นิทานคลาสสิก “เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ” โดยฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน เรื่องราวอบอุ่นหัวใจ ท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บที่สุด เป็นหนึ่งในนิทานระดับโลกที่ผู้คนจดจำและกล่าวถึงอย่างไม่รู้ลืม ความงดงามของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความยาวของถ้อยคำ แต่คือความลึกของหัวใจที่ซ่อนอยู่ในแสงไฟอันริบหรี่ นิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กโตและผู้อ่านทุกวัยที่พร้อมจะรับฟังเรื่องเล่าเงียบ ๆ ซึ่งอาจเปลี่ยนความรู้สึกบางอย่างในใจเราได้อย่างไม่รู้ตัว ขอแนะนำให้ผู้อ่านเปิดใจ อ่านอย่างช้า ๆ และเงียบสงบ เพื่อสัมผัสความงามที่แฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ ความงามที่ยังคงเปล่งประกาย แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
Tag: นิทานนำบุญ
ทิศทางของนิทานนำบุญปี 2568
สวัสดีครับ
หลายคนอาจแปลกใจ ที่เว็บไซต์นิทานนำบุญไม่มีนิทานเรื่องใหม่ ๆ หรือบทความใด ๆ เลย นับตั้งแต่กลางปี 2567 (ซึ่งก็คือประมาณ 8 เดือนมาแล้ว)
เหตุผลหลักที่ทำให้ผมไม่อัพเดทอะไร ๆ ในเว็บไซต์เลย เป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ผมต้องขึ้นศาลในฐานะโจทก์ ฟ้องร้องจำเลยในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ คดีได้ยุติลงด้วยการไกล่เกลี่ย โดยจำเลยได้ชดเชยค่าเสียหายในอัตราที่สูงมาก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ผมจึงรับปากที่จะไม่เปิดเผยเรื่องราวใด ๆ เกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น
………
การฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งแรกในชีวิตของผม ทำให้ผมได้ประสบการณ์และข้อคิดมากมาย ที่อยากเตือนทุก ๆ คนว่า การใช้งานสื่อออนไลน์ต้องมีความระมัดระวังให้มาก ถ้าพลาดพลั้งละเมิดลิขสิทธิ์และถูกทักให้มาเจรจา การรีบมาเจรจาและยอมรับผิด เป็นวิธีที่จะเสียหายน้อยที่สุด เพราะหากเพิกเฉย เมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์แต่งตั้งทนาย ค่าจ้างทนายจะอยู่ที่ 4 หมื่น – 3 แสนบาท นั่นหมายความว่า ผู้ฟ้องย่อมคาดหวังที่จะฟ้องให้ได้รับค่าชดเชยมากกว่านั้น ส่วนผู้ถูกฟ้องถ้าไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องก็ต้องจ้างทนายเช่นกัน นี่ยังไม่นับค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อต้องไปขึ้นศาล และการขึ้นศาลนั้นจะต้องไปหลายนัด เรียกได้ว่า…หากผิดจริง การยอมรับผิดและรีบเจรจาก่อนจะมีการจ้างทนาย เป็นวิธีที่จะบอบช้ำน้อยที่สุด
………
กลับมาที่เว็บไซต์นิทานนำบุญ
เมื่อราว 8 ปีก่อน ตอนที่เริ่มต้นทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมต้องการเพียงแค่ให้นิทานของผมสามารถทำให้ครอบครัวทุกครอบครัว (โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่สะดวกซื้อหนังสือนิทาน) มีนิทานที่คุณพ่อคุณแม่อ่านให้ลูกฟังก่อนนอนได้
ความตั้งใจที่ดีนี้ ทำให้มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ ทั้งยังมีคุณครูที่แนะนำให้เด็ก ๆ อ่านนิทานจากเว็บไซต์นี้ และมีคู่รักจำนวนมาก ที่อ่านนิทานนำบุญให้กันฟังในช่วงก่อนนอน (ขอบคุณทุก ๆ คนนะครับ)
แต่ต่อมา นิทานในเว็บไซต์ถูกนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต (หรือที่เรียกว่า การละเมิดลิขสิทธิ์) มากขึ้น ๆ จนผมเริ่มตระหนักว่า หากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ นิทานของผมจะมีปัญหาในการขายลิขสิทธิ์ ซึ่งหมายความว่า….ผมจะไม่สามารถขายลิขสิทธิ์นิทานเพื่อเลี้ยงชีพได้ เพราะมันถูกขโมยใช้และกระจายไปทั่ว
การเขียนบทความเตือนและขอร้องไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ได้ช่วยให้การละเมิดลดน้อยลง บางครั้ง ผมพบว่าผู้ละเมิดกลายเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ผมเสียใจมาก
ในช่วงที่ผมเป็นนักเขียนนิทานให้นิตยสาร ผมได้รับค่าเขียน 2000 บาทต่อเรื่อง (ตลอด 17 ปี) ซึ่งรายได้ถือว่าไม่มากเลย แต่ข้อดีคือ ลิขสิทธิ์นิทานเป็นของผม (นั่นหมายความว่า ผมสามารถขายลิขสิทธิ์และสร้างรายได้เพิ่มเติม เพื่อใช้ดูแลตัวเองในช่วงบั้นปลายชีวิต และสามารถส่งต่อให้ดูแลลูกหลานได้) การถูกขโมยนิทานไปใช้ จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับนักเขียนนิทานที่ไม่มีอาชีพอื่น นอกจากการเขียนนิทาน!
ผมจึงตั้งใจไว้ว่า เมื่อการฟ้องร้องคดีแรกสิ้นสุดลง ผมจะเตรียมการ “ขายลิขสิทธิ์นิทานนำบุญ” และ “จัดการเว็บไซต์นี้ใหม่” เพื่อตัดปัญหาที่ทำให้ผมเสียใจซ้ำ ๆ เกี่ยวกับเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์
แนวคิดที่วางไว้คร่าว ๆ เกี่ยวกับ “การขายลิขสิทธิ์นิทาน” แบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ
แนวทางที่หนึ่ง : การแปลนิทานนำบุญเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมขายนิทานไปยังต่างประเทศ (เพราะครอบครัวพี่สาวของผม รวมถึงหลาน ๆ เป็นคนสิงคโปร์)
แนวทางที่สอง : การรวบรวมนิทานทั้งหมด เพื่อเตรียมขายแบบเหมาทุกเรื่อง ในประเทศไทย แบบให้ใช้สิทธิ์ในระยะยาว โดยให้สิทธิ์ผู้ที่ซื้อนำนิทานไปใช้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการฟ้องร้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
………
ดังนั้น หลังจากนี้ไป หากมีการขายลิขสิทธิ์เกิดขึ้น ผมจำเป็นต้องนำนิทานนำบุญทั้งหมดออกจากเว็บไซต์ทันที (แต่การขายลิขสิทธิ์คงไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วนัก จึงยังไม่มีอะไรที่ต้องตกใจนะครับ)
……….
ส่วนในเรื่อง “การจัดการเว็บไซต์นิทานนำบุญใหม่” เมื่อผมดูข้อมูลของเว็บไซต์แล้วพบว่า แม้จะไม่มีการโพสต์อะไรเพิ่มเติมเลยนานถึง 8 เดือน แต่ยอดวิวและยอดผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ ก็ยังคงอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับยอดเดิม คือ มียอดวิวประมาณ 13000-15000 วิวต่อวัน และมีผู้เข้าใช้งานราว 4000-5000 คนทุกวัน

การที่มีผู้ชมเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เป็นจำนวนมากทุก ๆ วัน แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาของเว็บไซต์นี้เป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องการ การปิดเว็บไซต์จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
ดังนั้น ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เตรียมไว้ และจะหาวิธีตัดปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยตั้งใจที่จะเขียนโครงการขอทุน เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ โดยให้นิทานเรื่องใหม่เป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของทุน (ไม่ใช่ของผู้แต่ง) … (ผมจะลองขอทุนจากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นะครับ ผลงานเรื่องใหม่ ๆ จะได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ)
อย่างไรก็ตาม หากแนวคิดนี้ไม่ได้รับการสนับสนุน ผมก็คงต้องบอกว่า ผมทำทุกอย่างเต็มที่แล้วและผมเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ ท่านก็คงเห็นความพยายามของผมตลอด 8 ปีที่ผ่านมานะครับ
………
ในวัยที่กำลังจะย่างเข้าสู่ปีที่ 55 ผมตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ ดูแลร่างกายและจิตใจให้ดี มีความสุขเล็ก ๆ ตามอัตภาพ จัดการทุกสิ่ง (โดยเฉพาะเรื่องผลงานนิทาน) ให้เรียบร้อย ทำสิ่งที่อยากทำ และไม่ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ 🙂
ขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้เกียรติติดตามนิทานนำบุญและส่งกำลังใจมาให้นะครับ
#นิทานนำบุญ
หมายเหตุ : เคสละเมิดลิขสิทธิ์หลาย ๆ เคส ที่ผมเคยทักให้มาเจรจาแต่ไม่มา และผมได้แจ้งความไปแล้ว มีอยู่ราว 8-9 เคส ในการฟ้องร้องโดยอาศัยทนาย ผมจะฟ้องไปทีละเคส เพื่อไม่ให้ตัวผมเหนื่อยเกินไป ดังนั้น ก่อนที่เรื่องจะถึงทนาย หากท่านเปลี่ยนใจอยากเจรจา แนะนำว่าให้รีบทักไปที่เพจนิทานนำบุญทันที เพราะเมื่อเริ่มจ้างทนายแล้ว แปลว่ากระบวนการได้เริ่มแล้ว ค่าเสียหายจะหนักมาก ๆ ครับ
………..
จดหมายน้อย
บันทึกไว้ก่อนวัย 54
วันที่ 1 กรกฎาคม 2567
สวัสดีครับ พี่นำบุญนั่งเขียน “จดหมายน้อย” ฉบับนี้ ในเช้าต้นเดือนกรกฎาคม 2567
อีกราว 10 วัน พี่นำบุญก็จะมีอายุเข้าวัย 54 ปี (เรียกว่า 54 ขวบก็ได้ เพราะใจยังเป็นเด็กอยู่ ฮิฮิ)
หลังจากวัย 50 พี่นำบุญเตือนตัวเองเสมอว่า เราอาจต้อง “เดินทางไกล” ได้ทุกเมื่อ ตามกฎของธรรมชาติ ที่คนทุกคนต่างหนีไม่พ้น
การจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย และการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขพอประมาณ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
………
หลายปีมานี้ คุณผู้อ่านน่าจะทราบมาบ้างว่า “นิทานนำบุญ” พบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมีคนนำนิทานในเว็บไซต์นี้ไปทำคลิปหรือเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
พี่นำบุญเขียนคำเตือน เขียนบทความเกี่ยวกับกฎหมายและโทษที่หนักมากของการละเมิด แต่ก็ยังคงมีคนนำนิทานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ในวันที่พี่นำบุญยังมีชีวิตและมีเรี่ยวแรง พี่นำบุญจึงพยายามปกป้องนิทานที่ตัวเองแต่ง ด้วยการเก็บหลักฐาน – แจ้งความ – ติดต่อให้ผู้ละเมิดมาเจรจา – แจ้งระบบให้ลบคลิปละเมิดออกจากแพลตฟอร์มนั้น ๆ ฯลฯ
คลิปการละเมิด มีอยู่เป็นร้อยคลิป คลิปบันทึกหน้าจอเก็บหลักฐานรวม ๆ แล้วก็น่าจะเกิน 100 ชั่วโมง (พี่นำบุญต้องซื้อฮาร์ดดิสมาเก็บข้อมูลเพิ่ม) การแจ้งให้แพลตฟอร์มลบคลิปก็น่าจะเกิน 100 เคส
สิ่งที่พบมาตลอดหลายปี คือ มันเป็นเรื่องที่ “เสียเวลาในชีวิต” และ “เสียความตั้งใจที่ดีในการ ทำงานเด็กมาก ๆ”
การแจ้งความต่อตำรวจ ก็แทบจะเป็นเรื่อง “ว่างเปล่า” เพราะคดีบางคดีแทบไม่คืบหน้านานถึง 2 ปีเศษ (ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานครบถ้วน) พี่นำบุญเคยทำจดหมายติดตามความคืบหน้าไปที่โรงพักหลายครั้ง ทุกอย่างก็ยังคงนิ่ง จนกระทั่งทำจดหมายไปยัง “ตำรวจภูธรภาค” ซึ่งกำกับดูแลโรงพักที่ไปแจ้งความอีกที ตำรวจจึงเริ่มขยับ และให้เดินทางไปเซ็นเอกสาร “ไม่ติดใจเอาเรื่องตำรวจ”
บางครั้งที่ไปแจ้งความ ตำรวจบางคนบอกว่า เคยเห็นมาแจ้งความแล้ว จะแจ้งทำไม แจ้งเอาเงินเหรอ?
คำพูดบางคำที่ได้ฟัง มันไม่น่ารักเลย สิ่งที่พี่นำบุญอยากให้เกิดขึ้น คือ การหยุดยั้งไม่ให้เกิดการละเมิดอีก และถ้าเลือกได้ระหว่างการให้คนทำผิดเสียเงินในคดีแพ่ง กับการให้ติดคุกในคดีอาญา พี่นำบุญขอเลือกอย่างหลัง
การเป็นนักเขียน (โดยเฉพาะนักเขียนนิทานเล็ก ๆ) ที่แม้จะมีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงาน แต่ในแง่ปฏิบัติ กลับได้รับการดูแลน้อยมาก
พี่นำบุญจึงเริ่มเข้าใจว่า การที่นักเขียนหลายคนจำเป็นต้องมองข้ามเมื่อถูกละเมิดลิขสิทธิ์ น่าจะเป็นเพราะ “มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด”
การเผชิญหน้ากับการละเมิด จะต้องเสียเวลาเก็บหลักฐาน (เช่น แคปหน้าจอ ตามสืบ ตามเก็บข้อมูล) เสียอารมณ์ (ทำให้เขียนงานไม่ออก) เสียความรู้สึก (กับเจ้าหน้าที่ที่แทบไม่ใส่ใจ) เสียสุขภาพ (ในการติดตามเรื่องต่าง ๆ)
แต่…พี่นำบุญในวัย 50 เศษ ไม่อยากปล่อยผ่านเรื่องนี้ให้เป็นภาระรุงรังกับครอบครัว พี่นำบุญอยากรักษานิทานนำบุญเอาไว้ที่นี่ ให้เด็ก ๆ และคุณผู้อ่านได้เข้ามาอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และไม่อยากให้ใครไม่รู้ “ขโมยนิทานไปใช้ตามอำเภอใจ”
พี่นำบุญจึงตัดสินใจ จ้างทีมทนาย เพื่อปกป้องผลงานนิทานนำบุญ โดยเตรียมเงินเก็บส่วนตัวรวมแล้วประมาณ 6 หลัก ในการฟ้องดำเนินคดีกับผู้ละเมิดให้ถึงที่สุด

พี่นำบุญเชื่อว่า คงมีนักเขียนไม่มากนัก ที่พร้อมจะใช้เงินหลักแสน ในการต่อสู้กับคดีละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะค่าตอบแทนในการเขียนหนังสือมีราคาเพียงหลักพัน และการต้องพัวพันกับการดำเนินคดีน่าจะทำให้นักเขียนหมดแรงในการสร้างผลงานชิ้นใหม่ ๆ เพื่อยังชีพ
แต่พี่นำบุญเป็นคนที่ไม่เคยยอมกับเรื่องเหล่านี้ ยิ่งยากก็จะยิ่งสู้ ถ้าเราไม่ผิด เราก็ต้องยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
พี่นำบุญทำงานเด็กมาราว 30 ปี ทำงานแต่งนิทานมาราว 20 ปี การทำงานเพื่อเด็กเป็นสิ่งที่พี่นำบุญตั้งใจทำและภูมิใจที่ได้ทำ ถ้ายอมแพ้ต่อความยากลำบาก พี่นำบุญก็คงหยุดทำงานเด็กไปนานแล้ว พี่นำบุญดีใจที่ตัวเองไม่ยอมแพ้ ทำจนผลงานได้รางวัลรับรองว่านิทานนำบุญเป็น “สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน” ทำจนเด็กบางคนโตเป็นคุณแม่แล้วย้อนมาอ่านนิทานนำบุญให้ลูกฟัง ทั้งหมดนี้ คือ ผลจากความตั้งใจในชีวิตนี้ ที่ผลิดอกออกผล ซึ่งทำให้พี่นำบุญอยากดูแลปกป้องผลงานนิทานที่ทำไว้ให้ดีที่สุด โดยสร้างภาระให้ครอบครัวน้อยที่สุด แม้ในวันที่พี่นำบุญจะไม่อยู่แล้ว
ปัจจุบัน พี่นำบุญจึงเริ่มให้ทีมทนายช่วยดูแลคดีแรกที่ค้างคามานาน ซึ่งหลังจากคดีนี้ผ่านไป พี่นำบุญตั้งใจจะขอให้ทีมทนายช่วยดูแลเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญทั้งหมด เพื่อให้พี่นำบุญไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้อีก (และไม่ต้องคอยห่วงคนละเมิด ว่าจะต้องโดนปรับหรือโดนโทษหนักขนาดไหน คือปล่อยวางไปเลย) พี่นำบุญจะได้กลับมาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ อย่างจริงจัง และใช้เวลาในช่วงบั้นปลายทำสิ่งที่ควรทำเสียที (เช่น การกินขนม)
……
ในวัยใกล้ 54 เป็นวัยที่ยังพอมีเรี่ยวแรงปกป้องผลงานนิทานของตัวเองด้วยกำลังของตัวเอง (คือเดินทางไปขึ้นศาลไหว) พี่นำบุญหวังว่า การตัดสินใจพึ่งทีมทนาย จะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่จะช่วยทำให้ “นิทานนำบุญ” ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม และทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์หมดไปเสียที
ท้ายสุด พี่นำบุญต้องขอขอบคุณ ผู้อ่านทุกท่าน (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ที่ส่งกำลังใจเป็นข้อความในกล่องข้อความ รวมทั้งทุกคนที่สนับสนุน “โครงการนิทานเรื่องละบาท” ที่พี่นำบุญเริ่มต้นในปีนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้พี่นำบุญรู้สึกจริง ๆ ว่า “มีคนรู้และรักในสิ่งที่ตัวเราตั้งใจทำอยู่”
เมื่อต้นปี พี่นำบุญได้ทำเว็บนิทานนำบุญสาขา 2 โดยลงนิทานใหม่มากถึง 40 เรื่อง พร้อมภาพประกอบที่ตรงใจมาก ๆ (แต่ก็เหนื่อยมาก ๆ) พี่นำบุญจึงบอกกับตัวเองว่า ถ้าพี่นำบุญจัดการกับคดีเรียบร้อยและส่งมอบการดูแลนิทานให้ทีมทนายจัดการต่อได้จริง ๆ พี่นำบุญก็จะกลับมาทำให้เว็บนิทานนำบุญ (สาขา 1) มีความสมบูรณ์ สวยงาม น่าอ่านมากขึ้น ให้สมกับที่คุณผู้อ่านหลาย ๆ คน ให้เกียรติรักและให้การสนับสนุนนักเขียนเล็ก ๆ วัย 54 ขวบ….คนนี้
รักและขอบคุณทุกคนมาก ๆ นะครับ
นำบุญ นามเป็นบุญ
สรุปปี 2566 : ยิ้มบ้าง-ไม่ยิ้มบ้าง
สวัสดีครับ
ปี 2566 เป็นปีที่มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ผมขอเล่าให้คุณผู้อ่านได้ทราบ ดังนี้
-เว็บไซต์นิทานนำบุญเกิดขึ้นในปีค.ศ. 2017 หรือ พ.ศ.2560 เท่ากับทำมาแล้ว 6 ปีเศษ ยอดการรับชมเป็นไปตามภาพสถิติ ต่อไปนี้

*สังเกตว่า ยอดผู้ชมในปีแรก ๆ มีน้อยมาก ๆ

*วันที่ 20 พฤศจิกา 2566 ยอดผู้ชมพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ คือมียอดผู้ชมมากถึง 4785 คน (ปกติมีราว 3000 คน)

*นิทานที่มีคนอ่านมากที่สุดในปีนี้ คือเรื่อง เมื่อเจ้าหญิงนอนไม่หลับ (น่าทำเป็นหนังสือมาก ๆ)
-ปีนี้ ยอดผู้ชมเพิ่มจากวันละ 2000-3000 คน เป็น 4000 กว่าคน (เกือบ 5000 คนในบางวัน) จำนวนยอดวิวเพิ่มจาก 8000-10000 วิว เป็น 13000+ วิว ผู้ชมเข้าชมเว็บไซต์มากในช่วงวันจันทร์ถึงพฤหัส ส่วนวันศุกร์และวันหยุดพิเศษยอดวิวจะน้อยกว่าทุกวัน (เดาว่าอาจทำกิจกรรมอย่างอื่น ๆ) ยอดผู้ชมรวม 11 ล้าน สามแสนวิว
-ปี 2566 พี่นำบุญได้กลับมาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ อีกครั้ง ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี (ยอดผู้ชมเพิ่มแบบก้าวกระโดดหลังจากลงนิทานเรื่องใหม่ ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า มีฐานผู้อ่านเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาอ่านนิทานเรื่องใหม่)
-นิทานเรื่องใหม่แต่ละเรื่อง ใช้เวลาคิดและเขียนประมาณ 7-14 วัน เป็นการทำงานที่เกือบเท่ากับสมัยที่เขียนนิทานให้ขวัญเรือน ผลงานในปีนี้ มีดังนี้








-หลังจากโพสต์นิทานเหล่านี้ได้ไม่นาน นิทานบางเรื่องก็ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทันที โดยมีการนำไปทำคลิปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์! (เป็นเรื่องที่ทำให้พี่นำบุญท้อ และไม่อยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ อีก)
-ปี 2566 พี่นำบุญได้ติดตามเอาผิดผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รวม 4 เคส :
เคสที่ 1 ละเมิดนิทานมากถึง 30 เรื่อง (สรุปที่ยอมชดใช้ค่าเสียหาย แต่เหนื่อยในการเจรจามาก)
เคสที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ราว 10 เรื่อง (สรุปที่ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง จึงจบลงด้วยดี)
เคสที่ 3 ละเมิดนิทาน 4 เรื่อง (สรุป ต้องแจ้งความ เพราะโยกโย้ ไม่ตรงไปตรงมา)
เคสที่ 4 ละเมิดนิทาน 1 เรื่อง (สรุป ต้องแจ้งความ เพราะแจ้งให้ติดต่อกลับ แต่เพิกเฉย)
-การจับคดีลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่เสียเวลามาก ๆ เพราะเมื่อพบการละเมิดลิขสิทธิ์ พี่นำบุญต้องเก็บหลักฐานโดยการแคปหน้าจอทั้งหมด แล้วสืบหาเจ้าของช่องที่ละเมิดให้ได้ (ใช้เวลาหลายวัน) จากนั้น ทำการแจ้งให้ผู้ละเมิดติดต่อกลับ เจรจากับผู้ละเมิด โดยเสนอทางเลือกที่เบาที่สุด (เพราะสงสาร) แต่หากจบไม่ได้ ก็จะต้องเสียเวลารวบรวมหลักฐานเป็นไฟล์ แล้วร่างเอกสารทำไทม์ไลน์เพื่อนำเรื่องไปแจ้งความ (ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลามาก และเสียความรู้สึกมาก)
-ที่แย่กว่านั้นคือ การแจ้งความคดีละเมิดลิขสิทธิ์คดีแรกเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันเรื่องยังไม่คืบหน้า ปี 2567 พี่นำบุญจึงตั้งใจจะแต่งตั้งทีมทนายเพื่อให้ดูแลเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด (ทั้งการติดตามคดีและการร้องเรียนตำรวจที่ทำงานล่าช้า)
-การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจที่ดี จึงกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นในวัยที่ควรจะได้พัก ทำให้ต้องเสียอารมณ์ เสียเวลา และเสียเงินหลักแสน ในการติดตามคดีต่าง ๆ (เงินที่เตรียมไว้จ่ายค่าทนาย เป็นเงินเก็บส่วนตัวที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในยามชรา)
-ปลายปี 2566 มีผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อออนไลน์ (มืออาชีพ) ติดต่อพี่นำบุญเพื่อขอนำนิทานไปพัฒนาเป็นสื่อสำหรับเด็กในรูปแบบต่าง ๆ (แบบหารายได้) ท้ั้งยังจะช่วยดูแลเว็บนิทานนำบุญให้มีรายได้จากโฆษณาเข้ามา ซึ่งในตอนแรก พี่นำบุญปฏิเสธ (เหมือนที่เคยปฏิเสธบริษัทจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์) แต่ครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่ติดต่อมาเป็นอาจารย์ที่สอนพี่นำบุญตอนป.โท สุดท้าย พี่นำบุญจึงตกลงในเบื้องต้น (แต่ยังไม่ตกลงเรื่องมีโฆษณาในเว็บไซต์)
……………………………..
-ปี 2566 พี่นำบุญได้ทำประกาศขอรับการสนับสนุนจากผู้อ่าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านตลอดทั้งปี ประมาณ 140 ท่าน (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)
-แม้ยอดจำนวนผู้สนับสนุนและรายได้จะไม่มาก (เมื่อเทียบกับการเปิดให้มีโฆษณาอัตโนมัติ) แต่สิ่งที่พี่นำบุญรับรู้ได้คือ ความรักจากผู้อ่านที่มีต่อผลงานนิทานในเว็บไซต์นี้ (นอกจากนี้ ปีนี้ยังมีผู้อ่านส่งข้อความเข้ามาให้กำลังใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอบคุณมาก ๆ นะครับ
-ปี 2566 พี่นำบุญเคยคิดจะแต่งนิทานโดยนำ “มงคลชีวิต38ประการ” มาใช้เป็นแก่นเรื่อง แต่หลังจากพบการละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง พบการทำงานของตำรวจที่ล่าช้ามาก พบปัญหาเรื่องการเงินที่ตัวเองต้องเตรียมไว้ต่อสู้ในคดีต่าง ๆ พี่นำบุญจึงตัดสินใจ “หยุด” การคิดนิทานเอาไว้ก่อน เพราะหากแต่งนิทานออกมา ก็คงโดนละเมิดอีก และกฎหมายก็ไม่ได้ดูแลอะไรนักเขียนที่ถูกละเมิดเลย

สรุป : ปี 2566 เป็นปีที่มีเรื่องเหนื่อยใจหลายอย่าง และเริ่มเห็นความจริงว่า การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญที่ตั้งใจให้เป็นเว็บที่ดีสำหรับเด็กและครอบครัว (รวมทั้งวัยอื่น ๆ) บางที…อาจทำให้พี่นำบุญเหนื่อยกายเหนื่อยใจโดยใช่เหตุ ดังนั้น ในปี 2567 เว็บไซต์นิทานนำบุญจึงอาจมีอะไร ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป พี่นำบุญหวังว่า ทุก ๆ ท่านจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ นะครับ
ขอบคุณครับ
#นิทานนำบุญ
นิทานเรื่อง ทำไม คุณพ่อคุณแม่ถึงทน…
นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งมาก ๆ เพื่อมอบให้คุณพ่อ คุณแม่ และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านที่ชอบอ่านนิทานนำบุญให้คนที่รักฟัง) ผมเขียนสิ่งที่อยากมอบให้ไว้ในนิทานเรื่องนี้หมดแล้ว หวังว่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ
เรามาอ่านนิทานเรื่อง “ทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงทนอ่านนิทานให้พวกเราฟัง ได้ทุกคืนนะ” ด้วยกันนะครับ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวกระต่ายครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกประกอบไปด้วย คุณพ่อกระต่าย คุณแม่กระต่าย และลูกกระต่ายอีก 4 ตัว ลูกกระต่ายตัวพี่มีชื่อว่า “ข้าวปั้น” ลูกกระต่ายตัวที่สองมีชื่อว่า “ ข้าวปุ้น” ลูกกระต่ายตัวที่สามมีชื่อว่า “ข้าวเปียก” และลูกกระต่ายตัวสุดท้องน้องสุดท้ายมีชื่อว่า “ข้าวแฉะ”
ทุก ๆ คืน คุณพ่อกระต่ายและคุณแม่กระต่ายจะผลัดกันอ่านนิทานให้ลูก ๆ ฟังคืนละ 3 – 4 เรื่อง แล้วจึงค่อยบอกให้ลูก ๆ เข้านอนอย่างมีความสุข
อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อกระต่ายกับคุณแม่กระต่ายติดธุระสำคัญพร้อม ๆ กัน คุณพ่อกระต่ายกับคุณแม่กระต่ายจึงขอให้ข้าวปั้นซึ่งเป็นลูกคนโตช่วยอ่านนิทานให้น้อง ๆ ฟัง และส่งน้อง ๆ เข้านอนแทนคุณพ่อกับคุณแม่
ข้าวปั้นรู้สึกว่าการอ่านนิทานไม่ใช่เรื่องยาก มันจึงรับปากทำตามที่คุณพ่อคุณแม่มอบหมาย
เมื่อถึงเวลาก่อนนอน ข้าวปั้นชวนน้อง ๆ ให้มารวมกันที่ห้องนอนเหมือนทุกวัน จากนั้น มันก็ทำท่าเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ แล้วเริ่มอ่านนิทานให้น้อง ๆ ฟัง
ในการอ่านนิทานเรื่องแรก ข้าวปั้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ คันคอยิบยิบ ข้าวปั้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด เมื่อข้าวปั้นอ่านนิทานเรื่องแรกจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าวปุ้นมาอ่านนิทานแทนพี่ได้ไหม”
เมื่อข้าวปุ้นได้ฟังคำของพี่ ข้าวปุ้นจึงรับช่วงอ่านนิทานเรื่องที่สองอย่างไม่อิดออด
ในการอ่านนิทานเรื่องที่สอง ข้าวปุ้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ คันคอยิบยิบ ข้าวปุ้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด เมื่อข้าวปุ้นอ่านนิทานจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าวเปียกมาอ่านนิทานแทนพี่จะได้ไหม”
เมื่อข้าวเปียกได้ฟังคำของพี่ ข้าวเปียกจึงรับช่วงอ่านนิทานเรื่องที่สามอย่างไม่อิดออด ในการอ่านนิทานเรื่องที่สาม ข้าวเปียกเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ คันคอยิบยิบ ข้าวเปียกเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด เมื่อข้าวเปียกอ่านนิทานจบ มันจึงบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าวแฉะมาอ่านนิทานแทนพี่จะได้ไหม”
แทนที่ข้าวแฉะจะรับช่วงอ่านนิทานต่อจากพี่ ข้าวแฉะกลับทำหน้าสงสัย แล้วพูดกับพี่ ๆ ว่า “หนูแปลกใจจัง ทำไมพี่ ๆ อ่านนิทานกันแค่คนละเรื่อง แล้วกลับบอกว่าอ่านนิทานต่อไปไม่ไหว หนูเห็นคุณพ่อกับคุณแม่อ่านนิทานคืนนึงตั้ง 3-4 เรื่อง ทำไมท่านถึงไม่หยุดอ่านเลยล่ะ”
ข้อสงสัยของข้าวเปียกทำให้ลูกกระต่ายทุกตัวพากันครุ่นคิด
ข้าวปั้นบอกว่า “คงเป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ชอบฟังนิทานเหมือนเด็ก ๆ แต่เพราะท่านโตแล้ว (ดูริ้วรอยที่หางตาคุณแม่สิ) พอไม่มีใครอ่านนิทานให้ฟัง ก็เลยต้องอ่านเองยังไงล่ะ แต่ทำเป็นมาอ่านให้พวกเราฟัง จะได้ไม่เขิน”
ข้าวปุ้นบอกว่า “ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ฉันว่าคุณพ่อกับคุณแม่คงอยากโชว์ให้พวกเราเห็นว่าท่านอ่านหนังสือเก่ง ท่านเลยอ่านโชว์คืนละหลาย ๆ เรื่อง เหมือนที่คุณแม่ชอบเอฟของแบรนด์เนมในเน็ต แล้วโชว์ให้เพื่อน ๆ เห็นว่าตัวเองมีของเด็ด ๆ ยังไงล่ะ”
ข้าวเปียกบอกว่า “ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ฉันว่าคุณพ่อกับคุณแม่คงขี้เกียจอาบน้ำ แต่ถ้าจะพูดว่าเดี๋ยวก่อน ๆ พวกเราก็จะทำตาม คุณพ่อกับคุณแม่เลยชวนพวกเรามาฟังนิทาน ท่านจะได้อาบน้ำช้าอีกหน่อยยังไงล่ะ”
ข้าวแฉะฟังคำตอบของพี่ ๆ ด้วยสีหน้าระอาใจ แม้ข้าวแฉะจะเป็นกระต่ายตัวสุดท้องน้องสุดท้าย แต่มันเป็นกระต่ายน้อยช่างคิดที่มีหัวใจละเอียดอ่อนมาก ๆ เมื่อข้าวแฉะเห็นว่าพี่ ๆ คิดอะไรไม่เข้าท่า มันจึงพูดกับพี่ ๆ ว่า “การที่ใครสักคนจะยอมทำอะไรเพื่อคนอื่นได้ แม้มันจะเหนื่อยหรือลำบากสักเพียงไร เหตุผลเดียวที่หนูคิดได้ ก็คงเป็นเพราะความรักที่มีให้แบบมากมายมหาศาล”
ข้าวแฉะนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า “คุณพ่อคุณแม่ต้องรักพวกเรามาก ๆ ท่านจึงยอมเหนื่อยทำงาน ยอมเหนื่อยดูแลบ้าน ยอมเหนื่อยหาอาหารให้พวกเรา แถมยังยอมเหนื่อยเล่านิทานให้พวกเราฟัง พวกเราเองต่างหาก ที่ปากบอกว่ารักคุณพ่อคุณแม่ แต่พวกเราเคยยอมเหนื่อยทำอะไรเพื่อท่านบ้างไหมนะ”
คำพูดของข้าวแฉะ ทำให้ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ข้าวเปียก ถึงกับสลด “คำว่ารัก….พูดกันง่าย แต่ความรักจริง ๆ ทำได้ไม่ง่ายหรอก” ลูกกระต่ายทุกตัวคิด
……..
………….
………………..
เช้าวันต่อมา คุณพ่อกับคุณแม่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ คุณพ่อกระต่ายกับคุณแม่กระต่ายต่างประหลาดใจมาก ๆ เพราะลูกกระต่ายทั้งสี่ตัวตื่นขึ้นมาก่อนคุณพ่อคุณแม่
ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ข้าวเปียกและข้าวแฉะ ช่วยกันทำความสะอาดบ้านจนบ้านดูเรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัด มิหนำซ้ำ ลูกกระต่ายทั้งสี่ตัวยังผลัดกันอาบน้ำแต่งตัวจนพวกมันพร้อมไปโรงเรียนโดยที่ไม่ต้องให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อย
ลูกกระต่ายทั้งสี่ตั้งใจจะทำหน้าที่ของลูกที่ดี และช่วยทำงานบ้านต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ที่พวกมันรัก เหนื่อยน้อยลงอีกนิด เพราะพวกมันรู้ว่า “แม้ความรักจริง ๆ จะทำได้ไม่ง่าย แต่มันเป็นเรื่องที่ทำได้ ถ้าเรารักใครสักคนมากพอ”
พ่อกระต่ายกับแม่กระต่ายสัมผัสได้ถึงความพยายามและความรักที่ลูก ๆ มีให้ คุณพ่อกับคุณแม่จึงเรียกลูก ๆ มาใกล้ ๆ จากนั้น คุณพ่อกับคุณแม่ก็ “กอดและจุ๊บเหม่ง” ลูก ๆ ทั้งสี่ด้วยความรัก
ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ข้าวเปียก ข้าวแฉะ มีความสุขมากที่พวกมันทำให้คุณพ่อกับคุณแม่มีความสุข พวกมันพากันกอดและหอมแก้มคุณพ่อคุณแม่ทั้งแก้มซ้ายและแก้มขวาเพื่อบอกให้ท่านทั้งสองรู้ว่า “รักนะ จุ๊บจ๊บ”
ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็กระซิบถามลูก ๆ ด้วยความรักว่า “วันนี้วันหยุด ลูก ๆ อาบน้ำแล้วแต่งชุดนักเรียนแบบนี้ ลูก ๆ จะไปไหนกันเหรอจ๊ะ ฮิฮิ”
ลูกกระต่ายเพิ่งรู้ตัวว่าพวกมันแต่งตัวผิดวัน พวกมันพากันหัวเราะด้วยอาการขวยเขิน และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- ความรักของพ่อแม่ คือการยอมแลกความสบายของตัวเอง เพื่อความสุขของลูก
- การกระทำที่ดูเล็ก ๆ เช่น อ่านนิทานก่อนนอน คือสิ่งที่สะท้อนความรักยิ่งใหญ่ในใจพ่อแม่
- แม้ไม่มีใครขอ พ่อแม่ก็เลือกทำ…เพราะความรักไม่ต้องมีเงื่อนไข
#นิทานนำบุ

………………………………………………………………………………………………………….
บันทึกท้ายนิทาน :
ขอเขียนบันทึกเกี่ยวกับนิทานเรื่องนี้ไว้สักนิดนะครับ ตอนที่ผมคิดนิทานเรื่องนี้ได้ เป็นตอนที่ผมกำลังล้างและเช็ดรถอยู่ที่บ้าน คือจู่ ๆ นิทานก็แว่บเข้ามาในหัว ตอนนั้นรู้สึกว่าเนื้อเรื่องน่ารักดี และคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงคนที่ชอบอ่านนิทานให้คนที่รักฟังตอนก่อนนอน น่าจะมีนิทานสักเรื่องที่บอกให้คนฟังได้รู้ว่า “คนเล่าเหนื่อยนะ แต่ก็ยินดีอ่านนิทานให้ฟัง เพราะรักคนฟังมาก ๆ”
ในตอนที่ผมพิมพ์นิทานเรื่องนี้เพื่อนำมาโพสต์ในเว็บนิทานนำบุญ ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็ก ตอนนั้น…ผมรู้ว่าผมรักพ่อ รักแม่ รักอาม่า ผมรู้ว่าแม่กับอาม่าทำอะไรต่อมิอะไรให้ผมสารพัด เวลามีของกินอร่อย ๆ ก็ให้ผมกินหมด (ตัวเองไม่ยอมกิน) ยอมเหนื่อยทำนู่นทำนี่ให้ผมตลอด ผมซึ่งไม่รู้จักคิด ก็เห็นการกระทำเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ! ไม่เคยรู้สึกว่า “คนทำเขาก็เหนื่อยนะ และที่เขาเหนื่อยก็เพราะรักเรานะ”
แน่นอนว่า ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมไม่เคยคิดช่วยแบ่งเบาภาระอะไรของแม่หรืออาม่าเลย ถ้าไม่ถูกเรียกให้ทำ ก็ไม่เคยคิดจะทำ
“แปลกจัง แม้ใจของเราจะรู้ว่ารัก ปากเราที่กล้าพูดว่ารัก แต่ทำไมการกระทำของเรา ไม่ได้แสดงถึงความรักที่มีต่อคนที่เรารักเลยนะ”
ความไร้เดียงสาที่ยาวนานของผม ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมควรนำประเด็นนี้มาใส่ในนิทานเรื่องนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจสอนให้เด็ก ๆ ทำงานบ้านหรือแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ แต่ผมอยากให้เด็ก ๆ ได้รู้สึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือ “เมื่อเรารู้สึกว่าเรารักใคร อย่าลืมดูแลคนที่เรารักให้ดี อย่าปล่อยให้เขาเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว”
ทีนี้ หากคุณผู้อ่านสังเกตเนื้อเรื่องของนิทาน ที่จะพบการสอดแทรกฉากตลก ๆ เอาไว้ (ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะรู้สึกไหม) เช่น ตอนที่กระต่ายบอกว่าคุณพ่อคุณแม่อ่านนิทานเพราะตัวเองชอบฟังนิทานแต่โตแล้ว หรือ อ่านเพราะขี้อวด หรือ อ่านเพราะอยากประวิงเวลาในการอาบน้ำ รวมถึงการหักมุมในตอนท้ายเรื่องที่ลูกกระต่ายแต่งชุดนักเรียนผิดวัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความพยายามของผมในการตกแต่งนิทานให้เหมาะกับเด็กมากขึ้น เหมือนการห่อของขวัญที่มีคุณค่า (แก่นเรื่อง) ด้วยกระดาษห่อของขวัญที่สวยงาม (มุกที่แทรกในเรื่อง) ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของผมที่อยากเขียนนิทานเรื่องนี้ให้ดีที่สุด (แม้จะไม่ใช่งานที่ส่งตีพิมพ์ในนิตยสารก็ตาม)
ผมหวังว่า นิทานเรื่องนี้จะให้แง่มุมที่เป็นประโยชน์และสร้างความสุขให้คุณผู้อ่านได้บ้างนะครับ แต่สำหรับผมเอง ผมตั้งใจและดีใจที่ได้แต่งนิทานเรื่องนี้ออกมา 🙂
เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม – นิทานความรักที่จบไม่เหมือนใคร
นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ชุดใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนนิทานอาชีพ ชื่อ นำบุญ นามเป็นบุญ ผู้เคยมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนหลายเรื่อง นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาอบอุ่น สะท้อนแง่มุมของความรัก ความอิสระ และมิตรภาพ ที่ไม่ได้จบตามสูตรสำเร็จอย่างที่นิทานเจ้าหญิงทั่วไปมักเป็น ด้วยจุดเด่นของเนื้อเรื่องที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ผู้อ่านจะได้เห็นการเติบโตทางความคิดของตัวละคร พร้อมกับการเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของความรักผ่านมุมมองใหม่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหา “นิทานก่อนนอนสั้น ๆ” ที่มีสาระให้เด็กคิดตามและหลับสบายไปพร้อมกัน
มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” ด้วยกันนะครับ
กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “เจ้าหญิงสายลม”
เจ้าหญิงสายลมเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ที่มีนิสัยน่ารัก ทั้งยังมีจิตใจดีงาม จนทุกคนที่ได้พบมักหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งรวมไปถึง เจ้าชายสามพระองค์ที่หญิงสาวจากทั่วทุกสารทิศต่างหมายปอง
เจ้าชายองค์แรกมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงจันทร์” พระองค์เป็นเจ้าชายรูปงาม ที่มีพลังแสงจันทร์ ซึ่งช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่เอะอะอื้ออึงให้กลายเป็นบรรยากาศที่เงียบสงบได้
เจ้าชายองค์ที่สองมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงอาทิตย์” พระองค์เป็นเจ้าชายรูปหล่อ ที่มีพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งความอบอุ่นและพลังความร้อนเพื่อใช้ทำลายล้าง
เจ้าชายองค์ที่สามมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงดาว” พระองค์เป็นเจ้าชายสายแบ๊ว ที่มีพลังแสงดาว ซึ่งสามารถสร้างแสงแห่งความหวัง ที่ให้สติและปลุกให้คนที่สิ้นหวัง เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
เจ้าชายทั้งสามพระองค์ต่างหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น เจ้าชายทั้งสามจึงรอเวลาที่พระราชาจะจัดงานเลือกคู่แบบที่เคยฟังในนิทานเรื่องต่าง ๆ
แม้เจ้าหญิงจะรู้ว่าเจ้าชายทั้งสามและผู้คนอีกมากมายมาแอบชอบพระองค์อยู่ แต่เจ้าหญิงทรงรู้สึกว่าตนเองยังอายุน้อย จึงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง มากกว่าการรีบมีคู่ครอง
วันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะมีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากได้เจ้าหญิงแสนสวยไปแต่งงานกับพ่อมดซึ่งเป็นลูกชายของตน แม่มดจึงลักพาตัวเจ้าหญิงไปจากพระราชวัง โดยตั้งใจจะบังคับให้เจ้าหญิงมาเป็นลูกสะใภ้ของตนให้จงได้
แต่เมื่อเจ้าหญิงไปถึงหอคอยของแม่มด เจ้าหญิงทรงขัดขืนไม่ยอมแต่งงานกับลูกชายแม่มด แม่มดโมโหมากจึงจับเจ้าหญิงไปขังไว้ที่ยอดหอคอยเพื่อรอเวลาให้เจ้าหญิงเปลี่ยนใจ
เมื่อพระราชาทราบว่าเจ้าหญิงถูกแม่มดลักพาตัวไป พระราชาจึงประกาศขอความช่วยเหลือจากผู้คนทั้งหลายอย่างไม่รอช้า
ครั้นเมื่อเจ้าชายทั้งสามได้ฟังประกาศของพระราชา เจ้าชายทั้งสามจึงพากันเดินทางไปช่วยเจ้าหญิง โดยที่เจ้าชายแต่ละพระองค์ต่างหวังว่า หากพวกเขาช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จ เจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับใครสักคนที่ฝ่าอันตรายเข้าไปช่วยพระองค์ออกมา
เมื่อเจ้าชายทั้งสามไปถึงหอคอยของแม่มด เจ้าชายแสงจันทร์ใช้พลังสร้างความเงียบสงบ ทำให้ทุกคนเข้าไปในหอคอยได้ โดยที่แม่มดและลูกชายไม่ได้ยินเสียงผู้บุกรุกเลยแม้สักนิด
ครั้นเมื่อไปถึงยอดหอคอย เจ้าชายแสงอาทิตย์ใช้พลังแสงอาทิตย์หลอมกุญแจประตูเหล็กที่ขังเจ้าหญิงอยู่ จากนั้น เจ้าชายทั้งหมดก็พาเจ้าหญิงหนีออกมาได้สำเร็จ
เมื่อเจ้าหญิงปลอดภัย เจ้าชายต่างคาดหวังว่าเจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับเจ้าชายสักพระองค์ เพื่อให้เรื่องราวของนิทานจบลงอย่างมีความสุข
แต่ความสุขของเจ้าหญิงไม่ใช่การรีบมีคู่ครองแบบในนิทานเรื่องต่าง ๆ เจ้าหญิงยังคงเป็นเจ้าหญิงที่รักอิสระ และอยากใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เจ้าหญิงจึงบอกกับเจ้าชายทั้งสามพระองค์ตรง ๆ ว่า พระองค์ยังไม่อยากแต่งงานกับใครเลยในตอนนี้ แต่พระองค์ขอบคุณและยินดีจะเป็นเพื่อนกับเจ้าชายทั้งสามที่เสี่ยงอันตรายไปช่วยพระองค์ด้วยใจบริสุทธิ์
เจ้าชายแสงจันทร์ เจ้าชายแสงอาทิตย์ และเจ้าชายแสงดาว ต่างรู้สึกผิดหวัง เพราะเจ้าชายทุกพระองค์คาดหวังว่าตนเองอาจได้แต่งงานกับเจ้าหญิง
แต่เจ้าชายแสงดาวเป็นเจ้าชายผู้มีสติและปัญญาดีกว่าเจ้าชายองค์อื่น ๆ พระองค์จึงตั้งสติแล้วใช้ปัญญาใคร่ครวญ จนเข้าใจความรู้สึกของเจ้าหญิงได้ก่อนใคร เมื่อพระองค์เข้าใจเจ้าหญิงแล้ว เจ้าชายแสงดาวจึงใช้พลังแสงดาวที่มีอยู่ สาดแสงเข้าไปในใจของเจ้าชายทุกพระองค์ (รวมถึงตนเองด้วย) เพื่อสร้างความหวังและกำลังใจให้เกิดขึ้น
เมื่อเจ้าชายทุกพระองค์ได้รับพลังแสงดาว เจ้าชายผู้ผิดหวังก็ตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้ว มิตรภาพระหว่างเพื่อนที่เจ้าหญิงมอบให้ มีคุณค่าไม่แพ้การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่ตนหลงรัก เพราะความเป็นเพื่อน คือการที่บุคคลมีความปรารถนาดีต่อกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกัน การคอยตักเตือนกัน และการให้เพื่อนมีอิสระในการใช้ชีวิต
ความรักที่แท้จริงจึงไม่ใช่การผูกมัดเป็นเจ้าของ แต่ความรักคือการให้อิสระและความปรารถนาดีต่อกัน
แม้ในวันนี้เจ้าหญิงจะยังไม่เลือกแต่งงานกับใคร แต่เมื่อวันหนึ่งที่เจ้าหญิงเติบโตเพียงพอและพร้อมที่จะมีครอบครัว เจ้าหญิงก็อาจเลือกแต่งงานกับใครสักคน เพื่อให้พระองค์มีเพื่อนคู่คิดในวันที่พระองค์มีความพร้อมจริง ๆ มิใช่การรีบมีคู่ครองแบบตอนจบของนิทานเรื่องต่าง ๆ
เมื่อพลังแสงดาวช่วยทำให้เจ้าชายทุกพระองค์ได้สติและเกิดความเข้าใจ เจ้าชายทั้งสามจึงยินดีเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง โดยพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน พัฒนาตนเองไปด้วยกัน และใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากเดือดร้อนไปด้วยกัน
เจ้าหญิงดีใจที่พระองค์ได้เพื่อนที่ดีเพิ่มขึ้นถึงสามคน และแล้ว มิตรภาพที่งดงามก็เริ่มต้น…นับจากนั้น
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- มิตรภาพที่แท้จริงมีคุณค่าไม่แพ้ความรักแบบคู่รัก
- การช่วยเหลือควรเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน
- ความรักที่ดีควรมอบอิสระและความปรารถนาดีให้แก่กัน

#นิทานนำบุญ
ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด
นิทานเรื่อง “ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งค้างเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่เขียนนิทานส่งให้นิตยสารขวัญเรือน แต่นิทานเรื่องนี่้เป็นนิทานที่ผมแต่งแล้วไม่ชอบมากนัก จึงแต่งนิทานเรื่องใหม่ส่งไปตีพิมพ์ ส่วนเรื่องนี่เก็บไว้ในฮาร์ดดีส วันก่อน ผมค้นหาเอกสารในฮาร์ดดีส ทำให้พบนิทานเรื่องนี้ ผมเห็นว่าเนื้อเรื่อง “เบา ๆ” ดี ความยาวราว ๆ 1 หน้า เป็นนิทานขนาดสั้นที่คุณพ่อคุณแม่อ่านให้ลูกฟังได้แบบไม่เหนื่อยมาก ผมจึงนำมาปรับรายละเอียด เพื่อให้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่น่าจะเรียกรอยยิ้มของเด็ก ๆ ได้บ้าง ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้นะครับ
มาอ่านนิทานเรื่อง “ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด” ด้วยกันนะครับ
คุณแม่คนหนึ่ง มีลูกสาวฝาแฝดสี่คน ที่มีหน้าตาและนิสัยไม่เหมือนกันเลย ลูกสาวคนที่หนึ่งมีชื่อว่า “แอบเปิ้ล” ลูกสาวคนที่สองมีชื่อว่า “มะละกอ” ลูกสาวคนที่สามมีชื่อว่า “กล้วย” ลูกสาวคนที่สี่มีชื่อว่า “ส้ม” เวลาคุณแม่เรียกลูก ๆ คุณแม่มักร้องเป็นเพลงว่า
“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ
กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม
แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”
แม้ลูกสาวทั้งสี่คนของคุณแม่จะมีหน้าตาและนิสัยไม่เหมือนกันเลย แต่ลูกสาวทุกคนของคุณแม่เป็นเด็กที่น่ารักมาก ๆ
แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน
ส่วนมะละกอเป็นเด็กที่มีนิสัยอ่อนหวาน ถ้าได้นั่งเย็บปักถักร้อย จัดดอกไม้ตกแต่งบ้าน มะละกอจะมีความสุขที่สุด
กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง
ส่วนส้มเป็นเด็กที่พูดน้อย หน้านิ่ง ๆ ชอบคิด ชอบทำ ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ถ้าส้มเห็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่บ้าน ส้มจะรู้สึกเหมือนได้เห็นของเล่นอันมีค่าที่เธอจะสร้างให้มันเป็นอะไรก็ได้ที่ทุกคนคาดไม่ถึง
เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว
แอปเปิ้ลได้ตุ๊กตาหมีแต่งชุดเป็นคนสวน ดูเท่น่าดู
มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน
กล้วยได้ตุ๊กตาหมีใส่ชุดสุดเท่ แถมใส่แว่น ท่าทางเหมือนคนที่ชอบอ่านหนังสือหรือเด็กคงแก่เรียน
ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน
ส้มไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเมื่อได้รับตุ๊กตาจากคุณแม่ รวมทั้งไม่ได้รู้สึกอะไรกับเสียงเพลงของพี่ ๆ ส่วนแอปเปิ้ล มะละกอ และกล้วย ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แค่ได้หยอกน้องเล็กนิดหน่อย จากนั้น ทุกคนก็แยกย้ายไปเล่นกับตุ๊กตาของตัวเอง
ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด
ตุ๊กตาหมีของแอปเปิ้ลแอบส่งยิ้มให้แอปเปิ้ล พอแอปเปิ้ลเห็น เธอก็ประหลาดใจ แต่ก็ยิ้มตอบ
ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น
ฝ่ายตุ๊กตาหมีของกล้วยก็แอบส่งยิ้มให้กล้วย พอกล้วยเห็น เธอก็ยิ้มแล้วพาตุ๊กตาหมีมาอ่านหนังสือด้วย
ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!
“เปรี้ยง” เจ้าตุ๊กตาหัวจุกรู้สึกเหมือนมีเสียงฟ้าผ่าดังอยู่ในใจ มันคิดว่าส้มคงไม่ชอบมันแน่ ๆ มันกังวลและอึดอัดมากจนหน้าบูดเบี้ยวเหมือนเด็กที่กำลังจะร้องไห้
ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”
ตุ๊กตาหัวจุกทั้งแปลกใจและดีใจที่ส้มพูดกับมัน มันจึงบอกกับส้มว่า “ฉันไม่ได้ปวดห้องน้ำหรอก ที่ฉันมีสีหน้าแบบที่เห็น เป็นเพราะฉันคิดว่าเธอไม่ชอบตุ๊กตาที่ไม่น่ารักอย่างฉัน จริง ๆ แล้ว ฉันก็อยากน่ารักตะมุตะมิ ครุครุคริคริ เหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ เหมือนกันนะ ”
ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า
“ขอโทษนะที่ฉันอาจจะหน้านิ่ง ๆ เพราะฉันมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ จริง ๆ แล้ว เธอน่ารักในแบบของเธอนะ และฉันก็ชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด การที่เธอไม่มีเสื้อ ทำให้ฉันมีโอกาสหาเศษวัสดุมาทำเสื้อให้เธอ การที่เธอมีผมแบบนี้ ทำให้ฉันมีโอกาสคิดทำหมวกหรือหาอะไรมาทำผมเท่ ๆ ให้เธอ การที่เธอเป็นแบบที่เธอเป็น ทำให้ฉันมีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนของเธอยังไงล่ะ”
เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน
ส้มส่งยิ้มให้ตุ๊กตาหัวจุกนิดนึง จากนั้น เธอก็นำตุ๊กตามากอดไว้ด้วยความรัก
ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง
ในที่สุด นิทานเรื่องนี้ก็จบลง แต่เดี๋ยวก่อน ในขณะที่ลูก ๆ ทั้งสี่ในนิทานเรื่องนี้ ผลัดกันหอมแก้มคุณแม่จนคุณแม่แก้มเปียกไปหมด เด็ก ๆ ที่ฟังคุณพ่อคุณแม่เล่านิทานเรื่องนี้อยู่ มีใครคิดจะจัดการหอมแก้มคนเล่านิทานบ้างไหม?
ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
- การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
- ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ
#นิทานนำบุญ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ
นิทานแฟนตาซีเป็นหนึ่งในแนวเรื่องที่ครองใจเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ทั่วโลก ด้วยการเปิดประตูสู่โลกมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ สัตว์วิเศษ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานแนวนี้มักพาผู้อ่านหลีกหนีจากความจริงชั่วคราว เพื่อสัมผัสกับความหวัง ความกล้าหาญ และมิตรภาพในรูปแบบที่งดงามและเหนือธรรมชาติ
แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป
นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ
มาอ่านนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นะครับ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าที่ห่างไกล มีสัตว์ตัวหนึ่ง มีร่างกายเหมือนม้า แต่มีปีกคล้ายนก และมีเขาอยู่ที่หน้าผาก มันเป็นสัตว์ที่ผู้พบเห็นในสมัยนั้นเรียกว่า “กูรูบูจู้” แต่ในยุคปัจจุบัน คนคุ้นชินชื่อของมันในชื่ออื่น
กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”
แอนโทเนียเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถในการใช้เวทย์มนต์ และเธอก็ชอบสัตว์ต่าง ๆ มาก ดังนั้น เธอจึงมักใช้เวทย์มนต์สร้างสัตว์ชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีในโลกมาก่อน ซึ่งกูรูบูจู้เป็นหนึ่งในผลงานของเธอ
แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก
แอนโทเนีย เป็นนักเวทย์ที่มีจิตใจดี เธอจึงไม่ได้เนรมิตสัตว์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำเรื่องร้าย ๆ เธอหวังว่าสัตว์เนรมิตของเธอจะช่วยทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น
กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย
เมื่อนักเวทย์คนอื่น ๆ เห็นว่า กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่มีความพิเศษมากกว่าสัตว์เนรมิตตัวอื่น ๆ พวกเขาจึงต้องการจับมัน เพื่อนำมาศึกษา
แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่
แต่แล้ววันหนึ่ง แอนโทเนียบังเอิญล้มป่วยลงจนแทบจะลุกยืนไม่ไหว เมื่อเหล่านักเวทย์ทราบข่าว พวกเขาจึงเห็นโอกาสที่จะลักพาตัวกูรูบูจู้ไปจากแอนโทเนีย
วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา
กูรูบูจู้เชื่อในคำพูดของนักเวทย์ที่แกล้งปลอมตัวมา มันรีบบินเข้าไปในป่าเวทมนตร์โดยหวังว่าจะหาสมุนไพรที่จะช่วยแอนโทเนียให้หายป่วยได้
แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ
นักเวทย์ทั้งหลายคิดว่า พวกเขายอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร และชาญฉลาด แต่ในความเป็นจริงนักเวทย์ไม่รู้เลยว่า อาวุธสำคัญที่กูรูบูจู้มีอยู่ และมันมีอานุภาพมากการมีปีกหรือเขา คือสิ่งที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง
อาวุธสำคัญที่กูรูบูจู้ได้รับจากแอนโทเนียตั้งแต่แรกเกิด คือ การเป็นสัตว์เนรมิตที่มีหัวใจ
เมื่อเหล่านักเวทย์จับกูรูบูจู้ เข้าไปกักขังไว้ในห้องเวทมนตร์ลึกลับ กูรูบูจู้จึงรอเวลาที่นักเวทย์เผลอ แล้วค่อย ๆ ใช้หัวใจอันเป็นมิตร พูดคุยและส่งมอบความรักให้แก่สัตว์ต่าง ๆ ที่นักเวทย์ทั้งหลายเนรมิตขึ้นมา
ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น
เมื่อเริ่มรู้สึกถึงการมีชีวิต และมีหัวใจ สัตว์ต่าง ๆ ที่ได้รับความรักจากกูรูบูจู้ จึงตัดสินใจที่จะช่วยกูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับ เพื่อกลับไปหาแอนโทเนีย
พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ
หลังจากที่กูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับได้ไม่นาน เหล่านักเวทย์ก็เริ่มรู้ตัวว่ากูรูบูจู้หนีออกจากที่กักขังไปแล้ว เหล่านักเวทย์โกรธมาก พวกเขาจึงรีบติดตามกูรูบูจู้ไปทันที ส่วนสัตว์เนรมิตทั้งหลาย ก็รีบพากูรูบูจู้หนีการติดตามอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง
เมื่อแอนโทเนียเห็นกูรูบูจู้และเหล่าสัตว์เนรมิตมุ่งตรงมายังบ้านของเธอ เธอก็รีบออกไปหา แล้วกางอ้อมแขนรอรับกูรูบูจู้ที่หายไปตลอดทั้งคืน
เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก
ในขณะที่แอนโทเนียกอดกูรูบูจู้ โดยมีสัตว์เนรมิตตัวอื่น ๆ เฝ้ามองความรักความผูกพันของทั้งคู่อยู่ด้วยความซาบซึ้งใจ จู่ ๆ เหล่านักเวทย์ก็ปรากฏตัวขึ้น ซึ่งทุกคนตั้งใจที่จะแย่งชิงกูรูบูจู้กลับไป
แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน
พวกสัตว์เนรมิตต่างกอดและส่งความรักให้เหล่านักเวทย์ โดยหวังว่าเหล่านักเวทย์จะเข้าใจ และหยุดการพรากกูรูบูจู้ออกจากอ้อมอกของแอนโทเนีย
ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น
นานมากแล้ว ที่เหล่านักเวทย์ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักความอบอุ่นแบบนี้ พวกเขาจึงมักใช้เวทมนตร์ทำแต่สิ่งที่ไร้หัวใจ ซึ่งมักตามมาด้วยการทำให้ผู้คนเดือดร้อน แต่การที่เหล่านักเวทย์ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นจากการได้รับการส่งมอบความรัก พวกเขาจึงคิดได้ว่า “การส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น เป็นสิ่งที่มีค่ามากเหลือเกิน” ด้วยเหตุนี้เอง เหล่านักเวทย์จึงกอดสัตว์เนรมิตของตนและส่งมอบความรักกลับไปให้พวกมันอย่างเต็มที่ หลังจากนั้น เหล่านักเวทย์ก็รวมพลังกันเพื่อเนรมิตให้แอนโทเนียหายป่วย
ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข
#นิทานนำบุญ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์
นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ
นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์
นูอินเป็นเด็กยุคหิน พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน
อยู่มาวันหนึ่ง นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้ เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา
นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่ ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา
ทุก ๆ วัน นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ
เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่ นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก
นับจากวันนั้น เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน
ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ ไม่ช้าไม่นานนัก เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้
เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป
นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน
คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง
แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้ นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน
เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้
นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี
#นิทานนำบุญ
คำถามท้ายเรื่อง : เด็ก ๆ คิดว่า เจ้าลูกนกจะบินจากนูอินไปตลอดกาล หรือ คิดว่ามันจะบินกลับมาหานูอินในวันที่มันคิดถึง ฝากเด็ก ๆ คิดกันเล่น ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง
นิทานก่อนนอนเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง เป็นนิทานเรื่องที่ 5 ในชุด หมู่บ้านย้อนเวลา การอ่านให้สนุก คือต้องอ่านนิทานเรื่องอื่น ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยมาอ่านนิทานเรื่อง “วงดอกไม้ประดับเมือง” ซึ่งนิทานเหล่านั้น อยู่ในหมวด “นิทานชุดพิเศษ” ตามลิงค์ด้านล่างนี้

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง
ลิโลกับลุลาเป็นเด็กน้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ พวกเขามักเล่นสนุกอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อ แม้ต้นไม้และดอกไม้ในเมืองของลิโลกับลุลาจะเป็นต้นไม้และดอกไม้ธรรมดา ๆ ไม่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ แต่สำหรับเด็ก ๆ อย่างพวกเขา การได้เล่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้เป็นเสมือนกับการได้ผจญภัยอยู่ในดินแดนแสนงามที่มีสิ่งมหัศจรรย์ให้ค้นพบได้ไม่เว้นแต่ละวัน
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชากับพระราชินีผู้ปกครองเมืองของลิโลกับลุลาทรงได้ฟังนิทานเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับเกาะของตนด้วยการปลูกต้นไม้ซึ่งผลัดกันออกดอกต่างสีสันในแต่ละฤดูกาล จนทำให้เกาะของเขาเสมือนเปลี่ยนสีได้ในทุกฤดู และทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชื่นชมความงามของเกาะจนชายคนนั้นมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พระราชากับพระราชินีทรงอยากให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง ทั้งสองพระองค์จึงประกาศให้ชาวเมืองช่วยกันคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมือง
หลังจากที่พระราชากับพระราชินีป่าวประกาศ ชาวเมืองทุกคน รวมทั้งลิโลกับลุลา ก็ครุ่นคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้เมืองกันไปต่าง ๆ นานา จากนั้น พวกเขาก็นำความคิดมาเสนอต่อพระราชากับพระราชินีที่พวกเขาเคารพรัก
ชาวเมืองบางคนเสนอให้พระราชาซื้อต้นไม้หายากมาปลูกให้ทั่วเมือง ชาวเมืองบางคนห่วงว่าการซื้อต้นไม้หายากจะสิ้นเปลือง จึงเสนอให้พระราชาหาต้นอ่อนของต้นไม้หายากที่มีราคาถูกกว่ามาเพาะเลี้ยง ซึ่งเมื่อมันโตก็น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่างกัน ชาวเมืองบางคนคิดว่าการรอให้ต้นอ่อนของต้นไม้หายากเติบโตอาจใช้เวลามากเกินไปจึงเสนอว่า การเลียนแบบนิทานด้วยการปลูกต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่ออกดอกสลับสีกันในแต่ละฤดูอาจเป็นวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่าและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้รวดเร็วกว่า ซึ่งในขณะที่ชาวเมืองผลัดกันเสนอความคิด ลิโลกับลุลาก็แอบปลีกตัวไปช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงอยู่ตามพื้น แล้วนำมาเตรียมทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมืองของพวกเขาได้
เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่ผู้ใหญ่คนสุดท้ายเสนอความคิดเรียบร้อยแล้ว ลิโลกับลุลาก็ลุกขึ้นยืนแล้วลิโลก็เป็นตัวแทนกล่าวว่า “การที่พวกเราได้เล่นและคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ดอกไม้ทุก ๆ วัน ทำให้พวกเราค้นพบว่า ต้นไม้และดอกไม้สามารถนำมาทำสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย ซึ่งสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าจะสร้างให้เมืองของเรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังทำได้ไว ประหยัด สวยงาม และชวนนักท่องเที่ยวมาทำร่วมกันได้ ก็คือ การทำ วงดอกไม้ประดับเมือง แบบนี้ขอรับ”
เมื่อลิโลพูดจบ เด็กทั้งสองก็ลงมือจัดเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงที่พื้น ลิโลทำวงดอกไม้โดยเน้นสีที่ฉูดฉาดมีพลังแบบเด็กผู้ชาย ส่วนลุลาทำวงดอกไม้โดยใช้สีที่อ่อนหวานตามแบบของเด็กผู้หญิง เด็กทั้งสองใช้เวลาเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงอยู่สักพัก ในที่สุด วงดอกไม้ประดับเมืองที่ทำจากใบไม้และดอกไม้ก็ปรากฏต่อหน้าของทุก ๆ คน และทำให้พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนต่างตกตะลึงในความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า เพียงแค่การนำดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเรียงกันเป็นวง จะทำให้เกิดวงดอกไม้ที่สวยงามได้มากถึงเพียงนี้ ซึ่งหากชาวเมืองแต่ละคนลงมือทำบ้าง ก็คงได้วงดอกไม้ที่งดงามแตกต่างกันไปตามฝีมือของแต่ละคน และสามารถใช้ประดับเมืองจนนักท่องเที่ยวอยากแวะเวียนมาดูได้อย่างไม่รู้เบื่อ
ในที่สุด พระราชากับพระราชินีก็ตกลงใจที่จะใช้วงดอกไม้ประดับเมืองเป็นเอกลักษณ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยพระราชาทรงขอร้องให้ชาวเมืองช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเป็นวงดอกไม้ประดับเมืองทุก ๆ วัน ส่วนพระราชินีก็ทรงเสนอแนะให้จัดเทศกาลงานประกวดวงดอกไม้ประจำปี โดยเชิญชวนให้คนต่างถิ่นเข้ามาร่วมสนุกด้วย
หนึ่งปีต่อมา ชื่อเสียงของเมืองเล็ก ๆ ที่มีวงดอกไม้ประดับเมืองตกแต่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ แน่นอนว่า ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลมาเยี่ยมชมและทำให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวตามที่พระราชากับพระราชินีทรงหวังเอาไว้ ส่วนลิโลกับลุลาก็ภูมิใจที่พวกเขามีโอกาสแสดงความมหัศจรรย์ของต้นไม้ดอกไม้ให้ทุกคนได้เห็น และมีส่วนทำให้ทุก ๆ คนในเมืองมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
#นิทานนำบุญ
………………….
