Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานฝรั่ง, นิทานเด็ก, เด็ก

นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)

Continue reading “นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)”
Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก, เด็ก

รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ : นิทานเด็กแฟนตาซีแฝงข้อคิดเรื่องความเมตตา

นิทานธรรมะก่อนนอนเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” เป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งขึ้นหลังจากเริ่มปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ในช่วงแรกที่ยังสับสน ท่านได้เตือนสติผมว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้”

คำสอนนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยกิเลส ความโลภ ความโกรธ และความหลงที่คอยยั่วยุ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือกลับมามีสติและรักษาหัวใจที่ดีงามเสมอ

เมื่อได้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง ผมจึงตระหนักถึงคุณค่าของคำสอนนี้ และอยากถ่ายทอดออกมาเป็น นิทานเด็กแฟนตาซีสอนใจ ที่แฝงข้อคิดเรื่องความรัก เมตตา และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง นิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็น นิทานก่อนนอนสอนใจเด็ก ๆ ให้เรียนรู้การเจริญสติและเห็นความสำคัญของหัวใจที่ดีงาม

ผมหวังว่าเรื่องราวผจญภัยในนิทานธรรมะก่อนนอนเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะการนำไปใช้เล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังความรัก ความเมตตา และการรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ตลอดไป

มาอ่านนิทานเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มียักษ์ใจร้ายตนหนึ่งบุกมาที่พระราชวังของพระราชินีและเจ้าชายองค์น้อยที่มีกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก ยักษ์จับตัวพระราชินีไป เจ้าชายองค์น้อยอยากช่วยแม่ พระองค์จึงปรึกษาแม่นม จนทราบว่าโอกาสเอาชนะยักษ์เป็นเรื่องที่ยากมาก ยกเว้นเจ้าชายจะนำดาบต้องห้ามไปใช้ในการต่อสู้

ดาบต้องห้ามเป็นดาบวิเศษที่สามารถใช้ฟันอะไรให้ขาดก็ได้แม้กระทั่งดวงอาทิตย์! ซึ่งหลังจากใช้ดาบครบ 3 ครั้งดาบก็จะสลายไป แต่ในดาบต้องห้ามมีวิญญาณร้ายที่ชอบยุให้นำดาบไปใช้ทำเรื่องเลวร้าย พระราชินีผู้มักสอนให้เจ้าชาย“รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” จึงไม่เคยคิดใช้ดาบเล่มนี้เลย

เจ้าชายตัดสินใจนำดาบไปช่วยแม่ โดยเจ้าชายสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะใช้ดาบอย่างระมัดระวังและรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ดังคำที่แม่พร่ำสอน

เมื่อเจ้าชายเดินทางเข้าป่า พระองค์พบราชสีห์หิมะถูกเถาวัลย์อาคมของยักษ์รัดตัวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ เมื่อเจ้าชายเห็นราชสีห์ พระองค์ก็เงื้อดาบเตรียมฟัน วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันราชสีห์ให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

เจ้าชายฟันดาบฉับเดียว ราชสีห์หลับตาปี๋ แต่ดาบไม่โดนตัวราชสีห์เลยแม้สักนิด มันตัดเถาวัลย์ขาดหมด ทำให้ราชสีห์เป็นอิสระ ราชสีห์จึงอาสาพาเจ้าชายไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทของยักษ์ใจร้าย

เมื่อราชสีห์พาเจ้าชายไปถึงตีนเขา ราชสีห์ให้เจ้าชายเดินทางขึ้นไปบนภูเขาเอง เพราะทางเดินเล็กเกินกว่าที่ราชสีห์จะเดินขึ้นไปได้ ระหว่างทาง เจ้าชายพบทหารยามที่ถูกยักษ์ใจร้ายใช้เวทมนตร์บงการให้คอยทำร้ายคนที่บุกขึ้นมาบนภูเขา เมื่อเหล่าทหารเห็นเจ้าชาย พวกเขาก็หยิบอาวุธตรงเข้ามาหมายจะทำร้าย เจ้าชายเงื้อดาบขึ้น วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันทหารให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงใช้ดาบฟันมนตร์ดำที่ครอบคลุมร่างของทหารเหล่านั้นและทำให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นอิสระ

ผู้คนเหล่านั้นเดิมเคยทำงานอยู่ในปราสาทของเจ้ายักษ์ แต่ก่อนยักษ์ใจร้ายไม่เคยทำร้ายใคร จนกระทั่งแม่ของยักษ์มีเนื้อร้ายงอกขึ้นมาเกาะกินหัวใจ เจ้ายักษ์จึงเริ่มเครียด, มีอารมณ์ฉุนเฉียวและค้นตำราจนพบว่าต้องจับพระราชินี 100 องค์มาต้มเป็นยา แม่ยักษ์จึงจะหายจากอาการป่วย

นอกจากนี้ ผู้คนที่เคยทำงานในปราสาทของยักษ์ ยังบอกเจ้าชายว่า คุกที่ขังพระราชินีอยู่ที่ด้านล่างของปราสาท ส่วนห้องนอนของยักษ์กับแม่ยักษ์อยู่ที่หอคอยด้านบน ผู้คนเหล่านั้นแนะนำให้เจ้าชายใช้ดาบฟันกุญแจคุก เพราะมันเป็นกุญแจที่ไม่มีใครไขได้นอกจากเจ้ายักษ์ แต่วิญญาณร้ายในดาบกลับยุให้เจ้าชายเอาดาบไปฆ่ายักษ์

เจ้าชายลังเลใจอยู่ชั่วขณะ พลันเจ้าชายได้ยินเสียงของแม่เตือนให้พระองค์รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทของยักษ์ และทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดคาด

เจ้าชายไม่เดินลงไปที่คุก แต่กลับขึ้นบันไดไปยังหอคอยด้านบน วิญญาณร้ายดีใจที่ยุเจ้าชายได้สำเร็จ

แต่เมื่อไปถึงชั้นบน แทนที่เจ้าชายจะเข้าไปในห้องนอนของยักษ์ พระองค์กลับเลี้ยวไปยังห้องแม่ของยักษ์ จากนั้น เงื้อดาบฟันฉับไปเพียงครั้งเดียว

ดาบของเจ้าชายตัดเอา “เนื้อร้าย” ที่เกาะกินหัวใจแม่ยักษ์ โดยร่างกายของแม่ยักษ์ไม่ได้รับอันตรายเลยแม้สักนิด ใช่แล้ว เจ้าชายไม่ได้ทำร้ายแม่ยักษ์ พระองค์ทรงช่วยเหลือแม่ยักษ์และยังคงรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้

เช้าวันต่อมา ยักษ์ใจร้ายตื่นนอนด้วยความแปลกใจ เพราะแม่ยักษ์เดินมาลูบศีรษะของมัน แล้วเล่าเรื่องที่เจ้าชายเลือกไม่ช่วยแม่ของตัวเอง, เลือกไม่ทำร้ายยักษ์ผู้เป็นศัตรู แต่เลือกรักษาแม่ของศัตรูที่ป่วยให้ลูกชายฟัง จากนั้น แม่ยักษ์ก็บอกลูกชายว่า “ลูกจำได้ไหม…แม่เองก็เคยบอกลูกเสมอ ให้รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ ลูกลืมไปแล้วหรือเปล่า”

ยักษ์ใจร้ายรู้สึกผิดที่มันลืมสิ่งที่แม่สอน

ยักษ์ผู้สำนึกผิดมองเจ้าชายองค์น้อยแล้วรีบขอโทษเจ้าชายทันที จากนั้น มันก็ปล่อยพระราชินีออกจากคุก แล้วพาทุกคนกลับไปส่งที่เมืองอย่างไม่รอช้า

พระราชินีดีใจที่รอดชีวิต แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ พระองค์ดีใจที่เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

แม่ทุกคนก็คงต้องการเพียงเท่านี้ ต้องการให้ลูกรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้ลูกของแม่เป็นที่รักของคนทุกคนตลอดไป

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก

Continue reading “นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสัตว์, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก, นิทานแฝงข้อคิด

หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง

ความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร  แค่เรามีความตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แล้วลงมือทำ นั่นก็เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว”

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทาน วันหนึ่ง ผมนึกอยากแต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์ที่ตัวเองไม่เคยนำมาใช้เป็นตัวละคร   คิดไปคิดมา  ชื่อของเสือชีต้าร์ก็แว่บขึ้นมาในใจ  ตอนนั้น ผมยังไม่เคยแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์เลย   แต่ถ้าจะแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์  ผมควรจะหาตัวละครอีกสักตัวมาเป็นตัวละครในนิทานด้วย  เสือควรคู่กับตัวอะไร?  จู่ ๆ คำว่า “หมูชีต้าร์” ก็ขึ้นเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่มีเนื้อเรื่องใด ๆ เลย  หมูเป็นสัตว์ตัวอ้วนอุ้ยอ้าย ส่วนเสือชีตาร์เป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วว่องไว  ผมว่าชื่อนี้เท่ดี  ไม่เหมือนใคร  พอได้ชื่อนิทานว่า “หมูชีต้าร์” ผมจึงคิดเนื้อเรื่องต่อ จนได้เรื่องออกมา ดังนิทานต่อไปนี้  ลองไปอ่านกันดูนะครับ

Continue reading “หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสุขภาพ, นิทานเด็ก

บทเรียนของเจ้าหญิง | นิทานสอนเด็กดูแลฟัน ที่อ่านสนุก ได้ข้อคิด

“บทเรียนของเจ้าหญิง” คือนิทานแฟนตาซีที่แต่งขึ้นอย่างชาญฉลาด เพื่อสอดแทรกบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในช่องปาก โดยไม่ใช้วิธีสั่งสอนตรง ๆ

ในขณะที่เด็ก ๆ จะเพลิดเพลินกับเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้รักขนมหวานและนางฟ้าน้ำทิพย์ ผู้ใหญ่อย่างเรา จะเห็นถึงเทคนิคการเล่าเรื่องที่แยบคาย ทั้งเรื่องการควบคุมพฤติกรรมการกินน้ำอัดลม การฝึกนิสัยแปรงฟัน และแม้แต่เรื่องการรักษาสัญญาและความรับผิดชอบในคำพูดของตนเอง

สิ่งเหล่านี้ถูกเล่าออกมาอย่างมีอารมณ์ขัน มีสีสัน และไม่สร้างความกลัว แต่กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จาก “ตัวละครในนิทาน” แทนที่จะเป็นคำสั่งของผู้ใหญ่

นิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการอ่านให้เด็กฟังก่อนนอน หรือใช้เป็นสื่อการสอนในห้องเรียนอนุบาลและประถมต้น เพื่อปลูกฝังแนวคิดเรื่อง “การดูแลตัวเองและการรักษาสัญญา” อย่างนุ่มนวลและได้ผลจริง

ครั้นเมื่อเจ้าหญิงถึงวัยต้องไปโรงเรียน  เพื่อน ๆ ในห้องก็พากันล้อเลียนเจ้าหญิงด้วยการตั้งสมญาให้พระองค์ เช่น เจ้าหญิงฟันดำ, เจ้าหญิงขี้ฟันหนา, เจ้าหญิงขี้ฟันมหาประลัย ฯลฯ  ซึ่งเจ้าหญิงทรงไม่ชอบสมญาที่เพื่อน ๆ ตั้งให้เอาเสียเลย  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงไปขอร้องให้นางฟ้าประจำตัวหาหนทางช่วยเหลือ

เมื่อนางฟ้าได้ฟังคำขอร้องของเจ้าหญิง  นางฟ้าจึงเนรมิตน้ำทิพย์ขึ้นมาขวดหนึ่งซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ฟันสะอาดสดใสได้อย่างวิเศษ  แต่แทนที่นางฟ้าจะมอบน้ำทิพย์ให้แก่เจ้าหญิงไปเปล่า ๆ  นางฟ้ากลับตั้งเงื่อนไขให้เจ้าหญิงปฏิบัติตามสามข้ออันได้แก่  ข้อแรก…เจ้าหญิงจะต้องกินขนมให้น้อยลง   ข้อสอง…เจ้าหญิงจะต้องแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร  และข้อสาม…เจ้าหญิงห้ามใช้น้ำทิพย์มากกว่าหนึ่งครั้ง 

 เจ้าหญิงทรงให้สัญญาว่าจะทำตามเงื่อนไขของนางฟ้าแต่โดยดี  และเมื่อเจ้าหญิงทรงบ้วนปากด้วยน้ำทิพย์ที่แสนมหัศจรรย์   ฟันของพระองค์ซึ่งมีคราบสีดำคล้ำแถมมีขี้ฟันหนาเตอะก็กลับกลายเป็นฟันที่ขาวสะอาดสดใสและเปล่งประกายราวกับไข่มุก

เจ้าหญิงทรงมีความสุขมากเหลือเกินที่พระองค์มีฟันขาวสะอาดยิ่งกว่าเพื่อนคนใดในห้อง  เจ้าหญิงทรงยิ้มไม่หุบอยู่หลายวัน  จนกระทั่งวันหนึ่ง  พระองค์ก็รู้สึกอยากกินลูกกวาด, ขนมกรุบ-กรอบและน้ำอัดลมขึ้นมาอีก

แม้เจ้าหญิงจะทรงให้คำมั่นสัญญากับนางฟ้าเอาไว้แล้ว  แต่เมื่อเจ้าหญิงมองดูน้ำทิพย์ที่เหลืออยู่อีกตั้งครึ่งค่อนขวด  พระองค์ก็รู้สึกมั่นใจไร้ปัญหาและพร้อมที่จะกินขนมสะสมขี้ฟันอีกครั้ง 

ไม่นานนัก  เจ้าหญิงก็กลับมามีฟันสีดำคล้ำและมีขี้ฟันหนาเตอะดังเดิมอีก  นอกจากนี้  กลิ่นปากของเจ้าหญิงยังทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดอยากจะเป็นลมวันละหลาย ๆ หน   เจ้าหญิงทรงสะสมขี้ฟันอยู่นานหลายเดือน   จนเมื่อวันคล้ายวันเกิดของพระองค์มาถึง  เจ้าหญิงจึงคิดที่จะทำฟันให้สะอาดสดใสเพื่อเตรียมไว้ยิ้มต้อนรับเพื่อน ๆ ในงานเฉลิมฉลอง

แต่อนิจจา…สิ่งที่เจ้าหญิงหวังกลับไม่เป็นดังคาด  เพราะเมื่อเจ้าหญิงทรงใช้น้ำทิพย์บ้วนปากเป็นครั้งที่สอง  แทนที่ฟันของพระองค์จะสะอาดสดใสเปล่งประกายเหมือนคราวก่อน  การบ้วนปากครั้งนี้กลับทำให้ฟันทุกซี่ของเจ้าหญิงละลายหายไปในชั่วพริบตา!

เจ้าหญิงทรงตกใจมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น   ผลแห่งการไม่เชื่อข้อห้ามของนางฟ้าและการไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ทำให้เจ้าหญิงองค์น้อยต้องสูญเสียฟันไปจนหมด  เจ้าหญิงฟันหลอทรงร้องไห้แง ๆ เพราะสำนึกในความผิด  แต่ในขณะเดียวกัน  พระองค์ก็ทรงละอายใจเกินกว่าที่จะไปขอร้องนางฟ้าให้มาช่วยเหลือพระองค์อีก

บทเรียนที่ได้รับในครั้งนี้ทำให้เจ้าหญิงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยของพระองค์เสียใหม่  เจ้าหญิงทรงยอมฟันหลอและรอเวลาให้ฟันแท้ขึ้นมาแทนที่  หลังจากนั้น  เจ้าหญิงก็คอยดูแลฟันของพระองค์เป็นอย่างดีพร้อม ๆ กับเปิดใจฟังคำแนะนำของผู้ใหญ่เพื่อใช้ปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ ๆ

ในที่สุด  เจ้าหญิงองค์น้อยก็เติบโตขึ้นเป็นเจ้าหญิงที่มีรอยยิ้มพิมพ์ใจและเป็นที่รักของผู้คนทั้งหลาย  

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การกินขนมหวานมากเกินไป และไม่แปรงฟัน จะทำให้ฟันผุและมีกลิ่นปาก
  • การรักษาคำพูดและสัญญาเป็นเรื่องสำคัญ
  • การไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้ใหญ่ อาจนำไปสู่ผลเสียที่เราคาดไม่ถึง
  • ถ้าเคยทำผิด ก็ยังมีโอกาสปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้เสมอ

#นิทานนำบุญ