Posted in เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2564

หากย้อนไปในเดือนตุลาคมเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มหัดทำเว็บไซต์นี้ในวิชาเรียนระดับปริญญาโท โดยเป็นการทำเว็บไซต์ที่ผมไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เลย ทั้งในแง่การสร้างเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนต์ การทำภาพประกอบ การหา KEYWORD การทำ SEO และอื่น ๆ

ในตอนนั้น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผมมี คือ การเสียบปลั๊ก กดปุ่มสตาร์ท เปิด Word พิมพ์นิทาน กดเข้าเฟซบุ๊ก  กดดูยูทูบ และการโหลดคลิปจากยูทูบมาดู (ซึ่งตอนนั้น ผมยังใช้การแชร์ไวไฟจากโทรศัพท์มือถือเพื่อการเล่นเน็ต และไปใช้เน็ตความเร็วสูงที่มหาวิทยาลัยในการโหลดคลิปยูทูบมาดูที่บ้าน เพราะเสียดายเงิน) เรียกได้ว่า ผมเป็นคุณลุงตกยุคที่เริ่มมาทำสื่อดิจิทัลเป็นครั้งแรกแบบงงที่สุด

ในตอนนั้น อาจารย์ให้ทำเว็บไซต์ด้วย WordPress โดยให้คิดแนวทางของเว็บไซต์ ตั้งชื่อเว็บไซต์ และต้องมีคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งในการสร้างเว็บไซต์ อาจารย์ได้เชิญอาจารย์พิเศษมาเป็นคนแนะนำและให้เริ่มสร้างไปทีละขั้นตอนพร้อม ๆ กัน (ผมเลยเปิดเว็บไซต์ได้สำเร็จ)

เมื่อสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว นักศึกษาแต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปเขียนคอนเทนต์เพื่อนำมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยอ่านบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ มาก่อน (ปกติอ่านหนังสือกับเนื้อหาในเพจต่าง ๆ) จึงนึกภาพไม่ออกเลยว่า บทความในเว็บไซต์ควรเขียนอย่างไร ใช้ภาษาอย่างไร ทำภาพประกอบอย่างไร พาดหัวอย่างไร แถมยังไม่เข้าใจว่า “คอนเทนต์” หมายถึงอะไร (ตอนนั้นผมแปลว่า บทความ จึงคิดว่า คือ ข้อเขียนเหมือนบทความในหนังสือ ไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ และคงใช้วิธีเขียนแบบการเขียนเรียงความก็ได้)

ผมใช้เวลาทำเว็บไซต์และลงคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์นานมาก ปุ่มต่าง ๆ ในการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ (โชคดีที่มีเพื่อนบางคนช่วยแนะนำและปรับแก้ให้ในเบื้องต้น) หนำซ้ำ ผมเข้าเว็บหา Keyword เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์ตามที่อาจารย์สั่ง แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ผมจึงหา Keyword ในเว็บนั้นนานเกินไป (คือหาติดต่อกันราว 8 ชั่วโมง) จนเว็บขึ้นข้อความว่า “ลุงค้นหาKeyword มากเกินไป ต้องหยุดพักเป็นเวลา 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาใช้งานได้ใหม่” และผมอาจกดอะไรผิดพลาดไป ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่ม จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องขอยกเลิกการใช้งานกับทาง Google (เพราะกลัวจะทำผิดแล้วเขาตัดเงินจนหมดบัญชี)

หลังจากที่ส่งเว็บไซต์ให้อาจารย์ตรวจและจบวิชานั้นไป ผมก็ทิ้งเว็บไซต์ไว้เฉย ๆ มุ่งเรียนปริญญาโทให้จบ ตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ และมุ่งที่จะนำวุฒิไปสมัครเป็นอาจารย์สอนด้านนิเทศศาสตร์ดิจิทัลในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

เมื่อผมเรียนจบปริญญาโท และรอเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครอาจารย์ ผมมีเวลาว่างจึงคิดว่า ถ้าเราอยากเป็นอาจารย์ด้านนี้ นอกจากความรู้เชิงวิชาการแล้ว เราก็ควรมีทักษะในการทำสื่อดิจิทัลที่ดีพอที่จะนำไปแนะนำนักศึกษาได้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำเว็บไซต์อีกครั้ง (หลังจากหยุดไปเกือบ 2 ปี) โดยตั้งใจว่า จะทำเว็บไซต์นี้ให้เป็นเว็บไซต์นิทาน เพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานดี ๆ เอาไว้อ่านแบบฟรี ๆ โดยที่ตัวผมไม่คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน (ยกเว้นแค่คาดหวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้วิธีทำสื่อเว็บไซต์เพื่อนำความรู้ไปบอกเล่าให้นักศึกษาฟัง) ซึ่งในช่วงแรก ผมก็ยังคงทำคอนเทนต์อย่างงง ๆ เหมือนเดิม ทำทั้งคอนเทนต์นิทานและบทความเกี่ยวกับความรู้ด้านการศึกษาปฐมวัย (เพื่อดึงคนเข้ามาอ่านให้ได้มากที่สุด) ซึ่งหลังจากที่ทำไปหลายเดือน ยอดผู้ชมก็ขึ้นมาที่ 20 คนต่อวัน หรือราววันละ 70 วิว (ตอนนั้นคือดีใจมากแล้ว)

ในช่วงนั้น ผมพยายามทำภาพประกอบเพิ่ม โดยหาภาพฟรีจากเว็บไซต์ Pixabay การหาภาพให้ตรงกับนิทานหรือบทความที่เขียนเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็พยายามทำ ทำจนมีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ราว 50 คนต่อวัน หรือราววันละ 100 วิว ผมดีใจมากจึงนำตัวเลขไปอวดเพื่อน แต่ต่อมา เพื่อนได้นำตัวเลขยอดผู้รับชมและยอดวิวของเว็บท่องเที่ยวที่เพื่อนทำมาให้ดู ซึ่งตัวเลขยอดผู้เข้าชมราว 1000 คนของเพื่อน ทำให้ผมได้รู้ว่า “ผมเหมือนกบในกะลา” เพราะโลกเกี่ยวกับสื่อดิจิทัลของผมคับแคบมาก (แล้วยังคิดจะไปเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอีก) เมื่อผมรู้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยการหาคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ และการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น จากนั้น ผมก็ปรับปรุง Content และเรียนรู้วิธีใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างภาพปก ซึ่งภาพปกที่ผู้อ่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางภาพเกิดจากการนำภาพฟรีไปปรับแต่งผ่านแอพต่าง ๆ มากถึง 5 แอพ!

หลังจากการเรียนวิชาทำเว็บไซต์และการทำ SEO เรียบร้อย ผมก็ลองนำความรู้มาใช้ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ชมพุ่งจาก 50 คนต่อวัน กลายเป็น 1000 คนต่อวัน และทะยานขึ้นสู่ยอดราว 2000 คนต่อวันในเวลาแค่ 1-2 เดือน

ในช่วงนั้น ผมพยายามสร้างคอนเทนต์โดยลงนิทานมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำภาพปกอย่างเต็มความสามารถ(ในขณะนั้น) รวมทั้งมีการปรับปรุงเว็บไซต์ จัดหมวดหมู่นิทานใหม่หลายรอบ จนปัจจุบัน มียอดเข้าชมนิทานราว 2800-3600 คนต่อวัน และมียอดวิวราว 10,000 วิวทุกวัน (ปัจจุบัน ยอดวิวรวมของเว็บไซต์อยู่ที่ 4 ล้านเศษ)

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสื่อดิจิทัลในหลายแง่มุม ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “Content is the king” ชัดเจนขึ้น เข้าใจความสำคัญของการทำ SEO และการทำงานของ Google รวมทั้งได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญและมีค่ามากที่สุด ในชีวิตของคนทำสื่อสำหรับเด็ก นั่นก็คือ……เมื่อเราตั้งใจทำสื่อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กและทำด้วยความจริงใจ ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านท่านอื่น ๆ ) สัมผัสได้ ซึ่งมันทำให้ผมได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพ่อแม่และผู้อ่านจำนวนมาก และทำให้ผมได้พบว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่ของเว็บไซต์คือ คุณพ่อคุณแม่ที่นำนิทานในเว็บไซต์ไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ในช่วงหนึ่ง ที่ผมนำคอนเทนต์ไปแชร์ในเพจนิทานนำบุญ ช่วงนั้น มีคุณพ่อคุณแม่ คุณครู และผู้อ่านที่ติดตามนิทานทักมาพูดคุยในกล่องข้อความและชื่นชมนิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ทำให้ผมรู้ว่า ผู้อ่านถนัดสื่อสารกับเราผ่านทางเพจมากกว่าทางเว็บไซต์ และมีผู้อ่านจำนวนมากติดตามนิทานนำบุญมานานเกิน 2 ปี และอยากขอบคุณการทำเว็บไซต์นี้มาโดยตลอด) การที่นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของหลาย ๆ ครอบครัว ทำให้ผม (ในฐานะผู้แต่งนิทานและผู้ทำเว็บไซต์) รู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

หลังจากที่เว็บไซต์เริ่มมีผู้ชมเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอราว 3000 คน ผมจึงเกิดความคิดว่า ถ้าผมทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน ก็คงจะดีมาก ๆ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ ผมจะนำเงินของตัวเองจ่ายค่าแพคเกจของ WordPress และค่า URL ชื่อเว็บไซต์ (ราว 4000 บาทต่อปี) เงิน 4000 บาทต่อปีสำหรับผมถือเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร และถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้ก็อาจล้มหายตายจากไปด้วย ดังนั้น ช่วงปลายปี 2563 ผมจึงคิดโครงการเชิญชวนให้ผู้อ่าน ช่วยเลี้ยงกาแฟผมคนละ 1 บาทต่อปี เพื่อที่ผมจะได้นำเงินค่ากาแฟนั้นมาจ่ายเป็นค่าดูแลเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากที่ผมเริ่มโครงการดังกล่าวไปได้ราว 1 ปี ผลที่เกิดขึ้น ปรากฏตามข้อความที่ผมโพสต์ไว้ในเพจนิทานนำบุญ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ดังต่อไปนี้

ภาพการคำนวณค่าใช้จ่าย หลังจากไปอัพเดทสมุดบัญชีธนาคาร


วันนี้ พี่นำบุญแวะไปธนาคารเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เป้าหมายหลักในการแวะไป คือ การอัพเดทสมุดบัญชี ที่ใช้รับค่ากาแฟจากทุก ๆ คน
ยอดตัวเลขล่าสุด ทำให้ตกใจนิดหน่อย คือยอดขึ้นมาที่เลข 5
แต่บัญชีนี้ เป็นบัญชีที่มีเงินส่วนตัวของพี่นำบุญค้างอยู่ (เพราะเป็นบัญชีที่ใช้จ่ายค่าตู้นิรภัยของธนาคาร)
และในเดือนกรกฎา พี่นำบุญได้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นค่าดูแลเว็บ ด้วยเงินตัวเองในอีกบัญชีหนึ่ง
สรุปว่า ยอดเงินค่ากาแฟที่เหลือสุทธิในบัญชีนี้ เป็นเงิน
31, 036 บาท
…..
ปกติค่าแพกเกจและค่าโฮสต่อปีที่ใช้จะอยู่ที่ปีละ 3, 978 บาท ดังนั้น ยอดเงินที่มีอยู่ จึงน่าจะใช้ดูแลเว็บนิืทานนำบุญให้อยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 8 ปีครับ
…..
ขอบคุณกำลังใจและความเชื่อใจที่มอบให้นะครับ พี่นำบุญยังคงยืนยันว่า เงินค่ากาแฟทั้งหมด จะไม่เอามาใช้ส่วนตัว แต่ขอใช้ดูแลเว็บตามที่เคยให้สัญญาไว้
ถ้าวันนึงไม่อยู่ ก็จะฝากน้องชายให้ช่วยดูแลต่อ
ความตั้งใจที่ดี ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับเด็กและครอบครัว ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของคนอ่านอย่างแท้จริง
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันสร้างตำนานสื่อสำหรับเด็กบทนี้ให้เกิดขึ้นนะครับ

(หมายเหตุ : วันที่ 1 มกราคม 2565 ผมตัดสินใจปิดโครงการเลี้ยงกาแฟ เพราะคิดว่าได้รับการสนับสนุนมามากพอสมควรแล้ว ถ้าในช่วงปีที่ 7หรือ 8 หากจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลเว็บไซต์ต่อไป ผมก็อาจจะมาขอการสนับสนุนใหม่นะครับ)

…………………………………..

หลังจากที่ผมได้เห็นว่า โครงการเลี้ยงกาแฟทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างค่อนข้างยั่งยืนได้ ผมก็นึกถึงข้อความของผู้อ่านบางคนที่โอนเงินมาและถามผมเมื่อทราบว่า ผมจะนำเงินทั้งหมดไว้ใช้เพื่อดูแลเว็บ โดยไม่นำเข้ากระเป๋า ผู้อ่านถามว่า “แล้วพี่นำบุญเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายคะ”

คำถามจากความห่วงใยในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมก็คิดว่า ทำเพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานเอาไว้อ่าน ซึ่งเมื่อพ่อแม่จำนวนมากได้มาเห็นและนำไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนจริง ๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้มันประสบความสำเร็จแล้ว (ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ของตัวเองเลย)

ยิ่งพอเว็บไซต์อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างยั่งยืน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่คือความสำเร็จจริง ๆ ของคนทำสื่อ เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นสื่อสำหรับเด็ก ต้นทุนต่ำ แต่มีความตั้งใจสูง การที่เว็บไซต์นี้อยู่ได้อย่างค่อนข้างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สื่อที่ดีและมีประโยชน์ต่อเด็ก ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เว็บไซต์นิทานนำบุญจึงเป็นเสมือนโมเดลของการทำเว็บไซต์ต้นทุนต่ำที่มีประโยชน์ต่อสังคม และอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างแท้จริง (ซึ่งสิ่งนี้คือความภูมิใจมาก ๆ ของผมครับ)

เมื่อผมนึกถึงสิ่งที่ผู้อ่านทักถาม ผมจึงคิดต่อไปว่า หากผมลองทำโครงการหารายได้จากเว็บไซต์ เพื่อพิสูจน์แนวคิดบางอย่างว่า หากมีคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาโดยเริ่มจากการคิดถึงประโยชน์ของผู้อ่าน เมื่อมีผู้อ่านพอสมควรและเว็บไซต์ได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว หากคนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเอง (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์) มันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน (ถ้าทำให้เกิดรายได้จริง มันอาจเกิดโมเดลของการทำสื่อเพื่อส่วนรวม แต่สามารถหล่อเลี้ยงคนทำสื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่สนใจหันมาทำสื่อแนวนี้มากขึ้นก็ได้ครับ)

แนวทางการหารายได้จากเว็บไซต์ที่ผมคิด ประกอบด้วย

  1. การขายสินค้า (เช่น ทำอีบุ๊คขาย หรือ หาสินค้ามาขาย)
  2. การขายพื้นที่โฆษณาให้ผู้ประกอบการรายย่อย (โดยเลือกที่เหมาะกับเด็กและครอบครัว)
  3. หาองค์กรธุรกิจมาเป็นผู้สนับสนุนเว็บไซต์ ในรูปแบบการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility)

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมได้ทำคลิปวิดีโอที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ ดังนี้ครับ

หลังจากทำคลิปออกมาแล้ว ผมได้นำสินค้าชิ้นแรกที่ทำไว้ออกมาวางจำหน่ายที่หน้าเพจ คือ หนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ผมดีใจมากที่ได้เขียนออกมาจนจบ เพราะมันเป็นเสมือนหนังสือบันทึกวิธีคิดและการทำงานในฐานะนักเขียนนิทานของผม ผมคิดว่า โลกของเรามีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กไม่มากนัก การที่ผมเป็นนักเขียนนิทานและได้เล่าเรื่องราวรวมถึงวิธีคิดนิทานในแบบของผมให้ทุกคนได้อ่าน จึงเป็นหนังสือที่มีความหมายต่อตัวผม (อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ)

https://bit.ly/3qE5yT5

ในส่วนของการขายโฆษณา เมื่อผู้อ่านไม่ได้คัดค้านเรื่องการหารายได้จากขายพื้นที่โฆษณา ผมจึงลองกำหนดเงื่อนไขในการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องการทำกำไรแบบร่ำรวย (สังเกตได้จากอัตราค่าโฆษณาที่ถูกมาก คือ 200 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 6 บาทเศษ) ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ น่าจะช่วยให้ผู้อ่านที่มีกิจการเล็ก ๆ หรือทำสินค้าขายในครัวเรือน สามารถซื้อโฆษณาได้โดยไม่ลำบากเกินไป ซึ่งการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่มียอดวิววันละ 10000 วิว ก็อาจช่วยให้กิจการหรือสินค้านั้น ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากขึ้น

ผลจากการชักชวนให้ผู้สนใจลงโฆษณา ปรากฏว่า ณ วันนี้ มีผู้สนใจลงโฆษณาแล้ว 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายมีความปรารถนาดีและอยากสนับสนุนการทำเว็บไซต์นิทานสำหรับเด็ก โดยข้าวมันไก่ไหหน่ำหนั่ง ต้องการให้กำลังใจเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ส่วนกิจการ Rose Corner เป็นธุรกิจของคุณแม่ที่อ่านนิทานนำบุญกับลูกอยู่แล้ว เมื่อเห็นการเปิดรับโฆษณาจึงให้การสนับสนุนทันที (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)

https://www.facebook.com/hainumnangchickenrice
https://www.facebook.com/rosecornergarden

ในขณะเดียวกัน รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นนักเขียนนิทานก็เอ่ยปากว่า อยากซื้อโฆษณาด้วย โดยโฆษณาชิ้นแรกจะเป็นการโฆษณาให้ร้านขนมเบเกอรี่เล็ก ๆ ที่รู้จักกัน ส่วนอีกชิ้นจะขอซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นิทานของตัวเอง (จริง ๆ คืออยากสนับสนุนการทำงานของผม)

https://bit.ly/3qoMfi8

ผมไม่แน่ใจว่าโครงการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญจะดำเนินไปได้ด้วยดีขนาดไหน แต่เมื่อครบ 1 ปี ผมจะมาสรุปผลว่า แนวคิดเกี่ยวกับ “คนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเองจากการทำเว็บไซต์ได้จริงหรือไม่” ยังไงรอติดตามกันนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ช่วยทำให้นิทานที่ผมแต่งมีค่ามากขึ้น เพราะนิทานที่เขียนเสร็จแล้วและวางไว้เฉย ๆ คงไม่มีค่าเท่ากับนิทานที่มีคุณพ่อคุณแม่นำไปอ่านกับลูก หรือ นิทานที่คุณครูนำไปอ่านกับนักเรียน รวมทั้งการที่น้อง ๆ บางคนนำนิทานนำบุญไปอ่านให้แฟนฟังก่อนนอน ขอบคุณทุก ๆ คนนะครับ

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ดอกไม้ของคุณยาย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ดอกไม้ของคุณยาย” เป็นนิทานก่อนนอนที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย แต่มีข้อคิดสอนใจ และมีความอ่อนโยนที่น่าจะเหมาะสำหรับการใช้เป็นนิทานก่อนนอนที่ดีเรื่องหนึ่ง

นิทานเรื่อง ดอกไม้ของคุณยาย

หนูคะนิ้งเป็นเด็กผู้หญิงแสนดีที่มีจิตใจงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

วันหนึ่ง…หนูคะนิ้งได้รับมอบหมายจากคุณแม่ให้นำตะกร้าใส่ผลไม้ไปฝากคุณยายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กลางป่าละเมาะ

คุณยายของคะนิ้งเป็นคนที่ชอบดอกไม้มาก ดังนั้น คุณแม่จึงบอกให้คะนิ้งแวะซื้อดอกไม้เพื่อนำไปฝากคุณยายด้วย  คะนิ้งรับเหรียญสตางค์มากำไว้ในมือ  เธอภูมิใจที่คุณแม่มอบหมายงานสำคัญนี้ให้แก่เธอ  เธอตั้งใจว่า เธอจะต้องเลือกดอกไม้ที่สวยที่สุดเพื่อนำไปฝากคุณยายให้จงได้

ระหว่างทาง หนูคะนิ้งเฝ้าครุ่นคิดถึงสีหน้าของคุณยายเมื่อได้รับดอกไม้ที่เธอจะจัดหาไปให้  ดอกไม้แสนสวยที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเป็นดอกไม้ที่หมาะสมที่สุดสำหรับคุณยายของคะนิ้ง

เมื่อหนูคะนิ้งเดินทางมาจนเกือบจะถึงร้านขายดอกไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณยายมากนัก  จู่ ๆ หนูคะนิ้ง ก็เหลือบไปเห็นหญิงชราผู้ยากจนคนหนึ่งกำลังนั่งสานผักตบชวาให้กลายเป็นตุ๊กตารูปสัตว์ต่าง ๆ อย่างตั้งอก ตั้งใจ  หนูคะนิ้งนึกสงสารหญิงชราคนนี้อย่างบอกไม่ถูก  เธอนึกในใจว่า ผู้สูงวัยอย่างหญิงชราไม่น่าที่จะต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งสานตุ๊กตาอยู่อย่างนี้  ด้วยความเป็นห่วง…หนูคะนิ้งจึงเดินตรงเข้าไปหาหญิงชรา แล้วนั่งลงทักทายหญิงชราด้วยความอ่อนน้อม

“คุณยายเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่คะ?”  เด็กน้อยถามหญิงชราด้วยความสุภาพ

“ยายเป็นชาวนา…แต่ที่นาล่ม จึงต้องมานั่งสานตุ๊กตาเพื่อหารายได้” หญิงชราตอบเด็กน้อยอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

หนูคะนิ้งรู้สึกชื่นชมเมื่อได้ทราบว่า หญิงชราเลือกการสานตุ๊กตาเป็นงานเลี้ยงชีพ  หนูคะนิ้งเคยเห็นคนหลายคนเลือกที่จะหาเงินมาง่าย ๆ ด้วยการเป็นขอทานและนั่งขอเงินจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา  หนูคะนิ้งรู้สึกชื่นชมหญิงชราอย่างจริงใจ  ด้วยเหตุนี้  หนูคะนิ้งจึงตัดสินใจช่วยเหลือหญิงชราด้วยการปันเงินครึ่งหนึ่งที่คุณแม่ให้มาซื้อดอกไม้ อุดหนุนตุ๊กตาสานของหญิงชราผู้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก

หลังจากนั้นไม่นาน  หนูคะนิ้งก็เดินทางมาถึงร้านขายดอกไม้ตามที่ตนเองตั้งใจเอาไว้  แรกทีเดียว หนูคะนิ้งคิดว่าเงินส่วนที่เหลือน่าจะเพียงพอในการซื้อดอกไม้ช่อเล็ก  ๆ ให้คุณยายได้สักช่อ  แต่เนื่องจากในวันนั้นดอกไม้ค่อนข้างจะมีราคาแพง  เงินส่วนที่เหลืออยู่จึงเพียงพอแค่สำหรับการซื้อเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้เท่านั้น

แม้หนูคะนิ้งจะไม่สามารถซื้อดอกไม้ได้ดังที่ใจปรารถนา  แต่เมื่อเจ้าของร้านขายดอกไม้สังเกตเห็นตุ๊กตารูปสัตว์ที่หนูคะนิ้งใส่เอาไว้ในตะกร้า  เจ้าของร้านก็รู้สึกสงสัยว่า หนูคะนิ้งไปเอาตุ๊กตาที่แสนน่ารักนี้มาจากไหน  และเมื่อหนูคะนิ้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าของร้านขายดอกไม้ฟัง  เจ้าของร้านผู้แสนดีก็คิดในใจว่า เขาควรจะทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างกำลังใจให้กับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่มีจิตใจงดงามคนนี้

เจ้าของร้านขายดอกไม้หายเข้าไปที่หลังร้านอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้น เขาก็หยิบถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ออกมาและส่งมันให้กับหนูคะนิ้ง

“ลองปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ดู  ฉันคิดว่าคุณยายของหนูคงจะชอบมัน อ้อ! แล้วก็เลิกกังวลใจได้แล้ว เพราะฉันเชื่อว่า ถ้าหนูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับคุณยายแล้วก็คุณแม่ฟัง  ทุก ๆ คนคงจะภูมิใจในตัวหนู และดีใจมากกว่าการได้รับดอกไม้จากหนูเสียอีก”

จริงอย่างที่เจ้าของร้านขายดอกไม้ว่า เมื่อคุณยายได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากหนูคะนิ้ง  คุณยายก็ดึงตัวหลานเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมอกด้วยความเอ็นดู  นี่คือความงามอันยิ่งใหญ่ ที่งอกงามในจิตใจของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ   ความงามในจิตใจของหลานสาวมีค่ามากกว่าดอกไม้ช่อไหน ๆ ในโลกใบนี้  คุณยายมีความสุขมากและภูมิใจในตัวของหลานสาวมากที่สุด

และในเช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ที่หนูคะนิ้งหว่านเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานก็ค่อย ๆ แทรกตัวขึ้นมาจากพื้นดินในสวนหลังบ้านของคุณยาย  ซึ่งในเวลาต่อมา ต้นอ่อนเหล่านั้นก็เติบโต แล้วผลิดอกออกช่อพร้อมกับส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งสวน

นี่คงเป็นรางวัลแห่งความดีที่เจ้าของร้านขายดอกไม้ตั้งใจที่จะมอบให้แก่คะนิ้ง  และเมื่อหนูคะนิ้งเดินทางกลับบ้านในเย็นวันนั้น   หนูคะนิ้งก็ไม่ลืมที่จะแวะหาเจ้าของร้านขายดอกไม้และมอบตุ๊กตาแสนสวยให้กับเจ้าของร้านขายดอกไม้เพื่อเป็นการขอบคุณ

#นิทานนำบุญ

………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คำแนะนำของตลกหลวง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “คำแนะนำของตลกหลวง” เป็นนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจ คล้าย ๆ กับนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ หากนำมาใช้จริงก็อาจจะเกิดประโยชน์ได้ในวงกว้าง หรืออย่างน้อย แง่คิดในเรื่องความตั้งใจและการร่วมแรงร่วมใจที่มีพลังมากกว่าเงินจำนวนมาก ๆ ก็เป็นแง่มุมที่น่าสนใจสำหรับเด็ก หวังว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง คำแนะนำของตลกหลวง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาณาจักรแห่งหนึ่งปกครองโดยพระราชาผู้รักเด็กสุดหัวใจ

วันหนึ่ง พระราชาทรงทุบกระปุกออมสินของตนเอง แล้วนำเงินในกระปุกจำนวน 200 ล้านเหรียญทองไปปรึกษากับผู้คนในพระราชวัง เพื่อหาวิธีใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนำไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ 

หลังจากที่ข้าราชการได้ฟังความประสงค์ของพระราชา เหล่าข้าราชการจึงเสนอให้พระราชานำเงินทั้งหมดมาสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเมืองหลวง เพราะเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

แต่นักการเมืองเสนอว่า พระราชาควรแบ่งเงินให้แต่ละภูมิภาคเท่า ๆ กัน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กในแต่ละภูมิภาค เพราะเด็ก ๆ จะไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า

ส่วนทหารเสนอว่า หากนำเงิน 200 ล้านเหรียญทองมาหารแบ่งตามจำนวนเมือง เพื่อให้แต่ละ เมืองสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กของตนเอง แบบนี้น่าจะเกิดประโยชน์ทั่วถึงมากที่สุด

หลังจากบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เสนอความคิดเห็นจนครบถ้วน ตลกหลวงก็กล่าวว่า ” วิธีที่ทุกท่านเสนอล้วนน่าสนใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันก็คล้าย ๆ กับโครงการอื่น ๆ คือ แนวคิดดูดี แต่พอลงมือทำทีไร สุดท้าย โครงการก็มักจะไม่สำเร็จ แล้วเงินก็ไม่รู้หายไปไหนหมด” ตลกหลวงยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า   “ในมุมมองของข้าพเจ้า ถ้าเราแบ่งเงินให้ทุกเมือง เมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อให้นำไปทำพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ภายในเวลา 1 ปี  เมื่อครบกำหนด หากเมืองใดสร้างพื้นที่แห่งความสุขได้ดีที่สุดก็จะได้รับรางวัลอีก 100 ล้านเหรียญทอง แบบนี้รับรองว่า ทุกเมืองจะต้องมีพื้นที่แห่งความสุขชั้นยอดเกิดขึ้นแน่ๆ”

พระราชาทรงทึ่งกับข้อเสนอแนะที่ไม่เหมือนใครของตลกหลวง จริงดั่งที่ตลกหลวงพูด หลายโครงการที่มีการปรึกษาหารือกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อลงมือทำ ผลที่ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า ด้วยเหตุนี้ พระราชาจึงตัดสินใจทำตามแนวความคิดของตลกหลวงทันที

แม้ผู้คนในพระราชวังจะไม่มั่นใจในความคิดอันแปลกประหลาดของตลกหลวง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านการตัดสินใจของพระราชา ดังนั้น เมืองต่าง ๆ  จึงได้รับเงินจากพระราชาในการสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง โดยมีเงินอีก 100 ล้านเหรียญทองเป็นรางวัลล่อใจ

เมื่อผู้คนในเมืองต่าง ๆ ได้ทราบถึงรางวัล 100 ล้านเหรียญทอง ชาวเมืองทุกคนจึงพร้อมใจกันสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กที่ดีที่สุดเพื่อชิงรางวัลอันมีค่ามหาศาล ชาวเมืองทั้งหลายสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั้งในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, ห้องสมุด, สนามกีฬา ฯลฯ ซึ่งแต่ละเมืองก็พยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเอง และสอบถามความชอบของเด็กเพื่อสร้างให้ถูกใจเด็ก ๆ มากที่สุด ที่สำคัญ เมื่อเงิน 1 ล้านเหรียญทองเริ่มร่อยหรอ ชาวเมืองทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำเงินส่วนตัวมาสมทบเพื่อทำให้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ในเมืองของตนมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

หนึ่งปีผ่านไป  เมืองทุก ๆ เมืองจึงมีพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ที่โดดเด่นกันโดยถ้วนหน้า  ครั้นเมื่อพระราชา พาตัวแทนชาวเมืองต่าง ๆ ไปดูพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรเพื่อลงคะแนนตัดสิน  ทุกคนก็รู้สึกคล้าย ๆ กันว่า การตัดสินเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ เมื่อมีเงินทุนจำนวนหนึ่ง บวกเข้ากับการร่วมแรงร่วมใจกัน  แม้เงินทุนอาจไม่มาก แต่พวกเขามั่นใจว่า พวกเขาจะต้องสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่เมืองของตนเองได้อย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อพระราชาขอให้ตัวแทนชาวเมืองตัดสินใจว่าควรมอบเงิน 100 ล้านเหรียญทองให้แก่เมืองใดดี  ตัวแทนของชาวเมืองจึงกราบทูลพระราชาว่า “หากพระองค์ไม่ว่าอะไร พวกเราอยากแบ่งเงินรางวัลกันเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อนำเงินไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับคนชราบ้าง เพราะพวกเราเชื่อว่า  เมื่อเราสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับเด็กจากเงินเท่านี้ได้ เราก็ต้องสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับผู้สูงอายุได้เช่นกัน”

พระราชาทรงยิ้มเมื่อได้ฟังคำขอจากตัวแทนของชาวเมือง  เมื่อชาวเมืองเชื่อในพลังของตนเอง  พระองค์จึงไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้าน 

หนึ่งปีหลังจากนั้น  ชาวเมืองก็สร้างสิ่งที่พวกเขาตั้งใจได้สำเร็จ. ส่วนพระราชาก็ทรงปูนบำเหน็จให้แก่ตลกหลวงที่เสนอแนะวิธีที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว ยังได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับผู้สูงอายุ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้คนในอาณาจักรได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แก๊งจ๊ะเอ๋

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “แก๊งจ๊ะเอ๋” เป็นนิทานที่ใช้คำคล้องจอง มีท่วงทำนองในการเล่าเรื่อง เวลาอ่าน ถ้าอ่านออกเสียงจะสนุกกว่าการอ่านในใจ และถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่าน โดยเว้นคำว่า “จ๊ะเอ๋” ที่ท้ายประโยค ให้เด็ก ๆ เป็นคนพูด ก็คงทำให้การเล่านิทานสนุกขึ้น ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง แก๊งจ๊ะเอ๋

ฉันเป็นพี่            นี่คือน้อง

เราทั้งสอง          ชอบเล่นจ๊ะเอ๋

ในวันว่าง           เราชอบไป

หลังพุ่มไม้          เพื่อซุ่มจ๊ะเอ๋

หมาเดินมา        ต้องสะดุ้ง

เมื่อเราพุ่ง          ออกไปจ๊ะเอ๋

แมวเดินผ่าน      ตอนเผลอ ๆ

เป็นต้องเจอ       พวกเราจ๊ะเอ๋

ไก่กุ๊ก ๆ             ไข่แทบไหล

เพราะตกใจ       เจอเราจ๊ะเอ๋

เด็ก, ผู้ใหญ่        แก่หรือท้อง

ทุกคนร้อง          เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

หลายคนเตือน    หลายคนว่า

เรายังซ่า            ที่ได้จ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           สอนจนเบื่อ

เราไม่เชื่อ           ยังคงจ๊ะเอ๋

เย็นวันหนึ่ง         เรากลับบ้าน

แสนสำราญ       หลังเล่นจ๊ะเอ๋

ตอนเดินผ่าน      แนวพุ่มไม้

ไม่รู้ใคร              โผล่มาจ๊ะเอ๋

เราตกใจ            จนฉี่ราด

ใจแทบขาด        เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

พอได้เจอ           กับตัวเอง

จึงกลัวเกรง        การเล่นจ๊ะเอ๋

หากพลาดพลั้ง   อันตราย

หัวใจวาย           เพราะโดนจ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           อยากสั่งสอน

ให้สังวรณ์          ยามเล่นจ้ะเอ๋

นับแต่นี้             ฉันกับน้อง

จะตรึกตรอง       ก่อนเล่นจ๊ะเอ๋

ไม่แกล้งใคร       อีกแล้วจ้า

ขอสัญญา          จ๊ะเอ๋ จ๊ะเอ๋

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, สาระน่ารู้

นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา

โครงการหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” เป็นโครงการทำหนังสืออีบุ๊ก (ebook) ที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ทำ!

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ผมลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมได้เขียนชี้แจงเอาไว้ในคำนำของหนังสือแล้ว (ซึ่งพี่ ๆ น้อง ๆ เตือนว่า มันดูแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ผมยืนยันว่า ผมอยากจะคงมันไว้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของผม)

ส่วนเหตุผลอีกข้อ เป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก บ้านของผมอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งหมายความว่าผมควรเก็บตัวอยู่ในบ้านให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ผมคิดว่า ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิต และยังไปไหนไม่ได้ ผมควรนั่งลง แล้วถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญมากที่สุดออกมาเป็นอีบุ๊ก ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับผม อย่างน้อยผมก็ยังได้ถ่ายทอดสิ่งที่ผมรู้จริง ๆ เอาไว้ให้โลก (ดีกว่าจากไปอย่างไร้ค่า)

เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตั้งใจเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะนักแต่งนิทานอาชีพ โดยเริ่มจากการวางโครงเรื่องของหนังสือ แล้วตะลุยเขียนเนื้อหาไปทีละบท แบบสุดพลังและทำงานแข่งกับเวลา (เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดโควิดและหมดเวลาเขียนในวันไหน)

ความกดดันที่ผมสร้างให้ตัวเอง ทำให้ผมตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ (พยายามขุดทุกอย่างในความทรงจำออกมาเล่า) ทำเหมือนเป็นงานชิ้นสำคัญที่อยากฝากเอาไว้เป็นผลงานชีวิต (ซึ่งปกติ ผมจะมีผลงานเฉพาะหนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็ก หนังสือกิจกรรมสำหรับเด็ก แต่ยังไม่เคยเขียนหนังสือแนวให้ความรู้เลย)

ผมลุยเขียนหนังสือเล่มนี้ตามแผนที่วางไว้ แต่ระหว่างเขียน ก็มีการต่อเติมเพิ่มบทและเพิ่มเนื้อหาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทานในแบบของผมได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ (จาก 5 บท กลายเป็น 8 บท)

ในขณะเดียวกัน ผมได้คัดนิทานที่ตัวเองแต่งและชอบมากเป็นพิเศษมาแทรกไว้เป็นตัวอย่างตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้หนังสือไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอมากขึ้น ซึ่งจากการทดลองให้พี่น้องของผมอ่าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บทแรก ๆ ของหนังสือมีเนื้อหาเชิงวิชาการมากไปหน่อย แต่อ่านแล้วได้ประโยชน์ดี ส่วนบทต่อ ๆ มาที่มีการนำนิทานมาแทรกเป็นตัวอย่าง ทำให้การอ่านสนุกมากขึ้น ลื่นไหลมากขึ้น แถมนิทานบางเรื่องยังซาบซึ้งมาก ทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเบื่อเลย”

ในส่วนของนิทานที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมต้องแจ้งให้ผู้ที่สนใจทราบก่อนว่า นิทานเกือบทั้งหมดเป็นนิทานที่ผมได้นำมาลงให้อ่านแล้วในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ในหนังสืออีบุ้กเล่มนี้ ผมได้เล่าถึงที่มาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมถึงวิธีที่ผมใช้ในการแต่งนิทานเรื่องนั้น ๆ ซึ่งคนที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า “สนุกและมีประโยชน์ดี”

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า หนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือรวมนิทานที่ใช้อ่านเพื่อความบันเทิง (แต่เป็นหนังสือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งนิทานที่อ่านได้เพลิน ๆ) และเป็นหนังสือที่ผู้อ่านควรโตกว่าชั้นประถม (ยกเว้นผู้อ่านเป็นเด็กที่สนใจในการแต่งนิทานเป็นพิเศษ) ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ ผมจึงอยากให้พิจารณาดูตามความเหมาะสม ไม่อยากให้เสียเงินซื้อด้วยความเข้าใจผิดครับ

นอกจากนี้ ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ผมได้ขอให้น้องชาย (คุณชัยวิทย์ ชัยสิงหาญ) ช่วยเข้ามาเป็นแอดมินผู้ดูแลโครงการ โดยให้ผู้ที่สนใจติดต่อคุณชัยวิทย์ผ่านทางไลน์ เพื่อสอบถามหรือขอหมายเลขบัญชีในการโอนเงิน เมื่อโอนแล้ว ต้องส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมอีเมลของตัวเอง เพื่อให้แอดมินส่งอีบุ๊ก ในรูปแบบของไฟล์ pdf ไปให้ทางอีเมล

ท้ายสุด หากการจัดทำอีบุ๊กเล่มแรกนี้มีสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ขอน้อมรับคำแนะนำต่าง ๆ จากผู้อ่านด้วยความขอบคุณ เพราะปกติแล้ว ผมไม่เคยอ่านอีบุ๊กเลย การทำอีบุ๊กครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาวิธีการจัดรูปเล่มจากยูทูบและทดลองทำด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ผมหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทาน รวมถึงผู้ที่อยากรู้เรื่องราวการแต่งนิทานของนักเขียนนิทานคนหนึ่งที่ชื่อว่า “นำบุญ” ได้รับประโยชน์และความเพลิดเพลินจากการอ่านตามสมควร ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนผลงานของผมมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

หมายเหตุ : อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่กำลังจะต้องทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ชื่อ “กล่องนักคิด” ทางช่องไทยพีบีเอส

ในตอนนั้น ผมทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟ (ผู้คิดรายการ) คนเขียนบท และพิธีกรของรายการ ช่วงที่คิดรูปแบบรายการ ผมนำหุ่นไม้ที่เคยทำไว้สมัยไปเรียนที่ประเทศสวีเดน มานำเสนอให้รุ่นพี่เจ้าของรายการพิจารณาว่า หุ่นรูปร่างคล้ายตัวต่อแปลนทอยหรือเลโก้แบบนี้ เหมาะที่จะนำมาทำเป็นหุ่นแมสคอต ( mascot) ประจำรายการหรือไม่ เมื่อรุ่นพี่เจ้าของรายการตกลง ผมจึงส่งรูปหุ่นที่เคยทำไว้ให้ทีมงานนำไปออกแบบเป็นหุ่นแมสคอต ส่วนตัวผมก็นำหุ่นไม้ที่ตัวเองทำไว้มาแต่งเป็นนิทานและลงรูปหุ่นไม้ไว้ในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อยืนยันว่าผมเป็นคนออกแบบหุ่นรูปร่างแปลก ๆ ตัวนี้ด้วยตนเอง

แม้นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย จะมีที่มาแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้น่าจะถูกใจผู้อ่านบางคนแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่รักหุ่นเหมือนกับผม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว   มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักเด็กมาก  ความฝันสูงสุดในชีวิตของเขาคือการได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ   ด้วยเหตุนี้  เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปรอบโลก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของเล่น, ขนม, เกมและสิ่งต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ โดยหวังจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขามีความสุข

ชายหนุ่มรอนแรมไปยังทุกถิ่นที่ ทั้งในเขตเมือง, ป่าเขา, ทะเลทราย รวมทั้งดินแดนที่ยากแก่การเข้าถึง  ซึ่งตลอดการเดินทาง เขาได้จดเรื่องราวที่ผู้คนบอกเล่าให้ฟังเอาไว้มากมาย  หนำซ้ำ เขายังถ่ายรูปขนมต่าง ๆ ,การละเล่น และซื้อหาของเล่น เก็บใส่ถุงแล้วแบกเดินทางไปด้วย จนถุงใส่ของเล่นของเขาค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นถึงขนาดที่ทำให้เขาก้าวเท้าเดินทางต่อไปแทบไม่ไหว 

วันหนึ่ง ในขณะที่ชายหนุ่มเดินแบกถุงใส่ของเล่นและข้าวของต่าง ๆ ผ่านกระโจมที่พักของชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของโลกอันหนาวเหน็บ   ชายหนุ่มได้พบเด็กน้อยสามพี่น้องนั่งผิงไฟรอพ่อแม่กลับจากหาอาหารอยู่ที่หน้ากระโจมที่พัก  เด็กทั้งสามท้องร้องจ๊อก ๆ ด้วยความหิว  ชายหนุ่มสงสารเด็ก ๆ มาก เขาจึงมอบขนมปังทั้งหมดที่เตรียมไว้เป็นเสบียงให้แก่เด็ก ๆ แล้วรีบเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินและก่อนที่เขาจะหิวจนไม่มีแรงเดินต่อ

ในขณะที่ชายหนุ่มเดินทางมาได้สักพัก  เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนวิ่งตามมา  เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปดู  เขาก็พบว่าเด็กน้อยสามพี่น้องพากันวิ่งตรงมาหาเขา  เมื่อเด็ก ๆ วิ่งมาถึงที่ ๆ เขายืนอยู่  เด็ก ๆ ก็นำหุ่นตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาทำขึ้นมามอบให้แก่ชายหนุ่มแทนคำขอบคุณ หุ่นตัวน้อยของเด็ก ๆ มีหัว, ตัวและมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า มีจมูกยาวทรงกระบอก, มีตากลม ๆ อยู่ข้างจมูกดูบ้องแบ๊ว  แม้หุ่นตัวน้อยจะไม่มีปาก  แต่มันก็ดูน่ารักมากและทำให้ชายหนุ่มชื่นใจที่ได้เห็น

เมื่อชายหนุ่มอำลาจากเด็ก ๆ  แล้วเข้าพักในโรงแรม  ชายหนุ่มพบว่า ตอนนี้เขาเหลือเงินในการเดินทางเพียงแค่น้อยนิด  ที่สำคัญคือ เขามีเงินไม่พอที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

คืนวันนั้น  ชายหนุ่มเครียดมาก เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินเป็นค่าเดินทางกลับบ้านได้อย่างไร ชายหนุ่มกังวลจนนอนหลับฝันร้าย  แต่ในขณะที่ชายหนุ่มนอนหลับอยู่นั้น  เจ้าหุ่นตัวน้อยที่เด็ก ๆ มอบให้เป็นของขวัญก็ค่อย ๆ กระดุกกระดิกตัว  แล้วกระโดดออกมาจากถุงใส่ของเล่นเพื่อทำสิ่งที่ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคาดไม่ถึง

สิ่งที่เจ้าหุ่นตัวน้อยทำก็คือการดัดแปลงกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มให้กลายเป็นโรงละครหุ่นขนาดเล็ก แล้วนำถุงเท้ากับผ้าพันคอของชายหนุ่มมาทำเป็นหุ่นในรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อให้ชายหนุ่มใช้เร่แสดงหารายได้เป็นทุนเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เขาแปลกใจมากที่เห็นโรงละครหุ่นกับตัวหุ่นมากมายตั้งอยู่บนพื้นห้อง  แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ การที่เขาได้เห็นเจ้าหุ่นตัวน้อยกล่าวทักทายเขา พร้อมกับแนะนำตัวว่ามันชื่อ “บ๊อกซ์บ๊อกซ์” เป็นหุ่นที่ชาวเผ่าเร่ร่อนเนรมิตขึ้นเพื่อให้มาเป็นผู้ช่วยของคนที่มีจิตใจดีงาม 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง  เมื่อเจ้าหุ่นชวนเขาไปแสดงละครหุ่นเพื่อหาเงินกลับบ้าน  ชายหนุ่มก็ทำตามอย่างงง ๆ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหลือเชื่อเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดได้เฉพาะในความฝัน

เมื่อชายหนุ่มเปิดการแสดงละครหุ่นที่ริมถนน  แม้ชายหนุ่มจะเชิดหุ่นที่ทำจากถุงเท้าและผ้าพันคอได้ไม่เก่งนัก  แต่เจ้าบ๊อกซ์บ๊อกซ์ก็ช่วยเข้าไปร่วมแสดงด้วย (โดยไม่มีคนเชิด) ซึ่งทำให้คนดูเพลิดเพลินและรู้สึกว่าการแสดงมีชีวิตชีวายิ่งกว่าการแสดงของมืออาชีพ  เย็นวันนั้น ชายหนุ่มจึงได้เงินจากการแสดงมากมายอย่างที่เขาคาดไม่ถึง   นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจให้ร่วมทุนจัดการแสดงเก็บเงินไปทั่วประเทศ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนชายหนุ่มแทบจะตั้งตัวไม่ทัน  แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็ตัดสินใจปฏิเสธคำเชิญของนักธุรกิจคนนั้น  โดยเลือกที่จะเก็บข้าวของ รวมทั้งหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์  แล้วออกเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาทันที

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศของเขา  ชายหนุ่มก็ปรึกษากับบ๊อกซ์บ๊อกซ์ว่าเขาอยากทำรายการโทรทัศน์สนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขาได้ดูอย่างมีความสุข  บ๊อกซ์บ๊อกซ์เห็นด้วย  ทั้งคู่จึงหารือกันแล้วลงมือทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กไปเสนอให้สถานีโทรทัศน์พิจารณา

ไม่นานนัก  ชายหนุ่มก็ได้ทำรายการโทรทัศน์สร้างความสุขให้เด็ก ๆ สมดังที่เขาปรารถนา โดยมีเจ้าหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์คอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่  

ในที่สุด ความฝันของชายหนุ่มผู้รักเด็กก็เป็นจริง  เขาได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ มากมาย และได้รับจดหมายจากเด็ก ๆ ที่เฝ้าดูรายการของเขาอย่างมีความสุข….จากทั่วทุกสารทิศ 

#นิทานนำบุญ

……………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเด็กน้อย : ทำหมันแมว

เมื่อวันอาทตย์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความจากคุณแม่ของน้อง วรินรำไพ จริเกษม หรือน้องฮานะ ทักถามเรื่องหนังสือนิทานว่ายังมีนิทานเหลือพอจะแบ่งขายให้ได้ไหม หลังจากนั้น คุณแม่เล่าเรื่องน้องฮานะให้ฟังและส่งนิทานที่น้องฮานะแต่ง (แต่งตอนป.1) มาให้ดู

นิทานที่น้องฮานะแต่ง มีเนื้อเรื่องและภาพวาดที่น่ารักมาก ผมชอบมุมมองแบบเด็ก ๆ ที่ “สดใส” และทำให้คาดเดาได้ว่า เหตุการณ์แบบในเรื่องอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะมันมีชีวิตชีวาจนทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ ที่สำคัญ เมื่อผมดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น้องฮานะแอบใส่ไว้ในภาพวาด (ซึ่งมีคุณแม่ช่วยประกอบภาพให้นิดหน่อย) ผมก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น

ในมุมมองของผม ผลงานที่ลูกกับแม่ทำด้วยกันเป็นงานที่มีคุณค่ามาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเอ่ยปากขออนุญาตคุณแม่ในการนำผลงานของน้องฮานะมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (ลิขสิทธิ์เป็นของน้องฮานะ) และแอบทำคลิปเพื่อให้ทุกคนได้ดูในอีกรูปแบบหนึ่ง (คลิปมี 2 แบบ คือแบบมีเสียงเล่า และแบบมีแต่เสียงดนตรี)

หวังว่าผลงานของน้องฮานะเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข เชิญรับชมผลงานของเด็กน้อยที่น่ารักคนนี้ได้เลยนะครับ

เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” แบบมีเสียงบรรยาย
เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” ฉบับมีแต่ดนตรีประกอบ

ถ้าครอบครัวไหนอยากนำผลงานของเด็ก ๆ มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญก็สามารถส่งมาได้นะครับ ผมจะช่วยดูแลและจัดการให้ เชื่อว่าเด็ก ๆ จะมีกำลังใจและเกิดความมั่นใจในการทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปมากขึ้นครับ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ขนมสายรุ้ง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” มีที่มาแปลกมาก ๆ กล่าวคือ ในปีนั้น (นานมาแล้ว) ผมไปเยี่ยมพ่อครูมาลา คำจันทร์ ที่เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าผมต้องนั่งรถสองแถวจากตัวเมือง เพื่อไปยังบ้านของพ่อครูที่อยู่ต่างอำเภอ ก่อนขึ้นรถ ผมคิดว่าผมควรหาอะไรไปฝากพ่อครูสักนิด จึงตัดสินใจซื้อขนมไทยจากร้านแถวท่ารถติดมือไปด้วย พอซื้อขนมเสร็จ ก็ขึ้นรถ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ขนมที่ซื้อไปน่ากินทุกอย่างเลย (เป็นขนมไทยของภาคเหนือที่ผมไม่เคยชิม) ถ้าให้พ่อครูไป แล้วผมจะรู้รสชาติของขนมเหล่านี้ได้อย่างไร! ความตะกละในตอนนั้น จุดประกายให้ผมคิดนิทานออกมาได้เรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็คือนิทานเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” ที่นำมาให้อ่านกันในวันนี้ นิทานเรื่องนี้แต่งขณะนั่งในรถสองแถว พอถึงจุดหมาย ผมก็แต่งนิทานเสร็จพอดี นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานก่อนนอนที่ค่อนข้างสั้น กระชับ แต่เชื่อว่าข้อคิดที่ซ่อนไว้ในนิทานน่าจะทำให้คนอ่านหิวขนม เอ้ย..ได้รับประโยชน์บ้างตามสมควร

นิทานเรื่อง ขนมสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน  เด็กผู้ชายมีชื่อว่า “เกาลัด”  ส่วนเด็กผู้หญิงมีชื่อว่า “มะลิ”  วันหนึ่ง เกาลัดจะไปหามะลิที่บ้าน  เขาจึงแวะซื้อขนมที่ร้านของป้าฉลวย

ร้านป้าฉลวยมีขนมเหลืออยู่แค่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นขนมสีสวยเหมือนสายรุ้ง ส่วนอีกชิ้นเป็นขนมสีดำคล้ายทำจากถั่ว  เกาลัดซื้อขนมมาทั้งสองชิ้น  เขาอยากกินขนมสายรุ้ง  ส่วนขนมสีดำเขาจะนำไปฝากมะลิ

เมื่อเกาลัดไปถึงบ้านของมะลิ เกาลัดยิ้มแล้วบอกว่า “มีขนมแสนอร่อยมาฝากจ้า”

มะลิดีใจ เพราะใคร ๆ ก็ชอบกินขนม  ครั้นเมื่อเกาลัดวางขนมบนโต๊ะ มะลิก็หยิบขนมสายรุ้งมาดูใกล้ ๆ  “ขนมชิ้นนี้สีสวยน่ากินจัง ขอบใจมาก ๆ ที่ซื้อมาฝาก”

เกาลัดอ้ำอึ้งอยู่สักพัก จากนั้น เขาก็พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าว่า “เอ่อ…ขนมสีดำน่าจะทำจากถั่ว มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ยูเรนัส เนปจูน พลูโต … มันมีประโยชน์กับเธอนะ เธอกินขนมสีดำดีกว่า ส่วนฉันจะกินขนมสายรุ้งเอง” 

เมื่อมะลิได้ฟังเกาลัดโม้และมั่ว มะลิก็เริ่มงอนแล้วตัดพ้อว่า “แต่ฉันอยากกินขนมสายรุ้งนี่นา นี่เธอซื้อขนมมาฝากตัวเองหรือซื้อมาฝากฉันกันแน่?”

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ เด็กทั้งสองได้แต่มองขนม…หน้างอหน้าหงิก  เกาลัดกับมะลิอยากกินขนมสายรุ้งเหมือนกัน แต่มีขนมสายรุ้งอยู่แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น   

ในขณะที่เพื่อนรักทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไร จู่ ๆ เด็ก ๆ ก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังมาจากที่โต๊ะ 

“แบ่งกันกินคนละครึ่งชิ้นสิจ๊ะ”  ขนมสายรุ้งพูด  

“ใช่แล้ว ถ้าแบ่งกันกินก็ได้ชิมทั้ง 2 รสชาติเลยนะ” ขนมสีดำบอก

เมื่อเด็กทั้งสองได้ฟัง  ทั้งคู่จึงแบ่งขนมกันคนละครึ่งชิ้น  ขนมสายรุ้งอร่อย แต่ขนมสีดำอร่อยมากกว่า ถ้าเด็ก ๆ ไม่แบ่งขนมกันกิน คงไม่มีโอกาสได้รู้รสชาติอร่อย ๆ ของขนมทั้งสองชิ้นแน่ ๆ

  “การแบ่งปันนี่ดีจัง” มะลิคิด  

 “การแบ่งปันนี่ดีจริง” เกาลัดคิด

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ  เด็กทั้งสองกินขนม, ส่งยิ้มให้กัน พร้อมกับหัวเราะในใจเสียงดัง “คิก ๆ ๆ ๆ”

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

ในมุมมองของผู้ใหญ่ สัตว์ที่พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ ชอบ มักจะเป็นสัตว์น่ารัก ๆ ชนิดต่าง ๆ เช่น กระต่าย กระรอก หมีแพนด้า ฯลฯ แต่ในช่วงที่ผมได้ดูแลหลานตัวน้อย ผมสังเกตเห็นว่า สัตว์ที่ดึงดูดความสนใจของหลานได้อย่างอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า “จระเข้”

หลังจากที่ผมได้แต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์น่ารัก ๆ มาสักระยะ วันหนึ่ง ผมจึงคิดอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้บ้าง แต่การแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (เพราะตัวเองไม่ชอบจระเข้) ผมคิดอยู่นาน ในที่สุด ก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจผู้อ่านบางคนบ้างนะครับ

                                           นิทาน แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีไข่ฟองหนึ่งลอยมาตามสายน้ำอย่างไร้จุดหมาย โชคดีเหลือเกินมีแม่ไก่ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า มันจึงเก็บไข่ฟองนั้นขึ้นจากน้ำ แล้วนำไข่กลับไปฟักที่บ้านของมัน

ไข่ที่แม่ไก่เก็บมาฟักเป็นไข่สีขาวฟองใหญ่ แม้แม่ไก่จะไม่รู้ว่าไข่ฟองนั้นเป็นไข่ของใคร แต่มันก็เต็มใจที่จะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในไข่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก

แม่ไก่อดทนนั่งฟักไข่ฟองใหญ่อยู่นานหลายต่อหลายคืน ในที่สุด…เปลือกไข่ฟองใหญ่ก็ค่อย ๆ ปริออก แล้วเจ้าจระเข้ตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับส่งเสียงทักแม่ไก่ว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า”

ใช่แล้ว…ไข่ฟองใหญ่ก็คือไข่ของจระเข้ (ศัตรูที่ไก่ทุกตัวทั้งกลัวทั้งเกลียด) เมื่อเพื่อน ๆ ของแม่ไก่รู้ข่าว พวกมันจึงพากันมาหาแม่ไก่ แล้วพยายามขับไล่เจ้าจระเข้ตัวน้อยให้ไปอยู่เสียที่อื่น

แม่ไก่เชื่อว่าไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ชอบลูกจระเข้ แม่ไก่จึงยอมพาเจ้าจระเข้ตัวน้อยออกจากฝูงไก่ โดยตั้งใจที่จะสอนให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยมีนิสัยแสนน่ารัก จนไก่ทุกตัวต้องยอมให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยเข้ามาอยู่ร่วมฝูงด้วย

เจ้าจระเข้ตัวน้อยรักแม่ไก่มาก มันจึงเชื่อฟังและทำตามที่แม่ไก่สอนทุกอย่าง ฝ่ายแม่ไก่เองก็รักเจ้าจระเข้มาก มันจึงพร่ำสอนสิ่งดี ๆ ให้แก่เจ้าจระเข้ตัวน้อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แม้เจ้าจระเข้ตัวน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นจระเข้แสนดีสมดังที่แม่ไก่อบรมบ่มนิสัย แต่ไก่ทั้งหลายก็ยังคงมีอคติต่อเจ้าจระเข้อย่างไม่แปรเปลี่ยน และยิ่งเจ้าจระเข้เติบโตมากขึ้นเท่าไร พวกไก่ก็ยิ่งหวาดกลัวเจ้าจระเข้มากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด เจ้าจระเข้ก็เริ่มท้อและตัดสินใจขอแยกไปอยู่ในหนองน้ำตามลำพัง เพื่อให้แม่ไก่ได้กลับไปอยู่กับเพื่อน ๆ และเพื่อให้ไก่ทั้งหลายไม่ต้องหวาดระแวงมันอีกต่อไป

แม่ไก่เสียใจมากที่ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ยอมรับเจ้าจระเข้ดังที่มันหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้แม่ไก่จะกลับมาอยู่ร่วมกับไก่ตัวอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็มักจะแอบไปหาและปลอบใจเจ้าจระเข้ตัวน้อยอยู่เสมอ ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในขณะที่ไก่ทุกตัวกำลังนอนหลับ จู่ ๆ สายฝน ก็เริ่มโปรยปรายลงมา และฝนก็ตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฝนตกหนักมาก ๆ เข้า น้ำฝนก็ท่วมพื้นดินจนไก่ทั้งหมดต้องหลบขึ้นไปอยู่ในที่สูง แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ระดับน้ำจึงค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ จนไก่ทั้งหลายจวนเจียนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ!

ในขณะที่ไก่ทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด พวกไก่กลับต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีซุงท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาให้พุ่งตรงมาทางที่พวกมันอยู่

ไก่บางตัวส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ไก่บางตัวหลับตาปี๋ แต่เมื่อท่อนซุงลอยเข้ามาใกล้ พวกไก่ก็พากันแปลกใจ จนบางตัวถึงกับอ้าปากค้าง

ท่อนซุงที่พวกไก่เห็น…แท้จริงแล้วก็คือเจ้าจระเข้ตัวน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นจระเข้ตัวใหญ่ เมื่อเจ้าจระเข้เห็นว่าพวกไก่กำลังลำบาก มันจึงตั้งใจว่ายน้ำตรงเข้ามาช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อไก่ทั้งหลายค่อยคลายความตกใจลงไปบ้าง เจ้าจระเข้ก็เชิญให้ไก่ทุกตัวรีบหนีน้ำขึ้นไปยืนบนหลังของมัน จากนั้น มันก็พาไก่ทั้งหมดล่องตามน้ำไปยังที่ที่ปลอดภัย

หลังฝนตก สายรุ้งก็โผล่ขึ้นมาสร้างสีสันให้แก่ท้องฟ้า ไก่ทุกตัวกล่าวขอบคุณเจ้าจระเข้ที่ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต และทั้งหมดก็พากันขอโทษที่มองเจ้าจระเข้ผิดมาโดยตลอด

แม่ไก่ดีใจที่เจ้าจระเข้ได้รับการยอมรับจากไก่ทุก ๆ ตัว และแล้ว…เจ้าจระเข้ก็ได้อยู่ร่วมกับไก่ทั้งหลาย รวมทั้งแม่ไก่ใจดีที่มันรักมากที่สุดในโลก

#นิทานนำบุญ