Posted in นิทานกริมม์, นิทานก่อนนอน, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน ฮันเซลกับเกรเทล (Hansel and Gretel) | นิทานกริมม์คลาสสิกสำหรับเด็ก

นิทานก่อนนอน ฮันเซลกับเกรเทล (Hansel and Gretel) เป็นหนึ่งในนิทานกริมม์ที่โด่งดังที่สุดในโลก เรื่องเล่าของพี่น้องสองคนที่ถูกพาไปทิ้งกลางป่า และได้เผชิญหน้ากับแม่มดใจร้ายในบ้านขนมหวาน นิทานเรื่องนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่สมัยยุโรปยุคกลาง ก่อนจะถูกเก็บบันทึกและปรับแต่งโดย พี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและตีพิมพ์ นิทานพื้นบ้านเยอรมัน จนกลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ผลงานของกริมม์ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องเพื่อความบันเทิง แต่ยังสะท้อนสภาพสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อในยุคนั้น เช่น ความยากจน ความหิวโหย ความสัมพันธ์ในครอบครัว และภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในโลกภายนอก นิทาน Hansel and Gretel เวอร์ชันของกริมม์ จึงมักมีบรรยากาศหม่น ๆ และบางช่วงเต็มไปด้วยความโหดร้าย ซึ่งนักวิชาการด้านวรรณกรรมหลายคนมองว่า นิทานกริมม์ทำหน้าที่ทั้ง สอนบทเรียนชีวิต และ สะท้อนความจริงของสังคม ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้ยังได้รับการตีความใหม่และดัดแปลงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในวรรณกรรม ภาพยนตร์ การ์ตูน ละครเวที และแม้กระทั่งดนตรี ทำให้ Hansel and Gretel กลายเป็นนิทานคลาสสิกที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ทั่วโลกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

สำหรับเว็บไซต์ นิทานนำบุญ เราได้นำ ฮันเซลกับเกรเทล มาถ่ายทอดใหม่ โดยเรียบเรียงจากเวอร์ชันกริมม์ แต่มีการปรับรายละเอียดบางส่วนให้อ่านง่ายขึ้น เหมาะสำหรับเด็ก และลดทอนความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะสม เนื้อเรื่องยังคงรักษาแก่นแท้ของความกล้าหาญ ความรัก และสายใยครอบครัวเอาไว้ เพื่อให้เป็น นิทานก่อนนอนที่ทั้งสนุก น่าติดตาม และสอดแทรกแนวคิดดี ๆ สำหรับเด็ก ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางป่าลึก บ้านหลังนั้นเป็นของคนตัดไม้ใจดีคนหนึ่ง เขาอาศัยอยู่กับลูกสองคน คือ “ฮันเซลกับเกรเทล” เด็กชายและเด็กหญิงที่รักกันมาก พวกเขาเติบโตท่ามกลางเสียงนกร้องและกลิ่นไม้หอมในป่า แม้จะยากจน แต่ครอบครัวก็มีความอบอุ่นในทุกวัน

เมื่อแม่ของเด็ก ๆ จากไปอย่างสงบ พ่อได้แต่งงานใหม่กับหญิงคนหนึ่งที่ไม่ค่อยยิ้มแย้ม และไม่ค่อยพูดกับเด็ก ๆ เท่าไรนัก แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ความอบอุ่นกลับลดลงทุกวัน

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน อาหารในบ้านเริ่มขาดแคลน พ่อพยายามหาทางออก แต่แม่เลี้ยงกลับพูดเบา ๆ ว่า “ถ้าไม่มีอาหารพอ…ก็คงต้องพาเด็ก ๆ ไปปล่อยไว้ในป่า” พ่อไม่อยากทำ แต่ครอบครัวของเขาก็ลำบากจริง ๆ

คืนก่อนออกเดินทาง ฮันเซลซึ่งได้ยินแม่เลี้ยงคุยกับพ่อ ได้แอบเก็บก้อนกรวดสีขาวใส่กระเป๋า เขาไม่พูดอะไรกับใคร แต่ในใจคิดว่า “เราจะกลับบ้านให้ได้”

เช้าวันใหม่ พ่อพาเด็ก ๆ เดินลึกเข้าไปในป่า ท่ามกลางเสียงใบไม้ไหวและแสงแดดอ่อน ๆ ฮันเซลแอบโรยกรวดเอาไว้ตามทาง

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พ่อจากเด็ก ๆ ไปอย่างเงียบ ๆ โดยทิ้งเด็ก ๆ เอาไว้กลางป่า เกรเทลน้ำตาคลอ ฮันเซลยิ้มให้เธอ “ไม่ต้องกลัวนะ เราจะตามรอยกรวดกลับบ้าน” และพวกเขาก็เดินตามรอยกรวดจนถึงบ้านอย่างปลอดภัย

เมื่อเห็นเด็ก ๆ กลับมา แม่เลี้ยงก็รู้สึกไม่พอใจมาก เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดกับพ่อว่า “พรุ่งนี้ ต้องพาไปให้ไกลกว่าเดิม” พ่อเศร้าใจ แต่ก็จำใจทำตามอีกครั้ง

ครั้งนี้ฮันเซลไม่มีเวลาหากรวด เขาจึงใช้เศษขนมปังแทน แต่ในป่ามีสัตว์มากมาย ทั้งนก กระรอก และกระต่าย เมื่อฮันเซลโรยเศษขนมปัง พวกสัตว์ก็กินเศษขนมปังจนหมด เด็ก ๆ จึงหาทางกลับบ้านไม่ได้

ฮันเซลและเกรเทลหลงทางและเดินลึกเข้าไปในป่า ยิ่งเดิน….ท้องก็ยิ่งร้องด้วยความหิว เสียงใบไม้เริ่มน่ากลัว แต่สองพี่น้องจับมือกันไว้แน่น “พี่อย่าทิ้งหนูนะ” เกรเทลพูดเบา ๆ ฮันเซลพยักหน้าและเดินต่อไปอย่างกล้าหาญ

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏ ท่ามกลางต้นไม้สูง มีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ บ้านหลังนั้นไม่เหมือนบ้านทั่วไป เพราะมันทำจากขนมหวาน หลังคาทำจากพายแอปเปิ้ล หน้าต่างเป็นคัพเค้กสีชมพู ประตูเป็นบราวนี่หนานุ่ม ผนังบ้านเป็นเค้กช็อกโกแลตโรยน้ำตาล ลูกกวาดหลากสีห้อยระย้าเหมือนโคมไฟ และมีสายไหมฟูฟ่องล้อมรอบบ้านเหมือนเมฆ

เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจจนเผลออุทานว่า “ว้าว! บ้านขนมของจริงเลยนะเนี่ย” เกรเทลร้อง ฮันเซลยิ้มกว้าง “หิวจังเลย ลองชิมดูไหม” พวกเขาเริ่มกินขอบหน้าต่างคัพเค้ก และกัดประตูบราวนี่อย่างเอร็ดอร่อย

ในขณะนั้นเอง มีหญิงชราคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน เธอยิ้มและพูดเสียงนุ่มว่า “เด็กน้อยเอ๋ย เข้ามาสิ บ้านนี้มีขนมอีกมากมาย” เด็ก ๆ ดีใจและเดินเข้าไปโดยไม่รู้ว่าเธอคือแม่มด

แม่มดแสร้งทำทีใจดี เธอให้เกรเทลช่วยทำงานบ้าน แต่ขังฮันเซลไปนอนพักผ่อนในกรงขนาดใหญ่ “กินเยอะ ๆ นะ จะได้อ้วน” เธอพูดพร้อมยื่นขนมให้ทุกวัน

ฮันเซลเริ่มสงสัยว่าทำไมแม่มดชอบให้เขากินกับนอน และเขาสังเกตว่าแม่มดชอบจับมือเขาเหมือนจะวัดอะไรบางอย่าง จนวันหนึ่งเกรเทลได้ยินแม่มดรำพึงว่า “เมื่อไหร่จะอ้วนสักทีนะ จะได้จับไปอบกินให้หนำใจ” เมื่อเกรเทลนำเรื่องมาเล่าให้ฮันเซลฟัง เขาก็รู้ในทันทีว่า แม่มดต้องการเลี้ยงให้เขาอ้วนเพื่อจับกินเป็นอาหาร

ฮันเซลจึงคิดหาวิธีรับมือกับแม่มด เขารู้ว่าแม่มดแก่มากและสายตาไม่ดี เมื่อแม่มดเข้ามาขอจับมือเขา เขาจึงซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อแล้วยื่นกระดูกเล็ก ๆ ผ่านลูกกรงให้แม่มดจับแทน ด้วยเหตุนี้ แม่มดจึงรู้สึกว่า ฮันเซลผอมจนเหลือแต่กระดูก

เวลาผ่านไปนานพอสมควร แม่มดเริ่มหงุดหงิด “เมื่อไหร่จะอ้วนขึ้นสักทีนะ” แม่มดรำพึงเสียงดัง เกรเทลได้ยินแล้วใจคอไม่ดี เธอจึงตั้งสติและเริ่มคิดหาทางช่วยพี่ชาย

วันหนึ่งแม่มดสั่งให้เกรเทลตรวจเตาอบ “ดูสิว่าเตาอบยังใช้งานได้ปกติไหม”

เกรเทลสังเกตเตาอบและเห็นว่าที่ฝาเตาอบมีที่ล็อก เกรเทลเห็นโอกาส เธอจึงแกล้งทำเป็นพบสิ่งผิดปกติภายในเตาอบ แล้วพูดกับแม่มดว่า “หนูเห็นอะไรบางอย่างวิบ ๆ วับ ๆ อยู่ในเตาอบ คุณยายช่วยดูให้หน่อยได้ไหม”

แม่มดมีสมบัติสะสมอยู่มาก เมื่อได้ยินเกรเทลพูดคำว่าวิบ ๆ วับ ๆ แม่มดจึงตกใจคิดว่าตัวเองเผลอทำเครื่องเพชรหรือเครื่องประดับหลุดเข้าไปในเตาอบ แม่มดจึงรีบวิ่งและมุดเข้าไปดู เมื่อเกรเทลสบโอกาส เกรเทลจึงผลักก้นแม่มดอย่างแรง แล้วปิดฝาเตาอบพร้อมกับล็อกแม่มดเอาไว้ จากนั้น เธอรีบวิ่งไปหาฮันเซล “พี่ เราต้องรีบหนี!”

ก่อนออกจากบ้าน เกรเทลซึ่งทำความสะอาดบ้านจนรู้ว่าแม่มดมีหีบใบใหญ่ที่ภายในมีเหรียญทองและอัญมณีระยิบระยับอยู่เต็มไปหมด ได้ตัดสินใจชวนพี่ชายให้ช่วยกันนำสมบัติเหล่านั้นติดตัวกลับบ้านด้วย

เมื่อกลับถึงบ้าน เด็ก ๆ เห็นพ่อกำลังนั่งร้องไห้เพราะพ่อรู้สึกผิดและคิดถึงลูก เมื่อพ่อเงยหน้าแล้วเห็นฮันเซลและเกรเทลกลับมา พ่อก็ร้องไห้พร้อมกับส่งเสียงว่า “ลูกรักของพ่อ” หลังจากนั้นพ่อก็รีบวิ่งเข้ากอดลูกทั้งสองคนเอาไว้แน่น (ส่วนแม่เลี้ยงที่เห็นพ่อเอาแต่ร้องไห้และออกตามหาลูก ๆโดยไม่สนใจเธอ แม่เลี้ยงก็เก็บของออกจากบ้านโดยปล่อยให้พ่ออยู่ที่บ้านตามลำพังมานานแล้ว)

ในที่สุด ฮันเซล เกรเทล และพ่อก็ได้อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น และมีสมบัติที่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น ส่วนเรื่องราวของแม่มดและบ้านขนมหวานก็ไม่มีใครเคยได้ยินอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความฉลาดและไหวพริบช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย
  • ความรักและความสามัคคีในครอบครัวทำให้สามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน