Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคุณธรรม, นิทานสอนใจ

บทเรียนของโมฮา | นิทานก่อนนอนสอนเรื่องความถ่อมตนและมิตรภาพ

นิทานเกี่ยวกับทะเล เรื่อง “บทเรียนของโมฮา” เป็นนิทานสั้น พร้อมข้อคิด ที่ผมเป็นผู้แต่งเอง เนื้อหาของนิทานเรื่องนี้ เหมาะที่จะใช้เป็นนิทานสอนใจเด็กและสอนใจวัยรุ่น โดยเฉพาะการสอนเด็กที่เก่งกว่าเพื่อน ๆ ให้เข้าใจถึงความสำคัญของการให้เกียรติกันและกัน และความสำคัญของการทำงานเป็นกลุ่ม   ผมมองว่านิทานที่ให้ข้อคิดแก่เด็กเก่งมีอยู่น้อย ดังนั้น ผมจึงหวังว่านิทานสั้น พร้อมข้อคิดเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์กับเด็ก ๆ ทุกคน และน่าจะเป็นบทเรียนที่ทำให้เขาเติบโตไปเป็นคนที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขครับ

นิทานก่อนนอนเรื่อง บทเรียนของโมฮา

ณ หมู่บ้านบนเกาะกลางทะเลในอาณาจักรคาราคาซอนที่กว้างใหญ่ ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเป็นคนที่ว่ายน้ำได้คล่องแคล่วเหมือนปลาและดำน้ำได้ทนราวกับเขาสามารถหายใจใต้น้ำได้ ชาวทะเลทั่วทุกสารทิศจึงพากันเรียกเขาอย่างชื่นชมว่า “โมฮา…ราชาแห่งห้วงสมุทร”

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาผู้ปกครองอาณาจักรคาราคาซอนทรงประกาศให้หัวหน้าหมู่บ้านบนเกาะต่าง ๆ คัดเลือกตัวแทนหมู่บ้าน หมู่บ้านละห้าคนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันงมลูกปัดใต้ทะเล ซึ่งหากตัวแทนของหมู่บ้านใดงมลูกปัดรวมกันได้มากที่สุด พระองค์ก็จะมอบรางวัลใหญ่ให้แก่หมู่บ้านนั้น ๆ

ในความเป็นจริง หากพระราชากำหนดกติกาให้แข่งขันกันเป็นรายบุคคล รางวัลชนะเลิศคงต้องตกเป็นของโมฮาเป็นแน่ แต่เมื่อพระราชาจะตัดสินผลแพ้ชนะด้วยจำนวนรวมของลูกปัดที่ตัวแทนหมู่บ้านทั้งห้าคนเก็บมาได้ โอกาสที่โมฮาจะชนะจึงมีน้อยลง ด้วยเหตุนี้ โมฮาจึงอารมณ์เสียแล้วพาลกล่าวหาว่าเพื่อน ๆ เป็นตัวฉุดรั้งชัยชนะของเขา!

เมื่อเพื่อน ๆ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของหมู่บ้านถูกโมฮาดูหมิ่น พวกเขาซึ่งไม่อยากเป็นตัวถ่วงจึงพยายามฝึกซ้อมว่ายน้ำและดำน้ำอย่างสุดกำลัง โมฮามองเพื่อนทั้งหลายด้วยสายตาเหยียดหยาม เพราะแม้ว่าเพื่อนร่วมเกาะจะใช้ความพยายามสักเพียงไร พวกเขาก็ยังคงว่ายน้ำและดำน้ำสู้ราชาแห่งห้วงสมุทรอย่างโมฮาไม่ได้เลยสักนิด

เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันแข่งขัน หัวหน้าหมู่บ้านนำตัวแทนของเกาะทั้งห้าคนพายเรือไปยังชายหาดที่ใช้ในการชิงชัยตั้งแต่เช้าตรู่ ระหว่างที่ทุกคนเฝ้ารอพระราชาเสด็จมาเป็นประธานในการแข่งขัน ตัวแทนหมู่บ้านทุกคนต่างพยายามยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ตนเองมีความพร้อมมากที่สุดในการดำน้ำหาลูกปัด มีแค่โมฮาเพียงคนเดียว…ที่เขาเอาแต่มองเพื่อน ๆ พร้อมกับทำหน้าอิดหนาระอาใจราวกับว่าเพื่อนของเขากำลังทำสิ่งที่ไร้สาระ

ครั้นเมื่อพระราชาเสด็จมาถึง ทหารของพระราชาจึงสั่งให้ตัวแทนของเกาะทุกเกาะไปยืนเรียงแถวกันที่ชายหาด และเมื่อทหารยิงปืนไฟให้สัญญาณ ตัวแทนของทุกหมู่บ้านก็วิ่งแข่งกันลงไปในทะเลแล้วว่ายน้ำออกไปหาลูกปัดอย่างไม่รอช้า

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา โมฮาก็ว่ายน้ำออกไปได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา ซึ่งในขณะที่ตัวแทนหมู่บ้านทั้งหลายงมหาลูกปัดโบราณได้เพียงคนละเล็กละน้อย โมฮากลับเก็บลูกปัดจากใต้ทะเลได้มากถึงเกือบหนึ่งร้อยลูก!

ระหว่างที่โมฮาดำผุดดำว่ายค้นหาลูกปัดอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้น จู่ ๆ โมฮาก็รู้สึกปวดเกร็งที่ขา ชายหนุ่มพยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำอย่างสุดชีวิต แต่ความเจ็บปวดจากการเป็นตะคริวทำให้เขามีทีท่าว่าจะจมน้ำ โชคดีที่เพื่อน ๆ ของโมฮาสังเกตเห็น เพื่อนทั้งสี่จึงรีบว่ายน้ำตรงเข้าหาโมฮา แล้วช่วยกันพาโมฮาขึ้นไปที่ชายหาด

ในขณะที่เพื่อนร่วมเกาะช่วยกันปฐมพยาบาลให้โมฮาอยู่นั้น คู่แข่งจากหมู่บ้านอื่น ๆ ก็ยังคงดำน้ำเก็บลูกปัดต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อน ๆ ดูแลโมฮาจนเขาค่อยยังชั่วขึ้น จากนั้น ตัวแทนเกาะทั้งสี่คนก็รีบวิ่งลงน้ำเพื่อหาลูกปัดต่อไปอย่างไม่ท้อถอย

ผลจากการฝึกซ้อมอย่างหนักทำให้เพื่อน ๆ ของโมฮามีแรงดำน้ำเก็บลูกปัดใต้ทะเลได้จนจบการแข่งขัน แม้การชิงชัยครั้งนี้จะสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่อย่างน้อย…โมฮาก็ได้บทเรียนครั้งสำคัญที่เขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดชั่วชีวิต

โมฮาสำนึกว่า ถ้าเขาไม่มัวดูถูกดูแคลนเพื่อน ๆ แต่ใช้เวลาดังกล่าวฝึกฝนร่างกายร่วมกับเพื่อนทั้งสี่อย่างสม่ำเสมอ และไม่ลืมยืดเส้นยืดสายให้มีความพร้อมก่อนการแข่งขัน เขาก็คงไม่ต้องเป็นตะคริวและกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้เพื่อน ๆ ต้องพ่ายแพ้ดังเช่นที่เป็นอยู่นี้

โมฮาเสียใจต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เขาขอโทษเพื่อน ๆ ที่ตัวเขาเป็นสาเหตุทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง แม้เพื่อนทั้งสี่จะไม่ถือสา แต่โมฮาก็ยังคงรู้สึกผิด เขาจึงสัญญาว่า เขาจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด

หนึ่งปีต่อมา พระราชาทรงจัดการแข่งขันงมลูกปัดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเมื่อโมฮาปรับปรุงนิสัยของตัวเองได้สำเร็จ เขาและเพื่อน ๆ จึงรวมพลังกันนำชัยชนะกลับสู่หมู่บ้านของพวกเขาได้สมดังใจหวัง

Posted in นิทานพื้นบ้าน, นิทานสอนใจ, นิทานไทย

ลูกน้อยหอยสังข์ (สังข์ทอง) : นิทานไทยสอนใจจากเรื่องสุวัณณสังขกุมาร

นิทานเรื่อง “ลูกน้อยหอยสังข์” หรือ “สุวัณณสังขกุมาร” เป็นตอนต้นของวรรณคดีไทยเรื่อง “สังข์ทอง” ที่คนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในรูปแบบนิทานพื้นบ้าน ละครจักร ๆ วงศ์ และบทเรียนในโรงเรียน แม้ชื่อ “สุวัณณสังขกุมาร” จะไม่คุ้นหูนัก แต่แท้จริงแล้วคือชื่อดั้งเดิมของพระสังข์ในวัยเยาว์เด็กชายผู้ถือกำเนิดจากหอยสังข์ทองคำ และเป็นตัวแทนของความดีที่ถูกซ่อนเร้นไว้จากสายตาโลกภายนอก

นิทานเรื่องนี้ปรากฏในเอกสารโบราณหลายฉบับ โดยเฉพาะใน “นิทานชาดก” และ “วรรณคดีมูลบทบรรพกิจ” ซึ่งมีการเล่าถึงพระสังข์ในฐานะผู้มีบุญบารมีมาเกิด นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าเรื่องนี้มีรากจากพุทธศาสนา โดยสะท้อนแนวคิดเรื่องกรรม ความเมตตา และการไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก ขณะที่นักวรรณกรรมไทยมองว่า “สุวัณณสังขกุมาร” เป็นภาคเด็กที่มีความอ่อนโยน ละเมียดละไม และเปี่ยมด้วยอารมณ์แม่ลูกที่ลึกซึ้ง

นิทานเรื่องนี้ไม่มีผู้แต่งที่ระบุชัดเจน เนื่องจากเป็นนิทานพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาในรูปแบบมุขปาฐะ ก่อนจะได้รับการบันทึกในเอกสารวรรณคดีไทย เช่น วรรณคดีมูลบทบรรพกิจ และ นิทานชาดก ซึ่งมีการรวบรวมในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 1–3 เรื่องราวของสุวัณณสังขกุมารจึงถือเป็นมรดกทางวรรณกรรมที่สะท้อนความเชื่อ ความงาม และคุณธรรมของสังคมไทยในอดีต

แม้จะเป็นเพียง “ภาคต้น” ของนิทานเรื่องสังข์ทอง แต่นิทานเรื่อง “ลูกน้อยหอยสังข์” หรือ “สุวัณณสังขกุมาร” ก็มีโครงเรื่องที่สมบูรณ์ในตัวเอง คือ เริ่มจากการถูกใส่ร้าย การพลัดพราก การเกิดอัศจรรย์ และการกลับคืนสู่ความรักและความยุติธรรม เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การปูพื้นให้พระสังข์เติบโตเป็นเจ้าชายผู้กล้าหาญในภาคหลัง แต่ยังเป็นนิทานสอนใจที่สะท้อนคุณค่าของความรัก ความอดทน และความดีที่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยรูปลักษณ์

ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชย์ด้วยพระปรีชาญาณและความเมตตา พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้รอบคอบ แต่ก็มีพระทัยอ่อนไหวต่อความขัดแย้งในวังหลวง พระองค์มีมเหสีสององค์ คือ นางจันทราเทวี ผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและความสงบเสงี่ยม กับนางสุวรรณจัมปากะ ผู้เฉลียวฉลาดแต่มีจิตริษยาแฝงอยู่ลึก ๆ ทั้งสองต่างได้รับความโปรดปราน แต่ความแตกต่างในนิสัยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มิอาจมองข้าม

วันหนึ่ง มเหสีทั้งสองตั้งครรภ์พร้อมกัน ข่าวนี้สร้างความยินดีในราชสำนัก โหรหลวงถูกเรียกมาทำนายชะตาแห่งทารกในครรภ์ และคำทำนายที่ออกมากลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหญ่ โดยโหรหลวงทำนายว่า นางจันทราเทวีจะให้กำเนิดโอรสผู้มีบุญ ส่วนนางสุวรรณจัมปากะจะได้ธิดาผู้มีวาสนาแต่ไม่สูงเท่าโอรส คำทำนายนี้ทำให้นางสุวรรณจัมปากะรู้สึกหวั่นไหวอย่างรุนแรง ความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจและตำแหน่งในใจพระราชาเริ่มกัดกินจิตใจของนางอย่างเงียบ ๆ

ด้วยความริษยาและความกลัวที่แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ นางสุวรรณจัมปากะจึงวางแผนใส่ร้ายนางจันทราเทวี โดยนางแอบปลุกปั่นขุนนางใกล้ชิดให้กราบทูลพระราชาว่า นางจันทราเทวีมีใจคิดร้ายต่อพระองค์และแอบทำพิธีลับเพื่อให้โอรสของตนได้ครองราชย์ พระเจ้าพรหมทัตแม้จะเป็นผู้รอบคอบ แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวหาซ้ำ ๆ จากหลายฝ่าย พระทัยก็เริ่มหวั่นไหว ความลังเลแปรเปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และในที่สุด พระองค์ก็มีรับสั่งให้เนรเทศนางจันทราเทวีออกจากวังโดยไม่ไต่สวน

เช้าวันนั้น ท้องฟ้าเหนือกรุงพาราณสีดูหม่นหมองกว่าทุกวัน นางจันทราเทวีเดินออกจากวังอย่างเงียบงัน อุ้มครรภ์ที่ใกล้คลอดด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา ขุนนางและนางกำนัลบางคนมองตามด้วยความสงสาร แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจา ผู้คนริมถนนต่างหลบสายตา บ้างแอบซุบซิบ บ้างยืนมองด้วยความเวทนา เสียงเกือกม้าของราชองครักษ์ที่เดินตามหลังนางดังสะท้อนใจไปทั่วเมือง ราวกับเป็นเสียงของความไม่ยุติธรรมที่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

นางจันทราเทวีเดินทางออกจากเมืองท่ามกลางแดดร้อนระอุ ฝุ่นลอยคลุ้งตามทางเดินที่ทอดยาวสู่ป่าริมเมือง ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกาย แต่ความรักที่มีต่อลูกในครรภ์ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อไป จนในที่สุด นางก็พบกระท่อมหลังเล็กกลางป่าที่มีตายายใจดีอาศัยอยู่ ตากับยายเห็นนางอ่อนแรงและมีครรภ์ใกล้คลอด จึงเชิญให้นางพักอาศัยโดยไม่ถามไถ่อดีต เพียงมองด้วยสายตาเมตตาและเข้าใจความทุกข์ที่ไม่ต้องเอ่ยวาจา

คืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก ฟ้าร้องคำรามราวกับสะท้อนความเจ็บปวดของผู้เป็นแม่ นางจันทราเทวีคลอดบุตรในกระท่อมเล็ก ๆ ที่มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่เป็นพยาน แต่สิ่งที่ปรากฏออกมานั้นไม่ใช่ทารกธรรมดา กลับเป็นหอยสังข์ทองคำที่สะท้อนแสงวาววับ นางตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ ความกลัว ความสับสน และความเศร้าแล่นเข้ามาในใจพร้อมกัน “เหตุใดเจ้าจึงเป็นเช่นนี้” นางพึมพำเบา ๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม แต่เมื่อมองดูเปลือกหอยที่ส่องประกายราวกับมีชีวิต นางกลับรู้สึกถึงสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกล้ำ ด้วยความรักของแม่ที่ไม่อาจถูกทำลายด้วยรูปลักษณ์ นางจึงตั้งชื่อหอยสังข์ว่า “สุวัณณสังขกุมาร” และเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลของสวรรค์ แต่ก็เลือกเชื่อในความรักมากกว่าความกลัว

วันเวลาผ่านไป ในกระท่อมกลางป่า นางจันทราเทวีใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและเงียบงัน ทุกเช้าเธอจะออกไปหาฟืนและน้ำ ส่วนหอยสังข์ทองคำยังคงนอนนิ่งอยู่ในกระด้งที่ปูด้วยผ้านุ่มสะอาด แม้จะไม่มีเสียงตอบรับ แต่ทุกคืน นางจะนั่งข้างหอยสังข์ พลางพูดเบา ๆ ว่า “แม่รักเจ้าเสมอ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไร” คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยความหวัง ความเหงา และความกลัวที่แฝงอยู่ในใจ นางจันทราเทวีกลัวว่าลูกจะไม่มีวันเติบโตเป็นมนุษย์ กลัวว่าความรักของแม่จะไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโชคชะตา

ในเวลาต่อมา ตากับยายที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเดียวกันเริ่มสังเกตว่า ทุกครั้งที่นางจันทราเทวีออกไปทำงานนอกบ้าน บ้านจะสะอาดเรียบร้อยราวกับมีมือวิเศษมาปัดกวาด ตากับยายไม่กล้าถามอะไร แต่ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้น จนวันหนึ่ง ตากับยายแอบดูจากช่องไม้ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ทั้งสองตกตะลึง เพราะในขณะที่ทั้งคู่มองหอยสังข์ในกระด้ง จู่ ๆ ก็มีเด็กผู้ชายรูปงามผู้มีราศีก้าวออกมาจากหอยสังข์นั้น แล้วรีบกวาดพื้นอย่างขยันขันแข็ง จัดของอย่างเป็นระเบียบ โดยยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะทำงาน

เมื่อตากับยายเห็นเช่นนั้น ตากับยายจึงไปตามให้นางจันทราเทวีกลับมาจากป่าเร็วกว่าปกติ และเมื่อนางจันทราเทวีได้เห็นลูกในร่างมนุษย์เป็นครั้งแรก นางไม่พูดอะไรในทันที เพียงยืนมองด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม ความตื่นเต้น ความอัศจรรย์ และความรักหลั่งไหลเข้ามาในใจอย่างท่วมท้น นางเดินเข้าไปหาลูกอย่างช้า ๆ แล้วนั่งลงข้างเขาพร้อมกับถามว่า “ลูกเอ๋ย… เจ้าเป็นเช่นนี้มาแต่เมื่อใด” เสียงของนางสั่นเครือแต่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น

เด็กชายหันมามองแม่ด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้าซ่อนตัวอยู่ในหอยสังข์เช่นนี้เพื่อให้แม่ไม่ลำบาก และเพื่อหลีกเลี่ยงภัยจากผู้ไม่หวังดี” คำพูดของเขาเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย นางจันทราเทวีโอบกอดลูกไว้แน่น ราวกับจะไม่ปล่อยให้พลัดพรากอีกครั้ง ความกลัวในใจเริ่มจางหาย เหลือเพียงความกล้าหาญที่เกิดจากความรัก

คืนนั้น ในขณะที่ทุกคนนอนหลับ นางจันทราเทวีตัดสินใจทุบเปลือกหอยสังข์ด้วยมือของตนเอง แม้จะมีความลังเลใจอยู่ลึก ๆ ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นอันตรายหรือไม่ แต่เธอเลือกเชื่อในสายใยแห่งความรักมากกว่าความกลัว เมื่อเปลือกหอยสังข์แตก เด็กชายจึงกลับไปอยู่ในหอยสังข์อีกไม่ได้

หลังจากนั้น ข่าวเรื่องเด็กชายที่ออกมาจากหอยสังข์ทองคำเริ่มแพร่ไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ผู้คนต่างพูดถึงความอัศจรรย์ บ้างเชื่อว่าเป็นเทพ บ้างเชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ขุนนางที่เดินทางผ่านป่าได้ยินเรื่องนี้ จึงนำไปกราบทูลพระเจ้าพรหมทัต พร้อมคำบรรยายว่าเด็กชายมีรูปงามและมีวาสนาเหนือสามัญชน

เมื่อพระเจ้าพรหมทัตได้ฟังเรื่องราว พระองค์ก็เกิดความสงสัยและรู้สึกสำนึกผิดในใจลึก ๆ พระองค์จึงส่งคนไปตรวจสอบ และเมื่อทุกคนเห็นสุวัณณสังขกุมารด้วยตาของตัวเอง ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าเด็กผู้นี้มีสง่าราศีมากกว่าคนทั่วไป แลดูเป็นผู้มีบุญวาสนาอย่างแท้จริง เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทราบเรื่อง พระองค์จึงมีรับสั่งให้เชิญแม่ลูกกลับเข้าวังอย่างสมเกียรติ

การกลับสู่วังครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคืนสู่สถานะเดิม แต่เป็นการคืนสู่ความรักที่ถูกพรากไปด้วยความเข้าใจผิด นางจันทราเทวีเดินเข้าสู่วังอย่างสง่างาม โดยมีสุวัณณสังขกุมารเดินเคียงข้าง ผู้คนในราชสำนักต่างพากันต้อนรับด้วยความยินดี

พระเจ้าพรหมทัตทรงขอขมานางจันทราเทวีด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือ “ข้าผิดไป ที่หลงเชื่อคำใส่ร้ายโดยไม่ไต่สวน” นางจันทราเทวีให้อภัยด้วยใจเมตตา “ข้าไม่เคยโกรธพระองค์เลย เพราะข้ายังเชื่อในความดี” คำพูดนั้นทำให้ทั้งวังเงียบงันด้วยความซาบซึ้ง

สุวัณณสังขกุมารได้รับการแต่งตั้งเป็นโอรสหลวง และได้รับการศึกษาต่อในราชสำนัก พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานพระสังข์อย่างมาก และให้เขาเป็นแบบอย่างแห่งความดีแก่ประชาชน นับจากวันนั้น เรื่องราวของเด็กชายในหอยสังข์ทองคำก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันทั่วเมืองพาราณสีสืบมา

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความกตัญญูเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ลูกพึงมี
  • ความหูเบาเชื่อคนง่ายอาจนำพาเรื่องเลวร้ายมาสู่บุคคลที่เรารัก
  • ความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าลูกจะเกิดมาเป็นอย่างไร แม่ก็ยังรักลูก