Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

          นูอินเป็นเด็กยุคหิน   พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว  นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน

          อยู่มาวันหนึ่ง  นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้  เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ   มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก  เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา

          นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่  ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ  เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา

          ทุก ๆ วัน  นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด  เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น   นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก  เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ

          เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน  พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่  นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก  ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก

          นับจากวันนั้น  เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว  แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน

          ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก  แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ   ไม่ช้าไม่นานนัก  เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ  จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้

          เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป 

          นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที  ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน

          คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก  คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน  เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย  เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง 

          แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก  แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้  นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น  เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน

          เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน  เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม  

          หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้

          นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย  แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ  แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี  

#นิทานนำบุญ

คำถามท้ายเรื่อง : เด็ก ๆ คิดว่า เจ้าลูกนกจะบินจากนูอินไปตลอดกาล หรือ คิดว่ามันจะบินกลับมาหานูอินในวันที่มันคิดถึง ฝากเด็ก ๆ คิดกันเล่น ๆ นะครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ตี้ตี้กับถูถู

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ตี้ตี้กับถูถู” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักเขียนนิทาน นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเบา ๆ ไม่ซับซ้อน แต่น่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ ได้ เมื่ออ่านนิทานจบแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ตี้ตี้กับถูถู

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าตี้ตี้  แม่ของตี้ตี้เป็นช่างทำตุ๊กตา   ตี้ตี้มักจะเฝ้าดูแม่ทำตุ๊กตาอยู่เสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ตี้ตี้เกิดอยากมีตุ๊กตาเป็นของตัวเอง  เขาจึงลองหาเศษผ้าเหลือ ๆ ที่แม่ทิ้งแล้ว เอามาเย็บเข้าด้วยกันแบบเดียวกับที่แม่ทำ  จนในที่สุด  ตุ๊กตาตัวแรกในชีวิตของตี้ตี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

ตุ๊กตาของตี้ตี้มีชื่อว่าถูถู   ถูถูเป็นตุ๊กตาหน้าตาเด๋อ ๆ   ตาของถูถูดูคล้ายกับหมีแพนด้า  แต่หูที่ยืดยาวออกมาทำให้มันดูคล้ายกับกระต่าย  แถมจมูกของถูถูยังแบะ ๆ แบน ๆ อย่างกับจมูกของหมูเสียอีก  ไป ๆ มา ๆ  ถูถูก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาตลกที่สุดในโลก

ตี้ตี้รักตุ๊กตาของเขามาก  ตี้ตี้มักจะพาถูถูออกไปเดินเล่นทุก ๆ เช้า   ภาพของเด็กน้อยที่เดินจูงตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ทำให้ใครต่อใครอดยิ้มไม่ได้ด้วยความเอ็นดู  ตี้ตี้มักจะพาถูถูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ แล้วทั้งคู่ก็มักจะพากันเก็บดอกไม้เพื่อนำไปฝากแม่

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่ตี้ตี้กำลังเก็บดอกไม้  มีทหารใจร้ายค่อย ๆ ย่องเข้ามาในสวนแล้วแอบขโมยถูถูไปโดยที่ตี้ตี้ไม่รู้ตัว  ทหารคนนี้หวังที่จะได้รางวัลจากเจ้าหญิงองค์น้อยเพราะเจ้าหญิงองค์น้อยมักจะให้รางวัลคนที่นำของเล่นแปลก ๆ ไปถวาย  เมื่อถูถูหายไป  ตี้ตี้ก็ได้ร้องไห้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แม่ของตี้ตี้สงสารตี้ตี้มาก แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตี้ตี้ได้อย่างไร

เจ้าหญิงองค์น้อยทรงชอบถูถูมากกว่าของเล่นชิ้นใด ๆ ที่พระองค์เคยมีมา  เจ้าหญิงให้รางวัลแก่ทหารใจร้ายจนทหารใจร้ายยิ้มไม่หุบ เจ้าหญิงองค์น้อยพาถูถูเดินไปทุก ๆ ที่  พระองค์หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ถูถูใส่  เจ้าหญิงมีความสุขมากที่มีถูถูอยู่ใกล้ ๆ  แต่พระองค์ไม่รู้เลยว่า ถูถูกำลังเศร้าใจเพราะมันได้ยินเสียงตี้ตี้เพื่อนรักของมันกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อเจ้าหญิงนอนหลับ  ถูถูก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง  ถูถูขอโทษเจ้าหญิงที่ต้องแอบหนีเจ้าหญิงไปในขณะที่เจ้าหญิงกำลังนอนหลับ  ถูถูเดาว่าเจ้าหญิงคงไม่ยอมให้มันกลับบ้านแน่ ๆ เพราะเจ้าหญิงรักมันมาก  แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่มันต้องรีบกลับไปหาตี้ตี้ เพราะตี้ตี้กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

และทันทีที่ตี้ตี้เห็นถูถู  ตี้ตี้ก็โผเข้ากอดถูถูด้วยความดีใจ  ทั้งตี้ตี้และถูถูต่างมีความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง  แต่แม่ของตี้ตี้กลับรู้สึกกังวลใจเพราะนางไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะตามมาเอาถูถูกลับคืนไปหรือไม่

โชคดีที่เจ้าหญิงองค์น้อยเป็นเจ้าหญิงที่แสนดี  แม้ว่าพระองค์จะเสียใจที่ถูถูหนีกลับไปหาตี้ตี้  แต่พระองค์ก็ไม่ได้โกรธตี้ตี้หรือถูถูเลยแม้สักนิด  เจ้าหญิงสั่งให้ทหารดีจัดการทำโทษทหารใจร้ายในข้อหาขโมยของเด็ก  แล้วพระองค์ก็เขียนจดหมายจ่าหน้าถึงตี้ตี้และถูถูโดยจดหมายฉบับนั้นมีข้อความว่า

“ถึงตี้ตี้กับถูถู…ฉันขอโทษที่มีส่วนทำให้เธอทั้งสองไม่สบายใจ  เพื่อนรักก็ควรได้อยู่กับเพื่อนรัก  ฉันขอให้เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักกันตลอดไปนะ  ถ้ามีเวลาว่างแวะมาเยี่ยมเยียนฉันด้วย  ฉันเหงาและอยากจะเลี้ยงขนมพวกเธอเพื่อเป็นการไถ่โทษ…จากเจ้าหญิง”

ตี้ตี้และถูถูดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเจ้าหญิง  ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และเพื่อที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เหงาอีกต่อไป  ตี้ตี้จึงลงมือทำตุ๊กตาตัวที่สองเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงแสนดีโดยเฉพาะ   

 และแล้ว  นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเสือเจ้าเล่ห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเสือเจ้าเล่ห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่ง จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อลองอ่านนิทานก่อนที่จะนำมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมถึงกับบอกตัวเองว่า “แต่งได้อย่างไร สนุกจังเลย” นิทานเรื่องนี้จะสนุกจริงหรือไม่? และมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร? ขอให้คุณผู้อ่านลองพิสูจน์กันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  ลูกเสือเจ้าเล่ห์

ลูกเสือตัวหนึ่งเป็นลูกเสือสมิงที่มีนิสัยเกียจคร้านและแสนเจ้าเล่ห์

วันหนึ่ง…แม่เสือเห็นว่าลูกชายโตพอสมควรแล้ว แม่เสือจึงสั่งให้ลูกลองออกไปหาอาหารกินเองในป่า  ลูกเสือไม่อยากเหนื่อยกับการหาอาหาร  มันจึงวางแผนหาของกินด้วยวิธีที่แม่ของมันคาดไม่ถึง

วิธีของเจ้าลูกเสือคือการนำวิชาแปลงกายซึ่งเป็นวิชาเฉพาะของเหล่าเสือสมิง ไปใช้หลอกลวงขอกินอาหารกับสัตว์ต่าง ๆ

เจ้าลูกเสือเริ่มแผนด้วยการแปลงร่างเป็นหมู ซึ่งเมื่อมันไปเคาะประตูบ้านของคุณหมูพร้อมกับแกล้งร้อง “อู๊ด ๆ”  คุณหมูใจดีก็หลงกลเชิญมันเข้าบ้าน แล้วแบ่งขนมอร่อย ๆ ให้เจ้าลูกเสือในร่างหมูกินจนพุงแทบระเบิด

วันรุ่งขึ้น  เมื่อลูกเสือเห็นว่าแผนของมันใช้ได้ผล  มันจึงแปลงร่างเป็นแมว แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณแมวพร้อมกับร้อง “เหมียว ๆ” เพื่อขอกินอาหารอีก  คุณแมวไม่รู้ว่าลูกเสือปลอมตัวมาหลอก มันจึงเชิญเพื่อนแมวที่หิวจนท้องกิ่วเข้าบ้าน จากนั้น มันก็เอาปลาย่างออกมาเลี้ยง จนเจ้าลูกเสือในร่างแมวอิ่มถึงขนาดแทบจะเดินกลับบ้านไม่ไหว

วันที่สาม  ลูกเสือเจ้าเล่ห์นึกอยากกินผลไม้  มันจึงแปลงร่างเป็นลิง แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณลิงพร้อมกับร้อง “เจี๊ยก ๆ”  เมื่อคุณลิงเห็นเพื่อนลิงมาเคาะประตู  คุณลิงจึงเชิญเพื่อนลิงเข้าบ้าน  แล้วนำผลไม้ถาดใหญ่มาให้เจ้าลิงตัวปลอมกินจนพุงปลิ้น

ในขณะที่ลูกเสือเพลิดเพลินกับการแปลงกายหลอกกินอาหารของสัตว์ต่าง ๆ อยู่นั้น  เจ้าลูกเสือไม่รู้เลยว่า มีสัตว์ดุร้ายตัวหนึ่งแอบเฝ้ามองการกระทำของมันอยู่!   

วันต่อมา  เจ้าลูกเสือซึ่งมั่นใจในฝีมือแปลงกายของตนมากก็บังอาจทำสิ่งที่สัตว์ทั้งหลาย คงไม่กล้าทำแน่ ๆ  นั่นก็คือ…มันแปลงร่างเป็นสิงโต แล้วไปเคาะประตูบ้านของราชสีห์เจ้าป่าพร้อมกับส่งเสียงคำราม “โฮก ๆ” เพื่อขอกินอาหารด้วย  

เมื่อราชสีห์เห็นสิงโตตัวน้อยมาเคาะประตู  คุณราชสีห์ก็เชิญมันเข้าบ้าน   แต่แทนที่ราชสีห์จะพาเจ้าสิงโตตัวน้อยไปยังโต๊ะอาหาร  มันกลับปิดประตูลงกลอน  แล้วแสยะยิ้มอวดเขี้ยวขาว ๆ พร้อมกับตั้งท่าจะหม่ำสิงโตปลอมที่บังอาจเข้ามาให้มันลองลิ้มชิมรสถึงในบ้าน

เจ้าลูกเสือตกใจมากที่แผนปลอมตัวของมันถูกราชสีห์จับได้  ลูกเสือหวาดกลัวจนวิชาแปลงกายเสื่อม  มันลนลานร้องขอชีวิตพร้อมกับสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงผู้อื่นอีก  แต่อนิจจา…ราชสีห์ไม่สนใจ  มันกลับแยกเขี้ยวอันคมกริบ แล้วกระโจนเข้าตะครุบตัวเจ้าลูกเสือเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บเพชฌฆาต

เสี้ยววินาทีนั้น  ลูกเสือเชื่อว่ามันต้องตายแน่ ๆ แต่เมื่อมันลืมตาขึ้น  สิ่งที่มันพบกลับไม่เป็นดั่งที่มันคิด!   

เมื่อเจ้าลูกเสือลืมตา  ภาพที่มันเห็นคือภาพของแม่เสือที่กอดมันเอาไว้ในอ้อมแขน

แท้จริงแล้ว  สัตว์ดุร้ายที่เฝ้ามองพฤติกรรมของเจ้าลูกเสือมาโดยตลอดก็คือแม่เสือสมิงที่คอยติดตามดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อแม่เสือรู้ว่าลูกเสือใช้วิชาแปลงกายไปหลอกลวงผู้อื่น  นางจึงขอยืมบ้านของสิงโตเจ้าป่า  แล้วแปลงกายเป็นราชสีห์เพื่อรอให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่ลูกชายที่นางรักแสนรัก

ลูกเสือรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่สิงโตเจ้าป่าเป็นเพียงร่างแปลงของแม่  เพราะหากมันถูกราชสีห์จับได้จริง ๆ  มันก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับไปหาแม่ที่มันรักได้แน่ ๆ  

การหลอกลวงผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย   เจ้าลูกเสือร้องไห้แง ๆ และขอโทษแม่ที่มันทำเรื่องไม่เหมาะสม 

แม่เสือปลอบลูกเสือให้หยุดร้องไห้ พร้อมกับยินดีให้อภัยหากลูกชายสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงใคร ๆ อีก 

เจ้าลูกเสือรู้แล้วว่าการหลอกลวงผู้อื่นอาจทำให้เกิดผลร้ายรุนแรงได้สักเพียงไร  มันดีใจที่แม่ให้โอกาสมันแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง  หลังจากวันนั้น  เจ้าลูกเสือก็ออกหาอาหารกินด้วยตนเองและไม่เคยใช้เล่ห์กลหลอกลวงใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สวนสัตว์แสนรัก

นิทานเรื่อง สวนสัตว์แสนรัก

ผมชื่อ‘ปุกปุย’   ผมเป็นหมีขาวตัวเล็ก ๆ ที่แสนน่ารัก  บ้านของผมเป็นสวนสัตว์ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น  ผมรักบ้านของผมมาก  มันเป็นบ้านที่น่าอยู่มากกว่าสวนสัตว์แห่งใดในโลก 

วันหนึ่ง  มีสวนสัตว์ขนาดใหญ่มาเปิดใกล้ ๆ กับเมืองที่ผมอยู่  มันเป็นสวนสัตว์ทันสมัยและมีสัตว์หายากมากมายเต็มไปหมด   ผมไม่ชอบสวนสัตว์แห่งนั้นเลย   เพราะมันทำให้ผู้คนพากันไปดูสัตว์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่นั่น จนแทบไม่มีใครอยากมาเที่ยวที่บ้านของผมอีก

คุณปู่ผู้ดูแลสวนสัตว์ถึงกับต้องปวดหัว  เพราะถ้าทุกคนไปเที่ยวที่ใหม่กันหมด  สวน-สัตว์เล็ก ๆ อย่างบ้านของผมก็คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้ 

ผมไม่อยากสูญเสียบ้านของผมไปเลย  ดังนั้น  ผมจึงคิดว่าผมควรจะทำอะไรสักอย่าง

หลายคืนต่อมา  ผมชวนเพื่อน ๆ ให้มาประชุมกันที่ลานกว้างกลางสวนสัตว์   เมื่อผมเล่าสถานการณ์และแผนของผมให้ทุกคนได้รู้  เพื่อนของผมต่างก็ยินดีที่จะร่วมมือกันปกป้องสวนสัตว์ของพวกเราอย่างสุดความสามารถ

วันรุ่งขึ้น  เมื่อมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินผ่านหน้าสวนสัตว์  เจ้านกแก้วแสนรู้ก็รีบทำตามแผนโดยมันบินไปทักทายและอาสาว่าจะพาคู่รักคู่นั้นเดินเที่ยวในสวนสัตว์แสนสวย

ทันทีที่แขกทั้งสองก้าวผ่านประตูสวนสัตว์เข้ามา  ครอบครัวนกยูงผู้สง่างามก็ตั้งแถวรำแพนหางเพื่อต้อนรับแขกทั้งคู่  หนุ่มสาวต่างตื่นเต้นต่อสิ่งที่ได้เห็น  แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนเดียวที่พวกเราเตรียมการเอาไว้ 

เมื่อคู่รักหนุ่มสาวเดินตามนกแก้วเข้ามาเรื่อย ๆ   พวกเขาก็ได้พบกับการแสดงสุดพิเศษที่ผมกับเพื่อน ๆ ตั้งใจมอบให้ 

ลุงสิงโต อาเสือดาวกับเหล่าเสือใจดีทั้งหลายทำทีเป็นวาดลวดลายต่อสู้กันจนคนดูหัวใจ เต้นระทึก  ฝ่ายลิงจ๋อเองก็ไม่ยอมแพ้  ทุกตัวทุกพันธุ์พร้อมใจกันปีนป่าย จนกลายเป็นกายกรรมต่อตัวที่สูงเสียดฟ้า ทำให้คนดูทั้งตื่นเต้นและหวาดเสียว  ส่วนเจ้าตัวตุ่นก็แกล้งผลุบ ๆ โผล่ ๆ ขึ้นมาจ๊ะเอ๋กับผู้ชมตามจุดต่าง ๆ ซึ่งทำให้บรรยากาศของสวนสัตว์ดูน่ารักไปอีกแบบ   สำหรับตัวผมนั้น  ผมได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากคุณกิ้งก่าคามีเลี่ยน เพราะคุณกิ้งก่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเปลี่ยนสีแปลงโฉม  ผมจึงขอร้องให้คุณกิ้งก่าช่วยแปลงโฉมหมีขาวอย่างผมให้กลายเป็นหมีสีขาวดำดูน่ารัก เพื่อแสดงท่าตลก ๆ เลียนแบบเจ้าหมีแพนด้าที่ทุก ๆ คนชื่นชอบ

หนุ่มสาวทั้งสองต่างมีความสุขที่ได้มาเยี่ยมชมบ้านของผมกับเพื่อน ๆ  และก่อนที่ทั้งคู่จะจากไป  พวกเราก็พร้อมใจกันส่งเสียงประสานเป็นเพลงอำลา ซึ่งทำให้คู่รักทั้งสองประทับใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากวันนั้น  สิ่งที่พวกเราทำก็ได้รับการเล่าขานต่อไปแบบปากต่อปาก จนผู้คนเริ่มหันมาสนใจบ้านของพวกเรากันอีกครั้ง

          “สวนสัตว์เล็ก ๆ ที่ดูธรรมดาแต่ไม่เหมือนใคร”

          “สวนสัตว์แห่งความประทับใจที่ทุกคนไม่ควรพลาด”

          “สวนสัตว์ที่พวกสัตว์เต็มใจต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ผู้คนพูดถึงบ้านของผมและสิ่งที่พวกเราทำกันไปต่าง ๆ นานา คุณปู่ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นฝูงชนมายืนต่อแถวเพื่อเข้าชมสวนสัตว์กันอย่างไม่ขาดสาย 

ในที่สุด การร่วมแรงร่วมใจกันก็ทำให้ผมกับเพื่อน ๆ ปกป้องสวนสัตว์เล็ก ๆ ที่พวกเรารักได้เป็นผลสำเร็จ  ผมมีความสุขมากที่จะได้อยู่ในบ้านเล็ก ๆ ของผมแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก

นิทานก่อนนอนเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข | สอนเด็กให้เป็นเด็กดีรู้จักแบ่งปัน

นิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ เรื่อง “เด็กผู้หญิงแห่งความสุข” เป็นนิทานในยุคแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มแต่งนิทานให้นิตยสารขวัญเรือนได้ไม่นานนัก นิทานเรื่องนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชื่อตัวละคร ที่ผมตั้งใจนำชื่อของลูกพี่ลูกน้อง (ลูกครึ่งเกาหลี) ซึ่งเป็นลูกของน้าสาว มาใช้เป็นชื่อตัวละครหลักในเรื่อง คือ มิมิ และ ปิงปิง (แม้เราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ผมอายุมากกว่าน้อง ๆ เยอะ) เมื่อได้ชื่อตัวละครแล้ว ผมจึงค่อยแต่งเรื่องราวเป็นนิทาน โดยนิทานในยุคแรก ๆ ที่แต่ง ส่วนใหญ่เนื้อเรื่องที่สดใสมาก และมักเป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ในเวลาไม่นานนัก ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านยิ้มและนอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้หญิงแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามิมิ   มิมิเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดู  เธอพูดแต่ถ้อยคำที่อ่อนหวาน  คิดแต่เรื่องที่ดีงาม  และทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้คนรอบข้างมีความสุข  ความสุขของมิมิคือการทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข  ดังนั้น ทุก ๆ คนจึงมีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้กับมิมิ

เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของมิมิ  นางฟ้าใจดีนึกอยากจะทำให้เด็กน้อยแสนดีมีความสุขบ้าง  ด้วยเหตุนี้ นางฟ้าจึงมอบดินสอวิเศษให้แก่มิมิหนึ่งแท่ง

ดินสอวิเศษของนางฟ้าเป็นดินสอมหัศจรรย์  ถ้ามิมิอยากได้อะไรเป็นของขวัญ  เพียงแค่มิมิวาดภาพสิ่งนั้นลงในกระดาษ  ฉับพลัน! สิ่งที่มิมิวาดก็จะกลายเป็นจริงขึ้นมาราวกับมีปาฏิหาริย์  นางฟ้าดีใจที่ได้มอบของขวัญให้แก่มิมิ  แต่มิมิกลับกลุ้มใจ เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอควรจะวาดอะไรให้ตัวเองดี

มิมิถามปิงปิงน้องชายว่า เธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  ปิงปิงนิ่งคิด แล้วบอกกับพี่สาวว่า  ถ้าเป็นเขา…เขาคงวาดภาพกระต่ายขาวขนปุยสักคู่หนึ่ง  มิมิรู้ดีว่าปิงปิงชอบกระต่ายขาวมากที่สุด  เธอเองก็ชอบกระต่ายขาวไม่แพ้น้องชาย  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพกระต่ายน้อยบ่าวสาวด้วยดินสอวิเศษ  แล้วมอบกระต่ายขาวขนปุยทั้งสองตัวให้แก่ปิงปิงด้วยความรัก

มิมิไปถามโมเมเพื่อนสนิทว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  โมเมนิ่งคิด แล้วบอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นเธอ…เธอคงวาดภาพหมีแพนด้าที่แสนน่ารักสักตัวสองตัว  มิมิรู้ดีว่าโมเมชอบหมีแพนด้ามากที่สุด  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพหมีแพนด้าคู่รักด้วยดินสอวิเศษ  จากนั้น เธอก็มอบหมีแพนด้าที่แสนน่ารักให้แก่โมเมเป็นของขวัญ

มิมิไปถามคุณลุงกับคุณป้าว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  คุณลุงกับคุณป้าซึ่งเป็นเจ้าของสวนผลไม้จึงช่วยกันคิด  จากนั้น ทั้งคู่ก็บอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นพวกเขา…พวกเขาคงวาดภาพยีราฟคอยาวเพื่อเอาไว้ขี่เก็บผลไม้ในสวน  มิมิรู้ดีว่าคุณลุงกับคุณป้าอยากได้ยีราฟมากที่สุด  เธอเองก็ชอบยีราฟไม่น้อยไปกว่าท่านทั้งสอง  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดยีราฟให้คุณลุงกับคุณป้าคนละหนึ่งตัว

มิมิเที่ยวถามใครต่อใครว่าเธอควรวาดอะไรมากที่สุด  แต่เพราะความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข   ดังนั้น มิมิจึงต้องวาดภาพสัตว์ต่าง ๆ ให้คนนู้นคนนี้จนดินสอวิเศษกุดจุ๊ดจู๋  ไม่เหลือไส้ดินสอพอให้เธอวาดอะไรให้แก่ตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว

แม้มิมิจะไม่มีอะไรมอบให้แก่ตัวเองเป็นของขวัญ  แต่เด็กน้อยกลับชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุขในวันเกิดของเธอ  มิมินึกขอบคุณนางฟ้าที่มอบดินสออันแสนวิเศษให้แก่เธอในวันแห่งความสุขเช่นนี้  และหนึ่งปีหลังจากนั้น  ผู้คนที่ได้รับของขวัญจากมิมิก็ทำให้มิมิต้องแปลกใจ  เมื่อพวกเขาพร้อมใจกันนำลูกของสัตว์ต่าง ๆ มามอบให้แก่มิมิเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนจิตใจอันดีงามของเด็กน้อยผู้เป็นที่รักของทุก ๆ คน   มิมิมีความสุขมากที่ได้ลูกกระต่าย  ลูกแพนด้า  ลูกยีราฟ  ฯลฯ  มาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอ  และแน่นอนว่า…ลูกสัตว์ที่แสนน่ารักเหล่านั้นก็มีความสุขที่ได้มาอยู่ใกล้ ๆ กับเด็กที่มีจิตใจดีงามอย่างมิมิ   และแล้ว…นิทานแห่งความสุขก็จบลงท่ามกลางความสุขของทุก ๆ คน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเสริมความมั่นใจ : เจ้าหนูตัวจิ๋ว

นิทานเรื่อง “เจ้าหนูตัวจิ๋ว” เป็นนิทานเพี้ยน ๆ อีกเรื่อง ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งชื่อตัวละครให้แปลกไปจากปกติ เช่น การตั้งชื่อฮิปโปว่า “ฮิปโป๋” (มีไม้จัตวา) ยีราฟ ว่า “ยีหลับ” (เสียงราฟกับหลับฟังแล้วคล้าย ๆ กันแต่ออกจะตลกหน่อยๆ) จิงโจ้ ว่า “จิงโจ๋” (ฟังแล้วออกแนวเก๋าโจ๋จิ๊กโก๋ พี่นำบุญว่าตลกดี) แถมแต่งนิทานให้ตัวละครเอก (หนูจิ๋ว) เป็นคนพูดเล่าเรื่อง

การอ่านออกเสียงหรือเล่านิทานเรื่องนี้ให้น่ารักน่าชัง ขอแนะนำให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหนูตัวจิ๋ว แล้วอ่านแบบออดอ้อนหน่อย ๆ น่าสงสารนิด ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศในการฟังมากขึ้น

อนึ่ง นิทานเรื่องนี้ เคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพโดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์ ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนมีอยู่ในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพราะนอกจากการเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนแล้ว นิทานเรื่องนี้ ยังมีข้อคิดที่ส่งเสริม EF เรื่องความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนิทานจะทำให้เด็ก ๆ ตระหนักว่า “ถึงเราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีพลังและทำประโยชน์ได้นะ”

นิทานเรื่อง เจ้าหนูตัวจิ๋ว

ผมชื่อจิ๋ว  ผมเป็นลูกหนูตัวกระจิ๋วหลิว

ผมตัวเล็กจริง ๆ นะ  เล็กขนาดที่ลมพัดก็ยังปลิว

ผมมีเพื่อนรักอยู่ 3 ตัว ชื่อ ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋

ฮิปโป๋เป็นลูกฮิปโป  ยีหลับเป็นลูกยีราฟ   ส่วนจิงโจ๋เป็นลูกของจิงโจ้

ฮิปโป๋, ยีหลับ, จิงโจ๋เกิดพร้อม ๆ กับผม

แต่เพื่อน ๆ ตัวโตและแข็งแรงกว่าผมมาก

เวลาต้องยกของหนัก ๆ  เพื่อนของผมยกกันได้สบาย

แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันหนักแทบตาย

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผม ไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย

ผมช่างไม่มีค่าไม่มีความหมาย…เสียจริง ๆ

เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าผมน้อยใจที่ตัวกระจิ๋วหลิว

เพื่อน ๆ จึงมาปลอบและชวนผมไปเล่นให้หายหน้านิ่ว

ฮิปโป๋ชวนผมไปว่ายน้ำ

แต่ผมว่ายน้ำได้ไม่นาน…ก็หมดแรง  ผมจึงต้องขี่หลังฮิปโป๋ขึ้นฝั่ง (ก่อนที่จะจมน้ำปุ๋ง ๆ)

พอหายเหนื่อย  ยีหลับก็ชวนผมไปเก็บผลไม้

ผมกระโดดเท่าไหร่…ก็เก็บผลไม้ไม่ถึง

ไม่เหมือนกับยีหลับที่แค่ยืดคอนิดหน่อย ก็เก็บผลไม้ได้ตั้งเยอะแยะ

(เห็นไหม ผมไม่ได้เรื่องเลยนะ)

เมื่อจิงโจ๋เห็นผมกระโดดดุ๋ง ๆ ได้  มันเลยชวนผมไปกระโดดไล่จับกันกลางทุ่งหญ้า

แต่ผมกระโดดได้ไม่นาน…แรงก็หมด

ท้ายที่สุด ผมเลยต้องเข้าไปนอนในถุงหน้าท้องของจิงโจ๋  แล้วหลับปุ๋ยไปโดยไม่รู้ตัว

ในความฝัน  ผมเห็นเพื่อน ๆ  พากันเบื่อผม

เพราะหนูตัวจิ๋วอย่างผม…ไม่มีค่า  ไม่มีประโยชน์

จริง ๆ แล้ว ผมก็อยากตัวโตเหมือนเพื่อน ๆ นะ…แต่ผมตัวโตได้แค่นี้

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผมช่างไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับใคร ๆ เอาเสียเลย

เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ   ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้

แต่เมื่อผมตื่น แล้วโผล่หัวออกมาจากถุงหน้าท้องของจิงโจ๋ ผมก็พบว่า

ตัวผมกับเพื่อน ๆ ถูกนายพรานใจร้ายจับมาขังเอาไว้ในกรงเหล็ก

พวกเราถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็ก  ๆ เพื่อรอส่งไปขายในตลาดมืด

ตอนที่ผมตื่น…นายพรานไม่อยู่

ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋จึงช่วยกันออกแรงดันให้ลูกกรงพัง เพื่อจะได้หนีไปเสียให้พ้น ๆ

แต่อนิจจา…ไม่ว่าเพื่อนตัวใหญ่ของผมจะออกแรงสักเท่าไร

ลูกกรงเหล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะหักหรือพังเลยสักนิด

สุดท้าย  เพื่อน ๆ ของผมจึงได้แต่นั่งคอตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในขณะนั้นเอง

หนูตัวจิ๋วอย่างผมก็มองเห็นกุญแจวางอยู่นอกกรงขัง

ถ้าผมหยิบกุญแจมาไขประตูกรงได้

เพื่อน ๆ ก็คงออกจากกรงได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพังลูกกรงอย่างที่พยายามกันอยู่

แต่หนูตัวกระจิ๋วหลิว ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างผม…จะช่วยเพื่อน ๆ ได้ยังไงกันนะ

ในเสี้ยววินาทีนั้น 

ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของผม

“ก็เพราะผมเป็นหนูตัวจิ๋วยังไงล่ะ…ผมจึงน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ได้”

เมื่อผมคิดดังนั้น ผมเลยกระโดดออกจากถุงหน้าท้องของเจ้าจิงโจ๋

แล้วใช้ความจิ๋วของผม 

เดินลอดซี่ลูกกรงออกไปอย่างสบาย ๆ   จากนั้น ก็หยิบกุญแจมาไขกรง

พร้อมกับเปิดประตูให้เพื่อน ๆ ได้เป็นอิสระ

เพื่อน ๆ ดีใจกันมากที่ได้ออกจากกรงขัง

พวกเรารีบหนีออกจากบ้าน  แล้วไปบอกเพื่อนสัตว์ให้ระวังนายพรานที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในป่า

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  ผมรู้เลยว่า เพื่อน ๆ ต่างก็ภูมิใจในตัวผม

ถึงผมจะเกิดมาตัวกระจิ๋วหลิว  แต่ผมก็มีค่ามีความหมาย และมีประโยชน์ในแบบที่ผมเป็น

ผมดีใจที่ผมเป็นผม…เป็นหนูตัวจิ๋ว ที่มีข้อดีในแบบจิ๋ว ๆ

ใคร ๆ ต่างก็มีข้อดีในแบบที่ตัวเองเป็นทั้งนั้น

ผมภูมิใจในตัวเองมาก  ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดีใจที่เห็นผมมีความสุขและยิ้มจนตาหยีได้เสียที

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in #นิทานสำหรับเด็ก, นิทานก่อนนอน, นิทานประทับใจ

ตุ๊กตาเพื่อนเก่า : นิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจและสอนคุณค่าความผูกพัน

ในฐานะที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทานที่ต้องคิดและเขียนนิทานปีละ 24 เรื่อง (สมัยที่เขียนให้นิตยสารขวัญเรือน)   ในแต่ละมี จะมีนิทานไม่มากนักที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ  ซึ่งนิทานเรื่อง “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” คือ “หนึ่งในน้อย” ของนิทานที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น

นิทานก่อนนอนเรื่องตุ๊กตาเพื่อนเก่า เป็นนิทานที่คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเล่าให้ลูกฟังนะครับ เพราะนิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่อ่อนโยนมาก ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น  แถมยังชี้ให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของของเล่นชิ้นเก่า  ซึ่งเป็นการกล่อมเกลาให้เด็กใส่ใจกับคุณค่าทางใจมากกว่าคุณค่าของเงินตราหรือของชิ้นใหม่ ๆ   หวังว่าคุณพ่อคุณแม่และเด็ก ๆ คงมีความสุขกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่สังเกตเห็นว่าตุ๊กตาตัวน้อยของลูกสาวดูเก่าและมอมแมมจนไม่น่าเก็บเอาไว้  หนำซ้ำ เพื่อน ๆ ของแจนก็มีตุ๊กตาตัวใหม่ที่น่ารักสดใสด้วยกันทั้งนั้น  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดครบรอบอายุ 8 ขวบของแจน คุณแม่จึงพาแจนไปที่ร้านขายตุ๊กตา แล้วบอกลูกสาวด้วยความรักว่า  “วันเกิดปีนี้ ถ้าลูกอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ก็บอกแม่ได้นะจ๊ะ”

แน่นอนว่าในวันนั้น…แจนพาโมโมไปที่ร้านขายตุ๊กตาด้วย  แจนมองดูตุ๊กตาและข้าวของต่าง ๆ ในตู้โชว์ด้วยความตื่นเต้น   ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านขายตุ๊กตาช่างน่ารักจนทำให้หัวใจของเด็กน้อยเต้นโครมคราม  ในขณะเดียวกัน  หัวใจของตุ๊กตาตัวเก่าอย่างโมโมกลับห่อเหี่ยวเพราะรู้ตัวว่าอีกไม่นานมันคงต้องจากแจนไปชั่วนิรันดร์

หลายวันต่อมา  โมโมสังเกตเห็นว่าแจนมักเหม่อมองไปไกล ๆ เหมือนกำลังฝันถึงอะไรอยู่   “บางที…แจนอาจกำลังนึกถึงตุ๊กตาตัวไหนสักตัวที่จะมาเป็นเพื่อนใหม่แทนฉัน” โมโมคิด    แม้โมโมจะเศร้ามาก  แต่เพื่อความสุขของแจนโมโมก็ยอมเสียสละได้เสมอ

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของแจน  เด็กหญิงตัวน้อยตัดสินใจเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ว่าเธอต้องการอะไรจากร้านขายตุ๊กตาที่คุณแม่พาไปเมื่อวันก่อน

โมโมเบือนหน้าหนี   ไม่กล้ามองภาพตอนที่แจนยื่นกระดาษแผ่นน้อยให้คุณแม่  เพราะมันรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ  และมั่นใจว่าวันนี้…ตุ๊กตาเพื่อนเก่าอย่างมัน  คงถูกทิ้งให้กลายเป็นของเก่าที่ไร้ค่า

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ  จนกระทั่งคุณแม่กลับมาถึงบ้านในตอนเย็น   คุณแม่ถือถุงใบใหญ่ที่มีกล่องของขวัญวันเกิดของแจนอยู่ในนั้น ส่วนคุณพ่อถือขนมเค้กกล่องโตเดินตามคุณแม่มาติด ๆ

หลังจากคุณพ่อนำขนมเค้กวางที่โต๊ะและจุดเทียนปักที่ขนมเค้กเป็นที่เรียบร้อย  คุณพ่อกับคุณแม่ก็ร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ลูกสาวสุดที่รัก แล้วให้ลูกสาวคนดีเป่าเทียนฉลองวันเกิด  หลังจากนั้น   เวลาของการแกะห่อของขวัญก็มาถึง

ในขณะที่แจนกำลังแกะห่อของขวัญอย่างมีความสุข  โมโมกลับรู้สึกตาพร่าไปหมด  เหมือนมีหยดน้ำอุ่น ๆ เอ่อล้นอยู่ในดวงตา   และหลังจากแจนแกะห่อของขวัญเสร็จ   ของขวัญในกล่องก็ทำให้ตุ๊กตาที่แสนมอมแมมอย่างโมโม  เกือบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่!

ของขวัญวันเกิดของแจน ไม่ใช่ตุ๊กตาตัวใหม่อย่างที่โมโมคิด   แต่มันเป็น  อุปกรณ์ทำความสะอาดตุ๊กตา,  เสื้อผ้าตุ๊กตา  และบ้านสำหรับตุ๊กตา  ที่ของทั้งหมดจัดมาเพื่อ “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” อย่างโมโมทั้งนั้น

แจนดูของขวัญที่ได้รับจากคุณแม่ แล้วยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้น แจนก็หันมาพูดกับโมโมว่า  “เพื่อนน่ะ…ยิ่งอยู่กันมานาน  ก็ยิ่งมีค่ามีความหมายนะ  ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด  โมโมเพื่อนรักของฉัน”

โมโมซาบซึ้งจนทำอะไรไม่ถูก  มันดีใจที่แจนเห็นคุณค่าความเป็นเพื่อนในตัวมัน   มันนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดออกมาเบา ๆ ด้วยเสียงจากหัวใจว่า  “สุขสันต์วันเกิดนะ…หนูแจน………เพื่อนรักของฉัน”

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ของเก่าอาจไม่มีราคา แต่มีคุณค่าทางใจที่ประเมินไม่ได้
  • ความผูกพันที่ยาวนานคือสิ่งล้ำค่าที่ควรดูแล
  • การเสียสละเพื่อคนที่เรารักคือความรักที่แท้จริง

#นิทานนำบุญ

หมายเหตุ :

หลังจากอ่านนิทานเรื่อง “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” แล้ว ถ้าใครอยากฟังนิทานเรื่องนี้ในฉบับภาษาอังกฤษที่เรียบเรียงให้ฟังได้ง่าย ลองฟังจากคลิปต่อไปนี้นะครับ และหากใครอยากเสริมความรู้ภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่องนี้ พี่นำบุญได้ทำคอนเทนต์ “เรียนภาษาอังกฤษจากนิทาน ตุ๊กตาเพื่อนรัก” เอาไว้ให้อ่านกันด้วย (กดดูที่ภาพปกด้านล่าง) ถ้าชอบคอนเทนต์เสริมแนวนี้ ช่วยคอมเมนต์บอกกันด้วยนะครับ พี่นำบุญจะได้จัดทำเพิ่มให้อีก เผื่อจะได้ฝึกภาษาเพิ่มเติมกันครับ

ภาพปกบทความเรียนภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่อง Old Toy, True Friend เด็กหญิง Jan ยืนชี้กระดานดำ พร้อมคำศัพท์อังกฤษพื้นฐาน
ภาพประกอบเนื้อหา “เรียนภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่อง ตุ๊กตาเพื่อนเก่า (Old Toy, True Friend)” พร้อมคำศัพท์พื้นฐานจากเรื่อง
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกสัตว์ใจสู้

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกสัตว์ใจสู้” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่ผมแต่งไว้นานแล้ว  ซึ่งในช่วงที่คนไทยทั้งประเทศ และเพื่อนทุก ๆ คนในโลก ต้องเผชิญกับโรคระบาดโควิด-19 ผมจึงอยากใช้นิทานเรื่องนี้ในการส่งกำลังใจให้กับทุก ๆ คน ทั้งหน่วยงานราชการของทุกประเทศ ทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทุก ๆ คน  รวมทั้งเพื่อนคนไทยและเพื่อนร่วมโลกที่กำลังช่วยกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามหน้าที่ของตนเอง  วันไหนที่ใครเหนื่อย  “เรา” จะเป็นเพื่อนที่ช่วยเหลือและให้กำลังใจกันและกัน จนกว่าเราจะชนะ  สู้ไปด้วยกันนะครับ

Continue reading “ลูกสัตว์ใจสู้”