Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ตุ๊กตาไร้แขน

นิทานก่อนนอนเรื่อง ตุ๊กตาไร้แขน เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ผมอยากจะลองเริ่มต้นกลับมาแต่งนิทานอย่างจริงจังอีกครั้ง พร้อม ๆ กับการที่ตัวเองมาอยู่ที่จังหวัดนครพนม

นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องแรกที่แต่ง โดยใช้ตุ๊กตาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ ผมใช้เวลาในการแต่งนิทานเรื่องนี้อยู่หลายสัปดาห์ เพราะต้องวิ่งวุ่นกับการสร้างบ้านไปด้วย และต้องต่อสู้กับความขี้เกียจ รวมถึงความรู้สึกน้อยใจที่นิทานถูกละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ่อยครั้ง แต่ในที่สุด ผมก็แต่งนิทานเรื่องนี้เสร็จจนได้ (เสร็จก่อนที่บ้านจะพร้อมเข้าอยู่)

ผมหวังว่า นิทานที่ผมตั้งใจแต่งเรื่องนี้จะถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ หลาย ๆ ส่วนอาจไม่สมบูรณ์เหมือนนิทานที่เคยแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือน แต่เชื่อเถอะว่า ผมได้พยายามแต่งภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง ตุ๊กตาไร้แขน

กาลครั้งหนึ่ง ณ ร้านขายของเก่าซึ่งมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอ ๆ   มีตุ๊กตาเศษผ้าที่เก่าคร่ำคร่าตัวหนึ่ง ถูกวางปนอยู่กับตุ๊กตาตัวอื่น ๆ ในร้านแห่งนั้น  ตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อว่า “มินา”   มินาเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่ถูกเจ้าของเดิมทิ้งมานานแล้ว  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเจ้าของ เดิมโตเป็นผู้ใหญ่จึงเลิกเล่นตุ๊กตาแบบเด็ก ๆ  หรืออาจเป็นเพราะมินาเป็นตุ๊กตาที่เก่าเสียจนแขนของมันหลุดหายไปทั้งสองข้าง ทำให้เจ้าของเดิมไม่อยากเก็บมันเอาไว้อีกต่อไป

แม้มินาจะเป็นตุ๊กตาที่ชำรุด ไร้แขน  แถมยังถูกทิ้งจนกลายมาเป็นสินค้ามือสองในร้านขายของเก่า  แต่มินาก็ยังคงมีความทรงจำที่ดีและมีความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งมันเคยได้ทำหน้าที่ของตุ๊กตาผู้มอบความสุขให้แก่เจ้าของเดิมในสมัยที่เธอยังเป็นเด็กน้อย  มินาจึงมักนั่งอมยิ้มอยู่นิ่ง ๆ ในร้านขายของเก่าแห่งนั้นอย่างมีความสุข โดยหวังว่าสักวัน มันจะมีโอกาสได้พบกับเจ้าของใหม่ที่ต้องการได้มันไปเป็นเพื่อน

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี  แม้ตุ๊กตาในร้านจะถูกซื้อออกไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า  แต่มินาก็ยังเป็นตุ๊กตาที่คงค้างอยู่ในร้าน  โดยไม่มีใครสนใจรับมินาไปดูแลเลยแม้แต่คนเดียว  

จนกระทั่งวันหนึ่ง  เจ้าของร้านอยากระบายของในร้านออกไปให้ได้มาก ๆ   เจ้าของร้านจึงหยิบมินาแถมให้ลูกค้าที่ซื้อตุ๊กตาในวันนั้น 

“คุณลูกค้าซื้อตุ๊กตาไปตั้งเยอะ  ชั้นขอแถมตุ๊กตาผ้าตัวนี้ให้อีกตัวแล้วกันนะ”

เมื่อลูกค้ามองมินา  ลูกค้าก็รีบบอกเจ้าของร้านว่า “ไม่เป็นไรค่ะ  เจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็น่ารักนะคะ แต่มันแขนขาดทั้งสองข้าง หมดสภาพความเป็นตุ๊กตาไปแล้ว  หนูขอไม่รับไว้นะคะ”

นั่นเป็นครั้งแรกที่มินาได้ฟังความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อมัน  และในวันนั้น  มินายังคงได้ฟังความรู้สึกที่ลูกค้าคนอื่น ๆ มีต่อมันอีกหลายต่อหลายครั้ง 

“หนูขอไม่รับไว้นะคะ ที่บ้านหนูมีตุ๊กตาเยอะแล้ว ถ้าจะเอาตุ๊กตาเข้าไปเพิ่ม ก็ขอคัดเอาตัวที่ชอบจริง ๆ  ส่วนตุ๊กตาแขนขาดแบบนี้  รับไปก็คงเอาไปทิ้ง เพราะบ้านไม่มีที่เก็บแล้วค่ะ”  ลูกค้าอีกคนปฏิเสธ

“พอดีผมซื้อตุ๊กตาไปเป็นของขวัญ  ถ้าเอาตุ๊กตาไร้แขนไปให้ใคร  เขาคงโมโหหาว่าเอาขยะไปให้  ผมต้องขอโทษจริง ๆ ที่รับมันไว้ไม่ได้ครับ”  ลูกค้าผู้ชายปฏิเสธอย่างสุภาพ

คืนวันนั้น หลังจากที่เจ้าของร้านปิดร้าน  โดยไม่มีใครยอมรับตุ๊กตาไร้แขนกลับไปบ้านด้วย  มินาที่เคยยิ้มแย้มด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข  ก็กลายเป็นตุ๊กตาที่มีสีหน้าอมทุกข์  เพราะมันได้รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงที่ผู้คนมีต่อมัน 

“ตุ๊กตาไร้แขน ก็คือขยะที่หมดสภาพความเป็นตุ๊กตาไปแล้ว  ไม่มีใครรัก ไม่มีใครต้องการ และไม่มีค่าใด ๆ อีกต่อไป”

มินาจมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ของความท้อแท้  มันไม่เหลือความเชื่อมั่นหรือความภูมิใจใด ๆ ในตัวเองอีก  มินาอยากมีแขนเหมือนกับตุ๊กตาตัวอื่น ๆ  เพื่อที่มันจะได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง  มินาร้องไห้ตลอดทั้งคืน  มันร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาเลยแม้สักหยด  ในที่สุด  มินาก็หมดแรงหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว

ค่ำคืนนั้น  เหล่านางฟ้าในดินแดนแห่งความสุขได้ยินเสียงร้องไห้ดังแว่วมาเกือบตลอดทั้งคืน  เสียงร้องไห้ของตุ๊กตาที่มีหน้าที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ เป็นเสียงร้องไห้ที่น่าสงสารที่สุดในบรรดาเสียงร้องไห้ทั้งหลาย  นางฟ้าองค์หนึ่งจึงอาสาไปช่วยมินา เพื่อให้ตุ๊กตาที่น่าสงสารพ้นจากช่วงเวลาแห่งความหม่นหมอง

ในตอนรุ่งสาง  มินาตื่นขึ้นมาโดยมีนางฟ้าองค์น้อยปรากฏตัวอยู่ห่างจากมันไม่มากนัก  เมื่อนางฟ้าเห็นว่ามินาตื่นแล้ว  นางฟ้าจึงเอ่ยปากถามมินาว่า  “เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น  ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอตลอดทั้งคืน  เธอต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม  ฉันพอจะช่วยอะไรเธอได้ไหม”

เมื่อมินาได้ฟังถ้อยคำของนางฟ้า  มินาก็มีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง  แต่มันพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วอ้อนวอนนางฟ้าด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า  “นางฟ้าจ๋า ฉันเพิ่งรู้ว่าการที่ฉันไม่มีแขน ทำให้ใคร ๆ ต่างไม่ต้องการฉัน  ฉันคือสิ่งของไร้ค่า ที่หมดสภาพความเป็นตุ๊กตาไปแล้ว”  มินาหยุดพูดนิดหนึ่ง  มันพยายามกลั้นความทุกข์ที่ท่วมท้นอยู่ในใจ  จากนั้น มันจึงพูดต่อไปอย่างน่าสงสารว่า  “นางฟ้าจ๋า ฉันอยากจะกลับมาเป็นตุ๊กตาที่มีคุณค่าอีกครั้ง  นางฟ้าพอจะช่วยฉันได้ไหม  แค่เนรมิตแขนทั้งสองข้างให้ฉัน  มันคงไม่เป็นการรบกวนมากจนเกินไปนะจ๊ะ”

 นางฟ้ามองตุ๊กตาเศษผ้าที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสงสาร  ทุกคำพูดของมินาสะท้อนความรู้สึกของมันออกมาได้อย่างชัดแจ้ง  แม้การเนรมิตแขนทั้งสองข้างให้มินาจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่นางฟ้ามองเห็นปัญหาบางอย่างที่สำคัญกว่า  นางฟ้าผู้เมตตาจึงบอกกับมินาว่า  “ฉันยินดีที่จะเนรมิตแขนใหม่ให้เธอนะจ๊ะ  แต่ตามกฎของนางฟ้า  เธอต้องทำความดีมาแลก”  นางฟ้าส่งยิ้มให้มินา จากนั้น นางฟ้าจึงพูดต่อไปว่า “เอาอย่างนี้ดีไหม  ถ้าเธอลองใช้ความเป็นตุ๊กตาในตัวเธอ ทำให้ผู้คนรู้สึกดีหรือมีความสุขได้สัก 3 คน  ฉันก็จะเนรมิตแขนใหม่ที่เข้ากับเธอให้ทันทีสู้ ๆ นะ ฉันเชื่อว่าเธอต้องทำได้”

กำลังใจจากนางฟ้าและโอกาสในการกลับมามีแขนอีกครั้ง  ทำให้มินารู้สึกมีความหวัง

แม้มินาจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปมาก  แต่นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้มันกลับมาเป็นตุ๊กตาที่มีค่าได้อีกครั้ง มันจึงตั้งใจที่จะทำหน้าที่ในฐานะของตุ๊กตาตัวหนึ่งอย่างเต็มที่

ช่วงสายของวันนั้น  มีคุณแม่คนหนึ่งอุ้มลูกน้อยเข้ามาในร้านขายของเก่า  ในขณะที่คุณแม่เลือกของอยู่นั้น  เด็กน้อยมองไปรอบ ๆ ตัวความด้วยรู้สึกหวาดกลัวสถานที่ที่ไม่คุ้นตา   มินาสังเกตเห็นสีหน้าของเด็กน้อยที่เหมือนกำลังจะร้องไห้  มีนาจึงใช้พลังของตุ๊กตา ส่งเสียงร้องเพลงที่แสนน่ารัก เพื่อให้เด็กน้อยคลายความหวาดกลัวลงไปบ้าง

“มาซิมา มาซิมา  เชิญเธอเข้าสู่ดินแดนตุ๊กตา   มาซิมา มาซิมา  โลกจะสดใสถ้าเธอยิ้มออกมา” 

เสียงร้องเพลงของตุ๊กตาเป็นเสียงพิเศษที่มีแต่เด็กเล็ก ๆ เท่านั้นที่สามารถได้ยินได้   เมื่อเด็กน้อยได้ฟังเสียงเพลงจากมินา  และเมื่อเด็กน้อยมองไปยังตุ๊กตาไร้แขนที่ส่งยิ้มพร้อมกับทำหน้าตลก ๆ ชวนให้หัวเราะ เด็กน้อยก็ยิ้มตอบ แถมยังส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี จนคุณแม่ถึงกับแปลกใจ

หลังจากที่คุณแม่กับเด็กน้อยออกจากร้านไปแล้ว  ในเวลาต่อมา  มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าเหมือนคนอมทุกข์   หญิงสาวก้มหน้าหยิบของเก่าในร้านขึ้นมาดูชิ้นแล้วชิ้นเล่า แต่ใจของเธอกลับล่องลอยไปอยู่ที่อื่น  มินาสังเกตเห็นสีหน้าของหญิงสาวและเห็นน้ำตาของเธอโดยบังเอิญ 

“สาวน้อยคงเจอเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจมากแน่ ๆ”  มินาคิด  ด้วยเหตุนี้  มินาจึงตัดสินใจใช้พลังของตุ๊กตา ส่งเสียงเรียกหญิงสาวด้วยความห่วงใยว่า “สาวน้อย ถ้าเธอมีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ เธอเล่าให้ฉันฟังได้นะ  ตุ๊กตาอย่างฉันเป็นนักฟังที่ดี และฉันก็ไม่เคยเอาเรื่องของใครไปเล่าต่อให้คนอื่นรู้ด้วยนะ”

เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงพิเศษของมินาที่คนอื่นไม่สามารถได้ยิน  หญิงสาวก็เดินตรงมาหามินาอย่างช้า ๆ  พลางเอื้อมมือมาหยิบมินาเข้าไปแนบไว้ที่อ้อมอก  จากนั้น หญิงสาวก็พูดในใจกับมินา ซึ่งมินาฟังคำพูดทุกคำของหญิงสาวด้วยความตั้งใจ 

หญิงสาวระบายความทุกข์ใจของเธอที่ต้องผิดหวังกับเรื่องหลาย ๆ เรื่องในชีวิต  จนเธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า  หญิงสาวอยากได้กำลังใจจากใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังความทุกข์ของเธอและยอมรับในตัวตนของเธอในแบบที่เธอเป็น  ซึ่งการที่มินายินดีรับฟังเสียงในใจของเธอ  มันก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้น เหมือนเธอไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง

เมื่อหญิงสาวรู้สึกดีขึ้น เธอจึงวางมินาลงตรงที่เดิมแล้วยิ้มให้มินาด้วยความรู้สึกขอบคุณ  จากนั้น เธอก็เดินออกจากร้านไปอย่างเงียบ ๆ

ในขณะนั้น  มินารู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งได้โอบกอดให้กำลังใจหญิงสาว และได้ส่งความรักให้สาวน้อย ในฐานะของตุ๊กตาตัวหนึ่งอย่างจริงใจที่สุด   มินารู้สึกว่าตัวเองได้ทำหน้าของตุ๊กตาอีกครั้ง  แต่ในขณะเดียวกัน  มันก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า  ทำไมตุ๊กตาไร้แขนอย่างมันจึงรู้สึกเหมือนได้ใช้แขนโอบกอดให้กำลังใจหญิงสาวจนเธอรู้สึกดีขึ้นได้

ระหว่างที่มินากำลังแปลกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  จู่ ๆ ก็มีคุณครูคนหนึ่งพาเด็กนักเรียนตัวน้อยหลายต่อหลายคนเข้ามาในร้านขายของเก่า  คุณครูคงตั้งใจพานักเรียนมาทัศนศึกษา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า พานักเรียนมาเปิดหูเปิดตา  แต่สิ่งหนึ่งที่มินาคาดไม่ถึงก็คือ  คุณครูอนุญาตให้เด็ก ๆ เลือกตุ๊กตาที่เหมาะกับตัวเองคนละตัว  เพราะคุณครูตั้งใจจะซื้อตุ๊กตามอบให้เด็กนักเรียนทุกคนเป็นของขวัญ ในฐานะที่เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนและเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมาโดยตลอด

ทันทีที่เด็ก ๆ ได้ยินคำพูดของคุณครู  เด็ก ๆ ก็พากันเลือกตุ๊กตาที่ตัวเองชอบมากที่สุดจนทำให้ทั่วทั้งร้านมีแต่เสียงของเด็กน้อยที่พูดคำว่า “น่ารักจังเลย น่ารักจังเลย” ไม่ขาดปาก  

ในบรรดาเด็ก ๆ  เกือบยี่สิบคนที่คุณครูพามาเลือกตุ๊กตา  มีเด็กคนหนึ่งเดินมาหามินา พร้อมกับสังเกตแขนของมินา ซึ่งเป็นแขนที่ไม่มีใครมองเห็น!  หลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เผลอพูดออกมาเบา ๆ ว่า “น่ารักจังเลย น่ากอดที่สุด ฉันชอบเธอที่สุดเลยนะ” 

มินาแปลกใจที่เด็กน้อยชมมันว่าน่ารัก  แต่เมื่อมินาสังเกตเด็กน้อยอย่างถี่ถ้วน    มินาก็พบว่าเด็กน้อยคนนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ 

สิ่งที่มินาสังเกตเห็นและอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กน้อยชอบมินามากกว่าตุ๊กตาตัวอื่น ๆ ก็คือ เด็กน้อยคนนั้นมีขาข้างหนึ่งเป็นขาเทียมที่ใช้แทนขาที่หายไป  

แม้เด็กน้อยจะไม่มีขาสมบูรณ์เหมือนเด็กคนอื่น แต่เด็กน้อยก็สามารถเดินมาหามินาได้ด้วยวิธีของตัวเอง  ในขณะเดียวกัน  แม้มินาจะไม่มีแขนแบบตุ๊กตาตัวอื่น ๆ   แต่มินาก็มีแขนที่มองไม่เห็นที่พร้อมจะกอดและปลอบใจทุก ๆ คนด้วยวิธีของตัวเอง

หลังจากที่เด็ก ๆ เลือกตุ๊กตาที่ชอบได้คนละตัวแล้ว  คุณครูได้ขอฝากตุ๊กตาทั้งหมดไว้ที่ร้านก่อน แล้วจะขับรถมารับตุ๊กตาทั้งหมดกลับไปในช่วงวันหยุด 

เมื่อคุณครูพาเด็กนักเรียนออกจากร้านไปหมดแล้ว  เจ้าของร้านก็ปิดร้าน  หลังจากนั้น  นางฟ้าก็มาปรากฏตัวต่อหน้าของมินาอีกครั้ง

ทันทีที่นางฟ้าปรากฏตัว  นางฟ้าก็พูดกับมินาว่า  “วันนี้ เธอได้ใช้ความเป็นตุ๊กตาในตัวเธอ ทำให้คนมีความสุขมากถึง 3 คนเลยนะ  ดังนั้น ฉันจะเนรมิตแขนใหม่ให้เธอตามสัญญา  ว่าแต่…เธอยังต้องการให้ฉันเนรมิตแขนให้เธออยู่ใช่ไหม”

มินาส่งยิ้มให้นางฟ้าแล้วตอบกลับไปว่า  “นางฟ้าจ๋า ถ้านางฟ้าไม่ว่าอะไร  ฉันอยากอธิษฐานขอสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แขนจะได้ไหม”  

นางฟ้ามีสีหน้าแปลกใจ  มินาจึงอธิยายต่อไปว่า “เหตุการณ์วันนี้ ทำให้ฉันได้รู้แล้วว่า แม้ฉันจะเป็นตุ๊กตาไร้แขน แต่ฉันยังคงมีความเป็นตุ๊กตาอย่างเต็มเปี่ยม  ฉันเป็นตุ๊กตาที่พร้อมจะโอบกอดและมอบความรักให้แก่คนที่ต้องการ โดยที่ฉันไม่จำเป็นต้องมีแขนเลยด้วยซ้ำ”     มินาหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า  “ฉันคิดว่า ฉันมีความสุขกับทุกสิ่งที่ฉันเป็นอยู่  ดังนั้น  หากหากนางฟ้าจะกรุณา ฉันอยากขอให้นางฟ้าเนรมิตความสุขให้แก่สาวน้อยคนที่เล่าเรื่องราวทุกข์ใจให้ฉันฟังในวันนี้ เพื่อให้เธอกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งจะได้ไหมจ๊ะ”

นางฟ้ายิ้มให้มินา พลางพยักหน้าแทนคำตอบ 

นางฟ้าดีใจที่มินาค้นพบคุณค่าในตัวเอง คุณค่าของการเป็นผู้ส่งมอบความสุข ที่ไม่มีคำพูดของใครจะมาทำลายมันลงไปได้   ด้วยเหตุนี้  นางฟ้าจึงเนรมิตให้ความทุกข์ใจของสาวน้อยค่อย ๆ คลี่คลายลงตามคำขอของมินา 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน  คุณครูก็มารับตุ๊กตาทั้งหมดรวมทั้งมินา เพื่อนำไปมอบให้แก่เด็ก ๆ ที่เฝ้ารอตุ๊กตาแสนรักของพวกเขา  ส่วนสาวน้อยก็ค่อย ๆ คลายความทุกข์และกลับมามีความสดใสอีกครั้งด้วยพรของนางฟ้า

ในที่สุด เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง พรานเฒ่ากับราชสีห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “พรานเฒ่ากับราชสีห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งและพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนเมื่อนานมาแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมแต่งด้วยความเคารพที่มีต่อนักแต่งนิทานพื้นบ้านในอดีต จึงนำความประทับใจบางอย่างจากนิทานพื้นบ้านที่ชอบ แล้วนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ โดยมีเสน่ห์ของนิทานเรื่องดั้งเดิมเจืออยู่จาง ๆ (นิทานในลักษณะนี้อยู่ในหมวด “นิทานชุด จากแรงบันดาลใจ” ในเว็บไซต์นิทานนำบุญ)

ในปี 2566 ผมตั้งใจจะนำนิทานที่เคยเขียนมาลงเพิ่มเติมในเว็บไซต์นิทานนำบุญ รวมทั้งอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ให้เด็ก ๆ ได้อ่าน แต่ปีนี้ มีเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นมาก ผมจึงค่อนข้างท้อและเสียเวลาไปกับการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ผมหวังว่า หากปัญหานี้คลี่คลายลง ผมคงมีกำลังใจและมีเวลาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ให้ได้อ่านกันอีก

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิมานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง พรานเฒ่ากับราชสีห์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานเฒ่าคนหนึ่งรอนแรมอยู่ในป่าจนร่างกายอ่อนล้า ทำให้ต้องนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ เพื่อเก็บเรี่ยวแรงก่อนเดินทางกลับบ้าน 

แต่ในขณะนั้นเอง  มีราชสีห์หิวโซตัวหนึ่งเกิดได้กลิ่นเนื้อมนุษย์  มันจึงย่องเข้ามาหาพรานเฒ่า โดยหมายที่จะขย้ำเหยื่อของมันกินเป็นอาหาร 

เดชะบุญที่พรานเฒ่าได้ยินเสียงฝีเท้าของราชสีห์ เขาจึงรีบคว้าห่อผ้าสัมภาระ แล้วลุกขึ้นยืนเตรียมรับมือกับภัยที่กำลังย่างกรายเข้ามาหา

เมื่อราชสีห์เห็นว่าเหยื่อของตนคือพรานเฒ่าซึ่งมีห่อผ้าคล้ายปืนอยู่ในมือ  ราชสีห์ก็ตกใจจนเกือบกระโจนกลับเข้าป่า  แต่เนื่องจากราชสีห์กลัวนายพรานจะถือโอกาสยิงมันจากด้านหลัง  ราชสีห์จึงจำต้องยืนเผชิญหน้ากับนายพราน โดยทำได้เพียงแค่คำรามขู่เพื่อคุมสถานการณ์เอาไว้เท่านั้น

ฝ่ายพรานเฒ่าเมื่อเห็นราชสีห์ยืนนิ่งไม่จู่โจมเข้าใส่  เขาจึงคาดเดาได้ว่า ราชสีห์คงกลัวของในห่อผ้าจนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม   จริง ๆ แล้วของในห่อผ้าไม่ใช่ปืนดังเช่นที่ราชสีห์คิด  แต่มันเป็นเพียงกิ่งไม้ที่พรานเฒ่าเก็บมาทำยารักษาโรค   ด้วยเหตุนี้  พรานเฒ่าจึงได้แต่เฝ้ารอจังหวะเพื่อหาโอกาสตีตัวจากราชสีห์ที่จ้องมองเขาอยู่อย่างไม่วางตา       

ในระหว่างที่ราชสีห์กับพรานเฒ่ายืนคุมเชิงกันอยู่นั้น  มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งบังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้า  และด้วยเหตุที่หมาจิ้งจอกเป็นสัตว์จอมเจ้าเล่ห์  ดังนั้น  มันจึงคิดที่จะหาประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจากที่หมาจิ้งจอกใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด มันก็เลือกที่จะเข้าไปประจบประแจงราชสีห์ เพราะมันเห็นว่าราชสีห์แข็งแรงกว่าพรานเฒ่า ซึ่งหากมันสามารถยุให้ราชสีห์จัดการกับพรานเฒ่าได้สำเร็จ  ราชสีห์ก็อาจจะแบ่งเนื้อของพรานเฒ่าให้มันกินด้วยก็เป็นได้

เจ้าหมาจิ้งจอกเริ่มแผนด้วยการเดินเข้าไปตีสนิทกับราชสีห์  จากนั้น มันก็พูดกับราชสีห์ว่า “ท่านเจ้าป่าที่เคารพ  ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเพราะเหตุใดผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน จึงปล่อยให้มนุษย์ยืนหยามท่านอยู่เช่นนั้นได้เล่า  ข้าคิดว่าท่านน่าจะจัดการมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย” 

เมื่อราชสีห์ได้ฟังคำของหมาจิ้งจอกจึงตอบว่า “เจ้าไม่เห็นปืนของพรานผู้นั้นหรอกรึ?  หากข้าผลีผลาม…มีหวังตัวของข้าคงเป็นรูโบ๋ด้วยกระสุนปืนเป็นแน่”           

ทันทีที่หมาจิ้งจอกได้ยินเรื่องปืน  มันจึงเปลี่ยนท่าทีด้วยการพูดจาดูหมิ่นราชสีห์ต่าง ๆ นานา  จากนั้น  มันก็รีบเดินเข้าไปประจบพรานเฒ่า เพราะมันเชื่อว่า พรานเฒ่าน่าจะใช้ปืนจัดการกับราชสีห์ได้ไม่ยาก ซึ่งหากมันสามารถยุให้พรานเฒ่ายิงราชสีห์ได้สำเร็จ  มันก็อาจจะได้เนื้อของราชสีห์เป็นรางวัล

“ท่านพรานที่เคารพ  ท่านจะปล่อยเจ้าสิงโตงี่เง่าตัวนั้นเอาไว้ทำไมเล่า  เอาปืนออกมายิงมันเสียเถิด  สัตว์ป่าทั้งหลายจะได้มีชีวิตที่สงบสุขกันเสียที” 

ราชสีห์โกรธมากที่เห็นความกะล่อนของหมาจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์  ในขณะเดียวกัน พรานเฒ่าก็ค้นพบโอกาสที่เขาจะผละจากสถานการณ์อันคับขัน! 

เมื่อหมาจิ้งจอกแสดงให้เห็นว่ามันเป็นสัตว์ที่กลิ้งกลอก…คบไม่ได้   พรานเฒ่าจึงแกล้งมองหมาจิ้งจอกด้วยความระอาใจ  จากนั้น  เขาก็เปรยให้ราชสีห์ได้ยินว่า “ข้าไม่อยากยุ่งกับหมาจิ้งจอกที่มีนิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้หรอก  เชิญเจ้าจัดการกับมันเอาเองเถิด”  เมื่อนายพรานพูดจบ  เขาก็แกล้งส่ายหน้า แล้วเดินถอยห่างไปเหมือนเบื่อหน่ายอย่างที่สุด

หมาจิ้งจอกได้แต่ยืนงงเพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์จะลงเอยเช่นนี้  และก่อนที่มันจะตั้งสติได้  ราชสีห์หิวโซซึ่งโกรธจัดก็กระโดดเข้าตระครุบตัวของมัน แล้วจัดการกินมันเป็นอาหาร

ในที่สุด  พรานเฒ่าก็รอดพ้นจากคมเขี้ยวของราชสีห์ได้อย่างหวุดหวิด  ส่วนหมาจิ้งจอกผู้ประสงค์ร้ายก็ได้รับผลกรรมไปอย่างที่ตัวมันเองก็คาดไม่ถึง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง ซึ่งพี่นำบุญไม่แน่ใจว่า นิทานดั้งเดิมมาจากประเทศไหน แม้เวลาจะผ่านมาอย่างเนิ่นนาน แต่โครงสร้างของนิทานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่สนุกสนาน ทำให้การนำมาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ ยังคงมีความสนุกไม่แพ้นิทานฉบับดั้งเดิม ภูมิปัญญาในอดีตเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก การเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่า จะช่วยให้เราต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้อย่างที่เราอาจไม่เคยนึกถึง ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเป็นผู้เฒ่าใจดีที่ใครต่อใครพากันรักใครนับถือ  แม้พ่ออุ๊ยจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง  แต่ความเอื้ออารีและความใจบุญสุนทานของแกก็เป็นคุณธรรมที่ทำให้ชาวเมืองทุกชั่วรุ่นพยายามที่จะเจริญรอยตามแนวทางที่แกประพฤติปฏิบัติ

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองกำลังจะเดินทางไปวัดเพื่อฟังธรรมตามปกติ  จู่ ๆ พ่ออุ๊ยก็เหลือบไปเห็นลูกลิงตัวหนึ่งนอนหมดสติอยู่ด้วยอาการบาดเจ็บอย่างน่าสงสารเป็นที่สุด  โดยมิได้ลังเล…พ่ออุ๊ยรีบตรงเข้าไปดูอาการของเจ้าลิงน้อย แล้วพาลิงน้อยกลับบ้านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทันที

พ่ออุ๊ยคอยดูแลเจ้าลิงน้อยจนกระทั่งลูกลิงค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อลูกลิงหายจากอาการบาดเจ็บ  ลูกลิงก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานกลับเข้าป่า และหลังจากนั้นเพียงสามวัน ลูกลิงก็กลับมาหาพ่ออุ๊ยผู้มีพระคุณอีกครั้งโดยคราวนี้มันแบกเอาฟักทองผลใหญ่ติดมือกลับมาด้วย

ลูกลิงตั้งใจที่จะมอบฟักทองผลใหญ่ให้แก่พ่ออุ๊ยแทนคำขอบคุณ  พ่ออุ๊ยดีใจและคิดที่จะนำเอาฟักทองส่วนหนึ่งไปทำแกงบวดเพื่อใส่บาตร แต่แล้วความตั้งใจของพ่ออุ๊ยก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อพ่ออุ๊ยลงมือผ่าฟักทอง และพบว่าเนื้อในของฟักทองผลนั้นแตกต่างจากเนื้อของฟักทองผลอื่น ๆ !

ภายในผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาให้แก่พ่ออุ๊ยอัดแน่นไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่มีมูลค่าเกินกว่าที่จะประมาณได้  แรกทีเดียว พ่ออุ๊ยตั้งใจที่จะคืนทองคำทั้งหมดให้แก่เจ้าลิงน้อย แต่หลังจากที่ลูกลิงคะยั้นคะยอพ่ออุ๊ยอยู่นาน  ในที่สุด  พ่ออุ๊ยก็ใจอ่อนและยอมเก็บทองคำทั้งหมดเอาไว้กับตัว

อย่างไรก็ตาม  ด้วยอุปนิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ไม่นานนัก  พ่ออุ๊ยแสนดีก็คิดหาวิธีใช้ทองให้เกิดประโยชน์ได้

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเคยได้ยินมาว่า ชาวบ้านที่ยากจนส่วนใหญ่ต้องทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อหาเงินไปชำระเป็นดอกเบี้ยให้แก่เศรษฐีหน้าเลือดที่ออกเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วอย่างน่ารังเกียจ   ชีวิตของคนที่มีหนี้สินเป็นชีวิตของคนที่เต็มไปด้วยความทุกข์  ด้วยเหตุนี้  พ่ออุ๊ยจึงตัดสินใจปันส่วนทองคำที่แกได้มาให้ชาวบ้านนำมันไปใช้หนี้

เศรษฐีหน้าเลือดถึงกับเดือดดาลที่ชาวบ้านสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้จนหมด  เศรษฐีนึกสงสัยว่าชาวบ้านหาเงินมากมายมาจากไหน  และหลังจากที่เศรษฐีพยายามค้นหาความจริง  ในที่สุด  เศรษฐีก็ได้รับรู้ถึงที่มาของเงินและเรื่องราวทั้งหมดของเจ้าลิงตัวน้อยกับฟักทองมหัศจรรย์!

เมื่อการช่วยเหลือลูกลิงที่บาดเจ็บส่งผลให้พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับทองคำที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นการตอบแทน  เศรษฐีหน้าเลือดจึงคิดแผนการร้ายเพื่อให้ตัวเองได้ทองคำแบบเดียวกับที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับมาบ้าง

เศรษฐีใจร้ายเริ่มแผนด้วยการพรางตัวและดักซุ่มรอลูกลิงอยู่ในป่าลึก  และหลังจากที่ลูกลิงผู้เคราะห์ร้ายเดินผ่านพุ่มไม้ที่เศรษฐีดักซุ่มรออยู่  เศรษฐีผู้มีใจหยาบช้าก็รีบกระโจนออกจากที่ซ่อนแล้วกระหน่ำตีลูกลิงที่น่าสงสารจนกระทั่งลูกลิงหมดสติไป

เศรษฐีใจร้ายฉุดแขนของลูกลิงที่ยังคงหมดสติอยู่แล้วลากลูกลิงกลับไปรักษาที่บ้านอย่างไม่แยแส  และทันทีที่ลูกลิงฟื้นคืนสติ  เศรษฐีก็เอ่ยปากให้ลูกลิงรีบนำฟักทองมหัศจรรย์มาตอบแทนความดีจอมปลอมของเขา  ลูกลิงรู้สึกงุนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ด้วยความที่ลูกลิงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่มีจิตใจชั่วร้าย  ดังนั้น ลูกลิงจึงพาร่างกายที่แสนจะบอบช้ำกลับเข้าป่าไปอย่างเงียบ ๆ

สามวันผ่านไป  ลิงน้อยกลับมาหาเศรษฐีใจร้ายพร้อมกับฟักทองผลใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟักทองที่มันเคยนำมาให้พ่ออุ๊ยถึงสองเท่า  เศรษฐีผู้ละโมบถึงกับตาลุกวาวเมื่อได้เห็นผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาฝาก  และหลังจากที่ลิงน้อยลากลับไปแล้ว  เศรษฐีผู้ไม่เคยละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็จัดการผ่าฟักทองออกเป็นสองซีก

แทนที่ภายในผลฟักทองจะเป็นทองคำดังที่เศรษฐีหวังเอาไว้  ผลของฟักทองกลับเป็นที่ซ่อนตัวของเหล่าบรรดาสัตว์ร้ายอสรพิษทั้งหลาย นับตั้งแต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอไปจนถึงตะเข็บตะขาบ แมงป่องและฝูงต่อแตนที่แสนจะดุร้าย

แม้เศรษฐีจะรอดชีวิตจากพิษของสัตว์ร้ายได้  แต่กว่าที่เขาจะรู้สึกทุเลาเบาบางจากความเจ็บปวดและทรมานที่เขาได้รับ  เขาก็มีเวลาเพียงพอที่จะไตร่ตรองและสำนึกถึงความร้ายกาจที่เขาได้กระทำลงไป

ในที่สุด  เศรษฐีใจร้ายก็กลับตัวเป็นคนดี และเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

          นูอินเป็นเด็กยุคหิน   พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว  นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน

          อยู่มาวันหนึ่ง  นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้  เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ   มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก  เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา

         

นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่  ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ  เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา

          ทุก ๆ วัน  นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด  เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น   นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก  เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ

          เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน  พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่  นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก  ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก

          นับจากวันนั้น  เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว  แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน

          ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก  แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ   ไม่ช้าไม่นานนัก  เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ  จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้

          เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป 

          นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที  ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน

          คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก  คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน  เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย  เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง 

          แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก  แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้  นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น  เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน

          เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน  เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม  

          หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้

          นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย  แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ  แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี  

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นาคน้อยผจญภัย” ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค เป็นนิทานก่อนนอนแนวไทยพื้นบ้าน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ทดลองแต่งเล่น ๆ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า ChatGPT

ChatGPT เป็นแชทบ็อทที่สร้างโดยหน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Open AI) มันมีความสามารถในการตอบคำถามของเราได้แบบอัตโนมัติ แต่การตอบคำถาม จะไม่ใช่การถามคำ-ตอบคำ แต่เป็นการตอบอย่างมีรายละเอียด หนำซ้ำ ตามข่าวยังระบุว่า ChatGPT สามารถช่วยเขียนบทความ เขียนโปรแกรม แต่งกลอน แต่งเพลง และแต่งนิทานได้

เมื่อผมได้ทราบว่า เทคโนโลยี A.I. สามารถแต่งนิทานได้ ผมจึงอยากทดลองแต่งนิทานโดยใช้ ChatGPT ตัวนี้ จะได้รู้ประสิทธิภาพว่า ปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าปัญญามนุษย์มากน้อยแค่ไหน

การทดลองแต่งนิทานด้วย ChatGPT ผมได้ทำการทดลองแบบสด ๆ และบันทึกหน้าจอในช่วงที่แต่งนิทานแบบตามเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้ผู้ชมเห็นความไวในการโต้ตอบ และลักษณะการถาม-ตอบ รวมถึงการพัฒนานิทานด้วยวิธีนี้ (แต่ช่วงท้ายของคลิปจะมีการย่นเวลาเล็กน้อย ราว 1-2 นาที และมีบางช่วงที่ภาพขาดหายไป ส่วนเสียงในคลิปเป็นการบรรยายภายหลังแล้วนำเสียงมาใส่ในคลิปครับ) การทดลองที่เกิดขึ้น สามารถดูได้จากคลิปต่อไปนี้

ในส่วนของนิทานที่เป็นผลงานจากการทดลอง ผมขอนำมาลงให้อ่านกัน โดยจะลงให้อ่านเป็น 2 แบบ

แบบแรกคือแบบที่ยังไม่ได้ขัดเกลา และ แบบที่สองจะเป็นแบบที่ผมนำนิทานในแบบแรกมาขัดเกลา เรียบเรียงให้น่าอ่านมากขึ้น (ซึ่งแบบที่สองจะนำมาลงอีกครั้งเมื่อทำเสร็จ – ขอหาเวลาก่อนนะครับ)

ถ้าพร้อมจะอ่านนิทานที่ผมร่วมแต่งกับ ChatGPT ก็ลองอ่านกันได้เลยครับ

…………………….

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย (ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค)

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายที่ยากจนคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ริมแม่น้ำโขง

วันหนึ่ง เขาออกไปจับปลาเหมือนปกติ แต่เขาพบลูกพญานาคบาดเจ็บตัวหนึ่ง เขาจึงนำมันมารักษา

เมื่อลูกพญานาคอาการดีขึ้น มันจึงชวนให้เด็กผู้ชายเดินทางไปที่ถ้ำ ซึ่งเป็นทางเข้าแดนบาดาลกับมัน เพื่อหาสาหร่ายสมุนไพรที่เรียกว่า “ไคสวรรค์” เพื่อนำมารักษาอาการบาดเจ็บ”

เมื่อเด็กผู้ชายเดินทางไปยังถ้ำและหาไคสวรรค์พบ จนสามารถรักษาอาการบาดเจ็บให้ลูกพญานาคได้แล้ว ลูกพญานาคจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่า มีพญาครุฑบุกมาที่เมืองบาดาลเพื่อหายารักษาอาการป่วยให้ลูก แต่แทนที่พญาครุฑจะซักถามเรื่องยาที่เหมาะสม มันกลับใช้กำลังทำร้ายพญานาคทั้งหลาย แล้วจับตัวพ่อพญานาคกับแม่พญานาคเอาไว้

ลูกพญานาคอยากแก้ไขเรื่องทั้งหมด และไม่อยากโกรธเคืองเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกพญานาคจึงชวนเด็กผู้ชายเก็บไคสวรรค์ซึ่งเป็นยาวิเศษ เพื่อนำไปให้พญาครุฑ

เด็กผู้ชายเห็นดีด้วย เพราะการผูกใจเจ็บ แก้แค้นกันไปมา ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เด็กผู้ชายจึงช่วยลูกพญานาคเก็บไคสวรรค์ แล้วพากันเดินทางไปหาพญาครุฑในเมืองบาดาล พร้อมกับมอบไคสวรรค์ให้

พญาครุฑละอายใจที่ตนเองมุทะลุและทำร้ายเหล่านาค ทั้ง ๆ ที่เหล่านาคไม่ได้คิดร้าย แถมยังมีไมตรีจิต

พญาครุฑจึงขอโทษแล้วรีบปล่อยตัวพ่อพญานาคและแม่พญานาค จากนั้น มันก็สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว แล้วขอผูกไมตรี

พ่อพญานาคไม่ได้ถือโกรธ จึงให้อภัยและขอให้รีบนำไคสวรรค์ไปรักษาลูกให้หาย

ในที่สุด เรื่องราวก็จบลง

แต่เรื่องของเด็กผู้ชายกับลูกพญานาคยังไม่จบ เพราะมิตรภาพของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น

โปรดติดตามเรื่องของพวกเขาได้ในนิทานตอนต่อไป

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เขียนหนังสือส่วนตัวเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเอาประสบการณ์ในการแต่งนิทานของตัวเองมาเล่าและอธิบายให้เห็นวิธีคิดนิทานที่ใช้มาตลอดชีวิต ผมได้แต่งนิทานขนาดสั้นเรื่องใหม่ แทรกเป็นตัวอย่างเอาไว้ในเล่ม 2-3 เรื่อง


นิทานก่อนนอนเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งในนั้น ซึ่งผมเห็นว่าสนุกดี จึงนำมาลงให้อ่านกันในเว็บไซต์นิทานนำบุญครับ แต่นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมจึงแต่งแบบกระชับ ไม่ได้ใส่อารมณ์หรือเล่าบรรยากาศมากนัก ถ้าอ่านแล้วไม่ตื่นเต้นเร้าใจ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเติมแต่งรายละเอียดเพื่อสร้างสีสันให้นิทานกันสักหน่อย ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก ขอให้มีความสุขกับนิทานนะครับ
 
…….


นิทานเรื่อง ความพยายามของชายกลัวน้ำ

ชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นลูกชาวประมงที่กลัวทะเลมาก เพราะตอนเด็ก ๆ เขาเคยออกทะเลกับพ่อแล้วบังเอิญตกน้ำจนเกือบเสียชีวิต เขาจึงฝังใจกลัวทะเลเป็นที่สุด

วันหนึ่ง เขาพบหญิงสาวมานอนสลบอยู่ที่ชายหาดใกล้ ๆ บ้านของเขา ชายหนุ่มรีบอุ้มหญิงสาวไปปฐมพยาบาลที่บ้าน เมื่อหญิงสาวรู้สึกตัว เธอก็รีบขอบคุณชายหนุ่ม แล้วบอกความจริงว่าเธอคือนางเงือกที่โดนคลื่นใต้น้ำซัดมาจนเกยตื้น เธอยังรู้สึกไม่สบายมาก จึงขอรบกวนชายหนุ่มอีกสักพัก

ชายหนุ่มแปลกใจแต่ยินดีช่วยเงือกสาว และเมื่อทั้งคู่ได้อยู่ใกล้ ๆ ชิดกันต่อมาอีกราว 1 สัปดาห์ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกว่า ดอกไม้ที่ชื่อว่าความรักได้เบิ่งบานขึ้นในใจของพวกเขาทั้งสอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อของนางเงือกซึ่งเป็นเจ้าสมุทรไปแปลงกายเป็นมนุษย์แล้วมาตามหาลูกสาวถึงที่บ้านของชายหนุ่ม เมื่อเจ้าสมุทรทราบว่าชายหนุ่มช่วยลูกสาวไว้ และทราบจากลูกสาวว่าทั้งคู่มีใจให้กัน เจ้าสมุทรจึงประทานพรให้ชายหนุ่มสามารถหายใจในน้ำได้เหมือนเงือกและชาวสมุทรทั้งหลาย ทั้งนี้เพื่อให้ชายหนุ่มแวะไปเยี่ยมเงือกสาวได้ตามใจปรารถนา

แต่อนิจจา ชายหนุ่มเป็นคนกลัวทะเล เมื่อเงือกสาวกับเจ้าสมุทรกลับไปแล้ว เขาจึงกลุ้มใจและคิดถึงเงือกสาวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายหนุ่มก็ตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าทำ นั่นคือ การใช้ความพยายามเพื่อไปพบหญิงสาวให้ได้

ชายหนุ่มเริ่มจากพยายามฝึกร่างกายให้แข็งแรงด้วยการวิ่งที่ริมหาดทุกวัน จากนั้น เขาก็พยายามฝึกฝนการว่ายน้ำในบ่อน้ำจืดใกล้บ้าน จนเขาว่ายน้ำได้คล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อย ๆ

และท้ายสุด เขาก็พยายามเอาชนะความกลัวทะเล ด้วยการก้าวเดินลงไปในทะเล จากตื้นไปลึกและลองว่ายน้ำโต้กระแสคลื่นที่ทำให้เขากลัวจนตัวสั่น

ชายหนุ่มพยายาม พยายาม แล้วก็พยายาม เขาฝึกฝนทุกวัน จนร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ว่ายน้ำได้คล่องมากขึ้น และเอาชนะความกลัวได้มากขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง ความพยายามของเขาก็ทำให้เขาพร้อมในการออกเดินทางไปหาเงือกสาว

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ใช้พยายามพาตัวเขาไปพบกับเงือกสาวที่เขารักได้สำเร็จ

และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง

นิทานก่อนนอนเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง เป็นนิทานเรื่องที่ 5 ในชุด หมู่บ้านย้อนเวลา การอ่านให้สนุก คือต้องอ่านนิทานเรื่องอื่น ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยมาอ่านนิทานเรื่อง “วงดอกไม้ประดับเมือง” ซึ่งนิทานเหล่านั้น อยู่ในหมวด “นิทานชุดพิเศษ” ตามลิงค์ด้านล่างนี้

https://bit.ly/3GhMBid

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง

          ลิโลกับลุลาเป็นเด็กน้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้  พวกเขามักเล่นสนุกอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อ  แม้ต้นไม้และดอกไม้ในเมืองของลิโลกับลุลาจะเป็นต้นไม้และดอกไม้ธรรมดา ๆ ไม่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ  แต่สำหรับเด็ก ๆ อย่างพวกเขา การได้เล่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้เป็นเสมือนกับการได้ผจญภัยอยู่ในดินแดนแสนงามที่มีสิ่งมหัศจรรย์ให้ค้นพบได้ไม่เว้นแต่ละวัน 

            อยู่มาวันหนึ่ง  พระราชากับพระราชินีผู้ปกครองเมืองของลิโลกับลุลาทรงได้ฟังนิทานเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับเกาะของตนด้วยการปลูกต้นไม้ซึ่งผลัดกันออกดอกต่างสีสันในแต่ละฤดูกาล  จนทำให้เกาะของเขาเสมือนเปลี่ยนสีได้ในทุกฤดู และทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชื่นชมความงามของเกาะจนชายคนนั้นมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  พระราชากับพระราชินีทรงอยากให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง  ทั้งสองพระองค์จึงประกาศให้ชาวเมืองช่วยกันคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมือง

            หลังจากที่พระราชากับพระราชินีป่าวประกาศ  ชาวเมืองทุกคน รวมทั้งลิโลกับลุลา ก็ครุ่นคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้เมืองกันไปต่าง ๆ นานา  จากนั้น  พวกเขาก็นำความคิดมาเสนอต่อพระราชากับพระราชินีที่พวกเขาเคารพรัก

            ชาวเมืองบางคนเสนอให้พระราชาซื้อต้นไม้หายากมาปลูกให้ทั่วเมือง  ชาวเมืองบางคนห่วงว่าการซื้อต้นไม้หายากจะสิ้นเปลือง จึงเสนอให้พระราชาหาต้นอ่อนของต้นไม้หายากที่มีราคาถูกกว่ามาเพาะเลี้ยง ซึ่งเมื่อมันโตก็น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่างกัน  ชาวเมืองบางคนคิดว่าการรอให้ต้นอ่อนของต้นไม้หายากเติบโตอาจใช้เวลามากเกินไปจึงเสนอว่า การเลียนแบบนิทานด้วยการปลูกต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่ออกดอกสลับสีกันในแต่ละฤดูอาจเป็นวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่าและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้รวดเร็วกว่า  ซึ่งในขณะที่ชาวเมืองผลัดกันเสนอความคิด  ลิโลกับลุลาก็แอบปลีกตัวไปช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงอยู่ตามพื้น แล้วนำมาเตรียมทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมืองของพวกเขาได้

เมื่อเวลาผ่านไป  หลังจากที่ผู้ใหญ่คนสุดท้ายเสนอความคิดเรียบร้อยแล้ว  ลิโลกับลุลาก็ลุกขึ้นยืนแล้วลิโลก็เป็นตัวแทนกล่าวว่า “การที่พวกเราได้เล่นและคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ดอกไม้ทุก ๆ วัน ทำให้พวกเราค้นพบว่า ต้นไม้และดอกไม้สามารถนำมาทำสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย ซึ่งสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าจะสร้างให้เมืองของเรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังทำได้ไว ประหยัด สวยงาม และชวนนักท่องเที่ยวมาทำร่วมกันได้ ก็คือ การทำ วงดอกไม้ประดับเมือง แบบนี้ขอรับ”

          เมื่อลิโลพูดจบ  เด็กทั้งสองก็ลงมือจัดเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงที่พื้น  ลิโลทำวงดอกไม้โดยเน้นสีที่ฉูดฉาดมีพลังแบบเด็กผู้ชาย  ส่วนลุลาทำวงดอกไม้โดยใช้สีที่อ่อนหวานตามแบบของเด็กผู้หญิง   เด็กทั้งสองใช้เวลาเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงอยู่สักพัก  ในที่สุด  วงดอกไม้ประดับเมืองที่ทำจากใบไม้และดอกไม้ก็ปรากฏต่อหน้าของทุก ๆ คน และทำให้พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนต่างตกตะลึงในความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

            พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า  เพียงแค่การนำดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเรียงกันเป็นวง จะทำให้เกิดวงดอกไม้ที่สวยงามได้มากถึงเพียงนี้  ซึ่งหากชาวเมืองแต่ละคนลงมือทำบ้าง ก็คงได้วงดอกไม้ที่งดงามแตกต่างกันไปตามฝีมือของแต่ละคน  และสามารถใช้ประดับเมืองจนนักท่องเที่ยวอยากแวะเวียนมาดูได้อย่างไม่รู้เบื่อ

            ในที่สุด  พระราชากับพระราชินีก็ตกลงใจที่จะใช้วงดอกไม้ประดับเมืองเป็นเอกลักษณ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว  โดยพระราชาทรงขอร้องให้ชาวเมืองช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเป็นวงดอกไม้ประดับเมืองทุก ๆ วัน  ส่วนพระราชินีก็ทรงเสนอแนะให้จัดเทศกาลงานประกวดวงดอกไม้ประจำปี โดยเชิญชวนให้คนต่างถิ่นเข้ามาร่วมสนุกด้วย 

หนึ่งปีต่อมา  ชื่อเสียงของเมืองเล็ก ๆ ที่มีวงดอกไม้ประดับเมืองตกแต่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ  แน่นอนว่า ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลมาเยี่ยมชมและทำให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวตามที่พระราชากับพระราชินีทรงหวังเอาไว้  ส่วนลิโลกับลุลาก็ภูมิใจที่พวกเขามีโอกาสแสดงความมหัศจรรย์ของต้นไม้ดอกไม้ให้ทุกคนได้เห็น และมีส่วนทำให้ทุก ๆ คนในเมืองมีความสุขเพิ่มมากขึ้น

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

นับตั้งแต่นิทาน 10 เรื่องที่ผมลงไว้ในเว็บไซต์เป็นของขวัญปีใหม่ให้เด็ก ๆ นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับฝูงเป็ด” เรื่องนี้ เป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องแรกในรอบ 11 เดือนที่ผมนำมาลงให้อ่านกัน

นิทานเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากความทรงจำวัยเด็ก ที่ผมเคยเลี้ยงเป็ด เล่นกับเป็ด และว่ายน้ำกับเป็ด ความทรงจำในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใสมาก และจากความทรงจำในวันนั้น ทำให้ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคงชอบกันนะครับ

ปีนี้ ผมทำคลิปเล่านิทานให้ฟังกันด้วย เผื่อคืนไหนคุณพ่อคุณแม่เหนื่อย อาจนอนกอดลูก แล้วฟังนิทานไปด้วยกัน 🙂

นิทานเรื่อง เด็กน้อยกับฝูงเป็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กชายกำพร้าพ่อคนหนึ่งเป็นเด็กที่ยากจนแต่มีจิตใจดีงาม  พ่อของเด็กน้อยจากเขาขึ้นสวรรค์ไปเกือบสามปีแล้ว  เด็กน้อยจึงมีหน้าที่ดูแลแม่แทนพ่อ เพื่อทำให้แม่มีความสุขที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาพอจะทำได้

อยู่มาวันหนึ่ง…หลังเกิดพายุใหญ่  เด็กน้อยพบเป็ดป่าฝูงหนึ่งพลัดหลงเข้ามาในเขตบ้านของเขา  ฝูงเป็ดดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนเดินทางมานานและไม่มีอาหารตกถึงท้อง  เด็กน้อยรู้สึกสงสาร  เขาจึงช่วยหาอาหารมาให้พวกมันกิน

หลายวันต่อมา  เมื่อเป็ดทั้งหลายแข็งแรงขึ้น  เด็กน้อยจึงพาฝูงเป็ดไปยังหนองน้ำใสสะอาด แล้วปล่อยให้พวกมันหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ  หลังจากนั้น  เด็กน้อยก็ต้อนให้เป็ดมานอนอาบแดดเล่นพร้อมกับเป่าขลุ่ยกล่อมให้พวกมันนอนหลับพักผ่อน  ครั้นเมื่อมีหมาหรือสัตว์ร้ายหมายจะมาทำร้ายฝูงเป็ด  เด็กน้อยก็จะคอยช่วยปกป้องฝูงเป็ดให้ปลอดภัยจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายเหล่านั้น  เด็กน้อยเฝ้าดูแลฝูงเป็ดด้วยความรักความเอาใจใส่  ซึ่งจากความทุ่มเทนี้เอง  ฝูงเป็ดจึงตอบแทนบุญคุณของเด็กน้อยด้วยการออกไข่จำนวนมากมายเพื่อให้เด็กน้อยนำไข่ไปขายในตลาด

หลังจากที่เด็กน้อยนำไข่ไปขายและได้เงินกลับมาพอสมควร  เด็กน้อยก็นึกถึงแม่ของเขา เด็กน้อยอยากให้แม่มีของสวย ๆ ใส่เหมือนกับแม่ของเด็กคนอื่น ๆ  เขาจึงตัดสินใจนำเงินไปซื้อสร้อยทองเส้นเล็ก  ๆ มาให้แม่ที่เขารัก

แต่อนิจจา! ระหว่างทางที่เด็กน้อยพายเรือกลับบ้านหลังจากการไปซื้อทอง  จู่ ๆ เขาก็พลาดพลั้งทำสร้อยทองหลุดมือตกลงไปในน้ำ  แล้วมันก็จมหายวับไปในชั่วพริบตาเดียว  

เด็กน้อยตกใจมาก  เขารีบกระโดดลงน้ำแล้วดำน้ำหาสร้อยทองพร้อม ๆ กับร้องไห้ไปด้วย เด็กน้อยพยายามงมหาสร้อยทองอย่างสุดชีวิต  แต่จนแล้วจนรอด  เขาก็หามันไม่พบ 

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังจะหมดหวัง  เด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังว่ายน้ำตรงเข้ามาหาเขา! 

ไม่นานนัก  เด็กน้อยจึงได้รู้ว่า สิ่งที่ว่ายน้ำเข้ามาหาเขาก็คือฝูงเป็ดป่าที่เขาเฝ้าดูแลด้วยความรักและความเอาใจใส่นั่นเอง   เมื่อน้ำตาของเด็กน้อยรวมเข้ากับสายน้ำ  สายน้ำก็พาน้ำตาให้ไหลผ่านไปยังบ้านของเขา ซึ่งทันทีที่ฝูงเป็ดได้กลิ่นน้ำตาแห่งความเศร้าและความกังวลใจของเด็กน้อย  พวกมันจึงพากันว่ายน้ำมาหาเด็กน้อยผู้เป็นที่รักอย่างไม่ลังเลใจ

เมื่อฝูงเป็ดว่ายน้ำมาถึง ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ  ฝูงเป็ดก็เหมือนจะรู้ว่าเด็กน้อยได้ทำของมีค่าบางอย่างตกลงไปในท้องน้ำ ด้วยเหตุนี้  พวกมันจึงพากันดำผุดดำว่ายค้นหาของมีค่าให้เด็กน้อยกันอย่างจ้าละหวั่น

เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว  เป็ดแต่ละตัวก็คาบเอาของมีค่าต่าง ๆ จากท้องน้ำขึ้นมาไว้บนเรือของเด็กน้อยทีละอย่างสองอย่างจนเต็มลำเรือไปหมด นับตั้งแต่ แหวนเพชรโบราณ, กำไลทองลายวิจิตร, สร้อยไข่มุกหายาก, ต่างหูพลอยสีแดงสด, เข็มกลัดมรกตสีเขียวเข้ม  รวมทั้งสร้อยทองคำใหญ่น้อยอีกนับสิบ ๆ เส้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสร้อยทองเส้นเล็กที่เด็กน้อยทำตกลงไปในน้ำนั่นเอง

เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้สร้อยทองคืนมาอย่างไม่คาดฝัน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลุ้มใจเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับของมีค่าอื่น ๆ ที่ฝูงเป็ดงมขึ้นมาให้  

เด็กน้อยพยายามจะบอกกับฝูงเป็ดถึงความกังวลใจที่เขามีอยู่  แต่เป็ดบางตัวกลับกระโดดขึ้นมาบนเรือ แล้วคาบของมีค่าเหล่านั้นตรงเข้าหาเด็กน้อย เหมือนกับพวกมันอยากจะบอกว่า  “เก็บของมีค่าเหล่านี้เอาไว้เถอะ เพราะของเหล่านี้ตกอยู่ใต้ท้องน้ำมาหลายร้อยปี มันไม่มีใครเป็นเจ้าของอีกแล้ว ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากพวกเราชาวเป็ดก็แล้วกันนะ”

เมื่อเด็กน้อยไม่รู้ว่าเขาจะคืนของมีค่าเหล่านั้นให้กับเจ้าของได้อย่างไร เขาจึงนำของเหล่า นั้นกลับบ้าน โดยตั้งใจจะแบ่งของมีค่าบางส่วนไปใช้ช่วยคนที่ลำบากกว่าเขา และเก็บบางส่วนเอา ไว้ใช้ดูแลแม่ในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้  เขายังคิดจะแปลงของมีค่าเหล่านั้นให้กลายเป็นอาหารดี ๆ สำหรับเพื่อนเป็ดผู้มีน้ำใจทั้งหลายด้วย

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้มอบของขวัญให้แม่ดังที่เขาตั้งใจเอาไว้  

นับจากนั้น…ในทุก ๆ ปี  ฝูงเป็ดป่าก็จะแวะกลับมาเยี่ยมเด็กน้อยอยู่เสมอ ๆ  เด็กน้อยดีใจทุกครั้งที่ได้พบกับฝูงเป็ดเพื่อนของเขา  ส่วนฝูงเป็ดก็ดีใจที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนตัวน้อยผู้มีจิตใจดีงามอย่างยากจะหาใครเทียบได้

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

……………………….

หมายเหตุ : ถ้าอ่านนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเหล่านี้แล้วยังไม่จุใจ ลองไปอ่านนิทานนานาชาติตามลิงค์ด้านล่างนี้เพิ่มเติมได้นะครับ

https://bit.ly/3Jygo61

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานของขวัญรับปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) พอจะทำให้เด็ก ๆ ได้ ก็คือการนำนิทานมาฝากให้ได้อ่านกันในช่วงเวลาแห่งความสุข แต่การนำนิทานมาฝากเพียงเรื่องเดียวอาจดูธรรมดาจนเกินไป ผมจึงคัดนิทานเกี่ยวกับของขวัญ 4 เรื่องมาฝาก ซึ่งผมหวังว่านิทานทั้ง 4 เรื่องนี้คงมีบางเรื่องที่ช่วยสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้บ้าง

นิทานเรื่อง ของขวัญจากนางฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข่าเป็นพี่ชายใจดี ส่วนขิงเป็นน้องสาวผู้น่ารัก ไม่ว่าจะทำอะไร…ข่าจะคอยดูแลน้องสาวของเขาอยู่เสมอ ข่ารักน้องสาวของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยแน่ใจว่า น้องสาวตัวน้อยจะรักเขาบ้างหรือเปล่า?

วันหนึ่ง  ขิงกับข่าพบห่อของขวัญวางอยู่ที่หน้าบ้าน   พวกเขาเคยได้ยินว่า  เด็กดีจะได้รับของขวัญจากนางฟ้า  สองพี่น้องดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ขิงคิดว่าของในห่อคงเป็นชุดสวย ๆ

ส่วนข่าคิดว่ามันน่าจะเป็นของเล่นอะไรสักอย่าง   แต่เมื่อขิงกับข่าเปิดห่อของขวัญออกดู   พวกเขาก็ต้องผิดหวัง   เพราะแทนที่มันจะเป็นชุดสวยหรือของเล่นอย่างที่พวกเขาคิด  มันกลับเป็นเมล็ดพืชขนาดยักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ขิงมองของขวัญด้วยความผิดหวัง   ข่าสงสารน้อง  เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  เราคงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”   

ข่าส่งยิ้มให้ขิง  แล้วชวนขิงเอาเมล็ดพืชยักษ์ไปปลูกที่สวนหลังบ้าน   ข่าบอกขิงว่า  “ถ้าเมล็ดงอกเป็นต้นเมื่อไหร่  เราอาจจะได้ชิมผลไม้ของนางฟ้าก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพืชยักษ์งอกจากพื้นดินกลายเป็นต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆ  สองพี่น้องมองต้นไม้ยักษ์ด้วยความตื่นเต้น    แต่น่าเสียดาย   มันเป็นต้นไม้ที่มีแต่ดอก…ไม่มีผล!   มิหนำซ้ำ  ดอกไม้ขนาดมหึมายังบานสูงเกินกว่าที่เด็ก ๆ จะเก็บถึงเสียอีก

ขิงมองต้นไม้ยักษ์อย่างหมดกำลังใจ   ข่าสงสารน้อง   เขาจึงปลอบน้องสาวว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  ไม่มีใครโชคร้ายจนเกินไปหรอก”

ทันใดนั้น  เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   มีสายลมแรงพัดมาปะทะจนต้นไม้ยักษ์หักโค่นลงมาเกือบจะทับบ้านของเด็กทั้งสอง    ขิงตกใจมาก   เธอมองต้นไม้แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   ข่าสงสารน้องเหลือเกิน   เขาอยากจะปลอบน้อง  แต่โชคร้ายที่ถาโถมมาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาพูดไม่ออก   อย่างไรก็ตาม  ข่าก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวของเขาต้องจมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ได้    ดังนั้น  ข่าจึงคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง    

ข่าคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  ข่าก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ข่าชวนน้องสาวเดินออกจากบ้านตรงไปยังบริเวณที่ไม้ล้ม  จากนั้น  เขาก็ปลิดดอกไม้สีสวยขนาดใหญ่ยักษ์ออกมาดอกหนึ่ง  แล้วจัดการดึงเกสรกลางดอกออกจนดอกไม้กลายเป็นรูโบ๋  เมื่อข่าพลิกดอกไม้ให้คว่ำลง  ดอกไม้สีหวานก็กลายเป็นกระโปรงที่เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากที่สุด

ข่าดีใจที่เห็นน้องสาวมีความสุขเมื่อได้ลองใส่ชุดดอกไม้แสนสวย   แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อเขามองต้นไม้ยักษ์ที่หักโค่นลงมา  เขาก็อดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้  

ขิงเห็นข่าทำหน้าเศร้า ๆ  เธอจึงปลอบใจพี่ชายของเธอว่า  “อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิจ๊ะ  พี่คงไม่โชคร้ายจนเกินไปหรอก”

เมื่อเด็กน้อยพูดเสร็จ  เธอก็จูงมือพี่ชายให้เดินตามเธอไป    จริง ๆ แล้ว  ขิงแอบห่วงพี่ชายของเธอมาโดยตลอด   เธอรู้ว่าข่าอยากได้ของเล่นสักชิ้น    ดังนั้น  ในขณะที่เธอกำลังลองชุดที่พี่ชายทำให้  เธอจึงแอบคิดหาของขวัญแสนพิเศษให้แก่พี่ชายสุดที่รัก

ขิงพาข่าเดินตรงไปยังดอกไม้ดอกใหญ่ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   เมื่อถึงจุดหมาย…เธอก็ออกแรงปลิดดอกไม้ขนาดยักษ์ออกจากต้น   จากนั้น  เธอก็ส่งดอกไม้ให้พี่ชาย เพื่อให้เขาใช้มันแทนเรือในการเที่ยวเล่นไปตามสายน้ำ

ข่าชอบเรือดอกไม้ที่น้องสาวมอบให้เอาเสียมาก ๆ   แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ   เขารู้แล้วว่าขิงรักและห่วงใยเขามากเพียงไร  

ข่านึกขอบคุณนางฟ้าที่ส่งเมล็ดพืชยักษ์มาทดสอบความรักที่น้องสาวมีต่อเขา    ข่าเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะโชคร้ายจนเกินไปหรอก

และแล้ว…พี่ชายคนดีก็พาน้องสาวไปล่องเรือเล่น  ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ชวนให้พวกเขาจดจำโมงยามแห่งความสุขไปตราบชั่วนิรันดร์

#นิทานนำบุญ

…………………..

นิทานเรื่อง ของขวัญจากพระราชา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีพระราชาผู้แสนดีพระองค์หนึ่ง ทรงดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดี จนทำให้ประชาชนทุกคนมีจิตใจที่ดีงามและมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า 

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของพระราชา  ประชาชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันส่งของขวัญมาให้ ซึ่งทำให้พระราชาซาบซึ้งและอยากตอบแทนความรักของประชาชนด้วยของขวัญอะไรสักอย่าง

เมื่อเหล่าเสนาทราบความประสงค์ของพระราชา เหล่าเสนาจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำของขวัญราคาแพงแล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นที่ระลึก

แม้พระราชาจะต้องการมอบของที่มีค่าให้แก่ประชาชน  แต่เนื่องจากเงินในท้องพระคลังมีไม่มากพอ ดังนั้น พระราชาจึงไม่สามารถมอบของขวัญราคาแพงตามคำแนะนำของเหล่าเสนาได้

เมื่อพ่อมดหลวงเห็นว่าพระราชาปฏิเสธความคิดของเหล่าเสนา  พ่อมดหลวงจึงเสนอให้พระราชาสั่งทำเครื่องรางของขลัง แล้วมอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเพื่อใช้ป้องกันตัวจากภูตผีปิศาจ

แม้การทำเครื่องรางของขลังจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่พระราชาก็ไม่อยากมอบของที่อาจทำให้ประชาชนงมงายกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้  พระองค์จึงตัดสินใจไม่ทำของขลังตามคำแนะนำของพ่อมดหลวง 

เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นว่าข้อเสนอของเหล่าเสนาและพ่อมดหลวงไม่เป็นที่ถูกใจของพระ- ราชา  กลุ่มพ่อค้าจึงเสนอให้พระราชากำหนดของขวัญเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง แล้วใช้วิธีจับฉลากมอบเงินให้แก่ผู้โชคดีเพียงคนเดียว  

แม้วิธีของกลุ่มพ่อค้าจะไม่ทำให้สิ้นเปลืองเงินในท้องพระคลังมากจนเกินไปนัก  แต่การจับฉลากมอบของขวัญให้ใครเพียงคนเดียว ดูจะไม่ตรงตามเจตนาของพระราชาสักเท่าไร   มิหนำซ้ำ มันยังมีลักษณะคล้ายกับการออกหวยซึ่งเป็นอบายมุขอีกด้วย ดังนั้น  พระราชาจึงเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำของกลุ่มพ่อค้า

ในขณะที่ทุก ๆ คนในท้องพระโรงพยายามครุ่นคิดหาของขวัญที่เหมาะสมกันอย่างเคร่งเครียด  จู่ ๆ  ตลกหลวงผู้เป็นคนสนิทของพระราชาก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปกระซิบความคิดของเขาให้พระราชาได้ทราบ

ทันทีที่พระราชาได้ฟังความคิดเห็นจากตลกหลวง พระองค์ก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุข  แล้วสั่งให้ทหารจัดการเตรียมของขวัญสำหรับประชาชนตามคำแนะนำของตลกหลวงโดยด่วน

ของขวัญที่ตลกหลวงเสนอให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนทุก ๆ คนเป็นของขวัญที่มีราคาถูก มีประโยชน์ แถมยังมีความหมายลึกซึ้ง  ซึ่งสิ่งที่ตลกหลวงแนะนำให้พระราชามอบให้แก่ประชาชนที่แสนดีก็คือเกลือธรรมดา ๆ นั่นเอง!

ในตอนแรก  ทั้งเหล่าเสนา พ่อมดหลวงและกลุ่มพ่อค้าต่างงุนงงกับตัดสินใจของพระราชาผู้เป็นที่รัก  แต่เมื่อทุกคนเห็นข้อความที่ถุงเกลือซึ่งพระราชาเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ทุก ๆ คนก็พากันยิ้มและยอมรับในความคิดอันลึกล้ำของพระราชาและตลกหลวง

ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนถุงเกลือคือข้อความว่า “ขอให้ทุกคนรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”  ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับถุงเกลือจากพระราชาและได้อ่านข้อความดังกล่าว  ประชาชนทุกคนก็พากันซาบซึ้ง เพราะข้อความนั้นเป็นได้ทั้งคำชมเชยและคำเตือนใจในเวลาเดียวกัน

“จงทำความดีและเป็นคนดีต่อไป ดั่งเกลือที่คงความเค็มได้อย่างไม่เคยแปรเปลี่ยน”

ประชาชนทุกคนมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันมีค่ายิ่งจากพระราชาที่พวกเขารัก 

และหลังจากนั้น  ทุก ๆ คนก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดีและทำความดีต่อไป เพื่อตอบแทนความกรุณาของพระราชาผู้เป็นที่รัก  

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญแด่คุณครู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ณ โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  มีคุณครูคนหนึ่งเป็นคุณครูที่สอนหนังสือได้อย่างวิเศษ   คุณครูคนนี้มีชื่อว่า “คุณครูขวัญดาว”   เธอชอบสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  ชอบสอนเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุก และชอบเล่าเรื่องสนุกแฝงคติธรรมเพื่อบ่มเพาะให้เด็ก ๆ เป็นคนดีในอนาคต   เด็ก ๆ รักคุณครูของพวกเขามาก  ส่วนคุณครูขวัญดาวเองก็รักเด็ก ๆ ราวกับเธอเป็นแม่คนที่สอง

อยู่มาวันหนึ่ง  เด็ก ๆ นึกอยากให้ของขวัญแด่คุณครูขวัญดาว   ดังนั้น  เด็ก ๆ จึงหารือกัน แล้วตัดสินใจที่จะซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูใช้ขี่และใช้ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ แทนการหอบข้าวของพะรุงพะรังมาโรงเรียนอย่างที่เป็นอยู่ 

แม้ราคาจักรยานอาจจะแพงอยู่สักหน่อย  แต่เด็ก ๆ ก็ไม่หวั่น  เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน…ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

เด็ก ๆ เริ่มต้นเก็บเงินด้วยการหางานทำหลังเลิกเรียน  เด็กบางคนหาเงินด้วยการเก็บผักไปขายที่ตลาด  เด็กบางคนอาสาตัดหญ้าและกวาดใบไม้ในสวนสวย   ส่วนเด็กบางคนเลือกที่จะนวดหลังให้ผู้ใหญ่แล้วนำเงินที่ได้มาหยอดกระปุกรวมกันเอาไว้  

เด็ก ๆ ตั้งใจทำงานโดยไม่เคยปริปากบ่น  ไม่ช้าไม่นานนัก  กระปุกหมูของเด็ก ๆ ก็หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเศษสตางค์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเด็ก ๆ ทุกคน

เมื่อเด็ก ๆ มีเงินมากพอที่จะซื้อจักรยาน  เด็กทุกคนจึงนัดแนะกันหอบกระปุกหมูเดินทางไปยังร้านขายจักรยานที่อยู่ในเมือง 

เด็ก ๆ มีความสุขและตื่นเต้นมากที่จะได้มอบจักรยานให้คุณครูที่พวกเขารัก  แต่ในระหว่างการเดินทาง  เด็ก ๆ บังเอิญพบหญิงชรากับลูก ๆ กำลังนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ กับซากของบ้านซึ่งถูกไฟไหม้จนวอดวายไปทั้งหลัง   

หญิงชราผู้โชคร้ายสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยพระเพลิงที่ไร้ความปราณี   เธอกับลูก ๆ ไม่มีบ้านคุ้มหัว  ไม่มีผ้าห่มกันหนาว  ไม่มีเงินซื้อข้าว  ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย….นอกจากชีวิต  

เด็ก ๆ ต่างสงสารหญิงชรากับลูก ๆ จนไม่อาจนิ่งเฉยได้   ด้วยเหตุนี้  เด็กทุกคนจึงตัดสินใจยกกระปุกหมูของพวกเขาให้แก่หญิงชราผู้อาภัพ

เมื่อเด็ก ๆ มอบกระปุกหมูให้แก่หญิงชรา  พวกเขาจึงไม่มีเงินซื้อจักรยานสีชมพูให้คุณครูดังที่ตั้งใจเอาไว้   อย่างไรก็ตาม  เด็ก ๆ ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  

เมื่อถึงวันสุดท้ายปลายเทอม  เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บดอกไม้จากข้างทางนำมาจัดเป็นช่อ แล้วมอบให้คุณครูขวัญดาวพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คุณครูฟัง  

เด็ก ๆ กล่าวขอโทษที่พวกเขาไม่สามารถมอบของขวัญที่มีค่ามีราคาอย่างจักรยานให้แก่คุณครูได้  แต่หลังจากที่เด็ก ๆ พูดจบ  คุณครูขวัญดาวกลับร้องไห้  ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ตกใจกันไปหมด 

ตอนแรก เด็ก ๆ คิดว่าคุณครูคงโกรธที่ได้ดอกไม้ไร้ราคาเป็นของขวัญ   แต่จริง ๆ แล้วคุณครูขวัญดาวร้องไห้เพราะเธอปลื้มปีติที่เด็ก ๆ รักครูและมีจิตใจดีงามดังที่เธอเฝ้าอบรมบ่มนิสัยการที่เด็ก ๆ เป็นคนดีสมกับที่ครูสอนเฝ้าสั่งสอนทำให้คนเป็นครูหายเหนื่อยและรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

คุณครูขวัญดาวขอบใจเด็ก ๆ ทุกคนที่มอบของขวัญอันแสนวิเศษให้กับครูอย่างเธอ  ส่วนเด็ก ๆ เองก็ภูมิใจมากที่พวกเขาสามารถทำให้คุณครูที่พวกเขารักมีความสุขได้อย่างเหนือความคาดหมาย

#นิทานนำบุญ

…………………………

นิทานเรื่อง ของขวัญของพ่อ

นานมาแล้ว ยังมีลูกกระต่ายที่แสนน่ารักตัวหนึ่ง นึกอยากจะมอบของขวัญแด่คุณพ่อในวันคล้ายวันเกิด  ลูกกระต่ายรู้ดีว่า พ่อกระต่ายหลงใหลในความงามแห่งแสงจันทร์  ดังนั้น ลูกกระต่ายจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปนำพระจันทร์มาให้เป็นของขวัญแด่คุณพ่อสุดที่รัก

กระต่ายน้อยหยิบกระปุกออมสินของตัวเอง แล้วกระโดดดึ๋ง..ดึ๋ง…ออกจากบ้านโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้า  แม้สตางค์ในกระปุกรูปกระต่ายของเจ้ากระต่ายน้อย จะมีอยู่เพียงกระจ้อยร่อยกระจิริด  แต่เจ้ากระต่ายน้อยก็ตั้งใจที่จะยกเงินออมทั้งกระปุก เพื่อแลกพระจันทร์กลับมาเป็นของขวัญแด่พ่อให้จงได้

เมื่อกระต่ายน้อยกระโดดไปถึงยอดเขา  ตอนนั้น..พระจันทร์ดวงโตก็โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาพอดี  

“จันทร์เจ้าขา ราคาเท่าไหร่?”  กระต่ายถาม

พระจันทร์มองตาเจ้ากระต่ายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู  ดวงตาใสแจ๋วที่แสนไร้เดียงสาของลูกกระต่ายทำให้พระจันทร์นึกสงสัยใคร่รู้

“หนูจะซื้อชั้นไปไหน…ให้ใครนะ?”

ลูกกระต่ายเล่าที่มาและความตั้งใจทั้งหมดให้พระจันทร์รู้ แม้พระจันทร์จะเชื่อในสิ่งที่เจ้ากระต่ายน้อยเล่าให้ฟัง  แต่พระจันทร์ก็อยากทดสอบว่าลูกกระต่ายที่ดูขี้อายตัวนี้จะรักพ่อสักเพียงไหน….

“ถ้าอยากได้ชั้นกลับบ้าน  หนูต้องทำทุกอย่างตามที่ชั้นบอก” 

ลูกกระต่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

เมื่อพระจันทร์แกล้งบอกให้ลูกกระต่ายร้องเพลงจนกว่าพระจันทร์จะเบื่อ  ลูกกระต่ายก็ร้องเพลงที่แสนน่ารักให้พระจันทร์ฟังเป็นร้อย ๆ เที่ยวจนพระจันทร์ใจอ่อนยอมให้ลูกกระต่ายหยุดร้อง

เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเต้นระบำ  ลูกกระต่ายก็รวบรวมความกล้า แล้วเต้นระบำ หกคะเมน ตีลังกา จนพระจันทร์อดหวาดเสียวแทนไม่ได้ และขอให้ลูกกระต่ายหยุดเต้นหลังจากที่ลูกกระต่ายเพิ่งเต้นไปได้เพียงไม่กี่รอบ

และสุดท้าย  เมื่อพระจันทร์บอกให้ลูกกระต่ายเล่านิทานแสนสนุก  ลูกกระต่ายก็นึกถึงนิทานที่พ่อกระต่ายมักจะเล่าให้ฟังตอนก่อนนอน  จากนั้น  มันก็เริ่มเล่านิทานให้พระจันทร์ฟังด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงพ่อ

นิทานที่ลูกกระต่ายเล่า ทำให้พระจันทร์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกกระต่ายกับพ่อกระต่ายรักกันมากเพียงใด  นิทานของพ่อกระต่ายเป็นนิทานที่แสนอ่อนโยน  ซึ่งลูกกระต่ายก็ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างครบถ้วน  ในที่สุด พระจันทร์ก็ใจอ่อน และยอมทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้

 คืนนั้น กระต่ายน้อยพาพระจันทร์กลับบ้าน เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพ่อ  แน่นอน…พระจันทร์อยู่เป็นของขวัญให้พ่อกระต่ายได้เพียงคืนเดียว  แต่ในคืนวันนั้น ของขวัญที่ลูกกระต่ายนำมาให้ ก็ทำให้พ่อกระต่ายชื่นใจอย่างยากที่จะลืมเลือนได้

พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ชื่นชมแสงจันทร์ใกล้ ๆ อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกระต่ายมีความสุขที่ได้ล่วงรู้ถึงหัวใจของลูกสุดที่รัก ว่าลูกกระต่ายรักพ่อสักเพียงไหน

และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยภาพของพ่อกระต่ายที่กำลังนั่งเล่านิทานเคล้าแสงจันทร์ โดยมีลูกกระต่ายนอนหนุนตักฟังอย่างมีความสุข ในคืนที่พระจันทร์แลดูสวยเป็นพิเศษ

#นิทานนำบุญ

…………………………….