Posted in นิทานครอบครัว, นิทานคลาสสิก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานแฝงข้อคิด

กระจกเงาแม่ : นิทานญี่ปุ่นที่เรียบง่ายและงดงาม

นิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” หรือ “กระจกแห่งมัตสึยามะ” (Matsuyama Kagami / 松山鏡) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่ได้รับการเผยแพร่สู่ผู้อ่านทั่วโลกในหนังสือชื่อ Japanese Fairy Tales โดย Yei Theodora Ozaki ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 – – – หนังสือเล่มนี้นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ก็เป็นหนึ่งในนิทานญี่ปุ่นที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ลึกซึ้งที่สุดด้วยเช่นกัน

ความโดดเด่นของนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของเนื้อเรื่อง หรือการหักมุมให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง แต่อยู่ที่ “ความเงียบและเรียบง่าย” ที่ปล่อยให้ผู้อ่านค่อย ๆ ตระหนักถึงความรักในครอบครัวเล็ก ๆ และการจากลาที่เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต นักวิจารณ์วรรณกรรมมักกล่าวว่า ความงามของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจได้อย่างลึกซึ้งผ่านความธรรมดาที่แสนธรรมดา

ในการเรียบเรียงนิทานญี่ปุ่นเรื่องนี้เป็นนิทานฉบับภาษาไทย นิทานนำบุญพยายามเรียบเรียงโดยให้ความเคารพต่อจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเล่าเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจบริบทมากขึ้นในบางช่วง (เพราะผู้อ่านมีหลากหลายวัย) แต่ในขณะเดียวกัน ก็จงใจรักษาพื้นที่แห่ง “ความเงียบ” ที่เป็นเสน่ห์สำคัญของนิทานเรื่องนี้ไว้ โดยไม่เติมแต่งในจุดที่นิทานต้นฉบับตั้งใจปล่อยให้ความรู้สึกทำงานเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองมัตสึยามะแห่งแคว้นอิโยะ มีชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางทุ่งนา ทั้งสองมีลูกสาวเพียงคนเดียว เด็กหญิงมีดวงตาสดใสและมีรอยยิ้มอ่อนโยน เธอเป็นเหมือนแสงสว่างของบ้านหลังนั้น วันเวลาในครอบครัวเล็ก ๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เช้าทำไร่ เย็นกลับบ้าน กินข้าวร้อน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่อบอุ่นเหมือนควันไฟจากเตา

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหลวง เขาไม่เคยจากบ้านนานเช่นนี้มาก่อน เช้าวันออกเดินทาง ภรรยาช่วยจัดห่อข้าวให้ ลูกสาววิ่งตามมาจับชายเสื้อ บอกให้พ่อรีบกลับมา พ่อเพียงลูบศีรษะลูกเบา ๆ แล้วรับปากด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนก้าวออกไปบนถนนสายยาว

เมื่อถึงเมืองหลวง ชาวนาผู้นั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด ทุกสิ่งดูแปลกใหม่และงดงาม วันหนึ่ง ระหว่างเดินดูร้านค้า เขาสะดุดตากับวัตถุกลมแวววาวที่วางอยู่บนผ้า มันส่องประกายราวกับมีแสงอยู่ภายใน เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู จากนั้น เขาก็เห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งจ้องกลับมา ชาวนาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรู้ว่านั่นคือเงาของตัวเขาเอง คนขายจึงบอกด้วยรอยยิ้มว่า นี่คือ “กระจกเงา” ของล้ำค่าที่ใช้สะท้อนใบหน้าคน

ชาวนาไม่เคยเห็นสิ่งวิเศษเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมอง…เขาก็ยิ่งคิดถึงภรรยา เขานึกภาพของภรรยาตอนยิ้มอยู่หน้าเตาไฟ และคิดว่า หากนางได้เห็นของแปลกเช่นนี้ คงจะประหลาดใจไม่น้อย ความคิดนั้นทำให้เขาตัดสินใจควักเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิด ซื้อกระจกเงาบานนั้นกลับไปเป็นของฝากด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

หลายวันต่อมา เมื่อชาวนากลับมาถึงบ้าน ภรรยารีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ เมื่อหายเหนื่อย ชาวนายื่นของห่อเล็ก ๆ ให้ภรรยาสุดที่รัก นางเปิดออกอย่างสงสัย แล้วค่อย ๆ มองเข้าไปในแผ่นกลมแวววาวนั้น ทันใดนั้น นางก็ชะงัก หัวใจเต้นแรง เพราะนางเห็นใบหน้าของหญิงคนหนึ่งที่งดงามและไม่คุ้นเคยอยู่ในของชิ้นนั้น

ภรรยาของชาวนาเงยหน้าขึ้น มองสามีด้วยแววตาสับสนและสะเทือนใจ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านไปเมืองหลวง… แล้วพาสาวงามเช่นนี้กลับมาด้วยหรือ”

ชาวนานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เป็นการเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาขยับเข้าไปใกล้ภรรยา แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า “นั่นไม่ใช่หญิงอื่นหรอก… นั่นคือใบหน้าของเจ้าเอง”

ภรรยามองเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้นางสังเกตเห็น ดวงตา คิ้ว รอยยิ้ม ซึ่งทุกอย่างล้วนเหมือนกับตนเองทุกประการ – – – ความประหลาดใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และแล้ว…รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ภรรยาของชาวนารับกระจกเงาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต จากวันนั้น นางก็เก็บมันไว้อย่างดี ห่อผ้าเรียบร้อย และจะหยิบออกมาดูเฉพาะเวลาที่คิดถึงวันที่สามีนำมันกลับมา

…….

……..

……….

แต่แล้ววันหนึ่ง ภรรยาของชาวนาได้ล้มป่วยลง อาการของนางยืดเยื้อจากวันเป็นสัปดาห์ และสัปดาห์เป็นเดือน จนร่างกายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ชาวนาเฝ้าดูแลภรรยาสุดที่รักอยู่ไม่ห่าง ส่วนลูกสาวก็คอยนั่งเฝ้าแม่อยู่ที่ข้างหมอนและคอยจับมือแม่ไว้แน่น ส่วนภรรยาชาวนารู้ดีว่า….เวลาของตนใกล้หมดลงแล้ว

วันหนึ่ง ภรรยาชาวนาเรียกลูกสาวเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้น นางก็ใช้มือที่อ่อนแรงค่อย ๆ ยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ แล้วพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาแต่จริงจังว่า “ต่อไปนี้… ถ้าลูกเหงาหรือเศร้า… จงมองเข้าไปในกระจกเงาบานนี้ แล้วลูกจะเห็นแม่”

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาชาวนาก็สิ้นใจอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบในบ้านหลังเล็ก ๆ และหัวใจที่ว่างเปล่าของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

………

………..

………….

นับแต่นั้นมา บ้านหลังเล็กก็เงียบลงมาก เด็กหญิงยังคงช่วยพ่อทำงานตามเดิม แต่ยามค่ำ เมื่อทุกอย่างสงบลง ความคิดถึงแม่มักจะค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมา….อย่างเงียบ ๆ

ในคืนหนึ่ง เด็กหญิงจึงหยิบห่อผ้าที่แม่ให้ไว้ แล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ยกกระจกเงาขึ้นส่องดู

เด็กหญิงมองกระจกเงาอยู่นาน เธอเห็นเพียงใบหน้าของตนเองอยู่ในนั้น ดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ แก้มที่ซีด และริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความเหงา เด็กหญิงมองอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน เธอไม่พูด และไม่ขยับไปไหน

เวลาผ่านไปช้า ๆ ราวกับลมหายใจของบ้านทั้งหลัง

……..

………………

…………………..

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเด็กหญิงยกกระจกเงาขึ้นส่องดู เธอเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

คิ้วคู่นั้นมีรูปทรงเหมือนแม่ ดวงตาคู่นั้นก็มีแววอ่อนโยนแบบเดียวกัน เมื่อเด็กหญิงเผลอผ่อนริมฝีปากลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นก็คล้ายกับรอยยิ้มของแม่อย่างน่าประหลาด

เด็กหญิงมองภาพที่เห็นในกระจกอยู่นิ่ง ๆ

น้ำตาที่คลออยู่ ค่อย ๆ ไหลลงมาที่แก้มอย่างช้า ๆ แต่คราวนี้ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโดดเดี่ยว แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่น ราวกับมีใครบางคนกำลังมองตอบกลับมาด้วยความรัก

……….

…………….

…………………..

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ เด็กหญิงจะหยิบกระจกเงาออกมาส่องดู และเธอจะนั่งมองกระจกเงาอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังสนทนากับใครบางคนโดยไม่ต้องมีคำพูด

วันหนึ่ง ชายนาผู้เป็นพ่อเดินกลับเข้าบ้านในยามเย็น เขาเห็นลูกสาวนั่งนิ่งอยู่ใกล้หน้าต่าง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลงบนกระจกในมือของลูก เขาจึงถามขึ้นเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูก… ดูอะไรอยู่หรือ”

เด็กหญิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบพ่อไปว่า “หนูกำลังดูแม่อยู่”

คำตอบนั้นทำให้พ่อหยุดนิ่งชั่วขณะ เขามองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ จากนั้น เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ แล้วถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมว่า “แม่… อยู่ในนั้นอย่างไรหรือ”

เด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้น มองพ่อด้วยแววตาที่สดใสแต่จริงจัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ บอกพ่อว่า “ตอนแรก หนูเห็นแต่หน้าของหนูเอง… แต่พอมองไปนาน ๆ …. นานมาก ๆ …. หนูก็เริ่มเห็นว่า… ดวงตาในนี้เหมือนดวงตาของแม่ รอยยิ้มในนี้ก็เหมือนรอยยิ้มของแม่…………. แล้วหนูก็เลยรู้ว่า……จริง ๆ แล้ว แม่ยังอยู่กับหนู แม่ยังอยู่ในตัวหนูเสมอ”

……….

………….

……………..

เมื่อพูดจบ เด็กหญิงก็ก้มลงมองกระจกอีกครั้ง คราวนี้ ริมฝีปากของเด็กน้อยมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและดูมีความสุขมาก

เมื่อชาวนาผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนบางสิ่งแน่นขึ้นในอก เขามองใบหน้าลูกสาว และมองภาพเงาในกระจก แล้วเขาก็เงยหน้าซ่อนน้ำตาเอาไว้ เพราะเขาเองก็เห็นเงาของภรรยาที่จากไปแล้วเช่นกัน

เด็กหญิงนั่งกับพ่อในยามเย็นถือกระจกเงา ตอนจบนิทานญี่ปุ่นกระจกเงาแม่

Posted in ข้อคิดชีวิต, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : นิทานครอบครัวอบอุ่น สอนใจเรื่องคุณค่าของ “ปัจจุบัน”

ครอบครัวคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่หล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจให้กับทุกคนในบ้าน นิทานเรื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ่ายทอดบรรยากาศครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และลูกชายตัวน้อย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขในแต่ละวัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก

ข้อคิดเชิงธรรมะที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้คือการใช้ชีวิตกับ “ปัจจุบัน” เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือเวลาปัจจุบันที่มีค่าอย่างยิ่ง การตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดจึงเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย นิทานนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าครอบครัว แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา

การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่คือการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันและกัน การแบ่งปันความรัก หรือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทุกการกระทำที่ตั้งใจในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามในวันข้างหน้า นิทาน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ผมชื่อสติ ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายที่ผมรักมากที่สุด

คุณพ่อของผมมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อก็เป็นพ่อของบ้านที่ให้ความรักความอบอุ่นกับทุกคนอย่างทั่วถึง  ผมเคยถามว่า “คุณพ่อเหนื่อยบ้างไหม”  คุณพ่อตอบผมว่า “บางทีพ่อก็เหนื่อยนะ แต่พ่อไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พ่อจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณแม่ของผมเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งดูแลผมกับคุณยายตอนที่คุณพ่อออกไปบริษัท และเมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน  คุณแม่ก็จะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้คุณพ่ออย่างไม่เคยขาด ผมเคยถามว่า “คุณแม่เหนื่อยบ้างไหม”  คุณแม่ยิ้มแล้วตอบผมว่า “บางทีแม่ก็เหนื่อยนะ แต่แม่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  แม่จึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณยายของผมเป็นแม่ของคุณแม่  คุณตาจากคุณยายไปนานแล้ว  แต่คุณยายก็ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณตาที่รอท่านอยู่บนสรวงสวรรค์   คุณยายอยู่บ้านในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่แค่อยู่เฉย ๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนอุ่นใจและมีความสุข แต่คุณยายไม่เคยอยู่เฉย ๆ เลย  คุณยายมักช่วยคุณแม่ทำนู่นทำนี่ทั้งวัน และที่สำคัญ ท่านคอยช่วยดูแลผมแทนคุณแม่  ผมรักคุณยายมาก ผมเคยถามว่า “คุณยายเหนื่อยบ้างไหม”  คุณยายยิ้มอย่างใจดี แล้วตอบผมว่า “บางทียายก็เหนื่อยนะ แต่ยายไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ยายจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด” 

คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายสอนให้ผมรู้ว่า เวลา ณ ปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพียงไหน  เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว  อนาคตยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงได้ คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายจึงตั้งใจทำวันนี้…เวลานี้ให้ดีที่สุด  ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำตามตัวอย่างที่ได้เห็นเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายของผมล้มป่วยลงด้วยความชรา คุณพ่อ, คุณแม่และตัวผมต่างช่วยกันดูแลคุณยายอย่างเต็มที่ การดูแลคุณยายทำให้พวกเราเหนื่อยกว่าปกติบ้าง แต่พวกเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จากที่เคยประคองให้ท่านเดินเล่นกับพวกเราได้ กลายเป็นต้องดูแลท่านอยู่ที่เตียงเท่านั้น

บางวัน ที่พวกเราเห็นคุณยายอ่อนแรงมาก ๆ คุณพ่อ, คุณแม่และผมก็จะรู้สึกหดหู่จนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

แต่เมื่อคุณยายเห็นพวกเราเผลอคิดไปไกล ทั้ง ๆ ที่วันนี้…ตอนนี้ คุณยายยังนอนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (แค่มีแรงเหลือน้อยไปหน่อย)  คุณยายก็จะเตือนสติพวกเราว่า “ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอกนะ ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยายก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ พวกเราเสมอ”

………………………………..

…………………..

………….

….

หลายปีต่อมา  คุณพ่อ, คุณแม่และผมยังคงทำทุกวันอย่างดีที่สุดเหมือนที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำซึ่งทุกครั้งก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าคุณยายยังคงอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเรา ไม่ได้ห่างหายไปไหน  แม้ในบางวัน พวกเราอาจแอบเห็นคุณยายอยู่ไกลพวกเราออกไปสักหน่อย คืออยู่ที่ก้อนเมฆบนท้องฟ้ากับคุณตาที่คุณยายรัก  แต่พวกเราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เพราะกลัวว่าคุณยายจะอาย โดยเฉพาะตอนที่คุณตาจับมือน้อย ๆ ของคุณยายพร้อมกับหอมแก้มคุณยายเสียงดัง “จุ๊บ” ด้วยความรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ