Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานสอนใจ

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่ สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้ คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานวิทยาศาสตร์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นักวิทยาศาสตร์ซู่ซ่า : นิทานวิทยาศาสตร์สอนใจสำหรับเด็ก

คุณผู้อ่านอาจยังไม่ทราบว่า “พี่นำบุญ” ผู้แต่งนิทานเรื่องนี้ เคยเรียนสายวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และในสมัยมัธยมต้น พี่นำบุญยังเคยสอบชิงทุนโครงการ พสวท. (โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้เป็นลำดับที่ 3 ของศูนย์สอบโรงเรียนบดินทรเดชา อีกทั้งในช่วงการทำงาน พี่นำบุญยังเคยเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ในหลักสูตรจากประเทศแคนาดาอย่าง “Mad Science” ต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี

เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางนักเขียนนิทาน พี่นำบุญจึงนำประสบการณ์ด้านการเรียนและการสอนวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกัน เพื่อสร้างสรรค์นิทานที่ไม่เพียงแต่อ่านสนุก แต่ยังสะท้อนความรู้และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ในแบบที่เข้าใจง่าย สมจริง และใกล้ตัวเด็ก ๆ มากยิ่งขึ้น

แม้นิทานเรื่องนี้จะไม่ได้เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ จรวด หรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์สุดล้ำ แต่เรื่องราวในนิทานก็น่าจะช่วยจุดประกายความคิดและจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ให้กับผู้อ่านได้ไม่น้อย หวังว่าทุกคนจะเพลิดเพลินและมีความสุขไปกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

หอมฟุ้งเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ช่างสังเกตและชอบทดลอง นับตั้งแต่จำความได้…หอมฟุ้งก็เที่ยวบอกใครต่อใครว่า เธออยากเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนเก่งของโลก เมื่อเด็กผู้ชายได้ฟังความใฝ่ฝันของหอมฟุ้ง พวกเด็กผู้ชายก็พากันล้อว่าหอมฟุ้งฝันเฟื่อง เพราะเด็กผู้หญิงไม่มีทางเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกับเด็กผู้ชาย โชคดีที่หอมฟุ้งไม่ใส่ใจฟัง เธอคิดเพียงว่าหากเธอตั้งใจจริง สักวัน…เธอก็ย่อมทำตามความฝันได้สำเร็จ

วันหนึ่ง ในขณะที่หอมฟุ้งกำลังจะกลับบ้าน เด็กหญิงตัวน้อยสังเกตเห็นคุณป้าที่ขายน้ำผลไม้หน้าโรงเรียนมีท่าทางไม่แจ่มใสเหมือนทุกวัน หลังจากสืบสาวราวเรื่องหอมฟุ้งจึงได้รู้ว่า ที่คุณป้าดูเหมือนไม่สบายใจ เป็นเพราะคุณป้าห่วงเด็ก ๆ ที่เอาแต่ดื่มน้ำอัดลมไร้ประโยชน์ คุณป้าอยากให้เด็ก ๆ หันมาดื่มน้ำผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน แต่คุณป้าคิดไม่ออกว่าจะทำให้เด็ก ๆ สนใจดื่มน้ำผลไม้ได้อย่างไร

เมื่อหอมฟุ้งได้ฟัง หอมฟุ้งจึงอยากช่วยคุณป้าเปลี่ยนน้ำผลไม้ธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ที่สามารถต่อสู้กับน้ำอัดลมทั้งหลายได้ ซึ่งแผนที่หอมฟุ้งคิดก็คือการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มความซู่ซ่าให้แก่น้ำผลไม้นั่นเอง

หอมฟุ้งเริ่มงานของเธอด้วยการไปค้นหาวิธีทำเครื่องดื่มซู่ซ่าในห้องสมุด หลังจากการอ่านหนังสือหลายเล่ม หอมฟุ้งก็พบว่าความซู่ซ่าของน้ำอัดลมเกิดจากการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในน้ำหวาน ด้วยเหตุนี้ ถ้าหอมฟุ้งอยากทำน้ำผลไม้ให้ซู่ซ่า เธอจึงต้องหาวิธีเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในน้ำผลไม้ให้จงได้

วิธีแรกที่หอมฟุ้งคิดคือการสูดหายใจเข้าแล้วเป่าอากาศผ่านหลอดลงไปในน้ำผลไม้ แม้ลมหายใจออกจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่จริง แต่การเป่าลมผ่านหลอดทำให้น้ำลายปะปนลงไปในน้ำผลไม้ด้วย ดังนั้น เมื่อหอมฟุ้งเอาน้ำผลไม้ไปให้เพื่อน ๆ ชิม เพื่อน ๆ จึงทำหน้าเบ้แล้ววิ่งหนีหายไปจนหมด

เมื่อการทดลองแรกไม่ได้ผล หอมฟุ้งจึงคิดการทดลองใหม่ โดยคราวนี้เธอวางแผนจะนำน้ำแข็งแห้งมาใส่ลงไปในน้ำผลไม้ แม้น้ำแข็งแห้งจะเป็นก้อนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งก้อน แต่มันเย็นจัดถึงขนาดที่ทำให้มือเลือดออกได้ เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าหอมฟุ้งคิดจะเอาน้ำแข็งแห้งมาใช้ เพื่อน ๆ จึงพากันหวาดกลัวจนหอมฟุ้งต้องล้มเลิกความคิดไปโดยปริยาย

หลังจากความคิดของหอมฟุ้งล้มเหลวติดต่อกันถึงสองครั้ง พวกเด็กผู้ชายจึงมาล้อเลียนหอมฟุ้งอีก หอมฟุ้งปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปโดยไม่สนใจเลยสักนิด เธอรีบกลับไปที่ห้องสมุด แล้วลงมืออ่านตำราวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมอย่างมีสมาธิ

หอมฟุ้งอ่านตำราวิทยาศาสตร์อยู่เป็นเวลานาน  ในที่สุด หอมฟุ้งก็พบบทความเกี่ยวกับสารเคมีที่เรียกว่า “ผงฟู” ซึ่งในหนังสือเขียนว่า “เมื่อนำผงฟูไปผสมกับของเหลวรสเปรี้ยว ผงฟูจะทำปฏิกิริยาเกิดเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น”  หอมฟุ้งไม่แน่ใจว่าผงฟูจะมีอันตรายหรือไม่  เธอจึงลองนำข้อสงสัยไปปรึกษาคุณครูวิทยาศาสตร์

เมื่อคุณครูได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณครูจึงแนะนำว่า ผงฟูเป็นสารเคมีที่กินได้ เพราะในขนมปังและขนมเค้กต่าง ๆ ก็มีผงฟูเป็นส่วนผสม สำหรับการนำผงฟูไปเติมในน้ำผลไม้สดเพื่อให้มีความซ่านั้น โดยหลักการควรทดลองเติมผงฟูในน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทีละน้อย และควรจดปริมาณของผงฟูที่ใส่ในน้ำผลไม้เอาไว้ด้วย

หลังจากได้รับคำแนะนำจากคุณครู หอมฟุ้งจึงทำการทดลองและจดบันทึกอัตราส่วนของผงฟูกับน้ำผลไม้ชนิดต่าง ๆ โดยละเอียด หอมฟุ้งทดลองผสมผงฟูกับน้ำมะนาว, น้ำส้มเขียวหวาน, น้ำส้มเช้ง, น้ำองุ่น, น้ำสับปะรด, น้ำผลไม้รวม ฯลฯ ในที่สุด หอมฟุ้งก็คิดสูตรน้ำผลไม้ซู่ซ่าแสนอร่อยได้สารพัดชนิด

เมื่อหอมฟุ้งคิดสูตรได้สำเร็จ เธอจึงนำเอาสูตรทั้งหมดไปให้คุณป้าลองทำขาย ไม่นานนัก เด็ก ๆ ก็เริ่มสนใจน้ำผลไม้ซู่ซ่าของคุณป้าที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์

สามเดือนต่อมา น้ำผลไม้ซู่ซ่ากลายเป็นเครื่องดื่มที่ใคร ๆ ต่างก็อยากลองลิ้มชิมรส บริษัทที่ทำเครื่องดื่มขายจึงส่งตัวแทนมาขอซื้อสูตรไปจัดจำหน่ายบ้าง ซึ่งผลจากการเจรจาทำให้หอมฟุ้งได้เงินค่าคิดสูตรมากถึงหนึ่งล้านบาทเลยทีเดียว

เมื่อเด็กผู้ชายที่เคยสบประมาทหอมฟุ้งได้ทราบข่าว พวกเขาก็ตกใจจนอ้าปากค้าง และนับจากวันนั้น เด็กผู้ชายทั้งหลายก็ไม่เคยดูถูกฝีมือของเด็กผู้หญิงอีกเลย

หอมฟุ้งดีใจมากที่เธอสามารถใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ทำให้ใครต่อใครหันมาดื่มน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์แทนการดื่มแต่น้ำหวานอัดลมอย่างที่เคยเป็นอยู่ นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังทำให้หอมฟุ้งมีกำลังใจในการศึกษาหาความรู้ต่อไปอย่างไม่ลดละ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริงนี้เอง หลายปีต่อมา….หอมฟุ้งจึงได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนเก่งของโลกสมดังที่เธอได้ใฝ่ฝันเอาไว้

เด็กผู้หญิงนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองทำน้ำผลไม้ซู่ซ่าในห้องทดลอง พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และขวดเครื่องดื่มหลากสี