Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

ปริศนาปัญหาแมว

สมัยที่ผมแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 15 วันต่อ 1 เรื่อง และต้องแต่งนิทานไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปีละ 24 เรื่อง เป็นเวลานานถึง 17 ปี

คำถามที่บางคนอาจสงสัยคือ “พี่นำบุญเคยคิดนิทานไม่ออกบ้างไหม” คำตอบก็คือ “เคย”

การคิดนิทานไม่ออก โดยที่เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก ผมสาบานกับตัวเองว่า จะไม่ยอมไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันเหมือนตกนรก!

เวลาที่คิดนิทานไม่ได้ บางครั้ง ผมถึงขั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่พื้นห้อง บางครั้ง…พยายามหลับเพื่อที่จะฝันนิทานออกมาเป็นเรื่อง บางครั้ง..พยายามค้นนิทานเก่า ๆ ที่ตัวเองแต่งไม่จบเมื่อเดือนก่อน ๆ เพื่อจะหาทางแต่งต่อให้จบ (แต่ก็แต่งไม่ได้)

และเมื่อเวลาเข้าใกล้เส้นตาย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มพิมพ์ พิมพ์อะไรก็ตามเท่าที่คิดได้ พิมพ์ไปคิดไป ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ลบแล้วคิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าจะได้นิทานที่โอเค (ซึ่งไม่ง่ายเลย)

นิทานเรื่อง ปริศนาปัญหาแมว เป็นหนึ่งในนิทานที่แต่งในภาวะวิกฤต คือพยายามคิดนิทานมาเกือบ 15 วัน แต่ก็คิดไม่ออกจริง ๆ พอถึงโค้งสุดท้าย ผมจึงนึกถึงปริศนาอะไรเอ่ยที่วัยรุ่นขอบเล่นกัน แล้วทดลองนำมาแต่งเป็นนิทานดู แต่งไปแก้ไป จนสุดท้ายได้นิทานที่โอเค พอส่งต้นฉบับเสร็จ ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก และโล่งใจเมื่อทีมงานขวัญเรือนบอกว่า “นิทานสนุกดี”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่และเจ้าแมวเหมียวที่แสนน่ารัก แม้เด็กน้อยจะเป็นลูกคนเดียว แต่เขากลับไม่เคยเหงาเลย เพราะเขาสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียวจนสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงหาเรื่องสนุก ๆ เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้ไม่รู้จบ

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยอยู่กับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรัก จู่ ๆ คุณแม่ก็นำข่าวร้ายมาบอกให้เด็กน้อยได้ทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยโดนแมลงพิษต่อยอาการสาหัส เด็กน้อยอยากช่วยให้คุณพ่อหายป่วย ดังนั้น เมื่อคุณแม่ออกจากบ้าน เด็กน้อยจึงชวนเจ้าแมวเหมียวเข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาคุณพ่อ

สมุนไพรวิเศษเป็นพืชที่ใครต่อใครต่างเล่าลือกันว่ามันมีสรรพคุณที่สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดในโลก แม้คุณสมบัติของสมุนไพรวิเศษจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นพืชที่หายากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจึงได้แต่มะงุมมะงาหราไม่รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรต้นใดกลับบ้านกันแน่

ทันใดนั้นเอง มีภูตน้อยจอมซนตนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์เข้า ภูตน้อยตนนี้อาศัยอยู่ในป่าและชอบหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ เมื่อภูตน้อยทราบว่าคู่หูทั้งสองต้องการความช่วยเหลือ มันจึงได้โอกาสชวนเด็กน้อยเล่นเกม ซึ่งถ้าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้ มันก็จะช่วยหาสมุนไพรวิเศษให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเห็นว่าภูตจอมซนรู้จักต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกเขาจึงตกปากรับคำที่จะเล่นเกมกับภูตจอมซนโดยแทบไม่ต้องคิด

แต่เกมของภูตแห่งป่านั้นไม่ใช่เกมที่ใคร ๆ จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่าย ๆ เพราะกติกาของเกมมีอยู่ว่า เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจะต้องคิดและตั้งคำถามอะไรเอ่ยเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าหรือธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ถามภูตน้อย โดยคู่หูทั้งสองมีโอกาสตั้งคำถามได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมีคำถามข้อใดแม้แต่เพียงข้อเดียวที่ภูตแห่งป่าตอบไม่ได้ มันก็จะถือว่าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้สำเร็จ

การที่ภูตจอมซนกล้ากำหนดกติกาเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นเพราะมันเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติทั้งหลายดีไปกว่ามันเป็นแน่ แต่ถึงแม้ว่าภูตจอมซนจะมีความรอบรู้สักเพียงใด เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวก็ไม่อยาก ปล่อยโอกาสในการหาสมุนไพรวิเศษให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะฉะนั้นคู่หูทั้งสองจึงช่วยกันคิดคำถามอย่างสุดความสามารถ

“ต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าแขนใบแล่นเสี้ยว?” เด็กน้อยยืมคำถามโบราณมาถามภูตจอมซน

ภูตน้อยอมยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วจึงตอบคำถามกลับไปว่า “ต้นอ้อยใช่ไหมล่ะ ง่ายชะมัด”

เมื่อภูตแห่งป่าตอบคำถามข้อแรกได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยจึงตั้งใจเลือกคำถามที่ยากขึ้น

“แล้วต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน?” เด็กน้อยถามคำถามที่เขาคิดว่ายากมาก ๆ

ภูตน้อยหัวเราะแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ก็ต้นตะไคร้ยังไงล่ะ ถามให้มันยาก ๆ หน่อยสิ”

เมื่อภูตน้อยตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 2 ข้อ เด็กน้อยกับแมวเหมียวจึงต้องคิดหนัก

คำถามอะไรหนอที่ภูตแห่งป่าจะตอบไม่ได้ เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวตรึกตรองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเจ้าแมวเหมียวก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

เจ้าแมวเหมียวรีบหันไปซุบซิบกับเด็กน้อยด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ซึ่งเมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำถามของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เขาก็ตกลงใจที่จะเสี่ยงถามคำถามนั้นกับภูตน้อยจอมซน

“ต้นอะไรเอ่ย ออกลูกเป็นแมว?” เด็กน้อยถามคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ทันทีที่ภูตน้อยได้ฟังคำถาม มันก็พยายามคิดถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแมว

ภูตน้อยรู้จักต้นนมแมว แต่ต้นนมแมวก็ไม่ได้ออกลูกเป็นแมวสักหน่อย ภูตแห่งป่าใช้ความคิดจนปวดหัวไปหมด และแล้ว…ภูตน้อยก็ยอมแพ้และขอให้คู่หูเจ้าปัญหาช่วยเฉลยคำตอบให้มันได้รู้

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดีใจที่ภูตแห่งป่าตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคู่หูทั้งสองเฉลยคำตอบให้ภูตจอมซนได้ทราบ ภูตน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความที่คาดไม่ถึง

“ต้นที่ออกลูกเป็นแมวก็คือ ……………………………. ต้นตระกูลของแมวยังไงล่ะ ฮิฮิ”

ภูตแห่งป่าพอใจกับคำเฉลยของคู่หูเจ้าปัญหา แม้ว่าคำถามดังกล่าวออกจะติงต๊องอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นคำถามไม่ได้ผิดไปจากกติกาที่กำหนดเอาไว้ เพราะแมวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภูตจอมซนจึงรักษาสัญญาด้วยการหาสมุนไพรวิเศษมาให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียว

ในที่สุด เด็กน้อยก็สามารถนำสมุนไพรวิเศษมาช่วยรักษาคุณพ่อได้เป็นผลสำเร็จ

ไม่ช้าไม่นานนัก คุณพ่อก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ครอบครัวของเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดังเดิม

ภาพประกอบนิทาน ปริศนาปัญหาแมว เด็กชายอุ้มแมวพร้อมภูตน้อยในบรรยากาศแฟนตาซี
ภาพประกอบนิทานเรื่อง “ปริศนาปัญหาแมว” เด็กชายกับเจ้าแมวเหมียวและภูตน้อย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์ : นิทานนำบุญตลก ๆ สำหรับเด็กและครอบครัว

ในการแต่งนิทานเรื่องต่าง ๆ นิทานเรื่อง “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่มั่นใจเลยว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจคำสำคัญบางคำในเรื่องหรือเปล่า!

จริง ๆ แล้ว คำดังกล่าวไม่ใช่คำที่ยาก แต่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยใช้หรืออาจไม่เคยได้ยิน ซึ่งการนำคำดังกล่าวมาใช้ในการแต่งนิทาน จึงต้องลุ้นว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจไหม (ถ้าเข้าใจก็จะขำ แต่ถ้าไม่เข้าใจ นิทานเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิทานธรรมดา ๆ ไปเลย) ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังรู้สึกว่า ลูกไม่เข้าใจ “คำ” ที่อยู่ในเรื่อง การช่วยอธิบายสักเล็กน้อย ก็จะช่วยเติมคำศัพท์ให้ลูกรู้จักการใช้คำในภาษาไทยมากขึ้น และน่าจะฟังนิทานได้สนุกขึ้น

กาลครั้งหนึ่งในเมืองที่แสนจะยากจน ยังมีช่างตัดผมคนหนึ่งเป็นช่างตัดผมที่ไม่มีใครอยากจะไป ตัดผมด้วย  ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตัดผมหรือมีนิสัยที่ไม่น่าคบหา  แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ใครต่อใครไม่อยากจะไปตัดผมกับเขา ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของช่างตัดผมคนนี้ที่ลงมือตัดผมครั้งใด ผมของลูกค้ามีอันต้องยาวขึ้นกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่าทุกครั้ง  ช่างตัดผมไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการตัดผมให้ยาวขึ้นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร  แต่เขารู้ดีว่าเขาคงไม่เหมาะกับอาชีพตัดผมนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างตัดเสื้อ เขาคิดว่าอาชีพตัดเสื้อเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเขาไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถนำกรรไกรตัดผมที่เขามีอยู่มาใช้ในการตัดเสื้อได้โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่

เมื่อชาวบ้านรู้ว่าช่างตัดผมผู้น่าสงสาร (เพราะมีพรสวรรค์ผิดประเภท) เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างตัดเสื้อ  ชาวบ้านจึงพากันนำเสื้อผ้ามาให้ช่างช่วยตัดช่วยแก้เป็นการใหญ่  ช่างตัดผมซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านจึงพยายามวัดตัวและตัดเสื้อผ้าอย่างประณีตที่สุด  แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทั้งๆ ที่ช่างตัดผมวัดขนาดและตัดเสื้อผ้าให้ชาวบ้านอย่างพอดิบพอดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวันรับของ เสื้อผ้าของชาวบ้านกลับยาวยืดเกินขนาดออกไปถึงสองเท่า ช่างตัดผมรู้ตัวทันทีว่า เขาคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่างตัดผมมองดูกรรไกรที่อยู่ในมือพลางคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ  ในที่สุด เขาก็คิดได้ว่าเขาควรจะลองเป็นช่างตัดหญ้าดูสักครั้ง 

ช่างตัดผมเริ่มต้นงานตัดหญ้าด้วยการรับอาสาตัดหญ้าให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน ช่างตัดผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการขอโทษที่เขาทำให้เสื้อผ้าของใครต่อใครยาวผิดขนาดกันไปหมด

การตัดหญ้าเป็นไปด้วยดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ช่างตัดผมตัดหญ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเขามีทักษะในการตัดผมมาก่อน  ทุกๆ คนต่างพากันชื่นชมในผลงานของช่างตัดผม  ส่วนช่างตัดผมเองก็คิดว่านี่คงเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อช่างตัดผมและชาวบ้านตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นได้นำความประหลาดใจมาให้พวกเขาเป็นอันมาก เพราะสนามหญ้าที่ช่างตัดผมเพิ่งจะตัดหญ้าไปเมื่อวานนี้กลับมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แถมหญ้ายังยาวกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่า  ช่างตัดผมรู้ทันทีว่านี่คงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ของเขาแน่ๆ  พรสวรรค์ที่เมื่อเขาตัดอะไรก็ตาม มันก็จะยาวขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่าเสมอ  ช่างตัดผมรู้สึกท้อแท้และไม่ชอบพรสวรรค์ของเขาเอาเสียเลย

ช่างตัดผมพยายามตัดใจที่จะไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดอะไรๆ อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าพรสวรรค์ของเขาจะทำให้สิ่งที่เขาคิดจะตัด กลับยืดยาวออกไปเป็นสองเท่าจากที่เขาตั้งใจเสมอ   ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากพรสวรรค์ที่เขาไม่ต้องการนี้ก็คือ การตัดใจไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดทุกชนิด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ช่างตัดผมกลับเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า พรสวรรค์ของเขาทำให้การตัดใจไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการตัดกลับพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิมสักหน่อย

ช่างตัดผมคิดทบทวนว่าเขาควรจะตัดอะไรดี   การตัดที่ทำให้สิ่งต่างๆ ยาวขึ้นเป็นสองเท่านี้ มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมหนอ  ช่างตัดผมคิด คิด แล้วก็คิด  ในที่สุด ช่างตัดผมก็ได้ความคิดดี ๆ

ช่างตัดผมรีบเดินทางไปที่พระราชวังและขอสมัครงานในตำแหน่งคนสร้างถนนซึ่งเรียกว่าพนักงานตัดถนนทันที  แม้งบประมาณในการตัดถนนของเมืองจน ๆ แห่งนี้จะมีไม่มากนัก แต่เมื่อช่างตัดผมผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการตัดสิ่งต่าง ๆ ให้ยาวขึ้นได้มารับตำแหน่งเป็นพนักงานตัดถนน  ไม่นานนัก เมืองทั้งเมืองก็มีถนนสายยาว ๆ เต็มไปหมด

ชาวบ้านต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่มีถนนหนทางดีๆ ใช้  ส่วนช่างตัดผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของเขาให้เป็นประโยชน์เสียที  และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของต๋อง : นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

บางครั้งการอ่าน นิทานก่อนนอน ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้แบ่งปันความอบอุ่นกับคนรัก การเล่านิทานเบา ๆ ที่มีเนื้อเรื่องน่ารัก ไม่ซับซ้อน ช่วยให้บรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความใกล้ชิด

นิทานที่มีข้อคิดเล็ก ๆ แทรกอยู่ในเรื่องราว ทำให้การอ่านหรือฟังนิทานไม่เพียงแต่เป็นความบันเทิง แต่ยังเป็นการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กันและกัน เสียงเล่าเบา ๆ ก่อนนอนจึงกลายเป็นเหมือนคำปลอบโยน ที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้นและพร้อมจะพักผ่อน

เมื่อเรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนได้เดินทางเข้าสู่โลกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและความสบายใจ นิทานเบา ๆ แบบนี้จึงเหมาะทั้งสำหรับเด็กที่รอฟังนิทานก่อนนอน และสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากสร้างช่วงเวลาพิเศษกับคนที่รัก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าของแม่หมี มีลูกลิงตัวหนึ่งชื่อว่า “ต๋อง”

ต๋องเป็นลูกลิงแสนซนที่แม่หมีนำมาดูแลตั้งแต่แรกเกิด ต๋องไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มันจึงรักแม่หมีเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของมัน

เมื่อต๋องและเพื่อนสัตว์โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แม่หมีได้มอบหมายหน้าที่ให้ลูกสัตว์แต่ละตัวทำ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้ลูกสัตว์แต่ละตัวเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ

หน้าที่แรกที่ต๋องได้รับคือการหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดแทนแม่หมี แต่เนื่องจากต๋องมีนิสัยซุกซน ระหว่างทาง… มันจึงเผลอเที่ยวเล่นโอ้เอ้ ทำให้ไปถึงตลาดช้าและซื้อกับข้าวได้ไม่ครบตามที่แม่หมีขอให้ซื้อ เมื่อแม่หมีสอนให้ต๋องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต๋องก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ เพราะต้องเดินทางออกจากบ้าน มันจึงงอแงและขอเปลี่ยนหน้าที่กับเพื่อนเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีถอนหายใจเฮือกใหญ่ในความเอาแต่ใจของต๋อง แต่เพื่อสอนให้ลูกลิงตัวน้อยสำนึกผิด แม่หมีจึงเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับเจ้าแพนด้า โดยให้แพนด้าไปจ่ายตลาด แล้วให้ต๋องมาทำความสะอาดบ้านแทน

หน้าที่ทำความสะอาดเป็นหน้าที่ที่ได้อยู่บ้าน แต่เป็นงานที่หนักไม่ใช่เล่น ต๋องทำความสะอาดได้สัก ก็เผลอซนเอาน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำ แล้วใช้หลอดเป่าน้ำยาจนกลายเป็นลูกโป่งฟองสบู่ล่องลอยไปทั่ว ต๋องเพลินกับการเล่นมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับ ไป ๆ มา ๆ ต๋องก็ทำความสะอาดไม่เสร็จตามเวลา ทำให้คุณแม่หมีต้องเอ่ยปากตำหนิต๋องอีกครั้ง

เมื่อต๋องถูกตำหนิ มันก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าหน้าที่ของลูกสัตว์บางตัว เช่น หน้าที่หุงข้าวของลูกกระต่ายตัวน้อย ต๋องโอดครวญว่ามันมีความรับผิดชอบไม่แพ้ใคร ๆ เลย ถ้ามันได้ทำหน้าที่ที่ง่ายกว่านี้ ดังนั้น มันจึงขอเปลี่ยนหน้าที่กับลูกกระต่ายเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีส่ายหน้าด้วยความระอาใจ แต่เพื่อสอนลูกลิงตัวน้อย แม่หมีจึงยอมเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับลูกกระต่าย โดยให้ลูกกระต่ายมาทำความสะอาดบ้าน แล้วให้ต๋องทำหน้าที่หุงข้าว

วันรุ่งขึ้น ต๋องตื่นแต่เช้าเตรียมหุงข้าวด้วยความกระตือรือร้น มันเอาข้าวสารไปซาวน้ำแล้วยกหม้อข้าวเตรียมหุง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงการ์ตูนเรื่องโปรดจากโทรทัศน์ก็ดังแว่วมา ต๋องรีบวางหม้อข้าว แล้ววิ่งไปนั่งหน้าจอโทรทัศน์ทันที

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น แพนด้าน้อยถือตะกร้ากลับจากตลาด, ลูกกระต่ายทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อย, แม่หมีพาลูกสัตว์กำพร้าตัวน้อยอีกหลายตัวมานั่งเตรียมตัวกินข้าวเช้าที่โต๊ะอาหาร ครั้นเมื่อแม่หมีเปิดหม้อข้าว ทุกคนก็พบว่าในหม้อข้าวมีแต่ข้าวที่แช่อยู่ในน้ำ ไม่ใช่ข้าวที่หุงเสร็จแล้ว!

ทันทีที่ต๋องได้สติ มันก็รีบวิ่งจากหน้าจอโทรทัศน์มาที่ห้องครัว ณ เวลานั้น ต๋องเพิ่งรู้ว่ามันลืมกดปุ่มหุงข้าว ซึ่งเป็นหน้าที่ที่แสนง่ายดาย จนทำให้ทุก ๆ คนไม่มีข้าวกินในวันนี้

แพนด้าน้อยที่เหนื่อยจากการเดินทางไปตลาดและลูกกระต่ายที่ทำความสะอาดบ้านจนเหงื่อท่วมตัวได้แต่ทำหน้าผิดหวัง ส่วนแม่หมีได้แต่หันหน้าไปทางอื่นโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

ต๋องรู้สึกผิดมากที่มันลืมกดปุ่มหุงข้าว ต๋องรู้ดีว่าเพื่อน ๆ และแม่หมี รวมทั้งลูกสัตว์ทั้งหลายคงหิวมาก เพราะทุกคนตื่นแต่เช้ามาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

การไปจ่ายตลาด, การทำความสะอาดบ้านหรือการหุงข้าว ทุกงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย หากไม่มีความรับผิดชอบ งานก็ไม่มีทางลุล่วงไปได้

ต๋องเพิ่งตระหนักว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน แต่อยู่ที่ตัวของมันเองต่างหาก

ต๋องรู้สึกผิดต่อทุก ๆ คน มันเอ่ยปากขอโทษและสัญญาว่ามันจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังกับมันอีก

แม่หมีและลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ต่างให้อภัยต๋อง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ต๋องก็นำบทเรียนที่ได้รับมาใช้เตือนใจตัวเองและมันก็ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่เคยเผลอซุกซนจนลืมหน้าที่อีกเลย

ภาพประกอบท้ายเรื่องบทเรียนของต๋อง นิทานนำบุญ
Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, หลวงพระบาง

นักปักผ้าตัวน้อย : นิทานนำบุญที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวหลวงพระบาง

นานมาแล้ว ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้แบกเป้ไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเดินทางไปเที่ยวลาวแทบทุกปี ทั้งลาวเหนือและลาวใต้ และทุกครั้งก็มักได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาเสมอ

ปีหนึ่ง ผมแวะไปเที่ยวหลวงพระบางและพักอยู่หลายวัน ซึ่งในช่วงนั้นเอง ผมได้พบเด็กผู้หญิงที่นั่งขายผ้าปักอยู่ที่ตลาดกลางคืน งานปักของเธอไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษ แต่กลับมีความซื่อและเรียบง่ายที่น่าประทับใจ วันนั้นผมได้ขอให้เธอช่วยปักภาพเจ้าชายน้อยลงบนผ้า และได้มอบหนังสือนิทานของผมให้เธอเพิ่มเติมจากค่าจ้าง (ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นดีใจที่ได้หนังสือนิทานมาก ๆ)

ความทรงจำที่อบอุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแต่งนิทานสักเรื่อง เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบเจอเด็กหญิงนักปักผ้าในหลวงพระบาง และหวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมประทับใจในวันนั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่เคยขาด อนิจจา…แม้ร้านรวงจะค้าขายได้เงินจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่กลับยากจนและต้องทำงานหนัก…ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมือง ระหว่างที่เธอเดินชมเมืองอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเอาผ้ามาปูที่พื้นริมทางเดิน แล้วนำข้าวของต่างๆ ทั้งสร้อยข้อมือถัก, ผ้าปัก, ของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ มาวางขายอยู่ที่ริมถนน

ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าเด็กน้อยเป็นแม่ค้ามืออาชีพ แต่เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปคุย เธอก็พบว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เพราะครอบครัวของเธอยากจนมาก เธอจึงต้องทำของมาขายหลังเลิกเรียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

ระหว่างที่หญิงสาวพูดคุยกับเด็กคนนั้น เธอสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยคุยกับเธอพร้อมกับปักผ้าไปด้วย เมื่อหญิงสาวถามว่าทำไมไม่พักบ้าง เด็กน้อยได้แต่ตอบว่า งานที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เธอมีเวลาขายของแค่สองชั่วโมง แล้วก็ต้องกลับไปทำงานบ้าน ก่อนจะมีเวลาปักผ้าแล้วรีบเข้านอน

หญิงสาวสงสารเด็กน้อยจับใจ หญิงสาวคิดจะช่วยเด็กหญิงด้วยการอุดหนุนงานของเธอสักชิ้น ครั้นเมื่อหญิงสาวหยิบงานผ้าปักลายชาวเขาและสัตว์นานาชนิดขึ้นมาดู เธอก็ต้องแปลกใจ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยปักผ้าได้ประณีตเกินอายุ หนำซ้ำ ภาพต่าง ๆ ยังแตกต่างจากงานที่ขายตามท้องตลาด แถมราคาของผ้าที่มีภาพคนและสัตว์รวม 20 ภาพก็ถูกแสนถูกเพียง 100 บาทเท่านั้น ถ้าเธอปักผ้าให้ประณีตน้อยลงหรือปักภาพแบบเดียวกับคนอื่น บางทีเธออาจไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

แต่เมื่อหญิงสาวแนะนำเด็กน้อย เด็กน้อยกลับยิ้มเขิน ๆ แล้วตอบอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้ว่าการปักผ้าให้สวยและการออกแบบให้ภาพไม่เหมือนใครทำให้หนูต้องใช้เวลามาก แต่ไหน ๆ จะทำงานทั้งที หนูก็อยากทำอย่างเต็มที่ คนที่ซื้อจะได้ดีใจไงคะ”

หญิงสาวยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ เด็กหญิงผู้ยากจนแต่มีความเป็นศิลปินอยู่เต็มหัวใจ บางทีเธออาจต้องการใครสักคนช่วยให้เธอทำงานที่เธอรักได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้

หญิงสาวครุ่นคิด สักพัก เธอก็เอ่ยปากขอให้เด็กน้อยช่วยทำสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ให้เธอ

“น้องสาวจ๊ะ พี่อยากให้หนูปักรูปตัวพี่ที่เสื้อของพี่ หนูพอจะทำให้ได้ไหมและจะคิดราคาเท่าไหร่”.

เด็กน้อยแปลกใจเพราะไม่เคยมีใครขอให้เธอทำเช่นนี้มาก่อน เธอลังเลนิด ๆ แต่เมื่อหญิงสาวยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยจึงยอมทำโดยคิดราคาค่าปัก 20 บาท และขอใช้เวลาปักประมาณ 2 ชั่วโมง

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เพราะปกติเด็กน้อยต้องปักผ้าเป็นภาพคนและสัตว์ถึง 20 ตัวจึงจะขายได้เงิน 100 บาท แต่เมื่อมาปักเสื้อให้เธอ เด็กน้อยได้เงินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของหญิงสาวยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะในระหว่างที่เด็กน้อยนั่งปักเสื้อ หญิงสาวก็จัดแจงนำป้ายเล็ก ๆ มาแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่ขายของของเด็กน้อย พร้อมกับเขียนข้อความบอกนักท่องเที่ยวว่า

“เด็กคนนี้ตั้งใจหาเงินเรียนหนังสือ เธอมีฝีมือในการออกแบบและปักผ้า ลองให้เธอปักภาพที่เสื้อของคุณสิคะ”

นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างสนใจป้ายที่หญิงสาวเขียนไว้ และไม่นาน เด็กน้อยก็เริ่มมีลูกค้ามาเข้าแถวรอให้เธอออกแบบและปักเสื้อให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวดีใจที่เธอมีส่วนช่วยเด็กน้อยผู้ยากจนได้บ้าง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวก็ต้องออกเดินทางไปที่เมืองอื่น

………

สิบปีต่อมา หญิงสาวมีโอกาสกลับไปที่เมือง ๆ นั้นอีกครั้ง คราวนี้ เธอตั้งใจเดินกลับไปยังสถานที่ที่เธอเคยพบเด็กหญิงตัวน้อยผู้ขยันขันแข็ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เธอไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวหดหู่ใจเล็กน้อย ครั้นเมื่อเธอหันไปมองอีกฟากของถนน ภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เพราะตรงนั้น…มีเรือนหลังหนึ่ง ที่หน้าเรือนมีป้ายผ้าปักขนาดใหญ่ ซึ่งปักเป็นรูปหญิงสาวใจดีกำลังส่งยิ้มให้เด็กหญิงนักปักผ้า และมีป้ายเก่า ๆ ที่หญิงสาวจำลายมือได้ดีใส่กรอบติดอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมกับมีข้อความเขียนอยู่ที่หน้ากรอบกระจกนั้นว่า

“ถ้าพี่กลับมา…อย่าลืมแวะเข้ามาหาหนูนะคะ หนูอยากปักผ้าให้พี่อีกสักครั้งค่ะ”

เด็กหญิงสองคนในชุดประเพณี นั่งอ่านและวาดภาพที่โต๊ะเล็กในตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงไฟและผู้คน
Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นักเล่านิทานมือใหม่ : นิทานเด็กสอนใจเรื่องความขี้ลืมและบทเรียนชีวิต

นักเล่านิทาน คือคนที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวให้ผู้ฟังได้เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และได้แรงบันดาลใจ นิทานไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสอนคุณค่าในชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์ และสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

ในอดีต นักเล่านิทานถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เพราะพวกเขาเป็นผู้เชื่อมโยงเรื่องราวกับผู้คน ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีการเล่านิทาน ผู้ฟังจะได้ทั้งความสุขและความรู้ไปพร้อมกัน ทำให้นักเล่านิทานเป็นเหมือนผู้สืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

นิทานเรื่อง “นักเล่านิทานมือใหม่” จึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเล่าเรื่อง และการเรียนรู้ของคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางนี้ เรื่องราวจะพาผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศแห่งจินตนาการ ความอบอุ่น และข้อคิดที่มีคุณค่า ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่รักการฟังนิทาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนักเล่านิทานมือใหม่คนหนึ่งเป็นคนขี้หลงขี้ลืมมาก พ่อของเขาเป็นนักเล่านิทานในราชสำนักผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  เมื่อพ่อของเขาเฒ่าชะแรแก่ชรา  เขาจึงต้องทำหน้าที่เล่านิทานแทนพ่อ

วันแรกของการทำงาน ชายหนุ่มต้องแต่งนิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยฟัง ชายหนุ่มพยายามคิดนิทานเรื่องใหม่อย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็คิดไม่ออก เมื่อพ่อของเขาเห็นลูกชายกลุ้มใจ  พ่อจึงแนะนำว่า “ถ้าลูกคิดนิทานไม่ออกจริง ๆ ลองนอนพักสักหน่อย บางทีตอนที่หลับ ลูกอาจฝันถึงเรื่องสนุก ๆ ที่เอามาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ก็ได้นะ”

ชายหนุ่มเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อ  เขาจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  หลังจากนั้น เขาก็ฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย 

ชายหนุ่มฝันถึงการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, เรื่องของมังกรบินที่ต่อสู้กับมังกรน้ำ, เรื่องยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, เรื่องแมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ เขาค่อย ๆ รวบรวมความคิดจนมั่นใจว่าเขาสามารถนำเรื่องที่ฝันมาแต่งเป็นนิทานได้แน่ ๆ

ครั้นเมื่อชายหนุ่มตื่นนอน แทนที่เขาจะรีบจดบันทึกความฝัน เขากลับลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความดีใจ, แปรงฟันด้วยความดีใจ, อาบน้ำด้วยความดีใจ, ร้องเพลงด้วยความดีใจ จนเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน นิทานที่เขาแต่งจากความฝันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายหนุ่มลืมเรื่องที่เขาฝันไปจนหมด เขาโมโหตัวเองที่ลืมว่าตนเองเป็นคนขี้ลืม เขาโกรธตัวเองที่ไม่รีบจดสิ่งที่คิดเอาไว้ทันทีที่คิดได้

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังโทษตัวเองว่าโง่เขลาเบาปัญญาอยู่นั้น พ่อของเขาที่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ ก็เดินมาให้สติ นักเล่านิทานผู้เป็นพ่อบอกกับลูกชายว่า “ถ้าลูกนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนเตือนใจ พร้อมกับแต่งนิทานเล่าถึงความพลาดพลั้งครั้งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ทุก ๆ คนได้ข้อคิด บางทีลูกอาจได้นิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าหญิงและเจ้าชายฟังก็ได้นะ”

ชายหนุ่มฟังคำของบิดาก็เห็นทางสว่าง เขาขอบคุณพ่อแล้วรีบลงมือเขียนนิทานเล่าเรื่องของนักเล่านิทานขี้ลืมที่เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อฝันถึงเรื่องราวที่จะนำมาแต่งเป็นนิทาน 

ในฝันชายหนุ่มพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, มังกรบินสู้กับมังกรน้ำ, ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, แมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ  จนเขาคิดนิทานสนุก ๆ ได้หลายเรื่อง  ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ชายผู้นั้นกลับชะล่าใจไม่รีบจดบันทึก  ท้ายที่สุดเขาก็ลืมเรื่องราวทั้งหลายไปจนหมด

เมื่อชายหนุ่มเล่านิทานให้เจ้าชาย, เจ้าหญิง, พระราชาและพระราชินีฟังจนจบ ทุกพระองค์ต่างก็ชอบนิทานที่เขาเล่า  เจ้าชายกับเจ้าหญิงบอกว่านิทานสนุกดี  ส่วนพระราชากับพระราชินีก็ชอบที่นิทานให้ข้อคิด

นับจากวันนั้น  นักเล่านิทานหนุ่มก็แก้ปัญหาความขี้ลืมของเขาด้วยการจดทุกสิ่งทุกอย่างลงในสมุดบันทึกทันทีที่เขาคิดได้ 

หลายปีผ่านไป ชายหนุ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย และเขาก็กลายเป็นนักเล่านิทานในตำนานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้พ่อของเขาเลย

Young storyteller reading to royal children in a flower-filled room with golden curtains and fantasy decor

Royal storytelling scene in a grand palace hall with children and nobles listening
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

สกปรกที่สุดในโลก : นิทานอบอุ่นที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน

นิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ถือเป็นหนึ่งในนิทานเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้มีโอกาสเขียนลงในนิตยสาร ขวัญเรือน (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องที่สอง) ตอนนั้นผมยังเป็นนักเขียนนิทานมือใหม่ ทุกคำ ทุกประโยคที่เขียนลงไปเต็มไปด้วยความยากและความท้าทาย ผมค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ เลือกคำ เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ๆ จนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ แม้นิทานเรื่องนี้จะเป็นเพียงนิทานสั้น ๆ แต่ผมใช้เวลานานมากในการสร้างมันขึ้นมา

หากสังเกตการใช้ภาษาในเรื่อง จะเห็นการเล่นคำซ้ำ ๆ ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละย่อหน้า ซึ่งเป็นความตั้งใจเพื่อสร้างจังหวะและความรู้สึกพิเศษให้กับผู้อ่าน ตัวละครเองก็มีความแปลกอยู่นิด ๆ เพราะทุกตัวละครมีกลิ่นตุ ๆ ติดตัว นั่นคือความพยายามของผมที่จะสร้างตัวละครที่แตกต่างจากนิทานเด็กทั่วไปในยุคนั้น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และการแก้ปมปัญหาที่ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วซ่อนความคิดที่ดึงเอาสิ่งที่เด็ก ๆ ชอบมาเป็นฉากสำคัญของเรื่อง

แรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ การอยากให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เล่าก่อนชวนเด็ก ๆ ไปอาบน้ำ เพราะมีภาพของสายฝนและฟองสบู่ที่เชื่อมโยงกับความสะอาดและความสนุก แต่หากจะอ่านก่อนนอนก็ไม่ว่ากัน เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงอบอุ่นและน่าจะสร้างรอยยิ้มได้เสมอ ไม่ว่าจะอ่านในเวลาใดก็ตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแมวอยู่ตัวหนึ่งเป็นแมวที่สกปรกที่สุดในโลก ไม่มีใครอยาก เข้าใกล้แมวน้อยตัวนี้เลย เพราะเพียงแค่เดินผ่าน กลิ่นเหม็นตุๆ ก็ลอยคลุ้งออกมาจากตัวของเจ้าแมวน้อยเสียแล้ว แต่เจ้าแมวน้อยก็ไม่เคยสนใจ เพราะเจ้าของของมัน ก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนกัน

เจ้าของของแมวน้อยเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวสกปรกที่สุดในโลก เธอเคยอาบน้ำบ้างเหมือนกัน แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเธออาบน้ำครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไร ถึงเธอจะมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออก มาจากตัวเหมือนกับแมวของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยสนใจ เพราะที่อยู่ของเธอเองก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาเหมือนกัน

ที่อยู่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ เป็นบ้านที่สกปรกที่สุดในโลก แต่เดิมบ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่น่าอยู่มาก จนกระทั่งเจ้าของบ้าน ซึ่งก็คือคุณพ่อและคุณแม่ของเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ ด่วนขึ้นสวรรค์ไปเสียก่อน บ้านจึงไม่มีใครดูแล เด็กผู้หญิงจึงไม่มีใครดูแล และแมวน้อยจึงไม่มีใครดูแล ดังนั้น พวกเค้าจึงมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนๆ กัน

วันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกลงมาดังเปาะแปะ เปาะแปะ แมวน้อยนึกสนุกจึงวิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เด็กผู้หญิงนึกสนุกบ้าง จึงเอากระป๋องกับสบู่ ไปเล่นเป่าลูกโป่งกลางสายฝน ส่วนบ้านหลังน้อยไม่ต้องวิ่งไปไหน เพราะฝนตกทีไร บ้านหลังน้อยได้ยืนเล่นน้ำฝนทุกที

สนุกกับสายฝนกันอยู่นาน ลูกโป่งฟองสบู่ก็เลยล่องลอยไปติดตามเนื้อตามตัวของทุกๆ คน สายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ก็เลยกลายเป็นความสะอาดเอี่ยมอ่อง

ถึงตอนนี้ แมวที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลายเป็นแมวน้อยตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดอยู่ด้วย เด็กผู้หญิงที่เคยตัวสกปรกที่สุดในโลกก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน ส่วนบ้านที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลับกลายเป็นบ้านหลังเล็กแสนสะอาดที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งอยู่ทั้งหลัง

นับจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเคยเห็นแมวน้อย, เด็กผู้หญิงและบ้านที่สกปรกที่สุดในโลกอีกเลย.

อสุรกายขนฟูยิ้มกว้างถือของเล่นอยู่ท่ามกลางฟองสบู่และของเล่นหลากสี
มอมแมมกับของเล่นแสนสนุกในดินแดนฟองสบู่ อสุรกายผู้มีหัวใจอ่อนโยน กำลังสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ด้วยของเล่นที่มันประดิษฐ์ขึ้นเอง

เด็กหญิงผมสีส้มถือไม้เป่าฟองสบู่ วิ่งเล่นกลางสายฝนกับแมวดำหน้าบ้านหลังเล็ก
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

เจ้าชายหมีถัก – นิทานแฟนตาซีความรักอบอุ่น ซาบซึ้งใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

นิทานความรักคือหนึ่งในรูปแบบนิทานที่งดงามและเป็นอมตะที่สุดในโลกวรรณกรรม จาก “เจ้าชายกบ” ถึง “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” นิทานความรักได้ถ่ายทอดคุณค่าของความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักแท้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก นิทานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ แต่ยังปลอบโยนหัวใจของผู้ใหญ่ที่เคยผ่านความรักและการสูญเสียมาแล้ว นิทานความรักจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัย และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปลูกฝังความเมตตาและความเข้าใจในมนุษย์

แต่การแต่งนิทานความรักเรื่องใหม่ให้มีคุณค่าเทียบเท่านิทานอมตะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้แต่งต้องสร้างเรื่องราวที่ทั้งสนุก ชวนติดตาม และซาบซึ้งใจ โดยไม่ซ้ำกับนิทานคลาสสิกที่ผู้คนคุ้นเคย การออกแบบตัวละครต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเนื้อเรื่องต้องมีจังหวะที่พาให้ผู้อ่านอยากรู้ว่า “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” โดยเฉพาะเมื่อต้องแต่งนิทานที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความสมดุลระหว่างความเรียบง่ายกับความลึกซึ้งคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักเล่าเรื่อง

นิทานเรื่อง “เจ้าชายหมีถัก” คือหนึ่งในนิทานความรักร่วมสมัยที่กล้าฉีกกรอบเดิมอย่างน่าทึ่ง ตัวเอกฝ่ายชายไม่ใช่เจ้าชายรูปงาม แต่เป็นตุ๊กตาหมีที่ถักจากไหมพรม ส่วนเจ้าหญิงก็ไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยอ่อนหวานตามแบบฉบับนิทานคลาสสิก แต่เป็นเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดที่กล้าทดสอบหัวใจของผู้ชายทุกคน เรื่องราวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น การเสียสละ และความรักที่งดงามเหนือรูปลักษณ์ภายนอก ตอนจบของนิทานนี้ชวนให้ประทับใจอย่างลึกซึ้ง และองค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้นิทานเรื่อง “เจ้าชายหมีถัก” กลายเป็นนิทานแฟนตาซีอบอุ่นที่เหมาะสำหรับทุกวัย และควรค่าแก่การจดจำ

นานมาแล้ว มีเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดองค์หนึ่ง ทรงวางแผนเพื่อค้นหาเจ้าชายที่รักพระองค์ยิ่งชีวิตมาเป็นคู่ครอง เจ้าหญิงขอร้องให้พระบิดาเชื้อเชิญเจ้าชายผู้กล้าหาญเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ของพระองค์ และในขณะเดียวกัน เจ้าหญิงก็ทรงขอร้องให้พ่อมดหลวงกับเทพธิดาตัวจิ๋ว ร่วมมือกับพระองค์ในการเฟ้นหาเจ้าชายผู้มีจิตใจมั่นในรัก

เจ้าชายหมีถักแห่งอาณาจักรไหมพรมเป็นเจ้าชายอีกองค์หนึ่งที่ตัดสินใจเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ จริง ๆ แล้ว เจ้าชายหมีถักไม่เคยคิดที่จะเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ใดใดมาก่อนเลย ( เพราะเจ้าชายหมีถักทรงคิดอยู่ตลอดเวลาว่า คงไม่มีเจ้าหญิงองค์ใดอยากแต่งงานกับเจ้าชายที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตุ๊กตาหมีอย่างพระองค์เป็นแน่) แต่ด้วยความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ดลใจเจ้าชายจนมิอาจอยู่เฉยได้ เจ้าชายจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นขี่ม้าแกลบคู่ชีพ แล้วควบม้าตรงไปยังงานเลือกคู่ของเจ้าหญิง…ทันในวินาทีสุดท้ายก่อนที่พิธีจะเริ่มขึ้น

ทันทีที่เจ้าหญิงปรากฏกายให้เจ้าชายทุก ๆ องค์ได้ยลโฉม เจ้าชายต่างก็ถึงกับตกตะลึงในความงามของเจ้าหญิงจนเกือบจะลืมหายใจไปตาม ๆ กัน เจ้าชายหมีถักเองก็ไม่แตกต่างไปจากเจ้าชายองค์อื่น ๆ พระองค์ทรงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หัวใจของเจ้าชายหมีถักเต้นตูมตามอยู่ภายในร่างไหมพรมที่แสนอ่อนนุ่ม เจ้าชายหมีถักทรงบอกกับตัวเองว่า พระองค์ทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงองค์นี้เข้าให้เสียแล้ว

เจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดทรงกล่าวทักทายเจ้าชายทุก ๆ พระองค์ที่ให้เกียรติมาร่วมในพิธีเลือกคู่ จากนั้น เจ้าหญิงก็ประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า เจ้าชายที่พระองค์ต้องการจะเลือกเป็นคู่ครองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเก่งกาจฉลาดเฉลียวหรือมีบุคลิกที่สง่างามแต่อย่างใด พระองค์ทรงปรารถนาที่จะแต่งงานกับเจ้าชายธรรมดา ๆ ที่รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ…ก็เพียงเท่านั้น

ไม่ทันที่เจ้าชายแต่ละพระองค์จะมีโอกาสพรรณนาถึงความรักที่ตนเองมีต่อเจ้าหญิง จู่ ๆ พ่อมดหลวงซึ่งแปลงร่างเป็นมังกรยักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้น และจัดการคาบเจ้าหญิงบินตรงไปยังหุบเหวมังกร แล้วปล่อยเจ้าหญิงให้ร่วงลงไปในเหวลึกตามแผนที่เจ้าหญิงทรงวางเอาไว้

เจ้าชายหมีถักทรงตกใจมากจึงรีบกระโดดขึ้นขี่ม้า แล้วตามไปช่วยเจ้าหญิงเป็นคนแรก แต่ด้วยความที่พระองค์ตัวเล็กกว่าเจ้าชายองค์อื่น ๆ ดังนั้น กว่าที่เจ้าชายหมีถักจะเดินทางไปถึงหุบเหวมังกร เจ้าชายองค์อื่น ๆ ก็สามารถไล่มังกรยักษ์ซึ่งเฝ้าปากเหวให้บินหนีไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่มีเจ้าชายองค์ใดรู้เลยว่า ที่ด้านล่างของหุบเหวมังกร มีเทพธิดาตัวจิ๋วแอบเตรียมฟูกหนา ๆ เอาไว้รองรับตัวของเจ้าหญิงตามแผนที่เจ้าหญิงได้เตรียมการเอาไว้ เมื่อเจ้าหญิงรู้ว่ามีเจ้าชายติดตามมาช่วยพระองค์เป็น    จำนวนมาก เจ้าหญิงจึงดำเนินการตามแผนขั้นสุดท้ายเพื่อวัดใจเจ้าชายผู้มีรักแท้

เจ้าหญิงทรงแกล้งร้องไห้โอดครวญให้เจ้าชายที่อยู่บนปากเหวลงมาช่วยพระองค์โดยเร็วที่สุด แน่นอน…เจ้าชายทั้งหลายทรงอยากช่วยเจ้าหญิงด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายก้มลงไปมองในเหวลึกที่มืดมิดราวกับว่ามันเป็นหุบเหวไร้ก้น เจ้าชายแต่ละองค์ต่างก็จนใจและไม่มีใครคิดที่จะเสี่ยงปีนลงไปเพื่อช่วยเจ้าหญิงเลยแม้แต่คนเดียว

ในขณะที่เจ้าชายทั้งหลายยอมพ่ายแพ้ เจ้าชายหมีถักกลับตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่ยื่นกิ่งอยู่เหนือกึ่งกลางของปากเหว จากนั้น พระองค์ก็ใช้มือซ้ายกำกิ่งไม้ไว้แน่น พลางใช้มือขวาแก้ปมไหมที่ส่วนเท้าของตนเอง แล้วค่อย ๆ ปลดเส้นไหมพรมจากร่างของพระองค์ เพื่อหย่อนลงไปช่วยเจ้าหญิงที่พระองค์ทรงรักยิ่งชีวิต

เจ้าหญิงไม่รู้เลยว่า เส้นไหมพรมที่พระองค์ทรงใช้ไต่ขึ้นมาที่ปากเหวคือชีวิตของเจ้าชายผู้มีหัวใจเปี่ยมด้วยรัก

ทันทีที่เจ้าหญิงโผล่ขึ้นมายังพื้นดิน สิ่งที่เจ้าหญิงเห็นก็คือภาพของมือไหมพรมน้อย ๆ ที่เกาะกิ่งไม้เอาไว้แน่น…อย่างไม่มีวันปล่อย

เจ้าหญิงทรงร้องไห้และกอดเส้นไหมพรมเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความเสียใจอย่างที่สุด พระองค์ทรงเชื่อแล้วว่าเจ้าชายองค์นี้รักพระองค์ด้วยความจริงใจ แต่เจ้าหญิงไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แผนการของพระองค์จะทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ เจ้าหญิงเสียใจมากและคิดที่จะไม่ยอมให้อภัยตัวเองไปตลอดชั่วชีวิต

เรื่องราวทั้งหมดเกือบจะจบลงด้วยความโศกเศร้า แต่โชคยังดี…เพราะเมื่อน้ำตาของเจ้าหญิงสัมผัสกับเส้นไหมพรมสีน้ำตาลของเจ้าชายหมีถัก ปาฏิหาริย์แห่งความรักที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น! เส้นไหมพรมทั้งหมดค่อย ๆ รวมตัวกันอีกครั้ง โดยมีแสงสว่างวูบวาบตลอดเวลาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และหลังจากที่เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว เจ้าชายหมีถักก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา แต่คราวนี้ พระองค์ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมอีกแล้ว เจ้าชายหมีถักกลายสภาพเป็นเจ้าชายรูปงามด้วยอานุภาพแห่งความรักที่แท้จริง

เจ้าหญิงทรงกล่าวคำขอโทษเจ้าชายด้วยความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าชายกลับไม่คิดติดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เจ้าชายทรงให้อภัยเจ้าหญิงทุก ๆ อย่าง และหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหญิงและเจ้าชายก็ได้แต่งงานอย่างมีความสุข

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ช่วยกดแบนเนอร์โฆษณาต่าง ๆ ที่ขึ้นมาให้เห็น เพื่อทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ถุงเก็บแดด : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับทุกครอบครัว

นิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด เป็นหนึ่งในนิทานที่ผม นำบุญ นามเป็นบุญ มักนำมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันในช่วงฤดูหนาว เพราะมันเป็นนิทานที่ผมแต่งเองและรักมาก ทั้งในแง่ของเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึก และที่มาของแรงบันดาลใจ นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของความรักในครอบครัวและความหมายของแสงแดดที่ช่วยให้เรามีความหวังท่ามกลางความหนาวเหน็บ

ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมจำได้ว่าเป็นช่วงที่อยากเขียนนิทานเกี่ยวกับความรักของพ่อ แต่ในตอนแรกสมองกลับว่างเปล่า ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน จนกระทั่งผมอยากท้าทายตัวเองด้วยการสร้างฉากในดินแดนที่หนาวเย็นมาก ๆ ผมใช้ประสบการณ์ที่เคยไปอยู่ประเทศสวีเดน 1 ปี ซึ่งความหนาวที่นั่นรุนแรงจนพื้นรองเท้าหลุด และกลางวันสั้นเสียจนแสงแดดยามเช้ากลายเป็นสิ่งล้ำค่า ความทรงจำเหล่านี้ทำให้ผมคิดเล่น ๆ ว่า หากมี “ถุง” ที่สามารถ “เก็บแดด” ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ภาพชายผู้แบกถุงยักษ์ที่เต็มไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จึงเกิดขึ้นในหัว และกลายเป็นนิทานแฟนตาซีที่อบอุ่นท่ามกลางฉากหนาวเหน็บ

แม้ผมจะชอบนิทานเรื่องนี้มาก และเคยเผยแพร่ในเว็บไซต์และเพจหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือให้เสียงตอบรับมากนัก ผมจึงลองทำภาพปกและภาพประกอบใหม่ เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยอ่านได้ลองเข้ามาสัมผัสนิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด ที่อาจช่วยให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นอีกนิดในวันที่หนาวเหน็บ และหวังว่าจะเป็นนิทานก่อนนอนที่มอบความสุข ความรัก และความหวังให้กับทุกครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางดินแดนหิมะที่หนาวเหน็บ

โยฮัน แคทย่า และเจ้าหนูเอคินเป็นพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งที่อาศัยอยู่ในบ้านน้ำแข็งหลังเล็ก ๆ หลังนั้น แม้ว่าผู้คนชาวน้ำแข็งจะคุ้นเคยกับความโหดร้ายของอากาศหนาวในแถบขั้วโลกเป็นอย่างดี แต่สำหรับปีนี้ ทั้งกองไฟกองเล็ก ๆ ที่ให้ความอบอุ่นอยู่ภายในบ้าน เสื้อกันหนาวหนาหนักที่พวกเขากำลังสวมใส่กันอยู่ หรือแม้แต่ผ้าคลุมขนสัตว์ที่พวกเขาใช้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่อาจต้านทานความหนาวติดลบของอากาศภายนอกบ้านเอาไว้ได้

พายุหิมะที่พัดกระหน่ำทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้โยฮันซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวบอกภรรยาและลูกชายว่า เขาคงจะต้องออกไปนำเอาความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สองสว่างอยู่ในดินแดนทางตอนใต้ มาใช้ต่อสู้กับความหนาวที่เย้นยะเยือกจากพายุหิมะในครั้งนี้ โยฮันขอให้แคทย่าช่วยเย็บถุงเก็บแดดจากหนังของแมวน้ำที่พวกเขาสะสมกันอาไว้ และเขาบอกกับเจ้าหนูเอคินที่นั่งตาแดงด้วยความเป็นห่วงพ่อว่า เขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับแสงแดดและความอบอุ่น

วันรุ่งขึ้น โยฮันหยิบกิ่งไม้ที่ผูกติดกับถุงเก็บแดดขึ้นพาดบ่า แล้วเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังดินแดนทางตอนใต้ตังแต่เช้าตรู่ แม้พายุหิมะในขณะนั้นจะสงบนิ่ง แต่เพียงก้าวแรกที่โยฮันย่ำย่างออกจากบ้าน สายลมหนาวบาง ๆ ก็พัดเอาความหนาวเย็นมาปะทะกับตัวเขาจนเขารู้สึกปวดชาไปทั้งตัว โยฮันกัดฟันทนและยึดเอาความรักที่เขามีต่อลูกและภรรยาเป็นพลังในการต่อสู้กับความหนาวเย็นที่อยู่เบื้องหน้า

โยฮันก้าวย่างทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง ความลื่นของพื้นหิมะที่เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง อาจทำให้เขาหกล้มจนเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา โยฮันพยายามควบคุมสติของตัวเอง และค่อย ๆ ย่ำเท้าไปอย่างช้า ๆ ทีละก้าว เขาเดินทางโดยไม่มีการหยุดพัก ข้ามเนินเขาหิมะไปทีละลูก และเมื่อเขาเดินทางมาถึงกลางหุบเขาลูกสุดท้าย ปุยหิมะก็ค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟ้าแลดูคล้ายกับขนนกบางเบาที่ปลิดปลิวลงมาพร้อมกับความหนาวเย็น

ทันใดนั้นเอง สายลมวูบใหญ่ก็พัดเข้ามาปะทะกับร่างของโยฮันจนเขารู้สึกปวดไปถึงขั้วกระดูก มันป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงไปทุกรูขุมขน โยฮันรู้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความหนาวเย็นของสายลมหนาวธรรมดา ๆ แต่มันเป็นความเย็นยะเยือกที่มาพร้อมกับปิศาจในตำนานที่ชาวน้ำแข็งทุกคนรู้จักกันดี และก่อนทีโยฮันจะทันตั้งตัว ราชินีหิมะก็ปรากฏกายขึ้น

โยฮันรู้สึกว่าเลือดในตัวของเขากำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของราชินีหิมะทำให้ร่างกายทุก ๆ ส่วนของโยฮันสั่นสะท้านจนเกินกว่าที่จะควบคุมเอาไว้ได้ โยฮันนึกถึงเจ้าหนูเอคินที่กำลังตั้งตารอเขาอยู่ด้วยความหวัง ดังนั้น โยฮันจึงรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายและพูดกับราชินีหิมะอย่างหนักแน่นด้วยแววตาของคนที่เป็นพ่อว่า เขาจะตายไม่ได้!

ราชินีหิมะรู้สึกพิศวงต่อความมุ่งมั่นในการมีชีวิตอยู่ของชายผู้เป็นพ่อ เมื่อเธอทราบว่า โยฮันกำลังจะเดินทางไปยังดินแดนทางตอนใต้เพื่อเก็บแดดกลับมาฝากลูกชายตัวน้อย นางจึงขอให้โยฮันปันแสงแดดส่วนหนึ่งที่เก็บมาได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตในครั้งนี้ โยฮันสัญญาว่าเขาจะกลับมาพร้อมกับแสงแดดเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการมีชีวิตอยู่ และแล้ว ร่างของราชินีหิมะก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

โยฮันทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน เพียงข้ามหุบเขานี้ไป เขาก็จะเดินทางไปถึงสุดเขตดินแดนน้ำแข็งซึ่งติดต่อกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โยฮันพยายามที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะเดินทางต่อไป แต่ด้วยความอ่อนล้าของร่างกายและความหนาวเย็นของอากาศ ร่างกายของโยฮันจึงถึงขีดสุด เขาไม่อาจที่จะเดินทางต่อไปได้อีกแล้ว

โชคดีที่ในหุบเขาแห่งนั้นเป็นที่พำนักของหมีขั้วโลกพ่อแม่ลูก พ่อหมีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่โยฮันประกาศว่าเขาจะตายไม่ได้ ด้วยหัวอกของผู้ที่เป็นพ่อเหมือน ๆ กัน พ่อหมีจึงออกมาจากที่จำศีล และรับอาสาพาโยฮันไปส่งที่สุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง โดยพ่อหมีมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือมันอยากขอปันแสงแดดสักส่วนหนึ่ง เพื่อให้ลูกของมันได้ใช้คลายหนาวลงไปบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า โยฮันยินดีที่จะทำเช่นนั้น

เมื่อโยฮันขี่หลังพ่อหมีมาถึงสุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง อุปสรรคอย่างสุดท้ายที่โยฮันต้องฝ่าฟันไปให้ได้ก็คือการเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนทางตอนใต้ พ่อหมีช่วยโยฮันคิดหาวิธีข้ามฝั่ง โดยมันบอกให้โยฮันขึ้นไปนั่งบนก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ กับชายฝั่ง จากนั้น มันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อนกเพนกวินทั้งหลายฟัง และขอร้องให้พ่อนกเหล่านั้นช่วยกันว่ายน้ำและผลักก้อนน้ำแข็งไปยังดินแดนทางตอนใต้ แน่นอน…ข้อแม้เพียงอย่างเดียวที่พ่อนกทั้งหลายต้องการก็คือ พวกมันอยากให้โยฮันปันแสงแดดที่เก็บมาได้ให้กับลูก ๆ ของพวกมันบ้าง และโยฮันก็รับปากที่จะทำเช่นนั้น

โยฮันเดินทางไปพร้อมกับก้อนน้ำแข็งจนถึงดินแดนแห่งแสงแดดในเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากขอบฟ้า ความอบอุ่นก็ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าของโยฮันมีพลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย โยฮันเริ่มต้นเก็บแสงแดดใส่เข้าไปในถุงหนังแมวน้ำ โดยเลือกเฉพาะแสงแดดที่อุ่นสบายเท่านั้น และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในตอนเย็น ถุงเก็บแดดของโยฮันก็อัดแน่นไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จนถุงมีขนาดพอ ๆ กับลูกบัลลูนเลยทีเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น โยฮันเดินทางกลับมาถึงดินแดนน้ำแข็งอีกครั้ง ลูกนกเพนกวินส่งเสียงร้องกิ๊บกั๊บเมื่อโยฮันนำแสงแดดอุ่น ๆ มาฝากพวกมัน ส่วนครอบครัวหมีก็พากันออกมาจากที่จำศีล เพื่ออาบแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่โยฮันตั้งใจนำมาฝาก สำหรับราชินีหิมะก็ได้แต่ยืนหลับตาพริ้มด้วยความอุ่นสบายเมื่อแสงแดดจากดินแดนทางตอนใต้สัมผัสผิวกายที่ไร้สีเลือดของตัวนาง เมื่อโยฮันทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทุก ๆ คนแล้ว เขาก็ขอตัวและรีบนำถุงเก็บแดดมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของเขาทันที

เจ้าหนูเอคินเฝ้านับวันคืนให้พ่อกลับมาด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อก้าวเข้ามาใกล้ น้ำตาของลูกผู้ชายชาวน้ำแข็งก็ค่อยๆ เอ่อล้นลงมาที่แก้มสีแดงระเรื่อ เจ้าหนูเอคินโผเข้ากอดพ่อทันที่ที่พ่อก้าวพ้นประตูบ้านเข้ามา ส่วนแคทย่าเองก็ดีใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก โยฮันจูงมือเจ้าหนูเอคินตรงเข้าไปหาแม่ แล้วพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งก็สวมกอดกันด้วยความรัก

แม้ภายนอกบ้านจะยังคงหนาวเหน็บด้วยเกล็ดหิมะ แต่ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ หลังนี้กลับอุ่นสบายไปด้วยแสงแดดและไอรักที่ทุก ๆ คนมีให้แก่กัน และแล้ว….นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวชาวน้ำแข็ง—พ่อแม่ลูก—นั่งกอดกันข้างกองไฟเล็ก ๆ ภายในบ้านน้ำแข็งท่ามกลางพายุหิมะ สื่อถึงความรัก ความอบอุ่น และการปกป้องกันในวันที่หนาวเหน็บ