Posted in ข้อคิด, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง แผนร้ายของเศรษฐีเจ้าเล่ห์

ช่วงอากาศหนาว ๆ แบบนี้ มีปีละไม่กี่วัน พี่นำบุญเลยรีบหานิทานมาลงให้อ่าน หวังว่าจะเป็นช่วงเวลาดี ๆ ในการอ่านนิทานของทุก ๆ ครอบครัวนะครับ

นิทานเรื่อง แผนร้ายของเศรษฐีเจ้าเล่ห์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีทะเลสาบอยู่ที่ใจกลางหมู่บ้าน  ทะเลสาบแห่งนี้มีความสำคัญต่อทุก ๆ คนในหมู่บ้านมาก เพราะมันเป็นแหล่งน้ำจืดแหล่งเดียวที่ชาวบ้านอาศัยดื่มกินและใช้ในการเพาะปลูกต่าง ๆ

วันหนึ่ง มีเศรษฐีจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน  เศรษฐีผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกล  เมื่อเศรษฐีสำรวจหมู่บ้านโดยรอบแล้ว เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า หากเขาซื้อที่ดินรอบ ๆ ทะเลสาบเอาไว้ทั้งหมด เขาก็จะสามารถเก็บเงินค่าผ่านทางเมื่อชาวบ้านต้องการเข้าไปใช้ประโยชน์จากทะเลสาบได้  ซึ่งมันจะทำให้เขาได้กำไรอย่างมากมายมหาศาล

เมื่อเศรษฐีเห็นช่องทางทำเงินดังกล่าวแล้ว  เศรษฐีจึงแกล้งเข้าไปตีสนิทกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ทะเลสาบ  จากนั้น เขาก็แสดงตนเป็นคนใจดี โดยเสนอตัวขอส่งเสียลูก ๆ ของชาวบ้านให้ได้ไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ ทั้งยังมอบเงินทองให้ชาวบ้านใช้พาพ่อแม่ที่ป่วยไข้ไปรักษาตัวที่เมืองอื่น  เศรษฐียอมทุ่มเงินมากมายเพื่อทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ  ซึ่งแผนการทั้งหมดนี้ เศรษฐีทำขึ้นโดยหวังจะขอซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่อยู่รอบทะเลสาบนั่นเอง

เศรษฐีเจ้าเล่ห์ใช้เวลาสร้างภาพหลอกชาวบ้านอยู่นานสามเดือน  ในที่สุด เศรษฐีก็สามารถซื้อที่ดินรอบทะเลสาบเอาไว้ได้จนหมด 

ครั้นเมื่อเศรษฐีได้เป็นเจ้าของที่ดินรอบทะเลสาบแล้ว  เศรษฐีก็เผยธาตุแท้ของตัวเองออกมา โดยเขาทำการล้อมรั้วรอบที่ดินของเขา (ซึ่งก็คือการล้อมรั้วรอบทะเลสาบ) แล้วปักป้ายเก็บเงินสำหรับคนที่ต้องการผ่านเข้าไปนำน้ำจากทะเลสาบมาใช้

เมื่อชาวบ้านได้เห็นการกระทำของเศรษฐี  ชาวบ้านจึงพากันมาขอร้องให้เศรษฐีเห็นใจคนยากจนอย่างพวกเขา แต่เศรษฐีกลับไม่สงสารชาวบ้านเลย  เพราะสิ่งเดียวที่เศรษฐีให้ความสำคัญก็คือผลกำไรที่เขาจะได้จากการลงทุนในครั้งนี้

คืนวันนั้น  ในขณะที่ชาวบ้านต่างทุกข์ทรมานที่ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้  เศรษฐีกลับนอนกระดิกเท้าฝันหวานว่าอีกไม่นานชาวบ้านทั้งหลายก็คงต้องยอมมาจ่ายเงินเพื่อขอผ่านทางเข้ามาตักน้ำจากทะเลสาบไปใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เศรษฐีคิดถึงเงินทองที่จะไหลมาเทมาแล้วก็เผลอหลับไปอย่างมีความสุข  ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่นั่งจับกลุ่มคุยกันเพราะต่างคนต่างก็มองไม่เห็นหนทางที่พวกเขาจะหาน้ำมาดื่มมาใช้ได้เหมือนดังแต่เก่าก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีตื่นนอนอย่างอารมณ์ดี แล้วค่อย ๆ เดินไปที่ด่านเก็บเงินของเขาพลางนึกภาพว่าวันนี้ชาวบ้านทุกคนคงพากันมาจ่ายเงินเพื่อขอเข้ามาดื่มน้ำในทะเลสาบ  เศรษฐีดีใจจนลืมสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น  จวบจนเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ ๆ  เศรษฐีจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า วันนี้…หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูเงียบเชียบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เศรษฐีพยายามเงี่ยหูฟังเสียงของชาวบ้าน  แต่จนแล้วจนรอด  เขาก็ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ เลย เศรษฐีแปลกใจมาก  เขาจึงเดินออกจากบ้าน แล้วพยายามมองหาชาวบ้านทั้งหลาย

อนิจจา…เศรษฐีผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า  ตลอดทั้งคืนที่ตัวเขานอนฝันหวานอยู่นั้น  ชาวบ้านที่ต้องลำบาก (เพราะความเห็นแก่ตัวของเศรษฐี) ได้ปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุปว่า ในเมื่อหมู่บ้านของพวกเขาไม่มีทั้งน้ำดื่มน้ำใช้และแล้งซึ่งน้ำใจของเพื่อนมนุษย์  หมู่บ้านแห่งนี้จึงไม่ใช่ที่ที่พวกเขาควรจะอยู่อาศัยต่อไปอีก  ด้วยเหตุนี้เอง  ชาวบ้านทั้งหมดจึงตัดสินใจเก็บข้าวของแล้วอพยพออกจากหมู่บ้านเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่

เมื่อชาวบ้านย้ายออกไปจนหมด  เศรษฐีจึงมีไม่โอกาสหากำไรจากการเก็บค่าผ่านทางดังที่เขาวางแผนเอาไว้  เงินทองทั้งหมดที่เศรษฐีใช้จ่ายไปเพื่อซื้อที่ดินและจ่ายให้แก่ชาวบ้านตามแผนของเขา จึงเท่ากับสูญเปล่าและทำให้เศรษฐีที่เคยมีเงินมากมายกลายเป็นแค่คนเคยรวยที่ตอนนี้มีเพียงบ้านและที่ดิน  โดยนอกเขตรั้วบ้านของเขากลับไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเลยแม้แต่คนเดียว

เศรษฐีเจ้าเล่ห์ถึงกับหน้าถอดสีที่พบกับเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้  ผลของการคิดร้ายต่อผู้อื่น…ทำให้สิ่งเลวร้ายย้อนกลับมาหาตัวเขาในที่สุด  

คืนวันนั้น เศรษฐีจึงได้แต่นอนคลุมโปงฟังเสียงหมาหอนอย่างวังเวงตามลำพัง   ส่วนชาวบ้านที่เดินทางออกจากหมู่บ้านนั้น  พวกเขาโชคดีที่ได้พบกับเพื่อน ๆ ที่ขายที่ดินและย้ายออกไปก่อน  เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นได้รู้เรื่องราวทั้งหมด  พวกเขาจึงนำเงินที่ได้จากเศรษฐีมาใช้เป็นทุนในการก่อตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่  โดยเลือกทำเลที่ดีขึ้นและมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ในที่สุด ชาวบ้านทั้งหมดก็ได้ตั้งต้นชีวิตใหม่ในหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม และชาวบ้านทุกคนก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ข้อคิด, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง สามทหารเสือ

กลางเดือนธันวาคม อากาศเริ่มหนาว พี่นำบุญเลยนำนิทานเรื่องใหม่มาฝากเด็ก ๆ ครับ (เป็นนิทานที่เคยพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนมาแล้ว)

นิทานเรื่องนี้แต่งในแนวนิทานอีสป เนื้อเรื่องจะเป็นแนวนิทานสอนใจสั้น ๆ ที่มีตัวละครเป็นสัตว์ นิทานแนวนิทานอีสปเป็นนิทานที่พี่นำบุญแต่งเอาไว้น้อยมาก เพราะคิดว่าโลกมีนิทานแนวนิทานอีสปมากพอแล้ว แต่ในวันนึง พี่นำบุญอยากท้าทายตัวเอง เลยลองแต่งนิทานแนวนี้ออกมาบ้าง หวังว่าคงพอใช้ได้นะครับ ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง สามทหารเสือ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีสิงโตตัวหนึ่งเป็นเจ้าป่าซึ่งคอยดูแลปกป้องป่าให้สงบสุขมาเป็นเวลาช้านาน  ครั้นเมื่อสิงโตแก่ตัวลงจนเขี้ยวเล็บเริ่มสึกกร่อน  เหล่านายพรานที่เคยเกรงกลัวสิงโตก็พากันเข้ามาในป่าแล้วเที่ยวไล่ล่าสัตว์ต่าง ๆ เล่นอย่างสนุกสนาน   เมื่อสิงโตเห็นว่าตัวของมันแก่ชราเกินกว่าจะปกป้องป่าตามลำพังได้  มันจึงไปขอร้องเสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำต่างเคารพสิงโตในฐานะที่เป็นเจ้าป่าอาวุโส  พวกมันจึงยอมมาช่วยโดยไม่หวังสิ่งใด ๆ ตอบแทน   แต่สิงโตเจ้าป่าไม่อยากเอาเปรียบเสือทั้งสาม  มันจึงเสนอที่จะสั่งการให้สัตว์ในป่าผลัดกันหาอาหารมาให้เสือทั้งสามกินทุก ๆ มื้อ

หลังจากที่สิงโตกับเหล่าเสือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำก็เริ่มออกลาดตระเวนไปทั่วทั้งป่า โดยหมายจะสั่งสอนนายพรานทั้งหลายที่บังอาจรุกล้ำเข้ามาในเขตปกครองของสิงโตเฒ่า 

นอกจากนี้  เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำยังต้องการให้สัตว์ป่าน้อยใหญ่ได้ฝึกฝนการดูแลตัวเอง  ดังนั้น พวกมันจึงสั่งให้สัตว์ต่าง ๆ แบ่งหน้าที่กันเป็นเวรยามเฝ้าระวังการบุกรุกของเหล่านายพรานด้วย  

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา   ไม่ว่านายพรานจะแอบลอบเข้ามาในป่า ณ จุดใด  พวกเขาก็จะพบเสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำปรากฏกายต้อนรับด้วยเขี้ยวขาว ๆ และกรงเล็บอันแหลมคม ณ ที่นั้น ๆ เสมอ   ไม่นานนัก…ป่าที่เคยมีนายพรานเข้ามาก่อความไม่สงบก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้อีกครั้ง

แม้พวกสัตว์จะได้ความสงบสุขกลับคืนมา  แต่การที่พวกมันยังคงต้องผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวรยาม รวมทั้งต้องหาอาหารมาเลี้ยงเสือทั้งสาม ทำให้สัตว์ทั้งหลายรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง  

“เมื่อไม่มีนายพรานมารังควาญ งานระแวดระวังภัยต่าง ๆ ก็น่าจะสิ้นสุดลงได้แล้ว”  

พวกสัตว์จอมขี้เกียจคิดเช่นนั้นเพราะพวกมันอยากมีชีวิตสุขสบายที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานใด ๆ  เลยแม้สักอย่าง  ด้วยเหตุนี้เอง  สัตว์ทั้งหลายจึงรวมตัวกันแล้วเดินทางไปหาสิงโต เพื่อขอให้สิงโตเจ้าป่าขับไล่เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำไปเสียให้พ้น ๆ

สิงโตพยายามทัดทานและชี้ให้สัตว์ป่าเหล่านั้นเห็นถึงผลร้ายที่อาจจะตามมาในอนาคต  แต่จนแล้วจนรอด  สัตว์ทั้งหลายก็ยังคงดื้อดึงและพยายามกดดันให้สิงโตเจ้าป่าขับไล่เสือทั้งสามไปโดยเร็วที่สุด  

สิงโตเสียใจที่ความพยายามของมันไร้ผล   มันจึงจำใจต้องขอให้เสือทั้งสามยุติภารกิจปกป้องป่าดังที่มันเคยขอร้องเอาไว้

หลังจากที่เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำลาสิงโตไปได้ไม่นาน  สิงโตเจ้าป่าก็ล้มป่วยลงด้วยความชรา   จนในที่สุด  สิงโตผู้เฝ้าดูแลป่ามาตลอดชั่วชีวิตก็หมดลมหายใจและจากสัตว์ทั้งหลายไปอย่างสงบ 

เมื่อนายพรานได้ข่าวว่าในป่าไม่มีทั้งสิงโตและเหล่าเสือคอยปกป้อง  พวกนายพรานจึงบุกเข้ามาในป่าอีกครั้ง แล้วทำการไล่ล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่กันอย่างสบายใจไร้ผู้ขัดขวาง

มาถึงตอนนี้…แทนที่เหล่าสัตว์จอมขี้เกียจจะแค่ทำงานโดยผลัดเปลี่ยนกันดูแลป่าคนละเล็กละน้อย   พวกมันกลับต้องคอยซ่อนตัวและวิ่งหนีกระสุนปืนของเหล่านายพรานจนแทบไม่มีเวลาได้พัก 

สัตว์ป่าทั้งหมดต่างรู้สึกเสียใจต่อความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเองที่ดื้อดึงไม่ยอมฟังคำเตือนของสิงโตเจ้าป่า   พวกมันอยากให้เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำกลับมาช่วยปกป้องป่าดังเดิมอีก  แต่น่าเสียดาย….เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้สายเกินแก้ไปเสียแล้ว   

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ

นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ เป็นนิทานที่เคยลงไว้ในเว็บไซต์นิทานนำบุญนานแล้ว

นิทาน : เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ

นานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่าเจ้าหญิงเพอร์ลีน  แม้เจ้าหญิงจะมีอายุเพียง 13 ชันษา แต่พระองค์ทรงดูงามสง่า หนำซ้ำ…ยังเฉลียวฉลาดและสอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ ๆ  พระราชากับพระราชินีจึงภูมิใจในตัวเจ้าหญิงมาก  เว้นเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้ทั้งสองพระองค์หนักใจ  นั่นคือนิสัยของเจ้าหญิงที่มักชอบดูถูกผู้อื่นว่าด้อยกว่าพระองค์ไปเสียทั้งหมด

วันหนึ่ง พระราชากับพระราชินีได้สั่งให้เจ้าหญิงนำของขวัญไปมอบแด่พระราชาผู้ปกครองเกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้  ใจจริงแล้วเจ้าหญิงไม่อยากไปที่เกาะทางตอนใต้เลย  เพราะเจ้าหญิงทรงนึกดูแคลนผู้คนบนเกาะที่ล้าหลังและอยู่ห่างไกลความเจริญ  แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อาจขัดคำสั่งของพระบิดาได้ พระองค์จึงต้องเดินทางไปตามคำบัญชาอย่างไม่เต็มใจนัก

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงท่าเรือ พระองค์พบว่าพระราชาชาวเกาะได้ส่งเด็กสาวผิวสีน้ำตาลที่มีอายุไล่เลี่ยกับพระองค์และฝีพายหนุ่มอีกสี่คนให้นำเรือเล็กมารับ เจ้าหญิงทรงมองชาวเกาะและเรือที่ขุดจากต้นไม้อย่างรังเกียจ ครั้นเมื่อเด็กสาวเอ่ยปากเชิญให้เจ้าหญิงลงเรือ เจ้าหญิงก็ได้แต่เมินหน้าหนี แล้วเดินลงไปนั่งในเรืออย่างไม่มีทางเลือก

ระหว่างการเดินทาง  สาวน้อยชาวเกาะพยายามชวนเจ้าหญิงพูดคุยเพื่อไม่ให้พระองค์เบื่อ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากลดตัวไปเสวนากับเด็กสาวผู้ต่ำต้อย  พระองค์จึงได้แต่เอาหูทวนลมพลางถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายไปตลอดทาง

เกือบชั่วโมงต่อมา  เมื่อฝีพายพายเรือมาถึงกลางทะเล  จู่ ๆ เจ้าหญิงก็รู้สึกเหมือนคลื่นลมค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  เรือที่เจ้าหญิงนั่งเริ่มหมุนติ้วคล้ายกับโดนดูดเข้าไปในกระแสน้ำวน เจ้าหญิงทรงส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ จากนั้น พระองค์ก็ตกลงไปในทะเลแล้วหมดสติไปในที่สุด

เช้าวันใหม่ เจ้าหญิงทรงฟื้นขึ้นมาและพบว่าพระองค์ถูกคลื่นซัดไปเกยตื้นที่ชายหาดของเกาะร้างแห่งหนึ่ง  เจ้าหญิงทรงมองไปรอบตัวอย่างหวาดหวั่น สักพัก…พระองค์ก็เห็นใครบางคนเดินตรงเข้ามาหา  เจ้าหญิงทรงกลัวมาก  แต่เมื่อพระองค์เห็นว่าบุคคลที่เดินมาคือเด็กสาวชาวเกาะที่รับพระองค์มาจากท่าเรือ เจ้าหญิงก็รู้สึกโล่งพระทัยอย่างบอกไม่ถูก

ครั้นเมื่อเด็กสาวชาวเกาะถามไถ่เจ้าหญิงว่าพระองค์ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เจ้าหญิงก็กลับทำท่าทีเฉยชาอีกครั้ง แล้วไล่เด็กสาวชาวเกาะให้ออกไปห่าง ๆ

เมื่อเจ้าหญิงไม่อยากให้อยู่ใกล้  เด็กสาวชาวเกาะจึงแยกไปอยู่อีกด้านของชายหาด  โดยเธอยังคงมองเจ้าหญิงอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

ในขณะที่เจ้าหญิงนั่งรอให้เรือมารับโดยไม่คิดทำสิ่งใดทั้งสิ้น  เด็กสาวชาวเกาะกลับเริ่มหาทางเอาชีวิตรอดในเกาะร้างด้วยการปีนเก็บลูกมะพร้าวมาสำรองเป็นน้ำดื่ม  จากนั้น  เธอก็ก่อกองไฟเตรียมไว้ไล่สัตว์ร้ายในยามค่ำคืนและใช้เป็นสัญญาณในการขอความช่วยเหลือ

เมื่อเด็กสาวชาวเกาะก่อไฟได้สำเร็จ  เธอก็เอามีดที่ติดตัวมาด้วยเหลากิ่งไม้เป็นฉมวกแล้วนำไปจับปลามาเป็นอาหาร ท้ายสุด เธอก็ตัดกิ่งไม้ใบไม้ แล้วจัดการทำเป็นเพิงพักอาศัยหลับนอน ในช่วงที่ยังไม่มีใครมาช่วยเหลือ

ในตอนแรก เจ้าหญิงมองเด็กสาวชาวเกาะทำงานต่าง ๆ อย่างดูถูก  พระองค์คิดว่าเด็กสาวช่างโง่เขลา เอาแต่ทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ เพราะอีกไม่นานพวกทหารก็คงนำเรือมารับ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเจ้าหญิงรู้สึกหิวน้ำ หิวข้าว และความมืดค่อย ๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะ  เจ้าหญิงจึงเริ่มตระหนักว่า พระองค์ต่างหากที่เป็นคนโง่เขลา หนำซ้ำยังไปนึกดูถูกคนที่มีความคิดรอบคอบกว่าและสามารถดูแลตัวเองในเกาะร้างได้ดีกว่าเสียอีก เจ้าหญิงทรงรู้สึกผิดมาก  พระองค์จึงร้องไห้ออกมาไม่ยอมหยุด

เมื่อเจ้าหญิงร้องไห้  เด็กสาวชาวเกาะที่เฝ้ามองเจ้าหญิงอยู่จึงเดินถือคบไฟตรงเข้ามาหา เด็กสาวส่งยิ้มให้เจ้าหญิงอย่างมีไมตรีจิต จากนั้น เธอก็ชวนพระองค์ให้ไปดื่มน้ำมะพร้าวและกินปลาเผากับเธอที่เพิงพัก

เจ้าหญิงทรงดีใจมากที่เด็กสาวชาวเกาะไม่ถือโทษโกรธพระองค์เลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่า การดูถูกผู้อื่นว่าต่ำต้อยหรือด้อยกว่าเป็นความคิดของคนที่โง่เขลาที่สุดในโลก  เจ้าหญิงทรงสัญญากับตัวเองว่า พระองค์จะไม่คิดเช่นนั้นอีก เช้าวันต่อมา เจ้าหญิงจึงอาสาเด็กสาวชาวเกาะทำงานต่าง ๆ และขอให้เธอสอนวิธีจับปลาให้ด้วย

เจ้าหญิงกับเพื่อนใหม่ใช้เวลาในเกาะร้างด้วยกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย  และเมื่อพระบิดาของเจ้าหญิงกับพระราชาชาวเกาะนำเรือมาช่วยเหลือ เจ้าหญิงจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเพื่อนใหม่ของพระองค์เป็นลูกสาวของพระราชาชาวเกาะซึ่งถือว่ามีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงด้วยเช่นกัน

เจ้าหญิงเพอร์ลีนอายมากที่พระองค์ทำตัวไม่น่ารักกับเจ้าหญิงชาวเกาะหลายต่อหลายอย่าง แต่พระองค์ก็รู้ดีว่า เจ้าหญิงชาวเกาะคงยินดีให้อภัยพระองค์เสมอ

ในที่สุด เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ก็ได้ออกจากเกาะร้างอย่างปลอดภัย  หลังจากวันนั้น  ทั้งคู่ก็ยังคงรักษามิตรภาพที่มีให้กันและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

บทเรียนของลูกม้าลาย

นิทานเรื่อง บทเรียนของลูกม้าลาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกม้าลายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับพ่อแม่ของมัน ลูกม้าลายตัวนี้มีนิสัยซุกซน, ซุ่มซ่าม, เซ่อซ่า แถมยังพูดจาสื่อสารกับใคร ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง  แม่ม้าลายจึงต้องคอยเตือนให้ลูกชายมีสมาธิและรู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูดเสมอ ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับแม่ม้าลายไปเยี่ยมญาติในป่าลึก ลูกม้าลายจอมซนที่อยู่เฝ้าบ้านจึงแอบออกไปว่ายน้ำเล่นที่ลำธารซึ่งแม่ม้าลายเคยห้ามเอาไว้  ลูกม้าลายถอดชุดหนังลายขาวดำที่ใส่อยู่…เหลือแต่ตัวเปล่า ๆ  แล้วลงไปเล่นน้ำจนลืมเวลา  ครั้นเมื่อลูกม้าลายหันมามองชุดที่กองทิ้งไว้ มันก็พบว่าชุดหนังของมันได้หายไปเสียแล้ว

ถ้าพ่อกับแม่กลับมาพบว่าลูกม้าลายทำชุดหนังประจำตัวหาย พ่อกับแม่ม้าลายก็คงจับได้ว่า ลูกชายหนีไปเล่นน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต  หนำซ้ำยังซุ่มซ่ามเซ่อซ่าทำของสำคัญหายไปเสียอีก ลูกม้าลายไม่อยากถูกตีจนก้นลาย  มันจึงไปหาเทพารักษ์ซึ่งเป็นเทวดาประจำป่าเพื่อขอให้ช่วยเสกชุดหนังตัวใหม่ให้

เมื่อเทพารักษ์ได้ฟังคำขอร้อง  เทพารักษ์ผู้ใจดีซึ่งมีพลังวิเศษเสกอะไรก็ได้วันละ 3 ครั้ง จึงเอ่ยปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ ลูกม้าลายดีใจมากจนลืมเรียบเรียงความคิดให้ถี่ถ้วน มันรีบเอ่ยปากขอพรครั้งแรกไปว่า “ผมขอชุดหนังชุดใหม่ด่วนเลยนะครับ”

ทันทีที่เทพารักษ์ได้ฟังคำร้องขอ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังตัวใหม่สวมให้เจ้าลูกสัตว์จอมซนอย่างไม่รอช้า  อนิจจา! เทพารักษ์เข้าใจผิดคิดว่าลูกม้าลายที่เปลือยกายมา…เป็นลูกม้าธรรมดา ๆ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังสีขาวให้มัน…แทนที่จะเป็นชุดลายทางสีขาวดำอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อลูกม้าลายเห็นชุดที่เทพารักษ์เสกให้  มันก็ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัด แล้วพูดกับเทพารักษ์อย่างอารมณ์เสียว่า “ผมไม่ใช่ม้านะครับท่าน ตัวของผมจะต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ  ไม่ใช่ขาวโพลนดูจืดสนิทแบบนี้ ช่วยเสกชุดใหม่ให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

เมื่อลูกสัตว์ที่มาขอความช่วยเหลือบอกว่าตนเองไม่ใช่ม้า แถมเนื้อตัวยังมีทั้งสีขาวและสีดำ  เทพารักษ์จึงเพ่งมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดว่า “ถ้าไม่ใช่ม้าและเนื้อตัวมีทั้งสีขาวและสีดำ บางที…มันอาจจะเป็นลูกวัวก็ได้นะ” ด้วยเหตุนี้ เทพารักษ์จึงร่ายคาถาครั้งที่สอง แล้วเสกชุดหนังลายวัวให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายโมโหจนตัวสั่นเมื่อเห็นชุดลายวัวนมสีขาวสลับดำที่เทพารักษ์เสกให้  มันพยายามระงับความโกรธพลางกัดฟันกรอดแล้วขอพรครั้งที่สามว่า “ผมไม่ใช่ม้า แล้วก็ไม่ใช่วัวนะครับ ตัวของผมมีลายสีดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว อย่าเสกชุดมั่วซั่วแบบนี้สิครับ ยังไงช่วยเสกชุดหนังที่มีลายสีดำคาดอยู่ตามตัวให้ผมเดี๋ยวนี้ พ่อกับแม่ของผมคงใกล้จะมาถึงแล้วนะครับ”    

เทพารักษ์แปลกใจมากที่ลูกสัตว์จอมซนตรงหน้าบอกว่ามันไม่ใช่ทั้งม้าและวัว  เทพารักษ์พยายามมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดถึงสัตว์ที่มีลายดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว  “ถ้าไม่ใช่ม้าหรือวัว แต่มีลายสีดำคาดอยู่ทั้งตัว บางที..เจ้านี่อาจจะเป็นลูกเสือโคร่งที่หน้าตาไม่เหมือนเสือโคร่งก็ได้นะ” เมื่อคิดดังนั้น เทพารักษ์จึงเสกชุดใหม่เป็นชุดหนังลายเสือโคร่งให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายตกใจมากที่เห็นเนื้อตัวของตนมีลายสีดำคาดบนขนสีเหลืองเหมือนเสือโคร่ง มันโกรธจนปากสั่น  พลันพูดกับเทพารักษ์ว่า “นี่ท่านไม่รู้จักม้าลายหรือยังไงครับ  ผมเป็นม้าลาย ไม่ใช่ม้า, วัวนมหรือเสือโคร่ง  แค่เสกชุดหนังสีขาวลายดำให้ผม…มันยากตรงไหนนะ  ช่วยเสกชุดหนังให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะ”

เมื่อเทพารักษ์เห็นลูกม้าลายโมโหโทโส  เทพารักษ์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ  จากนั้น เทพารักษ์ก็พูดกับลูกม้าลายว่า “ถ้าเจ้าบอกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเจ้าเป็นลูกม้าลายและอยากได้ชุดลายขาวดำแบบม้าลาย ข้าก็คงเสกชุดม้าลายให้เจ้าใส่ไปตั้งนานแล้ว แต่นี่เจ้าไม่บอกให้ชัดเจน แล้วใครจะไปเข้าใจสิ่งที่เจ้าต้องการได้ล่ะ วันนี้…ข้าใช้พลังไปครบ 3 ครั้งแล้ว ถ้าเจ้ายังอยากให้ข้าช่วย เจ้าก็จงกลับมาหาข้าอีกครั้งในวันพรุ่งนี้และรักษามารยาทให้ดีกว่านี้ด้วยนะ” 

ลูกม้าลายจอมซนเพิ่งได้สติว่า ตัวมันเองต่างหากที่เป็นคนผิด  เพราะมันวิ่งตัวล่อนจ้อนมาขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์ ซึ่งเทพารักษ์ไม่มีทางรู้เลยว่ามันคือม้า, ลาหรือม้าลายกันแน่  หนำซ้ำ  มันยังไม่รู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูด  ไป ๆ มา ๆ  การขอพรทั้ง 3 ครั้งของมันจึงกลายเป็นเรื่องไร้ค่าไร้ประโยชน์

เมื่อไม่มีทางเลือก  ลูกม้าลายจึงจำใจต้องเดินคอตกกลับไปรอให้คุณแม่ตีก้นจนลายพร้อยตามระเบียบ  ครั้นพอถึงวันรุ่งขึ้น  ลูกม้าลายก็ไปขอโทษเทพารักษ์และขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้…มันไม่ลืมที่จะเรียบเรียงความคิดและเอ่ยปากขอสิ่งที่ต้องการอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น

ในที่สุด  ลูกม้าลายก็ได้ชุดลายขาวดำมาปกคลุมร่างกายสมดังใจหวัง นอกจากนี้ มันยังได้บทเรียนเกี่ยวกับการสื่อสารความคิดที่จะติดตรึงเตือนใจมันไปอีกนานแสนนานด้วย

#นิทานนำบุญ


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วิกฤตอุกกาบาต

   

นิทานเรื่อง วิกฤตอุกกาบาต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักเกาะหนึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรที่แสนห่างไกล ในเกาะมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 100 คน ครึ่งหนึ่งศรัทธาในพลังสื่อสารกับทวยเทพของแม่หมอผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์, ไสยศาสตร์และเวทมนตร์ลึกลับ อีกครึ่งหนึ่งเชื่อมั่นในสติปัญญาของผู้เฒ่านักคำนวณซึ่งมีความรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างหาตัวจับได้ยาก

การที่ชาวเกาะมีความเชื่อต่างกัน ทำให้พวกเขามักทะเลาะกันเป็นประจำ ฝ่ายหนึ่งหาว่าอีกฝ่ายงมงายไร้สาระ ส่วนอีกฝ่ายหาว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เคารพเทวดาฟ้าดิน ไป ๆ มา ๆ ชาวเกาะจึงกินแหนงแคลงใจจนต้องแยกกันอยู่คนละฟากของเกาะ

วันหนึ่ง แม่หมอเพ่งมองลูกแก้วหยั่งรู้ แล้วทำนายว่าในอนาคตจะมีอุกกาบาตยักษ์นับร้อย ๆ ลูกพุ่งลงมายังบริเวณท้องทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะ

ครั้นเมื่อชาวเกาะที่เชื่อถือแม่หมอได้ฟังคำทำนาย พวกเขาก็พากันหวาดกลัวจนต้องรวมตัวสวดมนต์อ้อนวอนต่อเทวดาฟ้าดินกันตลอดทุกค่ำคืน

เมื่อชาวเกาะอีกฝ่ายเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็หัวเราะเยาะ แล้วนำเรื่องไปเล่าให้พวกของตนฟัง จนเรื่องราวไปเข้าหูผู้เฒ่านักคำนวณ

ผู้เฒ่าไม่เคยปล่อยเรื่องราวใด ๆ ให้ผ่านไปง่าย ๆ  เมื่อผู้เฒ่าได้ฟังข่าว  ผู้เฒ่าจึงใช้กล้องส่องมองวิถีการโคจรของดวงดาว ซึ่งหลังจากเฝ้าดูอยู่หลายคืน ผู้เฒ่าก็เริ่มคำนวณ แล้วค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้เฒ่าก็แจ้งให้ชาวเกาะทั้งหมดได้ทราบว่า คำทำนายของแม่หมอเป็นคำทำนายที่ถูกต้อง โดยอุกกาบาตจะพุ่งชนเกาะในอีก 30 วันข้างหน้า!

ทันทีที่ชาวเกาะได้ฟัง เกาะทั้งเกาะก็ดูโกลาหลไปหมด  ชาวเกาะที่เคยสวดอ้อนวอนฟ้าดินเฉพาะเวลากลางคืน ก็เปลี่ยนมาสวดมนต์กันทั้งวันทั้งคืน ส่วนชาวเกาะที่เชื่อในหลักเหตุผล ก็วางแผนตัดต้นไม้มาสร้างเรือสำเภาขนาดใหญ่เพื่อขนของอพยพออกจากเกาะ

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งผู้เฒ่าและแม่หมอรู้สึกหดหู่  เกาะบ้านเกิดของผู้เฒ่าและแม่หมอ (รวมทั้งชาวเกาะทุกคน) เป็นที่อยู่อาศัยของพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาช้านาน ผู้เฒ่าและแม่หมอไม่อยากให้เกาะบ้านเกิดต้องสูญสลาย รวมทั้งไม่อยากให้ชาวเกาะทอดทิ้งบ้านเกิดที่มีความทรงจำอันงดงามไปอยู่ที่อื่น ทั้งคู่จึงปรึกษาหารือกัน เพื่อคิดวิธีปกป้องเกาะจากอุกกาบาต

ผู้เฒ่ากับแม่หมอนั่งหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่นาน…นานจนชาวเกาะสังเกตเห็น เมื่อชาวเกาะรู้ว่าผู้เฒ่ากับแม่หมอพยายามคิดวิธีปกป้องบ้านเกิด พวกเขาจึงได้สติและไม่อยากทิ้งภาระให้ผู้เฒ่าและแม่หมอต้องแบกรับ ทุกคนจึงตัดสินใจขอคิดหาวิธีปกป้องเกาะบ้านเกิดร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวเกาะทุกคนจะพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ นานา แต่จนแล้วจนรอด พวกเขาก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่ทุกคนกำลังจนแต้ม มีเด็กน้อยคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วพูดออกมาว่า “ถ้าเราบังคับให้อุกกาบาตไปตกที่อื่นไม่ได้ และเราไม่อยากหนีออกจากเกาะ เราย้ายเกาะไปอยู่ที่อื่นที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตดีไหมครับ”

คำพูดของเด็กน้อยอาจฟังดูน่าขำ แต่ผู้เฒ่าฉุกคิดขึ้นมาว่า ตนเองสามารถคำนวณพิกัดของน่านน้ำที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าชาวเกาะคิดจะสร้างเรือที่มีใบเรือขนาดใหญ่อยู่แล้ว หากเปลี่ยนแผนเอาเรี่ยวแรงมาสร้างเสากระโดงและใบเรือที่กลางเกาะ โดยให้ชาวเกาะที่เหลือไปสร้างหางเสือขนาดใหญ่ที่ท้ายเกาะ จากนั้น ให้แม่หมอสื่อสารกับเทวดาฟ้าดินขอให้บันดาลลมพายุและคลื่นน้ำช่วยกระหน่ำซัดเกาะอย่างต่อเนื่อง เกาะทั้งเกาะอาจเคลื่อนที่พ้นจากวิถีการตกของอุกกาบาตนับร้อย ๆ ลูกก็เป็นได้

 ครั้นเมื่อผู้เฒ่าเสนอความคิด ทุกคนในเกาะก็พร้อมใจลงมือทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่มีใครอิดออด จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เสากระโดงขนาดยักษ์, ใบเรือและหางเสือของเกาะก็เสร็จสมบูรณ์

เมื่ออุปกรณ์พร้อม ผู้เฒ่าจึงใช้ความรู้ด้านการคำนวณกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่, มุมในการกางใบและองศาของหางเสือ

ส่วนแม่หมอก็ใช้พลังวิเศษขอคลื่นลมจากทวยเทพ ให้ช่วยโหมกระหน่ำซัดเกาะอย่างสุดแรงเกิด จนกระทั่ง 2 สัปดาห์ต่อมา เกาะก็เคลื่อนตัวจากตำแหน่งเดิมไปยังจุดที่ปลอดภัยกลางมหาสมุทรได้อย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากเกาะเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้แค่เพียงคืนเดียว  อุกกาบาตก็เริ่มตกจากฟากฟ้าตามที่ผู้เฒ่าและแม่หมอได้ทำนายเอาไว้ อุกกาบาตนับร้อย ๆ ลูกตกจากฟ้าดูสวยแต่ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น 

หากชาวเกาะทั้งหมดไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน พวกเขาอาจต้องทิ้งเกาะบ้านเกิด โดยปล่อยให้เกาะถูกอุกกาบาตทำลายจนสูญหายไปจากโลก แต่เมื่อทุกคนสามัคคีกัน พวกเขาก็รักษาเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้สำเร็จ

ผู้เฒ่า, แม่หมอ รวมทั้งชาวเกาะทุกคนต่างมีความสุขที่พวกเขาปกป้องเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้ และแล้ว…หัวใจของชาวเกาะทั้งหมดก็กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เปลือกกับเมล็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เปลือกกับเมล็ด” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งเป็นนิทานภาคต่อ ของนิทานไทยพื้นบ้านที่ชื่อ “ตาอินกับตานา” แต่การแต่งนิทานภาคต่อจากนิทานไทยพื้นบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เปลือกกับเมล็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะ พวกเขาเกิดในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันและปีเดียวกัน  มิหนำซ้ำ คุณตาของพวกเขายังเป็นสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียอีก  ด้วยเหตุนี้  เจ้าหนูทั้งสองคนจึงสนิทสนมกลมเกลียวกันจนใคร ๆ ต่างก็รู้กันไปทั่ว

วันหนึ่ง  เด็กทั้งสองพากันออกไปเที่ยวเล่นในป่าดังเช่นที่เคยเป็น  แต่เมื่อทั้งคู่วิ่งลัดเลาะไปใกล้ ๆ กับแม่น้ำ   พวกเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกให้ช่วย  เมื่อเด็กน้อยมองไปยังแม่น้ำ  พวกเขาก็เห็นภูตตัวจิ๋วกำลังกระเสือกกระสนต่อสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก   เด็กทั้งสองรู้ดีว่า หากพวกเขาไม่ช่วยเจ้าภูตเอาไว้  ภูตตัวจิ๋วก็คงจะต้องจมลงไปนอนอยู่ที่ก้นของแม่น้ำเป็นแน่   ดังนั้น เด็กทั้งสองจึงพร้อมใจกันกระโดดลงไปช่วยภูตน้อยโดยไม่คิดถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

เมื่อเด็กทั้งสองช่วยชีวิตภูตตัวจิ๋วขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ   ภูตตัวจิ๋วจึงมอบผลไม้สายรุ้งซึ่งเป็นผลไม้ของชาวภูตให้แก่เด็กน้อยทั้งสองเพื่อเป็นรางวัลแห่งความกล้าหาญ   ผลไม้สายรุ้งหนึ่งพวงจะประกอบไปด้วยผลสายรุ้งเจ็ดผล  โดยแต่ละผลจะมีรสชาติและสีสันแตกต่างกันไปตามสีของสายรุ้ง   เมื่อภูตตัวจิ๋วมอบผลไม้สายรุ้งให้แก่เด็กทั้งสองแล้ว  เจ้าภูตน้อยก็ขยับปีกบางใส แล้วบินหายลับไปสู่ดินแดนที่แสนลึกลับ

ทันทีที่ภูตน้อยบินจากไป  เด็กทั้งสองก็จัดแจงแบ่งผลไม้สายรุ้งกัน โดยทั้งคู่พยายามที่จะไม่ให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ  เด็กทั้งสองจ้องมองผลไม้ตาไม่กระพริบ   ผลไม้สายรุ้งแต่ละสีล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองด้วยกันทั้งนั้น   มิหนำซ้ำ  มันยังไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะแบ่งผลไม้เจ็ดผลให้แก่คนสองคนโดยไม่เหลือเศษ  และด้วยความยากลำบากในการแบ่งสันปันส่วนนี้เอง   ในที่สุด   การทะเลาะเบาะแว้งของเพื่อนรักทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไป  ความขัดแย้งของเด็กทั้งสองก็มีทีท่าว่าจะบานปลายออกไปเรื่อยๆ   จวบจนเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ   เด็กทั้งสองจึงตัดสินใจนำผลไม้สายรุ้งกลับไปให้คุณตาของพวกเขาช่วยจัดการแบ่งสันปันส่วนให้ 

คุณตาของเด็กคนแรกมีชื่อว่า ‘ตาอิน’   ส่วนคุณตาของเด็กอีกคนมีชื่อว่า ‘ตานา’   ตาอินกับตานาเป็นเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม แม้ว่าตาอินกับตานาจะเป็นเพื่อนรักที่มักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ แต่ครั้งหนึ่ง ทั้งคู่ก็เคยขัดแย้งแย่งปลากัน จนทำให้ชายเจ้าเล่ห์สบโอกาสใช้อุบายแย่งปลาไปกินได้อย่างหน้าตาเฉย ตาอินกับตานาได้รับบทเรียนจากการทะเลาะเบาะแว้งของพวกตน ดังนั้น เมื่อหลานของพวกเขาเกิดการขัดแย้งกันเช่นนี้ ตาอินกับตานาจึงตั้งใจที่จะมอบบทเรียนให้แก่หลานทั้งสองเช่นเดียวกับที่พวกตนเคยประสบมาก่อน

หลังจากที่ตาอินกับตานาหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง   ในที่สุด ชายชราทั้งสองคนก็ตัดสินใจแบ่งผลไม้สายรุ้งออกเป็นสามส่วน  โดยทั้งคู่ปอกเปลือกผลไม้ส่งให้หลานของตาอิน แล้วแยกเมล็ดของผลไม้มอบให้หลานของตานา   จากนั้น  พวกเขาก็แกล้งเก็บเนื้อของผลไม้ใส่จานเอาไว้เอง โดยบอกกับหลาน ๆ ว่า  มันเป็นค่าตอบแทนของตาทั้งสองสำหรับการแบ่งสันปันส่วนในครั้งนี้

เมื่อเด็ก ๆ ทราบวิธีการแบ่งผลไม้สายรุ้งของคุณตา  พวกเขาก็พากันโวยวายและหาว่าการแบ่งผลไม้ของตาอินกับตานาไม่มีความเป็นธรรมเลยสักนิด  แต่ตาอินกับตานาก็ยังคงยืนกรานว่ามันเป็นการจัดแบ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว  เพราะในขณะที่หลานของตาอินไม่อยากได้เปลือกผลไม้  หลานของตานาก็ไม่ต้องการเมล็ดผลไม้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น  เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พอใจกับส่วนแบ่งที่ตนได้รับ  การแบ่งสรรปันส่วนในครั้งนี้จึงถือได้ว่ายุติธรรมมากที่สุด

เด็กทั้งสองต่างจนด้วยคำพูด    และหลังจากนั้น  ตาอินกับตานาก็เอ่ยปากสอนหลานทั้งสองคนว่า  แม้เปลือกกับเมล็ดของผลไม้ที่หลานทั้งสองได้รับไปอาจจะดูไม่มีค่า  แต่หากหลานทั้งสองลองใช้ความคิดร่วมกันและสมัครสมานสามัคคีกันดังเช่นในวันก่อน ๆ   อีกไม่นาน  หลานทั้งสองก็จะได้ลองลิ้มชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งนี้อย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้

เมื่อเด็กน้อยได้ฟังถ้อยคำของคุณตาสุดที่รัก  ทั้งคู่ก็หันหน้าเข้าหากันและช่วยกันคิดหาวิธีทำเปลือกและเมล็ดที่ได้รับให้กลายเป็นผลไม้สายรุ้งขึ้นมาอีกครั้ง   เด็กน้อยไตร่ตรองกันอยู่ครู่ใหญ่  และแล้ว…เด็กทั้งสองคนก็เข้าใจความหมายที่คุณตาตั้งใจจะบอกพวกเขา

เด็กทั้งสองคนก้มกราบคุณตาที่ท่านกรุณาให้บทเรียนอันล้ำค่า   จากนั้น  ทั้งคู่ก็นำเมล็ดของผลไม้สายรุ้งไปปลูกที่สวนหลังบ้าน  โดยใช้เปลือกผลไม้ที่ได้รับเป็นปุ๋ยในการบำรุงเมล็ดพันธุ์ให้งอกงามแข็งแรง  

เด็กทั้งสองเฝ้าดูแลต้นไม้ของพวกเขาทุก ๆ วัน   ในที่สุด  ต้นไม้แห่งมิตรภาพของพวกเขาก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น  พร้อมกับผลิดอกออกผลให้เด็กทั้งสองได้ลิ้มลองรสชาติอันแสนวิเศษของมันอย่างเต็มอิ่ม   เด็กทั้งสองคนดีใจที่ได้ชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งทั้งเจ็ดสี แต่ที่เหนือไปกว่านั้น…. พวกเขามีความสุขมากที่ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้ความเป็นเพื่อนของพวกเขามั่นคงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิมนับล้าน ๆ เท่า  

และนับจากเหตุการณ์ในคราวนั้นเป็นต้นมา  เพื่อนรักทั้งสองก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลยแม้สักครั้ง

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน