Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจ

นิทานหมีสามตัวกับเด็กหญิงผมทอง | นิทานก่อนนอนสอนใจ

  • การใช้ของของผู้อื่นโดยพลการเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
  • หากเราทำผิด ควรยอมรับและขอโทษอย่างจริงใจ
  • เด็กดีต้องรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แม้จะไม่มีใครเห็น
  • การให้อภัยเป็นสิ่งที่งดงาม เมื่อเราพร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด
ฉากที่หมีสามตัวกลับบ้านมาพบว่า มีเด็กผู้หญิงผมทองเข้ามานอนบนเตียงของลูกหมีโดยไม่ได้รับอนุญาต







Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานสอนใจ, นิทานอินเดีย

ซาวิตรีและสัตยาวัน : นิทานความรัก ความกตัญญู และชัยชนะเหนือโชคชะตา

นิทานเรื่อง ซาวิตรีและสัตยาวัน ไม่ได้เป็นเพียงนิทานความรักที่เล่าขานกันในอินเดียเท่านั้น หากแต่เป็นหนึ่งในเรื่องย่อยอันทรงคุณค่า ซึ่งปรากฏอยู่ใน มหากาพย์มหาภารตะ — วรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ยาวที่สุดในโลก และเป็นเสาหลักของวัฒนธรรมฮินดู มหากาพย์นี้มีความลึกซึ้งทั้งในด้านศาสนา ปรัชญา และจริยธรรม โดยเรื่องของซาวิตรีถูกบรรจุไว้ใน “วนบรรพ” หรือ “บรรพแห่งป่า” ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวละครหลักของมหากาพย์ถูกเนรเทศและได้เรียนรู้ธรรมะผ่านเรื่องเล่าจากฤๅษีผู้ทรงภูมิ

แม้จะเป็นเพียงเรื่องย่อยในมหากาพย์ แต่ ซาวิตรีและสัตยาวัน กลับได้รับการยกย่องจากนักวิชาการว่าเป็นหนึ่งในนิทานที่สะท้อน “ธรรมะในชีวิตจริง” ได้อย่างงดงามที่สุด ตัวละครหญิงในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงเจ้าหญิงผู้เลอโฉม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ประกอบด้วยสติปัญญา ความกตัญญู และความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับโชคชะตา นิทานเรื่องนี้จึงถูกนำไปตีความและดัดแปลงในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก รวมถึงในไทย

สำหรับคนไทย นิทานเรื่องนี้อาจมีบริบทบางอย่างที่แตกต่างจากค่านิยมไทย เช่น การเลือกคู่ครองด้วยตนเอง หรือการสนทนากับเทพแห่งความตาย แต่เมื่อเข้าใจพื้นฐานของมหากาพย์มหาภารตะและวัฒนธรรมอินเดียแล้ว จะพบว่าเรื่องนี้มีคุณค่าอันเป็นสากลและเข้าถึงใจของคนทุกเชื้อชาติ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เราเข้าใจความรัก ความเสียสละ และพลังของปัญญาในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ อาณาจักรอัศวปตี ที่รุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ มีพระราชาผู้เปี่ยมด้วยเมตตาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระราชาอัศวปตี” พระองค์ทรงมีทุกสิ่งครบถ้วน ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว นั่นคือบุตรหรือธิดาที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์

ทุกค่ำคืน พระราชาอัศวปะตีจะทรงสวดมนต์ภาวนาและบำเพ็ญตบะ ด้วยความหวังอันแรงกล้าที่จะได้ทายาทผู้เปี่ยมด้วยปัญญามาสืบทอดวงศ์ตระกูล

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระแม่แห่งปัญญาได้เสด็จมาในความฝันของพระราชาอัศวปตี แล้วตรัสว่า “เจ้าจะได้ธิดา ผู้เปล่งประกายดุจจันทรา แต่จงรู้ไว้เถิด…นางมีโชคชะตาอันท้าทายรอคอยอยู่”

ในเวลาต่อมา พระราชาอัศวปตีก็ได้พระธิดาสมดังใจ พระธิดาผู้เลอโฉมพระองค์นั้นมีนามว่า “ซาวิตรี” นางงดงามเหนือหญิงใดโลกหล้า ทั้งยังเฉลียวฉลาด กตัญญู ซื่อตรง และเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรจึงพากันรักใคร่ชื่นชมพระองค์มาก

ครัันเมื่อเจ้าหญิงซาวิตรีเติบโตถึงวัยอันสมควร พระราชาได้ตรัสกับพระธิดาว่า “เจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยปัญญา หากไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อมถึงดวงจันทร์อย่างเจ้า เจ้าจงออกเดินทางเถิด แล้วเลือกชายผู้คู่ควร ด้วยหัวใจของเจ้าเอง”

เมื่อพระบิดาตรัสเช่นนั้น เจ้าหญิงซาวิตรีจึงออกเดินทางพร้อมเหล่าข้าราชบริพาร ท่องไปยังแว่นแคว้นต่าง ๆ และได้พบชายหนุ่มเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่ทำให้เจ้าหญิงรู้สึกว่า “คือคนที่ใช่” สำหรับพระองค์

จนกระทั่งวันหนึ่ง…ท่ามกลางป่าลึกที่สงบงาม เจ้าหญิงซาวิตรีได้พบชายหนุ่มผู้หนึ่ง นามว่า “สัตยาวัน” สัตยาวันไม่ได้มีสมบัติใด ๆ ที่เทียบเคียงกับเจ้าหญิงได้ แต่เขามีหัวใจที่อ่อนโยน, มีมือที่ขยันขันแข็ง และมีดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

จริง ๆ แล้ว สัตยาวันเป็นโอรสของกษัตริย์ผู้ถูกโค่นอำนาจ เขาจึงต้องมาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ในป่า และต้องดูแลบิดามารดาผู้ชราภาพด้วยความรักและความกตัญญู เจ้าหญิงซาวิตรีรู้ในทันทีว่า… นี่คือผู้ชายที่หัวใจของพระองค์เฝ้าตามหา

เมื่อเจ้าหญิงซาวิตรีกลับไปกราบทูลพระราชาและขออนุญาตแต่งงานกับสัตยาวัน โหรหลวงประจำราชสำนักได้ทูลว่า “สัตยาวันเป็นบุรุษที่มีบุญ แต่ดวงชะตากำหนดไว้แล้วว่า…เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น!”

พระราชาทรงตกใจ และพยายามหว่านล้อมให้เจ้าหญิงซาวิตรีเปลี่ยนใจ แต่เจ้าหญิงกลับกล่าวด้วยสายตาอันมั่นคงว่า “แม้จะมีเพียงหนึ่งปีแห่งความสุขที่แท้จริงกับคนที่หม่อมฉันรัก ก็ยังดีกว่ามีชีวิตทั้งชีวิตกับคนที่หม่อมฉันไม่ได้รัก” ในที่สุด…เจ้าหญิงซาวิตรีก็ตัดสินใจแต่งงานกับสัตยาวัน โดยพระองค์ได้ทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง แล้วไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในป่าร่วมกับสามีและบิดามารดาของเขาอย่างเต็มใจ

หนึ่งปีผ่านไป วันที่ไม่มีใครอยากให้มาถึง…ได้เวียนมาถึงวาระ วันนั้น สัตยาวันออกไปตัดไม้ในป่าตามปกติ แต่ซาวิตรีรู้สึกใจหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซาวิตรีจึงขอตามสามีไปด้วย

ตลอดทั้งวัน…ยังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ในขณะที่สัตยาวันกำลังแบกฟืนกลับบ้าน เขากลับทรุดลงด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

ในวินาทีนั้น “ยมราช” ผู้เป็นเทพแห่งความตาย ได้ปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางลมพัดเย็นยะเยือก

“ถึงเวลาของสัตยาวันแล้ว เจ้าจงถอยไปเถิด” ยมราชพูดกับซาวิตรี พร้อม ๆ กับเตรียมนำวิญญาณของสัตยาวันออกจากร่าง

แต่ซาวิตรีไม่ยอม นางจึงกล่าวกับยมราชว่า “ท่านเป็นเทพแห่งธรรมะและความยุติธรรมมิใช่หรือ? ภรรยาผู้สัตย์ซื่อต้องตามสามีไปทุกแห่ง แม้แต่โลกหลังความตาย ข้าย่อมต้องติดตามเขา”

หัวใจที่มุ่งมั่นและสายตาที่เอาจริงของซาวิตรี ทำให้ยมราชประทับใจในความเด็ดเดี่ยว ยมราชจึงกล่าวว่า “หัวใจของเจ้าช่างประเสริฐ เอาล่ะ…ข้าจะให้พรแก่เจ้า เจ้าจะขอพรอะไรก็ได้ 3 ประการ…ยกเว้นการขอชีวิตของสัตยาวัน”

ซาวิตรีประนมหัตถ์ขอบคุณและกล่าวว่า “ข้าขอให้พระบิดาของข้าได้ทายาทอีกองค์ เพื่อสืบสันตติวงศ์” การที่ซาวิตรีขอพรเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความกตัญญู

ข้อที่สอง “ข้าขอให้บิดาของสัตยาวันได้อาณาจักรคืน เพื่อฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูลเขา” การที่ซาวิตรีขอพรเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อสามีและครอบครัวของสามี

ข้อสุดท้าย “ข้าขอให้ข้ามีบุตรกับสัตยาวัน”

ยมราชนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ เพราะหากยมราชเอาชีวิตของสัตยาวันไป ซาวิตรีก็ย่อมไม่มีโอกาสมีบุตรกับสัตยาวันเป็นแน่

ยมราชไม่ให้ซาวิตรีขอชีวิตของสัตยาวัน นางจึงเลี่ยงการขอชีวิตสามี โดยผูกตรรกะที่ไม่อาจโต้แย้งได้ พระองค์รับรู้ในทันทีว่า ซาวิตรีเป็นสตรีที่มีสติปัญญาสูงส่ง หากยมราชเอาชีวิตของสัตยาวันไป พรข้อสามก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้!

ยมราชยิ้มอย่างชื่นชม “เจ้าชนะแล้ว ซาวิตรี…ข้าจะคืนชีวิตให้สัตยาวัน”

เมื่อสัตยาวันฟื้นคืนชีวิต ซาวิตรีก็รีบประคองเขาไว้แนบกาย พร้อมกับขอบคุณยมราชที่เมตตา

ครั้นเมื่อซาวิตรีและสัตยาวันเดินทางกลับสู่อาณาจักร บิดาและมารดาของสัตยาวันที่ได้กลับคืนสู่ราชบัลลังก์ ก็รอต้อนรับพวกเขาอยู่ที่นั่น ส่วนบิดาของซาวิตรีได้มีพระโอรสองค์น้อยตามที่ซาวิตรีขอพรเอาไว้

ในที่สุด เรื่องราวความรักของซาวิตรีและสัตยาวันก็จบลงอย่างมีความสุข

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • รักแท้มีค่ากว่าทุกสิ่ง
  • รักแท้เอาชนะโชคชะตาได้
  • ผู้กตัญญูจะได้รับผลตอบแทนที่ดี
  • สติปัญญาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้


จ้าหญิงซาวิตรีเจรจากับยมราชในป่า เพื่อช่วยชีวิตสามีสัตยาวัน – ภาพประกอบนิทานจากมหาภารตะ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ, Charles Perrault, Puss in Boots

นิทานเรื่อง แมวใส่รองเท้าบูท

แมวใส่รองเท้าบูท (Puss in Boots) เป็นหนึ่งใน นิทานคลาสสิกจากยุโรป ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งทั่วโลก นิทานเรื่องนี้โดดเด่นด้วยตัวละครแมวผู้ชาญฉลาดและมีไหวพริบเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด โดยมีจุดเริ่มต้นจากนิทานพื้นบ้านของอิตาลีในศตวรรษที่ 16 ก่อนจะถูกเรียบเรียงใหม่โดย Charles Perrault นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1697 ซึ่งเป็นฉบับที่ทำให้นิทานเรื่องนี้กลายเป็นตำนานที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ

ในเนื้อเรื่อง Puss in Boots เล่าถึงแมวที่วางแผนอย่างแยบคายเพื่อเปลี่ยนชีวิตเจ้านายผู้ยากไร้ให้กลายเป็นขุนนางผู้ทรงเกียรติ โดยอาศัยทั้งปัญญา กลอุบาย และการสร้างภาพลักษณ์ที่เหนือจริง ซึ่งสะท้อน ค่านิยมของสังคมยุโรปในยุคนั้น ที่เน้นชนชั้น ฐานะ และภาพลักษณ์ทางสังคมอย่างชัดเจน นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ให้ความสนุก แต่ยังแฝงแง่คิดเกี่ยวกับความฉลาดเฉลียว การพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และการใช้ปัญญาแทนพละกำลัง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้หนึ่งทำงานหนักมาตลอดชีวิตจนมีทรัพย์สินเก็บอยู่บ้าง เมื่อชาวนาเสียชีวิตไป ทรัพย์สินทั้งหมดถูกแบ่งให้ลูก ๆ 3คนตามลำดับ

ลูกชายคนโตได้รับโรงสีอันเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว ลูกชายคนกลางได้รับลาที่ใช้ขนสินค้า ส่วนลูกชายคนสุดท้องกลับได้รับเพียง “แมว” ตัวหนึ่ง แม้แมวตัวนั้นจะมีขนเงางามเป็นพิเศษ แต่เขาก็รู้สึกผิดหวัง

“พี่ชายของข้าได้ทรัพย์สมบัติที่ทำมาหากินได้ แต่ข้ากลับได้เพียงเจ้าแมวที่เอาแต่นั่งเลียขนของมัน” ชายหนุ่มรำพึงอย่างหมดหวัง แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ แมวตัวนี้ไม่ใช่แมวธรรมดา มันมีความฉลาดหลักแหลมและพูดได้!

วันหนึ่ง แมวเดินตรงไปหานายของมันแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไปเลยนายของข้า หากท่านมอบรองเท้าบูทดี ๆ สักคู่ให้ข้า และเชื่อฟังในสิ่งที่ข้าพูด ข้าจะทำให้ท่านร่ำรวยและเป็นที่นับหน้าถือตา”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง แมวพูดได้อย่างนั้นหรือ? แม้เขาจะสงสัย แต่เขาก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เขาจึงตอบแมวไปว่า “ได้ ข้าจะลองดู”

ชายหนุ่มนำหนังเก่ามาตัดเย็บเป็นรองเท้าบูทขนาดเล็กพอดีกับเท้าแมว เมื่อแมวได้สวมรองเท้าคู่นั้น มันก็ดูสง่างามขึ้นทันที มันเดินไปเดินมาอย่างภาคภูมิ จากนั้น มันก็เริ่มแผนการที่วางไว้

แมวเริ่มต้นด้วยการล่ากระต่ายป่าตัวใหญ่ในทุ่งหญ้าแถวบ้าน มันใช้ความว่องไวและไหวพริบจนจับกระต่ายได้อย่างง่ายดาย จากนั้น มันก็นำกระต่ายใส่ถุงผ้า แล้วเดินทางไปยังปราสาทของกษัตริย์

เมื่อแมวไปถึงปราสาทที่สูงตระหง่านและมีธงสะบัดพลิ้วเหนือกำแพง มันก็เดินเข้าไปอย่างมั่นใจพร้อมกับทักทายทหารยามว่า “ข้ามีของขวัญจากนายของข้า มาร์ควิสแห่งคาราบาส เพื่อมอบให้ฝ่าบาท”

(คำว่า “มาร์ควิส” เป็นยศขุนนางในยุโรป ซึ่งสูงกว่าท่านเคานต์แต่ต่ำกว่าท่านดยุก ส่วน “คาราบาส” เป็นชื่อเมืองที่แมวแต่งขึ้น เพื่อสร้างภาพว่า เจ้านายของมันร่ำรวยและมีเป็นเจ้าของที่ดินอันกว้างใหญ่)

กษัตริย์รับกระต่ายตัวนั้นด้วยความประหลาดใจและพอใจ กษัตริย์เอ่ยชมเจ้าแมวประหลาดที่ใส่รองเท้าบูท โดยกล่าวว่า “นายของเจ้าเป็นผู้มีน้ำใจ ฝากขอบคุณนายของเจ้าด้วย”

ในวันถัด ๆ มา แมวจะแวะมามอบของขวัญเพิ่มเติมให้แก่กษัตริย์อีก ไม่ว่าจะเป็นไก่ป่าหรือนกกระทาที่มันจับได้ ซึ่งทุกครั้ง มันจะกล่าวว่า ของกำนัลเหล่านี้เป็นน้ำใจจากมาร์ควิสแห่งคาราบาส ส่งผลให้กษัตริย์หลงเชื่อว่า มาร์ควิสผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญ ซึ่งพระองค์ควรทำความรู้จักเอาไว้

วันหนึ่ง แมวได้ข่าวว่ากษัตริย์พร้อมกับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมจะเสด็จประพาสผ่านแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านทุ่งหญ้า แมวจึงรีบวางแผน โดยมันบอกนายของมันว่า “ท่านจงไปลงเล่นน้ำในแม่น้ำ โดยทิ้งเสื้อผ้าเอาไว้ ที่เหลือ…ข้าจะจัดการเอง”

ชายหนุ่มทำตามที่แมวบอก เมื่อเขาลงไปเล่นน้ำ แมวก็นำเสื้อผ้าของเขาไปซ่อน แล้วรีบวิ่งไปตะโกนขอความช่วยเหลือจากขบวนของกษัตริย์

“ช่วยด้วย! นายของข้า มาร์ควิสแห่งคาราบาส กำลังจะจมน้ำ!”

กษัตริย์ได้ฟังดังนั้นก็รีบสั่งให้ทหารเข้าช่วยเหลือทันที

แต่เมื่อกษัตริย์ได้ทราบจากทหารว่า นายของแมวไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ (เพราะแมวแกล้งบอกว่าถูกขโมยไป) กษัตริย์จึงมอบเสื้อผ้าหรูหราให้ชายหนุ่มสวม

ครั้นเมื่อเจ้าหญิงมองเห็นชายหนุ่มในชุดใหม่ พระองค์ก็ประทับใจในความหล่อเหลาและสง่างามของเขา

หลายวันต่อมา แมวใส่รองเท้าบูทได้วางแผนเชิญกษัตริย์และเจ้าหญิงไปยังปราสาทของ มาร์ควิสแห่งคาราบาส (ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีอยู่จริง) เพราะมาร์ควิสต้องการเลี้ยงน้ำชาเพื่อขอบคุณ กษัตริย์จึงตอบตกใจ

เมื่อกษัตริย์หลงกล แมวใส่รองเท้าบูทผู้เฉลียวฉลาดก็ดำเนินการตามแผน โดยวิ่งนำหน้ารถม้าของกษัตริย์และเจ้าหญิง ผ่านทุ่งกว้างที่ทอดยาวไปสุดสายตา เมื่อมันวิ่งผ่านชาวนาที่กำลังไถนาบนที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ มันก็ตะโกนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “เจ้าชาวนา! หากกษัตริย์ถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินนี้ จงตอบว่ามันเป็นของ มาร์ควิสแห่งคาราบาส มิฉะนั้นเจ้าจะต้องถูกลงโทษ!”

ชาวนาเบิกตากว้าง มองเจ้าแมวในรองเท้าบูทที่ดูราวกับขุนนางสูงศักดิ์ด้วยความหวาดกลัวแกมสงสัย แต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง

“ข้าจะทำตาม! ข้าจะทำตาม!” ชาวนาตอบพร้อมโค้งศีรษะ

เมื่อกษัตริย์และเจ้าหญิงเสด็จมาถึงและเห็นทุ่งกว้างอันเขียวขจี กษัตริย์จึงถามชาวนาว่า “ที่ดินกว้างใหญ่นี้เป็นของใครกัน?”

“เป็นของมาร์ควิสแห่งคาราบาส ฝ่าบาท!” ชาวนาตอบด้วยเสียงดังฟังชัด

กษัตริย์ประทับใจยิ่งนักในความมั่งคั่งของมาร์ควิสแห่งคาราบาส “นอกจากเขาจะมีน้ำใจแล้ว เขายังร่ำรวยมากอีกด้วย” กษัตริย์คิดอยู่ในใจ

แมวใส่รองเท้าบูทยังไม่หยุดแค่นั้น มันรีบวิ่งล่วงหน้าจนถึงปราสาทของยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ ปราสาทแห่งนั้นสูงตระหง่านเสียดฟ้า บนยอดมีควันสีดำลอยขึ้นมาจากปล่องไฟ แมวไต่ปราสาทและเดินเข้าไปในปราสาทอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด

“ใครกล้าบุกรุกอาณาเขตของข้า!” ยักษ์คำรามเมื่อเห็นแมวเดินผ่านประตูด้วยท่าทางมั่นใจ แม้ยักษ์จะโกรธที่มีผู้ล่วงล้ำเข้ามา แต่มันก็อดแปลกใจไม่ได้กับแมวที่ใส่รองเท้าบูทไม่เหมือนใคร

“โอ้ ท่านยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่!” แมวกล่าวพร้อมโค้งคำนับ “ข้าได้ยินกิตติศัพท์ถึงพลังเวทมนตร์ของท่าน ข้าจึงอยากมาพิสูจน์ด้วยตาตนเอง”

ยักษ์เลิกคิ้วและคำรามเบา ๆ “เจ้ามีความกล้ามากที่เข้ามา ข้าสามารถบดขยี้เจ้าได้ด้วยมือเดียว!”

“แน่นอน ท่านมีพลังมากมายจนไม่มีใครกล้าเทียบ” แมวตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ข้ารู้ว่าท่านสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งใดก็ได้ในโลกนี้ อย่างเช่นสิงโตหรือช้างตัวใหญ่ ข้าจึงต้องมาดูให้เห็นจริง”

ยักษ์ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มอย่างภาคภูมิ “แน่นอนว่าข้าทำได้ ดูนี่สิ!”

ในชั่วพริบตา ยักษ์ก็แปลงร่างเป็นสิงโต แล้วคำรามเสียงดังจนกำแพงปราสาทสั่นสะเทือน แมวกระโดดถอยหลังแสร้งทำเป็นตกใจ “ช่างน่าทึ่งนัก!” มันอุทาน “แต่ข้ามีข้อสงสัยอีกข้อ ท่านแปลงเป็นสัตว์ใหญ่ได้แน่นอน แต่สัตว์เล็ก ๆ อย่างหนูตัวจิ๋วล่ะ ท่านจะแปลงเป็นมันได้ไหม?”

“ฮึ! เรื่องเล็กน้อย” ยักษ์กล่าวด้วยความมั่นใจ ก่อนแปลงร่างเป็นหนูตัวเล็กในพริบตา

และในเสี้ยววินาทีนั้น แมวก็กระโดดตะครุบหนูตัวจิ๋ว แล้วกินมันลงไปทันที

หลังจากนั้น แมวใส่รองเท้าบูทก็ส่งสัญญาณให้นายของมันเดินเข้ามายังปราสาทตามที่นัดแนะกันไว้ ครั้นเมื่อขบวนของกษัตริย์มาถึงปราสาท แมวก็ออกมาต้อนรับ โดยที่มีนายของมันเดินตามออกมาด้วย จากนั้น มันก็พูดว่า “ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทของนายข้า มาร์ควิสแห่งคาราบาส!”

กษัตริย์มองปราสาทหินที่ใหญ่โตและงดงาม เขารู้สึกประทับใจในความมั่งคั่งของมาร์ควิสแห่งคาราบาสยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนเจ้าหญิงก็มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ

“ท่านเป็นคนที่น่าชื่นชมยิ่ง” กษัตริย์กล่าว “ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าอยากให้เจ้าหญิงได้แต่งงานกับท่าน และข้าจะมอบความสนับสนุนทั้งหมดให้ท่านปกครองดินแดนนี้ต่อไป”

แม้ชายหนุ่มจะไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่แมวใส่รองเท้าบูทไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ มันจึงรีบตอบรับแทนชายหนุ่ม และเร่งรัดให้พระราชาจัดงานแต่งงานให้ทั้งคู่โดยเร็ว

ครั้นเมื่อถึงวันแต่งงาน ในงานเลี้ยงฉลองที่จัดขึ้นในปราสาท ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความสุข เจ้าหญิงยิ้มหวานให้มาร์ควิสแห่งคาราบาส ในขณะที่ชายหนุ่มยังคงไม่อยากเชื่อว่า เขาจะมาถึงจุดนี้ได้ ชายหนุ่มมองไปที่แมวใส่รองเท้าบูทซึ่งนั่งกินไก่อบอย่างสบายใจ

“ขอบคุณเจ้านะ ข้าคงไม่มีวันนี้หากไม่มีเจ้า” ชายหนุ่มกล่าวกับแมวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง

“ข้าเพียงทำในสิ่งที่แมวฉลาดพึงกระทำ นายของข้า” แมวตอบพลางยิ้มกว้าง

เสียงเพลงและเสียงหัวเราะดังไปทั่วทั้งปราสาท บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข แมวใส่รองเท้าบูทกลายเป็นที่ชื่นชมในความเฉลียวฉลาด และชายหนุ่มผู้เคยหมดหวังในชีวิตก็ได้พบทั้งความมั่งคั่งและความรัก

และแล้ว…นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความฉลาดและไหวพริบสามารถพลิกชีวิตจากยากไร้สู่ความรุ่งเรืองได้
  • การสร้างภาพลักษณ์และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมมีพลังในการเปลี่ยนมุมมองของผู้คน
  • อย่าดูถูกสิ่งที่ดูไม่มีค่า เพราะอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

แมวใส่รองเท้าบูทตัวเอกในนิทาน Puss in Boots ฉบับภาษาไทย – เวอร์ชันนิทานนำบุญ
Posted in นิทานร่วมสมัย, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

“บ้านที่ฟางชี้โด่ชี้เด่ – นิทานอบอุ่นหัวใจที่ปลุกชีวิตให้กลับมามีรอยยิ้ม”

Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ลูกกระต่ายยอดนักประดิษฐ์ – นิทานก่อนนอนสนุก ๆ พร้อมหุ่นยนต์สุดเท่

Posted in นิทานจากทั่วโลก, นิทานนานาชาติ, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานสอนใจ, นิทานสะท้อนใจ, นิทานสำหรับเด็กโต

การผจญภัยของกิลกาเมช : นิทานแห่งมิตรภาพและการเติบโตภายใน

Continue reading “การผจญภัยของกิลกาเมช : นิทานแห่งมิตรภาพและการเติบโตภายใน”
Posted in นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานชุดใหม่ล่าสุด, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม – นิทานความรักที่จบไม่เหมือนใคร

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ชุดใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนนิทานอาชีพ ชื่อ นำบุญ นามเป็นบุญ ผู้เคยมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนหลายเรื่อง นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาอบอุ่น สะท้อนแง่มุมของความรัก ความอิสระ และมิตรภาพ ที่ไม่ได้จบตามสูตรสำเร็จอย่างที่นิทานเจ้าหญิงทั่วไปมักเป็น ด้วยจุดเด่นของเนื้อเรื่องที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ผู้อ่านจะได้เห็นการเติบโตทางความคิดของตัวละคร พร้อมกับการเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของความรักผ่านมุมมองใหม่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหา “นิทานก่อนนอนสั้น ๆ” ที่มีสาระให้เด็กคิดตามและหลับสบายไปพร้อมกัน

เจ้าหญิงสายลมเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ที่มีนิสัยน่ารัก ทั้งยังมีจิตใจดีงาม จนทุกคนที่ได้พบมักหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น  ซึ่งรวมไปถึง เจ้าชายสามพระองค์ที่หญิงสาวจากทั่วทุกสารทิศต่างหมายปอง

เจ้าชายองค์ที่สองมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงอาทิตย์”  พระองค์เป็นเจ้าชายรูปหล่อ ที่มีพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งความอบอุ่นและพลังความร้อนเพื่อใช้ทำลายล้าง

เจ้าชายทั้งสามพระองค์ต่างหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น  เจ้าชายทั้งสามจึงรอเวลาที่พระราชาจะจัดงานเลือกคู่แบบที่เคยฟังในนิทานเรื่องต่าง ๆ

วันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะมีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากได้เจ้าหญิงแสนสวยไปแต่งงานกับพ่อมดซึ่งเป็นลูกชายของตน    แม่มดจึงลักพาตัวเจ้าหญิงไปจากพระราชวัง  โดยตั้งใจจะบังคับให้เจ้าหญิงมาเป็นลูกสะใภ้ของตนให้จงได้

เมื่อพระราชาทราบว่าเจ้าหญิงถูกแม่มดลักพาตัวไป  พระราชาจึงประกาศขอความช่วยเหลือจากผู้คนทั้งหลายอย่างไม่รอช้า

เมื่อเจ้าชายทั้งสามไปถึงหอคอยของแม่มด   เจ้าชายแสงจันทร์ใช้พลังสร้างความเงียบสงบ ทำให้ทุกคนเข้าไปในหอคอยได้ โดยที่แม่มดและลูกชายไม่ได้ยินเสียงผู้บุกรุกเลยแม้สักนิด    

เมื่อเจ้าหญิงปลอดภัย เจ้าชายต่างคาดหวังว่าเจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับเจ้าชายสักพระองค์ เพื่อให้เรื่องราวของนิทานจบลงอย่างมีความสุข

เจ้าชายแสงจันทร์ เจ้าชายแสงอาทิตย์ และเจ้าชายแสงดาว ต่างรู้สึกผิดหวัง เพราะเจ้าชายทุกพระองค์คาดหวังว่าตนเองอาจได้แต่งงานกับเจ้าหญิง 

เมื่อเจ้าชายทุกพระองค์ได้รับพลังแสงดาว  เจ้าชายผู้ผิดหวังก็ตระหนักได้ว่า  จริงๆ  แล้ว  มิตรภาพระหว่างเพื่อนที่เจ้าหญิงมอบให้ มีคุณค่าไม่แพ้การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่ตนหลงรัก  เพราะความเป็นเพื่อน คือการที่บุคคลมีความปรารถนาดีต่อกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกัน  การคอยตักเตือนกัน  และการให้เพื่อนมีอิสระในการใช้ชีวิต   

เมื่อพลังแสงดาวช่วยทำให้เจ้าชายทุกพระองค์ได้สติและเกิดความเข้าใจ    เจ้าชายทั้งสามจึงยินดีเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง โดยพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน  พัฒนาตนเองไปด้วยกัน และใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากเดือดร้อนไปด้วยกัน 

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • มิตรภาพที่แท้จริงมีคุณค่าไม่แพ้ความรักแบบคู่รัก
  • การช่วยเหลือควรเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน
  • ความรักที่ดีควรมอบอิสระและความปรารถนาดีให้แก่กัน
เจ้าหญิงสายลมในชุดสีชมพูยืนอยู่กลางสวนกับเจ้าชายทั้งสามในชุดประจำตัว
ภาพประกอบท้ายนิทานเรื่อง ‘เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม’

Posted in นิทานความรัก, นิทานสอนใจ, นิทานอ่านให้แฟนฟัง

คู่รักกระต่ายน้อย : นิทานความรักก่อนนอนพร้อมข้อคิดที่ควรอ่านให้แฟนฟัง

ภาพที่แคปหน้าจอ ข้อความที่ผู้อ่านส่งมา  เล่าว่าอ่านตั้งแต่ ม.4 จนตอนนี้ขึ้นปี 3 อ่านให้แฟนฟัง

ก่อนที่จะแต่งงงาน  กระต่ายหนุ่มได้จ้างช่างมาสร้างเรือนหอเป็นบ้านแห่งความรักระหว่างมันกับกระต่ายสาวยอดดวงใจ 

เช้าวันต่อมา ในขณะที่กระต่ายหนุ่มยังคงโมโหโทโส  กระต่ายสาวได้จัดการหาสีมาทาแก้ไขจนรอยกระดำกระด่างหายไปจนหมด  เมื่อกระต่ายหนุ่มได้รู้ในภายหลังว่า กระต่ายสาวยอดดวงใจไม่มัวเสียเวลาอยู่กับการโมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืน ที่ไร้ประโยชน์  แต่กระต่ายสาวกลับใช้เวลาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหา จนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ  กระต่ายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมกระต่ายสาวและคิดว่ามันเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดจริง ๆ

เช้าวันต่อมา ในขณะที่กระต่ายหนุ่มยังคงโมโหโทโส  กระต่ายสาวตัดสินใจเก็บกวาดจัดสวนให้เรียบร้อย แถมยังจัดหาต้นไม้ดอกไม้มาปลูกเพิ่มเติมจนสวนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อกระต่ายหนุ่มได้รู้ในภายหลังว่า กระต่ายสาวยอดดวงใจไม่มัวเสียเวลาอยู่กับการ “โมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืน” ที่ไร้ประโยชน์  แต่กระต่ายสาวกลับใช้เวลาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหาจนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ  กระต่ายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมกระต่ายสาวและคิดว่ามันเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดจริง ๆ

เมื่อพูดจบ กระต่ายสาวก็ชวนกระต่ายหนุ่มให้ช่วยกันจุดเทียนรอบ ๆ งานแต่ง  จากนั้น  พวกมันก็ชวนให้แขกเข้ามานั่งใกล้ ๆ กันอีกนิด เพราะในงานไม่มีไมโครโฟน   ส่วนเรื่องเพลงหรือดนตรี กระต่ายสาวก็ขอให้กระต่ายหนุ่มและแขกในงานช่วยกันร้องเพลง ซึ่งทั้งหมดให้บรรยากาศภายในงานดูอบอุ่นและทำให้พิธีแต่งงานดำเนินไปได้อย่างน่าประทับใจ

กระต่ายหนุ่มมองกระต่ายสาวด้วยสายตาที่เหมือนต้องการจะบอกว่า “ขอบคุณนะ”  ส่วนกระต่ายสาวซึ่งหันมาสบตากระต่ายหนุ่มพอดี กลับส่งยิ้มให้แล้วทำหน้าทะเล้นใส่  จากนั้น กระต่ายสาวก็บอกกระต่ายหนุ่มว่า “นับจากวันนี้ ถ้าเจออะไรไม่สมดังใจ ก็อย่างเพิ่งโมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืนนะ  เพราะถึงจะขาดสิ่งนู้น ไม่มีสิ่งนี้ แต่ยังไง..เราก็ยังมีกันและกัน ที่จะช่วยกัน แก้ปัญหาในทุก ๆ เรื่องนะ”

“ใช่แล้ว มีกันและกัน” กระต่ายสาวยิ้มเขิน   จากนั้น กระต่ายสาวก็อ้อนกระต่ายหนุ่มว่า “ว่าแต่คืนนี้ เธอลืมอะไรไปรึเปล่า”

กระต่ายหนุ่มยิ้มให้กระต่ายสาวด้วยความรัก  ส่วนกระต่ายสาวก็ยิ้มตอบ พร้อมกับหัวเราะ “แหะ ๆ” ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ากระต่ายสาวคิดอะไรอยู่

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ฝากกดดูแบนเนอร์โฆษณาอัตโนมัติที่เด้งขึ้นมาด้วยนะครับ (บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น) มันจะช่วยทำให้เว็บไซต์มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ขอบคุณครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

          นูอินเป็นเด็กยุคหิน   พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว  นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน

          อยู่มาวันหนึ่ง  นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้  เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ   มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก  เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา

         

นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่  ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ  เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา

          ทุก ๆ วัน  นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด  เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น   นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก  เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ

          เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน  พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่  นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก  ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก

          นับจากวันนั้น  เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว  แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน

          ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก  แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ   ไม่ช้าไม่นานนัก  เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ  จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้

          เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป 

          นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที  ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน

          คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก  คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน  เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย  เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง 

          แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก  แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้  นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น  เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน

          เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน  เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม  

          หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้

          นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย  แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ  แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี  

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

กระต่ายกับเต่า: นิทานอมตะก่อนนอนที่ให้ข้อคิดเรื่องความพยายามและมิตรภาพ

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าดูถูกผู้อื่น เพราะทุกคนมีคุณค่าในแบบของตนเอง
  • ความพยายามอย่างสม่ำเสมอ ย่อมชนะความเก่งที่ขาดวินัย
  • ความพ่ายแพ้สามารถเป็นครูที่ดีที่สุด
  • มิตรภาพสำคัญกว่าการเอาชนะ

#นิทานนำบุญ