Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

นับตั้งแต่นิทาน 10 เรื่องที่ผมลงไว้ในเว็บไซต์เป็นของขวัญปีใหม่ให้เด็ก ๆ นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับฝูงเป็ด” เรื่องนี้ เป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องแรกในรอบ 11 เดือนที่ผมนำมาลงให้อ่านกัน

นิทานเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากความทรงจำวัยเด็ก ที่ผมเคยเลี้ยงเป็ด เล่นกับเป็ด และว่ายน้ำกับเป็ด ความทรงจำในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใสมาก และจากความทรงจำในวันนั้น ทำให้ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคงชอบกันนะครับ

ปีนี้ ผมทำคลิปเล่านิทานให้ฟังกันด้วย เผื่อคืนไหนคุณพ่อคุณแม่เหนื่อย อาจนอนกอดลูก แล้วฟังนิทานไปด้วยกัน 🙂

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กชายกำพร้าพ่อคนหนึ่งเป็นเด็กที่ยากจนแต่มีจิตใจดีงาม  พ่อของเด็กน้อยจากเขาขึ้นสวรรค์ไปเกือบสามปีแล้ว  เด็กน้อยจึงมีหน้าที่ดูแลแม่แทนพ่อ เพื่อทำให้แม่มีความสุขที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาพอจะทำได้

อยู่มาวันหนึ่ง…หลังเกิดพายุใหญ่  เด็กน้อยพบเป็ดป่าฝูงหนึ่งพลัดหลงเข้ามาในเขตบ้านของเขา  ฝูงเป็ดดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนเดินทางมานานและไม่มีอาหารตกถึงท้อง  เด็กน้อยรู้สึกสงสาร  เขาจึงช่วยหาอาหารมาให้พวกมันกิน

หลายวันต่อมา  เมื่อเป็ดทั้งหลายแข็งแรงขึ้น  เด็กน้อยจึงพาฝูงเป็ดไปยังหนองน้ำใสสะอาด แล้วปล่อยให้พวกมันหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ  หลังจากนั้น  เด็กน้อยก็ต้อนให้เป็ดมานอนอาบแดดเล่นพร้อมกับเป่าขลุ่ยกล่อมให้พวกมันนอนหลับพักผ่อน  ครั้นเมื่อมีหมาหรือสัตว์ร้ายหมายจะมาทำร้ายฝูงเป็ด  เด็กน้อยก็จะคอยช่วยปกป้องฝูงเป็ดให้ปลอดภัยจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายเหล่านั้น  เด็กน้อยเฝ้าดูแลฝูงเป็ดด้วยความรักความเอาใจใส่  ซึ่งจากความทุ่มเทนี้เอง  ฝูงเป็ดจึงตอบแทนบุญคุณของเด็กน้อยด้วยการออกไข่จำนวนมากมายเพื่อให้เด็กน้อยนำไข่ไปขายในตลาด

หลังจากที่เด็กน้อยนำไข่ไปขายและได้เงินกลับมาพอสมควร  เด็กน้อยก็นึกถึงแม่ของเขา เด็กน้อยอยากให้แม่มีของสวย ๆ ใส่เหมือนกับแม่ของเด็กคนอื่น ๆ  เขาจึงตัดสินใจนำเงินไปซื้อสร้อยทองเส้นเล็ก  ๆ มาให้แม่ที่เขารัก

แต่อนิจจา! ระหว่างทางที่เด็กน้อยพายเรือกลับบ้านหลังจากการไปซื้อทอง  จู่ ๆ เขาก็พลาดพลั้งทำสร้อยทองหลุดมือตกลงไปในน้ำ  แล้วมันก็จมหายวับไปในชั่วพริบตาเดียว  

เด็กน้อยตกใจมาก  เขารีบกระโดดลงน้ำแล้วดำน้ำหาสร้อยทองพร้อม ๆ กับร้องไห้ไปด้วย เด็กน้อยพยายามงมหาสร้อยทองอย่างสุดชีวิต  แต่จนแล้วจนรอด  เขาก็หามันไม่พบ 

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังจะหมดหวัง  เด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังว่ายน้ำตรงเข้ามาหาเขา! 

ไม่นานนัก  เด็กน้อยจึงได้รู้ว่า สิ่งที่ว่ายน้ำเข้ามาหาเขาก็คือฝูงเป็ดป่าที่เขาเฝ้าดูแลด้วยความรักและความเอาใจใส่นั่นเอง   เมื่อน้ำตาของเด็กน้อยรวมเข้ากับสายน้ำ  สายน้ำก็พาน้ำตาให้ไหลผ่านไปยังบ้านของเขา ซึ่งทันทีที่ฝูงเป็ดได้กลิ่นน้ำตาแห่งความเศร้าและความกังวลใจของเด็กน้อย  พวกมันจึงพากันว่ายน้ำมาหาเด็กน้อยผู้เป็นที่รักอย่างไม่ลังเลใจ

เมื่อฝูงเป็ดว่ายน้ำมาถึง ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ  ฝูงเป็ดก็เหมือนจะรู้ว่าเด็กน้อยได้ทำของมีค่าบางอย่างตกลงไปในท้องน้ำ ด้วยเหตุนี้  พวกมันจึงพากันดำผุดดำว่ายค้นหาของมีค่าให้เด็กน้อยกันอย่างจ้าละหวั่น

เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว  เป็ดแต่ละตัวก็คาบเอาของมีค่าต่าง ๆ จากท้องน้ำขึ้นมาไว้บนเรือของเด็กน้อยทีละอย่างสองอย่างจนเต็มลำเรือไปหมด นับตั้งแต่ แหวนเพชรโบราณ, กำไลทองลายวิจิตร, สร้อยไข่มุกหายาก, ต่างหูพลอยสีแดงสด, เข็มกลัดมรกตสีเขียวเข้ม  รวมทั้งสร้อยทองคำใหญ่น้อยอีกนับสิบ ๆ เส้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสร้อยทองเส้นเล็กที่เด็กน้อยทำตกลงไปในน้ำนั่นเอง

เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้สร้อยทองคืนมาอย่างไม่คาดฝัน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลุ้มใจเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับของมีค่าอื่น ๆ ที่ฝูงเป็ดงมขึ้นมาให้  

เด็กน้อยพยายามจะบอกกับฝูงเป็ดถึงความกังวลใจที่เขามีอยู่  แต่เป็ดบางตัวกลับกระโดดขึ้นมาบนเรือ แล้วคาบของมีค่าเหล่านั้นตรงเข้าหาเด็กน้อย เหมือนกับพวกมันอยากจะบอกว่า  “เก็บของมีค่าเหล่านี้เอาไว้เถอะ เพราะของเหล่านี้ตกอยู่ใต้ท้องน้ำมาหลายร้อยปี มันไม่มีใครเป็นเจ้าของอีกแล้ว ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากพวกเราชาวเป็ดก็แล้วกันนะ”

เมื่อเด็กน้อยไม่รู้ว่าเขาจะคืนของมีค่าเหล่านั้นให้กับเจ้าของได้อย่างไร เขาจึงนำของเหล่า นั้นกลับบ้าน โดยตั้งใจจะแบ่งของมีค่าบางส่วนไปใช้ช่วยคนที่ลำบากกว่าเขา และเก็บบางส่วนเอา ไว้ใช้ดูแลแม่ในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้  เขายังคิดจะแปลงของมีค่าเหล่านั้นให้กลายเป็นอาหารดี ๆ สำหรับเพื่อนเป็ดผู้มีน้ำใจทั้งหลายด้วย

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้มอบของขวัญให้แม่ดังที่เขาตั้งใจเอาไว้  

นับจากนั้น…ในทุก ๆ ปี  ฝูงเป็ดป่าก็จะแวะกลับมาเยี่ยมเด็กน้อยอยู่เสมอ ๆ  เด็กน้อยดีใจทุกครั้งที่ได้พบกับฝูงเป็ดเพื่อนของเขา  ส่วนฝูงเป็ดก็ดีใจที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนตัวน้อยผู้มีจิตใจดีงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

……………………….

หมายเหตุ : ถ้าอ่านนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเหล่านี้แล้วยังไม่จุใจ ลองไปอ่านนิทานนานาชาติตามลิงค์ด้านล่างนี้เพิ่มเติมได้นะครับ

https://bit.ly/3Jygo61

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานของขวัญรับปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) พอจะทำให้เด็ก ๆ ได้ ก็คือการนำนิทานมาฝากให้ได้อ่านกันในช่วงเวลาแห่งความสุข แต่การนำนิทานมาฝากเพียงเรื่องเดียวอาจดูธรรมดาจนเกินไป ผมจึงคัดนิทานเกี่ยวกับของขวัญ 4 เรื่องมาฝาก ซึ่งผมหวังว่านิทานทั้ง 4 เรื่องนี้คงมีบางเรื่องที่ช่วยสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้บ้าง

นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?

วันหนึ่ง  ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน   พวกเขาเคยได้ยินว่า  เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า  สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ

ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง   แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู   พวกเขาก็ต้องผิดหวัง   เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด  มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง   ข่าสงสารน้อง  เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”   

ข่าส่งยิ้มให้ขิง  แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน   ข่าบอกขิงว่า  “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่  เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ  สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น    แต่น่าเสียดาย   มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล!   มิหนำซ้ำ  ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก

ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ   ข่าสงสารน้อง   เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”

ทันใดนั้น  เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง    ขิงตกใจมาก   เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   ข่าสงสารน้องเหลือเกิน   เขาอยากจะปลอบน้อง  แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก   อย่างไรก็ตาม  ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้    ดังนั้น  ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง    

ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม  จากนั้น  เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง  แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋  เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง  ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด

ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย   แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา  เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้  

ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ  เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”

เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ  เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป    จริง ๆ แล้ว  ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด   เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น    ดังนั้น  ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้  เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก

ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น   จากนั้น  เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ

ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ   แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ   เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร  

ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา    ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก

และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น  ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์

#นิทานนำบุญ

…………………..

นิทานเรื่อง ของขวัญจากพระราชา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาผู้แสนดีพระองค์หนึ่ง ทรงดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดี จนทำให้ประชาชนทุกคนมีจิตใจที่ดีงามและมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า 

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของพระราชา  ประชาชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันส่งของขวัญมาให้ ซึ่งทำให้พระราชาซาบซึ้งและอยากตอบแทนความรักของประชาชนด้วยของขวัญอะไรสักอย่าง

เมื่อเหล่าเสนาทราบความประสงค์ของพระราชา เหล่าเสนาจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำของขวัญราคาแพงแล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นที่ระลึก

แม้พระราชาจะต้องการมอบของที่มีค่าให้แก่ประชาชน  แต่เนื่องจากเงินในท้องพระคลังมีไม่มากพอ ดังนั้น พระราชาจึงไม่สามารถมอบของขวัญราคาแพงตามคำแนะนำของเหล่าเสนาได้

เมื่อพ่อมดหลวงเห็นว่าพระราชาปฏิเสธความคิดของเหล่าเสนา  พ่อมดหลวงจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำเครื่องรางของขลัง แล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเพื่อใช้ป้องกันตัวจากภูตผีปิศาจ

แม้การทำเครื่องรางของขลังจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่พระราชาก็ไม่อยากมอบของที่อาจทำให้ประชาชนงมงายกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงตัดสินใจไม่ทำของขลังตามคำแนะนำของพ่อมดหลวง 

เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นว่าข้อเสนอของเหล่าเสนาและพ่อมดหลวงไม่เป็นที่ถูกใจของพระ- ราชา  กลุ่มพ่อค้าจึงเสนอให้พระราชากำหนดของขวัญเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วใช้วิธีจับฉลากมอบเงินให้แก่ผู้โชคดีเพียงคนเดียว  

แม้วิธีของกลุ่มพ่อค้าจะไม่ทำให้สิ้นเปลืองเงินในท้องพระคลังมากจนเกินไปนัก  แต่การจับฉลากมอบของขวัญให้ใครเพียงคนเดียว ดูจะไม่ตรงตามเจตนาของพระราชาสักเท่าไร   มิหนำซ้ำ มันยังมีลักษณะคล้ายกับการออกหวยซึ่งเป็นอบายมุขอีกด้วย ดังนั้น  พระราชาจึงเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของกลุ่มพ่อค้า

ในขณะที่ทุก ๆ คนในท้องพระโรงพยายามครุ่นคิดหาของขวัญที่เหมาะสมกันอย่างเคร่งเครียด  จู่ ๆ  ตลกหลวงผู้เป็นคนสนิทของพระราชาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปกระซิบความคิดของเขาให้พระราชาได้ทราบ

ทันทีที่พระราชาได้ฟังความคิดเห็นจากตลกหลวง พระองค์ก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุข  แล้วสั่งให้ทหารจัดการเตรียมของขวัญสำหรับประชาชนตามคำแนะนำของตลกหลวงโดยด่วน

ของขวัญที่ตลกหลวงเสนอให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นของขวัญที่มีราคาถูก มีประโยชน์ แถมยังมีความหมายลึกซึ้ง  ซึ่งสิ่งที่ตลกหลวงแนะนำให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนที่แสนดีก็คือเกลือธรรมดา ๆ นั่นเอง!

ในตอนแรก  ทั้งเหล่าเสนา พ่อมดหลวงและกลุ่มพ่อค้าต่างงุนงงกับตัดสินใจของพระราชาผู้เป็นที่รัก  แต่เมื่อทุกคนเห็นข้อความที่ถุงเกลือซึ่งพระราชาเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ทุก ๆ คนก็พากันยิ้มและยอมรับในความคิดอันลึกล้ำของพระราชาและตลกหลวง

ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนถุงเกลือคือข้อความว่า “ขอให้ทุกคนรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”  ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับถุงเกลือจากพระราชาและได้อ่านข้อความดังกล่าว  ประชาชนทุกคนก็พากันซาบซึ้ง เพราะข้อความนั้นเป็นได้ทั้งคำชมเชยและคำเตือนใจในเวลาเดียวกัน

“จงทำความดีและเป็นคนดีต่อไป ดั่งเกลือที่คงความเค็มได้อย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน”

ประชาชนทุกคนมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันมีค่ายิ่งจากพระราชาที่พวกเขารัก 

และหลังจากนั้น  ทุก ๆ คนก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดีและทำความดีต่อไป เพื่อตอบแทนความกรุณาของพระราชาผู้เป็นที่รัก  

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญแด่คุณครู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ณ โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  มีคุณครูคนหนึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสือได้อย่างวิเศษ   คุณครูคนนี้มีชื่อว่า “คุณครูขวัญดาว”   เธอชอบสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  ชอบสอนเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก และชอบเล่าเรื่องสนุกแฝงคติธรรมเพื่อบ่มเพาะให้เด็ก ๆ เป็นคนดีในอนาคต   เด็ก ๆ รักคุณครูของพวกเขามาก  ส่วนคุณครูขวัญดาวเองก็รักเด็ก ๆ ราวกับเธอเป็นแม่คนที่สอง

อยู่มาวันหนึ่ง  เด็ก ๆ นึกอยากให้ของขวัญแด่คุณครูขวัญดาว   ดังนั้น  เด็ก ๆ จึงหารือกัน แล้วตัดสินใจที่จะซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูใช้ขี่และใช้ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการหอบข้าวของพะรุงพะรังมาโรงเรียนอย่างที่เป็นอยู่ 

แม้ราคาจักรยานอาจจะแพงอยู่สักหน่อย  แต่เด็ก ๆ ก็ไม่หวั่น  เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน…ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

เด็ก ๆ เริ่มต้นเก็บเงินด้วยการหางานทำหลังเลิกเรียน  เด็กบางคนหาเงินด้วยการเก็บผักไปขายที่ตลาด  เด็กบางคนอาสาตัดหญ้าและกวาดใบไม้ในสวนสวย   ส่วนเด็กบางคนเลือกที่จะนวดหลังให้ผู้ใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาหยอดกระปุกรวมกันเอาไว้  

เด็ก ๆ ตั้งใจทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น  ไม่ช้าไม่นานนัก  กระปุกหมูของเด็ก ๆ ก็หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษสตางค์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็ก ๆ ทุกคน

เมื่อเด็ก ๆ มีเงินมากพอที่จะซื้อจักรยาน  เด็กทุกคนจึงนัดแนะกันหอบกระปุกหมูเดินทางไปยังร้านขายจักรยานที่อยู่ในเมือง 

เด็ก ๆ มีความสุขและตื่นเต้นมากที่จะได้มอบจักรยานให้คุณครูที่พวกเขารัก  แต่ในระหว่างการเดินทาง  เด็ก ๆ บังเอิญพบหญิงชรากับลูก ๆ กำลังนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ กับซากของบ้านซึ่งถูกไฟไหม้จนวอดวายไปทั้งหลัง   

หญิงชราผู้โชคร้ายสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยพระเพลิงที่ไร้ความปราณี   เธอกับลูก ๆ ไม่มีบ้านคุ้มหัว  ไม่มีผ้าห่มกันหนาว  ไม่มีเงินซื้อข้าว  ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย….นอกจากชีวิต  

เด็ก ๆ ต่างสงสารหญิงชรากับลูก ๆ จนไม่อาจนิ่งเฉยได้   ด้วยเหตุนี้  เด็กทุกคนจึงตัดสินใจยกกระปุกหมูของพวกเขาให้แก่หญิงชราผู้อาภัพ

เมื่อเด็ก ๆ มอบกระปุกหมูให้แก่หญิงชรา  พวกเขาจึงไม่มีเงินซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูดังที่ตั้งใจเอาไว้   อย่างไรก็ตาม  เด็ก ๆ ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  

เมื่อถึงวันสุดท้ายปลายเทอม  เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บดอกไม้จากข้างทางนำมาจัดเป็นช่อ แล้วมอบให้คุณครูขวัญดาวพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูฟัง  

เด็ก ๆ กล่าวขอโทษที่พวกเขาไม่สามารถมอบของขวัญที่มีค่ามีราคาอย่างจักรยานให้แก่คุณครูได้  แต่หลังจากที่เด็ก ๆ พูดจบ  คุณครูขวัญดาวกลับร้องไห้  ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ตกใจกันไปหมด 

ตอนแรก เด็ก ๆ คิดว่าคุณครูคงโกรธที่ได้ดอกไม้ไร้ราคาเป็นของขวัญ   แต่จริง ๆ แล้วคุณครูขวัญดาวร้องไห้เพราะเธอปลื้มปีติที่เด็ก ๆ รักครูและมีจิตใจดีงามดังที่เธอเฝ้าอบรมบ่มนิสัยการที่เด็ก ๆ เป็นคนดีสมกับที่ครูสอนเฝ้าสั่งสอนทำให้คนเป็นครูหายเหนื่อยและรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

คุณครูขวัญดาวขอบใจเด็ก ๆ ทุกคนที่มอบของขวัญอันแสนวิเศษให้กับครูอย่างเธอ  ส่วนเด็ก ๆ เองก็ภูมิใจมากที่พวกเขาสามารถทำให้คุณครูที่พวกเขารักมีความสุขได้อย่างเหนือความคาดหมาย

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ

นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด  ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์  ดังนั้น ลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก

กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า  แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด  แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้

เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา  ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี  

“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?”  กระต่ายถาม

พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู  ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้

“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”

ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง  แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….

“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน  หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก” 

ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ  ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง

เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ  ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ

และสุดท้าย  เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก  ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน  จากนั้น  มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ

นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด  นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน  ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน  ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้

 คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ  แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว  แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน

และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์” เป็นนิทานแนวผจญภัยนิด ๆ ที่มีข้อคิดเกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจจริง นิทานเรื่องนี้น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ นอนหลับสบาย เพราะไม่มีฉากโลดโผนจนเกินไป นอกจากนี้ คุณครูอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าก่อนนำเข้าเนื้อหาเกี่ยวกับดวงอาทิตย์หรือแสงแดดก็คงจะเหมาะดี เพราะนิทานเรื่องนี้แอบสอดแทรกความรู้เอาไว้นิดหน่อย หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่เมืองทุกเมืองต้องมีภูตประจำเมืองคอยดูแลให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข มีภูตน้อยตนหนึ่งชื่อภูตพลังแสงอาทิตย์ เป็นภูตที่ไม่มีเมืองใดต้องการให้ไปเป็นภูตประจำเมืองเลย  ซึ่งทุกครั้งที่ภูตน้อยส่งจดหมายไปสมัครเป็นภูตประจำเมืองที่เมืองใดก็ตาม ชาวเมืองก็มักจะปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า “เรามีดวงอาทิตย์จริง ๆ อยู่แล้ว  แล้วเราจะเอาภูตพลังแสงอาทิตย์มาทำให้เมืองของเราร้อนมากกว่านี้ไปทำไม? ที่สำคัญ เราเลือกภูตประจำเมืองได้เพียงตนเดียว…เราต้องการภูตแห่งความสุข  ภูตแห่งสุขภาพที่ดี  หรือภูตแห่งความร่ำรวยให้มาช่วยเหลือพวกเรามากกว่า”

การได้ฟังคำปฏิเสธซ้ำ ๆ ทำให้ภูตน้อยรู้สึกท้อแท้ แต่แทนที่ภูตน้อยจะล้มเลิกความตั้งใจ  ภูตน้อยกลับบอกกับตัวเองว่า “ถ้าสักวันมีเมืองไหนยอมให้ฉันเป็นภูตประจำเมือง  ฉันสัญญาว่าจะพยายามทำให้ชาวเมืองทุกคนมีความสุข มีสุขภาพดีและมีความร่ำรวยให้จงได้”

หลังจากที่ภูตน้อยถูกปฏิเสธอยู่นานเกือบปี ในที่สุด ก็มีเมืองอันไกลโพ้นเมืองหนึ่งป่าวประกาศว่าต้องการภูตสักตนมาเป็นภูตประจำเมือง โดยไม่ได้คาดหวังอะไรจากภูตประจำเมืองมากนัก 

ในตอนแรก ภูตน้อยคิดว่าจะมีภูตตนอื่น ๆ แย่งกันสมัครไปที่เมืองแห่งนั้น  แต่เนื่องจากเมืองดังกล่าวอยู่ไกลจนถึงสุดขอบโลก แถมยังมีอากาศหนาวจัดเกือบทั้งปี  ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่มีภูตตนใดส่งจดหมายไปสมัครเลย ยกเว้นก็แต่ภูตพลังแสงอาทิตย์เพียงตนเดียวเท่านั้น  ซึ่งนั่นจึงทำให้ภูตน้อยได้เป็นภูตประจำเมืองในที่สุด

เมื่อภูตน้อยได้รับโอกาส  มันจึงเตรียมตัวออกเดินทางไปยังเมืองที่อยู่สุดขอบโลกทันที

แต่อนิจจา  เส้นทางไปยังเมืองดังกล่าวหนาวมาก และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของผีร้ายที่จะออกมาหลอกหลอนชาวเมืองในช่วงเวลากลางคืน  แถมชาวเมืองยังยากจนข้นแค้นและมีสุขภาพที่ย่ำแย่อย่างน่าเป็นห่วง

เมื่อภูตตนอื่น ๆ รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่ภูตน้อยต้องไปดูแล  ภูตทั้งหลายก็พากันเห็นใจและเชื่อว่าภูตน้อยที่มีเพียงแค่พลังแสงอาทิตย์คงดูแลเมืองที่มีปัญหามากมายเช่นนี้ไม่ไหวเป็นแน่ 

แต่แทนที่ภูตน้อยจะหวั่นไหว ภูตน้อยกลับมุ่งมั่นที่จะช่วยชาวเมืองให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้  โดยระหว่างการเดินทาง  ภูตน้อยใช้พลังแสงอาทิตย์สร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง  จนความหนาวรอบตัวทำอะไรภูตน้อยไม่ได้เลย ครั้นเมื่อภูตน้อยไปถึงเมือง  ชาวเมืองก็พากันแปลกใจที่ภูตน้อยเดินทางฝ่าความหนาวมาได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ  และในคืนนั้น เมื่อภูตน้อยปล่อยพลังแสงอาทิตย์ที่ทำให้ผีทั้งหลายเกรงกลัวจนต้องหาจังหวะหลีกหนีลี้ภัยออกจากเมืองก่อนที่จะถูกแสงแดดแผดเผาให้กลายเป็นขี้เถ้า  เมื่อชาวเมืองรู้ ชาวเมืองก็พากันทึ่งต่อพลังแสงอาทิตย์ที่ภูตน้อยมีอยู่ แล้วเริ่มเปิดใจยอมขอความช่วยเหลือจากภูตประจำเมืองที่เพิ่งมาถึงหมาด ๆ

เมื่อภูตน้อยทราบว่า ชาวเมืองอยากมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีและอยากมีรายได้บ้าง เพราะทุกคนนั้นยากจนเหลือเกิน  ภูตน้อยจึงควบคุมพลังแสงอาทิตย์ในตัวเองให้แผ่ออกมาเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ดีต่อสุขภาพ  จากนั้น  ภูตน้อยก็ส่งพลังแสงอาทิตย์ไปปลุกเมล็ดพืชที่หลับใหลอยู่ใต้ดินให้เติบโตและผลิดอกเป็นดอกไม้แสนสวยเพื่อสร้างความสุขทางใจให้แก่ชาวเมือง  ซึ่งหลังจากที่ทุกคนเริ่มรู้สึกดีและมีความเชื่อมั่นในตัวของภูตน้อยมากขึ้น  ภูตน้อยจึงชวนให้ชาวเมืองทำการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ  เป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ โดยภูตน้อยจะคอยสนับสนุนเรื่องแสงแดดให้พืชได้สร้างอาหารตลอดทั้งปี

เมื่อชาวเมืองได้ฟัง  ชาวเมืองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า หากพวกเขาทำการเพาะปลูกเป็นอาชีพ โดยมีภูตประจำเมืองคอยดูแลเช่นนี้ โอกาสที่พวกเขาจะล้มเหลวคงเป็นไปแทบไม่ได้  เมื่อทุกคนคิดเช่นนั้น ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันเริ่มต้นอาชีพเพาะปลูกตามคำแนะนำของภูตน้อย

หลายเดือนต่อมา  พืชผลที่ชาวเมืองปลูกก็ออกผลจนชาวเมืองนำไปขายและได้กำไรไปตาม ๆ กัน  ชาวเมืองต่างรู้สึกว่าพวกเขาโชคดีเหลือเกินที่ได้ภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์มาเป็นภูตประจำเมือง  เพราะนอกจากพวกเขาจะได้อาชีพแล้ว สุขภาพทั้งกายและใจของพวกเขาก็ดีขึ้นมากด้วย 

ในที่สุด ภูตน้อยก็ทำให้ชาวเมืองทุกคนมีความสุข มีสุขภาพดีและมีความร่ำรวยได้สมกับที่เคยตั้งใจเอาไว้ และแล้ว…ชื่อของภูตน้อยพลังแสงอาทิตย์ก็ถูกเล่าลือไปยังทุกถิ่นที่ และทำให้เมืองหลาย ๆ เมืองที่เคยปฏิเสธภูตน้อยได้แต่นั่งคอตกและเพ้อพกด้วยความเสียดาย

#นิทานนำบุญ

………………………………………

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ขนมสายรุ้ง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” มีที่มาแปลกมาก ๆ กล่าวคือ ในปีนั้น (นานมาแล้ว) ผมไปเยี่ยมพ่อครูมาลา คำจันทร์ ที่เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าผมต้องนั่งรถสองแถวจากตัวเมือง เพื่อไปยังบ้านของพ่อครูที่อยู่ต่างอำเภอ ก่อนขึ้นรถ ผมคิดว่าผมควรหาอะไรไปฝากพ่อครูสักนิด จึงตัดสินใจซื้อขนมไทยจากร้านแถวท่ารถติดมือไปด้วย พอซื้อขนมเสร็จ ก็ขึ้นรถ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ขนมที่ซื้อไปน่ากินทุกอย่างเลย (เป็นขนมไทยของภาคเหนือที่ผมไม่เคยชิม) ถ้าให้พ่อครูไป แล้วผมจะรู้รสชาติของขนมเหล่านี้ได้อย่างไร! ความตะกละในตอนนั้น จุดประกายให้ผมคิดนิทานออกมาได้เรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็คือนิทานเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” ที่นำมาให้อ่านกันในวันนี้ นิทานเรื่องนี้แต่งขณะนั่งในรถสองแถว พอถึงจุดหมาย ผมก็แต่งนิทานเสร็จพอดี นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานก่อนนอนที่ค่อนข้างสั้น กระชับ แต่เชื่อว่าข้อคิดที่ซ่อนไว้ในนิทานน่าจะทำให้คนอ่านหิวขนม เอ้ย..ได้รับประโยชน์บ้างตามสมควร

นิทานเรื่อง ขนมสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน  เด็กผู้ชายมีชื่อว่า “เกาลัด”  ส่วนเด็กผู้หญิงมีชื่อว่า “มะลิ”  วันหนึ่ง เกาลัดจะไปหามะลิที่บ้าน  เขาจึงแวะซื้อขนมที่ร้านของป้าฉลวย

ร้านป้าฉลวยมีขนมเหลืออยู่แค่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นขนมสีสวยเหมือนสายรุ้ง ส่วนอีกชิ้นเป็นขนมสีดำคล้ายทำจากถั่ว  เกาลัดซื้อขนมมาทั้งสองชิ้น  เขาอยากกินขนมสายรุ้ง  ส่วนขนมสีดำเขาจะนำไปฝากมะลิ

เมื่อเกาลัดไปถึงบ้านของมะลิ เกาลัดยิ้มแล้วบอกว่า “มีขนมแสนอร่อยมาฝากจ้า”

มะลิดีใจ เพราะใคร ๆ ก็ชอบกินขนม  ครั้นเมื่อเกาลัดวางขนมบนโต๊ะ มะลิก็หยิบขนมสายรุ้งมาดูใกล้ ๆ  “ขนมชิ้นนี้สีสวยน่ากินจัง ขอบใจมาก ๆ ที่ซื้อมาฝาก”

เกาลัดอ้ำอึ้งอยู่สักพัก จากนั้น เขาก็พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าว่า “เอ่อ…ขนมสีดำน่าจะทำจากถั่ว มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ยูเรนัส เนปจูน พลูโต … มันมีประโยชน์กับเธอนะ เธอกินขนมสีดำดีกว่า ส่วนฉันจะกินขนมสายรุ้งเอง” 

เมื่อมะลิได้ฟังเกาลัดโม้และมั่ว มะลิก็เริ่มงอนแล้วตัดพ้อว่า “แต่ฉันอยากกินขนมสายรุ้งนี่นา นี่เธอซื้อขนมมาฝากตัวเองหรือซื้อมาฝากฉันกันแน่?”

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ เด็กทั้งสองได้แต่มองขนม…หน้างอหน้าหงิก  เกาลัดกับมะลิอยากกินขนมสายรุ้งเหมือนกัน แต่มีขนมสายรุ้งอยู่แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น   

ในขณะที่เพื่อนรักทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไร จู่ ๆ เด็ก ๆ ก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังมาจากที่โต๊ะ 

“แบ่งกันกินคนละครึ่งชิ้นสิจ๊ะ”  ขนมสายรุ้งพูด  

“ใช่แล้ว ถ้าแบ่งกันกินก็ได้ชิมทั้ง 2 รสชาติเลยนะ” ขนมสีดำบอก

เมื่อเด็กทั้งสองได้ฟัง  ทั้งคู่จึงแบ่งขนมกันคนละครึ่งชิ้น  ขนมสายรุ้งอร่อย แต่ขนมสีดำอร่อยมากกว่า ถ้าเด็ก ๆ ไม่แบ่งขนมกันกิน คงไม่มีโอกาสได้รู้รสชาติอร่อย ๆ ของขนมทั้งสองชิ้นแน่ ๆ

  “การแบ่งปันนี่ดีจัง” มะลิคิด  

 “การแบ่งปันนี่ดีจริง” เกาลัดคิด

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ  เด็กทั้งสองกินขนม, ส่งยิ้มให้กัน พร้อมกับหัวเราะในใจเสียงดัง “คิก ๆ ๆ ๆ”

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

ในมุมมองของผู้ใหญ่ สัตว์ที่พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ ชอบ มักจะเป็นสัตว์น่ารัก ๆ ชนิดต่าง ๆ เช่น กระต่าย กระรอก หมีแพนด้า ฯลฯ แต่ในช่วงที่ผมได้ดูแลหลานตัวน้อย ผมสังเกตเห็นว่า สัตว์ที่ดึงดูดความสนใจของหลานได้อย่างอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า “จระเข้”

หลังจากที่ผมได้แต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์น่ารัก ๆ มาสักระยะ วันหนึ่ง ผมจึงคิดอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้บ้าง แต่การแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (เพราะตัวเองไม่ชอบจระเข้) ผมคิดอยู่นาน ในที่สุด ก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจผู้อ่านบางคนบ้างนะครับ

                                           นิทาน แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีไข่ฟองหนึ่งลอยมาตามสายน้ำอย่างไร้จุดหมาย โชคดีเหลือเกินมีแม่ไก่ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า มันจึงเก็บไข่ฟองนั้นขึ้นจากน้ำ แล้วนำไข่กลับไปฟักที่บ้านของมัน

ไข่ที่แม่ไก่เก็บมาฟักเป็นไข่สีขาวฟองใหญ่ แม้แม่ไก่จะไม่รู้ว่าไข่ฟองนั้นเป็นไข่ของใคร แต่มันก็เต็มใจที่จะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในไข่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก

แม่ไก่อดทนนั่งฟักไข่ฟองใหญ่อยู่นานหลายต่อหลายคืน ในที่สุด…เปลือกไข่ฟองใหญ่ก็ค่อย ๆ ปริออก แล้วเจ้าจระเข้ตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับส่งเสียงทักแม่ไก่ว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า”

ใช่แล้ว…ไข่ฟองใหญ่ก็คือไข่ของจระเข้ (ศัตรูที่ไก่ทุกตัวทั้งกลัวทั้งเกลียด) เมื่อเพื่อน ๆ ของแม่ไก่รู้ข่าว พวกมันจึงพากันมาหาแม่ไก่ แล้วพยายามขับไล่เจ้าจระเข้ตัวน้อยให้ไปอยู่เสียที่อื่น

แม่ไก่เชื่อว่าไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ชอบลูกจระเข้ แม่ไก่จึงยอมพาเจ้าจระเข้ตัวน้อยออกจากฝูงไก่ โดยตั้งใจที่จะสอนให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยมีนิสัยแสนน่ารัก จนไก่ทุกตัวต้องยอมให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยเข้ามาอยู่ร่วมฝูงด้วย

เจ้าจระเข้ตัวน้อยรักแม่ไก่มาก มันจึงเชื่อฟังและทำตามที่แม่ไก่สอนทุกอย่าง ฝ่ายแม่ไก่เองก็รักเจ้าจระเข้มาก มันจึงพร่ำสอนสิ่งดี ๆ ให้แก่เจ้าจระเข้ตัวน้อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แม้เจ้าจระเข้ตัวน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นจระเข้แสนดีสมดังที่แม่ไก่อบรมบ่มนิสัย แต่ไก่ทั้งหลายก็ยังคงมีอคติต่อเจ้าจระเข้อย่างไม่แปรเปลี่ยน และยิ่งเจ้าจระเข้เติบโตมากขึ้นเท่าไร พวกไก่ก็ยิ่งหวาดกลัวเจ้าจระเข้มากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด เจ้าจระเข้ก็เริ่มท้อและตัดสินใจขอแยกไปอยู่ในหนองน้ำตามลำพัง เพื่อให้แม่ไก่ได้กลับไปอยู่กับเพื่อน ๆ และเพื่อให้ไก่ทั้งหลายไม่ต้องหวาดระแวงมันอีกต่อไป

แม่ไก่เสียใจมากที่ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ยอมรับเจ้าจระเข้ดังที่มันหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้แม่ไก่จะกลับมาอยู่ร่วมกับไก่ตัวอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็มักจะแอบไปหาและปลอบใจเจ้าจระเข้ตัวน้อยอยู่เสมอ ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในขณะที่ไก่ทุกตัวกำลังนอนหลับ จู่ ๆ สายฝน ก็เริ่มโปรยปรายลงมา และฝนก็ตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฝนตกหนักมาก ๆ เข้า น้ำฝนก็ท่วมพื้นดินจนไก่ทั้งหมดต้องหลบขึ้นไปอยู่ในที่สูง แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ระดับน้ำจึงค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ จนไก่ทั้งหลายจวนเจียนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ!

ในขณะที่ไก่ทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด พวกไก่กลับต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีซุงท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาให้พุ่งตรงมาทางที่พวกมันอยู่

ไก่บางตัวส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ไก่บางตัวหลับตาปี๋ แต่เมื่อท่อนซุงลอยเข้ามาใกล้ พวกไก่ก็พากันแปลกใจ จนบางตัวถึงกับอ้าปากค้าง

ท่อนซุงที่พวกไก่เห็น…แท้จริงแล้วก็คือเจ้าจระเข้ตัวน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นจระเข้ตัวใหญ่ เมื่อเจ้าจระเข้เห็นว่าพวกไก่กำลังลำบาก มันจึงตั้งใจว่ายน้ำตรงเข้ามาช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อไก่ทั้งหลายค่อยคลายความตกใจลงไปบ้าง เจ้าจระเข้ก็เชิญให้ไก่ทุกตัวรีบหนีน้ำขึ้นไปยืนบนหลังของมัน จากนั้น มันก็พาไก่ทั้งหมดล่องตามน้ำไปยังที่ที่ปลอดภัย

หลังฝนตก สายรุ้งก็โผล่ขึ้นมาสร้างสีสันให้แก่ท้องฟ้า ไก่ทุกตัวกล่าวขอบคุณเจ้าจระเข้ที่ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต และทั้งหมดก็พากันขอโทษที่มองเจ้าจระเข้ผิดมาโดยตลอด

แม่ไก่ดีใจที่เจ้าจระเข้ได้รับการยอมรับจากไก่ทุก ๆ ตัว และแล้ว…เจ้าจระเข้ก็ได้อยู่ร่วมกับไก่ทั้งหลาย รวมทั้งแม่ไก่ใจดีที่มันรักมากที่สุดในโลก

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ครอบครัวตัวแสบ

ในสมัยเด็ก ๆ แถวบ้านของผมรายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมน้อยใหญ่เต็มไปหมด บ่อยครั้งที่ครอบครัวของเราต้องอดทนกับเสียงเคาะเหล็กและกลิ่นสารเคมีที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ บ้าน มลภาวะที่อยู่รอบ ๆ ตัวเป็นเรื่องที่ชวนให้อึดอัดมาก ผมไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ดังนั้น ผมจึงรวบรวมความทรงจำที่ไม่ดีเหล่านั้น มาแต่งนิทานที่มีข้อคิดเรื่องนี้ หวังว่า ผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ครอบครัวตัวแสบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาโดยตลอด  

วันหนึ่ง  มีพ่อมดแปลกหน้าพาครอบครัวมาขอซื้อที่ดินเพื่อพำนักพักอาศัยในหมู่บ้าน  เมื่อชาวบ้านเห็นว่าพ่อมดกับภรรยามีลูกเล็ก ๆ หลายคน  ชาวบ้านจึงสงสารและยอมแบ่งขายที่ดินให้ 

หลังจากที่พ่อมดย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านได้ไม่นาน ครอบครัวของพ่อมดก็สร้างปัญหาจนชาวบ้านอยู่กันไม่เป็นสุข 

เริ่มจากพ่อมดที่ตั้งหน้าตั้งตาต้มยาในหม้อใบใหญ่แล้วปล่อยให้ควันไฟกับกลิ่นของยาลึกลับเหม็นคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ส่วนภรรยาของพ่อมดก็ชอบเอาขยะไปทิ้งที่หน้าบ้านของคนอื่นหรือไม่ก็สุมซากจิ้งจก, ตุ๊กแก, งู, หนู,  ค้างคาว ฯลฯ เอาไว้ที่หน้าบ้านของตัวเอง จนกองขยะหน้าบ้านของนางกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคสารพัดชนิด  ฝ่ายเด็ก ๆ ลูกของพ่อมดก็เอาแต่ทะเลาะด่าทอกัน รวมทั้งส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นทั้งวันทั้งคืนทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนกันไปทั่ว

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์  ชาวบ้านต่างพยายามอดทนต่อพฤติกรรมของครอบครัวพ่อมด จนพวกเขาทนต่อไปอีกไม่ไหว   ชาวบ้านทั้งหลายจึงตัดสินใจตักเตือนครอบครัวของพ่อมดและขอร้องให้พวกเขาเลิกการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เสีย

ครั้นเมื่อพ่อมด, ภรรยาและลูก ๆ ได้ฟังถ้อยคำของเหล่าชาวบ้าน  แทนที่ครอบครัวพ่อมดจะสำนึกผิด  พวกเขากลับโกรธชาวบ้านที่มาวุ่นวายกับชีวิตของพวกเขา  พ่อมดบอกกับชาวบ้านว่า ในเมื่อเขาซื้อที่ดินและปลูกบ้านอย่างถูกต้อง  ดังนั้น เขาจึงมีสิทธิ์ทำอะไรที่บ้านของเขาก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร ๆ อีก   

ชาวบ้านต่างระอาใจในความเห็นแก่ตัวของพ่อมดเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อครอบครัวของพ่อมดยังคงจงใจทำเรื่องน่ารังเกียจต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน  ไม่นานนัก  ชาวบ้านผู้แสนดีทั้งหลายจึงจำใจประกาศขายบ้านและที่ดินของตัวเอง  แล้วแยกย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ในหมู่บ้านอื่น ๆ กันจนหมด

หลังจากที่ชาวบ้านย้ายออกไปจากหมู่บ้านจนไม่เหลือแม้แต่ครอบครัวเดียว  ครอบครัวพ่อมดจึงจัดงานฉลองความร้ายกาจของตนเองอย่างสนุกสนาน  พ่อมดดีใจที่ชาวบ้านเรื่องมากทั้งหลายทนอยู่ในหมู่บ้านต่อไปไม่ไหว  และแล้ว…ครอบครัวสุดแสบของเขาก็เหมือนกับได้เป็นเจ้าของหมู่บ้านไปโดยปริยาย

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น  ครอบครัวของพ่อมดเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพราะจู่ ๆ บ้านที่ชาวบ้านประกาศขายก็ถูกซื้อและรื้อถอนไปทีละหลัง  แล้วโรงงานน้อยใหญ่ก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาแทนที่

เมื่อโรงงานต่าง ๆ เริ่มเดินเครื่องจักร  โรงงานเหล่านั้นก็ปล่อยควันพิษสีดำปิ๊ดปี๋ออกมาจนคละคลุ้งไปหมด นอกจากนี้  เสียงเครื่องจักรทำงานยังทำให้ครอบครัวของพ่อมดรำคาญจนอยู่กันอย่างไม่เป็นสุข  หนำซ้ำ…โรงงานทั้งหลายยังเอาขยะมากองสุม ๆ จนเป็นแหล่งรวมของหนู, แมลงวันและเชื้อโรคสารพัดชนิด

พ่อมดโมโหพวกเจ้าของโรงงานมาก  แต่เมื่อพ่อมดไปโวยวายให้เจ้าของโรงงานหยุดสร้างความรำคาญ  เจ้าของโรงงานทั้งหลายกลับตอบพ่อมดว่า ในเมื่อพวกเขาซื้อที่ดินและสร้างโรงงานอย่างถูกต้อง  ดังนั้น พวกเขาจึงมีสิทธิ์ทำอะไรที่โรงงานของพวกเขาก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร ๆ อีก   

พ่อมดถึงกับหน้าชาเมื่อได้ฟังคำตอบเหล่านั้น  เพราะคำพูดของเจ้าของโรงงานเป็นคำพูดที่เขาเคยพูดกับชาวบ้านเมื่อครั้งที่ชาวบ้านมาขอให้เขาเลิกก่อความรำคาญนั่นเอง

พ่อมดเพิ่งตระหนักว่าเวรกรรมนั้นมีจริง แถมยังตามมาสนองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ 

แม้พ่อมดจะรู้สึกสำนึกผิด   แต่เมื่อเขาพยายามไปขอซื้อที่ดินผืนใหม่ในหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อย้ายบ้านหนีจากโรงงานทั้งหลาย  ชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ กลับพากันปฏิเสธเพราะเกรงว่าครอบครัวตัวแสบของพ่อมดจะเข้าไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขาอีก  

ในที่สุด ครอบครัวของพ่อมดจึงจำใจต้องกลับมาทนรับกรรมอยู่ในหมู่บ้านแห่งเดิมโดยพวกเขาต้องผจญกับควันพิษ, เสียงรบกวนและขยะที่เน่าเหม็นต่อไปอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

#นิทานนำบุญ

…………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เปลือกกับเมล็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เปลือกกับเมล็ด” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งเป็นนิทานภาคต่อ ของนิทานไทยพื้นบ้านที่ชื่อ “ตาอินกับตานา” แต่การแต่งนิทานภาคต่อจากนิทานไทยพื้นบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เปลือกกับเมล็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะ พวกเขาเกิดในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันและปีเดียวกัน  มิหนำซ้ำ คุณตาของพวกเขายังเป็นสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียอีก  ด้วยเหตุนี้  เจ้าหนูทั้งสองคนจึงสนิทสนมกลมเกลียวกันจนใคร ๆ ต่างก็รู้กันไปทั่ว

วันหนึ่ง  เด็กทั้งสองพากันออกไปเที่ยวเล่นในป่าดังเช่นที่เคยเป็น  แต่เมื่อทั้งคู่วิ่งลัดเลาะไปใกล้ ๆ กับแม่น้ำ   พวกเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกให้ช่วย  เมื่อเด็กน้อยมองไปยังแม่น้ำ  พวกเขาก็เห็นภูตตัวจิ๋วกำลังกระเสือกกระสนต่อสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก   เด็กทั้งสองรู้ดีว่า หากพวกเขาไม่ช่วยเจ้าภูตเอาไว้  ภูตตัวจิ๋วก็คงจะต้องจมลงไปนอนอยู่ที่ก้นของแม่น้ำเป็นแน่   ดังนั้น เด็กทั้งสองจึงพร้อมใจกันกระโดดลงไปช่วยภูตน้อยโดยไม่คิดถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

เมื่อเด็กทั้งสองช่วยชีวิตภูตตัวจิ๋วขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ   ภูตตัวจิ๋วจึงมอบผลไม้สายรุ้งซึ่งเป็นผลไม้ของชาวภูตให้แก่เด็กน้อยทั้งสองเพื่อเป็นรางวัลแห่งความกล้าหาญ   ผลไม้สายรุ้งหนึ่งพวงจะประกอบไปด้วยผลสายรุ้งเจ็ดผล  โดยแต่ละผลจะมีรสชาติและสีสันแตกต่างกันไปตามสีของสายรุ้ง   เมื่อภูตตัวจิ๋วมอบผลไม้สายรุ้งให้แก่เด็กทั้งสองแล้ว  เจ้าภูตน้อยก็ขยับปีกบางใส แล้วบินหายลับไปสู่ดินแดนที่แสนลึกลับ

ทันทีที่ภูตน้อยบินจากไป  เด็กทั้งสองก็จัดแจงแบ่งผลไม้สายรุ้งกัน โดยทั้งคู่พยายามที่จะไม่ให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ  เด็กทั้งสองจ้องมองผลไม้ตาไม่กระพริบ   ผลไม้สายรุ้งแต่ละสีล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองด้วยกันทั้งนั้น   มิหนำซ้ำ  มันยังไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะแบ่งผลไม้เจ็ดผลให้แก่คนสองคนโดยไม่เหลือเศษ  และด้วยความยากลำบากในการแบ่งสันปันส่วนนี้เอง   ในที่สุด   การทะเลาะเบาะแว้งของเพื่อนรักทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไป  ความขัดแย้งของเด็กทั้งสองก็มีทีท่าว่าจะบานปลายออกไปเรื่อยๆ   จวบจนเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ   เด็กทั้งสองจึงตัดสินใจนำผลไม้สายรุ้งกลับไปให้คุณตาของพวกเขาช่วยจัดการแบ่งสันปันส่วนให้ 

คุณตาของเด็กคนแรกมีชื่อว่า ‘ตาอิน’   ส่วนคุณตาของเด็กอีกคนมีชื่อว่า ‘ตานา’   ตาอินกับตานาเป็นเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม แม้ว่าตาอินกับตานาจะเป็นเพื่อนรักที่มักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ แต่ครั้งหนึ่ง ทั้งคู่ก็เคยขัดแย้งแย่งปลากัน จนทำให้ชายเจ้าเล่ห์สบโอกาสใช้อุบายแย่งปลาไปกินได้อย่างหน้าตาเฉย ตาอินกับตานาได้รับบทเรียนจากการทะเลาะเบาะแว้งของพวกตน ดังนั้น เมื่อหลานของพวกเขาเกิดการขัดแย้งกันเช่นนี้ ตาอินกับตานาจึงตั้งใจที่จะมอบบทเรียนให้แก่หลานทั้งสองเช่นเดียวกับที่พวกตนเคยประสบมาก่อน

หลังจากที่ตาอินกับตานาหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง   ในที่สุด ชายชราทั้งสองคนก็ตัดสินใจแบ่งผลไม้สายรุ้งออกเป็นสามส่วน  โดยทั้งคู่ปอกเปลือกผลไม้ส่งให้หลานของตาอิน แล้วแยกเมล็ดของผลไม้มอบให้หลานของตานา   จากนั้น  พวกเขาก็แกล้งเก็บเนื้อของผลไม้ใส่จานเอาไว้เอง โดยบอกกับหลาน ๆ ว่า  มันเป็นค่าตอบแทนของตาทั้งสองสำหรับการแบ่งสันปันส่วนในครั้งนี้

เมื่อเด็ก ๆ ทราบวิธีการแบ่งผลไม้สายรุ้งของคุณตา  พวกเขาก็พากันโวยวายและหาว่าการแบ่งผลไม้ของตาอินกับตานาไม่มีความเป็นธรรมเลยสักนิด  แต่ตาอินกับตานาก็ยังคงยืนกรานว่ามันเป็นการจัดแบ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว  เพราะในขณะที่หลานของตาอินไม่อยากได้เปลือกผลไม้  หลานของตานาก็ไม่ต้องการเมล็ดผลไม้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น  เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พอใจกับส่วนแบ่งที่ตนได้รับ  การแบ่งสรรปันส่วนในครั้งนี้จึงถือได้ว่ายุติธรรมมากที่สุด

เด็กทั้งสองต่างจนด้วยคำพูด    และหลังจากนั้น  ตาอินกับตานาก็เอ่ยปากสอนหลานทั้งสองคนว่า  แม้เปลือกกับเมล็ดของผลไม้ที่หลานทั้งสองได้รับไปอาจจะดูไม่มีค่า  แต่หากหลานทั้งสองลองใช้ความคิดร่วมกันและสมัครสมานสามัคคีกันดังเช่นในวันก่อน ๆ   อีกไม่นาน  หลานทั้งสองก็จะได้ลองลิ้มชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งนี้อย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้

เมื่อเด็กน้อยได้ฟังถ้อยคำของคุณตาสุดที่รัก  ทั้งคู่ก็หันหน้าเข้าหากันและช่วยกันคิดหาวิธีทำเปลือกและเมล็ดที่ได้รับให้กลายเป็นผลไม้สายรุ้งขึ้นมาอีกครั้ง   เด็กน้อยไตร่ตรองกันอยู่ครู่ใหญ่  และแล้ว…เด็กทั้งสองคนก็เข้าใจความหมายที่คุณตาตั้งใจจะบอกพวกเขา

เด็กทั้งสองคนก้มกราบคุณตาที่ท่านกรุณาให้บทเรียนอันล้ำค่า   จากนั้น  ทั้งคู่ก็นำเมล็ดของผลไม้สายรุ้งไปปลูกที่สวนหลังบ้าน  โดยใช้เปลือกผลไม้ที่ได้รับเป็นปุ๋ยในการบำรุงเมล็ดพันธุ์ให้งอกงามแข็งแรง  

เด็กทั้งสองเฝ้าดูแลต้นไม้ของพวกเขาทุก ๆ วัน   ในที่สุด  ต้นไม้แห่งมิตรภาพของพวกเขาก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น  พร้อมกับผลิดอกออกผลให้เด็กทั้งสองได้ลิ้มลองรสชาติอันแสนวิเศษของมันอย่างเต็มอิ่ม   เด็กทั้งสองคนดีใจที่ได้ชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งทั้งเจ็ดสี แต่ที่เหนือไปกว่านั้น…. พวกเขามีความสุขมากที่ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้ความเป็นเพื่อนของพวกเขามั่นคงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิมนับล้าน ๆ เท่า  

และนับจากเหตุการณ์ในคราวนั้นเป็นต้นมา  เพื่อนรักทั้งสองก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลยแม้สักครั้ง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด” เป็นนิทานเกี่ยวกับการใช้ความคิดในการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของนิทานนำบุญ นิทานในลักษณะนี้มีประโยชน์มากในแง่การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้แก่เด็ก ๆ ผมในฐานะผู้แต่งนิทานหวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้ทั้งความสนุกและประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนนะครับ

นิทานเรื่อง ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งชื่อว่า”ติ๊ดตี่”   ติ๊ดตี่เรียนวิชาเวทมนตร์มาหลายปี  พอใกล้เรียนจบ คุณครูนางฟ้าจึงขอทดสอบติ๊ดตี่ด้วยการให้ติ๊ดตี่ออกเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนให้ได้อย่างน้อย 3 คน โดยมีข้อแม้คือ…ห้ามใช้เวทมนตร์ใด ๆ ในการช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นเป็นอันขาด

ติ๊ดตี่แปลกใจและคิดว่าคุณครูอาจพูดผิด  เพราะนางฟ้ากับการใช้เวทมนตร์เป็นของคู่กัน แต่เมื่อคุณครูยืนยันตามที่พูด  ติ๊ดตี่จึงต้องทำตามคำของคุณครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  ติ๊ดตี่ออกเดินทางจนได้พบเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่กับน้องตัวเล็ก ๆ ของเขา   เมื่อติ๊ดตี่ซักถาม  เด็กคนพี่จึงบอกติ๊ดตี่ว่า  เขากับน้องเป็นเด็กกำพร้า  วันนี้เป็นวันเกิดของน้อง ตัวเขาในฐานะพี่ชายจึงอยากหาขนมเค้กมาฉลองวันเกิดให้  แต่เขามีเงินน้อย ไม่พอซื้อขนมเค้ก  เขาจึงร้องไห้เพราะเสียใจที่ทำให้น้องมีความสุขไม่ได้ 

เมื่อติ๊ดตี่ได้ฟัง  เธอก็เห็นใจเด็กน้อยสองพี่น้องมาก  แม้เธอจะใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือเด็กทั้งสองไม่ได้  แต่เธอมีใจอยากช่วยพวกเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่บอกเล่าสิ่งที่คิดให้เด็กน้อยคนพี่ฟัง โดยเธอบอกให้เขาเอาเงินไปซื้อขนมปังมาปิ้ง ทาเนย  ราดน้ำผึ้ง จากนั้น ให้วางขนมปังซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แล้วปักเทียนลงไปที่ด้านบน เพื่อเปลี่ยนขนมปังให้กลายเป็นขนมฉลองวันเกิดที่ไม่มีใครเหมือน  เด็กน้อยชอบความคิดของติ๊ดตี่มาก  เขาจึงขอบคุณติ๊ดตี่แล้วรีบทำตามคำแนะนำอย่างไม่รอช้า 

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยสองพี่น้องได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนเจอชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้   หลังจากที่ได้พูดคุยสอบถาม  ติ๊ดตี่ก็พบว่า  ชายหนุ่มคนนี้แอบไปหลงรักหญิงสาวสูงศักดิ์เข้า  ชายหนุ่มอยากมอบดอกไม้ให้เธอสักช่อ  แต่ดอกไม้ตามร้านมีราคาแพงมาก เขาจึงมีเงินไม่พอที่จะซื้อดอกไม้ไปให้  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกดอกไม้ให้ชายหนุ่มไม่ได้  แต่เธอก็มีใจอยากช่วยเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่เสนอสิ่งที่คิด โดยแนะนำให้ชายหนุ่มลองเก็บดอกไม้ข้างทางและดอกไม้ริมรั้วที่ผู้คนมองข้ามมาจัดให้กลายเป็นช่อดอกไม้ที่สวยงามไม่ซ้ำใคร  เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง  เขาจึงลองทำตามและจัดดอกไม้เหล่านั้นจนได้ช่อดอกไม้ที่ดูสวยงามและแปลกตาเป็นพิเศษ  ชายหนุ่มขอบคุณติ๊ดตี่ที่ให้คำแนะนำอันมีค่า  จากนั้น เขาก็รีบนำช่อดอกไม้ไปมอบให้หญิงสาวที่เขาหลงรักทันที

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยเหลือชายหนุ่มได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนพบตายายสองคนที่มีแผงขายของเล็ก ๆ อยู่ริมทาง  คุณตากับคุณยายดูมีสีหน้าเศร้าหมอง เพราะทั้งคู่มีเงินน้อยจึงไม่มีทุนรอนหาของที่น่าสนใจมาขาย  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกข้าวของมาให้คุณตากับคุณยายขายไม่ได้  แต่เธอก็อยากช่วยท่านทั้งสองจริง ๆ    ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่ทดลองทำตามสิ่งที่เธอคิด โดยนำเศษไม้และวัสดุธรรมชาติที่หาได้ทั่วไปมาประกอบเป็นรูปร่าง, ทากาวและทำให้มันกลายเป็นตุ๊กตาที่ระลึกเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว  เมื่อคุณตากับคุณยายเห็นตุ๊กตาของติ๊ดตี่  ทั้งคู่ก็ชอบใจมาก  คุณตากับคุณยายจึงขอนำความคิดของติ๊ดตี่ไปใช้ทำตุ๊กตาน่ารัก ๆ จากวัสดุธรรมชาติออกมาวางขายบ้าง

ติ๊ดตี่มีความสุขที่เธอช่วยใคร ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์เลยแม้สักนิด  ทันใดนั้นเอง ติ๊ดตี่ก็เข้าใจว่า  เพราะเหตุใดคุณครูจึงให้เธอลองช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ให้ใช้เวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมา

จริง ๆ แล้ว  การช่วยเหลือผู้คนนั้น  แม้ไม่มีเวทมนตร์  แต่หากเรามีใจและรู้จักใช้ความคิด  เราก็สามารถช่วยเหลือคนทุกคนให้มีความสุขได้เสมอ 

เมื่อติ๊ดตี่กลับไปหาคุณครูนางฟ้า  คุณครูก็ยิ้มต้อนรับนักเรียนคนเก่งของท่านแล้วให้ติ๊ดตี่สอบผ่านได้เป็นนางฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ 

ติ๊ดตี่ดีใจมากที่ได้เป็นนางฟ้าจริง ๆ สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  ในขณะเดียวกัน  เธอก็สัญญากับตัวเองว่า  เธอจะพยายามใช้ทั้งเวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาและใช้สติปัญญาที่มีอยู่  คิดหาวิธีช่วย เหลือผู้คนทั้งหลายให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

#นิทานนำบุญ