Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in #นิทานนานาชาติ, #นิทานเจ้าหญิง, นิทานก่อนนอน

นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ

“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก

หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ

ภาพประกอบนิทานเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ เป็นฉากสำคัญที่แม่มดใจร้ายในคราบหญิงชรานำแอปเปิ้ลอาบยาพิษมายื่นให้เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in #นิทานน่ารัก, นิทานก่อนนอน, นิทานตลกก่อนนอน

กระต่ายน้อยเพื่อนรัก : นิทานก่อนนอนชวนยิ้ม อบอุ่นหัวใจ

ย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน ตอนที่ผมคิดจะแต่งนิทานเรื่องนี้ ตอนนั้น ผมยังไม่มีโครงเรื่องใด ๆ อยู่ในหัว มีแค่…ความคิดที่อยากจะบอกเด็ก ๆ ว่า มดตัวเล็ก ๆ สามารถแบกของใหญ่ ๆ ที่ใหญ่กว่าตัวของมันได้นะ

จุดเริ่มต้นของความคิดดูเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาก ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ แถมยังเคยเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ แต่พอคิดไปคิดมา นิทานที่ได้กลับเป็นนิทานตลก ชวนยิ้ม ซึ่งในมุมมองของผม นี่คือนิทานที่น่ารักที่สุด อ่อนหวานที่สุด และแปลกประหลาดที่สุด ที่อ่านแล้วน่าจะทำให้นอนหลับฝันดี

นิทานเรื่องนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมนักในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ผมยังคงรักนิทานเรื่องนี้มาก และเชื่อว่า ถ้าผู้อ่านได้อ่านนิทานที่ดูคล้ายนิทานธรรมดา ๆ เรื่องนี้อย่างตั้งใจ ผู้อ่านน่าจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ครับ

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก

Continue reading “นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานอ่านให้แฟนฟัง

นิทานความรัก : มารหนุ่มกับหญิงสาว

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ยังเป็นเด็ก  ผมชอบอ่านการ์ตูนมาก  แถมยังเคยฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนและทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือการ์ตูนอีกด้วย แต่เพราะผมรวาดรูปไม่ค่อยเก่ง  ความฝันเรื่องการเป็นนักเขียนการ์ตูนจึงเป็นจริงได้ยาก 

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ บ.ก.ซัน  แห่งสำนักพิมพ์ Let’s Comic  ซึ่งถือเป็นสำนักพิมพ์การ์ตูนไทยที่ดังมากในยุคหนึ่ง หลังจากได้สนิทสนมกับน้อง ๆ นักเขียนการ์ตูนหลาย ๆ คนในสำนักพิมพ์  เช่น ไตรภัค  เดอะดวง  moondog และ โน้ต  ในที่สุด  ผมก็มีโอกาสได้ทำหนังสือการ์ตูนเล่มแรกกับทางเล็ดส์ คอมมิค อย่างไม่คาดฝัน  ซึ่งเป็นการนำนิทานที่ผมแต่ง ไปให้น้องนักเขียนการ์ตูนชื่อดังทั้ง 4 คน นำไปเขียนเป็นการ์ตูน  (ความดีของการ์ตูนแต่ละเรื่องต้องยกให้น้อง ๆ แต่ละคน เพราะทุกคนพัฒนานิทานไปในทิศทางที่ตนเห็นสมควร ซึ่งทำให้ได้การ์ตูนสำหรับวัยรุ่นที่สนุกมากถึง 4 เรื่อง ที่รวมอยู่ในหนังสือการ์ตูนชื่อ “ดินแดนรูปหัวใจ”)  304009_10150404994445953_1012636914_n

ในนิทานทั้ง 4 เรื่องนั้น  มีนิทานเรื่องเดียวที่ผมแต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้กับหนังสือการ์ตูนวัยรุ่นเล่มนี้  นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรัก ที่มีเนื้อเรื่องน่าตื่นเต้นและซาบซึ้ง เหมาะกับทั้งเด็กชอบฟังเรื่องผจญภัยและผู้ใหญ่ที่อยากอ่านนิทานความรักให้แฟนฟัง  ผู้ที่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในหนังสือดินแดนรูปหัวใจ ส่วนใหญ่จะชอบกัน (เพราะคุณโน้ต นักวาดการ์ตูน ถ่ายทอดผลงานออกมาได้ดีมาก)  แต่ในส่วนของนิทานต้นฉบับ  น่าจะมีคนเคยอ่านน้อยมาก  ดังนั้น  ผมจึงนำนิทานความรักเรื่องนี้มาให้อ่านกัน 

Continue reading “นิทานความรัก : มารหนุ่มกับหญิงสาว”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก

ช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานก่อนนอนให้กับนิตยสารขวัญเรือน  พอใกล้วันแม่ของทุกปี  ผมก็มักจะแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนิตยสารขวัญเรือนฉบับวันแม่   นิทานในปีแรก ๆ มักเป็นเรื่องที่ซาบซึ้ง  แต่พอแต่งไปหลาย ๆ ปี ผมจึงลองหาแง่มุมอื่น ๆ มาแต่งบ้าง  ซึ่งนิทานเรื่อง “ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก” ก็เป็นนิทานเกี่ยวกับแม่ลูกที่มีเนื้อหาต่างไปจากนิทานแม่ลูกเรื่องอื่น ๆ ที่แต่ง  แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร  คงต้องให้ลองอ่านกันดูครับ อิอิ

Continue reading “นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสัตว์, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก, นิทานแฝงข้อคิด

หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง

ความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร  แค่เรามีความตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แล้วลงมือทำ นั่นก็เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว”

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทาน วันหนึ่ง ผมนึกอยากแต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์ที่ตัวเองไม่เคยนำมาใช้เป็นตัวละคร   คิดไปคิดมา  ชื่อของเสือชีต้าร์ก็แว่บขึ้นมาในใจ  ตอนนั้น ผมยังไม่เคยแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์เลย   แต่ถ้าจะแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์  ผมควรจะหาตัวละครอีกสักตัวมาเป็นตัวละครในนิทานด้วย  เสือควรคู่กับตัวอะไร?  จู่ ๆ คำว่า “หมูชีต้าร์” ก็ขึ้นเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่มีเนื้อเรื่องใด ๆ เลย  หมูเป็นสัตว์ตัวอ้วนอุ้ยอ้าย ส่วนเสือชีตาร์เป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วว่องไว  ผมว่าชื่อนี้เท่ดี  ไม่เหมือนใคร  พอได้ชื่อนิทานว่า “หมูชีต้าร์” ผมจึงคิดเนื้อเรื่องต่อ จนได้เรื่องออกมา ดังนิทานต่อไปนี้  ลองไปอ่านกันดูนะครับ

Continue reading “หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง”
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานฝันดี : จุดจบของแม่มดน้อย

     

ตอนเด็ก ๆ มีนิทานต่างประเทศเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานก่อนนอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ประทับใจมาก นิทานเรื่องนั้น เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เดินขึ้นภูเขาท่ามกลางความหนาวเหน็บของหิมะ โดยเธอค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าที่ใส่กันหนาว ให้คนที่เจอระหว่างทาง จนสุดท้าย เธอไม่เหลืออะไรติดตัวเลยแม้สักชิ้น และเสียชีวิตในที่สุด  (เศร้ามาก)  นิทานเรื่องนั้นเป็นนิทานโบราณที่ผมประทับใจมาก วันหนึ่ง ผมจึงอยากท้าทายตัวเอง ด้วยการแต่งนิทานเรื่องใหม่ เพื่อแสดงความเคารพต่อนิทานเรื่องนั้น  โดยนำโครงเรื่องบางส่วนมาใช้ (อย่างตั้งใจ)  แต่แต่งเนื้อเรื่องใหม่่ให้เกิดเป็นนิทานเรื่องใหม่  ซึ่งเป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับแม่มดที่ผมชอบมากที่สุด (ในบรรดานิทานแม่มดที่ผมแต่ง)  ผมหวังว่าเด็ก ๆ จะประทับใจนิทานเรื่องนี้นะครับ ลองอ่านกันดูครับ

Continue reading “นิทานฝันดี : จุดจบของแม่มดน้อย”
Posted in #นิทานสำหรับเด็ก, นิทานก่อนนอน, นิทานประทับใจ

ตุ๊กตาเพื่อนเก่า : นิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจและสอนคุณค่าความผูกพัน

ในฐานะที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทานที่ต้องคิดและเขียนนิทานปีละ 24 เรื่อง (สมัยที่เขียนให้นิตยสารขวัญเรือน)   ในแต่ละมี จะมีนิทานไม่มากนักที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ  ซึ่งนิทานเรื่อง “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” คือ “หนึ่งในน้อย” ของนิทานที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น

นิทานก่อนนอนเรื่องตุ๊กตาเพื่อนเก่า เป็นนิทานที่คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเล่าให้ลูกฟังนะครับ เพราะนิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่อ่อนโยนมาก ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น  แถมยังชี้ให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของของเล่นชิ้นเก่า  ซึ่งเป็นการกล่อมเกลาให้เด็กใส่ใจกับคุณค่าทางใจมากกว่าคุณค่าของเงินตราหรือของชิ้นใหม่ ๆ   หวังว่าคุณพ่อคุณแม่และเด็ก ๆ คงมีความสุขกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่สังเกตเห็นว่าตุ๊กตาตัวน้อยของลูกสาวดูเก่าและมอมแมมจนไม่น่าเก็บเอาไว้  หนำซ้ำ เพื่อน ๆ ของแจนก็มีตุ๊กตาตัวใหม่ที่น่ารักสดใสด้วยกันทั้งนั้น  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดครบรอบอายุ 8 ขวบของแจน คุณแม่จึงพาแจนไปที่ร้านขายตุ๊กตา แล้วบอกลูกสาวด้วยความรักว่า  “วันเกิดปีนี้ ถ้าลูกอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ก็บอกแม่ได้นะจ๊ะ”

แน่นอนว่าในวันนั้น…แจนพาโมโมไปที่ร้านขายตุ๊กตาด้วย  แจนมองดูตุ๊กตาและข้าวของต่าง ๆ ในตู้โชว์ด้วยความตื่นเต้น   ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านขายตุ๊กตาช่างน่ารักจนทำให้หัวใจของเด็กน้อยเต้นโครมคราม  ในขณะเดียวกัน  หัวใจของตุ๊กตาตัวเก่าอย่างโมโมกลับห่อเหี่ยวเพราะรู้ตัวว่าอีกไม่นานมันคงต้องจากแจนไปชั่วนิรันดร์

หลายวันต่อมา  โมโมสังเกตเห็นว่าแจนมักเหม่อมองไปไกล ๆ เหมือนกำลังฝันถึงอะไรอยู่   “บางที…แจนอาจกำลังนึกถึงตุ๊กตาตัวไหนสักตัวที่จะมาเป็นเพื่อนใหม่แทนฉัน” โมโมคิด    แม้โมโมจะเศร้ามาก  แต่เพื่อความสุขของแจนโมโมก็ยอมเสียสละได้เสมอ

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของแจน  เด็กหญิงตัวน้อยตัดสินใจเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ว่าเธอต้องการอะไรจากร้านขายตุ๊กตาที่คุณแม่พาไปเมื่อวันก่อน

โมโมเบือนหน้าหนี   ไม่กล้ามองภาพตอนที่แจนยื่นกระดาษแผ่นน้อยให้คุณแม่  เพราะมันรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ  และมั่นใจว่าวันนี้…ตุ๊กตาเพื่อนเก่าอย่างมัน  คงถูกทิ้งให้กลายเป็นของเก่าที่ไร้ค่า

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ  จนกระทั่งคุณแม่กลับมาถึงบ้านในตอนเย็น   คุณแม่ถือถุงใบใหญ่ที่มีกล่องของขวัญวันเกิดของแจนอยู่ในนั้น ส่วนคุณพ่อถือขนมเค้กกล่องโตเดินตามคุณแม่มาติด ๆ

หลังจากคุณพ่อนำขนมเค้กวางที่โต๊ะและจุดเทียนปักที่ขนมเค้กเป็นที่เรียบร้อย  คุณพ่อกับคุณแม่ก็ร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ลูกสาวสุดที่รัก แล้วให้ลูกสาวคนดีเป่าเทียนฉลองวันเกิด  หลังจากนั้น   เวลาของการแกะห่อของขวัญก็มาถึง

ในขณะที่แจนกำลังแกะห่อของขวัญอย่างมีความสุข  โมโมกลับรู้สึกตาพร่าไปหมด  เหมือนมีหยดน้ำอุ่น ๆ เอ่อล้นอยู่ในดวงตา   และหลังจากแจนแกะห่อของขวัญเสร็จ   ของขวัญในกล่องก็ทำให้ตุ๊กตาที่แสนมอมแมมอย่างโมโม  เกือบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่!

ของขวัญวันเกิดของแจน ไม่ใช่ตุ๊กตาตัวใหม่อย่างที่โมโมคิด   แต่มันเป็น  อุปกรณ์ทำความสะอาดตุ๊กตา,  เสื้อผ้าตุ๊กตา  และบ้านสำหรับตุ๊กตา  ที่ของทั้งหมดจัดมาเพื่อ “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” อย่างโมโมทั้งนั้น

แจนดูของขวัญที่ได้รับจากคุณแม่ แล้วยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้น แจนก็หันมาพูดกับโมโมว่า  “เพื่อนน่ะ…ยิ่งอยู่กันมานาน  ก็ยิ่งมีค่ามีความหมายนะ  ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด  โมโมเพื่อนรักของฉัน”

โมโมซาบซึ้งจนทำอะไรไม่ถูก  มันดีใจที่แจนเห็นคุณค่าความเป็นเพื่อนในตัวมัน   มันนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดออกมาเบา ๆ ด้วยเสียงจากหัวใจว่า  “สุขสันต์วันเกิดนะ…หนูแจน………เพื่อนรักของฉัน”

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ของเก่าอาจไม่มีราคา แต่มีคุณค่าทางใจที่ประเมินไม่ได้
  • ความผูกพันที่ยาวนานคือสิ่งล้ำค่าที่ควรดูแล
  • การเสียสละเพื่อคนที่เรารักคือความรักที่แท้จริง

#นิทานนำบุญ

หมายเหตุ :

หลังจากอ่านนิทานเรื่อง “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” แล้ว ถ้าใครอยากฟังนิทานเรื่องนี้ในฉบับภาษาอังกฤษที่เรียบเรียงให้ฟังได้ง่าย ลองฟังจากคลิปต่อไปนี้นะครับ และหากใครอยากเสริมความรู้ภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่องนี้ พี่นำบุญได้ทำคอนเทนต์ “เรียนภาษาอังกฤษจากนิทาน ตุ๊กตาเพื่อนรัก” เอาไว้ให้อ่านกันด้วย (กดดูที่ภาพปกด้านล่าง) ถ้าชอบคอนเทนต์เสริมแนวนี้ ช่วยคอมเมนต์บอกกันด้วยนะครับ พี่นำบุญจะได้จัดทำเพิ่มให้อีก เผื่อจะได้ฝึกภาษาเพิ่มเติมกันครับ

ภาพปกบทความเรียนภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่อง Old Toy, True Friend เด็กหญิง Jan ยืนชี้กระดานดำ พร้อมคำศัพท์อังกฤษพื้นฐาน
ภาพประกอบเนื้อหา “เรียนภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่อง ตุ๊กตาเพื่อนเก่า (Old Toy, True Friend)” พร้อมคำศัพท์พื้นฐานจากเรื่อง