หญิงสาวกับหินขาวดำ เป็นนิทานสอนใจเกี่ยวกับไหวพริบ การคิดนอกกรอบ และการใช้สติปัญญาแก้ปัญหา เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก เธอกลับใช้ความฉลาดและความสุขุมพลิกเหตุการณ์ให้กลายเป็นชัยชนะ จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ
มาอ่านนิทานเรื่อง หญิงสาวกับหินขาวดำ ด้วยกันนะครับ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีชาวนาผู้ยากจนคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวเพียงลำพัง แม้ทั้งสองจะขยันทำงานและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ชาวนากลับเป็นหนี้เงินจำนวนมากของนายทุนประจำหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ใดมาชดใช้ได้
นายทุนคนนั้นเป็นชายสูงวัย หน้าตาน่าเกลียด แต่หลงใหลในความงามของลูกสาวชาวนา วันหนึ่ง เขาจึงเดินทางมาหาชาวนาถึงบ้านและยื่นข้อเสนอที่ทำให้ทั้งพ่อและลูกสาวต้องตกตะลึง
“หากลูกสาวของเจ้ายอมแต่งงานกับข้า ข้าจะยกหนี้ทั้งหมดให้”
ชาวนาและลูกสาวต่างไม่ต้องการยอมรับข้อเสนอนั้น แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ไม่สามารถหาเงินมาคืนหนี้ได้ นายทุนจึงคิดวิธีที่จะทำให้ทุกอย่างดูเหมือนยุติธรรม
ขณะนั้น ทั้งสามยืนอยู่บนทางเดินที่เต็มไปด้วยก้อนหินสีขาวและสีดำ นายทุนก้มลงเก็บหินสองก้อน แล้วกล่าวว่า “ข้าจะใส่หินสีขาวหนึ่งก้อน และหินสีดำหนึ่งก้อนลงในถุง จากนั้นให้ลูกสาวของเจ้าหยิบออกมาหนึ่งก้อน หากนางหยิบได้หินสีดำ นางจะต้องแต่งงานกับข้า และหนี้ทั้งหมดจะถูกยกเลิก แต่หากนางหยิบได้หินสีขาว นางก็ไม่ต้องแต่งงานกับข้า และหนี้ทั้งหมดจะถูกยกเลิกเช่นกัน”
ฟังดูเหมือนเป็นข้อตกลงที่ยุติธรรม แต่ลูกสาวชาวนาเป็นคนช่างสังเกต ขณะที่นายทุนก้มลงหยิบหิน เธอเห็นอย่างชัดเจนว่าเขาแอบหยิบหินสีดำทั้งสองก้อนใส่ลงไปในถุง หญิงสาวรู้ทันทีว่าตนกำลังถูกโกง
แม้จะรู้เช่นนั้น แต่หญิงสาวเป็นคนฉลาด เธอรู้ว่า หากเปิดโปงความจริง นายทุนอาจโกรธและสร้างปัญหาให้พ่อของเธอ แต่หากยอมเล่นตามกติกา เธอก็จะหยิบได้หินสีดำอย่างแน่นอน เพราะในถุงไม่มีหินสีขาวอยู่เลยสักก้อน
หญิงสาวจึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือลงไปในถุงและหยิบหินขึ้นมาหนึ่งก้อน
นายทุนกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะเข้าใจว่าหญิงสาวหลงกลทำตามแผนที่ตนได้วางเอาไว้
แต่ทันทีที่หญิงสาวดึงมือออกมาจากถุง หญิงสาวกลับแกล้งทำหินหล่นจากมือ ซึ่งหินก้อนนั้นดันตกลงไปปะปนกับก้อนหินอีกนับไม่ถ้วนบนพื้น จนไม่มีใครบอกได้ว่าหินที่เธอหยิบขึ้นมาเป็นสีอะไร
“ขออภัยด้วยค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทีสงบ “หนูซุ่มซ่ามเอง” จากนั้นเธอก็ยิ้มและพูดต่อว่า “แต่ไม่เป็นไรนะคะ ในเมื่อไม่มีใครเห็นหินที่หนูทำตก เราก็ดูหินที่เหลืออยู่ในถุงได้ค่ะ ถ้าหินที่เหลือเป็นสีอะไร ก็ย่อมแปลว่าหินที่หนูหยิบออกมาต้องเป็นอีกสีหนึ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นายทุนก็ถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่อาจคัดค้านได้ เพราะหากคัดค้าน ก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองโกงตั้งแต่แรก
ในที่สุด นายทุนจึงจำใจเปิดถุงให้ทุกคนดู ซึ่งแน่นอนว่า หินที่เหลืออยู่ในถุงเป็นหินสีดำ ด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนจึงสรุปได้ทันทีว่า หินที่หญิงสาวหยิบขึ้นมาและทำตกไปนั้น จะต้องเป็นหินสีขาว
นายทุนไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้อีก เขาจึงต้องรักษาคำพูด โดยยอมยกหนี้ทั้งหมดให้ชาวนา และปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระ
ชาวนาและลูกสาวต่างดีใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขากลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขดังเดิม ส่วนหญิงสาวก็ได้รับคำชื่นชมจากผู้คนในหมู่บ้านว่าเป็นผู้มีไหวพริบและปัญญาเฉลียวฉลาด เพราะสามารถหาทางออกจากสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางแก้ได้ด้วยสติและความคิดอันหลักแหลม
และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข
………………………………
ที่มาของเรื่อง
นิทานเรื่องนี้เรียบเรียงจากเรื่องเล่าในอดีตชื่อ “The Tale of Two Pebbles” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกมาเป็นเวลานาน และมีการถ่ายทอดในหลากหลายสำนวน โดยเนื้อหาใช้สอนเรื่องการแก้ปัญหาด้วยไหวพริบ การคิดนอกกรอบ และการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก.
