธานจึงสัญญากับนาฮิมและนายอำเภอว่าเขาจะปรับปรุงตัวเสียใหม่โดยไม่ใช้กลโกงใด ๆ ในการค้าขายอีก  

นาธานตั้งใจทำตามคำมั่นสัญญาที่เขาให้ไว้อย่างเต็มที่  แม้ในช่วงแรกชาวบ้านจะไม่ไว้ใจเขาสักเท่าไร  แต่หลังจากที่นาธานพยายามใช้ความจริงใจและซื่อสัตย์ในการขายสินค้าอย่างต่อเนื่อง  ในที่สุด  ทุก ๆ คนจึงให้อภัยและยอมมาซื้อของกับเขาอีกครั้ง   

นาฮิมดีใจมากที่ลูกชายกลับตัวเป็นพ่อค้าที่ดีได้สำเร็จ  ส่วนนาธานก็ดีใจที่เขามีพ่อเป็นต้นแบบที่ดีในการดำเนินชีวิต

#นิทานนำบุญ

……………………..

หมายเหตุ : ถ้ายังอ่านนิทานไม่จุใจ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ดูนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อค้าเหมือนกัน 🙂

https://bit.ly/3nttSH3

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายหนึ่งร้อยองค์

นิทานเรื่อง เจ้าชายหนึ่งร้อยองค์

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาองค์หนึ่งทรงเป็นพระราชาที่แข็งแรง ชาญฉลาด แถมยังมีจิตใจดีงามอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้ 

          ครั้นเมื่อพระราชาทรงชราภาพ  พระองค์ซึ่งไม่มีทายาทจึงคิดแผนการคัดเลือกพระราชาองค์ใหม่เพื่อให้มาดูแลประชาชนสืบต่อจากพระองค์ 

          พระราชาทรงใคร่ครวญหาวิธีอยู่หลายวัน  ในที่สุด พระองค์ก็ตัดสินใจสั่งให้ทหารไปเชิญเจ้าชายหนึ่งร้อยองค์จากดินแดนต่าง ๆ ให้มาร่วมแข่งขันชิงตำแหน่งพระราชาในอนาคต 

          เมื่อวันแข่งขันมาถึง  เจ้าชายจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมาช่วงชิงตำแหน่งอันทรงเกียรติกันอย่างเนืองแน่น  เจ้าชายบางองค์มีรูปร่างกำยำล่ำสันสมดั่งเชื้อสายชาตินักรบ  เจ้าชายบางองค์ดูสุขุมลุ่มลึกคล้ายกับนักปราชญ์ผู้รอบรู้  เจ้าชายบางองค์มีทีท่าสง่างามสมกับที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีเยี่ยม  เจ้าชายทั้งหนึ่งร้อยองค์ต่างมีคุณลักษณะที่โดดเด่นด้วยกันทั้งนั้น  ยกเว้นก็แต่เจ้าชายคัลก้าแห่งอาณาจักรกลางป่า ซึ่งนอกจากท่าทางและการแต่งกายของพระองค์ที่ดูเถื่อน ๆ แล้ว  พระองค์ยังเป็นเจ้าชายอายุน้อยที่สุดซึ่งเพิ่งผ่านวัยเด็กมาได้ไม่นานนัก

          ในการแข่งขันรอบแรก  พระราชาทรงตั้งใจที่จะทดสอบพละกำลังและความอดทนของเจ้าชายทั้งหลาย  ด้วยเหตุนี้เอง  พระองค์จึงกำหนดให้เจ้าชายทุกองค์ทำการขนก้อนหินขนาด ใหญ่จำนวนหนึ่งร้อยก้อนจากภูเขา แล้วนำมากองรอบกำแพงเมืองให้เสร็จเรียบร้อยก่อนรุ่งสาง

          เจ้าชายที่มีรูปร่างกำยำล่ำสันสามารถแบกก้อนหินมากองจนครบตามกำหนดได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง  ส่วนเจ้าชายที่ดูสุขมคล้ายนักปราชญ์และเจ้าชายที่มีท่าทางสง่างามนั้น  เกือบทั้งหมดถอดใจและยอมแพ้ไปเพราะไม่ชินกับการใช้แรงกายทำงานต่าง ๆ   ฝ่ายเจ้าชายคัลก้าที่ถึงแม้จะตัวเล็กกว่าใครเพื่อน แต่พระองค์กลับสู้ไม่ถอย  พระองค์ค่อย ๆ ขนก้อนหินทีละก้อน ๆ  จนกระทั่งสามารถนำหินมากองได้ครบถ้วนก่อนหมดเวลาพอดี

          เมื่อการทดสอบพละกำลังและความอดทนผ่านไป  พระราชาซึ่งต้องการให้ประชาชนได้พระราชาองค์ใหม่ที่ชาญฉลาด จึงทดสอบสติปัญญาของเจ้าชายที่เหลืออยู่ด้วยการสั่งให้เจ้าชายเหล่านั้นไปเสาะหาต้นไม้ที่ออกผลเป็นน้ำนมมาถวาย!  

          เจ้าชายที่มีสติปัญญาดีเหลือผ่านเข้ารอบมาไม่มากนัก  ส่วนเจ้าชายที่ถนัดแต่การใช้กำลังก็ได้แต่ลองเดาสุ่ม โดยเก็บต้นไม้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ให้นม เช่น ต้นหน้าวัวหรือต้นนมแมว แล้วนำมาถวายให้พระราชาเผื่อว่าจะตรงกับคำตอบ

          ฝ่ายเจ้าชายคัลก้าซึ่งรู้จักพืชและสัตว์ในป่าเป็นอย่างดีนั้น  พระองค์ค่อย ๆ ใช้ความคิดอย่างถี่ถ้วน  ซึ่งเมื่อคิดได้แล้ว  พระองค์จึงตรงรี่เข้าไปในป่า แล้วทำการเก็บต้นถั่วเหลืองมาให้พระราชา เพราะถั่วเหลืองสามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำนมได้ 

          หลังจากการทดสอบทั้งสองครั้ง พระราชาก็ได้เจ้าชายที่ทั้งแข็งแรงและชาญฉลาดผ่านเข้ารอบมารวมห้าองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเจ้าชายคัลก้านั่นเอง

          ในการแข่งขันครั้งสุดท้าย…พระราชาทรงสั่งให้เจ้าชายที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดใช้เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนออกทำการล่าสัตว์ ซึ่งหากใครสามารถล่าสัตว์ได้มากที่สุด พระองค์ก็จะมอบตำแหน่ง พระราชาองค์ใหม่ให้ทันที

          เมื่อเจ้าชายทั้งสี่องค์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ฟังถ้อยคำของพระราชา  เจ้าชายทั้งสี่ก็สั่งให้ทหารคนสนิทจัดอาวุธและม้าคู่ใจเพื่อเตรียมเข้าป่าล่าสัตว์อย่างไม่รอช้า 

          แต่ในขณะเดียวกัน  เจ้าชายคัลก้ากลับทำในสิ่งที่ทุก ๆ คนไม่คาดคิด  พระองค์ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าพระราชาผู้ชราภาพ  จากนั้น  พระองค์ก็ขอร้องให้พระราชาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันเสียใหม่  เพราะพระองค์เห็นว่าการฆ่าสัตว์เพื่อใช้วัดว่าใครควรจะได้เป็นพระราชา…เป็นสิ่งที่โหดร้ายไร้เหตุผล

          พระราชาทรงยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้ฟังคำขอร้องของเจ้าชายคัลก้า   จริง ๆ แล้ว…ภารกิจสุดท้ายที่พระองค์กำหนดขึ้นเป็นแผนการที่พระองค์วางไว้เพื่อใช้เฟ้นหาเจ้าชายที่นอกจากจะแข็งแรงและชาญฉลาดแล้ว ยังจะต้องเป็นคนที่มีจิตใจดีงามอีกด้วย

          เมื่อเจ้าชายอีกสี่องค์เตรียมตัวที่จะออกไปล่าสัตว์  นั่นก็หมายความว่าเจ้าชายเหล่านั้นคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเองโดยไม่สนใจชีวิตของผู้อื่น

          และแล้ว…พระราชาผู้ชราภาพก็ทรงค้นพบเจ้าชายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นผู้ดูแลประชาชนที่พระองค์รัก   

          ในที่สุด…เจ้าชายคัลก้าก็ได้รับมอบตำแหน่งให้เป็นพระราชาองค์ใหม่ของอาณาจักรแห่งนั้น

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ครอบครัวมด ๆ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ครอบครัวมด ๆ” เป็นนิทานก่อนนอนอีกเรื่องหนึ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเอาไว้นานจนลืมเนื้อเรื่องไปแล้ว ตอนที่ดูชื่อนิทานในฮาร์ดดิส ผมนึกว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมดตัวเล็ก ๆ (คิดแบบนี้จริง ๆ ) แต่พอเปิดไฟล์มาอ่าน จึงได้รู้ว่าเป็นนิทานก่อนนอนแนวพ่อมดแม่มด แถมเนื้อเรื่องมีฉากต่อสู้และการใช้เวทมนตร์ แต่ไม่ใช่นิทานแนวต่อสู้หรือแนวเวทมนตร์ที่เห็นอยู่ทั่วไปในนิทานก่อนนอนแนวพ่อมดแม่มดแบบเรื่องอื่น ๆ นิทานเรื่อง “ครอบครัวมด ๆ” เป็นนิทานแนวพ่อมดแม่มดที่ไม่เหมือนใครแน่ ๆ แต่ถ้าอยากรู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ต้องอ่านนิทานเรื่องนี้ดูนะครับ

นิทานเรื่อง ครอบครัวมด ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วิชาสำคัญ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “วิชาสำคัญ” เป็นนิทานที่มีข้อคิดดี ๆ ซึ่งผมในฐานะผู้แต่ง เชื่อว่าวิชาสำคัญในเรื่องเป็นวิชาที่สำคัญมากสำหรับทุก ๆ คน นิทานก่อนนอนเรื่อง “วิชาสำคัญ” เป็นนิทานที่มีโครงเรื่องไม่ซับซ้อน ระหว่างที่อ่าน ผู้แต่งอยากให้เด็กๆ เดาไปด้วยว่า วิชาสำคัญในเรื่องน่าจะเป็นวิชาอะไร สุดท้ายนี้ ขอให้มีความสุบกับนิทานก่อนนอนเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง วิชาสำคัญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งทรงเป็นพระราชาที่เก่งกล้าเด็ดขาด แถมเฉลียวฉลาดและเป็นที่รักของไพร่ฟ้าประชาชน

อยู่มาวันหนึ่ง  พระราชาทรงอยากเตรียมพระโอรสให้พร้อมสำหรับการเป็นพระราชาในอนาคต พระองค์จึงประกาศรับสมัครครูมาสอนวิชาสำคัญในการเป็นพระราชาให้แก่เจ้าชายองค์น้อย

ครูคนแรกเสนอว่า วิชาสำคัญสำหรับการเป็นพระราชาคือวิชาการต่อสู้  เพราะเมื่อโตขึ้น เจ้าชายจะได้พร้อมสู้รบกับข้าศึกที่มารุกราน

ครูคนที่ 2 เสนอว่า วิชาที่สำคัญมากกว่าวิชาการต่อสู้ คือวิชาเวทมนตร์ เพราะความเชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์จะทำให้เจ้าชายจัดการกับข้าศึกได้โดยไม่ต้องเหนื่อย

ครูคนที่ 3เสนอว่า วิชาที่สำคัญกว่าวิชาเวทมนตร์ คือวิชาภาษานานาชาติ เพราะการที่เจ้าชายเชี่ยวชาญเรื่องภาษา จะทำให้เจ้าชายเจรจาหาพวกมาช่วยสู้รบได้ หรือเจรจาเพื่อขอสงบศึกก็ได้  นอกจากนี้  การพูดได้หลายภาษายังใช้เจรจาค้าขาย ซึ่งจะทำให้ประชาชนร่ำรวยกันโดยถ้วนหน้า 

เมื่อครูคนแรกได้ฟังครูคนที่ 2 และครูคนที่ 3 โอ้อวดว่าวิชาเวทมนตร์กับวิชาภาษาเป็นวิชาที่สำคัญกว่าวิชาการต่อสู้  ครูคนแรกจึงโมโหถึงขั้นหยิบอาวุธเตรียมตัวจะเข้าจัดการกับคุณครูทั้งสอง

เมื่อครูผู้เชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์เห็นท่าไม่ดี  เขาจึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับเตรียมร่ายคาถาเพื่อจัดการกับคู่ต่อสู้ 

เมื่อครูคนที่ 3 เห็นครูอีกสองคนทำท่าจะปะทะกัน เขาก็ตกใจลนลานจนร้องเสียงหลง  จากนั้น ก็เป็นลมล้มพับไปโดยไม่ได้เอ่ยปากเจรจาเลยแม้แต่คำเดียว

ทันทีที่พระราชาเห็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นต่อหน้า  พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นยืนพร้อมกับตวาดทุกคนให้หยุด  เสียงของพระราชาเด็ดขาดจนครูทั้งสองถึงกับเข่าทรุด  ครั้นเมื่อเหตุการณ์สงบลง  พระราชาก็ทรงรู้ในทันทีว่า  วิชาที่ครูทั้งสามคนพากันโอ้อวด ไม่ใช่วิชาสำคัญสำหรับพระราชาเลยสักนิด

ในขณะนั้นเอง  พระราชินีผู้ฝักใฝ่ในทางธรรมทรงเอื้อมมือมาแตะมือของพระราชาเบา ๆ จากนั้น  พระราชินีก็บอกกับพระราชาว่า “หม่อมฉันรู้แล้วเพคะว่า วิชาสำคัญสำหรับพระราชาที่ควรสอนให้ลูกของเรารู้เป็นลำดับแรกคือวิชาอะไร” 

พระราชาทรงแปลกใจต่อคำพูดของพระราชินี แต่พระองค์ก็เชื่อมั่นและรอฟังคำเฉลยจากพระราชินีด้วยใจจดจ่อ  เมื่อพระราชินีเห็นว่าพระราชากำลังรอฟังคำตอบอยู่  พระองค์จึงพูดต่อไปว่า “วิชาที่สำคัญที่สุดสำหรับพระราชาก็คือวิชาที่สอนให้มีสติ  เพราะเมื่อมีสติก็จะรู้ตัวว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  คนเรานั้น…แม้จะมีความรู้มากมาย แต่หากไม่มีสติ ก็อาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิดได้นะเพคะ”

พระราชาทรงยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้ฟังคำอธิบายจากพระราชินีผู้เป็นที่รัก  และภาพเหตุการณ์ของเหล่าครูผู้เก่งกาจแต่ขาดสติจนถึงขั้นจะต่อยตีกันก็ยิ่งทำให้พระราชาเชื่อว่า วิชาที่สอนให้มีสติเป็นวิชาสำคัญที่ต้องสอนให้เจ้าชายเป็นลำดับแรก แต่เนื่องจากในอาณาจักรไม่มีใครเชี่ยวชาญเรื่องการเจริญสติมากไปกว่าพระราชินีเลย  ด้วยเหตุนี้  พระราชาจึงขอพระราชินีทรงเป็นครูคนแรกของลูก

แน่นอนว่าพระราชินีไม่ปฏิเสธ  แต่พระองค์มีข้อแม้เพียง 1 ข้อ นั่นคือพระราชาต้องร่วมเรียนวิชาสำคัญนี้ด้วย  พระราชาทรงยิ้มอีกครั้งพร้อมกับตอบตกลงด้วยความเต็มใจยิ่ง  ส่วนเจ้าชายองค์น้อยก็ปรบมือเสียงดังด้วยความดีใจ  เพราะการได้ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่คือช่วงเวลาที่วิเศษสุดที่เด็กทุกคนปรารถนา 

#นิทานนำบุญ

……………….