Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

คำว่า “ความเท่าเทียม” เป็นคำที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ยินมานาน ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด คือสมัยที่ได้ฟังเพลง “สองเราเท่ากัน” ของเรวัต พุทธินันทน์ ที่พูดถึงความเท่าเทียมของผู้ชายผู้หญิงที่ควรก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในโลกของเด็ก คำว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้มีความหมายแบบในโลกของผู้ใหญ่ เด็กรู้จักการแบ่งขนมให้เท่า ๆ กัน แบ่งของเล่นให้เท่า ๆ กัน แต่ถ้าแบ่งแล้วไม่เป๊ะ ก็มองข้ามได้ เพราะแทนที่จะมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ สู้กินขนมให้เสร็จ ยิ้มให้กัน แล้วไปเล่นกันต่อดีกว่า มิตรภาพในป่าเท่าเทียมเป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งไว้ราว 10 ปีแล้ว แต่ข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลาย ๆ คน

นิทานเรื่อง มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่าเป็นเพื่อนกัน

ลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่า เกิดในป่าเท่าเทียม ซึ่งทุกสิ่งทุกทุกอย่างในป่าแห่งนี้มีขนาดที่เท่า ๆ กันไปหมด  ส่วนนกน้อยเพิ่งเดินทางเข้ามาในป่าได้ไม่นาน และเพิ่งเป็นเพื่อนกับลูกสัตว์ทั้งสามได้เพียงไม่กี่วัน มันจึงมีขนาดตัวที่แตกต่างจากเพื่อน ๆ และแตกต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างในป่าเท่าเทียม จนเพื่อนทั้งสามคิดว่าคงต้องหาทางช่วยให้นกน้อย “เหมือน” กับทุก ๆ สิ่งในป่าโดยเร็วที่สุด

ลูกเต่ายิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ฉันจะหาอาหารที่มีขนาดเท่ากับตัวฉัน มาให้เธอกินนะ เธอก็แค่กิน ๆ ๆ กินจนกว่าจะตัวโตเท่ากับฉัน  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกกระต่ายยิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ส่วนฉันจะฝึกให้เธอกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ๆ ผ่านป่าที่ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน มีขนาดเท่ากับตัวฉัน ฉันจะฝึกให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงและค่อย ๆ เติบโตจนมีขนาดตัวเท่ากับฉันให้ได้  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกช้างอมยิ้มแล้วพูดขึ้นบ้างว่า “ถ้าสองวิธีแรกไม่ได้ผล ฉันจะใช้งวงจุ๊บที่ปากของเธอ แล้วเป่าลมปู้ด ๆ ๆ ๆ ให้เธอพองลมจนตัวโตเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างในป่า พวกเรารักเธอมากนะ สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

นกน้อยฟังเพื่อน ๆ พูดจนจบ   มันครุ่นคิดอยู่สักพัก  แล้วมันก็ถามเพื่อน ๆ ว่า “เอ่อ.. ฉันอยากรู้จัง ที่พวกเธอยอมรับให้ฉันเป็นเพื่อน  พวกเธอชอบฉันที่ตรงไหนกันเหรอจ๊ะ”

ลูกเต่ารีบตอบทันทีว่า “ฉันชอบที่เธอให้เกียรติและเอ่ยปากขอเป็นเพื่อนกับพวกเราก่อนยังไงล่ะ มันทำให้รู้สึกดีจริง ๆ เลยนะ”

ลูกกระต่ายคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอพูด  เธอพูดเพราะ ฟังแล้วสบายใจ”

ส่วนลูกช้างตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอร้องเพลงนะ  ฟังทีไร เพลินทุกทีเลยล่ะ”

นกน้อยฟังคำตอบของเพื่อน ๆ แล้วก็ยิ้ม  จากนั้น มันก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่า “ถ้าพวกเธอรับฉันเป็นเพื่อนโดยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดร่างกายของฉัน ฉันอยากจะขอเป็นตัวเองแบบนี้ต่อไปจะได้ไหม เพราะฉันก็ชอบพวกเธออย่างที่พวกเธอเป็นเหมือนกันนะจ๊ะ”

คำพูดของนกน้อยทำให้ลูกสัตว์ทั้งสามได้คิด 

การเปลี่ยนให้เพื่อนมีขนาดตัวเหมือนเราไม่ใช่สิ่งที่เท่าเทียมกันเลย  แต่การรักและให้เกียรติเพื่อนอย่างเท่าเทียมกับที่เพื่อนรักและให้เกียรติเราต่างหาก  ที่เป็นความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ลูกสัตว์ทั้งสามตัวขอโทษนกน้อยที่คิดจะเปลี่ยนเพื่อนรักให้เป็นอย่างที่ตนเองอยากให้เป็น แทนที่จะยอมรับในสิ่งที่เพื่อนเป็นอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลูกสัตว์ทั้งสี่ปรับความเข้าใจจนตรงกัน  มิตรภาพของพวกมันจึงราบรื่น

และแล้ว ลูกช้าง, ลูกกระต่าย, ลูกเต่าและนกน้อยก็คบหาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” เป็นนิทานแนวนิทานสระ หรือนิทานตลก ๆ ก่อนนอนที่อาจใช้เป็นนิทานสอนอ่าน สำหรับให้เด็กได้ฝึกอ่านภาษาไทย แม้คำศัพท์ในนิทานเรื่องนี้อาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อเด็ก ๆ ได้ฟังนิทานหลาย ๆ ครั้งและเข้าใจความหมายของคำมากขึ้นแล้ว เมื่อต้องอ่านเอง ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นคำคล้องจองซึ่งลงท้ายด้วยสระอุทั้งหมด ก็น่าจะทำให้เด็ก ๆ คาดเดาคำที่อ่านได้ไม่ยากเกินไปนัก หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชื่นชอบนะครับ

นิทานเรื่อง เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

เรื่องจริง…ไม่ใช่เรื่องกุ

มีเด็กน้อยชื่อว่า ‘วสุ’

เป็นเด็กหน้าตาคิขุ

อาศัยอยู่ที่เกาะทะลุ

ในวันแดดร้อนระอุ

เด็กน้อยมักไปนอนอุตุ

หลบแดดที่เพิงผุผุ

ตรงชายหาดใกล้บ่อน้ำพุ

วันหนึ่ง มีฝูงวัตถุ

คลานมาหาเด็กชายวสุ

พวกมันคือเต่าตนุ

ตัวนิดเดียวแต่ดูอ้วนตุ๊

วสุถามเต่าตนุ

“มาจากไหนโปรดจงระบุ”

พวกเต่าบอกเด็กคิขุ

“ช่วยเราด้วย สาธุ…สาธุ…

พวกเราเจอยักษ์ยอดดุ

เขี้ยวแหลมแหลมแถมแก้มฉุฉุ

มันอยากกินเต่าตนุ

จึงไล่จับเราใส่กระชุ

โชคดีกระชุมันผุ

มีไม้ไผ่เป็นวัสดุ

พวกเราลูกเต่าตนุ

จึงมุดหนีตรงรูทะลุ”

เต่าน้อยอ้อนวอนวสุ

ให้ช่วยปราบเจ้ายักษ์ยอดดุ

ไม่นาน…เด็กน้อยคิขุ

ก็ยอมช่วยเต่าตามแรงยุ

ขั้นแรกเจ้าหนูวสุ

เริ่มจากหาตำราในกรุ

เป็นสูตรยาอันเอกอุ

ตำรับของพระวิษณุ

จากนั้น เด็กน้อยคิขุ

ก็ปรุงยาตามสูตรระบุ

ผสม ‘จุนสีสตุ’

ในเตาไฟที่ร้อนคุคุ

เมื่อเสร็จ..เด็กชายวสุ

ก็บอกกับเหล่าเต่าตนุ

ขออึที่เหม็นตุตุ

ใส่เข้าไปเป็นอันล่วงลุ

พวกเต่าหัวเราะหุหุ

เมื่อทราบสูตรยาของวสุ

เด็กน้อยบอกเต่าตนุ

“อย่าเอ็ดไป จุ๊จุ๊จุ๊จุ๊”

จากนั้น เด็กชายวสุ

ก็ทำการห่อพัสดุ

ส่งให้เจ้ายักษ์หน้าฉุ

หลอกว่าเป็นขนมทองพลุ

 เจ้ายักษ์หลงกลวสุ

กินขนมจากพัสดุ

ด้วยความที่มันกินจุ

ฤทธิ์ของยาจึงเริ่มประทุ

สงสาร..เจ้ายักษ์ยอดดุ

ที่ขนพองท้องไส้ระอุ

ฟันฟางก็ค่อยค่อยผุ

หมดเรี่ยวแรงแทบสิ้นอายุ

เมื่อเห็นว่ายักษ์หน้าฉุ

สิ้นฤทธิ์ด้วยยาของวสุ

บรรดาพวกเต่าตนุ

จึงฉลองด้วยการยิงพลุ

นี่คือเรื่องของวสุ

กับการช่วยเหลือเต่าตนุ

จบแล้วนิทานสระอุ

ช่วยหัวเราะ “ฮุฮุฮุฮุ”

#นิทานนำบุญ

—————————

คำศัพท์น่ารู้ :

กระชุ    หมายถึง ภาชนะสานอย่างหนึ่งใช้บรรจุของ

กรุ       หมายถึง ห้องที่ทำไว้ใต้ดิน

คิขุ       หมายถึง น่ารัก (ใช้ในภาษาพูด)

จุนสีสตุ  หมายถึง สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทองแดงและกำมะถัน 

พระวิษณุ หมายถึง เทพเจ้าฮินดูผู้ปกปักรักษาโลก

เอกอุ     หมายถึง เป็นเลิศ

Posted in ครอบครัว, นิทาน

ความฝันของนักเขียนนิทาน

ความฝันของนักเขียนนิทาน

คำว่า “นักเขียนนิทาน” หรือ “นักแต่งนิทาน” ถ้าจะบอกว่าเป็น “อาชีพ” มันก็ดูจะแปลก ๆ อยู่สักหน่อย เพราะถ้ามันเป็นอาชีพ มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำเงินเลี้ยงชีวิตได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว…ไม่ใช่

“นักเขียนนิทาน” หรือ “นักแต่งนิทาน” จึงน่าจะเป็นสถานะหรือบทบาทอะไรสักอย่าง ที่เวลาคนถามเราว่า “คุณทำงานอะไร” แม้ผมจะตอบว่า “เป็นนักเขียนนิทานครับ” แต่ความรู้สึกลึก ๆ ผมไม่ได้บอกว่า “ผมมีอาชีพเป็นนักเขียนนิทานครับ” ผมอยากสื่อสารเหมือนเวลาที่บอกว่า “ผมเป็นผู้ชายครับ ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ ผมเป็นนักเขียนนิทานครับ” อะไรทำนองนี้

การบังเอิญได้เป็นนักเขียนนิทาน แถมบังเอิญเป็นอยู่นาน จนแต่งนิทานเอาไว้เยอะมาก ทำให้ผมแอบมีความฝันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความฝันที่ไม่สลักสำคัญอะไร แค่อยากเฉย ๆ นั่นคือ การรวบรวมนิทานที่ผมแต่งเอาไว้ทั้งหมด พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ แบบหนังสือโบราณที่เห็นในหนังหรือเห็นในรูปภาพต่าง ๆ

ความฝันนี้อาจมีที่มาจากการที่ผมเป็นคนชอบหนังสือ (ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือนะครับ ผมชอบความเป็นหนังสือ ชอบกระดาษ ชอบรูปเล่ม ชอบสิ่งที่มันเป็น) ตอนเด็ก ๆ ผมชอบไปซื้อหนังสือการ์ตูนที่แผงหนังสือ พอเข้าชั้นมัธยมต้น ก็หัดเข้าร้านหนังสือ ในช่วงเดียวกัน ผมก็เริ่มรู้จักการเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในห้องสมุด เพื่อค้นหนังสือเก่า ๆ ตามชั้นหนังสือมามานั่งดู มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเหมือนการค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแบบในสมัยนี้ และการที่ผมได้เห็นหนังสือโบราณเล่มหนา ๆ จากต่างประเทศ (ซึ่งสมัยนั้นการได้สัมผัสสื่อจากต่างประเทศเป็นเรื่องยาก) มันจึงทำให้ผมแอบรู้สึกว่า ถ้าตัวเองมีหนังสือแบบนั้นบ้างก็คงจะดีทีเดียว

การทำหนังสือรวมนิทานเล่มหนา ๆ ขายเป็นเรื่องที่….ผมไม่ทำแน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยทำสำนักพิมพ์เล็ก ๆ และพิมพ์นิทานรวมเล่มของตัวเองมาหลายเล่ม ซึ่งประสบการณ์ตอนนั้นสอนให้รู้ว่า อย่าทำอีก

แต่ความฝันในการรวมผลงานนิทานเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ แบบหนังสือโบราณเป็นความคิดที่ต่างออกไป เพราะผมไม่ได้คิดจะทำขาย แต่เป็นการทำเพื่อรวบรวม “งานชีวิต” ที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ ให้ตัวเองได้ภูมิใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่ตัวเองทำฝากไว้ให้เด็ก ๆ

ก่อนหน้าที่ผมจะได้เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ความฝันเรื่องการรวมผลงานในลักษณะนี้ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะนิทานมีมากถึง 417 เรื่อง แถมมีความหลากหลายจนผมคิดไม่ออกจริง ๆ ว่า จะจัดเรียงนิทานและจัดรูปเล่มของหนังสืออย่างไรให้เหมาะสม แต่เมื่อผมได้ทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ และได้แบ่งนิทานออกเป็นหมวดหมู่ (ตาม Keyword เพื่อทำ SEO) ผลที่ตามมาคือ มันทำให้ผมเห็นแนวทางการจัดเรียงนิทานในเล่มได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

บทความนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกความคิดของผมเกี่ยวกับโครงสร้างของหนังสือรวมนิทานที่ผมแอบฝันเอาไว้ ผมคงเขียนและแก้ไขไปเรื่อย ๆ เท่าที่คิดได้ ซึ่งเมื่อลงตัวเมื่อไหร่ ก็คงนำสิ่งที่เขียนไปเป็นแนวทางในการจัดรูปเล่มของหนังสือต่อไป ดังนั้น บทความนี้อาจไม่มีสาระมากนักสำหรับคุณผู้อ่าน แต่สำหรับผมนั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยผมก็ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการทบทวนความคิด และอาจใช้เป็นแนวทางในการพิมพ์หนังสือ หากผมไม่ได้เป็นคนจัดการเอง (เพราะชีวิตไม่แน่นอน)

หากไม่นับหน้าคำนำและสารบัญของหนังสือ ผมอยากเริ่มต้นหนังสือของผมด้วยการเขียน “บทเกริ่นนำ” เพื่อเล่าความรู้สึกนึกคิดของการได้มาเป็นนักเขียนนิทาน รวมถึงแนวทางที่ผมใช้ในการแต่งนิทาน ให้คนอ่านได้รู้ ผมว่าการบอกเล่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่า เพราะมันทำให้คนอ่านเข้าใจ “โลกของคนเขียน” ชัดเจนยิ่งขึ้น (ผมเองก็อยากรู้ความคิดของนักแต่งนิทานในอดีตมาก ๆ แต่ก็หาอ่านไม่ค่อยได้)

ลำดับถัดไป ผมอยากเริ่มนิทานเรื่องแรกของเล่ม ด้วยนิทานเรื่อง “ชายผู้ปลูกดอกไม้สีจาง” และปิดท้ายเล่ม ด้วยนิทานเรื่อง “ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง” เพราะนิทานทั้งสองเรื่อง เป็นนิทานแทนตัวผม

https://bit.ly/3uEaiJ8
https://bit.ly/2RKj9KJ

เนื้อหาของเล่ม ผมอยากเริ่มด้วย “นิทานแสนรัก” ซึ่งผมอยากคัดเลือกนิทานที่ผมแต่งโดยมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง คนในครอบครัว หรือนิทานเรื่องพิเศษบางเรื่องที่มีความหมายกับชีวิตบางช่วงของผมมาก ๆ มาให้อ่านกันเป็นหมวดแรก เพราะนิทานเหล่านี้สะท้อนตัวตนภายในของผมในฐานะนักแต่งนิทานได้มาก

ลำดับถัดไป ผมอยากนำนิทานแต่ละหมวดในเว็บไซต์นิทานนำบุญ มาจัดเรียงนำเสนอที่ละหมวด ซึ่งนิทานในแต่ละหมวดจะมีอยู่ราว 10 เรื่อง (ยกเว้นบางหมวดที่อาจมีไม่ถึง 10 เรื่อง) เช่น นิทานก่อนนอนสั้น ๆ นิทานตลก ๆ ก่อนนอน นิทานก่อนนอนความรัก นิทานธรรมะก่อนนอน นิทานพ่อมดแม่มด นิทานปรับพฤติกรรมเด็ก (ควรปรับชื่อใหม่) ฯลฯ โดยนิทานแต่ละหมวดควรมีหน้าเปิด 1 หน้าเป็นหน้าคั่น เพื่อแยกนิทานแต่ละหมวดออกจากกัน และหากเป็นไปได้ ผมอยากให้นิทานทุกเรื่องมีภาพประกอบลายเส้นขาวดำ เรื่องละอย่างน้อย 1 ภาพ และอาจเขียนเกริ่นนำเกี่ยวกับนิทานในแต่ละชุด เพื่อให้ผู้อ่านได้พักอารมณ์จากนิทานในชุดก่อนหน้าสักนิด และเป็นพื้นที่ที่ให้ผมได้สื่อสารความรู้สึกนึกคิดกับผู้อ่านเกี่ยวกับมุมมองของผมที่มีต่อนิทานเหล่านั้น

เมื่อนำเสนอนิทานทีละหมวด ๆ หนังสืออาจคั่นนิทานเหล่านั้นด้วยนิทานหมวดพิเศษ คือ หมวดของนิทานที่มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้หนังสือไม่ราบเรียบจนเกินไป

https://bit.ly/33rHXdm

หลังจากนั้น จึงค่อยนำเสนอนิทานในหมวดอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ หรือหากรวมเป็นหมวดไม่ได้ ก็อาจนำเสนอนิทานที่เหลือในรูปแบบของคลังนิทานที่เรียงลำดับนิทานที่เหลือตามลำดับตัวอักษร (แต่วิธีการนี้อาจทำให้นิทานกระจัดกระจายไม่น่าอ่าน ดังนั้น จึงควรพิจารณาอีกครั้ง)

ก่อนเข้าสู่นิทานเรื่องสุดท้าย (ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง) ผมอยากปิดเล่มด้วยหมวดของ “นิทานที่เป็นเกียรติต่อชีวิตนักเขียนนิทานอย่างผม” ซึ่งได้แก่นิทานเรื่อง “พระราชาผู้เป็นที่รัก”และนิทานที่เคยพิมพ์เป็นเล่มในชุดตามรอยพระราชา เช่น “ของขวัญแด่พระราชา” และ “คนต่อเทียน” รวมทั้งนิทานเรื่องอื่น ๆ ที่ให้แง่คิดสอนใจในลักษณะเดียวกัน เพราะนิทานเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับผมมาก

ท้ายเล่ม หลังจบนิทานเรื่อง “ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง” หากมีโอกาส ผมก็อยากเขียนขอบคุณบุคคลทุกคนที่เกี่ยวกับการที่ผมได้มาเป็นนักเขียนนิทาน ทั้งครอบครัว ครูบาอาจารย์ นิตยสารขวัญเรือน เพื่อน และผู้อ่าน

ความฝันเรื่องการทำหนังสือรวมผลงานนิทานของชีวิต ดูแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น แถมปัจจุบัน การพิมพ์หนังสือก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก ผมจึงเชื่อว่า ฝันนี้น่าจะเป็นจริงได้ในสักวัน

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายนักปลูกดอกไม้

นิทานเรื่อง เจ้าชายนักปลูกดอกไม้

นานแสนนานมาแล้ว  ณ ดินแดนกลางผืนน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรแห่งหนึ่ง ยังมีเจ้าชายองค์น้อยพระองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าชายที่อ่อนโยนและรักการปลูกดอกไม้มาก

ทุกวัน  เจ้าชายจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อไปทักทายหมู่ผีเสื้อและดูแลสวนดอกไม้ที่พระองค์ทรงปลูกเอาไว้   เจ้าชายเชื่อว่าความงามของดอกไม้มีพลังที่สามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงปลูกดอกไม้ชนิดต่าง ๆ จนเต็มสวนไปหมด  

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายทรงคิดอยากมอบความสุขให้แก่ประชาชนของพระองค์  เจ้าชายจึงแอบออกจากวังเพื่อไปหาที่เหมาะ ๆ ในการปลูกดอกไม้  

แต่อนิจจา! เมื่อเจ้าชายเหยียบย่างเข้าไปในเมือง  เจ้าชายกลับพบภาพที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาเลยตลอดชั่วชีวิต  

เจ้าชายทรงเห็นเด็ก ๆ ร้องไห้ด้วยความหิวโหย   พระองค์ทรงพบผู้คนที่เอาเปรียบกัน เจ้าชายทรงเจอฝูงชนที่ทำร้ายกันจนเลือดตกยางออก  ซ้ำร้าย…พระองค์ยังเห็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด นั่นก็คือภาพของผู้คนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่สนใจใยดีเลยแม้สักนิด!

เจ้าชายทรงรู้สึกหดหู่ใจมากต่อสิ่งที่ได้พบ  พระองค์จึงรีบนำเรื่องไปหารือกับพระบิดาและเหล่าเสนาบดีผู้รอบรู้

เมื่อพระราชาและเหล่าเสนาบดีได้ฟังเรื่องที่เจ้าชายนำมาปรึกษา  ทุกคนจึงชี้แจงให้เจ้าชายทราบว่า ความยากจน, การเอารัดเอาเปรียบและการทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก  ผู้คนต่างเคยชินกับสิ่งเหล่านี้  และไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องธรรมดาเหล่านี้ให้เป็นอื่นไปได้!

คำตอบที่เจ้าชายได้ฟังทำให้พระองค์ผิดหวังมาก เพราะแม้ว่าสิ่งที่เจ้าชายได้พบจะเป็นเรื่องจริง  แต่มันก็เป็นความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าที่ผู้คนพึงจะยอมรับ  ด้วยเหตุนี้เอง  เจ้าชายจึงตัดสินใจทำเรื่องไม่ธรรมดาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกล้าทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้!

เจ้าชายเริ่มแผนของพระองค์โดยการขอร้องให้เหล่าผีเสื้อในสวนดอกไม้ช่วยพาพระองค์ไปยังก้อนเมฆที่อยู่บนฟ้า  

ทันทีที่ผีเสื้อได้ฟังคำขอร้องของเจ้าชาย  เหล่าผีเสื้อนับพัน ๆ ตัวก็พากันบินมาเกาะตามตัวของพระองค์ แล้วช่วยกันกระพือปีกจนเจ้าชายค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้น 

เมื่อเหล่าผีเสื้อพาเจ้าชายไปถึงก้อนเมฆ  พวกมันก็ช่วยกันบินประคองให้เจ้าชายลอยนิ่งอยู่กับที่ เจ้าชายทรงมองเมฆซึ่งชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำอย่างมีความหวัง  จากนั้น  พระองค์ก็ทรงโปรยเมล็ดของดอกไม้จนทั่วไปทั้งผืนเมฆ

เมื่อเวลาผ่านไป  เจ้าชายทรงพบว่าการโปรยเมล็ดอย่างไม่เอาใจใส่ทำให้ต้นอ่อนของดอกไม้ไม่ยอมงอกออกมาทักทายพระองค์เลยแม้สักต้น  เจ้าชายจึงขอให้หมู่ผีเสื้อพาพระองค์ลงไปยืนบนปุยเมฆที่ทั้งนุ่มและทรงตัวได้ยาก แล้วพระองค์ก็ลงมือปลูกดอกไม้อีกครั้ง โดยคราวนี้เจ้าชายทรงพรวนเมฆจนร่วนซุย ก่อนที่จะบรรจงปลูกดอกไม้ด้วยความตั้งอกตั้งใจทีละเมล็ด

หลายคืนต่อมา  เมล็ดพืชที่ถูกปลูกด้วยความเอาใจใส่ก็ค่อย ๆ ขยับตัวกระดุ๊กกระดิ๊กและต้นอ่อนก็เริ่มงอกขึ้นมาจากเมล็ดเหล่านั้นอย่างช้า ๆ  

แต่น่าเสียดายเหลือเกิน  เมื่อต้นอ่อนของดอกไม้ที่แสนบอบบางสัมผัสเข้ากับแสงแดดที่จัดจ้า  พวกมันก็พาลอ่อนแรงลงและเหี่ยวเฉาตายไปจนหมดสิ้น

แม้ความพยายามของเจ้าชายจะล้มเหลวอีกเป็นครั้งที่สอง  แต่พระองค์ก็ยังไม่ยอมแพ้ เจ้าชายทรงเลือกเมล็ดพืชชนิดใหม่ที่ทนแสงได้ดีกว่าเดิม  จากนั้น  พระองค์ก็ทรงลงมือพรวนเมฆ   แล้วนำเมล็ดพืชที่คัดสรรลงปลูกในแปลงด้วยความรักความเอาใจใส่  

เพียงไม่กี่วัน  ต้นอ่อนของดอกไม้ก็งอกขึ้นมาจากปุยเมฆ  เจ้าชายทรงดีใจมาก  แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท  ตลอดทั้งวัน…พระองค์จึงทรงใช้ตัวเองยืนบังแสงแดดให้ต้นอ่อนของดอกไม้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเฉาตายเพราะแสงอาทิตย์  ซึ่งเมื่อเจ้าชายทุ่มเทดูแลต้นอ่อนของดอกไม้อย่างเต็มที่   ในที่สุด  ดอกไม้แสนสวยก็เติบโตและปกคลุมผืนเมฆจนทั่วไปหมด

เมื่อก้อนเมฆเต็มไปด้วยดอกไม้  มันจึงลอยต่ำลงและส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วทั้งอาณาจักร  ชาวเมืองต่างตื่นเต้นที่ได้เห็นสวนดอกไม้ลอยอยู่เหนืออาณาจักรของพวกเขา  แต่เมื่อเมฆลอยต่ำลงมาอีก  พวกเขาก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้น เพราะผู้ที่นั่งอยู่บนก้อนเมฆก็คือเจ้าชายองค์น้อยของพวกเขานั่นเอง

ทันทีที่พระราชาและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ได้เห็นเรื่องเกินฝันที่เจ้าชายทรงกระทำ  ทุกคนก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมาบ้าง 

ฝ่ายผู้คนในอาณาจักรที่เคยชาชินกับเรื่องธรรมดาอันเลวร้าย  มาบัดนี้…พวกเขาก็เกิดความกล้าที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านั้นเพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขาดีงามและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เมื่อทุก ๆ คนร่วมมือร่วมใจกัน  ท้ายที่สุด  พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องธรรมดาอันเลวร้ายให้กลายเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ดีงามได้เป็นผลสำเร็จ

เจ้าชายองค์น้อยทรงดีใจมากที่ความพยายามปลูกดอกไม้บนก้อนเมฆของพระองค์ช่วยทำให้อาณาจักรธรรมดาที่พระองค์รักแสนรักกลายเป็นอาณาจักรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข 

ส่วนพระราชา, เหล่าเสนาบดีและประชาชนทุกคนต่างก็รู้สึกชื่นชมเจ้าชายองค์น้อยที่นอกจากพระองค์จะปลูกดอกไม้บนก้อนเมฆได้อย่างน่าอัศจรรย์แล้ว  พระองค์ยังได้ปลูกดอกไม้ที่แสนวิเศษในหัวใจของพวกเขาอีกด้วย

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นกน้อยเจ้าเวหา

นิทานเรื่อง นกน้อยเจ้าเวหา

นานมาแล้ว มีนกกระจอกตัวหนึ่งเป็นนกน้อยที่ดูต่ำต้อยด้อยค่า เจ้านกกระจอกหวังว่าสักวัน มันจะได้รับการยอมรับจากนกตัวอื่น ๆ บ้าง ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงตั้งใจเรียนหนังสือ เพราะมันเชื่อว่าความรู้จากการเล่าเรียนเขียนอ่านจะทำให้มันกลายเป็นนกที่ไม่กระจอกได้ในอนาคต 

อยู่มาวันหนึ่ง พญาอินทรีผู้เป็นราชาแห่งนกทั้งหลายได้ประกาศรับสมัครเจ้าเวหาตัวใหม่ เพื่อให้มาดูแลเหล่านกแทนมันที่แก่ชราลงทุกขณะ  

เมื่อพวกนกทราบข่าว นกทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ลานหน้าบ้านของพญาอินทรี โดยนกส่วนใหญ่มาเพื่อออกเสียงเลือกผู้นำตัวใหม่ ในขณะที่นกบางตัวมาเพื่อสมัครเป็นเจ้าเวหาราชาแห่งนกทั้งหลาย

เมื่อถึงเวลาอันควร  พญาอินทรีก็กล่าวเปิดงานแล้วให้นกที่สนใจสมัครเป็นราชาแห่งนกออกมานำเสนอจุดเด่นของตนเอง

นกตัวแรกที่สมัครเป็นราชาแห่งนกคือนกยูง  เมื่อพญาอินทรีให้มันออกมาพูดถึงจุดเด่นของตัวเอง  เจ้านกยูงก็ค่อย ๆ ก้าวออกมาที่กลางลานอย่างช้า ๆ  แล้วรำแพนหางแสนสวยพร้อมกับบอกนกทั้งหลายว่า “จุดเด่นของฉันอยู่ที่ความงามสง่าที่จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับพวกเราเหล่านกทั้งหลายได้ ถ้าอยากให้โลกยกย่องและชื่นชมพวกเรา พวกเธอก็ต้องเลือกฉันให้เป็นราชาแห่งนก” เมื่อได้ฟังคำพูดของนกยูง นกทั้งหมดก็ตบปีกเสียงดัง “พั่บ ๆ ๆ” พร้อมกับผงกหัวเห็นด้วยเป็นการใหญ่ 

ครั้นเมื่อนกยูงกลับไปนั่งที่แล้ว  นกไนติงเกลก็บินออกมาที่กลางลานบ้าง นกไนติงเกลส่งเสียงร้องเพลงแสนไพเราะจนนกทั้งหลายรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ  และเมื่อนกไนติงเกลร้องเพลงจบ มันก็พูดว่า “จุดเด่นของฉันคือการมีเสียงสวรรค์ที่รังสรรค์ความสุขให้ทุกคนได้ ถ้าพวกเธออยาก

มีเพลงไพเราะฟังทุกวัน พวกเธอก็ต้องเลือกฉันให้เป็นเจ้าเวหานะเมื่อได้ฟังคำพูดของนกไนติงเกล นกทุกตัวก็พากันยิ้ม แล้วตบปีกเสียงดัง“พั่บ ๆ ๆ” ไม่แพ้ตอนที่ได้ฟังคำพูดของเจ้านกยูง

เมื่อนกไนติงเกลเดินกลับไปนั่งที่  เจ้านกกระจอกตัวน้อยที่สมัครเป็นเจ้าเวหากับเขาด้วยก็คาบข้าวของ เช่น กะลามะพร้าว, เศษไม้, ขวดพลาสติก, ดินเหนียว, ใบไม้แห้ง, เชือก ฯลฯ ซึ่งพูดรวม ๆ ก็คือเศษขยะ นำใส่ถุงตาข่ายแล้วลากเข้ามาที่กลางลาน เมื่อนกทั้งหลายเห็นนกกระจอก พวกมันก็พากันหัวเราะเยาะ  แต่นกกระจอกไม่ได้ใส่ใจ  มันนำของในถุงตาข่ายออกมา แล้วก้มหน้าก้มตานำข้าวของเหล่านั้นมาประกอบเป็นสิ่งของต่าง ๆ ที่นกทั้งหลายคาดไม่ถึง

นกกระจอกนำกะลามะพร้าว, ดินและเศษไม้มาทำเป็นบ้านนกหลังเล็ก ๆ  จากนั้น มันก็นำเชือกมาถักเป็นตาข่ายแล้วแซมด้วยใบไม้จนเต็มพื้นที่เพื่อใช้เป็นแผงกันลมกันฝนรวมทั้งใช้ในการพรางตัว  นอกจากนี้  นกกระจอกยังนำฝาขวด, เชือก, ยางไม้และหนามจากกิ่งไม้มารวมเข้าด้วยกันทำเป็นหมวกนกซึ่งมีหนามแหลมยื่นออกมาเพื่อให้นกใช้สวมป้องกันตัวเองจากสัตว์ร้ายต่าง ๆ  เจ้านกน้อยสร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมากมายต่อหน้านกทั้งหลาย แต่นกทั้งหมดกลับนิ่งเงียบ…ไม่มีใครตบปีกให้กำลังใจนกกระจอกเลยแม้สักนิด

เจ้านกกระจอกเข้าใจว่าการใช้ความคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์คงไม่น่าสนใจสำหรับเพื่อนนกตัวอื่น ๆ  แต่เพียงครู่เดียวหลังจากนั้น นกกระจอกก็รู้ว่ามันคิดผิด เพราะนกทุกตัวที่เพิ่งหายตื่นตะลึงต่างก็พากันตบปีกเสียงดังสนั่นพร้อมกันโห่ร้องชื่นชมนกกระจอกที่ใช้พลังความคิดได้อย่างสุดวิเศษ

เมื่อเสียงโห่ร้องสงบลง ท่านพญาอินทรีก็เดินออกมาที่กลางลานอย่างช้า ๆ แล้วกล่าวกับนกทุกตัวว่า “รูปร่างหน้าตาที่สะสวยหรือเสียงร้องเพลงที่แสนไพเราะคงเทียบไม่ได้กับพลังแห่งสติ ปัญญาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้อย่างมากมายมหาศาล เอาล่ะ…พวกเราคงรู้แล้วว่า ใครเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าเวหาตัวใหม่มากที่สุด”

ทันทีที่พญาอินทรีพูดจบ นกทุกตัวรวมทั้งนกยูงและนกไนติงเกลก็ตบปีกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้งเพื่อต้อนรับนกกระจอกตัวน้อยให้เป็นราชาตัวใหม่ของเหล่านกทั้งหลาย

เจ้านกกระจอกดีใจมากที่มันได้รับเกียรติและการยอมรับจากนกทุกตัว

ในที่สุด  การศึกษาเล่าเรียนก็เปลี่ยนนกกระจอกที่หลายคนมองว่าต่ำต้อยด้อยค่าให้กลายเป็นนกน้อยเจ้าเวหาซึ่งเป็นราชาของนกทั้งหลายได้สำเร็จ

และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สวนสัตว์แสนรัก

นิทานเรื่อง สวนสัตว์แสนรัก

ผมชื่อ‘ปุกปุย’   ผมเป็นหมีขาวตัวเล็ก ๆ ที่แสนน่ารัก  บ้านของผมเป็นสวนสัตว์ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น  ผมรักบ้านของผมมาก  มันเป็นบ้านที่น่าอยู่มากกว่าสวนสัตว์แห่งใดในโลก 

วันหนึ่ง  มีสวนสัตว์ขนาดใหญ่มาเปิดใกล้ ๆ กับเมืองที่ผมอยู่  มันเป็นสวนสัตว์ทันสมัยและมีสัตว์หายากมากมายเต็มไปหมด   ผมไม่ชอบสวนสัตว์แห่งนั้นเลย   เพราะมันทำให้ผู้คนพากันไปดูสัตว์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่นั่น จนแทบไม่มีใครอยากมาเที่ยวที่บ้านของผมอีก

คุณปู่ผู้ดูแลสวนสัตว์ถึงกับต้องปวดหัว  เพราะถ้าทุกคนไปเที่ยวที่ใหม่กันหมด  สวน-สัตว์เล็ก ๆ อย่างบ้านของผมก็คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้ 

ผมไม่อยากสูญเสียบ้านของผมไปเลย  ดังนั้น  ผมจึงคิดว่าผมควรจะทำอะไรสักอย่าง

หลายคืนต่อมา  ผมชวนเพื่อน ๆ ให้มาประชุมกันที่ลานกว้างกลางสวนสัตว์   เมื่อผมเล่าสถานการณ์และแผนของผมให้ทุกคนได้รู้  เพื่อนของผมต่างก็ยินดีที่จะร่วมมือกันปกป้องสวนสัตว์ของพวกเราอย่างสุดความสามารถ

วันรุ่งขึ้น  เมื่อมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินผ่านหน้าสวนสัตว์  เจ้านกแก้วแสนรู้ก็รีบทำตามแผนโดยมันบินไปทักทายและอาสาว่าจะพาคู่รักคู่นั้นเดินเที่ยวในสวนสัตว์แสนสวย

ทันทีที่แขกทั้งสองก้าวผ่านประตูสวนสัตว์เข้ามา  ครอบครัวนกยูงผู้สง่างามก็ตั้งแถวรำแพนหางเพื่อต้อนรับแขกทั้งคู่  หนุ่มสาวต่างตื่นเต้นต่อสิ่งที่ได้เห็น  แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนเดียวที่พวกเราเตรียมการเอาไว้ 

เมื่อคู่รักหนุ่มสาวเดินตามนกแก้วเข้ามาเรื่อย ๆ   พวกเขาก็ได้พบกับการแสดงสุดพิเศษที่ผมกับเพื่อน ๆ ตั้งใจมอบให้ 

ลุงสิงโต อาเสือดาวกับเหล่าเสือใจดีทั้งหลายทำทีเป็นวาดลวดลายต่อสู้กันจนคนดูหัวใจ เต้นระทึก  ฝ่ายลิงจ๋อเองก็ไม่ยอมแพ้  ทุกตัวทุกพันธุ์พร้อมใจกันปีนป่าย จนกลายเป็นกายกรรมต่อตัวที่สูงเสียดฟ้า ทำให้คนดูทั้งตื่นเต้นและหวาดเสียว  ส่วนเจ้าตัวตุ่นก็แกล้งผลุบ ๆ โผล่ ๆ ขึ้นมาจ๊ะเอ๋กับผู้ชมตามจุดต่าง ๆ ซึ่งทำให้บรรยากาศของสวนสัตว์ดูน่ารักไปอีกแบบ   สำหรับตัวผมนั้น  ผมได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากคุณกิ้งก่าคามีเลี่ยน เพราะคุณกิ้งก่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเปลี่ยนสีแปลงโฉม  ผมจึงขอร้องให้คุณกิ้งก่าช่วยแปลงโฉมหมีขาวอย่างผมให้กลายเป็นหมีสีขาวดำดูน่ารัก เพื่อแสดงท่าตลก ๆ เลียนแบบเจ้าหมีแพนด้าที่ทุก ๆ คนชื่นชอบ

หนุ่มสาวทั้งสองต่างมีความสุขที่ได้มาเยี่ยมชมบ้านของผมกับเพื่อน ๆ  และก่อนที่ทั้งคู่จะจากไป  พวกเราก็พร้อมใจกันส่งเสียงประสานเป็นเพลงอำลา ซึ่งทำให้คู่รักทั้งสองประทับใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากวันนั้น  สิ่งที่พวกเราทำก็ได้รับการเล่าขานต่อไปแบบปากต่อปาก จนผู้คนเริ่มหันมาสนใจบ้านของพวกเรากันอีกครั้ง

          “สวนสัตว์เล็ก ๆ ที่ดูธรรมดาแต่ไม่เหมือนใคร”

          “สวนสัตว์แห่งความประทับใจที่ทุกคนไม่ควรพลาด”

          “สวนสัตว์ที่พวกสัตว์เต็มใจต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ผู้คนพูดถึงบ้านของผมและสิ่งที่พวกเราทำกันไปต่าง ๆ นานา คุณปู่ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นฝูงชนมายืนต่อแถวเพื่อเข้าชมสวนสัตว์กันอย่างไม่ขาดสาย 

ในที่สุด การร่วมแรงร่วมใจกันก็ทำให้ผมกับเพื่อน ๆ ปกป้องสวนสัตว์เล็ก ๆ ที่พวกเรารักได้เป็นผลสำเร็จ  ผมมีความสุขมากที่จะได้อยู่ในบ้านเล็ก ๆ ของผมแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เด็กน้อยกับฝูงนกกระจอก

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงนกกระจอก

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กน้อยคนหนึ่งเป็นคนที่มีฐานะยากจน, เรียนหนังสือไม่เก่ง, เล่นกีฬาไม่ดี แถมยังไม่มีความสามารถใด ๆ โดดเด่นเลยสักอย่าง เพื่อน ๆ จึงมักมองเขาอย่างดูถูกดูแคลน ทั้งยังเรียกเขาว่า ‘ไอ้กระจอก’ อีกด้วย

คำว่า ‘ไอ้กระจอก’ เป็นคำพูดที่ไม่น่าฟังเลย เด็กน้อยรู้ดีว่าเขาห้ามปากคนอื่นให้หยุดพูดไม่ได้ แต่เขาห้ามใจตัวเองให้หยุดคิดเสียใจกับคำพูดเหล่านั้นได้ เด็กน้อยจึงวางเฉย แล้วปลีกตัวไปนั่งดูนกกระจอกซึ่งเป็นนกที่เขาชอบมากที่สุดที่ลานกว้างหลังโรงเรียน พร้อมกับนำข้าวไปโปรยให้นกกิน

ยิ่งนานวัน เด็กน้อยก็ยิ่งผูกพันกับนกกระจอกมากขึ้นเรื่อย ๆ  ส่วนนกกระจอกก็รู้สึกสนิทใจเสมือนเด็กน้อยเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพวกมัน  ทุกครั้งที่เด็กน้อยแวะไปหา พวกมันจึงมีความสุขมาก

วันหนึ่ง เด็กน้อยนึกสนุกอยากลองวาดรูปนกกระจอกทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีฝีมือในการวาดรูปเลยแม้สักนิด  เมื่อนกกระจอกเห็นเด็กน้อยนำกระดาษและสีชนิดต่าง ๆ มาลองวาดรูปของพวกมัน นกกระจอกจึงพยายามยืนนิ่ง ๆ เพื่อให้เด็กน้อยวาดรูปได้ง่ายที่สุด แต่ถึงกระนั้น ภาพที่เด็กน้อยวาดออกมาก็เป็นภาพที่ดูกระจอกเสียเหลือเกิน

ในห้องเรียน เมื่อเด็กคนอื่น ๆ เห็นรูปที่เด็กน้อยวาด พวกเขาก็พากันหัวเราะเยาะและดูแคลนว่าเด็กน้อยมีฝีมือกระจอกสมชื่อ

แม้จะโดนเพื่อน ๆ ดูถูก แต่เด็กน้อยก็ไม่ใส่ใจ เขาพยายามวาดรูปนกกระจอกต่อไปทุกวัน จนเวลาผ่านไปเกือบ 3 ปี เขาก็มีรูปนกกระจอกที่วาดเอาไว้มากถึง 1000 รูป 

รูปนกกระจอกรูปแรก ๆ ที่เด็กน้อยวาดอาจดูไม่เหมือนนกกระจอกสักเท่าไร แต่ยิ่งวาดไป ๆ รูปนกกระจอกที่เขาวาดก็ดูสวยขึ้น ๆ จนนกกระจอกทั้งหลายยังแอบหลงใหล

อย่างไรก็ตาม เพื่อน ๆ ที่ชอบดูถูกก็ยังคงหาเรื่องเด็กน้อยได้อีก โดยเด็กเหล่านั้นมักจะนินทาว่า “ไอ้กระจอกก็วาดได้แต่รูปนกกระจอกนั่นแหละ วาดอย่างอื่นก็ไม่เป็น เรียนอะไรก็ไม่เก่ง แถมบ้านยังยากจนด้วย ทำได้แค่นี้ไม่มีวันก้าวหน้าได้หรอก”

เมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำพูดของเพื่อนเหล่านั้น เขาก็รู้สึกเสียใจนิดหน่อย  แต่เขาห้ามใจของตัวเองไม่ให้ทุกข์ร้อนกับคำพูดเหล่านั้นได้ เด็กน้อยจึงปล่อยให้คำพูดว่าร้ายลอยเข้าหูซ้ายแล้วผ่านออกไปทางหูขวา จากนั้น เขาก็ตั้งใจวาดรูปนกกระจอกอย่างมีความสุขต่อไป

ในขณะที่เด็กน้อยทำใจปล่อยวางจากคำพูดของเพื่อน ๆ ได้แล้ว แต่พวกนกกระจอกกลับคิดว่า การวาดรูปนกกระจอกได้งดงามขนาดนี้ (แม้จะวาดได้เพียงอย่างเดียว) ก็มีโอกาสก้าวหน้าในชีวิตได้ นกกระจอกจึงปรึกษาหารือกัน แล้วตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

วันต่อมา ในขณะที่เด็กน้อยกำลังวาดรูปนกกระจอกตัวหนึ่งอยู่ นกกระจอกตัวอื่น ๆ ก็พากันทำตามแผนด้วยการคาบภาพวาดของเด็กน้อยตัวละ 1 ภาพ แล้วบินไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งเมือง

เมื่อผู้คนเห็นนกกระจอกนับพันตัวบินเข้ามาเกาะตามที่ต่าง ๆ  ผู้คนก็พากันแปลกใจ  ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นรูปที่นกกระจอกคาบมาด้วย ชาวเมืองรวมทั้งสื่อมวลชนก็รู้สึกทึ่งในความงดงามของภาพเหล่านั้น

เมื่อนกกระจอกเห็นว่ามีผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก พวกนกจึงส่งสัญญาณให้กัน แล้วบินเรียงแถวกลับไปยังลานกว้างหลังโรงเรียนอย่างเป็นระเบียบ 

เมื่อผู้คนเห็นฝูงนกบินกันเป็นทิวแถว ทุกคนจึงพากันเดินตามฝูงนกด้วยความสงสัยใคร่รู้ และเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในโรงเรียน  ทุกคนก็ได้เห็นว่าภาพนกกระจอกที่งดงามทั้งหลายเกิดขึ้นจากฝีมือของเด็กน้อยที่กำลังวาดภาพนกกระจอกอย่างมีความสุขอยู่นั่นเอง

เมื่อทุกคนเห็นเช่นนั้น  นักข่าวจึงรีบขอทำข่าวของเด็กน้อยนักวาดภาพนกกระจอกเพื่อนำไปออกอากาศ, ชาวเมืองที่ชื่นชอบภาพวาดของเด็กน้อยต่างก็แย่งกันขอซื้อภาพเอากลับไปเป็นที่ระลึก, ส่วนผู้คนที่ได้ชมข่าวและเห็นภาพนกกระจอกที่สวยงามราวกับมีชีวิตต่างก็ติดต่อขอให้เด็กน้อยวาดภาพนกกระจอกให้เป็นจำนวนนับพัน ๆ คน

ในเวลาเพียงไม่กี่วัน  เด็กน้อยก็ขายภาพวาดของเขาได้จนหมดเกลี้ยง แถมเขายังต้องวาดภาพนกกระจอกส่งให้คนที่สั่งซื้ออีกนับพัน ๆ ภาพ (ซึ่งคงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะวาดได้ครบ) แผนการของนกกระจอกทำให้เด็กน้อยมีรายได้จากการขายภาพมากกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งทำให้คนที่เคยดูถูกดูแคลนเขาถึงกับพูดไม่ออก

เด็กน้อยนำเงินที่ได้มอบให้คุณพ่อคุณแม่  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็นำเงินไปใช้จ่ายและเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูกสุดที่รัก  นอกจากนี้ เด็กน้อยยังขอเงินส่วนหนึ่งไปทำสิ่งสำคัญ นั่นคือการนำเงินมาปรับปรุงลานกว้างหลังโรงเรียนให้เป็นลานเพลินใจของนกกระจอกทั้งหลายที่เป็นเพื่อนของเขา

นกกระจอกมีความสุขมากที่เห็นเด็กน้อยผู้ถนัดวาดรูปนกกระจอกเพียงอย่างเดียวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ส่วนเด็กน้อยก็มีความสุขที่เขาได้วาดรูปนกกระจอกและมีโอกาสทำสิ่งดี ๆ ให้แก่นกกระจอกเพื่อนของเขาบ้าง

#นิทานนำบุญ

Posted in Uncategorized

กระต่ายน้อยวาดรูป

นิทานก่อนนอนเรื่อง “กระต่ายน้อยวาดรูป” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงที่ผมเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ระยะหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงปีท้าย ๆ ของการเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน และเป็นช่วงที่ผมมีเวลาค่อนข้างจำกัดในการแต่งนิทานแต่ละเรื่อง (เนื่องจากมีภาระหลายอย่างที่ต้องจัดการในเวลานั้น) หลายปีต่อมา เมื่อผมนำนิทานเรื่องนี้มาลงในเพจนิทานนำบุญ ผมพบว่า มีผู้อ่านที่ชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานที่น่ารัก อ่านง่ายและมีข้อคิดสอนใจเรื่องนี้ ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่คุณ ๆ ชื่นชอบ

นิทานเรื่อง กระต่ายน้อยวาดรูป

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่ชอบวาดรูปมาก  มันวาดรูปได้ทุกวันไม่เคยเบื่อ

วันหนึ่ง กระต่ายน้อยได้ข่าวจากวิทยุว่ามีการจัดประกวดวาดรูปครั้งยิ่งใหญ่  ซึ่งผู้ชนะจะได้บัตรเที่ยวสวนสนุก 4 ใบเป็นรางวัล  

กระต่ายน้อยอยากได้รางวัลมาก เพราะมันต้องการไปเที่ยวสวนสนุกกับเพื่อน ๆ  มันจึงตัดสินใจวาดรูปส่งเข้าประกวด

กระต่ายน้อยเริ่มต้นวาดรูปโดยคิดถึงรางวัลและชัยชนะเป็นที่ตั้ง มันนำกระดาษวางบนโต๊ะ แล้วลงมือวาด…วาด…แล้วก็วาด  กระต่ายน้อยวาดรูปอย่างสุดฝีมือ แต่เมื่อมันวาดรูปเสร็จ รูปที่ออกมากลับดูไม่สวยเอาเสียเลย 

แม้การวาดรูปครั้งแรกจะไม่ได้ผลสมดังใจ เจ้ากระต่ายน้อยก็ยังไม่สิ้นหวัง มันตั้งใจวาดรูปอีกครั้ง โดยนำกระดาษไปติดบนแท่นวาดรูปแบบมืออาชีพ

เจ้ากระต่ายน้อยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางคิดถึงรางวัลที่รออยู่  จากนั้น มันก็ลงมือวาด…วาด…แล้วก็วาด  เจ้ากระต่ายน้อยตั้งใจวาดรูปสุดชีวิต  ครั้นเมื่อมันวาดรูปเสร็จ  รูปที่มันวาดก็ยังไม่สวยอย่างที่มันคิด

เจ้ากระต่ายน้อยโมโหตัวเองมาก มันจัดแจงนำกระดาษไปวางที่พื้น แล้วลงไปนอนวาดรูปโดยคิดว่าถึงอย่างไรมันก็ต้องคว้ารางวัลและชัยชนะมาให้ได้  

เจ้ากระต่ายน้อยตั้งใจวาดรูปจนมือไม้เกร็งไปหมด มันวาด…วาด…แล้วก็วาด แต่เมื่อมันวาดรูปเสร็จ รูปที่ออกมาก็กลับดูแย่ยิ่งขึ้นไปอีก

เจ้ากระต่ายน้อยร้องไห้แง ๆ ด้วยความสับสน มันไม่รู้ว่าฝีมือในการวาดรูปของมันหายไปไหน มันจึงได้แต่ร้องไห้…ร้องไห้….และร้องไห้

ในขณะที่เจ้ากระต่ายร้องไห้อยู่นั้น  แมวเหมียว, หมูอู๊ดและหมาโฮ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนของเจ้ากระต่ายก็โผล่หน้ามาดูด้วยความเป็นห่วง

จริง ๆ แล้ว แมวเหมียว, หมูอู๊ดและหมาโฮ่งแอบดูเจ้ากระต่ายน้อยวาดรูปมาโดยตลอด แต่เนื่องจากพวกมันเห็นกระต่ายน้อยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะวาดรูป พวกมันจึงไม่กล้าทักทายหรือชวนคุยให้เสียสมาธิ

เมื่อแมวเหมียว, หมูอู๊ดและหมาโฮ่งเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้ไม่ยอมหยุด แถมรูปวาดของเจ้ากระต่ายก็มีเส้นสายดูยุ่งเหยิงผิดปกติ พวกมันจึงพอจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้ แมวเหมียว, หมูอู๊ดและหมาโฮ่งจึงช่วยกันปลอบเจ้ากระต่ายน้อย “หินไม่แบกก็ไม่หนักนะ”  แมวเหมียวพูด “ถ้าเธอมัวแต่แบกความกังวลเรื่องรางวัลหรือชัยชนะ เธอจะวาดรูปสวย ๆ ออกมาได้ยังไงล่ะจ๊ะ” หมูอู๊ดบอก “วาดรูปอย่างมีความสุข…แล้วความสุขจะปรากฎให้เห็นในรูปนะ” หมาโฮ่งแนะนำ

คำพูดของเพื่อน ๆ ทำให้กระต่ายน้อยตาสว่าง 

กระต่ายน้อยปาดน้ำตาและขอบใจเพื่อน ๆ ที่ให้สติ จากนั้น มันก็เริ่มต้นวาดรูปใหม่อีกครั้ง ทั้งยังชวนเพื่อน ๆ ให้นั่งวาดรูปไปด้วยกัน

เมื่อกระต่ายน้อยวาดรูปด้วยความสบายใจ  รูปที่ออกมาก็ดูสบายตาสบายใจตามไปด้วย

วันรุ่งขึ้น กระต่ายน้อยนำรูปที่วาดเสร็จแล้วส่งเข้าประกวด  ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร เจ้ากระต่ายน้อยก็ไม่สนใจ  เพราะมันได้รางวัลจากการวาดรูปไปแล้ว ซึ่งก็คือการมีความสุขในการวาดรูปนั่นเอง 

#นิทานนำบุญ

……………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วีรบุรุษแขนเดียว

ก่อนนอนเรื่อง “วีรบุรุษแขนเดียว” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งให้เป็นนิทานสำหรับเด็กและผู้พิการ เพราะผมเชื่อว่า “เด็กทุกคนล้วนอยากมีนิทานสักเรื่อง ที่ตัวเองสามารถเป็นตัวเอกของนิทานเรื่องนั้น ๆ ได้” นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดีที่ผมมีต่อเด็กทุก ๆ คน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างความสุขให้แก่ผู้อ่านและทำให้เด็ก ๆ ทุกคนรักและยอมรับกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่งได้มากขึ้น ขอส่งความรักและความปรารถนาดีไปให้เด็ก ๆ ทุกคนที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง วีรบุรุษแขนเดียว

เอียนเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ   เขาเกิดมาโดยมีแขนเพียงข้างเดียว   เด็กคนอื่น ๆ ในเมืองจึงพากันล้อเลียนเขาและไม่ยอมให้เขาร่วมกลุ่มด้วย

ทุก ๆ วัน  เอียนมักจะเข้าไปเดินเล่นในป่าเพื่อหาที่สงบ ๆ นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย  เอียนเคยคิดอยากมีแขนอีกข้างเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เพราะมันอาจทำให้ทุกคนยอมรับเขาเป็นเพื่อนได้ง่ายกว่านี้   แต่เอียนรู้ดีว่ามันเป็นได้เพียงแค่ความฝัน  ดังนั้น  เขาจึงทำใจและหวังว่าสักวันเด็กคนอื่น ๆ จะมองเห็นข้อดีในตัวของเขาบ้าง

คืนวันหนึ่ง  ในขณะที่คนทั้งเมืองหลับสนิท  มีคนแคระหน้าตาน่ากลัวกลุ่มหนึ่งแอบลอบเข้ามาในเมือง  แล้วจัดการจับตัวเด็ก ๆ ใส่กระสอบเวทมนตร์  จากนั้น  พวกมันก็ช่วยกันแบกกระสอบเวทมนตร์ออกจากเมืองเพื่อนำเด็ก ๆ ไปส่งให้แก่นางแม่มดใจร้าย

เมื่อพวกคนแคระแบกกระสอบมาไกลเกินกว่าที่พ่อแม่ของเด็ก ๆ จะตื่นและตามมาทัน  พวกมันก็วางกระสอบลงพื้น  แล้วสั่งให้เด็ก ๆ ออกมาเข้าแถวเพื่อเดินตามพวกมันไปยังกระท่อมของแม่มดที่ตั้งอยู่กลางป่าลึก

เด็ก ๆ พากันร้องไห้เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนรับใช้ของนางแม่มด  ส่วนคนแคระก็ได้แต่ร้องขู่และเร่งให้เด็ก ๆ รีบก้าวเท้าเดินไปให้ไวที่สุด

ในระหว่างการเดินทาง  หัวหน้าคนแคระนับจำนวนเด็กที่มันจับมาได้ทีละคน…ทีละคน  จนในที่สุด  มันก็เกิดสะดุดตาเข้ากับเอียนซึ่งเดินอยู่ตรงท้ายแถวพอดี

หัวหน้าคนแคระจำได้ว่า  แม่มดเคยสั่งให้มันเลือกลักพาตัวเฉพาะเด็กที่ดูแข็งแรงเท่านั้นเพราะเด็กแข็งแรงทำงานได้มากและไม่เปลืองค่าอาหารโดยเปล่าประโยชน์   ถ้าแม่มดรู้ว่าเด็กบางคนที่มันจับมาในคราวนี้เป็นเด็กที่มีแขนเพียงข้างเดียว  แม่มดอาจจะโกรธและสาปให้มันกลายเป็นจิ้งจกก็เป็นได้  ด้วยเหตุนี้เอง  หัวหน้าคนแคระจึงแอบปล่อยเอียนทิ้งไว้ที่กลางป่า

 เอียนแปลกใจมากที่จู่ ๆ สมุนของแม่มดก็ยอมปล่อยตัวเขาเสียเฉย ๆ

แม้เอียนจะดีใจที่ไม่ต้องไปเป็นคนรับใช้ของนางแม่มด  แต่เขาก็อดที่จะเป็นห่วงเด็กคนอื่น ๆ ไม่ได้  ด้วยเหตุนี้  เอียนจึงรวบรวมความกล้า แล้วแอบสะกดรอยตามทุก ๆ คนไป พร้อม ๆ กับคิดหาวิธีในการช่วยเหลือ

เมื่อเอียนติดตามขบวนของเด็ก ๆ และเหล่าคนแคระไปจนถึงตำแหน่งที่ตั้งของกระท่อมแม่มดใจร้ายแล้ว  เด็กน้อยแขนเดียวก็เริ่มใช้ความคิดโดยค่อย ๆ ประเมินสถานการณ์ทั้งหมด  หลังจากนั้น  เขาก็ตัดสินใจกลับไปแจ้งข่าวและขอให้ผู้ใหญ่ยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหา

ครั้นเมื่อพ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่ถูกลักพาตัวไปได้ทราบเบาะแสจากเด็กแขนเดียวผู้กล้าหาญ พ่อแม่ทุก ๆ คนก็ปรึกษาหารือกันแล้วตกลงใจที่จะไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจเวทมนตร์อย่างไม่รอช้า

ไม่นานนัก  เหล่าตำรวจเวทมนตร์ก็รวมพลบุกไปยังกระท่อมของนางแม่มด  แล้วใช้คาถากับอาวุธวิเศษต่าง ๆ จัดการกับแม่มดใจร้ายและเหล่าลูกสมุน จนคนร้ายทั้งหมดสิ้นฤทธิ์ไปตาม ๆ กัน

แม่มดกับพวกคนแคระได้รับโทษโดยถูกจับขังและดัดนิสัยที่เรือนจำศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี  ส่วนเด็ก ๆ ก็ได้รับการปล่อยตัวให้กลับคืนสู่อ้อมอกของพ่อกับแม่ที่พวกเขารัก

เมื่อเด็กทุกคนทราบถึงความกล้าหาญที่เอียนติดตามไปเพื่อหาทางช่วยพวกเขา  เด็ก ๆ ที่เคยล้อเลียนและไม่ยอมรับเอียนก็พากันสำนึกผิด

เด็กทุกคนขอโทษเอียนที่พวกตนมัวสนใจรูปกายภายนอกโดยลืมมองถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้น  ซึ่งนั่นก็คือความรักเพื่อนที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในหัวใจของเอียนนั่นเอง          

และแล้ว…วีรบุรุษแขนเดียวอย่างเอียนก็เอาชนะใจเพื่อน ๆ ได้สำเร็จ

#นิทานนำบุญ

…………………….