Posted in #นิทานคุณธรรม, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ปฏิบัติการช่วยเพื่อน : นิทานมิตรภาพและการช่วยเหลือเพื่อน

นิทานเกี่ยวกับมิตรภาพเป็นนิทานที่อ่านเมื่อไรก็อบอุ่นใจเมื่อนั้น เพราะทุกคนล้วนเคยมีเพื่อนที่รัก เคยช่วยเหลือกัน หรือเคยได้รับความช่วยเหลือจากใครสักคนในวันที่ลำบาก เรื่องราวเหล่านี้จึงมีคุณค่าสำหรับทุกคน

“ปฏิบัติการช่วยเพื่อน” เป็นนิทานที่เล่าเรื่องของกลุ่มเพื่อนตัวน้อยที่ไม่ยอมอยู่เฉยเมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งกำลังเดือดร้อน ความน่ารักของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่ตัวละครไม่ได้เป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีพลังวิเศษ หรือมีของวิเศษใด ๆ แต่พวกเขามีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือหัวใจที่อยากช่วยเพื่อนอย่างจริงจัง และพร้อมจะลงมือทำในแบบที่เด็ก ๆ ก็สามารถทำตามได้

การอ่านหรือฟังนิทานเรื่องนี้ นอกจากจะได้ลุ้นและเอาใจช่วยเหล่าลูกสัตว์แล้ว เด็ก ๆ ยังจะได้เห็นว่า บางครั้งสิ่งเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม อาจมีคุณค่ามากกว่าที่คิด และเมื่อหลายคนช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย ก็อาจเกิดเรื่องดี ๆ ที่คาดไม่ถึงขึ้นได้ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานอีกหนึ่งที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน หรืออ่านร่วมกันในครอบครัว

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนประถมของลูกสัตว์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายป่า มีลูกสัตว์ชนิดต่างๆ ราว 20 ตัวเป็นเพื่อนรักที่เรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล วันหนึ่ง ก่อนการปิดเทอมใหญ่ 1 วัน คุณครูแพะหนุ่มได้นำข่าวร้ายมาแจ้งให้ลูกสัตว์ทั้งชั้นฟังว่า ในปีหน้า…เจ้ากระรอกน้อยอาจต้องออกจากโรงเรียน เพราะครอบครัวของมันไม่มีเงินส่งเสียให้มันเรียนต่อ เจ้ากระรอกน้อยรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว มันจึงได้แต่กล่าวคำอำลาเพื่อน ๆ อย่างเศร้า ๆ แล้วขอลากลับบ้านไปด้วยน้ำตานองหน้า

เมื่อลูกสัตว์ทั้งหมดทราบเรื่อง พวกมันก็เสียใจจนพูดไม่ออก ลูกสัตว์บางตัวร้องไห้ไม่ยอมหยุด แต่ลูกกระแตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจ้ากระรอกน้อยคิดว่า แทนที่พวกมันจะมัวแต่ร้องไห้ พวกมันควรคิดหาทางช่วยเจ้ากระรอกน้อยจะดีกว่า

ในตอนแรก ลูกกระแตอยากขอเรี่ยไรเงินจากเพื่อน ๆ มาช่วยเจ้ากระรอกน้อย แต่เนื่องจากลูกสัตว์ทั้งหลายยังเป็นเด็กและไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลูกกระแตจึงต้องคิดหาวิธีการใหม่

เจ้าเม่นเสนอความคิดขึ้นมาว่า “เราอาจหาเงินได้ด้วยการทำงานพิเศษนะ” ลูกสัตว์บางตัวเห็นดีด้วย แต่เนื่องจากพวกลูกสัตว์ยังเป็นเด็ก โอกาสหางานทำจึงยากมาก ๆ

ในขณะที่ทุกคนจนปัญญา  เจ้าตุ่นน้อยผู้รอบรู้ได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า “พวกเรารู้ไหม  ขยะต่าง ๆ สามารถนำไปขายได้  ถ้าพวกเราช่วยกันเก็บขยะ เช่น กระดาษ, ขวดพลาสติกและกระป๋องโลหะต่าง ๆ มาจัดจำแนกแยกขาย  บางทีพวกเราอาจรวบรวมเงินพอที่จะช่วยเจ้ากระรอกน้อยก็ได้นะ”

เมื่อลูกสัตว์ทั้งหมดได้ฟัง พวกมันก็เริ่มมีความหวัง ดังนั้น ลูกสัตว์ทุกตัวจึงตกลงที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อหาเศษขยะและสิ่งของเหลือใช้ต่าง ๆ แล้วจะกลับมาพบกันอีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า

เวลาผ่านไปไวราวสายลมพัด เมื่อถึงเวลานัดหมาย พวกลูกสัตว์ก็กลับมาพบกันที่โรงเรียนอีกครั้ง ซึ่งตลอด 1 เดือน ลูกสัตว์ทุกตัวเที่ยวเก็บเศษกระดาษ, ใบปลิว, หนังสือพิมพ์, ใบเสร็จรับเงิน หรืออะไรก็ตามที่เป็นกระดาษมาแยกใส่ถุงเอาไว้ นอกจากนี้ พวกมันยังรวบรวมขวดน้ำพลาสติก, ขวดนมสดและกระป๋องน้ำอัดลมที่ล้างสะอาดแล้ว มาแยกใส่ถุงอย่างเต็มกำลังความสามารถอีกด้วย แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ขยะที่พวกลูกสัตว์เก็บมาได้มีปริมาณมากถึงขนาดที่ต้องขอร้องให้คุณครูแพะหนุ่มช่วยเป็นธุระในการนำขยะไปขายให้

ในตอนแรก คุณครูแพะหนุ่มตกใจที่เห็นถุงใส่ขยะเกือบ 100 ใบกองสุมกันสูงกว่าตัวของคุณครูเสียอีก แต่เมื่อคุณครูได้ฟังเรื่องทั้งหมดและทราบถึงความตั้งใจดีของพวกลูกสัตว์ที่ต้องการช่วยเพื่อน คุณครูจึงนำขยะใส่รถกระบะ แล้วช่วยเอาไปขายยังร้านรับซื้อขยะที่เชื่อถือได้

เย็นวันนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายรอคุณครูอยู่ที่โรงเรียนอย่างใจจดใจจ่อ พวกมันอยากรู้ว่าขยะทั้งหมดที่เก็บมาได้จะขายได้เงินพอให้เจ้ากระรอกน้อยเพื่อนรักมีทุนเรียนหนังสือต่อหรือไม่

และแล้ว…ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดก็มาถึง ลูกสัตว์ดีใจที่เห็นคุณครูแพะหนุ่มขับรถกลับมาที่โรงเรียน แต่เมื่อพวกมันเห็นสีหน้าเพลีย ๆ ของคุณครูสุดหล่อ พวกลูกสัตว์ก็เริ่มหน้าเจื่อนและคิดว่าความพยายามของพวกมันคงจะล้มเหลว

คุณครูแพะหนุ่มดื่มน้ำอึกใหญ่แล้วหยิบกระดาษที่จดไว้ออกมากางเพื่ออ่านให้ลูกสัตว์ทุกตัวฟังว่า “วันนี้…ครูนำขยะที่พวกเราเก็บได้ไปขาย  ซึ่งราคาขยะแต่ละประเภทมีดังนี้  หนังสือพิมพ์, กระดาษสีขาว, เศษกระดาษและสมุดที่ฉีกปกออกแล้ว  ราคากิโลกรัมละ 5 บาท, ขวดพลาสติกใสราคากิโลกรัมละ 15 บาท, ขวดพลาสติกสีขุ่นราคากิโลกรัมละ 20 บาท, กระป๋องน้ำอัดลมราคากิโลกรัมละ 40 บาท”

คุณครูหยุดพูดนิดหนึ่ง แล้วยิ้มให้กับลูกศิษย์พร้อมกับบอกว่า “สรุปวันนี้พวกเราขายขยะได้เงินมากถึง 5,555 บาท ซึ่งพอให้เจ้ากระรอกน้อยเรียนหนังสือได้ตลอดทั้งปี แถมยังมีเงินเหลืออีกนิดหน่อยด้วย”

ลูกสัตว์ทั้งหลายส่งเสียงไชโยกันดังลั่น พวกมันเพิ่งรู้ว่าที่คุณครูดูเพลีย ๆ เป็นเพราะคุณครูต้องช่วยยกขยะจำนวนมากไปชั่งขายทำให้คุณครูแทบจะหมดแรงเลยทีเดียว เมื่อสรุปยอดเงินให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังแล้ว คุณครูจึงชวนลูกสัตว์ทั้งหมดขึ้นรถ แล้วนำเงินไปมอบให้แก่เจ้ากระรอกน้อยทันที

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ความร่วมมือร่วมใจกันของลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ทำให้พวกมันเปลี่ยนขยะไร้ค่าให้กลายเป็นเงินค่าเล่าเรียนก้อนสำคัญสำหรับเพื่อนที่พวกมันรักได้

ในที่สุด เจ้ากระรอกน้อยก็ได้เรียนหนังสือกับเพื่อน ๆ ต่อไป เจ้ากระรอกน้อยดีใจมากที่เพื่อน ๆ กับคุณครูพยายามช่วยเหลือมันอย่างเต็มที่ ส่วนลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ก็ดีใจเช่นกันที่พวกมันสามารถช่วยเจ้ากระรอกน้อยเพื่อนรักได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ : นิทานสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงมีชื่อยาวจัง ชื่อที่ฟังดูจริงจังปนขำนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความลับที่ทำให้นิทานเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ รายละเอียดทุกอย่างในเรื่อง (รวมทั้งชื่อเรื่อง) ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้แต่งตั้งใจวางไว้เช่นนั้น เพื่อชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดหน้าแรก

เมื่อเริ่มอ่าน ผู้อ่านจะพบว่าความตั้งใจนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อ ตัวละครอย่าง “คุณพ่อคณิตศาสตร์” และโจทย์ง่าย ๆ อย่างการบวกเลข (1+1) ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาด เพราะเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคยเหมือนเกมทายปัญหา ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพครอบครัวในยุคที่การเรียนและการแข่งขันกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน นิทานจึงเดินอยู่กึ่งกลางระหว่างความสนุกแบบเด็ก ๆ กับประเด็นที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ลึกกว่า

นี่ไม่ใช่นิทานแนวเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือโลกเวทมนตร์แบบใน Harry Potter หากเป็นนิทานร่วมสมัยที่ใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นเวทีเล่าเรื่อง ยิ่งอ่าน ยิ่งสังเกต ผู้อ่านจะยิ่งเห็นชั้นเชิงของผู้แต่งที่ซ่อนความคิดไว้ในความเรียบง่าย และทำให้นิทานที่ดูธรรมดา กลับมีเสน่ห์และชวนคิดอย่างน่าประหลาดใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคุณพ่อคนหนึ่งชื่อว่า “คณิตศาสตร์” คุณพ่อคณิตศาสตร์ฝันอยากให้ลูกชายเติบโตขึ้นเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ และวางแผนให้ลูกสาวเติบโตขึ้นเป็นคุณหมอที่ทำคะแนนสอบได้สูงลิ่วเกินกว่าใคร ๆ

คุณพ่อคณิตศาสตร์คำนวณเอาไว้ในใจว่า ถ้าเขายอมเสียเงินลงทุนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันเสาร์อาทิตย์และหลังเลิกเรียนในวันปกติตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อลูก ๆ เรียนจบ…ลูก ๆ ก็จะทำเงินกลับคืนมาอย่างมากมายมหาศาลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไปหลายร้อยหลายพันเท่านัก เมื่อคิดคำนวณเสร็จ คุณพ่อคณิตศาสตร์ก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” แล้วดำเนินการตามแผนที่วางไว้โดยไม่ถามความสมัครใจของลูก ๆ เลย

เมื่อลูก ๆ ของคุณพ่อคณิตศาสตร์ต้องเรียนหนังสือทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เด็กทั้งสองก็ค่อย ๆ มีความรู้เพิ่มขึ้น, ทำโจทย์ได้ไวขึ้น, ทำคะแนนสอบได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เด็กทั้งคู่กลับมีร่างกายที่เหนื่อยล้าจนหมดแรงที่จะยิ้ม และโลกรอบตัวก็ช่างดูหม่นหมองเสียเหลือเกิน

คุณแม่ของเด็ก ๆ ไม่ชอบแผนของคุณพ่อคณิตศาสตร์ที่ทำให้ลูก ๆ ต้องมีชีวิตแบบนี้เลย แม้มันดูเหมือนว่าจะดีต่ออนาคตของลูก ๆ แต่หากปัจจุบันลูก ๆ ไม่มีความสุข อนาคตของลูก ๆ จะดีได้อย่างไร!

คุณแม่จึงขอคุยกับคุณพ่อเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนดื้อรั้นและยึดหลักเหตุผลในการตัดสินใจเสมอ คุณพ่อคณิตศาสตร์บอกกับคุณแม่ว่า “ถ้าไม่ให้ลูกเรียนหนังสือเยอะ ๆ ลูกของเราจะไปเก่งกว่าเด็กคนอื่นได้ยังไง? ถ้าเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ อีกหน่อยก็สอบแข่งกับเค้าไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของเหตุและผลนะแม่ เหมือน 1+1 ยังไงก็ต้องได้เท่ากับ 2 แม่อย่าใช้อารมณ์มาทำลายโครงการของพ่อกับอนาคตของลูกเลย”

คำอธิบายของคุณพ่อมีเหตุมีผลจนยากจะโต้แย้ง ถ้าเรียนไม่เก่ง, มีสติปัญญาไม่ดี ก็สอบแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่คุณพ่อคณิตศาสตร์ลืมคิดไปก็คือ นอกจากการส่งเสริมให้ลูกเรียนเก่งแล้ว พ่อกับแม่ยังควรส่งเสริมเรื่องสุขภาพร่างกาย, อารมณ์และจิตใจ รวมทั้งทักษะการเข้าสังคมให้ลูกด้วย คุณแม่ของเด็ก ๆ คิดว่าการจะทำให้คุณพ่อคณิตศาสตร์เปลี่ยนใจได้นั้นมีเพียงวิธีเดียว คือต้องทำให้คุณพ่อยอมจำนนในเหตุผลว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป คุณแม่จึงบอกคุณพ่อว่า “ที่พ่อพูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่พ่อรู้ไหมว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแน่นอน มันอาจไม่ถูกแบบนั้นเสมอไปในทุกกรณีก็ได้ อย่าง 1+1 มันก็ไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเท่ากับ 2 เสมอไปหรอกนะจ๊ะ”

คุณพ่อทำหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำของคุณแม่ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงพูดว่า “ถ้าแม่พิสูจน์ว่า 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ได้จริง ๆ พ่อจะยอมเปลี่ยนใจและให้แม่เป็นคนจัดการเรื่องเรียนของลูกโดยที่พ่อจะไม่ไปบังคับลูกอีกดีไหม”

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟัง คุณแม่ก็ยิ้มแล้วรีบตอบว่า “พ่อให้สัญญาแล้วนะจ๊ะ คำไหนคำนั้นนะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็ไปหยิบแก้วใส่น้ำมา 2 ใบกับอ่างน้ำเปล่า ๆ มาอีก 1 ใบ จากนั้น คุณแม่ก็ยกแก้วน้ำให้คุณพ่อดูพร้อมกับพูดว่า “นี่คือน้ำหนึ่งแก้วและนี่ก็คือน้ำอีก 1 แก้ว มาดู 1+1 กันนะจ๊ะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็เทน้ำทั้งสองแก้วลงในอ่างน้ำแล้วบอกคุณพ่อที่มองดูอยู่แบบตั้งตัวไม่ติดว่า “1+1 บางครั้งก็เท่ากับ 1 นะจ๊ะ”

คุณแม่หัวเราะเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” ส่วนคุณพ่อคณิตศาสตร์ได้แต่มองน้ำในอ่างตาปริบ ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณพ่อได้เรียนรู้ว่าในบางกรณี 1+1 อาจไม่ได้คำตอบเท่ากับ 2 และสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูก หากมองในแง่มุมอื่นหรือมองหลาย ๆ ด้าน มันก็อาจไม่ได้ถูกเสมอไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ (แต่ในใจลึก ๆ ก็อดนึกดีใจไม่ได้ว่าตนเองได้แต่งงานกับสุภาพสตรีที่ชาญฉลาดและน่ารักเหลือเกิน)

นับจากวันนั้น คุณแม่ก็จัดการให้ลูก ๆ เรียนหนังสือเท่าที่จำเป็น แต่ส่งเสริมให้ลูกเล่นของเล่นและเล่นท่ามกลางธรรมชาติกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการเล่นเป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเติบโตโดยมีร่างกายที่แข็งแรง, มีจิตใจและอารมณ์ที่ดีงาม และสามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่มีปัญหา เด็กน้อยทั้งสองคนชอบวิธีที่คุณแม่จัดการเวลาให้พวกเขามาก ในที่สุด รอยยิ้มก็กลับคืนมาสู่ใบหน้าของสองพี่น้องอีกครั้ง

ครอบครัวกำลังคุยกันเรื่องการบวกเลข 1+1 คุณพ่อชูสองนิ้วถือแก้วน้ำสองใบ เด็กสองคนทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก

ช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานก่อนนอนให้กับนิตยสารขวัญเรือน  พอใกล้วันแม่ของทุกปี  ผมก็มักจะแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนิตยสารขวัญเรือนฉบับวันแม่   นิทานในปีแรก ๆ มักเป็นเรื่องที่ซาบซึ้ง  แต่พอแต่งไปหลาย ๆ ปี ผมจึงลองหาแง่มุมอื่น ๆ มาแต่งบ้าง  ซึ่งนิทานเรื่อง “ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก” ก็เป็นนิทานเกี่ยวกับแม่ลูกที่มีเนื้อหาต่างไปจากนิทานแม่ลูกเรื่องอื่น ๆ ที่แต่ง  แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร  คงต้องให้ลองอ่านกันดูครับ อิอิ

Continue reading “นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก”
Posted in การศึกษา, ครอบครัว, ปฐมวัย

บทความ : โรงเรียนแห่งยุคสมัย

การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์แทบทุกด้าน  ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องของ “การศึกษา”

เมื่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ใกล้ชิดกัน  การจัดการศึกษาทางไกลผ่านระบบการศึกษาทางไกล (โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) หรือผ่านสื่อดิจิทัล จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านและไม่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับใคร ๆ  ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการสร้างหลักสูตรการศึกษาทางไกล  คอร์สออนไลน์ (รวมถึงแพล็ตฟอร์มสอนหนังสือ ซึ่งผมขอเรียกว่า “โรงเรียนออนไลน์) เป็นจำนวนมาก  แต่การสร้างคอร์สออนไลน์หรือโรงเรียนออนไลน์อาจไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หากไม่มีการวางแผนให้เนื้อหาหรือแนวทางที่สอน สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงไปของโลกในยุคปัจจุบัน ดังนั้น ผมจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับ “ความรู้และทักษะในศตวรรษที่ 21” ซึ่งเด็ก (รวมถึงผู้ใหญ่) ในยุคนี้ควรมี มาแปลงเป็นภาพและใช้ภาษาง่าย ๆ เพื่ออธิบายให้เกิดความเข้าใจ  Continue reading “บทความ : โรงเรียนแห่งยุคสมัย”

Posted in การศึกษา, ครอบครัว, สาระน่ารู้, เด็ก, family, Kid, Uncategorized

เก่งอังกฤษด้วยการดู Vlogs และ Blogs

Vlog ออกเสียงว่า วล๊อก หรือ วี-ล๊อก หมายถึง คลิปวิดีโอที่ถ่ายในลักษณะของบันทึกประจำวัน มักพบวิดีโอรูปแบบนี้ในยูทูบ  ส่วน Blog ออกเสียงว่า บล็อก หมายถึง เว็บไซต์ ที่ใช้ในการบันทึกเรื่องราวส่วนตัวคล้ายสมุดบันทึกประจำวัน   วันนี้ พี่นำบุญนำบทคัดย่องานวิจัยของ Henriette L. Arndt  เรื่อง “การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษผ่านการดู Vlogs ในยูทูบและการอ่าน Blogs” มาให้อ่านกัน  หวังว่าบทแปลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจครับ

Continue reading “เก่งอังกฤษด้วยการดู Vlogs และ Blogs”

Posted in การศึกษา, ครอบครัว, family, Kid

เรกจิโอ เอมิเลีย

“ให้ลูกเรียนที่ไหนดี?”  “เป็นคำถามที่มักได้ยินคุณพ่อคุณแม่ถามอยู่เสมอ ๆ  บทความนี้ จึงตั้งใจแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกับ “วิธีการจัดการเรียนรู้” ที่โรงเรียนแต่ละโรงเรียนใช้  ถ้าวิธีการใดถูกใจ ค่อยไปเลือกโรงเรียน ซึ่งน่าจะตรงใจมากกว่า  วันนี้ เราจะมารู้จักกับวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่เรียกว่า “เรกจิโอ เอมิเลีย” กัน

Continue reading “เรกจิโอ เอมิเลีย”