Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง ซึ่งพี่นำบุญไม่แน่ใจว่า นิทานดั้งเดิมมาจากประเทศไหน แม้เวลาจะผ่านมาอย่างเนิ่นนาน แต่โครงสร้างของนิทานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่สนุกสนาน ทำให้การนำมาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ ยังคงมีความสนุกไม่แพ้นิทานฉบับดั้งเดิม ภูมิปัญญาในอดีตเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก การเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่า จะช่วยให้เราต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้อย่างที่เราอาจไม่เคยนึกถึง ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเป็นผู้เฒ่าใจดีที่ใครต่อใครพากันรักใครนับถือ  แม้พ่ออุ๊ยจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง  แต่ความเอื้ออารีและความใจบุญสุนทานของแกก็เป็นคุณธรรมที่ทำให้ชาวเมืองทุกชั่วรุ่นพยายามที่จะเจริญรอยตามแนวทางที่แกประพฤติปฏิบัติ

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองกำลังจะเดินทางไปวัดเพื่อฟังธรรมตามปกติ  จู่ ๆ พ่ออุ๊ยก็เหลือบไปเห็นลูกลิงตัวหนึ่งนอนหมดสติอยู่ด้วยอาการบาดเจ็บอย่างน่าสงสารเป็นที่สุด  โดยมิได้ลังเล…พ่ออุ๊ยรีบตรงเข้าไปดูอาการของเจ้าลิงน้อย แล้วพาลิงน้อยกลับบ้านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทันที

พ่ออุ๊ยคอยดูแลเจ้าลิงน้อยจนกระทั่งลูกลิงค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อลูกลิงหายจากอาการบาดเจ็บ  ลูกลิงก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานกลับเข้าป่า และหลังจากนั้นเพียงสามวัน ลูกลิงก็กลับมาหาพ่ออุ๊ยผู้มีพระคุณอีกครั้งโดยคราวนี้มันแบกเอาฟักทองผลใหญ่ติดมือกลับมาด้วย

ลูกลิงตั้งใจที่จะมอบฟักทองผลใหญ่ให้แก่พ่ออุ๊ยแทนคำขอบคุณ  พ่ออุ๊ยดีใจและคิดที่จะนำเอาฟักทองส่วนหนึ่งไปทำแกงบวดเพื่อใส่บาตร แต่แล้วความตั้งใจของพ่ออุ๊ยก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อพ่ออุ๊ยลงมือผ่าฟักทอง และพบว่าเนื้อในของฟักทองผลนั้นแตกต่างจากเนื้อของฟักทองผลอื่น ๆ !

ภายในผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาให้แก่พ่ออุ๊ยอัดแน่นไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่มีมูลค่าเกินกว่าที่จะประมาณได้  แรกทีเดียว พ่ออุ๊ยตั้งใจที่จะคืนทองคำทั้งหมดให้แก่เจ้าลิงน้อย แต่หลังจากที่ลูกลิงคะยั้นคะยอพ่ออุ๊ยอยู่นาน  ในที่สุด  พ่ออุ๊ยก็ใจอ่อนและยอมเก็บทองคำทั้งหมดเอาไว้กับตัว

อย่างไรก็ตาม  ด้วยอุปนิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ไม่นานนัก  พ่ออุ๊ยแสนดีก็คิดหาวิธีใช้ทองให้เกิดประโยชน์ได้

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเคยได้ยินมาว่า ชาวบ้านที่ยากจนส่วนใหญ่ต้องทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อหาเงินไปชำระเป็นดอกเบี้ยให้แก่เศรษฐีหน้าเลือดที่ออกเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วอย่างน่ารังเกียจ   ชีวิตของคนที่มีหนี้สินเป็นชีวิตของคนที่เต็มไปด้วยความทุกข์  ด้วยเหตุนี้  พ่ออุ๊ยจึงตัดสินใจปันส่วนทองคำที่แกได้มาให้ชาวบ้านนำมันไปใช้หนี้

เศรษฐีหน้าเลือดถึงกับเดือดดาลที่ชาวบ้านสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้จนหมด  เศรษฐีนึกสงสัยว่าชาวบ้านหาเงินมากมายมาจากไหน  และหลังจากที่เศรษฐีพยายามค้นหาความจริง  ในที่สุด  เศรษฐีก็ได้รับรู้ถึงที่มาของเงินและเรื่องราวทั้งหมดของเจ้าลิงตัวน้อยกับฟักทองมหัศจรรย์!

เมื่อการช่วยเหลือลูกลิงที่บาดเจ็บส่งผลให้พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับทองคำที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นการตอบแทน  เศรษฐีหน้าเลือดจึงคิดแผนการร้ายเพื่อให้ตัวเองได้ทองคำแบบเดียวกับที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับมาบ้าง

เศรษฐีใจร้ายเริ่มแผนด้วยการพรางตัวและดักซุ่มรอลูกลิงอยู่ในป่าลึก  และหลังจากที่ลูกลิงผู้เคราะห์ร้ายเดินผ่านพุ่มไม้ที่เศรษฐีดักซุ่มรออยู่  เศรษฐีผู้มีใจหยาบช้าก็รีบกระโจนออกจากที่ซ่อนแล้วกระหน่ำตีลูกลิงที่น่าสงสารจนกระทั่งลูกลิงหมดสติไป

เศรษฐีใจร้ายฉุดแขนของลูกลิงที่ยังคงหมดสติอยู่แล้วลากลูกลิงกลับไปรักษาที่บ้านอย่างไม่แยแส  และทันทีที่ลูกลิงฟื้นคืนสติ  เศรษฐีก็เอ่ยปากให้ลูกลิงรีบนำฟักทองมหัศจรรย์มาตอบแทนความดีจอมปลอมของเขา  ลูกลิงรู้สึกงุนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ด้วยความที่ลูกลิงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่มีจิตใจชั่วร้าย  ดังนั้น ลูกลิงจึงพาร่างกายที่แสนจะบอบช้ำกลับเข้าป่าไปอย่างเงียบ ๆ

สามวันผ่านไป  ลิงน้อยกลับมาหาเศรษฐีใจร้ายพร้อมกับฟักทองผลใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟักทองที่มันเคยนำมาให้พ่ออุ๊ยถึงสองเท่า  เศรษฐีผู้ละโมบถึงกับตาลุกวาวเมื่อได้เห็นผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาฝาก  และหลังจากที่ลิงน้อยลากลับไปแล้ว  เศรษฐีผู้ไม่เคยละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็จัดการผ่าฟักทองออกเป็นสองซีก

แทนที่ภายในผลฟักทองจะเป็นทองคำดังที่เศรษฐีหวังเอาไว้  ผลของฟักทองกลับเป็นที่ซ่อนตัวของเหล่าบรรดาสัตว์ร้ายอสรพิษทั้งหลาย นับตั้งแต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอไปจนถึงตะเข็บตะขาบ แมงป่องและฝูงต่อแตนที่แสนจะดุร้าย

แม้เศรษฐีจะรอดชีวิตจากพิษของสัตว์ร้ายได้  แต่กว่าที่เขาจะรู้สึกทุเลาเบาบางจากความเจ็บปวดและทรมานที่เขาได้รับ  เขาก็มีเวลาเพียงพอที่จะไตร่ตรองและสำนึกถึงความร้ายกาจที่เขาได้กระทำลงไป

ในที่สุด  เศรษฐีใจร้ายก็กลับตัวเป็นคนดี และเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

อึน้อยปราบยักษ์

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์” เรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ดัดแปลงจากนิทานในความทรงจำเรื่อง “ก้อนขี้รบยักษ์” ที่ได้ฟังจากคุณยายคันธรส สมัยที่ผมทำรายการเด็กชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” และค้นพบต้นฉบับนิทานไทยพื้นบ้านอีกเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คือเรื่อง “ปลาดุกรบยักษ์” ผมจึงนำนิทานทั้งสองเรื่องมาเรียบเรียงใหม่ โดยยึดนิทานเรื่อง “ก้อนขี้รบยักษ์” เป็นแนวทาง แต่ขัดเกลาให้เหมาะสำหรับเด็กในยุคนี้มากขึ้น หวังว่าเด็ก ๆ จะยิ้มกว้างกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์เกเรตนหนึ่ง ชอบรังแกผู้คนและสัตว์ทั้งหลาย จนใครต่อใครพากันชิงชังเจ้ายักษ์กันโดยถ้วนหน้า แต่เพราะยักษ์เกเรตัวใหญ่และมีเรี่ยวแรงมากกว่าใคร ๆ ผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่จึงพากันกลัว ไม่กล้าทำอะไรกับเจ้ายักษ์เกเรตนนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ายักษ์เกเรประกาศว่าจะมาจับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไปเป็นคนรับใช้ แต่เนื่องจากยักษ์ตัวใหญ่มาก มันจึงต้องการจับเด็กหลายคนไปใช้งาน (เด็กที่ฟังนิทานอยู่ตอนนี้ คนไหนที่อยากเป็นคนรับใช้ของยักษ์ ให้ยกมือขึ้น แต่ถ้าใครไม่อยาก ให้แตะตัวหรือกอดคนเล่านิทานเอาไว้ดี ๆ นะจ๊ะ)

เมื่อคุณยายผู้แสนใจดี ซึ่งอาศัยในหมู่บ้านได้ทราบข่าว คุณยายจึงกังวลว่าหลานจะถูกจับไปเป็นคนรับใช้ของยักษ์ ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงไปที่หน้าหิ้งพระ แล้วสวดมนต์ขอพรให้พระคุ้มครอง แต่เนื่องจากคุณยายไม่รู้หนังสือและไม่รู้จักบทสวดมนต์ คุณยายจึงท่องบทสวดตามนิทานที่เคยฟังว่า

“นะ…..โม…..ตัส….สะ….หนู…มา…ทำ….ไม…น่ะ

ทุติ ยัมปิ นะ….โม…..ตัส…..สะ…. มา….อีก…..แล้ว……น่ะ

ตติ ยัมปิ นะ…..โม…..ตัส……สะ…. นั่นแน่….ยัง…..มา…..อีก…..น่ะ

ไป ๆ อย่าหาทำ อย่าก่อกรรม จำขึ้นใจ สาธุ สาธุ สาธุ”

เด็ก ๆ ที่ฟังนิทานเรื่องนี้อยู่ อาจหัวเราะการสวดมนต์ของคุณยายว่าคงไม่ได้ผล แต่ในโลกของนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะในขณะที่คุณยายสวดมนต์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล มีอึน้อยกองหนึ่งบังเอิญสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่พอดี อึน้อยไม่อยากให้คุณยายเป็นกังวล ในขณะเดียวกัน อึน้อยก็เคยได้ยินเกี่ยวกับความเกเรของเจ้ายักษ์มานานแล้ว อึน้อยไม่กลัวที่จะถูกยักษ์ทำร้าย (เพราะอึไม่มีชีวิต ทำอะไรอึ อึก็ไม่เจ็บ แถมยังเปลี่ยนสภาพให้แข็ง ให้เหลว ให้เละ ให้เฟะ ให้กระจายปู้ดป้าดได้หมด) อึน้อยจึงตัดสินใจออกเดินทางไปสู้กับเจ้ายักษ์

แม้อึน้อยจะมีความกล้าอย่างบ้าบิ่นที่จะไปประกาศสู้รบกับเจ้ายักษ์เกเร แต่ลำพังอึน้อยเพียงกองเดียว คงไม่สามารถที่จะจัดการกับเจ้ายักษ์ได้

แต่โชคยังดี เพราะในขณะที่อึน้อยออกเดินทางไปยังบ้านของเจ้ายักษ์ มีปลาดุกตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อยเข้า ปลาดุกจึงถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” ปลาดุกมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีตะขาบตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อยกับปลาดุกกำลังเดินทาง ตะขาบจึงถามถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” ตะขาบมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีแมงป่องตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อย ปลาดุกและตะขาบกำลังเดินทาง แมงป่องจึงถามถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” แมงป่องมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีนกแสกตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อย ปลาดุก ตะขาบและแมงป่องกำลังเดินทาง นกแสกจึงถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” นกแสกมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

เมื่ออึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสก เดินทางไปถึงบ้านของยักษ์เกเร ทั้งหมดก็ปรึกษาหารือกันเพื่อหาวิธีในการปราบยักษ์ เมื่อหารือกันเรียบร้อย อึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสกก็พากันแยกย้ายเข้าประจำที่

ตกดึกคืนนั้น หลังจากที่เจ้ายักษ์เกเรดับไฟและเตรียมตัวเข้านอน ทันทีที่หัวของมันถึงหมอน แผนปราบยักษ์ก็เริ่มต้นขึ้น

ตะขาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอนเริ่มลงมือตามแผนด้วยการกัดที่หน้าของเจ้ายักษ์ ยักษ์เกเรทั้งเจ็บทั้งตกใจเพราะไม่รู้ว่าอะไรกัดมัน ยักษ์เกเรจึงลุกขึ้นเพื่อควานหาไม้ขีดมาจุดเทียน แต่อนิจจา…เมื่อยักษ์เกเรเอื้อมมือไปหยิบไม้ขีด แมงป่องที่ซ่อนตัวอยู่ตรงใกล้ ๆ กับไม้ขีดก็ต่อยเข้าที่มือของเจ้ายักษ์อย่างเต็มแรง เจ้ายักษ์ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด มันจินตนาการว่าบุคคลที่มาทำร้ายมันต้องเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีขนาดใหญ่และมีฤทธิ์มากแน่ ๆ เจ้ายักษ์เพิ่งเคยเจอคนที่แข็งแรงกว่ามัน เกเรกว่ามัน และกล้าจู่โจมมัน มันกลัวจนถึงกับต้องรีบลุกออกจากเตียงทั้ง ๆ ที่รอบตัวยังมืดตึ๊ดตื๋อ แต่เจ้ายักษ์เกเรโชคร้ายเหลือเกิน เพราะหลังจากที่เจ้ายักษ์เดินไปได้ไม่กี่ก้าว มันก็เหยียบอึน้อยในสภาพอึเปียก ๆ เหลว ๆ ทำให้เจ้ายักษ์ลื่นล้มจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยอึเหม็น ๆ เจ้ายักษ์ขยะแขยงอะไรไม่รู้ที่เปรอะอยู่เต็มตัว มันพยายามหาน้ำมาล้าง จึงเอามือควานหาโอ่งเพื่อวักน้ำขึ้นล้างตัว แต่ทันทีที่มันควานพบโอ่งน้ำและจุ่มมือลงไป ปลาดุกก็ยักมือของยักษ์จนยักษ์ร้องจ้ากด้วยความเจ็บปวด ยักษ์เกเรเห็นที่ว่าคงแย่แน่ ๆ มันจึงรีบลุกขึ้นเพื่อหนีลงจากบ้าน แต่ในขณะที่มันยังคลำทางในความมืด นกแสกผู้มีตาดีในตอนกลางคืน ก็พุ่งตัวเข้าจิกเจ้ายักษ์เกเรอย่างไม่คิดชีวิต

ยักษ์เกเรถูกโจมตีจนสะบักสะบอมไปหมด ในจินตนาการของมัน ผู้ที่ทำร้ายมันอยู่ต้องเป็นตัวอะไรที่ร้ายกาจและเกเรมาก ๆ เป็นแน่ เจ้ายักษ์เกเรกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มันทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับใช้มือกุมศีรษะแล้วร้องขอชีวิต ที่สำคัญ ยักษ์เกเรเพิ่งได้สำนึกว่า การทำร้ายหรือรังแกผู้อื่นเป็นเรื่องที่ร้ายกาจเพียงใด ด้วยเหตุนี้ นอกจากที่เจ้ายักษ์เกเรจะร้องขอชีวิตแล้ว มันยังพูดออกมาอีกว่า “เราควรอยู่ในโลกนี้ร่วมกันอย่างสันติเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ข้าก็จะไม่เบียดเบียนหรือรังแกใครอีกแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”

เมื่อยักษ์เกเรพูดออกมาเช่นนั้น อึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสกก็เห็นว่าเจ้ายักษ์ได้บทเรียนอันสมควรแล้ว ดังนั้น ทั้งหมดจึงถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจในการปราบยักษ์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้ายักษ์เกเรก็ไม่เคยรังแกใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คนต่อเทียน

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นนิทานที่มีความหมายสำหรับผมมาก ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้ไหมหรือจะเข้าใจเนื้อหาของนิทานไหม แต่หัวใจของนิทานเรื่องนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อจริง ๆ เหมือนที่ผมเลือกแต่งนิทาน เพราะผมเชื่อว่า การทำให้เด็กมีความสุขเป็นสิ่งที่ผมควรทำ

หลังจากนิทานได้พิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนไปแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับเสียงสะท้อนใด ๆ จากผู้อ่าน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่เมื่อผมนำนิทานเรื่องนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ หนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง “คนต่อเทียน” ก็ได้รับรางวัลราว 3-4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักเขียนนิทานของผม แต่ถ้อยคำในหนังสือคนต่อเทียน กับ นิทานต้นฉบับมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของสื่อหนังสือภาพและสื่อนิทาน ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านลองอ่านนิทานเรื่องนี้ในแบบดั้งเดิม และถ้าถูกใจอาจลองหาฉบับหนังสือภาพของสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์มาอ่านอีกครั้ง ผมเชื่อว่านิทานและหนังสือภาพเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นผลงานที่มีคุณค่าสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตครับ

นิทานเรื่อง คนต่อเทียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกที่ห่างไกลจากความเจริญ ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นคนยากจนและมีชีวิตที่ลำบาก  หนำซ้ำ…หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน  ชาวบ้านทุกคนก็แทบจะไม่กล้าออกจากเรือนพัก เพราะรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นป่าทึบที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังยากที่จะส่องลงมาได้  ทำให้สัตว์ร้ายต่าง ๆ มักแฝงตัวอยู่ในความมืด แล้วหาโอกาสทำร้ายชาวบ้านหรือนักเดินทางที่บังเอิญผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง  ชายชราซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านรู้สึกเป็นห่วงลูก ๆ หลาน  ๆ และผู้คนที่อาจโดนสัตว์ป่าทำร้ายไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ชายชราจึงปรึกษากับภรรยาที่มีอายุไล่เลี่ยกันเพื่อหาวิธีป้องกันอันตรายให้แก่ทุก ๆ คน

หลังจากที่สองตายายปรึกษาหารือกันอยู่หลายวัน  ในที่สุด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจนำเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตไปซื้อเทียนไขจำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม แล้วทำการจุดเทียน พร้อมกับนำมันไปติดตั้งบนก้อนหินทั้งในตัวหมู่บ้านและในราวป่า  จนหมู่บ้านและป่าที่เคยมืดสนิทในยามค่ำคืนกลับสว่างไสวด้วยแสงเทียนดูงามตาน่าพิศวง 

แสงเทียนที่งดงามทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอยากรู้ว่าแสงสว่างกลางป่ามีที่มาอย่างไร  ชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลบางคนเข้าใจว่า ผู้ที่นำเทียนมาติดตั้งในป่าอาจเป็นคนของพระราชาผู้ครองแคว้น, บางคนเดาว่าอาจเป็นความเมตตาของเศรษฐีใจบุญที่มีเงินมหาศาล, บางคนคิดไปว่าอาจเป็นฝีมือของเทวดาที่แอบมาช่วยเหลือมนุษย์  เมื่อความสงสัยทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันเข้าไปในป่าเพื่อหาคำตอบ 

เมื่อชาวเมืองทั้งหลายพากันเข้ามาในป่า  พวกเขาก็เห็นชายชรากับภรรยาค่อย ๆ เดินจุดเทียนไปทีละเล่ม ๆ จนครบทั้งหนึ่งหมื่นเล่มอย่างไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  หลังจากนั้น  ชาวเมืองก็ตามสองตายายกลับไปที่เรือนพัก ซึ่งเพียงแค่เห็นสภาพของเรือนพัก ทุกคนก็รู้ในทันทีว่า ผู้เฒ่าทั้งสองไม่น่าจะเป็นคนที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้แต่อย่างใดเลย

ชาวเมืองทั้งหลายจึงสงสัยว่า ชายชรากับภรรยาได้อะไรจากการจุดเทียนไปทั่วทั้งป่า (หรือมีคนจ้างวานให้ทำเช่นนี้) แต่เมื่อชาวเมืองได้ฟังคำตอบของผู้เฒ่าทั้งสอง ชาวเมืองก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะทั้งคู่ตอบว่า  สิ่งที่ได้จากการจุดเทียนมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

จริง ๆ แล้ว  สองตายายผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่าไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างในยามค่ำคืนเลยแต่เพียงเพราะผู้เฒ่าทั้งสองอยากป้องกันภัยให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในหมู่บ้านของตัวเองและผู้คนทั้งหลายที่อาจจำเป็นต้องเดินทางผ่านป่าในยามค่ำคืน  ชายชราและภรรยาจึงเสียสละเงินส่วนตัวก้อนสุดท้ายและเรี่ยวแรงที่มี ทำการจุดเทียนหนึ่งหมื่นเล่มทุกวันเพื่อให้ทุก ๆ คนปลอดภัยจากสัตว์ร้ายในป่า

ความตั้งใจดีของสองตายายจุดประกายให้ทุก ๆ คนนึกอยากทำความดีเพื่อผู้อื่นบ้าง  ชาว เมืองทั้งหลายจึงผลัดกันนำเทียนเล่มใหม่มาแทนเทียนหนึ่งหมื่นเล่มของชายชราและภรรยาที่ค่อย ๆ สั้นลงทุกวัน ๆ  รวมทั้งพวกเขายังบริจาคเงินทองและแบ่งปันข้าวของให้แก่ชาวบ้านในป่าที่มีฐานะยากจนกว่าอีกด้วย

ส่วนชาวบ้านในป่านั้น  พวกเขาก็นำอ่างใส่น้ำดื่มมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน, ทำเพิงนั่งพักให้คนที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางได้ใช้หลบแดด, ติดป้ายและกระดิ่งที่ประตูให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเรียกหาได้ทุกเวลา, จัดขนมผัดขนมต้มและผลไม้วางไว้ให้นักเดินทางได้ใช้รองท้อง และพยายามเสนอตัวช่วยเหลือคนทุกคนตามกำลังที่มีอยู่

ความดีที่ผู้สูงอายุทั้งสองได้กระทำลงไปเปรียบเหมือนการเริ่มต้นจุดเทียนให้แสงสว่างแก่สังคมที่มืดมิด  แม้ในตอนแรกแสงอาจยังน้อย แต่เมื่อผู้คนเห็นดีเห็นงามกับการทำความดีและพร้อมใจกันต่อเทียนแห่งความดีด้วย   ทุกหนทุกแห่งจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีงามและความสุข

สองตายายดีใจมากที่ได้เห็นคนทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ส่วนผู้คนทั้งหลายนั้น  เมื่อพวกเขาเล็งเห็นถึงจิตใจอันดีงามของผู้เฒ่าทั้งสอง  ทุกคนจึงช่วยกันดูแลชายชราและภรรยาผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้มีความสุขสืบมา…ตลอดชั่วชีวิตของท่าน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ควายแทนคุณ

ยุคที่เปลี่ยนไป ทำให้คนหลาย ๆ คนหลงลืมคุณความดีของผู้มีพระคุณ  ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู  ผู้หลักผู้ใหญ่ กัลยาณมิตรทั้งที่เป็นเพื่อนวัยเดียวกันและต่างวัยกัน  รวมทั้งสรรพสัตว์ที่ให้คุณแก่เรา ดังนั้น ผู้เขียนจึงแต่งนิทานเรื่องนี้ขึ้น  เพื่อถ่ายทอดความคิดเรื่องความกตัญญูกตเวทีให้แก่เด็ก ๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ  

Continue reading “นิทานเรื่อง ควายแทนคุณ”