Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นาคน้อยผจญภัย” ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค เป็นนิทานก่อนนอนแนวไทยพื้นบ้าน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ทดลองแต่งเล่น ๆ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า ChatGPT

ChatGPT เป็นแชทบ็อทที่สร้างโดยหน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Open AI) มันมีความสามารถในการตอบคำถามของเราได้แบบอัตโนมัติ แต่การตอบคำถาม จะไม่ใช่การถามคำ-ตอบคำ แต่เป็นการตอบอย่างมีรายละเอียด หนำซ้ำ ตามข่าวยังระบุว่า ChatGPT สามารถช่วยเขียนบทความ เขียนโปรแกรม แต่งกลอน แต่งเพลง และแต่งนิทานได้

เมื่อผมได้ทราบว่า เทคโนโลยี A.I. สามารถแต่งนิทานได้ ผมจึงอยากทดลองแต่งนิทานโดยใช้ ChatGPT ตัวนี้ จะได้รู้ประสิทธิภาพว่า ปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าปัญญามนุษย์มากน้อยแค่ไหน

การทดลองแต่งนิทานด้วย ChatGPT ผมได้ทำการทดลองแบบสด ๆ และบันทึกหน้าจอในช่วงที่แต่งนิทานแบบตามเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้ผู้ชมเห็นความไวในการโต้ตอบ และลักษณะการถาม-ตอบ รวมถึงการพัฒนานิทานด้วยวิธีนี้ (แต่ช่วงท้ายของคลิปจะมีการย่นเวลาเล็กน้อย ราว 1-2 นาที และมีบางช่วงที่ภาพขาดหายไป ส่วนเสียงในคลิปเป็นการบรรยายภายหลังแล้วนำเสียงมาใส่ในคลิปครับ) การทดลองที่เกิดขึ้น สามารถดูได้จากคลิปต่อไปนี้

ในส่วนของนิทานที่เป็นผลงานจากการทดลอง ผมขอนำมาลงให้อ่านกัน โดยจะลงให้อ่านเป็น 2 แบบ

แบบแรกคือแบบที่ยังไม่ได้ขัดเกลา และ แบบที่สองจะเป็นแบบที่ผมนำนิทานในแบบแรกมาขัดเกลา เรียบเรียงให้น่าอ่านมากขึ้น (ซึ่งแบบที่สองจะนำมาลงอีกครั้งเมื่อทำเสร็จ – ขอหาเวลาก่อนนะครับ)

ถ้าพร้อมจะอ่านนิทานที่ผมร่วมแต่งกับ ChatGPT ก็ลองอ่านกันได้เลยครับ

…………………….

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย (ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค)

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายที่ยากจนคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ริมแม่น้ำโขง

วันหนึ่ง เขาออกไปจับปลาเหมือนปกติ แต่เขาพบลูกพญานาคบาดเจ็บตัวหนึ่ง เขาจึงนำมันมารักษา

เมื่อลูกพญานาคอาการดีขึ้น มันจึงชวนให้เด็กผู้ชายเดินทางไปที่ถ้ำ ซึ่งเป็นทางเข้าแดนบาดาลกับมัน เพื่อหาสาหร่ายสมุนไพรที่เรียกว่า “ไคสวรรค์” เพื่อนำมารักษาอาการบาดเจ็บ”

เมื่อเด็กผู้ชายเดินทางไปยังถ้ำและหาไคสวรรค์พบ จนสามารถรักษาอาการบาดเจ็บให้ลูกพญานาคได้แล้ว ลูกพญานาคจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่า มีพญาครุฑบุกมาที่เมืองบาดาลเพื่อหายารักษาอาการป่วยให้ลูก แต่แทนที่พญาครุฑจะซักถามเรื่องยาที่เหมาะสม มันกลับใช้กำลังทำร้ายพญานาคทั้งหลาย แล้วจับตัวพ่อพญานาคกับแม่พญานาคเอาไว้

ลูกพญานาคอยากแก้ไขเรื่องทั้งหมด และไม่อยากโกรธเคืองเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกพญานาคจึงชวนเด็กผู้ชายเก็บไคสวรรค์ซึ่งเป็นยาวิเศษ เพื่อนำไปให้พญาครุฑ

เด็กผู้ชายเห็นดีด้วย เพราะการผูกใจเจ็บ แก้แค้นกันไปมา ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เด็กผู้ชายจึงช่วยลูกพญานาคเก็บไคสวรรค์ แล้วพากันเดินทางไปหาพญาครุฑในเมืองบาดาล พร้อมกับมอบไคสวรรค์ให้

พญาครุฑละอายใจที่ตนเองมุทะลุและทำร้ายเหล่านาค ทั้ง ๆ ที่เหล่านาคไม่ได้คิดร้าย แถมยังมีไมตรีจิต

พญาครุฑจึงขอโทษแล้วรีบปล่อยตัวพ่อพญานาคและแม่พญานาค จากนั้น มันก็สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว แล้วขอผูกไมตรี

พ่อพญานาคไม่ได้ถือโกรธ จึงให้อภัยและขอให้รีบนำไคสวรรค์ไปรักษาลูกให้หาย

ในที่สุด เรื่องราวก็จบลง

แต่เรื่องของเด็กผู้ชายกับลูกพญานาคยังไม่จบ เพราะมิตรภาพของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น

โปรดติดตามเรื่องของพวกเขาได้ในนิทานตอนต่อไป

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เขียนหนังสือส่วนตัวเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเอาประสบการณ์ในการแต่งนิทานของตัวเองมาเล่าและอธิบายให้เห็นวิธีคิดนิทานที่ใช้มาตลอดชีวิต ผมได้แต่งนิทานขนาดสั้นเรื่องใหม่ แทรกเป็นตัวอย่างเอาไว้ในเล่ม 2-3 เรื่อง


นิทานก่อนนอนเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งในนั้น ซึ่งผมเห็นว่าสนุกดี จึงนำมาลงให้อ่านกันในเว็บไซต์นิทานนำบุญครับ แต่นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมจึงแต่งแบบกระชับ ไม่ได้ใส่อารมณ์หรือเล่าบรรยากาศมากนัก ถ้าอ่านแล้วไม่ตื่นเต้นเร้าใจ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเติมแต่งรายละเอียดเพื่อสร้างสีสันให้นิทานกันสักหน่อย ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก ขอให้มีความสุขกับนิทานนะครับ
 
…….


นิทานเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ

ชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นลูกชาวประมงที่กลัวทะเลมาก เพราะตอนเด็ก ๆ เขาเคยออกทะเลกับพ่อแล้วบังเอิญตกน้ำจนเกือบเสียชีวิต เขาจึงฝังใจกลัวทะเลเป็นที่สุด

วันหนึ่ง เขาพบหญิงสาวมานอนสลบอยู่ที่ชายหาดใกล้ ๆ บ้านของเขา ชายหนุ่มรีบอุ้มหญิงสาวไปปฐมพยาบาลที่บ้าน เมื่อหญิงสาวรู้สึกตัว เธอก็รีบขอบคุณชายหนุ่ม แล้วบอกความจริงว่าเธอคือนางเงือกที่โดนคลื่นใต้น้ำซัดมาจนเกยตื้น เธอยังรู้สึกไม่สบายมาก จึงขอรบกวนชายหนุ่มอีกสักพัก

ชายหนุ่มแปลกใจแต่ยินดีช่วยเงือกสาว และเมื่อทั้งคู่ได้อยู่ใกล้ ๆ ชิดกันต่อมาอีกราว 1 สัปดาห์ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกว่า ดอกไม้ที่ชื่อว่าความรักได้เบิ่งบานขึ้นในใจของพวกเขาทั้งสอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อของนางเงือกซึ่งเป็นเจ้าสมุทรไปแปลงกายเป็นมนุษย์แล้วมาตามหาลูกสาวถึงที่บ้านของชายหนุ่ม เมื่อเจ้าสมุทรทราบว่าชายหนุ่มช่วยลูกสาวไว้ และทราบจากลูกสาวว่าทั้งคู่มีใจให้กัน เจ้าสมุทรจึงประทานพรให้ชายหนุ่มสามารถหายใจในน้ำได้เหมือนเงือกและชาวสมุทรทั้งหลาย ทั้งนี้เพื่อให้ชายหนุ่มแวะไปเยี่ยมเงือกสาวได้ตามใจปรารถนา

แต่อนิจจา ชายหนุ่มเป็นคนกลัวทะเล เมื่อเงือกสาวกับเจ้าสมุทรกลับไปแล้ว เขาจึงกลุ้มใจและคิดถึงเงือกสาวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายหนุ่มก็ตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าทำ นั่นคือ การใช้ความพยายามเพื่อไปพบหญิงสาวให้ได้

ชายหนุ่มเริ่มจากพยายามฝึกร่างกายให้แข็งแรงด้วยการวิ่งที่ริมหาดทุกวัน จากนั้น เขาก็พยายามฝึกฝนการว่ายน้ำในบ่อน้ำจืดใกล้บ้าน จนเขาว่ายน้ำได้คล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อย ๆ

และท้ายสุด เขาก็พยายามเอาชนะความกลัวทะเล ด้วยการก้าวเดินลงไปในทะเล จากตื้นไปลึกและลองว่ายน้ำโต้กระแสคลื่นที่ทำให้เขากลัวจนตัวสั่น

ชายหนุ่มพยายาม พยายาม แล้วก็พยายาม เขาฝึกฝนทุกวัน จนร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ว่ายน้ำได้คล่องมากขึ้น และเอาชนะความกลัวได้มากขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง ความพยายามของเขาก็ทำให้เขาพร้อมในการออกเดินทางไปหาเงือกสาว

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ใช้พยายามพาตัวเขาไปพบกับเงือกสาวที่เขารักได้สำเร็จ

และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง

นิทานก่อนนอนเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง เป็นนิทานเรื่องที่ 5 ในชุด หมู่บ้านย้อนเวลา การอ่านให้สนุก คือต้องอ่านนิทานเรื่องอื่น ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยมาอ่านนิทานเรื่อง “วงดอกไม้ประดับเมือง” ซึ่งนิทานเหล่านั้น อยู่ในหมวด “นิทานชุดพิเศษ” ตามลิงค์ด้านล่างนี้

https://bit.ly/3GhMBid

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง

          ลิโลกับลุลาเป็นเด็กน้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้  พวกเขามักเล่นสนุกอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อ  แม้ต้นไม้และดอกไม้ในเมืองของลิโลกับลุลาจะเป็นต้นไม้และดอกไม้ธรรมดา ๆ ไม่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ  แต่สำหรับเด็ก ๆ อย่างพวกเขา การได้เล่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้เป็นเสมือนกับการได้ผจญภัยอยู่ในดินแดนแสนงามที่มีสิ่งมหัศจรรย์ให้ค้นพบได้ไม่เว้นแต่ละวัน 

            อยู่มาวันหนึ่ง  พระราชากับพระราชินีผู้ปกครองเมืองของลิโลกับลุลาทรงได้ฟังนิทานเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับเกาะของตนด้วยการปลูกต้นไม้ซึ่งผลัดกันออกดอกต่างสีสันในแต่ละฤดูกาล  จนทำให้เกาะของเขาเสมือนเปลี่ยนสีได้ในทุกฤดู และทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชื่นชมความงามของเกาะจนชายคนนั้นมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  พระราชากับพระราชินีทรงอยากให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง  ทั้งสองพระองค์จึงประกาศให้ชาวเมืองช่วยกันคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมือง

            หลังจากที่พระราชากับพระราชินีป่าวประกาศ  ชาวเมืองทุกคน รวมทั้งลิโลกับลุลา ก็ครุ่นคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้เมืองกันไปต่าง ๆ นานา  จากนั้น  พวกเขาก็นำความคิดมาเสนอต่อพระราชากับพระราชินีที่พวกเขาเคารพรัก

            ชาวเมืองบางคนเสนอให้พระราชาซื้อต้นไม้หายากมาปลูกให้ทั่วเมือง  ชาวเมืองบางคนห่วงว่าการซื้อต้นไม้หายากจะสิ้นเปลือง จึงเสนอให้พระราชาหาต้นอ่อนของต้นไม้หายากที่มีราคาถูกกว่ามาเพาะเลี้ยง ซึ่งเมื่อมันโตก็น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่างกัน  ชาวเมืองบางคนคิดว่าการรอให้ต้นอ่อนของต้นไม้หายากเติบโตอาจใช้เวลามากเกินไปจึงเสนอว่า การเลียนแบบนิทานด้วยการปลูกต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่ออกดอกสลับสีกันในแต่ละฤดูอาจเป็นวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่าและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้รวดเร็วกว่า  ซึ่งในขณะที่ชาวเมืองผลัดกันเสนอความคิด  ลิโลกับลุลาก็แอบปลีกตัวไปช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงอยู่ตามพื้น แล้วนำมาเตรียมทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมืองของพวกเขาได้

เมื่อเวลาผ่านไป  หลังจากที่ผู้ใหญ่คนสุดท้ายเสนอความคิดเรียบร้อยแล้ว  ลิโลกับลุลาก็ลุกขึ้นยืนแล้วลิโลก็เป็นตัวแทนกล่าวว่า “การที่พวกเราได้เล่นและคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ดอกไม้ทุก ๆ วัน ทำให้พวกเราค้นพบว่า ต้นไม้และดอกไม้สามารถนำมาทำสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย ซึ่งสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าจะสร้างให้เมืองของเรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังทำได้ไว ประหยัด สวยงาม และชวนนักท่องเที่ยวมาทำร่วมกันได้ ก็คือ การทำ วงดอกไม้ประดับเมือง แบบนี้ขอรับ”

          เมื่อลิโลพูดจบ  เด็กทั้งสองก็ลงมือจัดเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงที่พื้น  ลิโลทำวงดอกไม้โดยเน้นสีที่ฉูดฉาดมีพลังแบบเด็กผู้ชาย  ส่วนลุลาทำวงดอกไม้โดยใช้สีที่อ่อนหวานตามแบบของเด็กผู้หญิง   เด็กทั้งสองใช้เวลาเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงอยู่สักพัก  ในที่สุด  วงดอกไม้ประดับเมืองที่ทำจากใบไม้และดอกไม้ก็ปรากฏต่อหน้าของทุก ๆ คน และทำให้พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนต่างตกตะลึงในความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

            พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า  เพียงแค่การนำดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเรียงกันเป็นวง จะทำให้เกิดวงดอกไม้ที่สวยงามได้มากถึงเพียงนี้  ซึ่งหากชาวเมืองแต่ละคนลงมือทำบ้าง ก็คงได้วงดอกไม้ที่งดงามแตกต่างกันไปตามฝีมือของแต่ละคน  และสามารถใช้ประดับเมืองจนนักท่องเที่ยวอยากแวะเวียนมาดูได้อย่างไม่รู้เบื่อ

            ในที่สุด  พระราชากับพระราชินีก็ตกลงใจที่จะใช้วงดอกไม้ประดับเมืองเป็นเอกลักษณ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว  โดยพระราชาทรงขอร้องให้ชาวเมืองช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเป็นวงดอกไม้ประดับเมืองทุก ๆ วัน  ส่วนพระราชินีก็ทรงเสนอแนะให้จัดเทศกาลงานประกวดวงดอกไม้ประจำปี โดยเชิญชวนให้คนต่างถิ่นเข้ามาร่วมสนุกด้วย 

หนึ่งปีต่อมา  ชื่อเสียงของเมืองเล็ก ๆ ที่มีวงดอกไม้ประดับเมืองตกแต่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ  แน่นอนว่า ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลมาเยี่ยมชมและทำให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวตามที่พระราชากับพระราชินีทรงหวังเอาไว้  ส่วนลิโลกับลุลาก็ภูมิใจที่พวกเขามีโอกาสแสดงความมหัศจรรย์ของต้นไม้ดอกไม้ให้ทุกคนได้เห็น และมีส่วนทำให้ทุก ๆ คนในเมืองมีความสุขเพิ่มมากขึ้น

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

นับตั้งแต่นิทาน 10 เรื่องที่ผมลงไว้ในเว็บไซต์เป็นของขวัญปีใหม่ให้เด็ก ๆ นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับฝูงเป็ด” เรื่องนี้ เป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องแรกในรอบ 11 เดือนที่ผมนำมาลงให้อ่านกัน

นิทานเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากความทรงจำวัยเด็ก ที่ผมเคยเลี้ยงเป็ด เล่นกับเป็ด และว่ายน้ำกับเป็ด ความทรงจำในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใสมาก และจากความทรงจำในวันนั้น ทำให้ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคงชอบกันนะครับ

ปีนี้ ผมทำคลิปเล่านิทานให้ฟังกันด้วย เผื่อคืนไหนคุณพ่อคุณแม่เหนื่อย อาจนอนกอดลูก แล้วฟังนิทานไปด้วยกัน 🙂

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กชายกำพร้าพ่อคนหนึ่งเป็นเด็กที่ยากจนแต่มีจิตใจดีงาม  พ่อของเด็กน้อยจากเขาขึ้นสวรรค์ไปเกือบสามปีแล้ว  เด็กน้อยจึงมีหน้าที่ดูแลแม่แทนพ่อ เพื่อทำให้แม่มีความสุขที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาพอจะทำได้

อยู่มาวันหนึ่ง…หลังเกิดพายุใหญ่  เด็กน้อยพบเป็ดป่าฝูงหนึ่งพลัดหลงเข้ามาในเขตบ้านของเขา  ฝูงเป็ดดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนเดินทางมานานและไม่มีอาหารตกถึงท้อง  เด็กน้อยรู้สึกสงสาร  เขาจึงช่วยหาอาหารมาให้พวกมันกิน

หลายวันต่อมา  เมื่อเป็ดทั้งหลายแข็งแรงขึ้น  เด็กน้อยจึงพาฝูงเป็ดไปยังหนองน้ำใสสะอาด แล้วปล่อยให้พวกมันหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ  หลังจากนั้น  เด็กน้อยก็ต้อนให้เป็ดมานอนอาบแดดเล่นพร้อมกับเป่าขลุ่ยกล่อมให้พวกมันนอนหลับพักผ่อน  ครั้นเมื่อมีหมาหรือสัตว์ร้ายหมายจะมาทำร้ายฝูงเป็ด  เด็กน้อยก็จะคอยช่วยปกป้องฝูงเป็ดให้ปลอดภัยจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายเหล่านั้น  เด็กน้อยเฝ้าดูแลฝูงเป็ดด้วยความรักความเอาใจใส่  ซึ่งจากความทุ่มเทนี้เอง  ฝูงเป็ดจึงตอบแทนบุญคุณของเด็กน้อยด้วยการออกไข่จำนวนมากมายเพื่อให้เด็กน้อยนำไข่ไปขายในตลาด

หลังจากที่เด็กน้อยนำไข่ไปขายและได้เงินกลับมาพอสมควร  เด็กน้อยก็นึกถึงแม่ของเขา เด็กน้อยอยากให้แม่มีของสวย ๆ ใส่เหมือนกับแม่ของเด็กคนอื่น ๆ  เขาจึงตัดสินใจนำเงินไปซื้อสร้อยทองเส้นเล็ก  ๆ มาให้แม่ที่เขารัก

แต่อนิจจา! ระหว่างทางที่เด็กน้อยพายเรือกลับบ้านหลังจากการไปซื้อทอง  จู่ ๆ เขาก็พลาดพลั้งทำสร้อยทองหลุดมือตกลงไปในน้ำ  แล้วมันก็จมหายวับไปในชั่วพริบตาเดียว  

เด็กน้อยตกใจมาก  เขารีบกระโดดลงน้ำแล้วดำน้ำหาสร้อยทองพร้อม ๆ กับร้องไห้ไปด้วย เด็กน้อยพยายามงมหาสร้อยทองอย่างสุดชีวิต  แต่จนแล้วจนรอด  เขาก็หามันไม่พบ 

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังจะหมดหวัง  เด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังว่ายน้ำตรงเข้ามาหาเขา! 

ไม่นานนัก  เด็กน้อยจึงได้รู้ว่า สิ่งที่ว่ายน้ำเข้ามาหาเขาก็คือฝูงเป็ดป่าที่เขาเฝ้าดูแลด้วยความรักและความเอาใจใส่นั่นเอง   เมื่อน้ำตาของเด็กน้อยรวมเข้ากับสายน้ำ  สายน้ำก็พาน้ำตาให้ไหลผ่านไปยังบ้านของเขา ซึ่งทันทีที่ฝูงเป็ดได้กลิ่นน้ำตาแห่งความเศร้าและความกังวลใจของเด็กน้อย  พวกมันจึงพากันว่ายน้ำมาหาเด็กน้อยผู้เป็นที่รักอย่างไม่ลังเลใจ

เมื่อฝูงเป็ดว่ายน้ำมาถึง ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ  ฝูงเป็ดก็เหมือนจะรู้ว่าเด็กน้อยได้ทำของมีค่าบางอย่างตกลงไปในท้องน้ำ ด้วยเหตุนี้  พวกมันจึงพากันดำผุดดำว่ายค้นหาของมีค่าให้เด็กน้อยกันอย่างจ้าละหวั่น

เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว  เป็ดแต่ละตัวก็คาบเอาของมีค่าต่าง ๆ จากท้องน้ำขึ้นมาไว้บนเรือของเด็กน้อยทีละอย่างสองอย่างจนเต็มลำเรือไปหมด นับตั้งแต่ แหวนเพชรโบราณ, กำไลทองลายวิจิตร, สร้อยไข่มุกหายาก, ต่างหูพลอยสีแดงสด, เข็มกลัดมรกตสีเขียวเข้ม  รวมทั้งสร้อยทองคำใหญ่น้อยอีกนับสิบ ๆ เส้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสร้อยทองเส้นเล็กที่เด็กน้อยทำตกลงไปในน้ำนั่นเอง

เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้สร้อยทองคืนมาอย่างไม่คาดฝัน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลุ้มใจเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับของมีค่าอื่น ๆ ที่ฝูงเป็ดงมขึ้นมาให้  

เด็กน้อยพยายามจะบอกกับฝูงเป็ดถึงความกังวลใจที่เขามีอยู่  แต่เป็ดบางตัวกลับกระโดดขึ้นมาบนเรือ แล้วคาบของมีค่าเหล่านั้นตรงเข้าหาเด็กน้อย เหมือนกับพวกมันอยากจะบอกว่า  “เก็บของมีค่าเหล่านี้เอาไว้เถอะ เพราะของเหล่านี้ตกอยู่ใต้ท้องน้ำมาหลายร้อยปี มันไม่มีใครเป็นเจ้าของอีกแล้ว ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากพวกเราชาวเป็ดก็แล้วกันนะ”

เมื่อเด็กน้อยไม่รู้ว่าเขาจะคืนของมีค่าเหล่านั้นให้กับเจ้าของได้อย่างไร เขาจึงนำของเหล่า นั้นกลับบ้าน โดยตั้งใจจะแบ่งของมีค่าบางส่วนไปใช้ช่วยคนที่ลำบากกว่าเขา และเก็บบางส่วนเอา ไว้ใช้ดูแลแม่ในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้  เขายังคิดจะแปลงของมีค่าเหล่านั้นให้กลายเป็นอาหารดี ๆ สำหรับเพื่อนเป็ดผู้มีน้ำใจทั้งหลายด้วย

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้มอบของขวัญให้แม่ดังที่เขาตั้งใจเอาไว้  

นับจากนั้น…ในทุก ๆ ปี  ฝูงเป็ดป่าก็จะแวะกลับมาเยี่ยมเด็กน้อยอยู่เสมอ ๆ  เด็กน้อยดีใจทุกครั้งที่ได้พบกับฝูงเป็ดเพื่อนของเขา  ส่วนฝูงเป็ดก็ดีใจที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนตัวน้อยผู้มีจิตใจดีงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

……………………….

หมายเหตุ : ถ้าอ่านนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเหล่านี้แล้วยังไม่จุใจ ลองไปอ่านนิทานนานาชาติตามลิงค์ด้านล่างนี้เพิ่มเติมได้นะครับ

https://bit.ly/3Jygo61

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานของขวัญรับปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) พอจะทำให้เด็ก ๆ ได้ ก็คือการนำนิทานมาฝากให้ได้อ่านกันในช่วงเวลาแห่งความสุข แต่การนำนิทานมาฝากเพียงเรื่องเดียวอาจดูธรรมดาจนเกินไป ผมจึงคัดนิทานเกี่ยวกับของขวัญ 4 เรื่องมาฝาก ซึ่งผมหวังว่านิทานทั้ง 4 เรื่องนี้คงมีบางเรื่องที่ช่วยสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้บ้าง

นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?

วันหนึ่ง  ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน   พวกเขาเคยได้ยินว่า  เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า  สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ

ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง   แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู   พวกเขาก็ต้องผิดหวัง   เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด  มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง   ข่าสงสารน้อง  เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”   

ข่าส่งยิ้มให้ขิง  แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน   ข่าบอกขิงว่า  “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่  เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ  สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น    แต่น่าเสียดาย   มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล!   มิหนำซ้ำ  ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก

ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ   ข่าสงสารน้อง   เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”

ทันใดนั้น  เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง    ขิงตกใจมาก   เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   ข่าสงสารน้องเหลือเกิน   เขาอยากจะปลอบน้อง  แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก   อย่างไรก็ตาม  ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้    ดังนั้น  ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง    

ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม  จากนั้น  เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง  แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋  เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง  ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด

ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย   แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา  เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้  

ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ  เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”

เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ  เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป    จริง ๆ แล้ว  ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด   เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น    ดังนั้น  ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้  เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก

ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น   จากนั้น  เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ

ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ   แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ   เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร  

ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา    ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก

และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น  ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์

#นิทานนำบุญ

…………………..

นิทานเรื่อง ของขวัญจากพระราชา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาผู้แสนดีพระองค์หนึ่ง ทรงดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดี จนทำให้ประชาชนทุกคนมีจิตใจที่ดีงามและมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า 

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของพระราชา  ประชาชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันส่งของขวัญมาให้ ซึ่งทำให้พระราชาซาบซึ้งและอยากตอบแทนความรักของประชาชนด้วยของขวัญอะไรสักอย่าง

เมื่อเหล่าเสนาทราบความประสงค์ของพระราชา เหล่าเสนาจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำของขวัญราคาแพงแล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นที่ระลึก

แม้พระราชาจะต้องการมอบของที่มีค่าให้แก่ประชาชน  แต่เนื่องจากเงินในท้องพระคลังมีไม่มากพอ ดังนั้น พระราชาจึงไม่สามารถมอบของขวัญราคาแพงตามคำแนะนำของเหล่าเสนาได้

เมื่อพ่อมดหลวงเห็นว่าพระราชาปฏิเสธความคิดของเหล่าเสนา  พ่อมดหลวงจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำเครื่องรางของขลัง แล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเพื่อใช้ป้องกันตัวจากภูตผีปิศาจ

แม้การทำเครื่องรางของขลังจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่พระราชาก็ไม่อยากมอบของที่อาจทำให้ประชาชนงมงายกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงตัดสินใจไม่ทำของขลังตามคำแนะนำของพ่อมดหลวง 

เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นว่าข้อเสนอของเหล่าเสนาและพ่อมดหลวงไม่เป็นที่ถูกใจของพระ- ราชา  กลุ่มพ่อค้าจึงเสนอให้พระราชากำหนดของขวัญเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วใช้วิธีจับฉลากมอบเงินให้แก่ผู้โชคดีเพียงคนเดียว  

แม้วิธีของกลุ่มพ่อค้าจะไม่ทำให้สิ้นเปลืองเงินในท้องพระคลังมากจนเกินไปนัก  แต่การจับฉลากมอบของขวัญให้ใครเพียงคนเดียว ดูจะไม่ตรงตามเจตนาของพระราชาสักเท่าไร   มิหนำซ้ำ มันยังมีลักษณะคล้ายกับการออกหวยซึ่งเป็นอบายมุขอีกด้วย ดังนั้น  พระราชาจึงเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของกลุ่มพ่อค้า

ในขณะที่ทุก ๆ คนในท้องพระโรงพยายามครุ่นคิดหาของขวัญที่เหมาะสมกันอย่างเคร่งเครียด  จู่ ๆ  ตลกหลวงผู้เป็นคนสนิทของพระราชาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปกระซิบความคิดของเขาให้พระราชาได้ทราบ

ทันทีที่พระราชาได้ฟังความคิดเห็นจากตลกหลวง พระองค์ก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุข  แล้วสั่งให้ทหารจัดการเตรียมของขวัญสำหรับประชาชนตามคำแนะนำของตลกหลวงโดยด่วน

ของขวัญที่ตลกหลวงเสนอให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นของขวัญที่มีราคาถูก มีประโยชน์ แถมยังมีความหมายลึกซึ้ง  ซึ่งสิ่งที่ตลกหลวงแนะนำให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนที่แสนดีก็คือเกลือธรรมดา ๆ นั่นเอง!

ในตอนแรก  ทั้งเหล่าเสนา พ่อมดหลวงและกลุ่มพ่อค้าต่างงุนงงกับตัดสินใจของพระราชาผู้เป็นที่รัก  แต่เมื่อทุกคนเห็นข้อความที่ถุงเกลือซึ่งพระราชาเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ทุก ๆ คนก็พากันยิ้มและยอมรับในความคิดอันลึกล้ำของพระราชาและตลกหลวง

ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนถุงเกลือคือข้อความว่า “ขอให้ทุกคนรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”  ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับถุงเกลือจากพระราชาและได้อ่านข้อความดังกล่าว  ประชาชนทุกคนก็พากันซาบซึ้ง เพราะข้อความนั้นเป็นได้ทั้งคำชมเชยและคำเตือนใจในเวลาเดียวกัน

“จงทำความดีและเป็นคนดีต่อไป ดั่งเกลือที่คงความเค็มได้อย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน”

ประชาชนทุกคนมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันมีค่ายิ่งจากพระราชาที่พวกเขารัก 

และหลังจากนั้น  ทุก ๆ คนก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดีและทำความดีต่อไป เพื่อตอบแทนความกรุณาของพระราชาผู้เป็นที่รัก  

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญแด่คุณครู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ณ โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  มีคุณครูคนหนึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสือได้อย่างวิเศษ   คุณครูคนนี้มีชื่อว่า “คุณครูขวัญดาว”   เธอชอบสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  ชอบสอนเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก และชอบเล่าเรื่องสนุกแฝงคติธรรมเพื่อบ่มเพาะให้เด็ก ๆ เป็นคนดีในอนาคต   เด็ก ๆ รักคุณครูของพวกเขามาก  ส่วนคุณครูขวัญดาวเองก็รักเด็ก ๆ ราวกับเธอเป็นแม่คนที่สอง

อยู่มาวันหนึ่ง  เด็ก ๆ นึกอยากให้ของขวัญแด่คุณครูขวัญดาว   ดังนั้น  เด็ก ๆ จึงหารือกัน แล้วตัดสินใจที่จะซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูใช้ขี่และใช้ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการหอบข้าวของพะรุงพะรังมาโรงเรียนอย่างที่เป็นอยู่ 

แม้ราคาจักรยานอาจจะแพงอยู่สักหน่อย  แต่เด็ก ๆ ก็ไม่หวั่น  เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน…ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

เด็ก ๆ เริ่มต้นเก็บเงินด้วยการหางานทำหลังเลิกเรียน  เด็กบางคนหาเงินด้วยการเก็บผักไปขายที่ตลาด  เด็กบางคนอาสาตัดหญ้าและกวาดใบไม้ในสวนสวย   ส่วนเด็กบางคนเลือกที่จะนวดหลังให้ผู้ใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาหยอดกระปุกรวมกันเอาไว้  

เด็ก ๆ ตั้งใจทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น  ไม่ช้าไม่นานนัก  กระปุกหมูของเด็ก ๆ ก็หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษสตางค์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็ก ๆ ทุกคน

เมื่อเด็ก ๆ มีเงินมากพอที่จะซื้อจักรยาน  เด็กทุกคนจึงนัดแนะกันหอบกระปุกหมูเดินทางไปยังร้านขายจักรยานที่อยู่ในเมือง 

เด็ก ๆ มีความสุขและตื่นเต้นมากที่จะได้มอบจักรยานให้คุณครูที่พวกเขารัก  แต่ในระหว่างการเดินทาง  เด็ก ๆ บังเอิญพบหญิงชรากับลูก ๆ กำลังนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ กับซากของบ้านซึ่งถูกไฟไหม้จนวอดวายไปทั้งหลัง   

หญิงชราผู้โชคร้ายสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยพระเพลิงที่ไร้ความปราณี   เธอกับลูก ๆ ไม่มีบ้านคุ้มหัว  ไม่มีผ้าห่มกันหนาว  ไม่มีเงินซื้อข้าว  ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย….นอกจากชีวิต  

เด็ก ๆ ต่างสงสารหญิงชรากับลูก ๆ จนไม่อาจนิ่งเฉยได้   ด้วยเหตุนี้  เด็กทุกคนจึงตัดสินใจยกกระปุกหมูของพวกเขาให้แก่หญิงชราผู้อาภัพ

เมื่อเด็ก ๆ มอบกระปุกหมูให้แก่หญิงชรา  พวกเขาจึงไม่มีเงินซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูดังที่ตั้งใจเอาไว้   อย่างไรก็ตาม  เด็ก ๆ ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  

เมื่อถึงวันสุดท้ายปลายเทอม  เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บดอกไม้จากข้างทางนำมาจัดเป็นช่อ แล้วมอบให้คุณครูขวัญดาวพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูฟัง  

เด็ก ๆ กล่าวขอโทษที่พวกเขาไม่สามารถมอบของขวัญที่มีค่ามีราคาอย่างจักรยานให้แก่คุณครูได้  แต่หลังจากที่เด็ก ๆ พูดจบ  คุณครูขวัญดาวกลับร้องไห้  ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ตกใจกันไปหมด 

ตอนแรก เด็ก ๆ คิดว่าคุณครูคงโกรธที่ได้ดอกไม้ไร้ราคาเป็นของขวัญ   แต่จริง ๆ แล้วคุณครูขวัญดาวร้องไห้เพราะเธอปลื้มปีติที่เด็ก ๆ รักครูและมีจิตใจดีงามดังที่เธอเฝ้าอบรมบ่มนิสัยการที่เด็ก ๆ เป็นคนดีสมกับที่ครูสอนเฝ้าสั่งสอนทำให้คนเป็นครูหายเหนื่อยและรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

คุณครูขวัญดาวขอบใจเด็ก ๆ ทุกคนที่มอบของขวัญอันแสนวิเศษให้กับครูอย่างเธอ  ส่วนเด็ก ๆ เองก็ภูมิใจมากที่พวกเขาสามารถทำให้คุณครูที่พวกเขารักมีความสุขได้อย่างเหนือความคาดหมาย

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ

นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด  ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์  ดังนั้น ลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก

กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า  แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด  แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้

เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา  ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี  

“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?”  กระต่ายถาม

พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู  ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้

“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”

ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง  แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….

“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน  หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก” 

ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ  ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง

เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ  ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ

และสุดท้าย  เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก  ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน  จากนั้น  มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ

นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด  นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน  ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน  ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้

 คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ  แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว  แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน

และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in #นิทานนานาชาติ, #นิทานเจ้าหญิง, นิทานก่อนนอน

นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ

“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก

หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ

ภาพประกอบนิทานเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ เป็นฉากสำคัญที่แม่มดใจร้ายในคราบหญิงชรานำแอปเปิ้ลอาบยาพิษมายื่นให้เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in #นิทานน่ารัก, นิทานก่อนนอน, นิทานตลกก่อนนอน

กระต่ายน้อยเพื่อนรัก : นิทานก่อนนอนชวนยิ้ม อบอุ่นหัวใจ

ย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน ตอนที่ผมคิดจะแต่งนิทานเรื่องนี้ ตอนนั้น ผมยังไม่มีโครงเรื่องใด ๆ อยู่ในหัว มีแค่…ความคิดที่อยากจะบอกเด็ก ๆ ว่า มดตัวเล็ก ๆ สามารถแบกของใหญ่ ๆ ที่ใหญ่กว่าตัวของมันได้นะ

จุดเริ่มต้นของความคิดดูเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาก ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ แถมยังเคยเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ แต่พอคิดไปคิดมา นิทานที่ได้กลับเป็นนิทานตลก ชวนยิ้ม ซึ่งในมุมมองของผม นี่คือนิทานที่น่ารักที่สุด อ่อนหวานที่สุด และแปลกประหลาดที่สุด ที่อ่านแล้วน่าจะทำให้นอนหลับฝันดี

นิทานเรื่องนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมนักในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ผมยังคงรักนิทานเรื่องนี้มาก และเชื่อว่า ถ้าผู้อ่านได้อ่านนิทานที่ดูคล้ายนิทานธรรมดา ๆ เรื่องนี้อย่างตั้งใจ ผู้อ่านน่าจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ครับ

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป